28 ธันวาคม 2550

Thaksin interview blocked from Thai TV station controlled by military-backed government

© AP
2007-12-28 09:04:12 -

BANGKOK, Thailand (AP) - A Thai TV news show was blocked from broadcasting an interview with deposed Prime Minister Thaksin Shinawatra, which contained reactions to his allies' victory in last weekend's election, senior editors said Friday.

Channel TITV, which is controlled by the military-installed government, planned to air an interview with the deposed leader on Wednesday evening but the program was replaced at the last minute, said Jom Petchphradub, the program's host who conducted the interview in Hong Kong.

Thaksin, who has been living abroad since the coup, was in Hong Kong during and after Sunday's general election.

Thaksin's allies in the People's Power Party won 233 of 480 seats in the lower house of parliament and say they have gathered enough support from smaller parties to form a coalition government, a prospect that concerns the military generals and those who backed their September 2006 coup.

In a 40-minute interview conducted Monday, Thaksin voiced his reaction to the election, his plans to eventually return to Thailand and spoke about his year in self-imposed exile, among other topics, Jom told The Associated Press.

Jom said officials in the government's Public Relations Department, which falls under the Prime Minister's Office, called one of his editors to inquire about the interview, which was subsequently yanked from the air Wednesday evening.

The channel's news editor, Sonthayan Chuenraethainaitam, confirmed that the interview was pulled from the air but said he did not have details «from the officials concerned.

It was unclear if government officials barred the broadcast or if the network's executives censored the program after getting a call from the Public Relations Department.

The head of the Public Relations Department, the only official authorized to comment on the matter, was not immediately available, his office said.

Thaksin held a news conference Tuesday in Hong Kong, saying he is exploring options to return to Thailand between mid-February and April. He vowed to stay out of direct politics but said he was prepared to serve as adviser to the PPP. Excerpts of that interview were shown on Thai news shows.

Thaksin was accused of widespread corruption and abuse of power. Since his ouster, the military-installed government has been criticized for restricting television and radio coverage of Thaksin and blocked Internet sites critical of the government.

TITV _ which stands for Thailand Independent Television _ is currently controlled by the Prime Minister's Office. The military-backed government revoked TITV's broadcasting license in March, after the station said it was unable to pay nearly 100 billion baht (US$3 billion; euro2.3 billion) in fines, unpaid broadcasting license fees and interest due to the government.

Until the takeover, the network, which was previously called iTV, had been the country's only privately owned station. From 2001 to 2006 it was controlled by the family of Thaksin, a former telecommunications tycoon. During that time it was accused of biased coverage on political news in favor of Thaksin.

The station was part of Thaksin's former telecommunications empire, Shin Corp., which was sold to the Singapore government's investment arm, Temasek Holdings, in January 2006.

27 ธันวาคม 2550

ประชดสมาคมนักข่าวฯ 44 ชีวิตทีไอทีวีตบเท้าออก

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
26 ธ.ค. 50 - 22:48

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ธ.ค.) กลุ่มพนักงานฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ที่เป็นสมาชิกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จำนวน 44 คน ออกแถลงการณ์ ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกของสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมทั้งนายอัชฌา สุวรรณปากแพรก ขอลาออกจากการเป็นที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และขอสละสิทธิการรับทุนเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโควต้าสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

แถลงการณ์ระบุว่า ที่ผ่านมาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยได้แสดงความเห็นกรณีเพื่อนร่วมวิชาชีพอย่างสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีหลายความเห็นที่ขาดความเป็นกลาง นอกจากนี้แถลงการณ์ของสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. มีลักษณะกล่าวหาพนักงานฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง ใส่ร้ายให้สังคมรู้สึกว่าฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีขาดจรรยาบรรณ โดยที่สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยไม่ได้ไต่ถามข้อเท็จจริงมายังฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ในลักษณะเพื่อนร่วมวงการสื่อและสมาชิกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พึงกระทำเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนถูกต้องที่สุดก่อนจะตัดสินถูกผิด กลุ่มพนักงานทีไอทีวีจึงมีมติเอกฉันท์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

วันเดียวกัน นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แถลงว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบการเปลี่ยนผ่านเป็นทีวีสาธารณะ ขณะนี้กฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วอยู่ในขั้นตอนการทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย กรมประชาสัมพัรธ์จึงได้เตรียมขั้นตอนต่างๆ รองรับ เช่นการต่อสัญญาเช่าช่วงการเชื่อมสัญญาณดาวเทียม รวมถึงการจ้างเหมาพนักงานบริการต่อเนื่องที่สัญญาจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.นี้ โดยในส่วนพนักงานได้วางระบบว่า จะจ้างต่อเนื่อง แต่ต้องประเมินผลงานและคุณสมบัติ ใครทำงานดีไม่ดีอย่างไร ควรจ้างต่อหรือไม่ เพราะเป็นการจ้างเหมาบริการ รวมทั้งระยะเวลาการจ้างที่อาจจะเป็น 1 เดือนหรือ 3 สามเดือน อยู่ในดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าเป็นอย่างไร

หมัดเหล็กไทยรัฐ: สงครามสื่อ

โดย หมัดเหล็ก
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
25 ธ.ค. 50 - 17:14

ในขณะที่ การเมืองกำลังอยู่ในช่วงฝุ่นตลบ ผมขอเปลี่ยนบรรยากาศมาที่เรื่องสำคัญอีกเรื่อง นั่นคือ สื่อมวลชน ในสังคมที่หลงใหลกับกระแสอย่างนี้ สื่อ จะเป็นเครื่องมือชี้นำที่สำคัญที่สุด ถ้าสื่ออยู่ในขอบเขต มีความรับผิดชอบต่อสังคมและวิชาชีพ

สังคมก็จะชอบธรรม

เวลานี้ผมเริ่มจะเห็นภาพรางๆ ที่สื่อจะถูกลากเข้าไปอยู่ ในมรสุมวิกฤติการเมืองด้วย สุดท้ายจะกลายเป็น สงครามสื่อ ที่ต้องแบ่งข้างแบ่งขั้วไปโดยปริยาย

ขึ้นอยู่กับการสมประโยชน์

ต้องยอมรับความจริงว่าสื่อในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม วิกฤติการเมืองที่ผ่านมาก็เริ่มต้นจากสื่อ เพราะฉะนั้น จะต้องทำความเข้าใจ ก่อนว่า สื่อนั้นแยกเป็นสื่ออาชีพและอาชีพสื่อ หมายความว่า สื่อมวลชนที่ตั้งขึ้นมา โดยมีสัดส่วนในจรรยาบรรณวิชาชีพมากกว่าผลประโยชน์ และสื่อมวลชน ที่มีสัดส่วนของผลประโยชน์มากกว่า จรรยาบรรณวิชาชีพ

แน่นอนว่าใน 2 มิติ สื่อก็เป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่ต้องมีขาดทุนกำไร ธุรกิจที่ขาดทุนก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหากำไร ข้อนี้ต้องแยกส่วนกันระหว่างผู้บริหาร สื่อกับ สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อยู่ในสนาม และแน่นอนว่าในระบบสังคมอุปถัมภ์ สื่อก็เป็นมนุษย์ จะสนิทกับใคร จะรักใคร จะชอบใครเป็นธรรมดา แต่ก็ต้องมีเส้นกั้นระหว่าง ส่วนตัวกับหน้าที่เอาไว้

ยกเว้นแต่ว่าตั้งใจจะใช้อาชีพสื่อเป็นการแสวงหาเงินตราและอำนาจ

ผมต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง คนที่อยู่ในแวดวงสื่อจะรู้ดี อยู่ไปนานๆจะเห็นช่องทาง ทำมาหากิน จะเห็นช่องทางสร้างอำนาจอิทธิพลบารมี ไม่แปลกที่จะเห็นบางครั้ง สื่อบางสื่อบางคนก็วางก้าม ใหญ่โต ประเภทใครแตะไม่ได้

เข้าเรื่องคำว่า สงครามสื่อ ที่ผมเป็นห่วงว่าจะต้องแบ่งเป็นขั้วเป็นข้างไปกับวิกฤติครั้งนี้ด้วย ก็เพราะการเมืองยังแบ่งขั้วแบ่งข้างกันอยู่ วิกฤติที่ผ่านมา ทำให้สื่อต้องแบ่งข้าง แบ่งขั้วไปโดยปริยาย เริ่มจากคนที่มี อาชีพสื่อ นี่แหละ เริ่มจากไม่สมประโยชน์ ในธุรกิจสมัยขั้วอำนาจเก่า

เลยตั้งป้อมอยู่ฝ่ายตรงข้าม

ทำเกินเลยหน้าที่สื่อ พาลไปจนถึงสื่อด้วยกันเอง ใครไม่เห็นด้วยกลายเป็นศัตรูไปฉิบ ฝ่ายที่เข้ามายึดอำนาจใช้ช่องของทางนี้ ยืมมือสื่อดังกล่าว หวังจะยึดพื้นที่สื่อเอาไว้ให้ได้

ต่อท่ออำนาจสื่อ

โดยเฉพาะสื่อทีวี ที่มีความนิยมมากกว่าสื่ออื่น น่าจับตา มากที่สุดเพราะเวลานี้ มีสื่อที่ไม่สมประโยชน์ พูดง่ายๆตรงๆคือมีสื่อที่ไม่เอาทักษิณ พยายามเข้าไปคุมอำนาจ จากการเข้าแทรกในทีวีเสรีเกือบทุกช่อง

มาจนถึงทีไอทีวี

พูดจาภาษาเดียวกันยกกันเข้าไปทั้งแก๊ง.

“หมัดเหล็ก”

26 ธันวาคม 2550

สื่อกีฬา ดูถูกคนต่างจังหวัดกินวัชพืช

ข้อมูลโดย Frank
ที่มา ประชาไท
26 ธันวาคม 2550

สาวกปชป นามว่าบอ.บู๋ บอกคนกรุงเทพไม่ได้กินวัชพืช เหมือนคนต่างจังหวัด


บทความ : เทวดาคนกรุงเทพฯ จงเจริญ!

บทความโดย สามัญชน
ที่มา ประชาไท
26 ธันวาคม 2550

ผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้วด้วยดี ผลของการเลือกตั้งคือชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ที่เลือกพรรคพลังประชาชนเป็นเสียงข้างมากอันดับ 1 โดยมีจำนวนส.ส. 223 คน ...พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกตกเป็นเป้าหมายตามแผนการณ์ของคมช.ให้สกัดกั้น ทำลาย และโดดเดี่ยวพรรคพลังประชาชนมา

ผลของการเลือกตั้ง! คือการตบหน้าเผด็จการ คมช.และการรัฐประหาร และเป็นการประกาศว่า ประชาชนไม่ต้องการเผด็จการทหาร และไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร

สื่อมวลชนโดยเฉพาะทางโทรทัศน์ และวิทยุ ที่เป็นสื่อกระแสหลัก พากันอึ้งกับผลของการเลือกตั้ง โดยเฉพาะช่วงหลังการปิดหีบเลือกตั้งเพื่อไปเปิดนับคะแนน เมื่อเอ็กซิสต์โพลออกมา คะแนนของพรรคพลังประชาชนนำลิ่ว ต่างตกใจ หน้าถอดสี บางช่องนำบุคคลที่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และขู่ว่าจะเคลื่อนไหวหากพรรพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล มาวิเคราะห์คะแนนเสียง และการจัดตั้งรัฐบาล

ผมว่านี่ เป็นการกระทำที่น่าละอาย และไร้จรรยาบรรณที่สุดของนักสื่อสารมวลชน

พวกเขาเหล่านั้นอ้างว่าองค์กรของตน สถานีของตนเป็น สื่อที่ดีที่สุด และเป็นกลางทางการเมืองมากที่สุด

แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎกลับกลายเป็นว่า นำเอาบุคคลผู้เป็นอีแอบที่อิงอยู่กับเผด็จการและสนับสนุนพรรคการเมืองที่เคยเรียกร้อง ม .7 มาเชียร์พรรคอันดับ 2 โดยไม่คำนึงถึงวิถีปฎิบัติในการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคอันดับหนึ่งคือพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล แถมพูดจาข่มขู่ว่าจะเคลื่อนไหวหากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล
บรรดานักวิชาการที่เคยเข้าร่วมขบวนการเรียกร้องนายกฯ คนนอก ตามมาตรา 7 ต่างลุ้นผลคะแนนของกรุงเทพฯ ฯ กันอย่างสุดจิต สุดใจ การรายงานผลคะแนนของสื่อกระแสหลักบางช่อง ขึ้นหน้าจอแต่การรายงานผลของกรุงเทพฯ ฯ

และเมื่อสรุปผลแล้วเสร็จกลับทำทีทำท่าไม่สนใจเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนให้ได้เป็นอันดับหนึ่ง

แต่กลับไปตอกย้ำถึงคะแนนเสียงเฉพาะที่กรุงเทพฯ ฯ และหยิ่งผยองว่า คนกรุงเทพฯ ฯ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เอาพรรคพลังประชาชน และพรรคพลังประชาชนไม่สมควรจัดตั้งรัฐบาลได้

ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า คนกรุงเทพฯ ฯ กับคนต่างจังหวัด ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ไม่ใช่มนุษย์เหมือนกันหรือ ไม่ได้มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันหรือ ไม่ได้เป็นพลเมืองไทยเท่าเทียมกันหรือ

ถ้าตีความอย่างที่สื่อมวลชนและนักวิชาการมองผลของการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ฯ มหานครแล้ว คนกรุงเทพฯ ฯ ที่ไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เขาเหล่านี้เป็นเทวดาหรือ คนต่างจังหวัดที่ไปเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นคนหรือ

หรือคนกรุงเทพฯ ฯ เป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง คนต่างจังหวัดเป็นพลเมืองชั้นสอง

กรุณาตอบผมดังๆ หน่อยกับที่มาที่ไปของความคิดเหล่านี้ เถอะครับ ท่านปัญญาชน

หากสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ สื่อมวลชนกระแสหลัก คาดหวังเป็นจริง พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจากการผสมของพรรคทั้งหมดรวม 6 พรรค จริง ขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลฝั่งประชาธิปัตย์ ตอบแทนปัญญาชน นักวิชาการ นักสื่อมวลชน และพวกที่อ้างว่าตัวเองเป็น คนกรุงเทพฯ ฯ เป็นตัวของคนชั้นกลาง ออกกฎหมาย รับรอง ความเป็นเทวดาของกลุ่มคนเหล่านี้ ยกเลิกหลักการสิทธิมนุษยชน ยกเลิกหลักการนิติธรรม นิติรัฐ ที่บอกว่าคนทุกคนเท่าเทียวกันตามกฎหมายของรัฐแห่งนั้นเสีย เสนอกฎหมาย หรือมติครม.ก็ได้ครับ เพราะผมเชื่อว่าหากพรรคพลังประชาชนกลายไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะถูกรุมกินโต๊ะ จาก อำนาจนอกระบบ คงไม่ยอมให้กฎหมายรับรองสิทธิเทวดาผ่าน

รับรองสิทธิเทวดาของคนชั้นกลาง เถิดครับ! เพื่อเป็นรูปธรรมให้เห็นได้ชัดเจนว่า ประชาชนคนไทยนั้น พวกที่อ้างตัวว่าเป็นคนชั้นกลาง คนกรุงเทพฯ ฯ แม้จะเลือกพรรคการเมืองที่ตนอยากได้เป็นรัฐบาลแพ้ตามกติกาการเลือกตั้ง แต่ พวกเขาเหล่านี้ ก็จะบอกว่า เขาถูกที่สุด ฉลาดที่สุด สะอาดที่สุด รู้มากที่สุด

ลูกสมุนดีเด่นของเผด็จการ จงเจริญ!

เทวดาคนกรุงเทพฯ ฯ จงเจริญ!

25 ธันวาคม 2550

บทความ: สื่อมวลชนกับจริยธรรม

25 ธันวาคม 2550

คุณ ณัฐกร วิทิตานนท์ ได้กรุณาส่งบทความที่ชื่อ "สื่อมวลชนกับจริยธรรม" เขียนขึ้นราวเดือนมีนาคม ปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงที่พันธมิตรฯ นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายจำลอง ศรีเมือง ฯลน กำลังรณรงค์ เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง

บทความขนาด 9 หน้า A4 บอกเรื่องราวเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยที่มีวาระซ่อนเร้น และเต็มไปด้วยอคติ การอ้าง "สิทธิและเสรีภาพ" จนเกินขอบเขต จึงทำให้สื่อกลายเป็นอภิสิทธิ์ชน ที่สามารถที่จะทำลายใครเมื่อใดก็ได้โดยปราศจากการคำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่คนไทยผู้เสพสื่อ ไม่มีเวลาที่จะฉุกคิดหรือค้นหาความจริง เนื่องจากตนเองต้องทำหน้าที่การงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ ข่าวสารที่ถูกบรรดาสื่อมวลชนหลัก ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ ย้ำ และ ป้อนตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จึงได้ปั่นหัวคนไทยมาตลอด และจำต้องรับข่าวสารดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก (อนึ่ง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในวันนี้ที่ได้ตัดสินว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงปล่อยให้เป็นที่สงสัยเร่งเร้าให้เกิดความวุ่นวายในสังคม และการกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ คือ บทสรุปและพิสูจน์ประการหนึ่งของบทความนี้)

บทความได้ลำดับเรื่องราวในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ถูกปลดออกจากผัง รวมถึงเหตุการณ์การเข้าช้อนซื้อหุ้นของกลุ่มแกรมมี่ ที่มีการสร้างทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาว่า กลุ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลัง บทความยังได้บันทึกความชั่วร้ายของสื่ออีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการออกข่าวเท็จในเรื่องการปลด พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากผู้นำงานเฉลิมฯ 60 ปี ของบางกอกโพสต์ รวมไปถึงข่าวเท็จครึ่งจริงครึ่งและข่าวที่มีวาระซ่อนเร้นรายวันที่ออกมาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

บทความได้สรุปปิดท้ายด้วยการตำหนิสื่อ ที่ท้ายที่สุดได้กลายเป็นแนวร่วมของผู้โค่นล้มประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดที่คนไทยเคยมี

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความดังกล่าวได้ที่ http://docs.google.com/Doc?id=d7qgfs4_70vxsqmwg7

สื่อชั่วโดนศาลจำคุก 3 ปี

25 ธันวาคม 2550

ศาลอาญาพิพากษาจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา กรณีหมิ่นอดีตนายกรัฐมนตรี

ศาลอาญารัชดาพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา คดีที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นโจทก์ เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา กรณีนายสนธิ กล่าวปราศรัยว่าโจทก์สร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต กล่าวหาว่าโจทก์จ้างทีมมาลอบสังหารตนและกล่าวหาว่าโจทก์หมกมุ่นในไสยศาสตร์ ทำพิธีฝังรูปฝังรวยที่ศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์โดยศาลวิเคราะห์เห็นว่า นายสนธิกล่าวหาโจทก์เป็นลำดับมีการเปิดประเด็นใหม่ ๆอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงปล่อยให้เป็นที่สงสัยเร่งเร้าให้เกิดความวุ่นวายในสงคม การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ อีกทั้งการแต่งกายของนายสนธิขณะปราศรัยที่ใส่เสื้อสีเหลืองอันเป็นสีประจำพระองค์.....และตัวอักษรคำว่า เราจะสู้เพื่อในหลวงบนเสื้ออันเป็นการสร้างภาพของนายสนธิกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบัน.000...เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวกไม่จงรักภักดี เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วนให้เป็นฝ่ายตรงขัมสถาบัน.000.....นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติที่นายสนธิพยายามดึงสถาบัน000อันเป็นที่เคารพเทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่ามาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวกพฤติการมีลักษณะร้ายแรงจึงไม่มีการรอลงโทษ

อย่างไรก็ตามนายขุนทอง ลอเสรีวิณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันที่ได้นำคำปราศรัยของนายสนธิมาลงตีพิมพ์ ศาลได้พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 40,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี เนื่องจากนายขุนทองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนและมิได้เป็นผู้กล่าวหมิ่นประมาทด้วยตนเอง โดยนายสนธิ ได้ยื่นกรมธรรณ์ประกันอิสรภาพมูลค่า 300,000 บาท ในการขอประกันตัว

ที่มา สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

หมายเหตุ:
คัดลอกจาก เว็บไซต์พันทิป โดยคุณ สู่รู้สู่เห็น

อ่านเพิ่มเติม:
รายละเอียดคำพิพากษาจากเว็บไซต์ประชาไท
อ้างสถาบัน-สร้างความแตกแยก จำคุก ‘สนธิ’ 3 ปี หมิ่น ‘ทักษิณ’
http://www.prachatai.com/05web/th/home/10697


อ่านคำพิพากษาศาลอาญา จำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา (ฉบับเต็ม) เว็บ True Thaksin


แจ๋วริมจอติง "สื่อไม่เป็นกลาง"

โดย แจ๋วริมจอ
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
25 ธ.ค. 50 - 16:27

การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ก็ผ่านพ้น ไปด้วยความเรียบร้อย ถือเป็นการชี้ชะตาการบ้านการเมือง ของบ้านเราอีกวาระหนึ่ง

หลุดพ้นจากวงจรเผด็จการ เข้าสู่วิถีทางของประชาธิปไตย ที่ประชาชนชาวไทยถวิลหามานานร่วม 15 เดือน

ต่อนี้ไปก็เป็นเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกฎ กติกา มารยาท ทุกฝ่ายต้องยอมรับ เพื่อมุ่งไปสู่ความรุ่งเรืองของประเทศ และผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

นั่นคือเรื่องของอำนาจทางการเมือง ซึ่งประชาชนได้หย่อนบัตรเลือกตั้ง ตัดสินผลแพ้-ชนะอย่างที่รู้กันแล้ว

ต่อไปนี้ใครจะเกเร ไม่ยอมรับเสียงข้างมากของประชาชนครั้งนี้ เราก็ขอประณามว่า พวกท่านไม่รักชาติจริง

เป็นพวกขี้ขลาด-ขี้แพ้ชวนตี สังคมของคนดีกลุ่มใหญ่จะไม่ยอมให้ใครลอยนวลอีกต่อไปแน่นอน

วกกลับมาสังเกตการณ์ “สงครามข่าว” ทางจอแก้วเมื่อวันเลือกตั้งกันบ้าง

ต้องยอมรับว่าแข่งขันกันชนิดดุเดือดเลือดพล่านไม่แพ้กันทุกช่อง

มีการตระเตรียมงานอย่างดี ทั้งการรายงานผลนับคะแนน และวิเคราะห์วิจารณ์ สัดส่วนคะแนนแต่ละพรรคเพื่อจัดขั้วตั้งรัฐบาล

แต่ในความระทึกที่ชวนติดตามนั้น ก็ยัง คงพบ “ความไม่เป็นกลาง” ของสื่อทีวี บางคน สร้างความแตกแยกให้แก่สังคมอย่างไม่ละอายในพฤติกรรม

ผมขอพุ่งเป้าไปที่ช่องมากสี กับสื่อบางคน (เจ้าเดิม) ที่ถล่มโจมตีกลุ่มอำนาจเก่าอย่างเปิดเผย

นำกลุ่มก๊วนพวกที่มีหน้าที่เดินขบวนจ้องล้มรัฐบาลมาสัมภาษณ์บิดเบือนประชา-ธิปไตย ด่ากราดผู้ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ

ถึงขนาดกล้าพูดออกอากาศว่า “พรรคที่คะแนน เสียงมาก ไม่สมควรจัดตั้งรัฐบาล”

นี่คือความไม่เป็นกลางของสื่อที่พยายามสร้างความแตกแยกให้ประเทศอย่างไม่เคยหยุดหย่อน

ทั้งที่สถานการณ์ของประเทศกำลังต้องการความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อช่วยกันฉุดชาติบ้านเมืองให้หลุดพ้นวิกฤติเสียที

ปฏิวัติก็แล้ว...เลือกตั้งก็แล้ว ยังไม่ยอมรับกติกา แล้วจะเอายังไงไม่ทราบ?!!

คมชัดลึกบิดเบือนข่าว "ทักษิณ คืนเวทีการเมือง"

โดย คุณpig.army
ที่มา พันทิป
25 ธันวาคม 2550

คุณ pig.army ได้ให้ข้อมูลสื่อชั่ว โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึกประจำวันที่ 25 ธ.ค. ได้ลงข่าว "ทักษิณ"ประกาศที่ฮ่องกงจะคืนเวทีการเมือง พร้อมกลับไทยเม.ย.นี้" ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงด้วยความจงใจ โดยข่าวดังกล่าวต้องการบิดเบือนว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องการกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง ในขณะที่ข้อเท็จจริง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พูดเรื่องดังกล่าว โดยท่านสามารถเปรียบเทียบกับข่าวชิ้นอื่นได้ที่ "ทักษิณ"กลับไทยกพ.-เม.ย. ยืนยันไม่หวนคืนเวทีการเมือง (คมชัดลึก) หรือ "ทักษิณฟุ้งดีใจไทยได้รับประชาธิปไตยกลับคืน" (ผู้จัดการออนไลน์ 25 ธ.ค.)

รายละเอียดข่าวที่แตกต่างกันของสำนักข่าวคมชัดลึก

"ทักษิณ"ประกาศที่ฮ่องกงจะคืนเวทีการเมือง พร้อมกลับไทยเม.ย.นี้
"ทักษิณ" เปิดแถลงข่าวที่ฮ่องกง ประกาศจะคืนเวทีการเมือง หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง พร้อมเดินทางกลับไทยภายในเดือนเม.ย. เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ข้อกล่าวหาคอรัปชั่น

(25ธค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงข่าวที่ฮ่องกงวันนี้ว่า เขาต้องการหวนกลับมาสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง หลังพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง โดยได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1
"ผมต้องการจะกลับสู่การเมือง และกลับมาใช้ชีวิตของผมในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง" โดยถ้อยแถลงของเขาสวนทางกับแถลงการณ์หลายครั้งของเขานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารที่ระบุว่า เขาได้ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวว่า เขาจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทยภายในเดือนเม.ย.เป็นอย่างช้าที่สุด และจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในข้อหาคอร์รัปชันที่มีการกล่าวหาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)


"ทักษิณ"กลับไทยกพ.-เม.ย. ยืนยันไม่หวนคืนเวทีการเมือง
25 ธันวาคม 2550 12:23 น.
"ทักษิณ ชินวัตร" ยันจะเดินทางกลับไทยกพ.-เม.ย. ยืนยันจะไม่หวนคืนการเมือง

(25ธค.) อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เปิดแถลงข่าวที่ฮ่องกงในวันนี้ 2 วันหลังจากที่พรรคพลังประชาชน พรรคพันธมิตรของเขาได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเขาต้องการเดินทางกลับเมืองไทยในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนปีหน้า เพื่อสู้คดีที่ถูกกล่าวหาคอรัปชั่น และจะใช้ชีวิตอย่างพลเมืองธรรมดา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเพื่อความสุขของครอบครัว

พ.ต.ท.ทักษิณยังได้แสดงความยินดีกับชัยชนะของพรรคพลังประชาชน และบอกว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน และเป็นจุดเริ่มต้นของความความพยายามสมานฉันท์ของทุกฝ่าย

เขาบอกด้วยว่าเขาจะกลับประเทศไทยเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง และเขามั่นใจว่าจะพ้นมลทินทุกข้อกล่าวหา และจะไม่กลับไปเล่นการเมืองอีก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรคพลังประชาชนอยากได้ตัวไปเป็นที่ปรึกษาของพรรค พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า หากทางพรรคต้องการความคิดเห็นและแนวคิดของเขา เขาก็ยินดี