31 มกราคม 2551

เดือด "คมชัดลึก" ดูถูกคนรากหญ้า

โดย หญ้าแพรก
ที่มา เว็บบอร์ดเสรีชน
31 มกราคม 2551

ผมได้อ่าน บทความจาก นสพ. คมชัดลึก ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ในบทความหัวข้อ ชาวมลทิลครองเมือง ในฐานะผมก็เป็นชนรากหญ้าคนหนึ่ง อ่านแล้วรู้สึกว่าถูกดูถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นคนมาก ในฐานะชนรากหญ้าก็คือคนไทยคนหนึ่งรู้สึกเจ็บปวดมากกับบทความ นสพ.หัวข้อ ชาวมลทิลครองเมือง ที่มีใจความวรรคหนึ่ง ว่า...

"จะสะอื้นร่ำไห้ น้ำตาเป็นสายเลือด คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะชะตากรรมของแผ่นดินนี้ถูกกำหนดโดยชาวรากหญ้า แลกกับเงินรายได้ต่อหัวเพียงไม่กี่ร้อยบาท จากนั้นก็ไม่ขอรับผิดชอบอะไร นั่งรอนอนรอความเอื้ออาทร"

จึงขอเรียนไปยัง นสพ. คมชัดลึกว่า ในความรู้สึกของคนรากหญ้าอย่างผมอ่านแล้วรู้สึกว่าโดนดูถูกเหยียดหยามจากท่านผู้มีจิตวิญญาณในการเป็นสื่ออย่างหาประมาณมิได้ ขอแนะนำท่านให้หาภาชนะใส่น้ำมาตั้งใว้ในห้องแอร์เย็นๆ ของท่าน แล้วส่องลงไป อยากถามท่านว่าเงากลมๆ ที่อยู่บนบ่าทั้งสองข้างของท่านนั้น คือกระโหลกหรือกระลา แล้วสิ่งที่บรรจุอยู่ในเงากลมๆ นั้นบรรจุด้วยอะไร 2เท้า 2 มือท่านคลาน ลิ้นท่านเลียแข้งเลียขา รับใช้เจ้านายของท่าน คอยเห่าหอนปกป้องเจ้านายท่านยามกำลังหนีตาย ทิ้งไว้เพียงมรดกอันอับยศ เศรฐกิจล่มจม ข้าวของแพง สินค้ากระเษตรตกต่ำ และอีกสารพัดจนบรรยายไม่หมด

ความเดือดร้อนเหล่านี้อาจจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ กับสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ บางตัว ที่วันๆ อยู่ในห้องแอร์คอยที่ใช้ปลายปากกาเป็นอาวุธขีดเขียนเอาใจเจ้านาย โดยความจงรักภักดี รากหญ้าอย่างผมไม่มีอะไรต่อรองกับท่านได้หรอกครับ ต้องยอมรับว่าสังคมบ้านเราย่อมมีคนดีไม่ดีปะปนกัน การที่ท่านสรุปชนรากหญ้าเห็นแก่เงิน เป็นเหมือนขอทานของสังคม คอยแต่ความเอื้ออาทร การดูถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับองค์กรของ ผู้ที่มีจิตรวิญญาณการนำเสนอข่าวสารที่เรียกว่า สื่อมวลชน

จึงขอเรียกร้องให้ท่านแยกแยะให้ถูกต้องอย่าเหมาดูถูก เหยียดหยามเพียงเพราะคนเหล่านั้นเป็นชนรากหญ้า หยุดพฤติกรรมเหล่านี้เสียเถิดครับ

พิสูจน์ความไร้แก่นสารของนักข่าว ผบ.ทบ.ทนไม่ไหวด่าสื่อตั้งคำถามโง่ๆ

31 มกราคม 2551

มีรายงานยืนยันจากสื่อหลายสำนักว่า พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเชิงตำหนิต่อผู้สื่อข่าวว่า คำถามที่ถามแต่ละคำถาม เป็นคำถามโง่ๆ ซึ่งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของสื่อสารมวลชนไทย ที่ไร้คุณภาพ ทำงานไม่สร้างสรรค์ และไม่พัฒนาตัวเอง จนทำให้ประชาชนต่างก่นด่าสาบแช่งทั่วบ้านทั่วเมือง รวมถึงตั้งข้อสรุปว่า ความยุ่งเหยิงที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นในประเทศ สื่อสารมวลชนไทยคือตัวการหลัก ซึ่งเป็นการลบภาพที่มีแต่ก่อนที่กล่าวว่า สื่อสารมวลชนไทย คือ ผู้นำสังคมให้มีความเสรี เป็นประชาธิปไตย

ทั้งนี้รายละเอียดของเหตุการณ์ที่ผบ.ทบ.พูดเชิงตำหนิต่อนักข่าวมีดังนี้
“อนุพงษ์” ยันไม่เคยคุย“พจมาน”

ทางด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงการติดต่อพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ได้ติดต่อ และไม่เข้าใจว่าสื่อฉบับใดไปเขียนเป็นเรื่องเป็นราวว่าเป็นตัวกลาง ยืนยันว่าในชีวิตนี้ไม่เคยพูดกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร แม้แต่คำเดียว และไปพูดว่าตนจะเป็นตัวกลางนั้น ไม่เคยพูดเลย ผู้สื่อข่าวพูดเอง ก็ช่วยชี้แจงด้วยแล้วกัน เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ยืนยันว่าไม่ได้คุย ท่านคงไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ตอนนี้ ตนว่าท่านไปก้าวล่วงตรงนั้นคงไม่ดี เพราะกระเทือนถึงรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน เมื่อถามว่า คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่เบื้องหลังการจัดรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า “ถ้าใช้คำถามว่า คิด ก็ให้ผู้สื่อข่าวคิดเองแล้วกัน”

ฉุนอัดนักข่าวถามคำถามโง่ๆ

เมื่อถามว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีขอกำลังใจในการทำงาน พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า “แน่นอนครับ ถ้าท่านทำแล้วประเทศชาติดีขึ้น ทุกคนก็ให้การสนับสนุนรัฐบาล ใช้อำนาจปกครองแล้วทำให้ประเทศชาติเจริญ ทุกคนได้รับสิ่งดี ต้องให้การสนับสนุน เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องให้กำลังใจ ไม่ใช่แค่ผมเพียงคนเดียว ไม่ใช่ ขัดขวางหรือก่อกวนเหมือนเช่น 1 ปีที่ผ่านมา” เมื่อถามว่า ต้องโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับนายสมัครหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า จะโทร.ทำไม เมื่อถามว่า ช่วงนี้ทำไมดูสีหน้าเครียดๆ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ทุกวันนี้ก็กินข้าวนอนหลับ ที่เครียดก็เพราะคำถามโง่ๆของนักข่าว

ไทยรัฐ

30 มกราคม 2551

ประชาชนจับไต๋ มีการพร๊อบพาแกนด้าเรื่อง"ทุนสามานย์"ผ่านสื่ออย่างเป็นระบบ

30 มกราคม 2551

รายงานจากคุณ วิสัยทัศน์ ผ่านเว็บบอร์ดราชดำเนิน พันทิปดอตคอม ตั้งข้อสังเกตจากหลักฐานที่ได้รวบรวมมาว่า มีความจงใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ในการที่จะยัดเยียดความคิด หรือทำ Agenda-setting (อ่านเพิ่มจาก wikipedia) กับประชาชนผู้รับสาร โดยหลักฐานที่รวบรวมมาเป็นเรื่องการ สร้างภาพกับกลุ่มของคุณทักษิณ อดีตนายกฯ ว่าเป็นกลุ่ม "ทุนสามานย์"

หลักฐาน

17 ม.ค.51 มติชนรายวันหน้า 7 ลงบทความของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เขียนเรื่อง สื่อสาธารณะ แล้วมาจบลงที่เรื่องของ "ทุนสามานย์"
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02170151&day=2008-01-17§ionid=0130

17 ม.ค.51 มติชนรายวันหน้า 6 นงนุช สิงหเดชะ เขียน บทความเรื่อง ชาติที่"คอร์รัปชั่น"ต่ำ มัก"สุขมาก-รวยมาก"แล้วมาจบลงที่เรื่องของ "ทุนสามานย์" โดยให้เหตุผลว่า เพราะชื่อว่า "สามานย์" ยังไงก็ "สามานย์" วันยังค่ำ
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act04170151&day=2008-01-17§ionid=0130

29 ม.ค.51 ผู้จัดการรายวันหน้า 12 โดย ธรรมคุณ บุญพา เขียน บทความเรื่อง เรื่องจริง ให้ความเห็นตอนนึงว่า
..รัฐบาลของพลังประชาชนที่มีแกนนำของกลุ่มคนที่เชื่อว่า “ทุนนิยมสามานย์ ดีกว่าศักดินาที่ล้าหลัง” กำกับเวทีอยู่เบื้องหลัง จะเดินหน้าตัวเองด้วยยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน...
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000011402

ล่าสุด30 ม.ค.51 ผู้จัดการรายวันหน้า 11 เขียนเรื่อง ฤา..ทุนนิยมสามานย์จะครองไทย? (ตอนสอง)
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000011914

คุณวิสัยทัศน์ได้ตั้งขอสังเกตว่า "สรุปแล้วมีมือสามานย์ ใต้ร่มเงาคนสีเขียวแจกประเด็น "ทุนสามานย์"ให้ สื่อบางฉบับหรือเปล่า? สุดแล้วแต่ว่าใครจะเขียนบทความเรื่องใดก็ตาม แต่ต้องหักมุมมาลงที่เรื่อง "ทุนสามานย์ " อย่างนั้นหรือ?"

อนึ่งสื่อที่ปรากฏในหลักฐาน รวมถึงเจ้าของบทความ ล้วนมีประวัติที่ประชาชนติติงว่าเอนเอียงและรับใช้เผด็จการทั้งสิ้น

'มติชน'เต้าข่าว อ้างพร่ำเพรื่อไม่ระบุชื่อ เขียนข่าวหลอกด่า'สมัคร'

มีตัวอย่างข่าวที่เข้าข่ายการเต้าข่าว หลังมติชนได้ลงข่าว "พปช.โวยล่ามแปลมือให้เปลี่ยนท่า'ครอบจมูก'แทน'สมัคร'คนหูหนวกชี้'คนหูปกติเสียดสีกัน'" วันที่ 30/01/08 โดยข่าวดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ปรึกษาพรรคพลังประชาชนได้โทรศัพท์มาต่อว่าแสดงความไม่พอใจในการแปลภาษามือในขั้นตอนการเอ่ยชื่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีโดยการทำมือครอบจมูก เรียกร้องให้เปลี่ยนท่าทางนั้น แม้ว่าจมูกจะเป็นจุดเด่นของนายสมัครแต่สร้างความไม่พอใจให้กับหลายคน

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามือรายหนึ่งชี้แจ้งว่า ผู้ที่เป็นล่ามมีหน้าที่สื่อสารให้คนหูหนวกเข้าใจมากที่สุด ล่ามเป็นเพียงสื่อกลาง เรื่องนี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรม การที่คนหูปกติเสียดสีกัน แต่วัฒนธรรมของคนหูหนวกนั้นไม่ได้มองเช่นนั้น เป็นเพียงการมองจุดเด่นของแต่ละบุคคลมากกว่า การเห็นจุดเด่นของนายสมัครที่จมูกและนำมาเป็นสัญลักษณ์แทนนั้น ไม่ได้เป็นการว่านายสมัคร ถ้าคนอื่นไม่เข้าใจและมองว่าเป็นการต่อว่านายสมัคร เท่ากับเขาเหล่านั้นยังไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของคนหูหนวกดี

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามืออีกรายกล่าวว่า ภาษามือของไทยนั้นได้รับการรับรองว่าเป็นภาษาประจำชาติของคนหูหนวกไปแล้ว เป็นภาษาที่คนหูหนวกใช้ประจำกลุ่มของพวกเขา หากจะมีการเปลี่ยนภาษามือเรียกนายสมัคร คนที่จะเปลี่ยนก็ไม่ใช่ล่าม ต้องถามคนหูหนวก เพราะพวกเขาคือผู้ที่รับรู้และเข้าใจในท่าทางดังกล่าว หรือไม่ก็ต้องมีการไปพบนายสมัครว่าท่านต้องการแบบไหนและคนหูหนวกทั้งประเทศรับได้หรือไม่

ผู้พิการหูหนวกรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ภาษามือของคนหูหนวกรับรู้กันมานานแล้วว่านายสมัครมีสัญลักษณ์เป็นการทำมือครอบจมูก หากจะให้เปลี่ยนนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมันก็เป็นภาษาของพวกตน ที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน


ทั้งนี้ผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ข่าวดังกล่าวเต็มไปด้วยจุดสงสัย และน่าจะเป็นการนั่งเทียนเขียนข่าวเพื่อหลอกด่านายสมัคร สุนทรเวช ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้

1. อ้างว่า "ที่ปรึกษาพรรคพลังประชาชนได้โทรศัพท์มาต่อว่า" กับมติชน ซึ่งขัดกับหลักความจริง ที่ถ้าจะต่อว่า ต้องโทรไปที่สำนักข่าวโทรทัศน์ และการดำเนินการดังกล่าว มติชนจะไม่ทราบเรื่อง อีกประการหนึ่ง ไม่มีการระบุชื่อ มีการใช้คำว่า ที่ปรึกษา จงใจให้มีความเป็นตัวตนของพรรคสูง ทั้งๆ ที่สามารถเลือกใช้คำว่า สมาชิกพรรคก็ได้

2. อ้างว่า "ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามือรายหนึ่งชี้แจ้งว่า" ซึ่งเป็นการอ้างลอยๆ เป็นความมักง่ายของนักแต่งเรื่อง และที่ไม่กล้าระบุชื่อ เพราะกลัวมีคนสืบสาวเรื่องถึงผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว ว่าไม่มีตัวตน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านดังกล่าวมีจำกัด หาได้ง่าย

3. อ้างว่า "ผู้พิการหูหนวกรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า" ซึ่งก็ไม่ได้แจ้งชื่อ เป็นการอ้างลอยๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ที่ไม่ระบุชื่อ เพราะต้องการหลอกให้ผู้อ่านคล้อยตามเพื่อโจมตีนายสมัคร

ข่าวดังกล่าวจึงเป็นข่าวเต้า ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงของนักข่าว ขัดต่อวิชาชีพ และจรรยาบรรณอย่างแรง

29 มกราคม 2551

การ์ตูน: สื่อไทยคือกระจกเงาเบี้ยวๆ

ประฌาม "กิเลน ประลองเชิง" แห่งไทยรัฐ

โดย นักกวนเมือง
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
29 มกราคม 2551



http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics02&content=76867


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ส่วนที่ ๔
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม

มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้

ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้


"สื่อ" อย่าทำตัวเป็น "ศาล" ใช้ปากกาพิพากษา "บุคคลใด" ให้กลายเป็น "จำเลย" ทางสังคม อย่าทำตัวเป็นนักหนังสือพิมพ์ สันดาน กา เผยแพร่ข้อความทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง

ขอให้ "กิเลน ประลองเชิง" ไปอ่านบทความ “หมัดเหล็ก” มาจำใส่กะโหลก ท่องให้ขึ้นใจ
"...กระบวนการยุติธรรมในขั้นแรก ต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องสงสัยในสิทธิส่วนบุคคลของคนคนนั้น รวมถึงการปกป้องไม่ให้สื่อมวลชนจูงใจหรือสร้างมิติมหาชนในทางใดทางหนึ่ง ก่อนที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นจะได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรม...”

http://www.thairath.co.th/news.php?section=society06&content=76855

27 มกราคม 2551

มติชน อีกแล้ว พาดหัวกับเนื้อข่าวคนละเรื่องกันเลย

โดย คุณ Barai 15
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
27 ม.ค. 51



'แม้ว' ไม่พอใจ 'มติชน' ตัดต่อภาพบวช เปรียบ 'ถนอม'

'นพดล' รับ ต่อสายคุย'แม้ว' ยันไม่โกรธ 'มติชนสุดฯ' ตัดต่อภาพบวชพระ ติงอย่าเทียบจอมพลถนอม ยันไม่ฟ้องร้อง-ต้องการให้บ้านเมืองปรองดอง

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผย ว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 มกราคม ตนเองได้ต่อสายไปยังประเทศฮ่องกงเพื่อพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2551 ตัดต่อภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ บวชเป็นพระภิกษุ ขึ้นหน้าปก โดยมองว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมแม้จะไม่ได้โกรธแต่จะขอความเป็นธรรม และก็ไม่ควรนำ ไปเปรียบเทียบกับกรณีของ จอมพลถนอม กิตติขจร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งทำอะไรควรให้เกียรติกันยืนยันไม่มีการฟ้องร้องเพราะต้องการให้บ้านเมืองปรองดอง

ส่วนการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลนั้น นายนพดล ระบุว่า คาดว่า จะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ตามที่ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนระบุไว้ อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องในระดับผู้บริหารพรรคไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่ นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายค้านอ้างถึง แต่ยอมรับมี ส.ส.ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกงจริง เนื่องจากเพราะ ส.ส.เหล่านั้น ไปด้วยความเคารพและคิดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง

เต้าข่าว กัด ชี้นำ ปั่นกระแส เหน็บแนม เย้ยหยัย บิดเบือน : พฤติกรรมของสื่อไทยยุคปัจจุบัน

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ Thaifreenews
27 มกราคม 2551

ตอนนี้ หากทุกคนอ่านข่าวจากสื่อ หนังสือพิมพ์ของไทย เช่น มติชน เนชั่น คมชัดลึก ผู้จัดการ เป็นต้น เราจะเห็นพฤติกรรม การเต้าข่าว กัด บิดเบือน ชี้นำ ปั่นกระแส และการเหน็บแนม อย่างชัดเจน

อย่าง นิตยสารมติชนรายสัปดาห์ ฉบับประจำสัปดาห์นี้ เราจะเห็นถึงความน่าทุเรศคือ การตัดต่อรูป เอาภาพทักษิณ ที่เป็นพระภิกษุมาลง เพื่อสร้างข่าวว่าทักษิณจะกลับมาไทย โดยการบวชเป็นพระมา ใครได้เห็นรูปก็คิดทันทีว่าทักษิณเลียนแบบจอมพลถนอม ที่บวชเป็นเณร กลับเข้าประเทศมา ทักษิณเป็น ทรราชย์ จนไม่สามารถเข้าประเทศได้ จึงต้องบวชเป็นพระเข้ามา

ข่าวเช่นนี้เป็น "การเต้าข่าว" หรือ ปล่อยข่าวอย่างชัดเจน และมีการปล่อยข่าวนี้ทางอินเตอร์เน็ตนานแล้ว โดยมีคนเอามาโพสต์ทั้งที่ประชาไท และในพันทิป

แต่ข้อเท็จจริงที่แถลงจาก นายนพดล ปัทมะ ที่ทำหน้าที่เป็นโฆษกส่วนตัวของ ครอบครัวชินวัตรมาโดยตลอด คือ นายนพดล ได้ออกมาปฎิเสธ ว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ไม่เคยมีการพูดถึงกันในกลุ่มคนใกล้ชิดของนายกฯทักษิณ สรุปก็คือ นี่คือการสร้างข่าวลือ สร้างข่าวบิดเบือน โดยสื่อไทย ที่จริงก็ไม่ควรเรียกว่าบิดเบือน เพราะมันไม่มีความจริงปนอยู่เลยแม้แต่น้อย ต้องเรียกว่า "การสร้างข่าวเท็จ" โดยสื่อมวลชนไทย

ไม่ใช่มีเรื่องเดียว ที่สื่อไทย เช่น มติชน เนชั่น หรือ ผู้จัดการ สร้างข่าวเท็จขึ้นมาในช่วงนี้ เราเห็นอย่างชัดเจน เช่น การปล่อยข่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ใช่ คุณสมัคร สุนทรเวช แต่จะเป็นบุคคลอื่น เช่น นายบรรหาร ศิลปอาชา หรือเมื่อดันข่าวนี้ไม่ขึ้น ก็สร้างข่าวต่อไปว่า พปช.จะดัน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค พปช.มาแทนนายสมัคร สุนทรเวช จนหมอเลี้ยบต้องออกมาให้สัมภาษณ์ปฎิเสธข่าวนี้ อย่างชัดเจน เช่น ใน Thaifreenews และจากการสัมภาษณ์อื่นๆ พวกหนังสือพิมพ์จอมโกหกเหล่านี้ จึงเพลาๆ ข่าวเรื่องนายกรัฐมนตรีไป และยอมรับโดยดุษฎีว่า คุณสมัคร สุนทรเวช คือ นายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ข่าวปล่อย อื่นๆ เช่น รัฐมนตรีกลาโหม จะเป็น พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ที่ คมช.เสนอบ้าง คนอื่นๆ บ้าง ทั้งๆ ที่พรรค พปช.เองก็ยังไม่ได้มีมติเรื่องนี้ หรือยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นใคร เพราะยังไม่ถึงขั้นตอนการเลือกคนลงกระทรวงต่างๆ แต่สื่อไทยก็ "สร้างข่าวเท็จ" ได้ทุกวัน

จะเรียกว่า สื่อไทยนั้น "ไร้จรรยาบรรณ" และไร้จริยธรรมเลยก็ว่าได้ หรือหากจะเรียกให้เจ็บแสบกว่านี้ พวกนี้คือ จอมโกหกหลอกลวง สิบแปดมงกุฎ ไม่มีจรรยาบรรณทางวิชาชีพอยู่เลย

สำหรับผมเองนั้น ตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศเมื่อปีที่แล้ว ในวันทำรัฐประหาร ผมไม่เคยซื้อโทรทัศน์ ไม่ดูโทรทัศน์ ส่วนหนังสือพิมพ์นั้น ผมเสียเงินซื้อทั้งปีรวมกันยังไม่ถึง 100 บาท เลย

ผมไม่ต้องการรับฟัง การสร้างข่าวบิดเบือนของสื่อไทย ไม่ต้องการถูกจองจำอยู่กับข่าวสารที่ผมรู้ว่ามันทั้งบิดเบือน เท็จ หลอกลวง สารพัด

แต่ในโลกยุคอินเตอร์เน็ต ผมทำอย่างนี้ผมก็ไม่ได้ขาดแคลนข่าวสารแต่อย่างใด เพราะผมสามารถหาข่าวจากเว็บไซต์ต่างๆ ได้ ผมสามารถใช้ วิจารณญาณของผมเอง "กรองข่าวสาร" เหล่านั้นได้ว่าอะไรจริง อะไรคลุมเครือ เป็นต้น ผมจึงปลอดจากข่าวปล่อย ข่าวลวง ของทั้งสื่อ และกลุ่ม คมช.อย่างสิ้นเชิง

ผมไม่มีวิธีการแก้ไข พฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณ ไร้คุณภาพของสื่อไทยเช่นนี้ มันไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ของสื่อแต่อย่างใด แต่มันเกิดจากทัศนะคติ จริยธรรมที่ต่ำทรามของสื่อเหล่านี้

ประชาชนต้องเลือกเสพสื่อเอาเอง และไม่มีใครช่วยได้ ยกเว้นแต่ประชาชนต้องเรียนรู้เอาเองเท่านั้น

25 มกราคม 2551

มติชน ตัวการทำให้บ้านเมืองเกิดความเสื่อม

25 มกราคม 2551

ประชาชนก่นด่าทั่วเน็ต สร้างความเสื่อมในวงการสื่อ ตัดต่อภาพคนธรรมดาให้กลายเป็นพระด้วยความไม่ละอายและเกรงต่อศาสนิกชน มีความจงใจย้อนรอยกรณีจอมพลถนอมบวชเข้าประเทศปี 19 เพื่อสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง ให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้รับสาร จงใจสร้างภาพให้ร้ายผู้อื่นว่าจะเข้าประเทศไทยต้องปลอมบวชมา เชื่อ การกระทำดังกล่าวจะติดตัวมติชนไปตลอดในฐานะสื่อไร้คุณภาพ

เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคุณ tikoo3 ได้นำเสนอภาพหน้าปกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด ในเว็บบอร์ดสนทนาพันทิปดอตคอม โดยเป็นภาพของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในสภาพการห่มจีวรของพระภิกษุ และโปรยพาดหัวว่า "Welcome Home ทักษิโณ ภิกขุ"

เพื่อนสมาชิกกระดานสนทนาดังกล่าว ต่างได้แสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกัน คือ ตำหนิสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวที่ไร้ความคิด ไม่ได้คำนึงถึงว่า การกระทำดังกล่าวจะสร้างความเสื่อมเสียเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น อีกทั้งยังมีแง่มุมทางพุทธศาสนา ที่ภาพดังกล่าวได้ไปลบหลู่ศรัทธาของศาสนิกชน เนื่องจากจีวรพระนั้น ถือเป็นธงชัยของพระอรหันต์ การนำบุคคลธรรมดามาตัดต่อภาพดังกล่าวให้กลายเป็นพระ ย่อมสร้างความเสื่อมให้กับพุทธศาสนาและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ เหมือนกับเห็นจีวรเป็นของเล่นของตน ของต่ำเหมือนจิตใจตัว มีจิตใจหลู่ดูถูกพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ได้แสดงความคิดเห็นว่า มติชน จงใจผูกเรื่อง เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2519 นั้น เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของความรุนแรงคือ การเดินทางกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากการบวชเณรที่ประเทศสิงค์โปร์

ศีลธรรมที่ต่ำกว่าคนธรรมดาของสื่อสารมวลชนกลุ่มดังกล่าว ยังแสดงออกด้วยการไม่คำนึงว่า การใส่สีตีไข่ สร้างภาพให้ผู้อื่น ในกรณีดังกล่าวคือคุณทักษิณ มีภาพลักษณ์ที่ไม่อาจหาญ เนื่องจากคิดเอาเองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กล้ากลับมาโดยตรง ต้องบวชเป็นพระก่อน รวมถึงการเชื่อมโยงภาพคุณทักษิณ กับจอมพลถนอม อดีตเผด็จการทหาร การให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ไม่ถือเป็นสื่อที่ดี หรือมีจรรยาบรรณ ไม่สามารถมีชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่สร้างสรรค์สังคม ไม่ได้แสดงมติของปวงชน แต่เป็นสื่อที่เลวอย่างชัดเจน (ภาพประกอบจากคุณโต้มอญ)

ทั้งนี้เราจะขออนุญาตนำความเห็นของประชาชนที่มีต่อกรณีดังกล่าวมาแสดงดังตัวอย่างดังนี้
สื่อชั่วกะจะเล่นข่าวนี้แต่มุกแป๊ก ในภาพ เป็นเครื่องแบบภิกษุพม่าครับ แล้วก็ไม่โกนคิ้ว

เดี๋ยวสาวกสนธิก็เล่นงานคุณทักษิณอีกหรอก โทษฐานไม่โกนคิ้ว (ฮา)

สื่อเลว
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
คงพยายามสร้างภาพว่าทักษิณเป็นเผด็จการเหมือนสมัยเมื่อครั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทยด้วยการนุ่งผ้าเหลืองเข้าประเทศครับ ท่ามกลางความขัดแย้งของคนในชาติในเรื่องความคิดการปกครองในขณะนั้น...

อย่าไปสนใจเลยครับ เพราะสมัยนี้สื่อเองก็ชั่วพอๆกัน ดีก็แค่สร้างภาพจอมปลอมไปวันๆ
จากคุณ : หมีน้อยสอยดาว
การตัดต่ออย่างนี้ไม่สมควร เพราะคุณทักษิณยังไม่ได้ทำพิธีบวช มติชนนี่เขานับถือศาสนาอะไรกัน ไม่มีพระมีเจ้าในใจเลยหรือ เสียแรงที่คุณขรรชัย ธรรมะธรรมโม แต่ลูกน้องนี่ไม่รู้จักการควรไม่ควร นักการเมืองก็ส่วนนักการเมือง นี่เล่นเอาไปพาดพิงศาสนา
จากคุณ : PKT
แม้ความผิดทางโลกอาจเอาผิดไม่ได้ แต่ทางธรรมหาพ้นผิดไม่ เพราะการตัดต่อภาพโดยการนำผ้ากาสาวพัตร์(ผ้าเหลือง) อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา มาทำเยี่ยงนี้ หาควรไม่

บัณฑิตชน วิญญูชน อริยชน ไม่ควรทำเช่นนี้ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปก ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต ก็เขียนบทความลงมติชน น่าจะเตือน ๆ กันบ้าง ในทางธรรม หากแม้นภิกษุนำเอาเครื่องนุ่งห่มคฤหัสถ์(เสื้อผ้า)มาสวมใส่เล่น ๆ ก็ต้องอาบัติ แล้วมติชน ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นสื่อคุณภาพ ไฉนจึงได้ทำสิ่งที่เลวทรามอย่างนี้เล่า ?
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นำภาพ ฆราวาส มาตัดต่อ เป็น ภิกษุสงฆ์ ถือเป็นการไม่เคารพต่อ พุทธศาสนา และทำให้ผู้ถูกตัดต่อได้รับความอับอาย เพราะหากคุณทักษิณอยู่ในฐานะภิกษุสงฆ์จริง ก็เป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนา แต่นี่ไม่ใช่ความจริง ทางมติชน ทำแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไร แต่ผลคือ ทำให้มติชนเสื่อมเสียเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสื่อว่าคุณไม่เคารพในศาสนาพุทธ (ไม่ใช่นับถือ แต่เคารพ ให้เกียรติในทุกศาสนา) และคุณยัง ไม่เคารพในสิทธิขั้นพื้นฐาน ของบุคคล แม้การกระทำเยี่ยงนี้ จะไม่ใช่กับคุณทักษิณ ทำกับตาสี ตาสา ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องร้องได้

สรุปว่า การกระทำนี้ ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง สื่อ ควรมีภาพของความน่าเชื่อถือ แต่บัดนี้ คุณได้ทำลายมันลงไปแล้ว
จากคุณ : ยินดียิ่ง
น่าจะมีใครสักคนเอาภาพปกมติชนนี้ ขยายใหญ่ๆ ใส่รถปิคอัพ และเขียนข้อความว่า "ฉบับนี้ เต้าข้าวหรือไม่ เชิญพี่น้องช่วยตัดสินที" แห่ประจานไปทั่วเมือง
จากคุณ : บ้านนอกคอกนา
ถึงบรรณาธิการบริหารหนังสือมติชนสุดสัปดาห์(ฉบับที่ 1432) เห็นหน้าปกหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดแล้ว รับไม่ได้กับภาพและข้อความที่หน้าปกอย่างมาก จนต้องขอแสดงความเห็น
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ดูเป็นการล้อเลียนที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวบุคคล และพุทธศาสนา และผิด พรบ.การพิมพ์อีกด้วย
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือของสื่อเสียเอง เพราะนับแต่นี้ไป ไม่อาจมั่นใจกับภาพที่นำเสนอของมติชนสุดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ไม่สามารถอ้างในลักษณะของการหยอกล้อสนุกสนานให้กับบรรดาขาประจำ หรือคอการเมืองของมติชนสดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว คาดว่าต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของทีมงานแล้ว คงต้องทบทวนถึงจรรยาบรรณ และการแสดงความรับผิดชอบในฐานะของสื่อ
จากคุณ : ritenour

"โพสต์ทูเดย์" เริ่มทำตัวเป็นสื่อ "มั่ว" เข้าไปทุกวัน

โดย กำแพงเงิน
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
25 มกราคม 2551

เปิดตัวตน"สมัคร สุนทรเวช"จากเซลล์แมนสู่นายกฯคนที่25

บทบาทของนายสมัคร สุนทรเวช ในช่วงขวาพิฆาตซ้าย 6 ตุลา 2519 ได้รับการกล่าวขวัญถึงไม่น้อยว่าเป็นนักการเมืองขวาจัดและมีความคิดชาตินิยมอย่างรุนแรง

โดยหนังสือ “อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง” ชี้ว่า นายสมัครเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการกล่าวโจมตีนักศึกษาผ่านวิทยุยานเกราะ

อีกทั้งสถานีวิทยุดังกล่าวเป็นศูนย์กลางประสานงานปราบปรามนักศึกษาด้วย โดยได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “สนทนาประชาธิปไตย” ที่มีนายดุสิต ศิริวรรณ และนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นผู้ดำเนินรายการ

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ปฏิรูปการปกครอง ที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ นายสมัครได้รับการแต่งตั้งเป็น รมว.มหาดไทย

คัดลอกจาก นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2551


ข้อเท็จจริง
จริงๆ แล้ว นายสมัคร นายดุสิต กับนายธานินธร์ ไม่เคยไปออกรายการผ่านวิทยุยานเกราะที่ไหนเลย...

มีแต่การสนทนาผ่านทางช่อง 5 สนามเป้า และช่อง 9 ในสมัยนั้น ที่บางลำพู...

"โพสต์ทูเดย์" เขียนแบบนี้...จะเชื่อถือได้ไหม???

แล้วในเหตุการณ์ 6 ตุลา เห็นว่า นายสมัครไม่ใช่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ครั้งนั้นอดีตนายกฯ พล.อ.ชาติชาย ยังมีบทบาทมากเสียกว่า...
ข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณ medium rare
เท่าที่จำได้ ไม่มีคนชื่อ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ไปร่วมจัดรายการทางสื่อด้วยอย่างแน่นอน ข้อมูล โพสต์ทูเดย์ ผิดแน่ๆ แต่ของสมัคร กับ อ.ดุสิต ไม่แน่ใจ แต่ก็รู้สึกว่า จะไม่ได้จัดรายการที่ยานเกราะเหมือนกัน

วิพากษ์เพิ่มเติมโดยคุณจิ๋ม นางเลิ้ง
โพสต์ทูเดย์เคยมีบก.ที่เก่งคนหนึ่งชื่อ ณ กาฬ เลาหวลัย ช่วงหลังไม่ค่อยเขียน ทั้งๆที่เขียนวิเคราะห์เหตุการณ์บ้านเมืองได้เฉียบมาก ในสายตาของ จิ๋ม นางเลิ้ง ยกให้เป็นสุดยอดของคอลัมนิสต์ คนหนึ่ง

ส่วน บก.คนปัจจุบัน ภัทระ คำพิทักษ์ ไม่ต้องพูดถึงเพราะมีบุญได้ไปเป็นสนช.

ช่วงหลัง โพสต์ทุเดย์ ทำงานค่อนข้างลวก ข่าววิเคราะห์ต่างๆ ดูเหมือนจะเน้นนั่งเทียนมากกว่าทำการบ้าน เร็วๆนี้ ก็ทำชาร์ทพระบรมวงศานุวงศ์ผิด ต้องลงแก้กันอุตลุด

เรื่องพาดหัวก็ติดนิสัยไทยโพสต์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เสียดายหนังสือที่เริ่มจะมีคุณภาพ..

บทความ: สื่อเหี้ย..นักข่าวหลงยุค ??

โดย secretMAI
ที่มา Siam Freedom Fight
25 มกราคม 2550

อาชีพที่อุปโลกน์ฐานันดรให้กับตัวเองนั้น บ่งบอกสภาพจิตและกระบวนคิดแบบเจ้าขุนมูลนาย

สําหรับเด็กมัธยมเพ้อฝัน สื่อมวลชนยังคงเป็นอาชีพที่น่าหลงไหล..เหมือนพระเอกในนิยายรัก และในระบอบอมาตยาธิปไตยของประเทศไทย ระบบการศึกษาซึ่งเป็นกลไกสําคัญของอมาตยา ได้ปลูกฝังความคิดเช่นนี้ให้กับเด็กๆ..เป็นเวลายาวนาน สื่อมวลชนจะมีฉายาเช่น นกน้อยในไร่ส้ม เหยี่ยวข่าว กระจอกข่าว ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกันระบบการศึกษาและสื่อมวลชนอมาตยาก็ปลูกฝังแนวคิดตรงกันข้ามให้กับภาคการเมือง เช่น นักการเมืองโกง การเมืองน่าเบื่อ คนต่างจังหวัดโง่และขายสิทธิ์ขายเสียง นั่นคือแนวคิดปลูกฝังร่วมกันในระบอบอมาตยาธิปไตย

ยุคที่อมาตยายังครอบงําประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ประชาชนจํานวนมากมายก็เชื่อตามกันไปเช่นนี้ คนอาชีพสื่อมวลชนก็เคลิ้มตามคําโกหกของตนเอง หลงระเริงคิดว่าตัวเป็นเทวดา มีสิทธิ์มีเสียงเหนือกว่าชาวไร่ชาวนา เหนือกว่าพ่อแม่ของตนเอง ทั้งที่สื่อส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ลูกหลานขุนนางเก่าแก่ที่ไหน ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน มันก็ลูกชาวบ้านเหมือนคนอื่นๆ ก็แค่เคลิ้มไปตามคําโกหกของตนเอง เหิมเกริม..ขนาดสุมหัว ร่วมเป็นแกนนํารัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549

สื่อกระแสหลักคือแกนนํารัฐประหาร ปล้นอํานาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและครอบครัว

แต่ในยุคแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันแท้จริง ระยะเวลาสองปีที่ผ่านมานี้เอง (พ.ศ. 2549-50) ที่ประชาชนจํานวนไม่น้อย เริ่มมองเห็นความไร้สาระ ความฉ้อฉลของสื่อมวลชนกระแสหลัก เริ่มมีการต่อต้าน เลิกซื้อ เลิกอ่าน ..ไม่เชื่อ ไม่ฟัง และเริ่ม
เกิดสื่อภาคประชาชนขึ้นมาเอง

จนปัจจุบันนี้ บทวิเคราะห์การเมืองตามเว็บบอร์ดของฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายต้านรัฐประหาร หรือสื่อภาคประชาชนนั้น มีความลึกซึ้งและชัดเจนมากกว่าข้อเขียนคอลัมนิสต์ตามสื่อกระแสหลักเสียอีก ข้อดีของสื่อกระแสหลักนั้นมีเหลืออยู่อย่างเดียวคือ..มีคนตรวจทานแก้ตัวสะกดให้ถูกต้องแล้ววางขายในซีเอ็ด ..มีดีเท่านั้นเอง

จากเหยี่ยวข่าว..ก็เป็นแค่แมงดาข่าว เป็นแค่เบี้ย แค่ม้าใช้ปลายแถวของนายทุนขุนศึกในระบอบอมาตยาธิปไตย ไม่ใช่ปากเสียงของประชาชนอย่างที่สื่อกระแสหลักชอบแอบอ้าง สื่อกระแสหลักไม่สามารถเป็นปากเสียงของประชาชนได้ เพราะเป็นศัตรูของประชาชน เราคงไม่ให้ศัตรูของเราไปเป็นปากเป็นเสียงของเราแน่นอน ..เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

โลกเปลี่ยนไป ..ยุคสมัยเปลี่ยนไป

24 มกราคม 2551

นักข่าวINN สร้างความรำคาญเดือดร้อนให้ผู้อื่น

24 มกราคม 2551
"บ้านจันทร์ส่องหล้า" ผวานักข่าว แจ้งจนท.ครึ่งโรงพักจับ

ตำรวจครึ่งโรงพัก บุกหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า จับนักข่าวINN แจงเกาะติดความเคลื่อนไหวหญิงอ้อ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนกว่า 30 นาย ได้เดินทางมายังหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า จรัญสนิทวงศ์ 69 ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

หลังได้รับแจ้งจากคนในบ้านจันทร์ส่องหล้าว่า มีบุคคลต้องสงสัย มาสังเกตการณ์ยู่หน้าบ้านพัก ทำให้เกิดความระแวงและหวาดกลัว โดยทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึง ได้พบกับนายวัฒนา พิมลศิริผล ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น จึงได้เข้าควบคุมตัว

นายวัฒนา อธิบายว่า การเดินทางมาสังเกตการณ์หน้าบ้านพัก เพื่อรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของคุณหญิงพจมาน พร้อมกับแสดงบัตรประจำตัวผู้สื่อข่าว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ปล่อยตัว และขอร้องว่าให้สังเกตการณ์บริเวณอื่นแทน เพราะคนในบ้านพักเกิดความหวาดกลัว

ขณะที่นายวัฒนา ได้เปิดเผย กำลังเจ้าหน้าที่ที่บุกมามีมากกว่า 30 นาย โดยตอนแรกได้เข้ามาพร้อมกับสอบถามด้วยท่าทางขึงขังว่ามาทำอะไร และขู่ว่าหากไม่บอกจะจับไปโรงพัก

แต่เมื่อได้แสดงบัตรนักข่าว ตำรวจได้มีท่าทีอ่อนลงและพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพขึ้นกว่าก่อน โดยบอกด้วยว่า ขณะนี้คนในบ้านพักมีความหวาดระแวง ขอร้องให้ผู้สื่อข่าวย้ายไปทำข่าวที่จุดอื่นแทน ทำให้ต้องย้ายมาสังเกตการณ์ในจุดที่ห่างจากบ้านพักประมาณ 100 เมตรแทน.

ที่มาจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์


จากข่าวดังกล่าวแสดงให้เห็นความไม่มีความเกรงใจ หรือเคารพในสิทธิของผู้อื่น สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นด้วยการสังเกตการณ์จนสร้างความหวาดกลัว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องดี

อนึ่ง ท่านจะสังเกตได้ว่า ข่าวดังกล่าวได้รับการปรับทิศทางข่าว จากข้อเท็จจริง คือ "นักข่าวสร้างความหวาดกลัวให้เจ้าบ้าน และเรียกให้ตำรวจมาตรวจสอบเหตุการณ์" แต่กลับถูกเปลี่ยนเป็น "เจ้าบ้านผวาเกินเหตุ และดำเนินการเกินกว่าเหตุกับนักข่าว" ซึ่งวิธีการนี้มักถูกใช้โดยสื่อสารมวลชนที่ขาดจรรยาบรรณอยู่อย่างสม่ำเสมอ ในกรณีนี้คือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2551

ผู้จัดการแต่งข่าวเอง กรณีคมช.ให้ทักษิณเข้าประเทศ

22 มกราคม 2551

คุณศักดินาประชาธิปไตย รายงานว่า มีการแต่งข่าวเองของผู้จัดการ จากข่าว "คมช.ไฟเขียว 'แม้ว' กลับไทยไม่ต้องอาศัยผ้าเหลือง" ซึ่งในข้อเท็จจริง คมช.และ พ.อ.สรรสริญ ไม่ได้พูดเรื่องคุณทักษิณอุปสมบทแม้แต่น้อย

ทั้นนี้เนื้อข่าวเท็จดังกล่าวมีรายละเอียดทั้งสิ้นดังนี้

คมช.ไฟเขียว "แม้ว" กลับไทยไม่ต้องอาศัยผ้าเหลือง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 มกราคม 2551 13:05 น.

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม คมช.นัดสุดท้าย เห็นด้วยกับการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นความสมานฉันท์ระหว่าง คมช.กับรัฐบาลชุดใหม่ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมาได้โดยไม่ต้องอุปสมบท

นอกจากนี้ ยังระบุว่า การรับประทานอาหารค่ำของรักษาการประธาน คมช.กับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. วานนี้ เป็นแค่การพบปะพูดคุยก่อนยุติบทบาท คมช. ส่วน คตส.ควรได้ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ เป็นดุลพินิจของรัฐบาล

โฆษก คมช.ยังระบุว่า คมช.ไม่ขอประเมินตนเอง แต่ขอให้สังคมเป็นผู้ประเมิน โดยยืนยัน ที่ผ่านมาทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างดีที่สุดแล้ว


คุณจอมจักรได้ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า "(ผู้จัดการฯจงใจ)วาดภาพให้เหมือน จอมพลถนอม บวชกลับมาตอน 6 ตุลาฯ 19 คนคงรู้ทันนะยิ่งดิ้นยิ่งเสื่อม มันต้องเอาความจริงมาสู้ ข่าววงในก็ไม่มีแล้ว ไม่น่าสนใจ"

"บก.ลายจุด"เผยรายละเอียดเพิ่มสื่อกร่าง "สุทิน วรรณบวร"

22 มกราคม 2551

บก.ลายจุด ได้เปิดเผยประสบการณ์ที่ได้รับมากับตัวกับสื่อสารมวลชนที่ชื่อ "สุทน วรรณบวร" ที่เพิ่งมีข่าวคราวครึกโครมที่ความสามหาว ไร้จริยธรรมที่สื่อสารมวลชนธรรมดาพึงมี โดยบก.ได้ตั้งชื่อกระทู้ในเว็บไซต์พลเมืองภิวัฒน์ว่า "นายสุทิน วรรณบวร เคยถามผมว่า คุณมาจากไหน ?" มีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 10 ธค 49 ตอนนั้นผมร่วมกับเครือข่าย 19 กย ต้านรัฐประหาร จัดกิจกรรมเดินขบวนในวันรัฐธรรมนูญ จากสนามหลวงไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ระหว่างที่ผมเตรียมงานอยู่ด้านล่าง ก็มีผู้ชายคนหนึ่ง เดินมาขอสัมภาษณ์ โดยอ้างว่าทำงานอยู่สำนักข่าวต่างประเทศ หลังจากผมเสร็จจาการให้สัมภาษณ์นักข่าวคนอื่น ๆ ผมก็เลยคุยกับชายผู้นั้น ประโยคก็เริ่มต้นทำนองว่า เครือข่าย 19 กย ต้านรัฐประหารคือใคร มีวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้อย่างไร คุยไปคุยมาก็เลยมาถึงว่า ผมเป็นใคร ทำไมเขาไม่เคยเห็น ผมก็เล่าให้เขาฟังว่าภูมิหลังผมทำงานอะไร เขาเลยบอกว่า ภูมิหลังที่ผมทำนั้น มันไม่เกี่ยวกับการเมือง แล้วทำไมจึงมาข้องเกี่ยวกับการเมืองครั้งนี้

ผมเลยอ้างไปถึงการมีส่วนร่วมสมัยรัฐประหาร รสช และ เหตุการณืเดือนพฤษภา 35 นักข่าวคนดังกล่าวบอกว่า ผมไม่เคยเห็นคุณในเหตุการณ์เดือนพฤษภา เพราะเขาทำงานเก็บข้อมูลและอยู่ในเหตุการณ์ตลอด ผมเลยตอบว่า คงไม่เห็นผม เพราะผมเป็นแค่เยาวชนคนหนึ่งที่มาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ตัวหลักอะไร

จากนั้นก็บอกว่า มันเป็นไปไม่ได้ ผมต้องมีเบื้องหลังการออกเคลื่อนไหว ถามจนผมอารมณ์เริ่มเสียเลยสวนกลับไปว่า คุณจะมาสัมภาษณ์ผมหรือจะมากล่าวหาผม เพราะผมได้อธิบายชี้แจงข้อมูลแล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ส่วนคุณเชื่อหรือเปล่า เรื่องของคุณ แล้วผมก็เดินฉากออกไป ทำงานต่อ ในใจก็คิดว่า เจอพวกป่วนเข้าให้แล้ว

ผมเองให้สัมภาษณ์ ASTV หลายครั้ง ผมไม่เคยเจอนักข่าวกวนประสาทแบบนี้มาก่อน, เล่าให้ฟังเฉย ๆ พอดึนึกขึ้นได้


บก.ลายจุดยังได้วิพากษ์วิจารณ์เพิ่มเติมตัวตนของนายสุทินอีกว่า "จากการได้พูดคุยกับนักข่าวคนนี้ ผมไม่คิดว่าเขาถูกจ้างมา แต่คิดว่าเขาเป็นคนที่เกลียดทักษิณแบบเข้าใส้ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้ แม้กระทั่งยามทำหน้าที่สื่อมวลชน ก็ไม่ได้พึงสังวรว่า ตนเองต้องทำหน้าที่รายงานในฐานะสื่อ ไม่ใช่ในฐานะคนเกลียดทักษิณ"

ประชาชนฟ้อง "วิศาล"เอียงไม่เลิก เสี้ยมข่าวไม่สร้างสรรค์

22 มกราคม 2551

มีรายงานจากประชาชนหลายแหล่งที่ติดตามรายการข่าวผ่านทางช่อง 3 ว่า นายวิศาล มีความเอนเอียง และอคติในการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวที่ดี จงใจถามคำถามที่แสดงให้เห็นว่าตนเองขาดปัญญา และต้องการเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อให้ร้ายพรรคพลังประชาชน

โดยคุณ Tree on Earth จากเว็บไซต์พันทิปดอตคอม ให้รายละเอียดว่า "วิศาล ช่อง 3 เอียงเหมือนเดิม ข่าวเที่ยงช่องเอาอีกแล้ว สัมภาษณ์ฝ่ายค้านให้แสดงความคิดเห็น หลังจากได้ "ยงยุทธ์" เป็นประธานสภา สงสัยนายวิศาลทำใจไม่ได้ เพราะเมื่อวาน ก็ชี้แนะให้ชาวบ้านทราบว่า ป๋าหมัก เป็นนายกฯไม่ได้ เพราะโดนคดีหมิ่นประมาท เอียงเข้า เอียงเข้า หากคิดว่าการพล่าม จะก่อให้เกิดความสุข ปชช. ควรรู้เป็นนิสัยถาวรครับ

คุณ RoppongiHills ให้ข้อมูลว่า "ดูเหมือนวิศาลช่อง 3 จะดีใจเป็นพิเศษที่บัญญัติได้คะแนนมากกว่าเสียงที่ปชป.มี 3 เสียง
เมื่อกี้สัมภาษณ์นายจุรินทร์ ก็ยังพยายามจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาให้นายจุรินทร์ วิจารณ์ และชี้นำไปถึงว่าถ้าเป็นแบบนี้วันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็น่าสนใจมากๆ แต่ก็ยังดีที่นายจุรินทร์ ยังพอมีมารยาท ไม่ไปพูดอะไรตามที่นายวิศาลอยากจะให้พูด จะทำให้บรรยากาศเสียไปเปล่าๆ"

"ผมดูนายวิศาลวันนี้แล้ว มั่นใจค่อนข้างมากว่าที่ประเทศไทยมันขัดแย้ง วุ่นวายอยู่แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนักข่าวนี่แหละที่ชอบเสี้ยมถามให้เกิดเป็นประเด็นขัดแย้งกันขึ้นมา"

"แต่ขอโทษนะ ถึงนายวิศาลจะมีความหวังว่าวันโหวตเลือกนายกฯจะมีอะไรเซอร์ไพรส์น่ะ ผมว่ายากส์"

รายงานนักข่าวถามไม่สร้างสรรค์ "สภาแบบนี้เป็นสภาพวกมากลากไป"

22 มกราคม 2551

รายงานจากคุณ RoppongiHills เว็บไซต์พันทิปดอตคอม แจ้งว่า นักข่าวผู้หญิงถามคำถามที่ไม่มีคุณค่า และชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของนักข่าวผู้ถามคำถามว่า เป็นผู้ที่ไม่รู้จักหลักประชาธิปไตย ที่สิ่งต่างๆ ต้องดำเนินไปด้วยเสียงข้างมาก ไม่ใช่เสียงข้างน้อย ที่ไม่มีความสมดุลย์หรือยั่งยืน โดยมีรายละเอียดการเล่าทั้งหมดดังนี้
อื้อหือ...นักข่าวที่สัมภาษณ์คุณยงยุทธหลังโหวดประธานนี่นักข่าวจะไหนเนี่ย.... หลังจากเสร็จสิ้นการโหวตเลือกประธาน คุณยงยุทธออกมานอกห้องประชุม ก็มีนักข่าวไปรุมล้อมสัมภาษณ์

มีนักข่าวผู้หญิงไม่รู้ว่าเป็นใคร ถามนายยงยุทธว่า สภานี้จะเป็นแบบ "พวกมากลากไป" หรือเปล่า คุณยงยุทธถึงกับอึ้ง (ว่ามันถามมาได้ไงฟะ) แต่ก็ตอบแบบสุภาพๆไปว่า คงแปลกถ้าเป็นแบบพวกน้อยลากไป ระบอบประชาธิปไตยก็คงต้องเคารพตามเสียงข้างมาก

ประมาณเนี่ยแหละครับ ทำงานอยู่ หูผึ่งเลย ผมว่าประเทศนี้คงต้องปฏิรูปสื่อกันใหม่แล้วมั๊งครับ นับวันยิ่งเละเทะไปกันใหญ่

สื่อชั่วกุข่าวป่วนเมืองทำร้ายชาติ ปล่อยข่าวเท็จ 'ทักษิณ'บวชเข้าประเทศ

22 มกราคม 2551

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์แสดงความต่ำในจิตใจ โกหกตอแหลประชาชน จงใจให้ข่าวเท็จปลุกกระแส สร้างความสับสนใจชาติบ้านเมืองที่บอบช้ำ โดยจงใจเลียนแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2519 ครั้งพล.อ.ถนอม เดินทางเข้าประเทศด้วยการบวช โดยพาดหัวข่าว "“แม้ว” ห่มผ้าเหลืองหนีภัย-เผยเตรียมบวชวัดยานนาวา เร็วๆ นี้" ที่เป็นการโกหกอย่างไร้ความละอาย และหน้าด้าน

ทั้งนี้ข่าวดังกล่าวเป็นความเท็จ และไม่มีมูลความจริงใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการตีพิมพ์ข่าวโคมลอย ต้องเสียเวลาให้ผู้ได้รับการกล่าวหาปฏิเสธ เป็นการสร้างความสับสน สร้างความแตกแยกในบ้านเมืองอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน อาศัยความเกลียดชังส่วนตัว และเจตนาเคลือบแฝงบางประการ ให้ข่าวร้าย

ทั้งนี้ท่านสามารถรับชมหลักฐานดังกล่าวได้จากลิงค์ดังต่อไปนี้
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000008487



อนึ่ง กระแสข่าวเท็จ ลวงโลก รายงานด้วยอาการไร้จริยธรรมและจรรยาบรรณดังกล่าว ยังถูกปั่นโดยสำนักข่าวเนชั่นฯ และสถานีวิทยุ 101 RR1 อีกด้วย

เมเนเจอร์จิตใจต่ำ จงใจใช้สำนวน "ปล่อยผีเข้าสภา" ดูถูกประชาชน

22 มกราคม 2551

ผู้จัดการออนไลน์แสดงความเป็นสำนักข่าวจิตใจต่ำ จงใจบิดเบือน ทำพร็อพพาแกนด้าให้ประชาชนสับสน ใช้สำนวน "ปล่อยผีเข้าสภา" จงใจทำให้ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมีภาพลักษณ์แย่ เพราะเรียก ส.ส. ว่า "ผี"

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการดูถูกความเป็นมนุษย์ ดูถูกคน ดูถูกคนที่ประชาชนเลือก จงใจทำให้ระบอบรัฐสภาที่ให้อำนาจราษฎรเลือกผู้แทนของตน มีภาพลักษณ์มัวหมอง ถือว่าขาดจริยธรรมที่ดี

อนึ่ง ท่านสามารถชมหลักฐานดังกล่าวได้ตามลิงค์ดังนี้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000008429

21 มกราคม 2551

วิศาลจากช่อง 3 จงใจให้ข้อมูลเท็จประชาชน กรณีคุณสมบัติสมัครเป็นนายกฯ

21 มกราคม 2551

มีรายงานจากประชาชนแจ้งว่า นายวิศาล ดิลกวณิช พิธีกรรายการข่าวจากช่องสาม กำลังทำหน้าที่พิพากษาคุณสมัคร โดยกล่าวว่า คุณสมัคร สุนทรเวช ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการดำเนินรายการดังกล่าว ขาดทั้งวิจารณญาณ ข้อมูลข้อเท็จจริงทางกฏหมาย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังเคยได้รับการชี้แจงจากทั้ง นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ กล่าวว่า
"รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ต้องถูกลงโทษและพ้นโทษมาไม่เกิน 5 ปี แต่ขณะนี้นายสมัครยังไม่ได้ถูกจำคุก และเหตุแห่งการสิ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 มีการยกเว้นใน 3 กรณี คือ คดีลหุโทษ กระทำโดยประมาท และคดีหมิ่นประมาท ส่วนคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. เรื่องยังไปไม่ถึงศาล และกว่าศาลจะตัดสิน นายสมัครคงหมดวาระไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในคดีรถดับเพลิงอาจมีปัญหาที่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่" (ที่มา MCOT)

ส่วนนายจรัญ ให้สัมภาษณ์กับ กรุงเทพธุรกิจว่า
"ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ต้องการให้บุคคลที่อยู่ระหว่างรับตำแหน่งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีต้องมีความสง่างาม เมื่อต้องโทษระหว่างดำรงตำแหน่งก็จำเป็นต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะถือว่าต้องคำพิพากษา ไม่ว่ารอลงอาญา หรือไม่ก็ตาม แต่ในรัฐธรรมนุญได้ยกเว้นโทษไว้ 3อย่าง คือการกระทำผิดโดยประมาท กระทำผิดโดยไม่เจตนา และกระทำผิดโดยหมิ่นประมาท ซึ่งคดีหมิ่นประมาท เป็นความผิดลหุโทษ จึงต้องมีข้อยกเว้น" (ที่มา Mthai


ทั้งนี้คุณ เกิดมากวน จากเว็บไซต์พันทิป ได้ยกเอามาตรา 174 และ 182 ที่เกี่ยวกับกับกรณีดังกล่าวมาแสดงดังมีเนื้อหาดังนี้
มาตรา 174 รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(5) ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา 182 ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ
(3) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท


กรณีดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า นายวิศาล ขาดแล้วซึ่งความชอบธรรมในการนำเสนอข่าว เนื่องจากข่าวที่นำเสนอต่อประชาชน เป็นความเท็จ และทั้งๆ ที่ได้มีผู้รู้ทางกฏหมายได้แสดงข้อยุติต่อกรณีดังกล่าวมานานแล้ว การกระทำของนายวิศาลจึงถือว่า มีเลศนัยแฝง มีความจงใจที่จะให้ร้าย ทำให้ประชาชนสับสน อีกประการหนึ่งด้วย

อนึ่ง คุณบุรุษไร้นาม2007 ได้ให้ข้อมูลของนายวิศาลว่า "เป็นศิษย์เอกเนชั่นครับ ยุคก่อตั้ง ITV เป็นหัวหน้าข่าวการเมือง (ถ้าจำไม่ผิด) มีคุณจิระ ห้องสำเริงเป็นหัวหน้าฝ่ายข่าว แต่พอเนชั่นเจ๊ง ขาย ITV ให้ชินคอร์ป ทางชินคอร์ปก็ตั้งคุณสรรชัย เข้ามาบริหาร ITV และมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าว จนเกิดการประท้วงของฝ่ายข่าว ITV นำไปสู่การเลิกจ้างพนักงาน นายวิศาล เป็นหัวหอกสำคัญ ที่ยื่นฟ้องศาลแรงงาน ว่า ITV เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้ ITV รับคนเหล่านี้กับเข้าทำงาน และจ่ายเงินชดเชยทั้งหมด ..ที่มาของแค้นฝังหุ้นห

ล่าสุด รายงานจากคุณ "Vincent Van Gogh" ยังได้แจ้งเพิ่มเติมว่า นายหว่อง-พิสิทธิ์ กีรติการกุล ยังได้พูดในรายการข่าว FM 101 เช่นเดียวกับนายวิศาล เหตุการณ์การกระจายความเท็จดังกล่าวยังถูกทำซ้ำผ่านช่องทางของสื่อเนชั่นฯ อีกด้วย

การเปิด 'สื่อเสรี' มากขึ้น เป็นหนทางลดอิทธิพลของสื่อสามานย์

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
21 มกราคม 2551

สื่อไทย กลุ่มอำมาตย์ พวกคุณจะเริ่มวนกลับไปเริ่มวัฎจักร วิกฤตใหม่หรืออย่างไร

วิกฤตการณ์แห่งความแตกแยกทางการเมืองไทย ที่ผ่านมาเกือบสองปีแล้วยังไม่พออีกหรือกครับ พวกคุณไม่รู้จักทบทวนบทเรียน เรียนรู้และพัฒนาการกันหรือครับ จะนำพาประเทศวนเข้าสู่วัฎจักร การต่อสู้ การขัดแย้งกันรอบใหม่ไม่รู้จักจบจักสิ้นหรือครับ

ประชาชนตัดสินออกมาแล้ว แม้พวกคุณไม่ถูกใจอย่างไรก็ต้องยอมรับ จบให้มันรู้จักจบ เพราะหากไม่จบมันก็ไม่มีวันจบ พวกคุณจะปั่นสถานการณ์ให้เกิดวิกฤตอีกรอบ แล้ววนกลับมาที่เดิม คือพวกคุณก็ไม่ชนะ

ผมเบื่อการด่าทอทางการเมือง การกล่าวหาทางการเมือง ที่ไม่มีหลักฐาน แล้วไม่นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น

เนชั่นเป็นตัวอย่างแห่ง สื่อที่สามานย์ พอ ๆ กับที่คุณพยายามด่านักการเมืองว่า สามานย์นั่นแหละ มันก็ไม่ต่างกัน สุดท้าย พวกคุณก็มาฮุบ TITV โดยไม่ต้องประมูล ปล้นสดมภ์เอาไปซึ่งหน้า

ผมว่าคนไทยเบื่อหน่ายกับวิกฤตการณ์ที่ไม่รู้จักจบสิ้นแล้วนะครับ

**********************************

คุณ Kookai
กรณี ITV, เป็นการใช้กระบวนการยุติ-ธรรม ปล้นจากเอกชนที่เข้าลงทุนซื้อหุ้น และพัฒนาองค์กรอย่างดียิ่ง ในรูปแบบหนึ่ง มันก็เหมือนกับการใช้ปืนหรือรถถังปล้นอำนาจบริหาร แก้ปัญหาแบบโง่ที่สุดในโลก จากองค์กรที่อยู่ได้ด้วยตนเอง มีเงินนำส่งรัฐฯ กลับไปทำลาย และนำเงินภาษีของ ปชช. ไปประเคนให้ ไม่บ้าก็อีเดียด ผมอยากให้ รัฐบาลใหม่ เ้ข้าไปดู อย่าให้มันสวาปามกันง่าย ๆ

คุณ Henry
ผมเห็นควรให้มีกระบวนการ หรือองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อปราบสื่อสามานย์ให้สิ้นซาก การที่ประเทศไทยเราต้องเข้าสู่สภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ จนส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอย่างทุกวันนี้ สื่อต่ำช้าเหล่านี้ต้องถูกนับว่าเป็นหัวขบวนของการขับเคลื่อน จนสู่ความตกต่ำหากเรายังคงปล่อยให้พวกนี้กลับมาสร้างวังวนอย่างไม่มีหิริโอตัปปะเช่นนี้อีก ระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรา คงไม่มีวันพัฒนาไปสู่จุดที่นานาอารยประเทศเขาไปถึงกันได้ ผมจะขอปวารณาตนเข้าเป็นสมาชิกองค์กรนี้ในทันที หากมีการก่อตั้งองค์กรเช่นนี้ขึ้นจริงๆ และจะขอฟาดฟันสื่อสารเลวเหล่านี้ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

****************************************

คุณลูกชาวนาไทย
คุณ Henry ครับ เท่าที่ผมได้ยินได้ฟังมานั้น แนวคิดของพรรค พปช. คงไม่ไปยุ่งกับสื่อเหล่านี้ เพราะมันคงยากที่จะไปเปลี่ยนทัศนะคติของพวกเขาได้นะครับ แล้วสื่อต่างๆ เหล่านี้ก็ถูกครอบงำโดย "ผู้อาวุโส" และ "เจ้าของสื่อ" ทั้งหลาย ที่มีความสัมพันธ์กับระบอบอำมาตย์ อย่างชนิดที่เรียกว่าลึกกว่าที่เราคิดเอาไว้

แต่สิ่งที่ พปช.จะทำคือ "การเปิดเสรีสื่อ"ครับ หมายความว่า คงเปิดให้มีโทรทัศน์ได้อีก และที่สำคัญคือ การสร้างระบบอินเตอร์เน็ตให้เข้าถึงครัวเรือน เพราะเท่ากับว่า "ปิดระบบผู้ขาด" สื่อโดยกลุ่มคนเก่า ๆ ครับ

เมื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน ในโลกของการแข่งขัน นั้น "คุณภาพและเนื้อหา" ของสื่อเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะอยู่หรือจะไป การครอบงำโดยสื่อกลุ่มเดียวจะลดความสำคัญลงไป เพราะเนื้อหาที่อ่อนด้อย ย่อมโดนตอบโต้ ด้วยคนที่มีความคิดแตกต่างครับ

ยุคก่อน คุณหรือผม ก็ไม่มีโอกาสเขียนบทความ เผยแพร่แนวคิดออกไปได้ หากสื่อไม่ให้ลง ความคิดที่ดี แนวคิดที่มีเหตุมีผล มีน้ำหนัก ก็ไม่สามารถผ่านออกไปสู่มหาชนได้ ก็จะมีแต่คนอย่าง สุริยะใส นักวิชาการไม่กี่คน หรือ สุทธิชัย หยุ่น เท่านั้น ที่สามารถส่งความเห็นไปยังประชาชนได้

แต่ยุคอินเตอร์เน็ตนี้ "คนเล็ก ๆ อย่างผม ลูกชาวนาไทย" ก็มีโอกาสที่จะเขียนบทความ เผยแพร่แนวความคิดผ่านอินเตอร์เน็ตครับ

การส่งเสริมให้อินเตอร์เน็ตเข้าถึงมากขึ้น การเปิดสื่อเสรี จะลดอิทธิพลของสือปัจจุบันนี้ลงครับ

20 มกราคม 2551

คนพันทิปชี้คมชัดลึกเต้าข่าว คนโทรศัพท์เข้าพรรคชาติไทยเพื่อต่อว่า

20 มกราคม 2551

ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ที่มีเนื้อหาดังต่อไปนี้ เป็นข่าวเต้า หรือเป็นการหยิบเอาเหตุการณ์เล็กๆ ที่อาจจะเป็นจริงมาขยายให้ใหญ่โตเกินจริง เพื่อหวังเสี้ยมพรรคร่วมรัฐบาล

พรรคชาติไทย เจอมรสุมหนัก ประชาชน โทรศัพท์ เข้ามาด่า ไม่ขาดสาย
แหล่งข่าวระดับสูงพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้บรรยากาศภายในพรรคเต็มไปด้วยความอึมครึม ภายหลังเจอกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังประกาศเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน โดยมีโทรศัพท์เข้ามาต่อว่าพรรคชาติไทยจำนวนมาก จนทำให้มีการจับกลุ่มวิจารณ์กันเองภายในพรรคว่าตกลงที่เข้าร่วมรัฐบาลไปนั้นจะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน

"เราไปอยู่กับเขาก็ต้องเดินตามเขาทุกอย่าง เขาสั่งซ้ายหันขวาหันก็ต้องทำ เพราะเขาเป็นพรรคใหญ่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทนอยู่แบบนี้ได้นานแค่ไหน เพราะตอนนี้กระแสสังคมแรงมาก พูดเรื่องนี้กันเยอะว่าหัวหน้าพรรคไม่รักษาคำพูดกับคนที่เคยสัญญาไว้ก่อน ยอมรับว่าตอนนี้คนในพรรคเครียดมาก เพราะตอบคำถามประชาชนไม่ได้" แหล่งข่าวระดับสูง กล่าว

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีตอนนี้ยังไม่ลงตัว เพราะบางอย่างที่เราขอไปเขาก็ไม่ให้ เนื่องจากมีโควต้าจากพรรคอื่นด้วย แต่เชื่อว่าคงจะลงตัวในเร็วๆนี้ คาดว่านายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย คงจัดการเรื่องนี้ได้ ส่วนสถานการณ์หลังจากนี้เรารู้ดีว่าจะถูกจับตามองอย่างหนัก แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เมื่อหัวหน้าพรรคสั่งอย่างนี้เราก็ต้องทำตาม อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้มันเกิด


ประชาชนให้ความเห็นว่า เมื่อใดที่ข่าวระบุว่า แหล่งข่าวระดับสูง นั่นมักจะเป็นการนั่งเทียนเขียนข่าวของนักข่าว "เวลาหนังสือพิมพ์นั่งเทียนเขียน ก็จะอ้างแหล่งข่าว (ระดับสูงแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้) ทุกครั้ง" คุณชัยระบุในเว็บบอร์ดพันทิป

ในขณะที่คุณ agrotech ได้แย้งให้คิดเพิ่มเติมว่า "เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ชนะการเลือกตั้งมีคนโทรมาด่า ถ้าเข้าร่วมเป็นฝ่ายค้านกับพรรคที่แพ้เลือกตั้งคงมีนายหัวโทรมาชมกันหูอื้อละครับ"

ด้านคุณ หนูจันทร์ ให้ความเห็นว่า ข่าวดังกล่าว แม้ว่ามีคนโทรไปที่ทำการพรรคชาติไทยเพียงคนเดียว และแม้กระทั่งคนโทร คือคนที่นักข่าวรู้จัก นั่นก็เพียงพอที่ทำให้นักข่าวสามารถหยิบออกไปขยายข่าวได้แล้ว "คนที่โทร เข้าไปด่า ก็คงจะเป็นพวก สนธิ ลิ้ม พวกบัง ประมาณนั้นแหละ แต่ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการประชาธิปไตยเป็นแน่"

อนึ่ง สำนักข่าวในเครือเนชั่น มักได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า มักให้ข่าวเท็จ มีความจงใจเสี้ยมข่าว รายงานข่าวด้วยความอคติ โดยคุณนโกศัย ได้แนะนำเพื่อนผู้บริโภคข่าวสารให้ฟังหูไว้หูกับนักข่าวที่ผลิตออกมาจากสำนักข่าวแห่งนี้ "ไม่รู้กันหรือ นสพ.ที่นี่เขามันคนละสังกัดกัน รับข่าวมา ต้องอ่านแล้วพิจารณาครับพี่น้อง อย่าง หนก ,ธีระ,หย่อง,เจิมสาก,จารุวรรณ,แก้วฯ พวกนี้ต้องหาร 2 รูทอีกนะ"

หยุ่นโผล่หางอีกราย ตัดต่อวีดีโอพร้อมพากษ์ให้ท้ายสื่อชั่ว

20 มกราคม 2551

สุทธิชัย หยุ่น จากเครือเนชั่น แสดงคลิปวีดีโอผ่านบล็อกของตนเอง กล่าวโจมตีนายสมัคร สุนทรเวช ในเหตุการณ์ที่นักข่าวเอพี นายสุทิน วรรณบวร แสดงความไร้มารยาท ไร้วัฒนธรรม ไร้จรรยาบรรณของสื่อที่ดี ในการถามคำถามคุณสมัคร ระหว่างการแถลงข่าว 6 พรรควานนี้ (19 ม.ค.)
โดยสุทธิชัย สื่อที่มีประวัติการไร้จรรยาบรรณ และฝังตัวทำความเสียหายให้กับสังคมไทยมายาวนาน ได้ใช้การตัดต่อวีดีโอ และวาทะ กล่าวโน้มน้าวว่า คุณสมัครเกิดอาการ "ตบะแตก" ทั้งๆ ที่จากวีดีโอที่มีอยู่ สิ่งนี้เป็นความเท็จ ในขณะที่ข้อเท็จจริงกลับเป็นสิ่งตรงข้าม เนื่องจากคนที่ตบะแตก กลับเป็นนายสุทิน ต่างหาก

สุทธิชัย พยายามหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเสียงตะคอกและการอาละวาดของนายสุทิน รวมถึงหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเหตุผลที่นายสมัคร ได้อธิบายแล้วว่า ไม่ต้องการตอบคำถาม เนื่องจาก คำถามดังกล่าว ไม่ใช่คำถามที่สมควรถามในเวลานั้น แต่ตำแหน่งนายกฯแท้จริง ควรจะเกิดขึ้นจากการโหวตให้คะแนนเสียงกันในสภา

การขาดหลักสามัญสำนึกในการวิเคราะห์ข่าว การมีอคติส่วนตัวกับพรรคพลังประชาชน การกล่าวร้าย การให้ร้าย การบิดเบือนความจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนคือสิ่งที่แสดงออกมาในคลิปวีดีโอที่นายสุทธิชัย เผยแพร่ครั้งนี้

เราเชื่อว่าสิ่งนี้คือ ภัยอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่งยวด และไม่ควรปล่อยให้สื่อพรรณนี้ ออกมาลอยหน้าลอยตา ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนจนก่อให้เกิดความเสื่อมในสังคมและชาติ

อนึ่ง สุทธิชัย หยุ่น หนึ่งในผู้นำองค์กรของเครือเนชั่นฯ ยังเคยได้ลงตีพิมพ์ภาพบิดเบือน ที่จงใจสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองมาแล้วด้วย เราจึงเห็นว่า นายสุทธิชัย ไม่ควรมีหน้า ที่จะมาเสนอให้ประชาชนเห็น ในฐานะสื่อสารมวลชนอีกต่อไป


ทั้งนี้ท่านสามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีดังกล่าวเพิ่มเติมได้ ดังที่เราจะคัดมาแสดงดังนี้
ผมว่า คุณสมัครพูดถูกครับ "เขาเลือกนายกกันที่สภา"

ดูจากคำถามของนักข่าวที่ถามว่า "ใครจะเป็นนายก"
แล้วถ้าคุณสมัครตอบว่า "ผมนี่แหละ จะเป็นนายก" ผมว่าอันนี้ไม่ถูกต้อง เพราะคุณสมัครจะบอกตัวเองจะเป็นนายกตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องให้ ส.ส เลือกกันในสภา

ซึ่งถูกต้องแล้วที่คุณสมัครบอกว่า เขาเลือกกันในสภา

แล้วคำถามที่ถามว่า ใครจะเป็นนายก ถ้าคุณรู้รัฐธรรมนูญก็น่าจะรู้ว่าไม่ควรถาม และคำถามก็ค่อนข้างจะมีน้ำเสียงด้วย

ผมว่าคุณสุทธิชัยก็พูดไม่ถูกที่ว่า แค่นักข่าวถามคำถามง่าย ๆ ทำไมคุณสมัครต้องทำท่าไม่พอใจด้วย

ถ้าฟังจากน้ำเสียงแล้ว มีจุดประสงค์ที่แอบแฝงแน่นอนครับ แล้วอยากให้คุณสิทธิชัยกลับไปดูคำถามอีกรอบนะครับ ที่นักข่าว อยากได้คำตอบนั้น คนถามถามคำถามได้ถูกต้องหรือไม่ และเหมาะสมที่จะถามคำถามอย่างนั้น

ผมในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งก็ไม่อยากให้คิดแต่เพียงด้านเดียว หรือฟังแต่เพียงด้านเดียว

คำถามแบบนี้มองตาถามก็รู้ครับ ต้องการอะไร?
malaratn
หยุ่นเค้าคิดว่า สมัคร ตบะแตก (แต่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงอารมณ์และมารยาทของนักข่าวที่ถาม)

พูดความจริงครึ่งเดียวไม่พอ ยังขยายวอลุ่มในประเด็นเหตุการณ์ตามอคติ จนกล้าใช้คำว่า "ตบะแตก/ตามคาด"

ขนาดเปิดเทปวิพากษ์ไปด้วยนะเนี่ย

ไม่ทราบว่า ตอนนักข่าวเอพีเค้าตะโกนไร้มารยาทนั่นน่ะ สมองวิเคราะห์คุณหยุ่นปิดชั่วคราวหรือเปล่า???
จากคุณ : meed
สื่อต้องเสนอข่าวไม่ผิด หยุ่นพูดเพียงที่สมัครไม่ตอบคำถาม และบอกว่าไม่ถึงเวลา แต่หยุ่นทำไมบิดเบือนไม่พูดถึงบรรยากาศคำถาม ทำไมหยุ่นบิดเบือน หยุ่นมีแผนอะไรในใจ
จากคุณ : ceebee50
อคติ มันทำให้เป็นอย่างนี้
จากคุณ : Tarogril
เหอ เหอ เหอ เห็นป่าหมัก เก็บอาการได้ดีออก เจ้าผู้สื่อข่าว สายเลือดจังหวัดตรังคนนั้น ต่างหาก ที่แย่มาก ถ้าเป็นสมัยท่าน คึกฤทธิ์ ท่านคงด่าอย่างที่คยด่ามาแล้ว (ใต้ถุนจริงๆ)
จากคุณ : Money Honey
คุณธรรม จรรยาบรรณ หายไปพร้อมกับเส้นผมบนหนังหัว รูปอัปลักษณ์แล้ว จิตใจยังอัปมงคลอีก
จากคุณ : Discovery A2Z
จะอย่างไรสุทธิชัย หยุ่น ก็เป็นสุทธิชัย หยุ่น อยู่วันยังค่ำ มันก็เหมือนแว่นตาที่เขาใส่ แว่นตาบิดเบือนสายตาของเขาให้สามารถมองเห็นได้อย่างไร ความเป็นสุทธิชัย หยุ่น ก็บิดเบือนสิ่งที่เขาเห็น สิ่งที่เขาฟัง สิ่งที่เขาพูดไปตามนั้น
จากคุณ : Aynap

19 มกราคม 2551

นักข่าวเอพี ไร้วัฒนธรรม แสดงความกักขระขณะสัมภาษณ์

19 มกราคม 2550

บันทึกคาจอภาพการแถลงข่าว 6 พรรค ในการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล สื่อหลงตัวเอง ขาดสติ ทำตัวกร่างคับห้องข่าว ใช้วาจาอย่างเช่นคนไร้วัฒนธรรม แสดงอาการขาดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่นักข่าวต้องไม่ก้าวร้าวต่อผู้ให้ข่าว ขาดความเป็นมืออาชีพ เพ้อเจ้อ จนคนในห้องต้องปรบมือให้นั่งลง

โดยในวันนี้ (19 ม.ค.) ขณะที่คุณสมัครได้เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของพรรคทั้ง 6 ที่ได้รับเลือกตั้ง เว้นแต่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุทิน วรรณบวร ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอพี ได้แสดงอาการสติแตก โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำกร่าง ถามคำถามคุณสมัครด้วยความโกรธ ดังที่ท่านสามารถรับชมได้จากคลิปวีดีโอด้านล่างนี้






ประชาชนที่ได้รับชมคลิปดังกล่าวต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงความลุแก่อำนาจที่สื่อสารมวลชนไทย ได้แสดงออกอย่างชัดเจน โดยเราจะนำตัวอย่างความคิดเห็นของประชาชนมาแสดงดังนี้

"เห็นบอกว่า เป็นสื่อในสังกัด AP ถ้าใช่ AP เรียกไปสั่งสอนด้วย หน้าตาอายุ ไม่ใช่นักข่าวเด็กๆ ทำตัวกุ๊ยๆ อย่างนี้ น้องๆ เด็กๆ คนอื่นพาลเสียอนาคต ต่อไปสื่อนอกเวลาจะรับเด็กเข้าทำงาน จะตีราคาเรายังไง ?

สื่อ ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน และอย่าอ้างว่า ถามแทนประชาชน"
จากคุณ : มังกรดำ
"คิดว่าที่ทำไปน่ะ สะใจและกระหยิ่มใจ ที่สามารถแสดงแสนยานุภาพของสื่อ ให้เห็นความทุเรศแบบนี้ไปทั่วโลก

ผมดูผู้สื่อข่างต่างประเทศ เวลาเขาถามคำถาม เขาไม่เคยใส่อารมณ์ในการถาม เพราะคำถามของเขา ไม่ใช่คำถามเพื่อ.......หาเรื่องคนตอบ เขามีมารยาทในการเป็นสื่อที่เยี่ยมมากครับ
จากคุณ : รากเหง้า
"สื่อมวลชน ต้องทำตัวเป็นสื่อมวลชน ไม่ใช่ทำตัวกร่างเป็นสื่อมวลโจรสนับสนุนและเลียเผด็จการ คำถามทุกคำถามต้องเป็นคำถามที่สร้างสรร และ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ใช่ใช้อคติส่วนตัวมาระบาย หาเรื่อง คาดคั้นให้คนอื่นตอบ เมื่อผู้ถูกถามไม่ตอบโดยให้เหตุผลว่ายังตอบไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา นักข่าวต้องหยุด เพื่อให้นักข่าวคนอื่นถามบ้าง ไม่ต้องอ้างประชาชนเหมือน พวก คมช.ที่ล้มล้างประชาธิปไตยแล้วอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน มารยาทในวิชาชีพสื่อมวลชนต้องอบรมกันให้มากๆ เพราะว่าปัจจุบันไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ แบบ one way communication แล้ว ปัจจุบันเป็นการสื่อสารแบบโต้ตอบได้ ไม่ใช่ให้สื่อมวลโจรมาครอบงำความคิดประชาชน"
จากคุณ : jd_tpol
เป็นนักข่าว รุ่นใหญ่ ไร้ความคิด..มึงมีสิทธิ์ อะไร ถึงไปถาม
อยู่เอพี นึกว่าเจ๋ง เสือกจิตทราม..น่าไปอยู่ กับยาม เจี๊ยะแผ่นดิน

ถามโง่ๆ นายกฯ คนไทยเลือก..แต่ดันเสือก ถามเพื่อเสี้ยม ปัญญาสิ้น
สื่อเลวๆ ตัวนี้ชื่อ สื่อสุทิน..เอพีสิ้น ปัญญา หาแล้วฤา

ศูนย์สองห้า แปดเก้าศูนย์ ห้าห้าเจ็ด..โทรฯไปด่า ให้มันเข็ด อย่าให้หือ
น่าประจาน ที่ทำงาน ให้ระบือ..เพราะเอพี ก็กระบือ ให้งานมัน
โดย คนไทยเดิ้ง


ประวัติเพิ่มเติมของนักข่าวชั่วคนนี้

เคยให้สัมภาษณ์กับสถานี ASTV ว่า ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ถ้าหากว่าทักษิณกลับประเทศไทยมาเมื่อไหร่เขาจะยอมให้เอาเท้าเหยียบหน้าเขาได้


สุทิน วรรณบวรสร้างวีรกรรมมาหลายครั้งแล้วครับ ตั้งแต่สมัยสุจินดา คราประยูร สมัยนั้นไปสัมภาษณ์นายสมัคร สุนทรเวช ซักจนนายสมัครโกรธจัด บอกให้นักข่าว"หุบปาก" คุณสุทิน วรรณบวรสวนกลับว่า"คุณสมัครนั่นแหละหุบปาก"

สมัครเบรคไม่อยู่เลยครับ ด่ากลับมา"สั่งให้ผมหุบปาก แล้วมาถามผมทำห่...อะไรวะ...

ถามอดีตนายกฯทักษิณว่า "เป็นสภาจริง หรือสภาโจ๊ก"


คุณขนมต้มเขียนจดหมายเปิดผนึกภาษาอังกฤษถึงเอพี

คุณขนมต้มจากเว็บบอร์ดพันทิป ห้องราชดำเนิน เขียนจดหมายถึงสำนักข่าวเอพี ในกรณีที่นักข่าวที่จ้าง แสดงกิริยาที่ขาดความเคารพต่อแหล่งข่าว โดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

Question to AP: Have your reporter behaved ethically?***

As I was watching live news conference on the declaration of Thai parties to form government this afternoon, a question raised after I saw a Thai reporter from AP yelled out to Mr. Samak, the PPP leader.

In the press conference, Mr. Samak openly welcomed questions from the press by mentioning “…okay, it’s question time, we’ll answer some accordingly if the questions repeated, we’d have to excuse that we gotta leave..okay, go ahead with your questions”

Then, a female reporter asked,

“…(she claimed where she’s from)…I’d like to ask about appointing new Prime Minister, is it possible (..I can’t hear clearly, but seems like she asked whether Mr. Banharn Silpaasha, Chart Thai Party leader, could be the PM, instead of Mr. Samak)…”

Mr. Samak softly replied “…Ah..the question like this may not be a good conversation”…(people laughed).

He then added, “Well, I used to be asked this kind of question previously and I shot back the reporter. Many said I’m about to be the leader so I have to keep (talking) down. The question like this, once the audiences heard, they said it’s not supposed to be asked, it’s inappropriate to ask. Okay, next question please.”

Suddenly, a male reporter, later known as AP reporter, shouted in (loudly)

“…You’re forming the government, forming the Prime Minister. What are questions to be asked? You just tell us, who is going to be the new PM, that’s it. Are you shame to announce that you’re going be PM?. Or there’s no “head”? (Thai culture is very sensitive when speaking about head).

(Mr. Samak tried to explain “no, no, it’s not...”)

Mr. Samak then replied “Do you know, according to the Constitution, the PM will be chosen by the members in the House, not in this room?”

The reporter insisted with loud noise “..yeah, I’m waiting to hear who is going to be PM..”

Mr. Samak “I’ve just told you that it’s going to be chosen in the House, enough? Okay, sit down please”.

(People applaused).

As I checked the ethic of journalist from this website “Society of Professional Journalists”

http://www.spj.org/ethicscode.asp

I found,

Minimize Harm

Ethical journalists treat sources, subjects and colleagues as human beings deserving of respect.

"— Show good taste. Avoid pandering to lurid curiosity."

But as I saw from the press conference today, I truly disappointed to see such unethically behavior by one of your men. He just acted as if he just got a big fight with the car driver outside. What a mad man.

However, I understand, he is a “Thai Journalist” employed by you, AP. Although I’m a Thai, the observer, the audience, but I have been disappointed by some of the local press here as they do not speak for those speechless.

But they speak for the military!!!

P.S. If I were you, AP, that man should be tested for his mindset.

ปฏิบัติการยึด 'ไอทีวี' : แผนลึกของกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ใกล้ชิด รมต.บางคน

โดย แจ๋วริมจอ
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
19 มกราคม 2551

สรุปว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราว แต่รับคำร้องของพนักงานทีไอทีวีไว้พิจารณาต่อไป

โดยพนักงานทีไอทีวีให้ร้องว่า กรมประชาสัมพันธ์ไม่มีอำนาจปิดสื่อ ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

ทำให้ “ทีวีสาธารณะ” ยังเปิดต่อไปได้ จนกว่าจะมีคำสั่งศาลปกครองในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจ ไม่สมควรจะมาก่อปัญหาเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง

ทีไอทีวีหรือไอทีวีเดิม เป็นสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟที่เกิดขึ้นจากการประมูลสัมปทานไปจากรัฐ

จุดประสงค์ขณะนั้นก็เพื่อให้เกิดสถานีโทรทัศน์ที่เป็น “ทีวีเสรี” จริงๆ โดยเน้นเนื้อหาสาระมากกว่าความบันเทิง

แต่กลุ่มผู้ประมูลครั้งแรกกลับยื่นเงื่อนไขการประมูลชนิดเว่อร์เกินจริง ด้วยตัวเลขเฉลี่ยค่าสัมปทานถึงปีละหนึ่งพันล้านบาทเป็นเวลา 25 ปี

สุดท้ายก็ไปไม่รอด จนตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนชินคอร์ป มีการแก้ไขสัญญาทีโออาร์ไปสู่การลดหย่อนค่าสัมปทานรายปี และการปรับผังใหม่ไปสู่ภาคบันเทิงมากขึ้น

ปัญหาคือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ สปน. เจ้าของสัมปทาน กลับไม่ทำข้อขัดแย้งดังกล่าวให้ถูกต้องเป็นธรรม

มีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งไอทีวียึดถือภาระสิ้นสุดของอนุญาโตตุลาการ แต่ สปน.กลับนำข้อพิพาท ขึ้นสู่ศาลเรียกค่าปรับฐานผิดสัญญาถึงวันละ 100 ล้านบาท เป็นเงินร่วมหนึ่งแสนล้านบาท

และแทนที่จะนำเข้าสู่ระบบ คือเปิดให้แข่งขันประมูลใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

รัฐบาลขัดตาทัพกลับเลือกทางเดินแตกหัก ปฏิบัติการ “ยึดไอทีวี” ด้วยการออก พ.ร.บ.ทีวีสาธารณะแปลงสภาพทีไอทีวี โดยห้ามมีโฆษณาอย่างเด็ดขาด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ที่เข้ามาฉกฉวยยึดทีวีเสรีก็คือกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีบางคนนั่นเอง

ทุกอย่างถูกวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนจนถึงนาทีนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่พนักงานทีไอทีวีและผู้จัดรายการรู้ลึกถึงความเคลื่อนไหวตลอด

เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องสู้ไม่ถอย เพราะรัฐบาลที่พยายามเน้นเรื่องจริยธรรม แต่กลับขาดธรรมาภิบาลเสียเอง!!

18 มกราคม 2551

ปิดฟ้าผ่า 'ทีไอทีวี' : เพียงเพราะกลัว 'ทักษิณ' จะเอาคืน

โดย คุณดาวประกายพรึก
ที่มา เวบไซต์ เดลินิวส์
18 มกราคม 2551

หลังเที่ยงคืนวันที่ 14 มกราคม 2551 “ทีไอทีวี” ก็แปรสภาพเป็น “ทีวีสาธารณะ” ตาม พ.ร.บ.องค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ ไทย พ.ศ. 2551 ไปแล้ว

หลังคนทีไอทีวีสู้เพื่อศักดิ์ศรีอย่างทรหดมานานวัน โดยเฉพาะ ตวงพร อัศววิไล เสียง นุ่ม ๆ แต่เธอคือหญิงเหล็กคนหนึ่งเลย

ช่วงรอยต่อมีการปล่อยจอมืดประมาณ 20 นาทีด้วย ???

มีการส่งหนังสือแจ้งให้พนักงานทีไอทีวีรู้ล่วงหน้า ด้วยแฟกซ์จากกรมประชาสัมพันธ์ 2 ชั่วโมงก่อนจอมืด ฉุกละหุกจนทำให้คนเก็บของกลับบ้านแทบไม่ทัน ร้อนรนจนน่าเกลียดน่าชัง

ผู้ผลิตรายการบางรายอย่าง “ทีวีธันเดอร์” บอกว่า ถ่ายสต๊อกไว้ล่วงหน้าถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว เพราะไม่เคยมีการบอกกล่าวมาก่อน แต่รู้เองจากข่าวตอน 3 ทุ่ม ทำให้ได้รับความเสียหายทันที 5 ล้านบาท

นี่คือตัว อย่างของผู้ผลิตแค่รายเดียวในจำนวนหลายร้อยรายที่เป็นผู้ผลิตรายการของทีไอทีวีที่รอเจ๊ง ไม่นับรวมนักข่าวและพนักงาน “ทีไอทีวี” อีกกว่า 800 ชีวิต รวมครอบครัวด้วย ก็มีผู้ได้รับผลกระทบจากการตกงานหลายหมื่นชีวิต

ถึงจะบอกว่า ก็กลับเข้ามาสมัครใหม่ได้เนี่ย แต่ชีวิตของคนเหล่านี้ไม่มีอะไรแน่นอนแล้ว นักข่าวบางคนทั้งผัว ทั้งเมีย อยู่ที่เดียวกัน ตกงานทั้งคู่ดื้อ ๆ บางคนเพิ่งมีลูกเล็ก ๆ บางคนต้องเลี้ยงแม่ มันก็จริงละ หมายังไม่ยอมอดตายเลย เป็นคนทั้งแท่งก็ต้องดิ้นกันไปแหละ

แต่เห็นพวกมือถือสากปากถือศีล ใจบางคนออกมาบริภาษคนทีไอทีวี แบบมันปาก เช่นมือไม่ถึง จรรยาบรรณสู้คนบีบีซีไม่ได้แล้ว สังเวชใจมาก ขอให้เวรกรรมตามทันเร็ว ๆ เถอะพวกใจดำ !!!

เหนืออื่นใดเลย มันยุติธรรมหรือกับการเอา “ทีวี” ดี ๆ ช่องหนึ่งที่กำลังไปได้ดี เลี้ยงตัวเองมีรายได้ปีละ 2-3 พันล้าน มาทำเป็นทีวีสาธารณะที่ต้องเอาเงินรัฐมาอุ้มปีละ 2 พันล้าน เพื่อสนองตัณหาบางพวกบางกลุ่มที่อยากมีทีวีแบบ “บีบีซี” ที่กำลังมีปัญหาหนักขาดทุนบักโกรกอยู่ตอนนี้

ถ้าทีไอทีวีแบบที่เป็นอยู่ ไม่ต้องแบกค่าสัมปทานบ้าเลือด 2.5 หมื่นล้าน หรือค่าปรับอีกเป็นแสนล้าน จะปรับผังรายการให้ดีกว่านี้ยังไงก็ได้ และใครมาทำก็รอด

รัฐไม่ต้องเอาเงินไปอุ้มให้เปลืองภาษีประชาชนเลย

แต่การเป็นทีวีสาธารณะ ต้องไม่มีโฆษณาเลย ต้องรอเงินบริจาคหรือรัฐอุดหนุนอย่างเดียว แค่นี้หลักการโรแมนติกจะให้ปลอดอำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจการเมือง (รวมอำนาจเอ็นจีโอ) ก็ล้มเหลวสิ้นเชิงแล้ว

แต่พวกร้อนวิชายังฝันเฟื่องว่าจะเกิดได้ ???

อยากลองวิชา ทำไมไม่เอาช่อง 11 มาทำ เงินตั้ง 2,000 ล้าน ที่จะไปอุ้มทีไอทีวีเอามาพัฒนาช่อง 11 ตามแนวทางใหม่ ต่อยอดไปเลย ไม่ต้องทำลายทีวีช่องหนึ่งและทำให้คนต้องตกงานอีกหลายหมื่นอย่างนี้

สะใจหรือวิบากกรรมทั้งปวงที่เกิดกับ “ทีไอทีวี” ก็เพราะความเกลียดชัง ที่ทีวีช่องนี้เคยเป็นของ “ทักษิณ” และที่ต้องรีบปิดฉากฟ้าผ่า ก็เพราะกลัวทักษิณจะเอาทีไอทีวีคืน ไร้สาระสิ้นดี

บอกตรง ๆ ไม่ได้คาดหวังหรือตื่นเต้นอะไรกับ 5 อรหันต์ ที่ “ขิงแก่” ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดนโยบายทีวีสาธารณะเลย เพราะไม่เชื่อว่า ทำแล้วจะไปตลอดรอดฝั่งน่ะสิ

ล่าสุด 1 ใน 5 อรหันต์มีชื่อ เทพชัย หย่อง จากเนชั่น และเป็น ผอ.สถานีด้วย ก็ต้องดูต่อไปว่าเครือเนชั่นจะเข้ามาฮุบทีไอทีวีตามข้อครหาหรือไม่ ??

รวมทั้ง สนช. สื่อ คนอื่น ๆ ด้วย อีกไม่นานก็รู้ ??

ก่อนจบ มีข่าว “ศาลฎีกา” นัดฟัง คดี ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ฟ้องพลังประชาชนเป็น “นอมินี” ไทยรักไทย ให้ยุบพรรควันที่ 18 นี้ เวลา 16.00 น. ถามผู้รู้ บอกคำ “นอ มินี” ในกฎหมายอาญาไม่มี มีแต่ในกฎหมายแพ่ง คือคำว่า ตัวแทน (AGENT) ซึ่งตัวแทนจะต้องตั้งโดยตัวการ เมื่อตัวการคือไทยรักไทยถูกยุบไปแล้ว จึงไม่มีตัวการ แล้วจะเป็นนอมินีได้อย่างไรน่าติดตามว่า ศาลจะพิพากษาคดีนี้ว่าอย่างไร.

คนราชดำเนิน วิพากษ์ การ์ตูนนิสต์ "ชัย ราชวัตร"

18 มกราคม 2551

คุณ Boking ให้ความเห็นการ์ตูนของคุณชัย ราชวัตร เช้าวันนี้ (18 ม.ค. 51) ว่า "ไร้ค่ากับ ราชวัตร กับ การ์ตูนเช้านี้ ดูถูกชาวบ้าน คนไทย นี่หว่า" โดยเป็นภาพการดูถูกดูแคลน ศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนบุรีรัมย์ ที่ได้เดินทางไปประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ กรณี ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งสามคนของพรรคพลังประชาชน โดนใบแดง (อ่านเพิ่ม: "ชุมนุมที่บุรีรัมย์วันนี้ คนมาร่วมกว่า 20,000 ร้องจับ กกต.อยุติธรรม")

พฤติกรรมที่น่ารังเกียจในหมู่บัณฑิตย์ดังกล่าว ยังตอกย้ำด้วย ความเห็นของประชาชนอีกจำนวนมากที่ก่นด่า อาทิเช่น

"ประเทศนี้ มีแต่มัน กับคนรักแมลงสาปมั้ง ที่ไม่รับเงิน ชัย มันกล้าการันตีหรือ ว่า ปชป ลูกพี่มันไม่แจกเงิน"
จากคุณ : เทพบุตรแดนสนธยา

"เคยได้ยินคำว่านั่งเทียนไหมครับ หลับตาสร้างภาพ ประชาชนชนบทเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น เขารู้ดีด้วยว่าเงินที่เขาได้นั้นใครเป็นคนแจก ยิ่งแถวอำนาจเจริญ ยโสฯ ถ้ามีใครได้เงินจาก พปช. ละก็ผมจะก้มกราบงาม ๆเลย แต่ที่เขาได้น่ะเขาได้พรรคที่ประกาศปาววๆ ว่าคะแนนบริสุทธิ์ต่างหาก"
จากคุณ : คนไร้ตัวตน

"นี่หรือสติปัญญาของคนที่ทำงานสื่อมวลชน เพราะมันชอบดูถูกคนไทยด้วยกันเช่นนี้ไงเล่า คนไทยจึงได้ทะเลาะและแบ่งเป็นฝ่าย

ขาก...ขาก...ตุ๊ยยย...เอาไปเลย ผมขอประณามมัน สื่อมวลชวยหัวคน ตัวจริงเสียงจริง"
จากคุณ : นักกล้าม

จนกระทั่งเพื่อนประชาชนทนไม่ไหว จำเป็นต้องเขียนการ์ตูนขึ้นมาเสียดสี

แจ๋วริมจอ วิพากษ์ยึดทีไอทีวี "ทะแม่งชอบกล"

โดย แจ๋ว ริมจอ
ที่มา ไทยรัฐ
18 ม.ค. 2551

ก็แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ 5 กรรมการชั่วคราว ที่จะมาเป็นผู้บุกเบิก “ทีวีสาธารณะ” หรือ สสท.

แบ่งสรรเก้าอี้กันลงตัว โดยมี คุณเทพชัย หย่อง ประเดิมนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการ

อย่าว่าแต่ชาวบ้านจะงงเลยครับ คนทำสื่อหลายคนก็ยังงงๆ ที่จู่ๆ “ทีวีเสรี” ในชื่อทีไอทีวี กลายร่างมาเป็นทีวีสาธารณะได้อย่างไร?

ถือว่ารัฐบาลในช่วงเผด็จการท่านรวบรัด ตัดหาง “ล้ม” สัมปทานไอทีวีเดิม มาออกกฎหมายแปลงร่างเป็นทีวีสาธารณะอย่างที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 15 มกราคม

ไม่ต้องควักสักสตางค์แดงเดียว แต่ได้สถานีโทรทัศน์ฟรีๆมาให้คนกลุ่มหนึ่งบริหารเล่น

แต่ในเมื่อทีวีสาธารณะห้ามมีโฆษณา ท่าน ก็เล่นกันง่ายๆอีก โดยชักค่าต๋งตั้งกองทุนเหล้าเบียร์บุหรี่ งวดแรก 1,700 ล้านบาท มาถมใส่

นโยบายหรือกฎเกณฑ์เงื่อนไขในการผลิตทีวีสาธารณะนั้นไม่ค่อยมีใครติดใจนัก

แต่ที่มาของบุคคลที่จะมาบริหารสถานีต่างหากที่ดูจะไม่ค่อยโปร่งใสนัก

เอาแค่การที่ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ผู้ดำเนินการสร้างและปลุกปั้นทีวีสาธารณะ เพิ่งส่งรายชื่อ 5 กรรมการให้ ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 15 มกราคม

แต่ปรากฏว่า “ผังทีวีสาธารณะ” กลับคลอด ออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ก็เลยมีคำถามว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้นมิทราบครับท่านรัฐมนตรี?

เพราะกรรมการที่จะมากำกับดูแลนโยบายยังไม่ได้รับการแต่งตั้งด้วยซ้ำ แต่ผังรายการถูกจัดสรรเรียบร้อยแล้ว

แสดงว่ามี “ไอ้โม่ง” คอยชักใยอยู่เบื้อง หลัง จัดฉาก จัดคน จัดสรรผลประโยชน์โดยเสร็จสรรพ

แค่เปิดจอก็กลายเป็นละครต้มคนดูเสียแล้ว อย่างนี้มันจะเกิดความโปร่งใสได้อย่างไร?

เมื่อดูจากผังรายการทั้งหมด ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากผังรายการของช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์มากนัก ดูไม่ออกจริงๆว่าจะเป็นทีวีสาธารณะตรงไหน

ขอเรียนว่าเริ่มต้นไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ มันเหมือนปิดบังซ่อนเร้นชอบกล

ที่ว่าการบริหารงานต้องโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เห็นทีจะต้องพิสูจน์กันต่อไป

แม้จะเอา “เงินบาป” จากเหล้าเบียร์บุหรี่มาฟอก ประชาชนก็ต้องตรวจสอบละเอียดยิบ

พรุ่งนี้มาว่าถึงพนักงานทีไอทีวี รวมถึงผู้จัดรายการเก่าที่เหมือนถูกปล้น ตายทั้งเป็นครับ!!

"แจ๋วริมจอ"

สื่อบิดเบือนเรื่องให้ทักษิณสัมภาษณ์ ค่าแรงสามนักเตะไทย

18 มกราคม 2551

รายละเอียดการให้สัมภาษณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อกรณีที่ผู้สื่อข่าวกีฬาสอบถามเกี่ยวกับค่าแรงของสามนักเตะไทย ที่ถูกดึงตัวไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ถูกบิดเบือน โดยเราจะยกรายละเอียดทั้งหมดที่หนังสือพิมพ์สามฉบับลงไม่ตรงกัน รวมถึงการมีเจตนาพาดหัวข่าวให้คนเข้าใจผิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจเบี้ยวค่าแรงนักเตะดังกล่าว ทั้งนี้การบิดเบือนดังกล่าวของสื่อ ถือว่าขาดจรรยาบรรณ ไร้จริยธรรม เป็นการแสดงความไม่ซื่อสัตย์ของนักข่าว นักเขียนข่าว เป็นการโกหกตอแหล และหลอกลวงผู้บริโภคที่หน้าด้าน และไร้ยางอาย

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ทักษิณส่องกล้อง หากุนซือดัง สร้างทีมชาติ
[18 ม.ค. 51 - 05:11]
ข้อความที่เกี่ยวข้อง
ส่วน 3 นักเตะไทย สุรีย์ สุขะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว และธีรศิลป์ แดงดา นั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ตอนนี้อยากให้มีสมาธิกับการเล่นทีมชาติในศึกฟุตบอลโลกก่อน หลังจากเตะกับญี่ปุ่นและโอมานแล้ว จะมีเวลาในช่วงเดือน มี.ค. ถึง มิ.ย. ช่วงนั้นจะให้กลับมาแมนฯซิตี้เพื่อฝึกซ้อมกับสโมสร และจะให้สเวน โกรัน อีริกสัน มาช่วยพัฒนาฝีเท้าต่อไป หลังจากนั้นอาจให้ทีมพันธมิตรในยุโรปยืมตัว เพื่อปูทางกลับมาขอใบอนุญาตทำงานในอังกฤษต่อไป ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า นักเตะบางคนไม่ทราบรายละเอียดในสัญญาและยังไม่ได้รับเงินค่าเหนื่อยนั้น พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา จะสั่งการให้ทีมงานไปดูแลให้

ผู้จัดการออนไลน์
“แม้ว” สุดมั่วขอค้างค่าเหนื่อยแข้งไทยไว้ก่อน
17 มกราคม 2551 19:32 น.
ข้อความที่เกี่ยวข้อง
“เสี่ยแม้ว” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประธาน “เรือใบสีฟ้า” แมนฯซิตี ทำงงหลังตกเป็นข่าวค้างค่าตัว และค่าจ้าง 3 นักเตะไทย ที่ตัวเองจับเซ็นสัญญาค้าแข้งไปแล้ว ยันขอค้างไว้ก่อน

ภายหลังจากที่สื่อมวลชนไทย มีรายงานว่า 3 นักเตะไทยที่ประกอบด้วย สุรีย์ สุขะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว และ ธีรศิลป์ แดงดา ยังไม่ได้รับค่าจ้างจากสโมสร “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี ทีมดังในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยเฉพาะใน 2 รายแรกมีการเปิดเผยจากสโมสรชลบุรี ต้นสังกัดเก่าในศึกฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ว่า ยังไม่ได้รับค่าตัวในการย้ายทีมรวม 5 ล้านบาท

ล่าสุด “เสี่ยแม้ว” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประธานสโมสร “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี ออกมายอมรับว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งขอติดค้างเงินเดือนเอาไว้ก่อน โดยระบุเพียงจะจ่ายชดเชยให้ในอนาคตข้างหน้า

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า นักเตะจากเอเชียยังมีฝีเท้าห่างชั้นจากฟุตบอลในระดับพรีเมียร์ลีก อังกฤษ “เราต้องยอมรับก่อน ว่า วันนี้นักเตะเอเชียยังมีฝีเท้าไม่ถึงระดับพรีเมียร์ลีก เหมือนกับที่ 3 นักเตะไทย ที่ได้รับสิทธิพิเศษในการดึงตัวมาร่วมทีม

ทั้งนี้ ยังมีรายงานต่อเนื่องมาด้วย ว่า อดีตผู้เล่นสโมสรชลบุรีทั้ง 2 รายที่ยังไม่ได้รับค่าเหนื่อยนั้นจำเป็นต้องหยิบยืมเงินจากผู้บริหารสโมสร “ฉลามชล” เพื่อใช้ในการผ่อนรถยนต์ ผ่อนบ้าน และส่งไปช่วยเหลือครอบครัวอีกด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีรายได้จากเบี้ยเลี้ยงการฝึกซ้อมกับทีมชาติไทยเท่านั้น

คมชัดลึก
"ทักษิณ"ทำมึนค่าตัว3นักเตะ เรือใบไม่จ่ายโอดไม่รู้อนาคต
18 มกราคม 2551 09:17 น.
"ทักษิณ" ตีงงไม่รู้เรื่อง 3 นักบอลไทย "สุรีย์-เกียรติวุฒิ-ธีรศิลป์" ไม่ได้รับเงินเดือนหลังจากเซ็นสัญญากับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บอกขอติดค้างไว้ก่อนแล้วจะเคลียร์ภายหลัง ขณะที่นักเตะไทยมึนไม่รู้อนาคตตัวเองเพราะไม่ทราบรายละเอียดสัญญา แถมยังมีภาระต้องใช้เงินส่งบ้านผ่อนรถ

ความคืบหน้ากรณี 3 นักเตะทีมชาติไทย "เปรม" สุรีย์ สุขะ, "คาร์" เกียรติประวฒิ สายแวว และ "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา ที่เซ็นสัญญาเข้าสังกัดทีม "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ทีมดังของศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษไปตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 แต่ปรากฏว่าจวบจนวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะได้ร่วมทีมเมื่อไร รวมถึงนักเตะทั้ง 3 คนยังไม่ได้รับเงินเดือนแม้แต่บาทเดียว โดยก่อนหน้านี้เมื่อมีการทวงถามเรื่องเงินเดือนได้มีผู้ใหญ่ในสมาคมฟุตบอลไทยแจ้งว่าสัญญาจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551

ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวถึงอนาคตของ 3 นักฟุตบอลไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกซ้อมกับทีมชาติไทยที่ประเทศอังกฤษเพื่อเตรียมทีมสำหรับฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก รอบ 20 ทีมสุดท้ายโซนเอเชียว่า หลังจากที่ทีมไทยคัดฟุตบอลโลกไปแล้ว 2 นัด ช่วงเดือนมีนาคม จะมีช่วงพักจะให้ทั้ง 3 คนเดินทางมาฝึกซ้อมกับทีมทันที เพื่อพิสูจน์ฝีเท้าหากว่าฝีเท้าถึงก็พร้อมที่จะผลักดันให้ได้เล่นพรีเมียร์ลีก แต่หากว่ายังเก่งไม่พอจะส่งไปเล่นสโมสรอื่นในยุโรปก่อน

"ถ้านักเตะไทยยังไม่สามารถที่จะเล่นในพรีเมียร์ของอังกฤษหรือว่ายังมีปัญหาติดขัดในเรื่องใดจะส่งไปเล่นกับทีมสโมสรอื่นในยุโรปก่อน แต่พอได้ “เวิร์กเพอร์มิต” หรือใบอนุญาตทำงาน จากประเทศอังกฤษเรียบร้อยแล้วจะดึงกลับมาเล่นกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ทันที ทั้งนี้ยอมรับว่านักเตะเอเชียฝีเท้ายังไม่ถึงขั้นเล่นพรีเมียร์ลีกได้ อย่าง 3 นักเตะไทยที่ได้ร่วมทีมนั้นเป็นสิทธิพิเศษ" พ.ต.ท.ทักษิณ เผย

นอกจากนี้สื่อมวลชนสายกีฬาของไทยที่เดินทางไปติดตามทำข่าวการฝึกซ้อมของทีมชาติไทยชุดฟุตบอลโลกยังสอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร อีกว่ารู้หรือไม่ว่าหลังจากที่นักฟุตบอลไทยทั้ง 3 คนเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้วแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมายังไม่มีใครได้รับเงินเดือนเลย ซึ่งนักเตะบางคนมีความเดือดร้อน เนื่องจากไม่มีรายได้จากการเล่นฟุตบอลเพราะสโมสรต้นสังกัดเดิมก็ไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้แล้ว โดยอดีตนายกรัฐมนตรีทำหน้างงๆ พร้อมทั้งกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่รู้รายละเอียด ขอติดค้างเงินเดือนไว้ก่อนและจะเคลียร์ให้ในภายหลัง

สุรีย์ สุขะ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่รู้รายละเอียดของสัญญาเลยเพราะไม่มีใครบอก บางคนก็บอกว่าสัญญาจะเริ่มขึ้นวันที่ 1 มกราคม 2551 ในขณะที่ “บังยี” นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาครมฟุตบอลบอกกับตัวเองว่าจะได้รับค่าเหนื่อยเดือนละ 3 แสนกว่าบาทหมดทั้ง 3 คน แต่จนถึงวันนี้เวลาเลยมา 2 เดือนแล้วยังไม่ได้รับเงินเลย รายได้ทุกวันนี้ได้จากจากเบี้ยเลี้ยงฝึกซ้อมของทีมชาติไทย ที่ตกวันละ 1,000 บาท ทำให้พอมีเงินใช้ไปพลางๆ ก่อนเท่านั้น ทั้งนี้อยากจะรู้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วรายละเอียดสัญญาเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่กล้าที่จะสอบถามผู้ใหญ่

“หลังจากที่เซ็นสัญญากันแล้ว ก็ไม่มีใครติดต่อว่าจะได้รับเงินวันไหน ผมก็เดือดร้อน เพราะมีภาระต้องส่งเงินไปให้พ่อแม่ที่ จ.สกลนคร ใช้จ่ายในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังต้องส่งค่าผ่อนรถอีกเดือนละ 1 หมื่นบาท โชคดีที่ทีม จ.ชลบุรี ต้นสังกัดเก่าเขาให้ยืมเงินใช้ไปพลางๆ ก่อน ตอนนี้ผมยืมมาเงินแล้ว 3 หมื่นบาท“ สุรีย์ สุขะ อดีตนักเตะของทีมชลบุรี กล่าวเปิดใจ

ส่วน เกียรติประวุฒิ สายแวว ที่ย้ายจากทีมชลบุรีมาเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้อีก 1 ราย เปิดเผยว่า ชีวิตตัวเองค่อนข้างลำบากเพราะไปยืมเงินจากทีม จ.ชลบุรี ต้นสังกัดเก่ามาใช้ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากมีภาระต้องผ่อนบ้านให้พ่อแม่ที่ จ.อุบลราชธานี บ้านเกิด อย่างไรก็ตามอยากให้มีคนช่วยประสานงานให้ด้วยว่าจะได้รับเงินเมื่อไร รวมทั้งรายละเอียดสัญญามีอะไรบ้าง เพราะวันที่มีการเซ็นสัญญานั้นไม่รู้รายละเอียดเลยผู้ใหญ่มาบอกให้ขึ้นไปเซ็นก็ขึ้นไปบนเวที แถมเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเลยไม่รู้ว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง

ขณะที่ ธีรศิลป์ แดงดา หัวหอกวัย 19 ปี กล่าวว่า ไม่รู้รายละเอียดในสัญญาเหมือนกับรุ่นพี่ทั้ง 2 คน แต่ตัวเองไม่เดือดร้อนว่าจะได้รับเงินเดือนเมื่อไร เพราะตอนนี้ยังใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่และไม่มีภาระที่ต้องผ่อนบ้านหรือผ่อนรถ เงินรายได้ที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็มาจากทีมชาติไทย ตอนนี้ตัวเองคิดเพียงว่าจะพยายามทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงด้วยการเป็นนักฟุตบอลอาชีพลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอังกฤษเท่านั้น

ด้านนางไพรี สุขะ มารดาของสุรีย์ กล่าวยอมรับว่า ชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสุรีย์ เนื่องจากทำงานเป็นลูกจ้างในร้านเบเกอร์รี่มีรายได้ต่อเดือนเพียงแค่ 8,000 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบแน่ๆ คือ ผ่อนบ้านเดือนละ 5,000 บาท ผ่อนรถอีกเดือนละ 1 หมื่นบาท

"ตอนแรกที่รู้ว่าลูกยังไม่ได้รับเงินเดือนก็คิดมากนอนไม่ค่อยหลับ ว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายภายในบ้าน ไม่อยากไปกู้หนี้ยืมสินเขา แต่สุรีย์เขาก็ไม่อยากให้แม่ลำบาก เขารับผิดชอบส่งให้แม่ใช้ทุกเดือน เดือนละ 1 หมื่นบาท โดยเฉพาะก่อนสุรีย์บินไปอังกฤษยังส่งเงินมาให้แม่ตั้ง 1.5 หมื่นบาทไม่รู้เขาเอาเงินมาจากไหน แต่เชื่อว่าน่าจะไปหยิบยืมผู้ใหญ่ที่เขานับถือมาก่อน นี่ถ้าไม่ได้เงินจากลูก ชีวิตครอบครัวเราคงจะลำบากกว่านี้แน่"

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว ปราการหลังทีมชาติไทยนั้น ก่อนหน้าที่จะขึ้นเครื่องบินไปประเทศอังกฤษ ได้ติดต่อขอยืมเงินผู้ใหญ่ที่นับถือไว้เป็นจำนวน 5 หมื่นบาท เพื่อจะนำเงินส่งให้ครอบครัวใช้จ่ายเป็นเงิน 2.5 หมื่นบาทภายในสิ้นเดือนนี้ ที่เหลือคาดว่าจะเอาไว้ใช้จ่ายส่วนตัว

อนึ่ง ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อไปยังครอบครัวของ 2 นักเตะที่เหลือทั้งเกียรติประวุฒิและธีรศิลป์ แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

หมายเหตุ: รวบรวมข้อมูลโดยคุณ aggiedon เว็บบอร์ดพันทิป ห้องราชดำเนิน

16 มกราคม 2551

บทความ: ทักษิณ กับ เทพชัย หย่อง กรณีขายหุ้น และ ผลประโยชน์ทับซ้อน

โดย บก.ลายจุด
ที่มา เว็บบอร์ดกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
16 มกราคม 2550

ไม่น่าเชื่อว่า การได้มาซึ่งทีวีสาธารณะแห่งแรกของไทย จะเต็มไปด้วยเสี่ยงกรนด่า เสียดสีขนาดนี้ แทนที่จะได้รับดอกไม้ และ เสียงปรบมือ เรื่องนี้ผู้เกี่ยวข้องพึงพิจารณาและมองอย่างมีนัยะสำคัญ

ทันทีที่ อดีตผู้บริหารเครือ The Nation และ นายกสมาคมผุ้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เทพชัย หย่อง ปรากฎตัวเป็น 1 ใน 5 กรรมการบริหาร(ชั่วคราว) ของสถานีแห่งใหม่นี้ ซึ่งได้มาจากการปิด ITV หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปล้นเขามา"

จินตนาการของผู้คน และเสียงด่าทอ ก็ดังกระหึ่ม ใครเป็นแฟนห้องราชดำเนินในเวบไซด์ดัง Pantip.com คงจะได้เห็นปรากฎการณ์ที่กระทู้ขึ้นอย่างรวดเร็ว และแทบจะเป็นเกือบทั้งหมดที่เกี่ยวกับ ITV แล้วคำถามที่เป็นเหล็กแหลมทิ่มแทงให้กับ ผอ ทีวีสาธารณะ คนใหม่ คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน

เป็นที่เห็น ๆ กันอยู่ว่าเทพชัย หย่อง มีความผูกพันกับ ITV มาครั้งตั้งแต่เริ่ม ITV ใหม่ ๆ เป็นคนที่บุกเบิกและวางรากฐานของสถานีข่าวแห่งนี้ จนเป็นที่ยอมรับ ก่อนถูกเขี่ยออกจาก ITV ทั้งยวงในเครือของ The Nation หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็น ชินคอร์ป

Nation เป็นสำนักข่าวที่เคยได้ชื่อว่ามีคุณภาพ และ รักษาความเป็นอิสระได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อตนเองถูกการเมืองเล่นงาน Nation ก็สวมวิญญาณนักมวยฟัดกับฝ่ายการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย ใช้เครือข่ายและสถานะภาพของตนเองในฐานะสื่อ ทิ่มแทง ทรท อย่างเปิดเผย ประกาศศึกกันผ่านหน้าจออย่างชัดแจ้ง ไม่ว่ารัฐบาล ทรท จะทำอะไร บรรดาผู้ประกาศข่าวก็เลยอัด เสียดสี ดีสเครดิตตลอด ช่างไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ค้านมันซะทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ

หลังรัฐประหาร 19 กย บริษัทสื่อที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ The Nation เพราะนอกจากจะมีเพื่อนที่ของตนเองในทีวีเกือบทุกช่อง เล่นบทอัดอำนาจเก่า เชียร์อำนาจใหม่ อย่างไร้ซึ่งจรรยาบรรณของสื่อมวลชน แทบจะไม่เหลือคราบความเป็นคนข่าวมืออาชีพอย่างในอดีต และ ที่ประกาศปาว ๆอยู่ทุกวันนี้ แถมยังได้ส่งเทพชัย หย่อง เข้าไปนั่งเป็น ผอ ทีวีสาธารณะ

ทันที่ที่ ครม มีมติออกมา เทพชัย หย่องก็ประกาศขายหุ้นที่มีอยู่ 1 แสนหุ้นของ the nation เพื่อมิให้เกิดข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ใครจะเชื่อเล่าว่า การเข้ามาของเทพชัย จะเป็นกลางและมีความอิสระ มันต่างอะไรกับกรณี ทักษิณ โอนหุ้นให้ลูกชาย แล้วบอกว่า ตัวเองไม่ได้ถือหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเรื่องนี้ คนของ Nation และ เทพชัย พูดไม่รู้กี่ครั้งว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน"

ดังกรณีที่เทพชัย ถามนายสมัคร สุนทรเวช ว่า การที่คุณหญิงอ้อ ซึ่งเป็นเมียนายกฯ ไปประมูลแย่งซื้อที่ดินรัชดาแข่งกับชาวบ้านมันเหมาะสมหรือไม่ ทำนองว่านี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ผมต้องขอถามคุณเทพชัย หย่อง ว่า การที่คุณไปทำงานที่ ทีวีสาธารณะ มันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ การอ้างว่าไม่ได้ถือหุ้นใน The Nation มันเพียงพอแล้วหรือ ?

แล้วเมื่อกระแส แบ่งเค๊ก ดังกระหึ่ม The Nation ก็ประกาศ ไม่เสนอรายการในช่องทีวีแห่งใหม่นี้ เพื่อมิให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ซึ่งผมจะคอยดูว่า The Nation จะยืนยันเรื่องนี้ได้นานเพียงใด และ จะมีคนของ Nation ลาออกไปทำงานในสถานีนี้อีกกี่คน โดยเฉพาะพวกหน้าคุ้น ๆ ที่ไปจองพื้นที่หน้าจออยู่ในทีวีช่องต่าง ๆ ในขณะนี้

นอกจากนั้น ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่อยากฟังความอธิบายเรื่องการเสียภาษีหุ้นของคุณเทพชัย หย่อง ว่า จะมีการเสียภาษี หลังจากได้กำไรจากการขายหุ้นครั้งนี้หรือไม่อย่างไร และ จะอธิบายเรื่องนี้ เปรียบเทียบกับกรณีขายหุ้นชินคอร์ปของตระกุลชินวัตร อย่างไร

ประเด็นสุดท้าย เรื่องความเป็นกลางทางการเมือง
จะเอากันยังไง หาก เทพชัย ไม่คงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เหมือนอย่างที่ The Nation โครตจะไม่เป็นกลาง หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เอียงกันจนชาวบ้านชาวเมืองด่ากันทั่วบ้านทั่วเมือง เหมือนว่าคนดูทีวีปัญญาอ่อน ตัวสำนักข่าว จะเหมือนช่อง 11/2 หรือ Nation/2

คือถ้าทำได้เท่านี้ ก็รีบทบทวนตนเอง และ ออกไปให้พ้นจากพื้นที่สื่อสาธารณะ กลับไปนอนกอด The Nation ของคุณให้เป็นที่ยอมรับอีกครั้งดีกว่า

โครตเซ็ง

คนราชดำเนินด่าสื่อ "สุนัขเฝ้าบ้านวันนี้ มันกลายเป็นขโมยเสียเองแล้ว"

16 มกราคม 2551

คุณ X-CU จากเว็บไซต์พันทิป สับแหลก ความฉ้อฉลของคนในวงการสื่อสารมวลชนในบ้านเมือง โดยอธิบายถึงเส้นสนกลใน ที่บรรดา มาเฟียสื่อ ชงเอง กินเอง ปู้ยี่ปู้ยำไอทีวี

"แถลงกงแถลงการณ์อะไร อดีตนายกสมาคมนี้ สมชาย แสวงการ ลาออกไปเป็นสมาชิก สนช. พอเข้า สนช. ก็ยื่นร่างกฎหมายตั้งทีวีสาธารณะเอา ITV ไปทำ

คนที่ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาอยู่ด้วย ก็คือเถกิง นายยกคนปัจจุบัน

พอจัดตั้งเสร็จ อดีตนายกอีกคน เทพชัยหย่องปัจจุบันที่ปรึกษาก็เข้าเสวยตำแหน่งผ.อ.

แล้วสมาคมของพวกคุณ ก็ออกมาแถลงการณ์สนับสนุนกันเอง

สมาคมคุณหมดความชอบธรรมแล้วครับ เป็นสื่อเอง แต่เข้าไปออกกฎหมายเอาประโยชน์ให้พวกตัวเอง แล้วก็ยังมีหน้ามาประกาศเห็นชอบสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง

สุนัขเฝ้าบ้านวันนี้ มันกลายเป็นขโมยเสียเองแล้ว "

เทพชัย หย่อง ความทับซ้อนของผลประโยชน์สื่อ

โดย นายนิรนาม
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
16 มกราคม 2551

เทพชัย หย่อง เป็น พี่น้องแท้ ๆ ของสุทธิชัย หยุ่น

แต่ ด้วยความผิดพลาดในช่วงการโอนสัญชาติ ทำให้ การสะกดผิดพลาดไป ....

สุทธิชัย หยุ่น และ เทพชัย หย่อง ร่วมกันทำสื่อ ในเครือเนชั่นอยู่ระยะหนึ่ง ครั้น ปี 2539 การเกิดขึ้นของ iTV เครือเนชั่น เสนอผลตอบแทนที่เกินจริง ทำให้ได้สัมปทานมาทำสถานี ร่วมกับ ธนาคารไทยพานิชย์

แต่ ทำได้ แค่ 4 ปี ก็ ประสบกับการขาดทุน แบบไม่มีกำไร ต่อเนื่อง เนชั่น ขายหุ้นให้ ไทยพานิชย์ และ ไทยพานิชย? ก็ ขายต่อให้เครือชิน เข้ามาบริหารในช่วงปี 2543

แต่ก่อนหน้านั่น เครือเนชั่น ทำหนี้สะสมไว้ นับแสนล้านบาท พร้อมหมกเม็ด การแก้ไขสัญญาไว้ด้วย ต่อมา มีการ ปรับผัง ของ ไอทีวี เรื่องถึงได้ บานปลายมาอย่างที่เห็น

เทพชัย หย่อง ไม่ใช่แค่ลูกจ้างของเครือเนชั่น การลาออกไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ที่เทพชัยจะให้กับสังคมไทย

เพราะผลประโยชน์ที่เครือเนชั่น ทำงานสื่อ และ ทีวีสาธารณะ ก็ คือสื่อ

ผลประโยชน์มากมายมหาศาลที่จะลงมาที่ สถานีแห่งนี้ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งหา แอดโฆษณา ทำให้ เครือเนชั่น น้ำลายสอ

ส่งเทพชัย หย่อง เข้าร่วมก๊วน กับ คปส. ที่มี น้องอภิญญา กลางณรงค์ เป็นเลขาธิการ แบบแนบเนียน เพื่อสร้างความชอบธรรมในภาคสังคม

คนทำงานภาคสังคม ก็ ตกหลุมพราง ของ พี่น้องเนชั่น จนได้ ??

ทางออกที่ดีที่สุด คือ คณะกรรมการ ทั้ง 5 ชีวิต ใครก็ตาม มีผลประโยชน์ทับซ้อน กับธุรกิจสื่อ ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข จาก คณะกรรมการชุดนี้ ทันที

จะยอมให้ผู้บริหารสื่อฯลำเอียง มาบริหารทีวีที่มาจากภาษีประชาชนหรือ ?

โดย คุณ NoCoupPlease
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
16 มกราคม 2551

หลายครั้งหลายหนที่สื่อฯในเครือเดอะเนชั่น ได้บิดเบือนการเสนอข่าวผิดไปจากข้อเท็จจริง แต่มักอ้างว่าเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค หรือของพนักงาน

ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อรูปเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ หรือเสนอข่าวการพูดจาบจ้วงหมิ่นสถาบันฯ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ช่วงชุมนุมขับไล่อดีตนายกฯทักษิณของกลุ่มพันธมิตรฯ

บัดนี้ผู้บริหารสื่อฯดังกล่าว ได้มานั่งบริหารทีวีสาธาณะที่มาจากภาษีประชาชน พฤติกรรมผลประโยชน์ต่างตอบแทนของสื่อฯ สำนักนี้ กับพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปของผู้ที่ติดตามการเมือง

ในช่วงที่พรรคการเมืองพรรคนี้ได้เป็นรัฐบาล สื่อฯสำนักนี้ ก็จะได้ airtime จากสื่อฯวิทยุ ทีวี ภายใต้การกำกับของรัฐฯ มากขึ้นอย่างผิดสังเกต แม้กระทั่งความพยายามแก้ระเบียบเพื่อให้จ่ายค่าสัมปทานให้รัฐฯ น้อยลงในช่วงที่สื่อฯสำนักนี้บริหาร ITV การแก้กฎหมายเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของผู้ถือหุ้น ITV โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 10 % เพื่อป้องกันการผูกขาด เป็น 30 % เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นความพยายามอุ้มสื่อฯสำนักนี้ ให้สามารถบริหาร ITV ต่อไปได้ในสมัยรัฐบาลชวน 2 ทั้ง ๆ ที่บริหารงานล้มเหลวไม่เป็นท่า ทำท่าจะไปไม่รอดในช่วงนั้น

การลาออกของผู้บริหารสื่อฯ สำนักนี้ เพื่อมาบริหารทีวีสาธารณะ ก็คงเป็นแค่การแต่งหน้าเค้ก เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย และคำวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม แต่ความสัมพันธ์กับบริษัทต้นสังกัดยังคงเดิม ไม่ต่างกับกรณีซุกหุ้นที่สื่อฯ สำนักนี้ ขยันวิจารณ์อริทางการเมืองมาก่อนเท่าใดนัก

เราจะยอมให้ผู้บริหารสื่อฯ ที่มีพฤติกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริง และบริหารงานล้มเหลว จนต้องประกาศขายทรัพย์สินในกิจการของตนเอง กลับมาบริหารสื่อสาธารณะที่มาจากภาษีของประชาชนหรือ ?

บทความ: อาจมที่เปรอะหน้าสื่อมวลชนไทย

โดย X-CU
ที่มา พันทิป
16 มกราคม 2551

การเข้าไปรับลาภผลของคนทำสื่อจากเผด็จการในวันนี้ ทำให้ผมมองสื่อมวลชนไทยเหมือนนักเลงขู่กรรโชก

อาชีพสื่อมวลชน เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติ เป็นอาชีพที่รัฐธรรมนูญรับประกันความเป็นอิสระที่จะไม่ถูกใครบีบบังคับกดดัน ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตย หวังว่าสื่อจะทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน

แต่วันนี้ หลังจากที่คุณเทพชัย เข้าไปรับตำแหน่งผ.อ.ทีวีสาธารณะ มันทำให้ผมมองสื่อท่านนี้และพวกในอีกมุมหนึ่ง

แต่เดิมผมเคยคิดว่า สื่อมวลชน ควรแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ พวกเขาควรทำหน้าที่ชี้แนะี่โดยไม่หวังหรือเรียกรับลาภผลส่วนเกินจากการออกความเห็นเหมือนคนเป็นหมอ เป็นผู้สอบบัญชี หรือเป็นวิศวกร พวกเขาควรจะให้ความเห็นตามจรรยาวิชาชีพ และไม่ควรจะแบมือรับผลตอบแทนจากความเห็น นอกเหนือจากการทำหน้าที่

ผมผิดหวัง เมื่อครั้งคุณพงษ์ศักดิ์เข้ารับตำแหน่ง ผ.อ. อสมท. จากการแต่งตั้งของเผด็จการ เพราะตลอดเวลา มติชนร่วมกับสื่อต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบของรัฐบาลทักษิณ พอทักษิณถูกยึดอำนาจ คุณพงษ์ศักดิ์ ก็ไปรับผลประโยชน์เป็นตำแหน่งและเงินตอบแทนจากเผด็จการคนยึดอำนาจ มันทำให้ผมสงสัยในความบริสุทธิ์ใจ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ... คุณพงษ์ศักดิ์ โจมตีคุณทักษิณก็เพราะหวังลาภหวังยศ

ไม่ใช่เพียงกรณีของคุณพงษ์ศักดิ์เท่านั้น ผมเห็นอย่างเดียวกันเมื่อคุณสมชาย แสวงการแห่ง INN ไปรับตำแหน่งที่ สนช. ผมเห็นอย่าเดียวกันในกรณีคุญ บัญญัติ ทัศนียเวศ คุณสำราญ รอดเพ็ชร คุณคำนูญ สิทธิสมาน ฯลฯ

ผมมองว่านั่นเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์ขึ้นแล้ว ความเห็นที่เกิดขึ้น น่าจะไม่ได้เกิดเพราะความบริสุทธิ์ใจ ...แต่เกิดเพราะสื่อเล็งที่ประโยชน์ที่ตนจะได้รับ ... ไม่ได้แตกต่างจากการขู่กรรโชกทรัพย์ของนักเลงทุจริตเลย

คุณเทพชัย เป็นสื่อที่สนับสนุนการจัดตั้งสื่อสาธารณะ เคยกล่าวถึงข้อดีเด่นของสื่อสาธารณะนี้มาหลายครั้งหลายหน ผมก็เพิ่งจะถึงบางอ้อวันนี้เอง ... ว่าตลอดเวลาที่คุณเทพชัยเชียร์เรื่องสื่อสาธารณะนี่ เป็นเพราะคุณเทพชัยแอบหวังมาตลอด ว่าจะเข้ามาเสวยตำแหน่งและโภคผลที่นี่

ไม่อายหรือครับ ที่ในอดีตเคยพร่ำว่าคนอื่นเขาว่ามี Conflict of Interest

โอ... วงการสื่อไทยในวันนี้ ไม่มีใครมีีความอายในการใช้สถานะสื่อของตัวเพื่อทะยานไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมือง

ไม่มีใครมียางอายกันบ้างเลยหรือ?

15 มกราคม 2551

การ์ตูนโดยนิโคจัง "ชัยชนะของสื่อไทย"

คนดูแจ้ง กนก-ธีระ หัวเราะเยาะหลวงพ่อคูณป่วย

15 มกราคม 2550

คุณรื่นฤดี จากเว็บบอร์ดราชดำเนิน พันทิป แจ้งว่า นายกนก และนายธีระ ผู้ประกาศข่าว ได้เอากรณีหลวงพ่อคุณเข้าโรงบาลไปหัวเราะเยาะเย้ยอย่างสนุกสนานในรายการ โดยหาว่าคุณสมัคร และคุณเฉลิม ทำให้ป่วย

"มันบอกว่าแต่ก่อนหลวงพ่ออยู่ดีๆ แต่พอคุณสมัคร กะ คุณเฉลิมไปกราบ ก็ล้มป่วย จนเข้าโรงพบาบาล มันบอกทำนองว่า 2 คนนี้เป็นตัวซวย หัวเราะเยาะเย้ยอย่างสนุกสนานในรายการ มันทุเรศสุดบรรยาย" คุณรื่นฤดีกล่าว

สื่อ หรือ โจร ! รุมทึ้ง รุมขย้ำ หากินกับทีไอทีวี

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
15 มกราคม 2551

ปรากฏการณ์ทีวีสาธารณะที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ ดูแล้วน่าสะอิดสะเอียนไม่ใช่น้อยสำหรับคนที่พบเห็น

เนื่องเพราะมีการรุมทึ้งสมบัติของประชาชนชิ้นนี้อย่างย่ามใจ

ทีไอทีวี ซึ่งเดิมคือ ไอทีวี เกิดขึ้นมาจาก เลือดเนื้อของประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย ในปี 2535 จึงได้สถานีของประชาชนแห่งนี้ขึ้นมา

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

เหตุการณ์ที่มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จนทำให้ประเทศชาติเกิดความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย และห้ำหั่นกันเอง จนเกิดการนองเลือดขึ้นกลางถนนราชดำเนิน และโรงแรมรัตนโกสินทร์

แต่เพราะพรรคการเมืองใด ถ้าไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ ยุคของคุณหญิงสุพัตรา มาศดิษฐ์ ที่มีนายหัวชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประมูล และแก้ไขสัญญาสัมปทานนี้จน เละเทะ เปิดทางให้ปู้ยี่ปู้ยำทีวีของประชาชน กันหน้าด้าน ๆ

โดยเฉพาะสื่อยักษ์ใหญ่ จากค่ายดังทั้งหลาย ไอ้หัวล้าน ไอ้หัวแตงโม ล้วนแต่จ้องฮุบสัมปทานนี้กันอย่าง หน้าด้านหน้าทน

เพราะคิดว่ามันจะหารายได้ซึ่งเป็นโฆษณาอย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ได้แยแสว่าประชาชนเขาต้องการข่าวสาร หรือต้องการอะไรกับทีวีของประชาชนแห่งนี้ เขาต้องการข่าวสาร เขาต้องการหนังน้ำเน่า เขาต้องการเกมโชว์ ใช่หรือไม่ อย่างไร

วันนี้สื่อยักษ์ใหญ่หลายค่าย ต่างเข้ามาหั่นชิ้นเนื้อเข้าปากกันสด ๆ เหมือน กระสือ กระหัง หรือ ผีเปรต ที่ กินตับไตไส้พุง ของทีไอทีวี

ไม่รู้เป็นบำเหน็จรางวัลอะไร ดูรายชื่อแล้วบอกตามตรงว่าขวัญผวา เพราะแต่ละคนล้วนมีดีกรีน่าชื่นชมกันทั้งนั้น

บางคนเป็นคนอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง เรียกทหารมาปฏิวัติ ทำลายระบอบประชาธิปไตย

บางคนเป็นพวกที่สนับสนุนการรัฐประหาร จนไม่รู้ว่าภายในสายเลือด มีที่วางสำหรับอุดมการณ์ประชาธิปไตยในสายเลือดมากน้อยขนาดไหน

บางคนเป็นผลผลิตของคณะปฏิวัติรัฐประหาร เอาความเป็นองค์กรสื่อไปทำงานรับใช้ โจรปล้นประชาธิปไตย

การมีแนวคิดเรื่องทีวีสาธารณะเป็นเรื่องที่ดี

เพราะทีวีควรจะเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

แน่จริงให้ประชาชนโหวตกันไหม ทำประชามติ ทำประชาพิจารณ์กันก็ได้ ว่าไอ้ที่ทำกันอยู่นี่นะมันคือการทำทีวีของประชาชน ให้ถูกใจประชาชนแล้ว

คนเขาเห็น ชื่อเสียง เห็น หน้าค่าตา แล้วบอกได้เลยว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เอาแน่ ๆ

อย่างน้อย 16-17 ล้านเสียงของประเทศ ที่ตัดสินให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งนั่นแหละ ที่จะไม่เอาด้วย เพราะเขาเห็นบทบาทธาตุแท้ของคนที่อ้างตัวว่าเป็นสื่อสารมวลชน แต่มีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการ

ไม่รู้ว่าคนที่คิดผังรายการ คนที่ควบคุมกรณีทีไอทีวีนี่คือใคร

แต่หากเอาทีวีประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำแบบนี้ ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้ใกล้จะหมดอำนาจ ข้าราชการยังจะสนองตอบคณะปฏิวัติรัฐประหาร ในลักษณะที่ท้าทายประชาชนแบบนี้

เรื่องนี้ใครจะบอกว่า ไม่เช็กบิล เลิกแล้วต่อกัน

กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ขอ ตั้งสัตย์ ว่าจะนำเรื่องเหล่านี้มาตีแผ่อย่างถึงกึ๋น และ ต้องมีคนรับผิดชอบ ตั้งแต่หัวขบวนลงมา เพราะเท่าที่รู้ มันมีลับลมคมในพอสมควร

ข้าราชการระดับอธิบดี กินเงินเดือนภาษีอากรของประชาชน ท่านรู้ดีว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมันเกิดขึ้นมาได้เพราะอะไร มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างไร หน่วยงานของท่านเกี่ยวข้องเต็มเปา แต่สังคมไทยชอบให้อภัย และไม่ชอบแก้ไขความผิดที่เคยทำเอาไว้

ทำกันแบบนี้มันย่ามใจกันเกินเหตุ

เห็นขุมทรัพย์ ขุมทองคำ เลยจะเข้ามากอบโกยกัน คนใช้ที่เจ้าของบ้านจ้างเอาไว้ ไม่ยอมดูแล ปล่อยให้โจร ให้ผีห่าซาตาน เข้ามาปล้นกันแบบนี้ มันก็ต้องลงโทษคนใช้ก่อน แล้วไปตามล่าโจร

งานนี้ ใครจะสมานฉันท์ก็สมานฉันท์ไป แต่ที่นี่...รับไม่ได้ จะอ้วกแตก!!! กับ สื่อที่มัวเมาในอำนาจ และ จ้องหากินเป็นล่ำเป็นสัน กันในขณะนี้ ไม่กี่ค่าย ไม่กี่ก๊ก ไม่กี่เหล่า

เห็นหรือยังว่าเขาร่วมมือกันขับ ไล่รัฐบาลทักษิณ แล้วใช้องค์กรวิชาชีพไปนั่ง แสวงหาตำแหน่งใหญ่โต กินเงินเดือนมากกว่าเดิมหลายเท่า จากนั้นจึง มาหาเวลาในวิทยุ ทีวี ของรัฐ เสพสุขกับ ค่าโฆษณา เป็นล่ำเป็นสัน และจะ ต่อท่ออำนาจ ใน หน้าปัด และ คลื่นความถี่ เอาไว้อีก

ใครว่าไม่มีต่อท่ออำนาจ นี่ไง ทีไอทีวี คือตัวอย่างแห่ง การต่อท่ออำนาจเอาไว้ล่วงหน้า เป็น กระบอกเสียงอำลาอาลัย และที่สำคัญ เอาไว้ใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับรัฐบาลใหม่ จะให้โฆษณาหรือไม่ ไม่ให้ฉันก็โดน...ด่า ด่า ด่า

วันนี้พวกที่อ้างตนเป็นองค์กรสื่อและสื่อสารมวลชน

หยุดรุมทึ้ง หยุดรุมขย้ำ หากินกับทีวีประชาชนเสียทีเถอะ