30 เมษายน 2551

สื่อมั่วจะรับผิดชอบอย่างไรกรณีไม่พบหลักฐานซื้อ “ประธานวุฒิสภา”

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา พันทิป
30 เมษายน 2551

พบเป็นแค่ข่าวกรอบเล็กๆ สำหรับกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนเรื่องข่าวให้ค่าตอบแทนในการเลือกประธานวุฒิสภาสรุปว่า “ไม่พบหลักฐานการซื้อประธานวุฒิสภาตามที่ปรากฎเป็นข่าว” โดยคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนบท้ายในผลการพิจารณาสอบสวนด้วยว่า
“เสนอให้องค์กรด้านสื่อมวลชนมีการพิจารณากำหนดมาตรการเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของสื่อมวลชนที่จะไม่นำเสนอข่าวที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบต่อสาธารณชน ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับองค์กรนั้นๆ รวมทั้งการเสนอข่าวในทางที่เป็นผลเสียหายแก่สถาบันวุฒิสภาโดยรวม ส.ว. ซึ่งเป็นผู้เสนอข่าวต่อสื่อมวลชนต้องมีหลักฐานชัดเจนและต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเสนอข่าวนั้น”

รู้สึกอย่างไรกันบ้างพี่น้อง! จขกท. ได้เคยตั้งข้อสังเกตและนำเสนอในประเด็นข่าวการซื้อประธานวุฒิสภาว่าในเรื่องนี้อาจเป็นเพียงเกมส์สกปรกของบางฝ่ายมาใช้ทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อื่นเพื่อให้ผลการเลือกประธานวุฒิฯ เป็นไปในทางที่พวกพ้องของตนต้องการเท่านั้นหรือไม่? ซึ่งหากเป็นแค่เกมส์ย่อมแสดงว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้เลวร้ายมากเพราะไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อภาพพจน์ของสภาสูงเลยแม้แต่น้อย

คงปฎิเสธไม่ได้ว่าการที่เกมส์โสมมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จก็เพราะ “สื่อมวลชน”เป็นผู้โหมกระพือข่าวเพื่อปลุกกระแสในเรื่องนี้ ซึ่งแม้แต่ จขกท. เองในตอนแรกๆ เมื่อได้อ่านและฟังข่าวว่ามีการแจกรถเบ็นซ์บ้าง มีการให้เงินก้อนหรือเงินเดือนบ้างยังเริ่มหลงเชื่อว่าข่าวนี่ป็นเรื่องจริง

สื่อมวลชนซึ่งควรเป็นสถาบันที่ใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้กลับกลายเป็นเพียงแหล่งของการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือนำเสนอข่าวจนเกินเลยเพื่อหวังให้ข่าวดูน่าสนใจจะได้ขายข่าวได้เท่านั้น

ที่ผ่านมาสื่อมวลชนได้แต่เรียกร้องเสรีภาพโดยอ้างเสรีภาพของประชาชนมาบังหน้า ทั้งที่องค์กรสื่อไม่เคยคำนึงถึงสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพียงเพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจหรือหวังชี้นำสังคมไปตามความต้องการของสื่อเอง

หากจะมีการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของสื่อมวลชนที่จะไม่นำเสนอข่าวที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบซึ่งสร้างความเสียหายให้กับองค์กรนั้นๆ ตามที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอคงจะไม่เพียงพอ เพราะอันที่จริงข้อบังคับทางจริยธรรมทางวิชาชีพของสื่อมวลชนก็มีอยู่แล้วโดยสื่อมวลชนได้อ้างกับสังคมว่าจะตรวจสอบมาตรฐานเพื่อควบคุมกันเอง แล้วที่ผ่านมาผลเป็นอย่างไร? สื่อมวลชนได้สร้างความเสียหายให้แก่บุคคลและองค์กรต่างๆ ไปเท่าไรแล้วเคยแสดงความรับผิดชอบหรือไม่?

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายกับสื่อมั่วเพื่อให้รู้จักความรับผิดชอบ !!!

บทความ: เต้าข่าวลบหลู่สถาบัน

โดย คุณพร ภัทร
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
30 เมษายน 2551

แทนที่จะหยุดยั้ง ... แทนที่จะเตือนสติ อย่าให้คนกลุ่มใด “ดึงฟ้าต่ำ”

แต่กลับรับลูก ป้ายสีให้ดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นไปอีก หวังปลุกกระแสมวลชน ให้ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพาไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล

ที่ต้องออกมากล่าวเช่นนี้อีก เพราะรู้ว่าสังคมไทยถ้วนทั่ว คงมิมีใครกล้าบังอาจกระทำเยี่ยงที่กำลังถูกป้ายสี

แต่ก็ยังมีสื่อชั่วบางฉบับ .... บางค่าย .... บางคน ยังไม่ยอมหยุดยั้ง โหมกระพือให้กลายเป็นเพลิงเผาไหม้สังคมไทยขึ้นมาอีก

การกระทำเยี่ยงนี้ของสื่อ และกลุ่มก๊กการเมืองนอกระบบ จึงสมควรที่สังคมไทย จะต้องออกมาประณามให้เห็นดำเห็นแดงกันเสียทีว่า “ใครกันแน่ที่บังอาจลบหลู่สถาบัน”

เพราะหากปล่อยให้กลุ่มคนพวกนี้แอบอ้าง ป้ายสีคนอื่นอยู่ร่ำไป ผลเสียจะตกอยู่กับสังคมไทยอย่างไม่ควรจะเป็น จากฝีมือของ กลุ่มคนเลี้ยงแกะ

และก็กำลังเห็นเค้าลาง เชื่อมต่อป้ายสีเรื่องเลวร้ายแบบนี้ มาให้กลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช.ที่กำลังเดินหน้าผนึกประชาชนทั่วประเทศ ให้ลุกขึ้นร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญโจร

หนึ่ง .... เชื่อมต่อ นายชาญวิทย์ จริยานุกูล จากกรณีแจกใบปลิวที่ท่าน้ำนนท์ เป็นคนของ นปช.

สอง .... เชื่อมต่อนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง จากกรณีไม่ยืนตรงขณะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ เป็นสมาชิกของ นปช.

สาม .... เชื่อมต่อกลุ่มคนที่ออกไปชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาฯที่พำนักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นคนของ นปช.

ทั้งหมดเพื่อให้สอดรับกับแก๊งพันธมิตรฯ ที่ปูดเรื่องนี้ขึ้นมาบิดเบือนเจตนาที่แท้จริง ของกลุ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างบันไดมาให้แล้วขั้นหนึ่ง ใบปลิวโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

และทั้งหมดก็เป็นเรื่อง จับแพะชนแกะ ของสื่อชั่วทั้งสิ้น ....!!!

จับแพะชนแกะ มาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งเวที แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ยังยืนหยัดต่อสู้กับ เผด็จการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ที่ท้องสนามหลวง

เสนอข่าวทั้งที่ไม่มีผู้สื่อข่าวอยู่ในสนาม เสนอข่าวผิดๆ ถูกๆ จากรายงานภาคสนาม ที่ทำกันอย่างฉาบฉวย

เพราะหนึ่ง หากผู้สื่อข่าวติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิดแล้วจะรู้ว่า แม้ชายที่ชื่อ ชาญวิทย์ จะเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านเผด็จการ คมช.ที่ท้องสนามหลวง ที่อาจเคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ้าง

แต่ ชาญวิทย์ ก็เป็นเพียงคนไทยคนหนึ่งที่มาร่วมชุมนุมด้วยเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของแกนนำ นปก.และ นปช.ในเวลาต่อมา แม้แต่น้อย

เพราะ คนที่ชื่อ ชาญวิทย์ ก็ไม่เคยโผล่หน้าค่าตาให้เห็นสักครั้ง ในการประชุมแกนนำ หรือแม้แต่ ชาญวิทย์ เองจะดำเนินการอย่างใด ก็ไม่เคยเห็นเข้ามาปรึกษา นปช.อีกด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่อง โชติศักดิ์ ก็เป็นการเต้าข่าวอย่างฉาบฉวย เพียงเพราะเคยเห็นภาพ โชติศักดิ์ เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่ม 19 กันยาต่อต้านรัฐประหาร ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คมช.

แต่ความจริงแล้ว หากติดตามทำข่าวอย่างจริงจังแล้ว จะต้องทราบว่า กลุ่ม 19 กันยาฯ แม้จะเป็นกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คมช.กลุ่มแรก

แต่ภายหลังแกนนำหลายคน มีแนวคิดเห็นไม่สอดคล้องกันจึงแยกกันออกมา ซึ่ง โชติศักดิ์ ก็ไม่ได้เข้ามาร่วมทีม ทั้งเมื่อเป็น นปก.และ นปช.

จวบจน เมื่อ นปช.มีทิศทางรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นจุดร่วมหนึ่งของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในขณะนั้น โชติศักดิ์ จึงกระโจนออกมาช่วยกันรณรงค์ เหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป แต่ก็เป็นครั้งเป็นคราว จึงไม่ผิดหากจะเห็นภาพ โชติศักดิ์ ยืนคู่กับ สมบัติ บุญงามอนงค์ หนึ่งในแกนนำ นปช.ขณะนั้น

แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดร่วมต่อการรณรงค์ แดง ไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 เพียงเท่านั้น ไม่ได้เลยเถิดถึงขั้น โชติศักดิ์ ผันตัวเองเข้าไปเป็นแกนนำ นปช.

ยิ่งหนักเข้าไปอีกที่นำเสนอข่าวอย่างไร้ข้อมูล เมื่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ออกไปแสดงบทบาทที่หน้าบ้านสี่เสาฯ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า เหมาเป็นกลุ่มเสื้อแดง พลเมืองภิวัฒน์ หนึ่งในแนวร่วมของ นปช.

เพราะเต้าข่าวเสียจนเคยตัว .... เพราะป้ายสีเสียจนเป็นสันดาน จึงไม่รู้ว่าใครคือแกนนำตัวจริงของกลุ่ม

เพราะพลันที่เพียงเห็นคนไปชุมนุมเท่านั้น ก็แปะข่าวเหมาเอาเสียดื้อๆ หยิบโยงเพื่อให้สอดรับกัน ตามแผนอุบาทว์ที่วางไว้....!!!

ที่เล่าให้ฟังก็ไม่ใช่เพราะผมเป็นแกนนำ นปช. แต่เพราะผมเป็นนักข่าว ที่ติดตามสถานการณ์การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเอง

ต่อเนื่องมาจนรู้ว่า ใครบ้างที่ใช้วิชาชีพสื่อ.... ใช้หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ .... ใช้คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ที่เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ มากระทำความชั่วร้ายให้กับสังคมไทย

29 เมษายน 2551

***เมื่อสื่อ..อย่าง มติชน และ เนชั่น อยากหาเรื่องทักษิณ..เพื่อกระทบกับกลุ่มคาราวานคนจน***

โดย คุณขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
29 เมษายน 2551

ผมสังเกตสื่อสองค่ายนี้มานานครับ ไม่ใช่เพิ่งมาสังเกต

เอากลุ่มเนชั่นก่อน กลุ่มเนชั่น ต้องพูดกันตรง ๆ เลย ว่า เมื่อก่อนเนชั่น มีคนเข้ามาในเว็บบอร์ดนี้เยอะ และเกลียดทักษิณ

เมื่อยุคที่โดนรัฐบาลทักษิณ โดน ปปง.ตรวจสอบ ข้อหาว่าเป็นอั้งยี่ เลยแค้นทักษิณตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา(ความจริง อาจจะมีแค้นที่สอง ก็คือ แค้นที่ตัวเอง บริหารไอทีวีไม่สำเร็จ จน ธ.ไทยพาณิชย์ต้องขายหุ้นให้กับกลุ่มชิน)

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมสังเกตเห็นว่า คนของเนชั่นพยายามจะ "หาเรื่อง" ทักษิณมาตลอด ใครก็ตามที่ชอบทักษิณ จะโดนหาเรื่องด้วย

ไม่รวมการนำเสนอข่าวต่าง ๆ โดยสื่อต่าง ๆ ในเครือ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพธุรกิจ เนชั่นนิวส์ คม ชัด ลึก ฯลฯ อะไรที่เล่นทักษิณได้ เขาจะเล่น

ในราชดำเนินนี้ก็เหมือนกัน คนของเนชั่น ซึ่งหลายคนเป็นอมยิ้มเก่า ๆ ได้จากหายไป เมื่อโดนคนในราชดำเนินเช่นกัน ตอกหน้าหงายไปหลายครั้ง

แถมยังแค้นสุด ๆ ตอนกลุ่มคาราวานคนจนไปล้อมตึกเนชั่น ผมไม่อยากจะฟื้นความอีกว่า ทำไมเขาไปล้อม แล้ววันนั้น บก.ของเนชั่น เขาบอกอะไรบ้าง เพราะเห็นรายงานข่าวกันหมดแล้ว

สื่อที่สอง คือ มติชน และกลุ่มในเครือ สังเกตเห็นหลายครั้ง ที่มติชน ซึ่งพยายามทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้ "เอ็นจีโอ"

เมื่อก่อนเห็นคอลัมนิสต์คนหนึ่ง ปัจจุบันลาออกไปแล้ว ไป ลง สมัคร ส.ส. ไม่รู้ว่าได้หรือเปล่า ผมสังเกตเห็นการพาดหัวข่าวหลายเรื่องของเครือมติชน ไม่เข้าท่าเอามาก ๆ

เช่น กรณีของข่าวสด... ผมสังเกตเห็นว่า อย่างพอทีมฟุตบอลแมนซิตี้แพ้.. เขาพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ราวกับสมน้ำหน้าทีมเสียเต็มประดา แต่พอชนะ... ไม่มีข่าวเลย

เลยพยายามนั่งคิดว่า มติชน ไปอาฆาตอะไรทักษิณ ก็เลยนึกออกว่า ไปแค้นตอนที่ อากู๋ แกรมมี่ ซื้อหุ้นในตลาดหุ้นนั่นเอง

ไปดูหน้าตาของกลุ่มที่เรียกว่า "เพื่อนมติชน" ได้ พวกนี้น่าจะเกี่ยวพันกับสายโคราช อย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่องพวกนี้ จริงเท็จอย่างไร ผมไม่บอก แต่อยากให้ลองสืบกันดู ค้นกันดู และสังเกตกันดูว่า มันจริงหรือไม่

สื่อประเภทนี้ ไร้จรรยาบรรณ อันนี้พวกเราทราบกันอยู่แล้ว

ประเด็นของกระทู้นี้ก็คือ สื่ออย่างสองค่ายนี้ ในฐานะที่ผมเป็น "ผู้ชม" ผมบอกได้ว่า เฮงซวย... ขอโทษนะครับที่ต้องพูดคำนี้ออกมา

สื่อเฮงซวยประเภทนี้ ทำอะไรก็ไม่เจริญ แถมยังจะพาประเทศชาติ เข้ารกเข้าพงไป

ถามว่าจริงมั้ย ที่บอกว่าทำอะไรไม่เจริญ คำตอบก็คือ ให้ทุกท่านไปดูที่แผงหนังสือพิมพ์ และที่ตลาดหุ้นเอาเอง

ถ้าผมมีอำนาจ... ผมจะขอเชิญชวนทุกท่าน ให้คว่ำบาตรสื่อพวกนี้เสีย ด้วยการ "งดซื้อ" สิ่งของที่พวกเขาขายให้กับพวกเราประชาชน

อย่าถามนะครับว่า ทำไมต้องคว่ำบาตร

ถ้าคนมี "จิตสำนึก" และ รู้จักคิด เขาจะรู้เองว่า ทำไม ถึงจะต่อต้านขึ้นมา บอกใบ้ไว้สักนิดว่าไม่เกี่ยวกับทักษิณ...แต่ จรรยาบรรณของพวกท่านต่างหาก ที่หาไม่เจอ

อาจจะมีคนเข้ามาตอบว่า สื่อต้องเชียร์ทักษิณ ใช่มั้ย ถึงจะเป็นสื่อดี

คำตอบก็คือ ไม่ใช่ เพราะถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณก็ยังติดหล่ม อยู่ในวังวนของความโง่เขลาเหมือนเดิม

โง่เขลาอย่างไรน่ะหรือ โง่เขลาในเรื่องที่ว่า คิดไม่เป็น ไม่มีสมองคิด ขาดวิจารณญาณ

นพวกนี้ ผมไม่ขอเสวนาด้วย เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง และเมื่อไม่เสวนาด้วย ผมก็จะเชิญชวนให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมกันคว่ำบาตรพวกคุณ เพราะขนาดพูดแบบนี้แล้ว "ยังไม่รู้ตัวอีก" ว่าเขาคว่ำบาตรตัวเองเพราะเรื่องอะไร

สื่ออย่างพวกคุณ อยู่ได้ เพราะประชาชน

ก็ลองดูมั้ยครับ ว่า ประชาชนธรรมดาอย่างผมนี่ จะ "ล้ม" สื่ออย่างพวกคุณได้หรือไม่

และไม่ต้อง ให้สมาคมสื่อ ฯ มาออกแถลงการณ์อะไรอีกนะครับ เพราะ ชาวบ้านร้านตลาด เขาสมเพชมาก

28 เมษายน 2551

ข่าวสด พาดหัวข่าว ขาดความรับผิดชอบ

โดย tigeryear
ที่มา พันทิป
28 เมษายน 2551


หัวข่าววันนี้
"สูบบุหรี่เผลอหลับ ไฟคลอกสมภารสยอง ตายคากุฏิ"

อย่าเพิ่งแย้งนะ ว่าจ้องจับผิด เพราะมันสำคัญมาก หากเราปล่อยให้สื่อ ส่งข่าวสารผิดๆออกไปได้โดยขาดความรู้ที่ถูกต้องก็จะเป็นภัยมหันต์ต่ออนาคตประเทศไทย เหมือนกับที่สื่อสารการเมืองแบบเอียงๆ หรือผิดๆออกไป จนบ้านเมืองปั่นป่วนทุกวันนี้ไง

พ ร ะ ไม่ใช่คนทั่วไปอย่างเราๆ บางคนอาจแย้งว่า ก็พระเดี๋ยวนี้ เป็นอย่างไรล่ะ คนที่นับถือศาสนาพุทธก็ต้องถามตัวเองด้วยว่า แล้วตัวเองล่ะ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีหรือเปล่า พระส่วนใหญ่ที่ดีก็มีมากมาย เพียงแต่สื่อ ไม่ค่อยนำเสนอ สื่อชอบแต่ เสนอข่าวพระปลุกเสกชื่อดังบ้าง มารในคราบพระยุ่งกับสีกาและยาเสพติดบ้าง(คนเหล่านี้ไม่ใช่พระตั้งแต่แรกแล้ว) ซึ่งคนเหล่านั้นไม่ใช่พระ แต่กลับมานำเสนอให้ศาสนาตกต่ำ นี่แหละการขาดความรับผิดชอบของสื่อ

กรณีนี้ก็เช่นกัน พระ จะตายไม่ได้ เพราะจะต้อง ม ร ณ ภ า พ เท่านั้น

น่าจะมีการสังคายนา ภาษา และจริยธรรมของสื่อบ้างนะ

27 เมษายน 2551

วิธีช่วยกันกำหราบสื่อเลว

โดย คุณ scorpion
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
27 เมษายน 2551

คนที่จะกำหราบสื่อเลวได้แน่นอน... ไม่ใช่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แต่เป็นมวลชนคนอ่าน...วิธีการตอบโต้สื่อเลวมีดังนี้ครับ

1.เงินอยู่ในกระเป๋าเรา อย่าซื้อสื่อเลว อย่าอุดหนุนสื่อเลว หนังสือพิมพ์ขายไม่ได้ เสียต้นทุน กำไรหดหาย แต่ต้องจ่ายเงินพนักงาน

2.รีโมตคอนโทรล อยู่ในมือเรา อย่าดู อย่าชม อย่าติดตาม ถ้าพบว่าสื่อช่องไหนบ่มเพาะสื่อเลวไว้ในองค์กร.. อย่าไปเปิดดู ถ้าเห็นรายการสื่อเลวกดรีโมทปิดเลย

3.หากพบการนำเสนอข่าวเท็จของสื่อสิ่งพิมพ์ ขอให้พวกเรานำเอาข่าวจริงที่เราพบเห็น เขียนใส่ข้อความคิดเห็นท้ายข่าว จงเขียนอย่างรัดกุมและสร้างสรรค์ คนอ่านจะพิจารณาเอง

4.บอกกล่าวให้โฆษณาได้ทราบว่า เราไม่นิยมสื่อใดบ้าง เหตุผลเพราะเป็นสื่อเลวไม่มีความจริงใจในวิชาชีพ ไม่มีจรรยาบรรณ เสนอข่าวเท็จกับมวลชนอย่างต่อเนื่อง..หากบริษัทยังคงนำสินค้ามาโฆษณากับสื่อนั้นๆ เราคนอ่านอาจมีความจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการไม่ซื้อสินค้านั้นในทุกกรณี

5.พึงทราบไว้ว่า เมื่อไม่มีโฆษณา(Advertise) สื่อทุกแขนงจะอยู่ไม่ได้ การนำสินค้ามาโฆษณาของแต่ละบริษัทจะคำนึงถึงจำนวนคนดูด้วย ถ้าไม่มีคนให้ความสนใจกับสื่อ จะส่งผลให้บริษัทเจ้าของบริษัทเปลี่ยนใจไม่นำสินค้ามาโฆษณา เท่ากับตัดทัพหลวงของสื่อไปเต็มๆ สื่อใดขาดโฆษณาซึ่งเปรียบเสมือนทัพหลวง จะส่งผลให้เงินหลักที่จะใช้จ่ายในองค์กรขาดไป สภาพคล่องหดตัว ส่งผลเสียต่อการบริหารภายในองค์กรช่วยกัน..

ช่วยกันกำหราบสื่อเลว ตามที่เรียนท่านทั้งหลายไว้ในเบื้องต้น

สื่อมวลชน - อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

โดย คุณ Hope Wind
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
27 เมษายน 2551

ตอนนี้พวกเราทุกคนก็ ต่างคนต่างช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหาของประเทศกันอยู่ แต่ก็อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่า มีคนที่จิตใจใฝ่ต่ำหลายคน กำลังบ่อนทำลายชาติด้วยวิธีต่าง ๆ และมีหลายกลุ่มด้วยกัน ซึ่งผมไม่ขอพูดถึงแล้วกันคับ เรารู้กันอยู่แล้ว

แต่มีอีกกลุ่มคนที่เราพูดถึงกันน้อยเกินไป และพวกมันก็เป็นกำลังหนุน ให้พวกที่บ่อนทำลายชาติอยู่นี้ด้วย นั่นก็คือ " สื่อมวลชน "

อย่างที่ผมเคยบอกไว้ในหลาย ๆ กระทู้ก่อนหน้านี้แล้วว่า พวกมันหลายรายการ หลายคน หลายช่อง ทำตัว โคตะระ ลำเอียง และเมื่อนั่งฟังดี ๆ พวกมันก็ดูจะออกข่าวในทางชี้นำด้วยซ้ำ ใส่ความรู้สึกของผู้ประกาศข่าวลงไปมาก จนเนื้อข่าวที่แท้จริงถูกบิดเบือน แล้วยังนำเสนอข่าวจากเฉพาะแหล่งข่าวที่มันชอบเท่านั้นด้วย ส่วนแหล่งข่าวของอีกฝั่งก็ทำเป็นไม่สนใจบ้าง เสนอออกมานิด ๆ หน่อย ๆ บ้าง ทำให้เกิดการชี้นำประชาชน

ถ้าถามว่าแล้วมีข่าวไหนบ้างล่ะ ที่ถูกบิดเบือน ผมก็บอกได้แต่ว่าลองฟังดูเองเถอะคับ หรือไม่ก็ฟังจากที่ท่านนายกสมัครพูดน่ะคับ ท่านจะบอกไว้ชัดเลยว่า อันไหนบ้างที่ผิด อันไหนบ้างที่ถูก

**ครอบครัวข่าว 3 นี่ก็ตัวดี ยุยงให้แตกแยกกัน เสนอข่าวลำเอียง ชักนำประชาชน ช่อง 7 ก็แพ้กัน หนังสือพิมพ์ก็ใช่ย่อย พวก The Nation ก็หาดียากจริง ๆ

ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ประชาชนที่เขาเป็นกลางกับเรื่องการเมือง ซึ่งมีจำนวนไม่ใช่น้อย จะถูกชักจูงไปเป็นข้างมันแน่แล้ว ทุกวันนี้ที่รัฐบาลไม่เป็นอันทำงาน สื่อมวลชน ก็มีส่วนด้วยมากทีเดียว ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ที่สื่อนำเสนอมา แบบลำเอียง ๆ ก็ไม่ได้อีก พอให้ข่าวไป ก็โดนนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ไปตีข่าวกันผิด ๆ อีก พอจะว่าสื่อมวลชน มันก็เอาไปออกข่าวแบบผิด ๆ แตะต้องมันไม่ได้เลยรึไง

ดูท่าสื่อมวลชนจะแตะต้องไม่ได้ พอ ๆ กับ องคมนตรี แล้วมั้ง

แล้วจะให้รัฐบาลเอาเวลาไหนไปบริหารงานประเทศ ถ้าสื่อมวลชนยังทำตัว ทุเรศ แบบนี้ แล้วจะให้เชื่อถือสื่อมวลชนได้ยังไงกัน ใครมีหนทางอะไรช่วย ๆ กันหน่อยนะคับ ใครที่อยู่ในแวดวงสมาคมของสื่อมวลชน ก็ช่วยกันตรวจสอบกันเองหน่อยนะคับ ประชาชนอย่างเรา ๆ จะพูดอะไรสักอย่าง แหกปากแทบตาย มันยังไม่สนใจเลย แต่พอพวกมันกระซิบกันที ดังไปทั่วประเทศเลย พวกเราคงจะนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้วนะคับ ช่วยกันหาทางทำอะไรสักอย่างเถอะคับ ช่วยรัฐบาล ช่วยนายกฯสมัคร ช่วยท่านทักษิณ ของเรา

25 เมษายน 2551

ผู้เสียหายจาก ‘ยามฯ’ และสื่อครบวงจรในเครือผู้จัดการ ร้ององค์กรสื่อ ถูกพาดพิงด้วยข้อมูลเท็จ

ที่มา ประชาไท
25 เมษายน 2551

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 51 นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง นักกิจกรรมรณรงค์ด้านประชาธิปไตย ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากที่ไม่ยอมยืนขณะเพลงสรรเสริญบรรเลงในโรงภาพยนตร์ ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงองค์กรวิชาชีพสื่อ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสื่อ

สืบเนื่องจากที่สื่อในเครือผู้จัดการ ซึ่งมีสื่อครบวงจร ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ และหนังสือพิมพ์ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคดีดังกล่าวในช่วงวันที่ 22-23 เม.ย. 51

โดยรายการ ‘ยามเฝ้าแผ่นดิน’ ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และสถานีวิทยุ ‘ยามเฝ้าแผ่นดิน’ เอฟเอ็ม 97.75, ในคืนวันอังคาร ที่ 22 เม.ย. 51 ซึ่งต่อมามีผู้สื่อข่าวนำเนื้อหาบางส่วนของรายการดังกล่าวมาเรียบเรียงแล้วเผยแพร่ในเว็บไซต์ ‘ผู้จัดการออนไลน์’ ในคืนเดียวกัน และได้นำไปตีพิมพ์อีกครั้งในหนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการ” ฉบับวันที่ 23 เม.ย. 51

นายโชติศักดิ์ทำจดหมายร้องเรียนยังองค์กรสื่อว่า การนำเสนอข้อมูลของเครือผู้จัดการดังที่กล่าวมา ได้นำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ นายโชติศักดิ์จึงตัดสินใจส่งจดหมายร้องเรียนไปยัง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และคณะกรรมการรณรงเพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

ทั้งนี้ ประเด็นที่นายโชติศักดิ์ระบุว่า สื่อในเครือผู้จัดการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ คือ รายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ และตามมาด้วยทางเว็บไซต์และทางหนังสือพิมพ์ โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน หนึ่งในผู้ดำเนินรายการได้กล่าวว่า “โชติศักดิ์เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานของ นปก. มีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเขาไปร่วมกิจกรรมของ นปก.หลายครั้ง” , “คุณโชติศักดิ์อยู่ร่วมในขบวนการ นปก. มาโดยตลอด และมีอุดมการณ์ตรงกับ นปก.” , “ในวันที่คุณโชติศักดิ์เกิดเหตุแกใส่เสื้อสีแดง คือสีแดงนี่เป็นสีที่กลุ่ม นปก.และเครือข่ายใช้ในการรณรงค์ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2550”

นายโชติศักดิ์ระบุในจดหมายร้องเรียนว่า เขาไม่ได้เป็นผู้ประสานงาน นปก. และไม่เคยมีตำแหน่งใดใน นปก. รวมถึงไม่เคยไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม นปก.เลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ข้าพเจ้าไม่เคยอยู่ร่วมในสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการ นปก.” และไม่ได้มีอุดมการณ์ตรงกับกลุ่ม นปก. เช่น กลุ่ม นปก.สนับสนุนคุณทักษิณ ชินวัตร แต่ข้าพเจ้าไม่เคยสนับสนุน คุณทักษิณ และเคยวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณ, รัฐบาลภายใต้การนำของคุณทักษิณ และนโยบายของพรรคไทยรักไทยในที่สาธารณะหลายครั้งหลายโอกาส ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนมีผู้เรียกข้าพเจ้าและผู้ที่คิดคล้ายๆกันว่า “พวก 2 ไม่เอา” คือต่อต้านทั้งการรัฐประหารและรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

ในวันที่เกิดเหตุ (20 ก.ย.50) ข้าพเจ้าสวมเสื้อสีดำซึ่งจัดทำโดย “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ไม่ใช่เสื้อแดงของกลุ่ม นปก. ซึ่งในกรณีนี้ร้อยเวร สน.ปทุมวันได้ถ่ายรูปเสื้อของข้าพเจ้าไว้เป็นหลักฐานแล้วด้วย”

นอกจากประเด็นแรก ที่ว่าสื่อในเครือผู้จัดการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ประเด็นที่สองในจดหมายร้องเรียน ระบุว่า การรายงานข่าวดังกล่าวไม่เคยสอบถามข้อมูลข้อเท็จจริงจากนายโชติศักดิ์ อีกทั้งไม่เคยเปิดโอกาสให้ได้ชี้แจง ซึ่งทำให้ผู้ถูกพาดพิงในทางเสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ข้าพเจ้าเห็นว่าข้าพเจ้ากำลังถูกรังแกจากการกระทำของผู้ที่มีสื่ออยู่ในมือ และในฐานะที่องค์กรของท่านเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีขอบข่ายการทำงานด้านสื่อมวลชน ข้าพเจ้าจึงได้ร้องเรียนมาเพื่อขอให้ท่านดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ข้าพเจ้า”

ในจดหมายร้องเรียนระบุว่า สื่อในเครือผู้จัดการ ได้ฝ่าฝืน “ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.2541” คือ เสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อที่ 4, 7 และ 8 และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกพาดพิงมีโอกาสได้ชี้แจง อันถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อที่ 6 และ 11

สื่อไทย ฉลาดแกมโง่ : ขบวนการเสี้ยมระดับโลก มีแต่อวิชชาเต็มสมอง

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 เมษายน 2551

เอาอีกแล้วครับ กระบวนการเสี้ยมรัฐบาล ให้ทะเลาะกับองค์การระหว่างประเทศ

ใครอ่านข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับเมื่อวานนี้ จะพบว่า ได้ปรากฏข่าวนายกรัฐมนตรี วิพากษ์วิจารณ์องค์การระหว่างประเทศหลายองค์การ ตั้งแต่องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก ไปจนถึงองค์การของประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือ โอเปก

ยกคำพูดขึ้นมาเสียด้วยว่า เป็นภาษาระดับมึงกู แล้วบอกว่า องค์กรเหล่านี้ขายน้ำมันมั่ว แล้วจะมาชี้นิ้วสั่งงดปลูกข้าว อย่างนี้ประเทศไทยคงไม่ยอม

มิหนำซ้ำยังมีข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์บางฉบับว่า รัฐมนตรีผู้หนึ่ง ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้สนับสนุนท่าทีของนายกรัฐมนตรี โดยบอกว่ าเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีว่า พวกนี้ทำไม่ถูกต้อง เราน่าจะไม่ให้ข้าวมันกิน

เลอะเทอะ เพี้ยน และไร้สาระโดยสิ้นเชิงครับ สิ่งที่ปรากฏเป็นข่าว มันไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะสอบถามดูแล้วกับบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า ๕ คน นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีเจตนาในการวิจารณ์องค์การระหว่างประเทศเลย เป็นเพียงชี้ประเด็นความจริงว่า กลุ่มประเทศที่รวยกับกลุ่มประเทศที่จน มักจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันว่า ในโลกนี้อะไรทำได้ และอะไรทำไม่ได้

ความหมายก็คือ ถ้าหากน้ำมันเพิ่มราคาขึ้นเรื่อยๆ จนคนทั่วโลกเดือดร้อนอย่างนี้ คนที่ผลิตสินค้าเกษตรกรรม หรือพูดง่ายๆ ว่าผลิตอาหารให้กับโลก ก็มีสิทธิที่จะเกิดความอึดอัดขัดข้องเหมือนกันว่า ตนเองจะมาถูกจำกัดเพดานราคา ให้มันต่ำเตี้ยอยู่ได้อย่างไร

ก็น้ำมันยังขึ้นราคาได้ต่อเนื่อง และอาหารจะขึ้นราคาบ้างไม่ได้หรือไร นั่นคือความหมายโดยสรุปของนายกรัฐมนตรีไทย การอ้างถึงรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะคนเดียวที่ให้ความเห็นที่คล้ายอย่างนั้น คือให้ความเห็นว่า ถ้าหากจะเสนอให้ประเทศที่ยากจนลดการบริโภคน้ำมัน ประเทศร่ำรวย จะเสนอลดการบริโภคอาหารบ้างหรือไม่เล่า ซึ่งเป็นการเสนออย่างเทียบเคียง ไม่ใช่เป็นนโยบาย และที่สำคัญก็คือ คนพูดไม่ใช่รัฐมนตรี เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือเลขาธิการสภาพัฒน์ฯต่างหาก


การนำคำพูดเพียงเสี้ยวส่วนมาพาดหัวข่าว และเขียนรายงานกันใหญ่โตอย่างนี้ ทำให้ประหวั่นใจ

นึกถึงครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งคำพูดที่ว่า ยูเอ็นไม่ใช่พ่อนั้น ถูกนำมาย้ำซ้ำทวนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่หน ทั้งที่ความจริงแล้ว ก็เป็นการตัดพ้อต่อว่า ทำไมประเทศไทยต้องเดินตามมติของโลกทุกเรื่อง ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะขัดต่อผลประโยชน์ของตนเอง และผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ซึ่งเป็นความชอบธรรม ที่ผู้นำประเทศจะพูดได้ ส่วนจะปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ในคราวนั้น นำมาสาดใส่กันอย่างไม่หยุดยั้ง เจตนาก็คือ ต้องการจะทำให้องค์การระหว่างประเทศนั้น เกลียดชังรัฐบาลไทย และเมื่อเกิดการทำลายประชาธิปไตย อย่างเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เขาจะได้นั่งเฉย เพราะนึกว่ารัฐบาลไทยชุดนี้ ไม่เคารพกฎเกณฑ์สากล สมควรจะถูกกวาดล้างไปจริงๆ

จากนายกฯทักษิณ วันนี้ นายกฯสมัครก็โดนอย่างเดียวกัน ถึงแม้สัดส่วนจะน้อยกว่า และความรุนแรงของปัญหาจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ก็ตาม ขบวนการเสี้ยมระดับโลกเหล่านี้ เกิดขึ้นในเมืองไทยนี่แหละครับ ความอิจฉาริษยาและความอาฆาตพยาบาท ตลอดจนความกลัว จนมีอะไรไปจุกก้นอยู่ ไม่สามารถจะปล่อยให้รัฐบาลประชาธิปไตยเขาทำงานได้อย่างเต็มที่นั้น เป็นสาเหตุสำคัญ หรือเป็นแรงดลใจก็ว่าได้ ที่ทำให้ขบวนการแบบนี้ กระทำการที่กำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ

ขนาดเสี้ยมให้รัฐบาลของตนเอง ไปชนกับองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้เขาเสียหน้าเสียภาพลักษณ์ และฝ่ายโน้นก็เสียความรู้สึก อย่างนี้ ถ้าไม่เป็นการทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร คนที่มีพฤติกรรมประเภทนี้อยู่ เขาเลิกคิดไปแล้วหรือไม่ว่า ประเทศไทยนั้นก็เป็นของเขาด้วย และรัฐบาลไทยไม่ว่าจะชุดใดก็ตาม เขาก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องส่งเสริม เพื่อให้รัฐบาลนั้นไปทำประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเช่นเดียวกัน


แต่ปัญหาก็คือ เมื่อมีอวิชชาเต็มหัวสมองอย่างนี้ ปัญญาจะไปอยู่ตรงไหนของสมองก้อนเดียวกันนั้น

คนฉลาดทั้งนั้นแหละครับ ที่ออกมาร่วมขบวนการนี้ ทั้งบนดินและใต้ดิน แต่ทว่ากลับไปใช้เซลล์ความโง่ในการวิเคราะห์ปัญหาของสังคมแทน

ปัญหาเมืองไทยตอนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องความโง่และความฉลาด

แต่เป็นการเลือกว่า เมื่อไหร่จะโง่และเมื่อไหร่จะฉลาด ที่น่าเจ็บใจก็คือ ผลประโยชน์ของประเทศแท้ๆ แต่แกล้งโง่กันทุกที

17 เมษายน 2551

บทความ: สื่อแท้..พ่อของทุกสถาบัน

โดย วโรทาห์
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
17 เมษายน 2551

เอ้า..ฮุยเลฮุย เราสื่อแท้มันต้องช่วยกันลุย.. ปึ้ดจ้ำปึ้ด..จ้ำปึ้ด..จ้ำปึ้ด ช่วยกันพายช่วยกันจ้ำ พายเรือให้โจรเอ๊ย ศักดินานั่ง สื่อแท้ๆจะได้เจริญๆ

เวรกรรม.. นี่คือปณิธานของสื่อแท้ในบ้านในเมืองของเรา ที่มุ่งมั่นตั้งอกตั้งใจกันเสียเหลือเกิน ที่จะต้องล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเสียหายของประเทศชาติสักแค่ไหน ประชาชนจะต้องวอดวายกันอีกซักกี่คน หากล้มรัฐบาลของประชาชนลงได้ สำหรับพวกมันแล้ว ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม

กะอยู่แล้ว พอประชาชนล้มทหารลงได้ ด่านต่อไปไฟต์บังคับ ต้องเจอกับสื่อ เผชิญหน้ากันตัวต่อตัว ซดกันให้ตายไปข้าง ที่หวังว่าจะได้พักหายใจหายคอ ก็เป็นอันว่าเลิกคุย เกิดมาเป็นคนไทย ไม่ต้องไปหาศึกเสือเหนือใต้ที่ไหนให้เมื่อยตุ้ม เอาแค่ฟัดกับคนไทยด้วยกันเอง แค่นี้ก็มันหยด ไม่ต้องคิดไปแข่งขันกับใครเขาแล้ว ชาตินี้

พ่อคุณแม่คุณเอ๊ย สื่อเส็งเคร็งทั้งหลาย ไม่รู้ว่ามีความจำเป็นทางเศรษฐกิจอะไรกันนักกันหนา ถึงได้ต้องมารับจ๊อบทำบาปทำกรรมกันถึงขนาดนี้.. ก็เข้าใจอะนะ ว่าใครๆก็ต้องหากินใส่ปากใส่ท้อง แต่ถ้าพอจะเลี่ยงได้ ไม่ถึงกับอดอยากปากแห้งจนเกินไป ช่วยได้ก็ช่วยๆกันบ้าง เอาบ้านเอาเมืองไว้ก่อน ให้โอกาสชาวบ้านเค้าได้ทำมาหากินกันบ้างเถอะนะ.. ไหว้หละ

เรื่องฐานันดรสี่ห้าบ้าบออะไรนั่น ชาวบ้านเค้าไม่ได้รู้เรื่องด้วยหรอก รู้แต่ว่าเค้าจ้างพวกเอ็ง ให้ไปหาข่าวมาเล่าให้ฟัง หน้าที่พวกเอ็งก็ต้องไปสืบไปเสาะไปหามาให้ละเอียด ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน แล้วบอกเล่ามาตามความเป็นจริง ไม่ต้องเติมผงชูรส ไม่ต้องมาสะเออะออกความเห็น ใช่ว่าเก่งกาจมาจากไหน ถ้ามีที่ไป คงไม่มาเป็นคอลัมนิสต์.. เดี๋ยวนี้ชาวบ้านเค้าฉลาดกันแล้ว แค่บอกเล่ามาตามตรง เดี๋ยวเค้าไปวิเคราะห์เองได้

นี่อาไร้ จัดการมั่วข่าว โกหกกันไฟแลบ กรองข่าวให้เสร็จสรรพ ว่าข่าวไหนควรให้นายรู้ ข่าวไหนควรจะปกปิดอย่าให้มันระแคะระคาย ข่าวไหนควรเล่าไปตามตรง ข่าวไหนควรจะใส่สีตีไข่ก่อนเสิร์ฟ ถ้าจะให้เนียนหน่อยก็ต้องยัดใส้ เอาความจริงโปะหน้านิดหน่อย ที่เหลือยาพิษล้วนๆ ถ้าเล่นตรงๆไม่ได้ เหยาะใส่นิดหน่อยก็ยังดี

เหมือนคนใช้ในบ้านรับจ๊อบมาฆ่านาย เสิร์ฟน้ำอาหารทีก็เหยาะเห็ดพิษใส่มันทุกวัน วันละนิดละหน่อย ให้ค่อยๆตายไปทีละเล็กละน้อย พอเห็นว่าเค้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แถมร้อนใจอยากให้ตายเร็วๆ เลยมาเร่งยา คราวนี้มันบ้าเลือด ขยุ้มใส่เป็นกำมือ แถมยังหน้าด้านใส่กันซึ่งๆหน้า ความก็เลยแตก ชาวบ้านเลยไหวตัวกันหมด

เล่นคำกันแนบเนียน ถ้าไม่สังเกตุก็คงไม่รู้ ว่าแอบอุ้มชูหรือแอบด่าใครให้เราฟัง ถ้าแม้วพูดมันบอกว่าจ้อ แต่ทีนังชวนจ้อมันบอกว่าแถลง ถ้าพปช.ประชุมกันมันบอกว่าสุมหัว แต่ทีปชป.ไปสุมหัวมันบอกว่านัดถกกัน สมัยก่อนมีข่าว เครื่องบินบินไม่ขึ้น ตกกระแทกรันเวย์ ไม่มีใครตายซักคน มันพาดหัวตัวไม้ว่า "เครื่องบินตก.. หวิดตายหมู่ยกลำ." เออ..ก็ถูกของมัน ถ้าเกิดเครื่องบิน
ระเบิดก็คงตายหมด แต่มันเกิดขึ้นหรือยังล่ะ

ถ้าจะเอายังงั้น วันดีคืนดีหนังสือพิมพ์ขายไม่ออก ก็พาดหัวไปเลยซี่ว่า "โรงพิมพ์ตายลัด..หวิดตายหมู่ยกแก๊งค์" อ้างได้นี่ ว่าที่พวกเอ็งสุมหัวตั้งแก๊งค์กันอยู่ในโรงพิมพ์ มันก็หวิดตายหมู่กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ ใครจะไปรู้ว่าวันไหนชาวบ้านเค้าจะเหลืออด ยกพวกมารุมตื้บกันจนตายเรียบ

อยากทำลายใคร มันเอาคำพูดสั่วๆยัดปาก ลงข่าวไปดื้อๆว่้าเค้าพูดยังงั้นยังงี้ ให้ชาวบ้านเค้าหมั่นใส้ ด่ากันทั่วบ้านทั่วเมือง พอเค้าออกมาแก้ข่าวว่าไม่ได้พูด มันกลับลงข่าวหาว่าพลิกลิ้น พอเขาชี้แจงว่าสื่อนั่นแหละพูดเอง มันบอกว่าโยนความผิดให้สื่อ โห.. สื่อนี่นะ ถูกใส่ร้าย โถๆๆๆ น่าฉงฉานจังเลย ถ้าทุกข์ระทมขนาดนั้น ไม่ไปโดดตึกตายให้มันรู้แล้วรู้เรื่องเลยล่ะ

อยากนั่งเทียนเขียนมั่ว มันอ้างแหล่งข่าว แล้วเจ้าแหล่งข่าวนี่ก็เหลือเกิน ไม่รู้ว่ามันเก่งมาจากไหน ถึงได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง นอกมุ้งในมุ้ง ข้ามน้ำข้ามทะเล ซอกไหนหลืบไหนในโลกมันรู้หมด แล้วอายุมันก็ท่าจะมากโข เพราะเห็นอ้างแหล่งข่าวกันมาจะเป็นร้อยปีแล้วมั้ง แต่เจ้าแหล่งข่าวก็ยังไม่ตายซ้ากที

ดูเหมือนว่าถ้าสมัยไหนปชป.ไม่ได้เป็นรัฐบาลนี่ พวกมันเป็นต้องชักดิ้นชักงอ ทำท่าว่าจะตายตามกันไปซะให้ได้ รัฐบาลยังไม่ทันทำงานก็เร่งจี้จะเอาผลงาน เค้ายังไม่ทันขยับมันก็หาว่าต้องเข้าไปโกงแหงๆ วิตกจริตกันยกใหญ่ ว่าประเทศชาติต้องถูกแทะกินไม่เหลือซากแน่ ถ้าไม่รีบไล่ออกไปโดยเร็ว แต่ที่ไหนได้ รัฐบาลที่โกงกันเห็นๆ หลักฐานจะๆจับติดคุกติดตะรางไปก็เห็นมีแต่รัฐบาลปชป. เองนั่นแหละ

เลือกตั้งทุกครั้งเป็นต้องประสานเสียงกันเซ็งแซ่ เหมือนโจรแหกปากร้องลั่นให้ช่วยกันจับโจร แหกปากกันขรมว่าพรรคอื่นซื้อเสียง จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นมีหลักฐานที่พอจะฟ้องศาลได้ซักคดี แต่มันด่าล่วงหน้าไปเรียบร้อย ทีพรรคที่ไม่ซื้อเสียง จับได้โช๊ะๆ คาหนังคาเขา อย่างที่เพชรบูรณ์งี้ ได้เงินเป็นล้าน ส่งฟ้องศาลเรียบร้อย ดีว่ากกต.ตาถั่ว เลยมั่วให้ว่าไม่ผิด แค่หยิกให้เนื้อเขียวแล้วก็ปล่อยไป

นี่ยังไม่นับคดีค้างเก่า ที่ตัดสินลงโทษกันเรียบร้อยไปแล้ว อย่างพ่อบุญมากที่ราชบุรีนั่นไง โกงกันเห็นๆ ลงโทษกันคาตา นี่ก็ปชป.มาเอง แต่สื่อไม่แอะซักคำ แถมยังช่วยลงข่าวแก้ตัวให้พวกมันเสร็จสรรพว่า เอ๊ะ มันยังไงกันนี่ บอกเท่าไหร่ไม่รู้จักฟัง ว่าพรรคไม่มีนโยบายให้ซื้อเสียง เออ..คงมีแต่พรรคบ้านแกละมั้งที่มีนโยบายให้ซื้อเสียง

ก่อนนี้ตอนที่สื่อยังพอจะมีเครดิตอยู่หน่อย พูดอะไรไปใครๆก็เชื่อถือ เพราะสันนิษฐานว่าสื่ออยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ย่อมต้องรู้เรื่องมากกว่าชาวบ้าน ที่ไหนได้ มันเลยถือโอกาส อาศัยความไว้วางใจที่ชาวบ้านมอบให้ โกหกไฟแลบ หาเศษหาเลยจากวิชาชีพ มั่วจนเค้าจับได้ แทนที่จะสำนึก ยังตั้งหน้าตั้งตาลุยถั่ว เพราะเห็นแก่เงินทองลาภยศ

ทุกวันนี้ใครๆเค้าก็รู้แล้ว ว่าสื่อนี่แหละเป็นแนวหน้าของศักดินา ที่รับหน้าเสื่อมาโค่นรัฐบาลของประชาชน แบกเกี้ยวให้ปชป.นั่ง แห่แหนกันเข้าไปชุบมือเปิบเป็นรัฐบาลให้สมใจอยาก จะได้แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ สบายกันถ้วนหน้า กั๊กไว้โกงกันเองในหมู่ผู้มีจริยธรรมสูงส่งนี่แหละ

ปีก่อนนี้ เผด็จการมาปล้นชาติ พวกมันช่วยกันปกป้อง ด่าประชาชนซะไม่มีชิ้นดี อุ้มพรรคกาลีจนน่าเกลียด แต่ดันผิดคิว ชาวบ้านเค้าไม่เล่นด้วย หันไปเทคะแนนให้พรรคของประชาชน คราวนี้เลยมีดิ้น ประชาชนขึ้นมาเป็นใหญ่ กลัวว่าจะถูกเอาคืน

แหมประโคมกันยกใหญ่ สื่อทุกสื่อช่วยกันข่มขู่ ทำแง่งๆยังกะหมาหวงก้าง ไม่ให้รัฐบาลไปแตะต้องสื่อ แต่โทษที ไม่มีใครเค้ากลัวหรอกนะ อย่าหลงตัวเองกันนักเลย อีกอย่าง มาถึงขั้นนี้แล้ว ใครๆก็รู้ ว่า่่สื่อน่ะ มันไม่มีน้ำยาไปทำอะไรรัฐบาลได้หรอก อย่างเก่งก็แค่ช่วยกันป่วนให้รัฐบาลทำงานยาก แต่ถ้าประชาชนไม่เต้นตามก็เลิกกัน

ถ้าจะเขียนบรรยายความชั่วร้ายของสื่อเวรนี่ 3 วัน 3 คืนก็ไม่จบ เอาเป็นว่าพวกเราประชาชนคงต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ ผนึกกำลังกันให้มั่น ฝ่าฟันพวกสื่อชั่วไปให้ได้ บอกต่อๆกันไป ให้ประชาชนทั่วไปรู้เท่าทันสื่อ อย่าไปเชื่อข่าวมัน อย่าไปให้ความสำคัญมัน ช่วยกันประจานมัน

ถ้าจะให้ดี ไม่ซื้อมัน ไม่สนับสนุนสปอนเซอร์ของมัน ตัดท่อน้ำเลี้ยงซะ ให้มันตายซากกันไปให้หมด รัฐบาลไม่ต้องไปปิดสื่อ ไม่ต้องไปทุบแท่นพิมพ์ ปล่อยให้ชาวบ้านทุบหม้อข้าวมันเอง เดี๋ยวก็ตายแหงแก๋ สื่อแท้แต่ไม่ใช่สื่อของประชาชน ก็เชิญไปหารับประทานกันเอาเอง พอสื่อหมดน้ำยา เดี๋ยวศักดินาโสมมกัยพรรคกาลีก็ตายตามกันไปเองแหละ

เห็นว่าวันนี้วันดี เป็นวันเถลิงศกใหม่ จุลศักราช 1370 เลยจับสื่อชั่วมาเฉ่งปี๋เพื่อไล่ซวย ถือว่าเอาฤกษ์เอาชัยไว้ก่อน

ปีใหม่ปีนี้จะได้มีแต่เรื่องเฮง เฮงๆ...

วโรทาห์: 15 เม.ย. 51

16 เมษายน 2551

รวมกลอน สะท้อนสื่อไทย

ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
16 เมษายน 2551



..อาชีพของสื่อไทย....ช่างยิ่งใหญ่คับประเทศ
ทำไปคงมีเหตุ.........อาจเพราะเศษเงินเศษทอง
รวมทั้งพวกอ่านข่าว....วิเคราะห์ข่าวน่าสยอง
ดูแล้วขนลุกพอง.......น่าสงสารประชาชน

นางอาย

ฐานันดร ที่โหล่ ชอบโอ่อ้าง
ใครหนอช่าง ตั้งให้ ไม่เข้าท่า
เพราะทำตัว ได้ถ่อย ด้อยราคา
ไม่สมค่า สมตาม นิยามเลย

kohka55


ความรู้นิด กระจิ๊ดร่อย แต่ปล่อยข่าว
ผ่านเรื่องราว ได้แคล่วคล่อง ช่างผ่องใส
เกิดเรื่องราว รานร้าว ปล่อยบานไป
เหมือนผองไทย ไม่ใช่...ประเทศกู

อวดศักดา ว่าข้า นี่เก่งหนอ
บอกอะไรก็ เชื่อฟัง ตามขานไข
เถอะช่างมัน ชาติป่นปี้ ลุกเป็นไฟ
แหลกรานไป...ไม่เป็นไร ขอแค่กู.....ไม่ตกงาน

สันดานสื่อ แก่เฒ่า เจ้าอีโก้
สื่อโง่โง่ คือสื่อใหม่ ไร้การศึกษา
แค่ป.ตรี นิเทศศาสตร์ที่ได้มา
หาได้มีภาวะ รับ ผิด ชอบ ต่อสังคม

วันๆ เจ้า เฝ้าแต่ แค่แหล่งข่าว
เอาเรื่องราว จริง?เท็จ? มาแถลงไข
บางทีเฝ้าแต่เช้า ไม่ได้อะไร
ขอลอกไป บิดเบี้ยวให้ กองบ.ก

กอง บก. หน้าม่อ รอสำนัก
ทุกวันจัก เฝ้ารอข่าวพอไหม?
หากไม่พอ ยัดใส้ อะไร เข้าไป
ชาติบรรลัย ช่างมัน อย่าเป็นกู

อันนักเสี้ยม หรือไอ้ด่าง เอ้ย บ่างหนา
สติปัญญา มีดี ไหมนั่น
ลอกข่าวมั่ว คลุมเครือ สื่อรายวัน
มาวิเคราะห์ วิจารณ์ พาลเรื่องโต

สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง เปรื่องดีนัก
คนอื่นรัก กูไม่รัก กูไม่สน
จากคนดี กลายเป็นชั่วในบัดดล
เมื่อไหร่ผล ของกรรม จะตามซักที

ข้าวหอม


๐ สื่อเสี้ยมใจเฮี่ยมโหด..............หาประโยชน์เข้าใส่ตัว
ยุแยงตะแคงรั่ว.........................บ่กลัวบาปหยาบที่ใจ

๐ หากินกับพาดหัว....................สั่นระรัวทั่วเมืองไทย
แตกแยกกันยกใหญ่...................ไม่อายใจในศักดิ์ศรี

๐ แอบอิงศักดินา......................ผลักรากหญ้าประดามี
คนจนพ้นวิถี.............................สดุดีผู้มีคุณ

๐ เส้นสายตาข่ายซ้อน...............สายใยซ่อนอ่อนอกอุ่น
รวมกลุ่มประโยชน์หนุน...............ดุนประเทศเขตอมาตยา

๐ สื่อชั่วชอบมั่วอ้าง...................ความเป็นกลางอย่าขวางข้า
อภิสิทธิ์นั้นล้นฟ้า.......................เป้าหมายหนาหาลาภยศ

๐ ผ่านแล้วหลายเหตุการณ์...........สื่อระรานผ่านบาทบท
อัศวินหรือกบฏ...........................ถูกกำหนดกฎมันตั้ง

๐ ฤาสิ้นซึ่งดินฟ้า........................อีกรากหญ้าละล้าละลัง
หมดแล้วซึ่งความหวัง..................จะหยุดยั้งพลังบ่าง

๐ หรือเราเข้าร่วมมือ....................ช่วยกระพือยื้อสื่อกร่าง
ผลักใสให้พ้นทาง........................ไซเบอร์ขวางทางบ่างชั่ว

๐ รวมพลขนมาช่วย.....................ให้สื่อม้วยด้วยมันมั่ว
ข่าวจริงกระจายทั่ว.......................ไซเบอร์สร้างพลังมวลชน

jaewjah

'คนพันทิป' สรุปแท็กติกของสื่อชั่วในการสร้างข่าวจากแหล่งข่าวต่างๆ

โดย nai cm
ที่มา ห้องราชดำเนิน พันทิป
16 เมษายน 2551

สมัยนี้แค่รู้แหล่งข่าว ก็รู้เจตนาแล้ว ไม่ต้องอ่านให้ยุ่งยากเลย

1. ถ้าแหล่งข่าวจากหนังสือพิมพ์กลุ่มเสี้ยม แทบไม่ต้องอ่านเลย ก็รู้ว่าข่าวออกมาในรูปแบบใด ออกมารูปเสี้ยมและตีพรรครัฐบาล ตีข่าวให้แรงให้รั่ว ยุให้แตกกัน

2. ถ้าแหล่งข่าวมาจาก กกต. ก็ง่ายไปใหญ่ ก็คือยุบพรรคแค่สามพรรค คือ ชาติไทย มัชฌิมา และพลังประชาชน พรรคอื่นไม่มีโดยเฉพาะ ปชป.

3. แหล่งข่าวจาก คตส.ก็ยิ่งไม่มีอะไร มุ่งสำนวนโกงของอดีตนายกฯ

4. นักวิชาการ และ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลาย ก็ออกมา ทำนองเสริมให้ข่าวในแง่ลบกับรัฐบาล และสร้างความชอบธรรมกับกลุ่มที่ตนได้รับประโยชน์

5. อดีตสภานิติบัญญัติ ก็ไม่ได้มีข่าวอะไร นอกจากมาโวยวายและปกป้อง รธน.50

6. การทำนายทายทัก อาศัยโหรและความเชื่อ ก็จะออกมาทำนองพินาศ นองเลือด ผู้บริหารชุดนี้ต้องมีอันเป็นไป

7. การจัดตั้งม็อบ ก็จะออกมาทำนองกดดัน มีจำนวนมากมายมหาศาล ที่ต่อต้านการบริหารและการกระทำของรับบาลชุดนี้

8. การบริหารงานของรัฐบาล เชื่องช้า ไร้ผลงาน เริ่มมีการทุจริต หรือไม่ก็ปฏิวัติตนเอง

นี่คือทิศทางข่าวที่ไม่จำเป็นต้องอ่านจากสื่อต่างๆ เลย เจตนาของเขาเหล่าดีหรือไม่ดีก็คิดเอาเอง

12 เมษายน 2551

สมาคมนักข่าวไทย คือ หมาเฝ้าค่ายทหารของฝ่ายอำมาตย์

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-front
12 เมษายน 2551

วิพากษ์สมาคมนักข่าวไทย “หมาเฝ้าบ้านอำมาตย์”

หนอยแนะ สมาคมนักข่าวไทย ภายใต้การนำของสาวกพี่ลิ้ม แค่คนโทรเข้าไปด่า นักข่าวประจำทำเนียบ ว่าทำไม “สุดเอนเอียง ขนาดนี้” กันเป็นสิบๆ คน ก็รวมตัวกันแถลงข่าวทันทีว่า จะสร้าง Network ขึ้นมาเฝ้าระวังการถูกข่มขู่


เรียกว่า “ลงในรายละเอียด เปิดประสาททุกจุด หาข่าวถูกข่มขู่กันแล้ว” แถมยังไม่รู้เลยใครโทรเข้าไปด่า จะเป็นตาสีตาสา ที่ทนไม่ได้แล้ว หรือรัฐบาลที่พึ่งเจอสื่อ เอาประเด็นสุดมีสาระ “แบบโหร” มาโจมตีกันแบบสุดๆ จะน้ำเน่า ก็ด่ารัฐบาลแล้ว ว่าให้เคารพการทำหน้าที่สื่อ

คือสมาคม ไม่รู้หล่ะว่าใครโทร แต่ขอกล่าวหารัฐบาลแล้วกัน

“ไม่พอ เหน็บ ด่ารัฐบาลอีก ว่านักข่าวทำเนียบทำงานโดย “สุจริตใจ” มันหยดจริงๆ สมาคมนักข่าว เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง พลพรรค ปชป. พึ่งออกมากล่าวหาว่า รัฐบาลคุกคามสื่อ “สุดยอดแล้วท่าน สื่อและ ปชป. ต่อยอดกัน ชนิดไป ไปแข่งวิ่งผลัดให้ทีมกีฬาชาติที่เมืองจีนได้แล้ว”

แต่คนที่โทรเข้าไปด่า สมาคมนักข่าว ที่ก็แน่นอนว่า “เกลียดระบอบอำมาตย์ และรักประชาธิปไตย จนหน้ามืดตาลาย” คงจะ “หน้ามืดมากขึ้น และร้องไห้ไปแล้ว” ก็เพราะท้ายแถลงการณ์ สมาคมนักข่าว ปล่อยหมัดขวาตรงๆ เข้าใส่หน้า นักประชาธิปไตยในไทยทุกคน โดยบอกว่า “เสรีภาพของสื่อ คือเสรีภาพของประชาชน” คือมาแล้ว ยืนหยัดในความคิดว่าสมาคม “กำลังปกป้องเสรีภาพของประชาชน”

โอย อกนักข่าว 20 ปี ในการสื่อสาร แบบผม “แทบจะแตกตายตามไปด้วย” ไม่อยากพูดเลย เรื่อง ประวัติการกระทำของสื่อสมัย คมช. ไม่อยากพูดเลยถึงประวัติสมัยทักษิณ แล้วที่ยิ่งไม่อยากพูดเลย คือการเอาสองสมัยนั้นมา "เปรียบเทียบกันดู” เพราะจะเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง และเป็นการเอาเพลงของนักประชาธิปไตยแทบทุกคน มาร้องซ้ำให้ สมาคมสื่อฟัง


แต่เอาเป็นว่า สมัยทักษิณ สมาคมนักข่าวออกแถลงการณ์ต่อต้านทักษิณ “ทุกวันนั่นแหละ” และในแทบจะ “ทุกเรื่อง”

แต่สมัยพี่บัง ขนาด คมช. ส่งคนไปนั่งประจำสำนักข่าว แล้วตรวจสอบข่าวทุกอัน ว่าให้ออกทีวีได้หรือไม่ สมาคมนักข่าว ไม่เคยด่าเลย “แม้แต่สักอึก”

โน่น องค์กรสื่อและสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศระดับโลก ทั้งออกมาด่าสื่อไทย ว่าทำไมนั่งเฉยๆ ได้ และทั้งด่า คมช. ว่าคุกคามสื่อ

จนวันนี้ สื่อนอก เห็นสื่อไทย “เป็นเสนียดจังไร” ที่ “รับใช้เผด็จการ” ของวงการข่าวของโลกไปแล้ว ก็เหมือน มุมมอง นักประชาธิปไตยแทบทุกคน จะในไทย หรือ ระดับโลกที่ไหน ก็ตาม

โถ สมาคมนักข่าวไทย นักข่าวไทยเป็นสิบๆ ถอนตัวลาออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรสื่อไปแล้ว เพราะทนไม่ได้กับจุดยืนของสมาคม ที่สนับสนุนการทำลาย ITV โน่น ไปอ่าน บลอกของ Killer ดูหรือจะเป็น บลอก Thai Press Log เขานั่งหัวเราะสมาคมกันกลิ้งแล้ว


เพราะ NTB ใช่แล้ว สื่อที่รัฐบาลนี้สร้าง มันมีสาระ ความมือโปร ความเป็นกลาง ด้วยการลงทุนน้อยนิด และปรับปรุงตัว แบบข้ามคืน

คือ “มันดีกว่า” สื่อที่ คมช. สร้าง คือ TPBS ชนิด “หน้ามือกับหลังตีน” ในทุกๆ ด้าน

ส่วนนักข่าวแบบผม “กราบไหว้พระ ขอบคุณทุกวัน ที่บันดานใจ ไม่ให้ไปสมัครเป็นสมาชิก” เพราะขืนเอาลง Resume ว่าเป็นสมาชิกสมาคมนักข่าวไทย “ใครมันจะเคารพ”

คือ แม้แต่พลพรรคของฝ่ายอำมาตย์เอง ใช่แล้ว ที่สมาคมนักข่าวไทย “เลีย” แล้ว “เลีย” อีก ก็ชักจะตีตัวออกห่างแล้ว เพราะอำมาตย์ ยิ่งถูกสมาคมสื่อ เลีย มากขึ้นแค่ไหน แล้วไปเขียนข่าวเชียร์และเอนเอียงกัน แบบสุดๆ มันดันไปปลุกความโกรธแค้น ในใจของนักประชาธิปไตย ให้ออกมาสู้กันแบบแรงๆ “ตายเป็นตาย” มากขึ้นเข้าไปอีก


คือ “สมาคมนักข่าว” ดันไปตีรังแตนเสียฉิบ แล้วคนที่ถูก แตนต่อย กลับกลายเป็นฝ่ายอำมาตย์

เรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ต้องปลุกระดมอะไรกันมากเลย แค่หยิบหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือแถลงการณ์สมาคมนักข่าว ใส่มือนักประชาธิปไตยส่วนมากแล้ว ได้เรื่องทุกที แทบจะวิ่งไปบ้านป๋า แล้วด่าให้หายแค้นกันอีกรอบ

แล้ว ไม่พอ สมาคมสื่อยิ่งตีรังแตนของนักประชาธิปไตยแค่ไหน “ตายโหง” สื่อสำหรับนักประชาธิปไตยในอินเตอร์เน็ต หรือสื่อสมัยก่อนแบบหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร กลับผุดเป็นทางออก เกิดและงอกงามกันแบบดอกเห็ด

นักประชาธิปไตยคนไหนคนนั้น ถามเรื่องสื่อไทย ที่เฝ้าบ้านอำมาตย์กันส่วนมากนะ ถามแล้ว “ต้องบอกว่าไม่เคยอ่าน ไม่ได้อ่านมานานแล้ว” คือถ้าอ่าน แล้วคงแอบอ่านกัน แต่ “มันอายหว่ะ” ที่จะบอกว่าอ่าน เพราะตามมาตรฐานนักประชาธิปไตยไทยแล้ว การอ่าน มันแสดงถึงความด้อย “ทางปัญญา”

ก็เชิญ สมาคมนักข่าวไทย กระดี๋กระด๋า เลียอำมาตย์กันต่อไป แล้วเชิญให้ออกมาด่ารัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตย


โน่นดูพี่ธีรยุทธเป็นตัวอย่าง อาจารย์ มธ. ฝ่ายประชาธิปไตย เขาโจมตีพี่ธีรยุทธกันแล้ว ว่าเป็น “ลิ่วล้อเผด็จการ”

ก็แน่นอน สมาชิกสมาคมนักข่าวไทยส่วนมาก ไม่ลงข่าวนั้นหลอก เหมือน Nation นะ ที่ออกมาบอกว่า ธีรยุทธเป็นคนที่คนเคารพกัน จน Thaipundit ต้องออกมาถามว่า คนพวกนั้นคือใคร

เพราะในฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ที่พึ่งชนะเลือกตั้งกันมาสองสามเดือน รู้สึกว่าในไทย คนอยาก “คุกคามธีรยุทธ” และ อยาก “คุกคามสื่อนะ” มันเป็นเสียงส่วนมากของประเทศนะ แล้วเพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น

ถ้าจะให้พูดแบบดีที่สุดแล้ว การกล่าวหาว่าสมาคมนักข่าวไทย คือหมาเฝ้าบ้านอำมาตย์นั้น “มันดีเกินไปสำหรับสมาคม” เพราะจริงๆ แล้ว สมาคมนักข่าวไทย คือ “หมาเฝ้าค่ายทหารของฝ่ายอำมาตย์”


ก็ต้องขอโทษทีด้วยนะ บังเอิญ ฝ่ายประชาธิปไตยกับอำมาตย์เขารบกันอยู่ การกระทืบพวกอำมาตย์ มันก็เลยต้องกระทืบ สมาคมนักข่าวไทยไปด้วย

ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี นอกจาก “ก็ดันไม่ทำตามจรรยาบรรณวิชาชีพเอง ดันไม่เป็นกลางเอง เลือกข้างเอง”

11 เมษายน 2551

ประชาชนบ่น สื่อไทยเสนอข่าวทักษิณไม่ตรงความจริง

โดย คุณโรงงานช็อคโกแล็ต
ที่มา พันทิป
11 เมษายน 2551

สื่อไทย สื่อทำลายชาติ??????
สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผมได้รับฟังการปาฐกถาของท่านอดีตนายกจากคลิปที่คนเอามาโพสต์

ผมมีความอัดอั้นตันใจอยากระบายกับทุกท่านดังต่อไปนี้ครับ

ผมเปิดหนังสือพิมพ์อยู่หลายฉบับ ดูโทรทัศน์ก็หลายช่อง ไม่เห็นสื่อที่ไหน นำเสนอข่าวอย่างสร้างสรรค์เลย

สื่อแทบทุกสำนัก โฟกัสไปที่การพูดของคุณทักษิณ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางฉบับถึงกับเอาไปเขียนข่าวว่า คุณทักษิณเชียร์ให้แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเองฟังการให้สัมภาษณ์แล้ว ยังไม่รู้สึกตรงไหนเลยว่า คุณทักษิณเชียร์ นี่เป็นความอัดอั้นตันใจประการแรก
ที่สื่อสารมวลชนไทย โดยเฉพาะพวกหนังสือพิมพ์นำเสนอข่าวแบบชี้นำประชาชน

ความอัดอั้นประการที่สอง ผมอยากถามว่าทำไมสื่อมวลชนไทย ไม่นำเสนอเนื้อหาที่คุณทักษิณปาฐกถา ให้เป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งบ้าง ผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟังปาฐกถา จะรู้ว่า เนื้อหาของมันมีประโยชน์กับประเทศไทยมาก เพราะท่านพูดถึงวิธีการหาเงินเข้าประเทศต้องทำอย่างไร ท่านพูดถึงการสร้างเยาวชนยุคใหม่ของประเทศ ท่านพูดถึงว่า เงินในโลกยังมีอีกเยอะ จะทำอย่างไรให้เงินเหล่านั้นมาอยู่ในประเทศไทย

ท่านพูด พูด และพูดในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประเทศทั้งสิ้น แต่สื่อไทยก็เลือกที่จะเล่นข่าวประเด็นเดียวเท่านั้น คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของสื่อไทยมักจะเป็นเรื่อง เมียงูบ้าง ขอหวยบ้าง ข่มขืนบ้าง หมอดูบ้าง พอสื่อทุกฉบับพาดหัวเรื่องเดียวกันมากๆ ก็กลายเป็นกระแสพูดกันในสังคม อยากทราบจริงๆว่าเรื่องเมียงู ขอหวย ข่มขืน หมอดู มันมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างไร มันส่งเสริมให้เยาวชนของเรา รีบเร่งรัดพัฒนาตัวเองให้ทันกับกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างไร

ตราบใดที่สื่อไทยยังเสนอข่าวแบบไร้จิตสำนึก มุ่งสร้างกำไรให้แก่ตัวเองฝ่ายเดียว ต่อให้เอามาอีกสิบพระเจ้า ประเทศไทยก็ไม่มีวันพัฒนา

สื่อไทย สื่อทำลายชาติ??????

โดย คุณ โรงงานช็อคโกแล็ต
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
11 เมษายน 2551

สืบเนื่องจากเมื่อวาน ที่ผมได้รับฟังการปาฐกถาของท่านอดีตนายกฯ จากคลิปที่คนเอามาโพสต์ ผมมีความอัดอั้นตันใจอยากระบายกับทุกท่านดังต่อไปนี้ครับ

ผมเปิดหนังสือพิมพ์อยู่หลายฉบับ ดูโทรทัศน์ก็หลายช่อง ไม่เห็นสื่อที่ไหน นำเสนอข่าวอย่างสร้างสรรค์เลย

สื่อแทบทุกสำนัก โฟกัสไปที่การพูดของคุณทักษิณ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางฉบับถึงกับเอาไปเขียนข่าวว่า คุณทักษิณเชียร์ให้แก้รัฐธรรมนูญ

ซึ่งผมเองฟังการให้สัมภาษณ์แล้ว ยังไม่รู้สึกตรงไหนเลยว่า คุณทักษิณเชียร์

นี่เป็นความอัดอั้นตันใจประการแรก ที่สื่อสารมวลชนไทย โดยเฉพาะพวกหนังสือพิมพ์ นำเสนอข่าวแบบชี้นำประชาชน

ความอัดอั้นประการที่สอง ผมอยากถามว่า ทำไมสื่อมวลชนไทย ไม่นำเสนอเนื้อหาที่คุณทักษิณปาฐกถาให้เป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งบ้าง

ผมเชื่อว่า ทุกคนที่ได้ฟังปาฐกถาจะรู้ว่า เนื้อหาของมันมีประโยชน์กับประเทศไทยมาก เพราะท่านพูดถึงวิธีการหาเงินเข้าประเทศต้องทำอย่างไร ท่านพูดถึงการสร้างเยาวชนยุคใหม่ของประเทศ ท่านพูดถึงว่า เงินในโลกยังมีอีกเยอะ จะทำอย่างไรให้เงินเหล่านั้นมาอยู่ในประเทศไทย

ท่านพูด พูด และพูดในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประเทศทั้งสิ้น แต่สื่อไทยก็เลือกที่จะเล่นข่าวประเด็นเดียวเท่านั้นคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของสื่อไทย มักจะเป็นเรื่อง เมียงูบ้าง ขอหวยบ้าง ข่มขืนบ้าง หมอดูบ้าง

พอสื่อทุกฉบับพาดหัวเรื่องเดียวกันมากๆ ก็กลายเป็นกระแสพูดกันในสังคม

อยากทราบจริงๆว่าเรื่องเมียงู ขอหวยข่มขืน หมอดู มันมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างไร

มันส่งเสริมให้เยาวชนของเรา รีบเร่งรัดพัฒนาตัวเองให้ทันกับกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างไร

ตราบใดที่สื่อไทย ยังเสนอข่าวแบบไร้จิตสำนึก มุ่งสร้างกำไรให้แก่ตัวเองฝ่ายเดียว ต่อให้เอามาอีกสิบพระเจ้า

ประเทศไทยก็ไม่มีวันพัฒนา

10 เมษายน 2551

คำสุดท้าย: ทวีวุฒิ “ว่าด้วยข่าว"

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-front
10 เมษายน 2551

เพื่อนสนิทชื่อวิกเตอร์ เป็นทนายที่ดูแลเรื่อง KM องค์กร ให้บริษัทกฎหมายชื่อดังนอก ไม่สบายใจมากเรื่องสื่อไทยเสนอข่าวด้านอำมาตย์เป็นข่าวใหญ่ แล้วกลบข่าวนักประชาธิปไตยหมด

เขาถามผมว่า ผมเฉยๆ ได้อย่างไร และผมตามทันการเมืองเศรษฐกิจไทยยังไง เพราะเขารู้ว่า ผมไม่เคยอ่านสื่อกระแสหลัก ของสำนักข่าวต่างๆ เลย

ผมก็ตอบเขาว่า เพราะ Bangkok Post คือสื่อของอำมาตย์ของแท้ และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่ม

Nation ไม่เคยมีอุดมการณ์อะไร นอกจากไม่ชอบให้ใครเก่งกว่า และหาเงินลูกเดียว

มติชน คือ การเอาข่าวมาปั่นให้เป็นละครน้ำเน่า สำหรับคนหลงตัวเองว่าเป็นปัญญาชน

กรุงเทพธุรกิจ คือ หนังสือพิมพ์ของคนหลงทางหลงประเด็น สารพัดลือสารพัดแหล่งข่าว

ผู้จัดการ ไม่ใช่สื่อ แต่เป็น Propaganda Machine ให้ผลประโยชน์สนธิ และมีแต่ความงมงาย

Post Today มุ่งมั่นที่จะสร้างข่าวให้ใหญ่โตเกินจริง

Thai Post คือ เสียงของคนอารมณ์บูด

ฐานเศรษฐกิจ และ ประชาชาติธุรกิจ คือ เสียงของการวิเคราะห์ที่ผิดพลาด

ข่าวสด และ แนวหน้า และ เดลินิวส์ สกปรกจนไม่น่าหยิบ

ไทยรัฐ กลางๆ ดี ตรงไปตรงมา แต่ให้ที่ข่าวชาวบ้านร้านตลาดมากไปมาก จนบางทีตกข่าวสำคัญ

สรุปคือ อ่านมันทำไม สนใจมันไปทำไม คนอ่านก็มีแต่พวก อำมาตย์ และลูกหม้อสนธิ ไม่ก็พวกไร้ความคิดของตัวเอง ที่เชื่อคนอื่นง่ายๆ อ่านกัน (นอกจากไทยรัฐ เพราะกล้าเสนอทั้งสองด้าน)

แต่ถ่อยสุดๆ แบบผู้จัดการ ยังดีกว่าข่าว วิทยุและทีวี ส่วนมาก ที่ต้องสรุปข่าวด้วยอารมณ์และความคิดตื้นๆ มุมมองง่ายๆ เพราะไม่มีเวลาใช้เหตุและผล ส่วนนิตยสาร ไม่เคยแตะ เพราะส่วนมากมีแต่ อีโก้ ความบ้า และ สติเสีย ของคอลลั่มนิสต์ ที่ตกขอบ

ส่วนที่สอง ตามทันสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย โดยไม่ตามข่าวของสำนักข่าว กระแสใหญ่ๆ ต่างๆได้ยังไง (นอกจากไทยรัฐนะครับที่เข้าร้านกาแฟแล้วอ่านทุกที)

คำตอบคือ ฟังสมัครวันอาทิตย์ ก็รู้แล้วว่า ข่าวอาทิตย์ที่ตามมาจะเป็นยังไง ฟังการสัมมนาของนักวิชาการด้านประชาธิปไตย ก็รู้แล้วว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้น ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ๆ ไปร่วมกับการชุมนุมต่างๆ ของนักประชาธิปไตย แล้วฟังตรงๆ จากปากคนที่ต่อสู้มาด้วยกัน ว่าเขาได้ยินอะไรมา ตรงนี้ได้ความรู้ที่ลึกและจริงที่สุดแล้ว

สุดท้ายเปิดเว็บ ดูสำนักข่าวเล็กๆ ที่มีอุดมการณ์ด้านประชาธิปไตย เสนอข่าว โดยไม่ได้ค่าตอบแทนสักบาท แต่เขาทำเพราะวิญญาณของการข่าวที่แท้จริง

ทำอย่างนี้โดยไม่ไปเอา “สวะ” จากสำนักข่าว กระแสหลัก ที่กล่าวถึงข้างบน (นอกจากไทยรัฐ) มารกหัว และทำให้เสียอารมณ์ ทำบ่อยๆ ทำทุกวัน แล้วสักวัน ตื่นขึ้นมา รู้ลึก รู้จริง รู้กว้าง รู้ก่อน และรู้ดี กว่านักข่าวที่เก่งที่สุด ของแบบ Bangkok Post หรือ Nation เป็นสิบๆ เท่า

วิกเตอร์งงไป แล้วผมก็เลยถามเขาว่า ยูเอ็นมองเรื่องยุบพรรคยังไง วิกเตอร์ ทนายตัวจริงเสียงจริง ที่ศึกษามาจริงเรื่องนี้ ์ก็ลากยาว ตั้งแต่ สเปน ไป ตุรกี ไป เยอรมัน ไป อิหร่าน ไปประเทศ ใหม่ๆ ที่แต่ก่อนเป็นของรัสเซีย ที่ทั้งทางตรงทางอ้อม ยูเอ็นมีความเห็นมาตลอด เรื่องยุบพรรค แล้วผมก็ถามวิกเตอร์ว่า นั่นนะ คือข้อมูลและข่าวที่สำคัญมากนะ ที่ยูพึ่งให้ไอ เข้าใจหรือยังว่า ทำไม อ่านแบบมติชน แล้วเสียเวลาเสียสมอง เสียความรู้สึก

สรุป ซื้อมันทำไม สนมันทำไม ระวังจะถ่อยตามเขา

บทความ: สื่ออิทธิพล อิทธิพลสื่อ

โดย จำปีเขียว
9 เมษายน 2551

ตอน ๑. การครอบงำทางอุดมการณ์

ขอหยิบยกเรื่องสื่อมวลชนมาอภิปรายกันอีกสักครั้ง คราวนี้จะกล่าวถึงเรื่องอิทธิพลของสื่อมวลชนเป็นประเด็นหลัก โดยเปิดประเด็นด้วยคำถามว่าสื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อทัศนคติ ค่านิยม หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจเลือกทางการเมืองของประชาชนจริงหรือไม่? อย่างไร ?

เมื่อไปค้นดูในตำรา(Heywood,2002 )ก็พบว่ามีมุมมองในการอธิบายคำถามนี้ผ่านตัวแบบ 4 ตัวแบบ ดังต่อไปนี้

1. ตัวแบบการครอบงำทางอุดมการณ์(The Dominant-Ideology Model)

ตัวแบบนี้เห็นว่าสื่อมวลชนมีผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและสังคมในลักษณะเดียวกับชนชั้นนำ และมีบทบาทส่งเสริมให้ประชาชนยอมจำนนต่อสภาพทางการเมือง นักคิดที่มองสื่อมวลชนตามตัวแบบนี้ ได้แก่ อันโตนีโอ กรัมชี(Antonio Gramsci)

นักคิดเหล่านี้เห็นว่าสื่อมวลชนทำหน้าที่เผยแพร่ความคิดของชนชั้นนำและดำเนินงานเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อซึ่งเป็นคนจำนวนน้อย แต่มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงโดยอาศัยการเผยแพร่ความคิด ภาพลักษณ์ และค่านิยมเพื่อมุ่งหมายให้เกิดการครอบงำทางอุดมการณ์

ตัวแบบการครอบงำทางอุดมการณ์นี้ได้มีการพัฒนาจนมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ตัวแบบการโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda Model) โดยข่าวจะถูกบิดเบือนให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังรักษาโครงสร้างทางธุรกิจของสื่อมวลชน ตัวแบบนี้จึงมองว่าสื่อมวลชนเป็นเพียงองค์กรทางธุรกิจที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของสื่อเองหรือของผู้ให้การสนับสนุนสื่อเหล่านั้น

เมื่อนำตัวแบบการครอบงำทางอุดมการณ์หรือตัวแบบการโฆษณาชวนเชื่อมาพิจารณาเปรียบเทียบกับบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนไทย ก็ทำให้เห็นได้ว่าสื่อมวลชนไทยมีพฤติกรรมเข้าข่ายตามตัวแบบนี้จริงๆ

สื่อมวลชนไทยพยายามรักษาสัมพันธภาพกับชนชั้นนำซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในสังคม เนื่องจากหากสื่อมวลชนต้องการจะประคับประคองหรือรักษาโครงสร้างทางธุรกิจให้คงอยู่ได้ สื่อก็จำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับชนชั้นนำ การนำเสนอข่าวสารของสื่อสำนักต่างๆ จึงไม่อาจปลอดพ้นไปจากการบิดเบือนชี้นำ และในบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงขั้นโฆษณาชวนเชื่อ โดยปรากฏการณ์ของการโฆษณาชวนเชื่อมีให้เห็นในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง เช่น สมัยตุลา 19 และตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือเหตุการณ์การรัฐประหาร 19/9/49

การรัฐประหารครั้งล่าสุดที่ผ่านมามีคนจำนวนมากสรุปตรงกันว่าจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ หากสื่อมวลชนไม่ให้ความร่วมมือในการปูทางและชี้นำให้สังคมเห็นดีเห็นงามไปกับการยึดอำนาจ และเมื่อการรัฐประหารประสบความสำเร็จ สื่อมวลชนหลายรายก็ได้เข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในรูปแบบของคณะทำงานต่างๆ บ้าง เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติบ้าง สื่อมวลชนบางรายที่สนับสนุนการรัฐประหารอย่างโจ่งแจ้งได้รับการจัดสรรช่วงเวลาในการออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์เพิ่มขึ้นทำให้สื่อเหล่านั้นมีผลประกอบการสูงขึ้น

ภาพเหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าสื่อมวลชนไทยยังยึดอยู่กับเรื่องของผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีบทบาทส่งเสริมให้ประชาชนยอมจำนนต่อสภาพทางการเมือง เจ้าของธุรกิจสื่อซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยแต่มีอิทธิพลเหล่านี้ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ความคิดของชนชั้นนำ โดยอาศัยการเผยแพร่ความคิด ภาพลักษณ์ และค่านิยมเพื่อมุ่งหมายให้เกิดการครอบงำทางอุดมการณ์จนสังคมไทยเบี่ยงเบนไปจากวิถีทางประชาธิปไตย

ตอน ๒. ค่านิยมของสื่อหรือของตลาด

2. ตัวแบบค่านิยมของนักสื่อสารมวลชนชั้นนำ(The Elite-Value Model)

ตัวแบบนี้ต่างจากตัวแบบที่ 1 ในแง่ที่ไม่ได้พิจารณาประเด็นความเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อมวลชน แต่ให้ความสนใจไปที่บรรณาธิการ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ผู้รายงานโทรทัศน์ โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งระดับอาวุโสทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้มีอำนาจตัดสินใจที่สำคัญในการควบคุมทิศทาง และเนื้อหาของข่าวที่จะออกไปสู่สายตาและการรับรู้ของประชาชน ซึ่งย่อมมีผลต่อความเป็นกลางทางการเมือง

เมื่อนำตัวแบบค่านิยมของนักสื่อสารมวลชนชั้นนำ(The Elite-Value Model) มาพิจารณาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ก็ทำให้เห็นได้ว่าสื่อมวลชนไทยมีพฤติกรรมเข้าข่ายตามตัวแบบนี้ด้วยเช่นกัน

หากยังจำกันได้ในสมัยรัฐบาลนายกฯ สุรยุทธ ได้มีการเชิญบรรณาธิการข่าวจากสื่อสำนักต่างๆ ไปร่วมรับประทานอาหารกันหลายครั้ง นอกจากนี้คณะรัฐประหาร คมช. ยังได้เชิญผู้ที่มีตำแหน่งระดับอาวุโสของสื่อสำนักต่างๆ มาประชุมเพื่อขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าว ปรากฏการณ์นี้เป็นภาพที่สะท้อนว่าผู้มีอำนาจเห็นว่านักสื่อสารมวลชนชั้นนำคือกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองเพราะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจที่สำคัญในการควบคุมทิศทาง และเนื้อหาของข่าวที่จะออกสู่สาธารณะซึ่งย่อมมีผลต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติและการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน

3. ตัวแบบตลาด(The Market Model)

ตัวแบบนี้เห็นว่าสื่อมวลชนมีบทบาทเพียงสะท้อนความคิดเห็นสาธารณะมากกว่าเข้าไปกำหนดความคิดเห็นของประชาชน สาเหตุเพราะสื่อมวลชนเป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง ไม่ว่าเจ้าของสื่อหรือผู้สื่อข่าวอาวุโสมีความคิด ทัศนคติทางการเมืองอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการต้องคำนึงถึงผลกำไรสูงสุด และการเติบโตทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนว่าต้องการอะไร ไม่สามารถนำเสนอแง่มุมที่ประชาชนอาจจะไม่เห็นด้วยได้

เมื่อนำตัวแบบตลาด(The Market Model) มาพิจารณาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาสามถึงสี่ปีที่ผ่านมาที่ประชาชนคนไทยมีความคิดเห็นทางการการเมืองแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก็ทำให้เห็นได้ว่าสื่อมวลชนไทยมีพฤติกรรมเข้าข่ายตามตัวแบบนี้อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น หลายสื่อพยายามประคองตัวด้วยการให้คอลัมนิสต์ที่มีทัศนคติต่างกันลงในสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับเดียวกัน

เมื่อสื่อมวลชนเลือกใช้แนวทางตอบสนองตามความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างกัน ก็ปรากฏว่ามีชนชั้นนำของไทย เช่น ท่านอานันท์ ปันยารชุน ได้ออกมากล่าวปาฐกถาในทำนองให้สื่อเลือกข้าง หลังจากนั้นหลายสื่อก็แสดงบทบาทเลือกข้างโดยสื่อส่วนใหญ่เลือกที่จะสนับสนุนทัศนคติทางการเมืองของชนชั้นนำซึ่งมีอำนาจในสังคมไทย

สื่ออิทธิพล อิทธิพลสื่อ ตอน ๑. การครอบงำทางอุดมการณ์ http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6496052/P6496052.html

ตอน ๓. สุนัขเฝ้าบ้าน

4. ตัวแบบพหุนิยม (The Pluralist Model)


ตัวแบบพหุนิยมเน้นเรื่องความแตกต่างหลากหลาย จึงมองว่าสื่อมวลชนเปรียบเสมือนตลาดทางความคิด ซึ่งเปิดรับความคิด ความเห็น ความเชื่อ หรือทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างหลากหลายมาอภิปรายถกเถียงกัน ตัวแบบนี้แม้ว่าไม่ได้ปฏิเสธอิทธิพลของสื่อมวลชนที่มีต่อทัศนคติ ความคิด ความเชื่อทางการเมืองของประชาชน แต่ก็เห็นว่าอิทธิพลของสื่อมวลชนอยู่ในระดับกลางในแง่ที่ทำหน้าที่สะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายไปยังประชาชนทั้งหลายอย่างทั่วถึง

ตัวแบบนี้มองสื่อมวลชนในเชิงบวก โดยเห็นว่าสื่อมวลชนทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน ยกระดับคุณภาพของประชาธิปไตยและเป็นหลักประกันว่าอำนาจของรัฐบาลจะต้องได้รับการตรวจสอบ เปรียบสื่อมวลชนเหมือน “สุนัขเฝ้าบ้าน”(Watchdog)

เมื่อนำตัวแบบตัวแบบพหุนิยม (The Pluralist Model) มาพิจารณากับบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยก็พบว่าอิทธิพลของสื่อในสังคมไทยยังมีความห่างไกลจากความเป็นพหุนิยม ข่าวหรือความคิดเห็นตามสื่อสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่รายการข่าวที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุก็มักจะนำมาจากสื่อสิ่งพิมพ์อีกทอดหนึ่ง

การที่สื่อไทยไม่มีความเป็นพหุนิยมทำให้คนไทยขาดโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่การที่เป็นเช่นนี้ส่งผลดีต่อสถานะของชนชั้นนำและสื่อมวลชนเอง เพราะการขาดความเป็นพหุนิยมของสื่อทำให้สังคมไทยต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำทางอุดมการณ์และการโฆษณาชวนเชื่อ ประชาชนคนไทยต้องอยู่ในสภาพยอมจำนนทางการเมือง โดยมีสื่อมวลชนอาวุโสเป็นผู้ควบคุมทิศทางเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารตามความประสงค์ของชนชั้นนำที่มีอำนาจ

ที่ผ่านมามีสื่อมวลชนบางส่วนได้พยายามต่อสู้ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี เนื่องจากต้องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่งที่ไม่ได้รับการสื่อออกไปหรือต้องการให้มีการนำเสนออย่างครบถ้วนรอบด้าน แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากชนชั้นนำผู้มีอำนาจมักต้องการให้สื่อนำเสนอข่าวสารไปในแนวทางที่ฝ่ายตนต้องการ

ปรากฏการณ์ที่ชนชั้นนำเสนอแนะให้สื่อเลือกข้างเป็นเหตุการณ์ที่ชัดเจนว่าสื่อมวลชนไม่อาจดำรงความเป็นพหุนิยมได้ในสังคมไทย หากสื่อใดนำเสนอข่าวสารที่ไม่ส่งผลดีต่อชนชั้นนำก็อาจจะหมดที่ยืน อาทิ สถานีข่าวไอทีวี เป็นต้น

การที่สังคมไทยต้องตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายโดยมีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคอยยุยงให้ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร สื่อ รวมทั้งประชาชนเลือกข้างนั้น เริ่มต้นจากมีสื่อบางรายได้ใช้สื่อของตนเพื่อการปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อโดยสื่ออาวุโสผู้เป็นเจ้าของเป็นผู้ควบคุมกำหนดเนื้อหาและทิศทางข่าวสาร ซึ่งในขณะนี้สื่ออาวุโสคนดังกล่าวได้ถูกศาลพิพากษาจำคุกโดยให้รอลงอาญาในคดีใส่ร้ายดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเท็จและคดีนำสถาบันเบื้องสูงมาปลุกระดมสร้างความแตกแยกขึ้นในบ้านเมือง

การกระทำดังกล่าวเช่นสื่อรายที่ยกมานี้เป็นตัวอย่างของความไม่เป็นพหุนิยมและเป็นตัวอย่างของสื่อที่ต้องการครอบงำอุดมการณ์และชี้นำสังคมไปตามค่านิยมของตน สื่อที่มีเป้าหมายเช่นนี้ไม่อาจจะเป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน(Watchdog)” ได้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่ต้องการจะกลายเป็นนายของเจ้าของบ้านมากกว่าการเฝ้าตรวจตราความปลอดภัยให้เจ้าของบ้าน

การที่สื่อจะสามารถเป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ดีได้ นอกจากจะต้องไม่คิดว่าตนไม่ใช่เจ้านายของประชาชนแล้ว สื่อจะต้องรู้จักแยกแยะด้วยว่าการที่มีผู้คิดเห็นแตกต่างจากสื่อมิได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นต้องการเป็นศัตรูกับสื่อ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมืองที่บุคคลผู้นั้นสามารถกระทำได้ บุคคลเหล่านั้นอาจมีความปรารถนาดีต่อประชาชนและส่วนรวมด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ได้ หากสื่อขาดทัศนคติเช่นนี้สื่อก็จะกลายเป็นสุนัขบ้าที่ไล่กัดใครต่อใครไปทั่ว

สำหรับการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลถือเป็นหน้าที่โดยตรงของสื่อ รัฐบาลที่ดีจึงไม่ควรมีจิตใจคับแคบมองสื่อว่าเป็นศัตรูผู้ไม่ปรารถนาดี แต่การตรวจสอบต่างจากการหาเรื่องหรือการจ้องล้มรัฐบาล การตรวจสอบรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะต้องเป็นไปโดยปราศจากอคติ เรื่องที่ไม่ถูกต้องไม่เป็นไปตามหลักการสื่อก็ต้องท้วงติงวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อเสนอแนะ ส่วนเรื่องที่รัฐบาลทำได้ดีก็ต้องรู้จักสนับสนุนส่งเสริม

หากสื่อมวลชนไทยพัฒนาไปสู่ความเป็นพหุนิยม ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจะมีผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพของประชาธิปไตยและเป็นหลักประกันว่าอำนาจของรัฐบาลจะต้องได้รับการตรวจสอบโดยสื่อมวลชนมีอิสระอย่างแท้จริง มิได้มีสถานะเป็นเพียงอาวุธทางการเมืองให้แก่ผู้มีอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นได้จริงถึงจะกล่าวได้ว่าประชาชนคนไทยมีสุนัขเฝ้าบ้านที่ซื่อสัตย์และรักเจ้านาย

แต่สภาพเช่นนั้นคงเป็นไปได้ยากในเมืองไทย เพราะสื่อมวลชนไทยจำนวนมากยังต้องการมีอิทธิพลต่อประชาชนในลักษณะของตัวแบบอื่นๆ มากกว่าตัวแบบพหุนิยม ประเทศไทยจึงยังคงอยู่ภายใต้สื่ออิทธิพล และประชาชนยังต้องยอมจำนนต่อสภาพทางการเมืองต่อไปจากอิทธิพลสื่อ !!

5 เมษายน 2551

ออกกฏหมายยุบสื่อได้ไหม ?

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด เวบบอร์ดประชาไท
5 เมษายน 2551

สมมุติว่า จะมีการออกกฎหมายลักษณะเดียวกับมาตรา ๒๓๗ มาใช้กับสื่อมวลชนบ้างได้ไหม?

โดยระบุว่า “หากคณะกรรมการการสื่อสารฯ พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กรรมการบริหารสื่อรายใด มีพฤติกรรมทุจริต อาทิ การเรียกรับผลประโยชน์ ให้ถือว่าประธานกรรมการและกรรมการบริหารสื่อมวลชนรายนั้น มีความผิดและให้คณะกรรมการการสื่อสารฯ ส่งสำนวนเพื่อให้ศาลแผนกคดีสื่อมวลชน พิจารณายุบสื่อ”

อยากถามผู้ที่ทำงานสื่อทั้งหลายว่า ถ้ามีการตั้งคณะกรรมการแบบนี้ มีการตั้งศาลอย่างนี้ และออกกฎหมายในลักษณะลงโทษแบบเหมาเข่งกับสื่อมวลชนบ้าง สื่อจะรู้สึกอย่างไร? คิดเห็นกันอย่างไร?

สื่อต้องการหรือไม่ ต้องการกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายที่สามารถลงโทษเฉพาะผู้กระทำผิด ด้วยความเฉียบขาดและได้ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริสุทธ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กฎหมายในระบอบประชาธิปไตย จะต้องคำนึงถึงหลักคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเสมอ กฎหมายที่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพต่อผู้มิได้มีความผิด ย่อมเป็นกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม(Rule of Laws)หากมีคนจำนวนหนึ่ง ตะแบงจะใช้กฎหมายลักษณะเหมาเข่งมายุบสื่อ โดยอ้างว่าเพราะสื่อไทยชั่วช้าสามานย์กว่าสื่อประเทศต่างๆ จึงต้องมีการออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ขัดต่อหลักนิติธรรมมาควบคุม

สื่อจะมีความรู้สึกกับคนกลุ่มนั้นอย่างไร?

สื่อช่วยตอบด้วยใจเป็นธรรมหน่อยครับว่า “ออกกฎหมายยุบสื่อได้ไหม?”

2 เมษายน 2551

“หย่อง” คลั่ง กลัวโดนถีบออกจาก TPBS

โดย Killer
ที่มา Killer Press
2 เมษายน 2551

หย่อง ออกอาการดิ้นพราด ตามข่าวลือว่า จะมีการส่งแกนนำนปก. เข้า TPBS แล้วจะไปร้อนตัวทำไม ทุกวันนี้ ก็นั่งๆนอนๆ บริโภคภาษีประชาชน “พวกกู” ที่ปรนเปรอ เลี้ยงลูก เลี้ยงเมีีย “พวกมึง” สบายใจแฮ อยู่แล้ว ไม่มีใครเขาไปแตะต้อง มรดกเผด็จการศักดินา ทรราช ที่เค้ามอบมาให้หรอก อย่าร้อนใจไปเลย ทางนปก.อะไรนั่น เขาก็ไม่ได้กระสันต์จะไป แย่งชิงอะไร เพียงแต่เห็นว่า ถ้าหากพวก สื่อเดรัจฉานสันดานชั่ว ยังทำหน้าที่แบบวิปริต วิปลาศอยู่อย่างนี้ ก็ควรต้องมีช่องทาง สื่อสารกับประชาชนเพิ่มบ้าง เพื่อถ่วงดุลย์กับ สื่อทรราช บ้าง ก็เท่านั้น เขาจะไปหาช่องทางไหน มันก็เรื่องของเขา “อย่าเสือก”
นายเทพชัย หย่อง ผู้ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการทีวีไทย ทีวีสาธารณะ หรือสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส ยืนยันว่าทีวีไทย ทีวีสาธารณะจะต้องปราศจาก การถูกแทรกแซง จากฝ่ายการเมืองและกลุ่มธุรกิจใดๆ ส่วนกระแสข่าว ที่ว่าจะมีการให้แกนนำ นปก.เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานีคนใหม่ รวมถึงคณะกรรมการสรรหา ตนคงไม่สามารถสกัดกั้น ไม่ให้ใครเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวได้ แต่ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า กลไกการสรรหา ที่มีอยู่มีประสิทธิภาพ และความโปร่งใสเพียงพอ นายเทพชัย กล่าวอีกว่า คนไทยทุกคนมีความต้องการ อยากเห็นช่องทีวีในเมืองไทยปราศจาก การถูกแทรกแซงอย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้ความต้องการดังกล่าว เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แล้วกับทีวีไทย ทีวีสาธารณะ

หย่อง อย่าดัดจริต กระแดะมาอ้าง เรื่องการถูกแทรกแซง จากฝ่ายใดๆเลย เพราะที่ผ่านมา “พวกมึง” ก็ไม่ได้เป็นกลางอะไร ผลงานมันฟ้องอยู่โทนโท่ ว่าเชลียร์ สอพลอ ศักดินามหาอำมาตย์ ทำลายล้าง ดิสเครดิตการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ไปส่งเสริมลัทธิการปกครองแบบ อำมาตยาธิปไตย ยกยอปอปั้นพวกมัน เต็มรูปแบบ

แสดงว่าศักดินาแทรกแซง “พวกมึง” ได้ แต่คนอื่นห้ามแทรกแซงใช่หรือไม่ แล้วความเป็นมืออาชีพของ “สื่อสารมวลชน” มันอยู่ที่ไหน ตราบใดที่สื่อยังมีสันดานเลือกข้าง (ในทางชั่ว เลือกทางผิด) ก็ไม่แปลกที่จะต้องโดน ก่นด่าประนาม สาปแช่ง นอนระแวง สะดุ้ง อยู่อย่างนี้ กลัวว่าใครจะมาแย่งชิงตำแหน่ง ปล่อยวางเสียบ้างเถอะ หย่องเอ๋ย หัดคิดดี ทำดีเสียบ้าง จิตใจจะได้สะอาดบริสุทธิ์ ค้นพบทางออกที่ถูกต้องแก่ชีวิต