25 พฤษภาคม 2551

บทความทวีวุฒิ จุลวัจนะ : สงครามประชาชนกับสื่อ “พึ่งเริ่มต้น”

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-front
24 พฤษภาคม 2551

รถผมเสีย เลยต้องยืมรถน้องมาขับ และต้องฟังวิทยุที่เกือบจะพังอยู่แล้วของรถน้อง ก็รับได้แค่ 2-3 สถานี ในหนึ่งอันที่รับได้ ก็ของทหาร หน่วยงานไหนจำไม่ได้แล้ว แต่หลังจากฟังมาแล้ว นี้ก็เข้าวันที่ ห้าแล้ว ก็ถึงบางอ้อ ว่า สงครามระหว่างประชาชนและสื่อ เท่าที่เห็น ที่เริ่มๆ ปะทะกันจากทางอินเตอร์เนต โดยเฉพะกระดานกระทู้ที่ด่าสื่อกันยับ และกำลังแพร่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยบางแห่งบางคณะ ที่ออกมาต่อว่าสื่ออย่างแรง ก็ชัดแจ้งเลย ว่าสงครามนี้ ระหว่างประชาชนและสื่อ “พึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเอง”

ก็จะไม่ให้มันมีสงครามได้อย่างไร คือข่าวสี่ห้าวันที่ผ่านมา จากวิทยุรถน้อง มัน “สุดจะเสี้ยมเลย” ข่าวจักรภพ ของสถานีนี้ จะเริ่มต้นทุกครั้ง ว่า “เรื่องจักรภพหมิ่นสถาบันเบื้องสูง” แล้วนักข่าวก็จะเข้าเรื่องไป ผมก็นั่งคิด ตอนนี้มันตรวจสอบกันอยู่ ไม่ใช่หรือ แล้วพูดออกข่าวแบบนั้นได้อย่างไร แล้วก็มีเรื่อง “ม๊อบ” ของพันธมาร วิทยุก็จะเริ่มเรื่องนี้โดยบอกว่า “เรื่องพรรค พปช. หนีการยุบพรรค” ผมก็งง เพราะบอกกันว่าจะแก้ รธน.กัน หลังเลือกตั้งกัน ตั้งแต่โน่นแล้วนิ มาตอนนี้กลายเป็นหนีอะไรไปได้อย่างไร แล้วนักข่าวก็จะว่าไป

แล้วก็มีเรื่องแบบวันนี้ ข่าวเขาบอกว่า “เรื่องที่นักวิชาการออกมาต่อว่าทักษิณ เรื่องให้ต่างชาติทำนาในไทย” แล้วนักข่าวก็จะว่าไป ผมก็นั่งนึกว่า เอ นี่ข่าวสำนักอื่นมันแค่ทักษิณทำตลาด ขายข้าวให้ซาอุนี้ มีด้วยหรือให้ซาอุมาปลูกข้าว


ส่วนเสี้ยมแบบสั้นๆ มีทุกวัน ตลอดเวลา เท่าที่ผมติดตามสถานีนี้มา เช่น “วันนี้เราไปคุยมากับนักข่าว จากรายการที่ต้องปิดลง เพราะไม่พอใจ นปก.ที่ไม่ยอมลุกขึ้นถวายความเคารพ ในโรงภาพยนตร์ เชิญติดตามได้ตอน 4 โมงเย็น” แล้วก็ประกาศแบบนั้นทั้งวัน คงจะราวๆ 10-20 หน คือย้ำมันไม่รู้จะกี่หนว่า นปก.ไม่ยอมลุกถวายความเคารพ ผมก็งงเพราะข่าวออกมาคือ ปิดตัวลงเอง เพราะสังคมด่ามาก และ คนคนนั้นที่พูดถึง ก็ไม่ใช่ นปก. แต่พวก “2 ไม่เอา” คือไม่เอาทั้งทักษิณ และรัฐประหารของป๋า สุดท้าย จอมเสี้ยม สถานีนี้ ก็ออกมาบอกว่า “เรื่องประชามติที่จะทำ เพื่อหนีการประท้วงของประชาชน” แล้วนักข่าวก็เข้าเรื่องไป ผมก็คือไม่ใช่ “ชิมไปบ่นไป” แต่ “ฟังไป งงไป”

ท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไรบ้างหล่ะ กับสถานีข่าวอันนี้ คือฟังแล้ว “โกรธหรือไม่” ถ้าปัญหามันแค่สถานีนี้ มันก็คงจะไม่มีสงครามอะไรหลอกครับ แต่นี่มันแบบ “เบาๆ” เท่านั้นเอง ถ้าเทียบกับสถานีอื่น เช่นของในเครือ ผู้จัดการ ที่นั่นเขาเสี้ยมกันชนิด “มือโปร” จนเป็นสงครามข่าวเป็นการทำ “Propaganda” ไปแล้ว คือมันรุนแรงยิ่งกว่าสถานีนี้ของทหารมากมายนัก แล้วมันก็แปลก ที่การทำข่าวแบบนี้ ในแนว “เสี้ยมให้แตกแยกและเลือกข้าง” มันขยายวงไปทั่ว


เมื่อเช้านี่เอง ใครอยู่ขั้วทักษิณ แล้วดูช่อง 3 ก็จะต้อง “ตลึงและงงและโกรธ” สรยุทธ แน่นอน เพราะไปถึงโน่น เอาคำพูดคนด่าทักษิณเรื่อง “ซาอุมาดูนาไทย” ออกกันเป็นนานเป็นวรรคเป็นเวร มีภาพราวห้านาที ที่ชาวซาอุนั่งดูการทำนาอยู่กับทักษิณ แล้ว ท่านสรยุทธ ก็สรุปว่า “เรื่องนี้ทางผู้เกี่ยวข้อง ต้องออกมาพูดให้กระจ่าง” มันคืออะไรหรือครับ ที่สรยุทธทำลงไป มันก็คือการออกมา “ด่าทักษิณ” ทั้งที่ไม่รู้ความจริง และมีความข้างเดียว คือ “ขอกูด่าก่อนหล่ะ แล้วค่อยมาพูดกัน”

แล้วสื่อไทยก็เป็นแบบสรยุทธ เสียส่วนมากจริงๆ คือ “ด่าก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง” ถึงขนาดว่า สมาคมนักข่าวสมาคมสื่อ แทบทุกสมาคม จะเขียนไว้ในบทกำหนดด้านพื้นฐานของ “จริยธรรมและจรรยาบรรณนักข่าว” เลยว่า ถ้ามีความข้างเดียว ต้องระวัง และ ต้องเข้าหาข้อมูลอีกด้านมาเสนอ นี่อะไรกัน สรยุทธ ไปคว้าเอาความเห็นนักวิชาการที่ไหนมาด่าทักษิณ อยู่ทาง TV เกือบ 5 นาที ให้คนเป็นหมื่นเป็นแสนทั่วประเทศดู ทั้งที่มีข้อมูลแบบ “ด้านเดียว” ขออีกที ก็คือ “ด่าก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

ก็เพราะการตรวจสอบแบบ “งี่เง่า” แบบนี้ของสื่อ แบบช่องวิทยุทหารนั้น หรือจะเป็นเอาแบบสรยุทธ ทางช่อง 3 เลยก็ได้ คนทั่วประเทศเลยถึงจุด “เอื่อมระอา” กับสื่อเหลือเกิน ในอินเตอร์เนต ตามกระดานกระทู้ คนออกมาด่าสื่อกันยับตลอดเวลา สมัยนี้ทางอินเตอร์เนต มีเว็บแล้ว สำหรับคนเกลียดสื่อ ที่จะเข้าไปอ่านข้อความ และบทความของคนเกลียดสื่อ เมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยดัง ต้องออกมาอัดสื่อกันโครมใหญ่ แล้วขอให้สื่อ “รับผิดชอบ” และ “มือโปรมากขึ้น” และยกตัวอย่างสื่อที่ให้ข้อมูลคน “2 ไม่เอา” คนนั้น ที่ไม่ยอมยืนเคารพในหลวง ในโรงหนัง แล้วเรียกร้องให้คนฟัง เอาข้อมูลที่อยู่คนคนนั้น ไปดัก “ทำร้ายร่างกาย” คนคนนั้น

สงครามนี้ประชาชนจะเป็นผู้ชนะแน่ๆ เพราะกำลังซื้ออยู่กับประชาชน ทางเลือกดีๆ เริ่มออกกันมาแล้ว เช่น หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือ “ประชาทรรศน์” และ “บางกอก ทูเดย์” ก็เป็นทางออกใหม่ๆ ให้ประชาชน ที่เบื่อมุมมองต่อต้านแต่ทักษิณ หนังสือพิมพ์ที่สุดเอนเอียง เข้าข้างอำมาตย์ เช่น มติชน และ เดลินิวส์ เริ่มมีเรื่องราวตรงๆ และเสนอด้านมุมมองของนักประชาธิปไตยออกมามากขึ้น ไทยรัฐนั้น กลายเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ ที่เสนอมุมมอง “ครบทุกด้านทุกมุมมอง” มาพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ถ้าจะให้สรุปจากประสบการณ์ข่าว 20 ปีของผม ผมยังมองว่า 75% ของสื่อไทย ยังออกไปในแนว เครือ“ผู้จัดการ” คือ สุดจะเลือกข้างอำมาตย์ คือสุดจะสร้างข่าวมาโกหก หลอกลวงและปั่นหัวคนอ่าน และสุดท้าย สุดจะ “เสี้ยม” ให้แตกแยกกัน

สงครามมันจะแรงขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน แล้วสื่อไทยที่ “เก่งแต่เลือกข้าง เก่งเอนเอียง เก่งเสี้ยม เก่งแต่ด่า” จะมีปัญหาในการปรับตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ช่องว่างมันจะใหญ่มาก มากจน “สื่อและประชาชน” ที่อยู่คนละข้างตอนนี้ จะปะทะกันรุนแรง มันอาจจะเริ่มโดยพลพรรค เช่น มหาประชาชน ออกไปกว้านซื้อผู้จัดการ แล้วเอาไปทำปุ๋ยหมัก แจกจ่ายชาวสวน มันอาจจะเริ่มโดยกลุ่ม TSCB ออกไปประท้วงใหญ่ หน้าบริษัทที่ลงโฆษณามากๆ ใน มติชน มันอาจจะมาจาก กลุ่ม นปช.ที่ออกล่ารายชื่อ ขอให้สภาผ่านกฎหมายสนับสนุนให้มีองค์กรอิสระ มาดูแลสื่อ มันอาจจะมาจาก ยุทธการฟ้องร้องสื่อ ครั้งใหญ่ โดยมีการตั้งกองทุนมาสนับสนุนการฟ้องร้องกันเลย ฟ้องกันแบบทุกเรื่อง ที่ฟ้องได้ และฟ้องแบบต่อเนื่อง ซึ่งถ้าดูจริงๆ มีผู้เสียหายที่ฟ้องร้อง สื่อได้ทุกวัน

จะอย่างไรก็ตาม มันแน่นอนว่าสังคมไทย ไม่สามารถที่จะอยู่รอดไปได้ตลอด ด้วยสันติและมีความเจริญก้าวหน้า ถ้าปล่อยให้สื่อ “เลวลง” อย่างต่อเนื่องเช่นตอนนี้ และเพราะเช่นนั้น คนจะค่อยๆ หันมา ต่อต้านสื่อมากขึ้น จนท้ายสุด พัฒนาการ กลายเป็นสงครามระหว่างสื่อและประชาชน

24 พฤษภาคม 2551

ดูดู๊ดู...ดุเธอทำ....ดูสื่อใหญ่เขาเขียนข่าวสิครับ

24 พฤษภาคม 2551

จากข่าวของสำนักพิมพ์มติชน ได้ลงข้อความข่าวซึ่งเต็มไปด้วยความเท็จ ดังนี้

>"ทักษิณ" โผล่เป็นปธ.งานวันวิสาขะ-เกณฑ์นร.-นศ.นับแสนตากฝนรอ

'ทักษิณ' โผล่ธรรมกาย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสงานวิสาขบูชายิ่งใหญ่ ผู้บริหารระดับสูงศธ. เกณฑ์นักเรียน 2 แสนร่วมงาน มอบโล่เกียรติคุณ-ประกาศนียบัตร ฝนตกนับชั่วโมงให้เด็กยืนรอจนชุดเปียก อ้างฝึกความอดทน จะอิ่มบุญ ป่วยเป็นหวัดเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมว่า วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ได้จัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส

พร้อม ด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย และผู้บริหารระดับสูงหลายหน่วยงานในศธ.อีกหลายคน

แหล่งข่าวในศธ.กล่าวว่า ผู้บริหาร ศธ.ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเกณฑ์นักเรียนตั้งแต่ประถม 6 จนมัธยมปลาย และนักศึกษา เข้าร่วมจำนวนกว่า 200,000 คน

โดยแจ้งไปยังโรงเรียนต่างๆ ขอให้ความร่วมมือกับวัดพระธรรมกายที่มีหนังสือเชิญไปยังโรงเรียน ซึ่งทางวัดได้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด โดยวัดพระธรรมกายอ้างเป็นโครงการโรงเรียนต้นแบบฟื้นฟูศีลธรรมโลก และเยาวชนต้นแบบด้านศีลธรรม หรือดาวแห่งความดี V-Star (Virtuous Star)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมในงานดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ภาคเช้าเวลา 07.00 น. ที่บริเวณมหารัตนวิหารคด อาทิ ให้นักเรียน นักศึกษาชมนิทรรศการพุทธประวัติ ภาคบ่าย มีกิจกรรมสัมภาษณ์พิเศษครูผู้ประสานงาน และนักเรียน V-Star ในโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก

ปฐมนิเทศคณะครูผู้ประสานงานและนักเรียนโรงเรียนแกนนำฟื้นฟูศีลธรรมโลก และกิจกรรมภาคเย็น เริ่มเวลา 16.30 น. ที่บริเวณลานธรรม มหาธรรมกายเจดีย์ มีพิธีมอบโล่วัชรเกียรติคุณและประกาศนียบัตรให้แก่โรงเรียนแกนนำฟื้นฟูศีล ธรรมโลกดีเด่นระดับภาค 40 โรงเรียน

โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมชาย และผู้บริหารระดับสูงของศธ. ร่วมในพิธีมอบโล่และกล่าวให้โอวาทแก่นักเรียน นักศึกษากว่า 200,000 คน ที่นั่งอยู่ในลานธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงกิจกรรมภาคเย็นดังกล่าว ขณะที่นักเรียน นักศึกษากำลังนั่งรอ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาถึง ในบริเวณลานธรรม เกิดฝนตกอย่างหนักประมาณ 1 ชั่วโมง

จนเสื้อผ้าชุดนักเรียน นักศึกษา เปียกปอน ในขณะที่พิธีกรในงานประกาศว่า เป็น การได้ฝึกความอดทน ต้องเผชิญความลำบาก แต่ก็จะอิ่มบุญ ปรากฏว่า มีนักเรียน นักศึกษาหลายคนเป็นไข้หวัด เพราะตากฝนเป็นเวลานาน และอยู่ในชุดเปียกชื้น

กระทั่งเวลา 17.00 น.เศษ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาร่วมพิธีมอบโล่ และกล่าวให้โอวาทประมาณ 15 นาที โดยกล่าวถึง ช่วงวิบากกรรมถูกปฏิวัติ แต่ก็ยังสามารถอยู่มาได้ เพราะกุศลแห่งการทำความดี

นายสมชายกล่าวให้โอวาทด้วย ว่า เป็นความมหัศจรรย์มากที่มีนักเรียนมาอยู่ร่วมกันนับแสนๆ คน ซึ่งเป็นวันแห่งการฟื้นฟูศีลธรรมโลก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบแห่งความดี

ขณะที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า บุคคลทุกคนที่มาร่วมในงานนี้เท่ากับได้มาสร้างปรากฏการณ์ของโลก เด็กๆ ทุกคนก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นดาวแห่งความดีของโลก จึงถือเป็นบุคคลสำคัญของโลก ทุกคนอยู่ในวัยที่เหมาะสมในยุคที่จะฟื้นฟูศีลธรรมโลกอย่างแท้จริง

อนึ่ง โดยปกติในวันวิสาขบูชา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องไปเฝ้าฯรับเสด็จ ในงานเวียนเทียนที่พุทธมณฑล อ.ศาลายา จ.นครปฐม แต่ครั้งนี้ นายสมชายส่งคนอื่นไปแทน เพื่อมาร่วมงานที่วัดพระธรรมกาย


ในขณะที่ข้อเท็จจริง ได้มีผู้บอกเล่าผ่านเว็บข่าว MTHAI โดยผู้ใช้นามแฝงว่า "ขอแค่เข้าใจ" และ "v-guide" ซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับข่าวจากสำนักข่าวมติชน โดยมีรายละเอียดทั้งสิ้นดังนี้

ความคิดเห็นที่ 122
ขอเล่าบรรยากาศวันนั้นให้ฟังนะครับเนื่องจากผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้พานักเรียนจากโรงเรียนหนึ่งมาร่วมงาน

การรวมตัวของเด็กครั้งนี้อยู่ในโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก และเยาวชนต้นแบบด้านศีลธรรม หรือดาวแห่งความดี V-Star (Virtuous Star) ซึ่งเป็นโครงการของชมรมพุทธศาสตร์สากล ในอุปถัมภ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ตามข่าวข้างต้น

ซึ่งโครงการนี้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมทั่วประเทศถึง 5000 โรงเรียน
กิจกรรมของโครงการนี้คือ ต้องการฟื้นฟูศีลธรรมและการทำความดีง่ายๆ ที่ค่อยๆเลือนหายไปครับ

โดยนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ จะเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ
เพราะต้องปฏิบัติภารกิจความดี 10 อย่างในแต่ละวันซึ่งจะอยู่ในสมุดความดีของน้องๆเหล่านั้น ได้แก่

1.ไม่นอนตื่นสาย/เก็บที่นอนทันทีหลังตื่นนอน
2.ไหว้พ่อ-แม่ ญาติ และผู้ใหญ่ทุกวัน
3.ช่วยเหลือทำงานบ้านทุกวัน
4.สมาทานศีลก่อนออกจากบ้าน หรือหน้าเสาธงทุกวัน
5.สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน
6.นั่งสมาธิทุกวัน
7.แต่งกายสุภาพ
8.เขียนคุณความดีของคุณครู เพื่อนหรือคนรอบข้าง
9.ออมทรัพย์ทุกวัน
10.อ่านหนังสือเรียนหรือหนังสือที่มีประโยชน์

และทุกวันที่น้องๆได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆเหล่านี้เรียบร้อย ก็จะต้องนำไปเล่าสิ่งต่างที่ทำมาและรับลายเซ็นจากคุณพ่อคุณแม่ครับ

และสมุดเล่มนี้ก็จะผ่านสายตาของคุณครูประจำโครงการอีกครั้ง
เพื่อชื่นชมและให้กำลังใจแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

และเพื่อให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิผลมากขึ้น จึงได้มีการจัดประกวดมารยาทชาวพุทธและศีลธรรมที่น้องๆเค้าได้ปฏิบัติกันมา

โดยได้กำหนดวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งก็คือวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ณ วัดพระธรรมกายครับ

ในวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เพราะนอกจากที่น้องๆจะได้มาประกวดศีลธรรมกันแล้ว จึงได้จัดให้มีนิทรรศการ เรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายาวถึง 4 กิโลเมตร (เพื่อรองรับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนคน ) รวมทั้งจัดให้มีกิจกรรมตามฐานต่างๆ

และในวันนี้ยังถือเป็นวันรวมตัวของนักเรียนv-star ทั่วประเทศ ทำให้เด็กๆเค้ารู้สึกว่า ไม่ใช่แค่เค้าคนเดียวที่ยังทำดีมาจนวันนี้ ยังมีเพื่อนๆของเค้าอีกนับแสนที่ฝืนพับผ้าตอนตื่นนอน ไหว้พ่อแม่ บำเพ็ญประโยชน์ นั่งสมาธิ หรือทำเรื่องอีกหลายๆเรื่องที่เพื่อนหลายๆคนของเค้าไม่ทำ แถมยังคอยดูถูกพวกเค้าอยู่เสมอ วันนี้เด็กๆเค้าก็มาเป็นกำลังใจให้กันครับ

กิจกรรมต่างๆก็ได้ดำเนินไปจนกระทั่งช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงประกาศผลของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลและร่วมถ่ายภาพประวัติศาสตร์ด้วยกัน ซึ่งทางส่วนกลางได้จัดเตรียมและเชิญประธานมาในพิธีเรียบร้อยแล้ว

นักเรียนทุกคนจะได้รับรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและก็เคลื่อนตัวมายังพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อมารอเพื่อนนักเรียนโรงเรียนอื่นๆที่ทยอยกันมา

แต่จู่ๆฝนก็ตกลงมาอย่างไม่คาดคิด ทำให้เด็กๆบางโรงเรียนวิ่งเข้าไปหลบฝนยังที่ร่ม แต่ก็มีบางโรงเรียนที่ยังยืนหยัด โดยใช้รูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชูขึ้นเหนือศรีษะ เพื่อหลบฝน

พิธีกรกลางจึงได้กล่าวให้กำลังใจแก่นักเรียน เช่น กล่าวถึงคุณธรรมความอดทน แต่เมื่อสักพักดูท่าว่าฝนจะไม่หยุดตก พิธีกรก็เลยให้ทุกโรงเรียนเข้าไปหลบฝนก่อน

จึงทำให้นักเรียนบางคนเปียกฝน แต่เด็กๆทุกคนก็มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเสมอ

ในช่วงนี้ ผม(ซึ่งเป็นผู้ดูแลเด็กๆ) ก็ได้รับการแจกยาพาราและวิตามินซีจากทางวัด เพื่อแจกจ่ายให้กับเด็กๆด้วย

เมื่อฝนหยุดแล้ว นักเรียนจึงทยอยกันออกมาพื้นที่ส่วนกลางที่เดิม พิธีจึงเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ประกาศรางวัล และถ่ายภาพร่วมกัน

และรูปถ่ายที่ชู 2 นิ้ว เพราะเป็นสัญลักษณ์ตัว v ก็คือ v-star ครับ
(ถ่ายหลายท่าครับ ทั้งพนมมือ ทั้งชูมือ ทำตัวv)

เสร็จจากการถ่ายภาพเด็กๆก็ทยอยกันขึ้นรถกลับบ้าน ซึ่งรถจะจอดตามจังหวัดและภาคของตัวเอง

ผมได้ถามความรู้สึกเด็กๆบนรถครับ เด็กๆบอก สนุกครับ ต้อนรับดี ได้ความรู้และสิ่งต่างๆมากมาย ปีหน้าถ้ามีก็จะมาอีกครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นกิจกรรมที่หลายๆคนอาจจะไม่ทราบ จึงทำให้หลายคนเขียนสิ่งต่างๆตามความคิดของตนเองออกไป ผมก็เลยนำมาเล่าให้ฟัง เพราะไม่อยากให้ใครต้องติดผลกรรมไปอีกครับ

พาเด็กมาทำความดี ดีกว่าเห็นเด็กพวกนี้ต้องไปเที่ยวกลางคืน เล่นเกม นะครับ

ส่วนประธานในพิธี ก็คือรมต.กระทรวงศึกษานะครับ
ส่วนคุณทักษิณ ท่านก็มาเป็น 1 ในผู้แจกรางวัลความดีให้เด็กครับ

โดย : v-guide วันที่ :2008-05-23 17:06:40


ความคิดเห็นที่ 155
ได้อ่านข่าวแล้วเห็นว่ายังมีเนื้อความที่พี่ ๆ นักข่าวยังเข้าใจผิดอยู่ เราในฐานนะน้องชมรมพุทธที่ทำโครงการนี้มาตั้งแต่ต้นขออนุญาตอธิบายเป็นข้อนะคะ

1. เรื่องที่กล่าวว่ากระทรวงศึกษาบังคับโรงเรียนต่าง ๆ ให้มานั้นไม่เป็นความจริงเลย พวกเราเป็นคนถือโครงการนี้ไปตามสพท.ตาง ๆ แล้วนำเสนอเรื่องกับท่านผู้ใหญ่ท่านไหนเห็นด้วยก็ยินดีรับโครงการไปนำเสนอโรงเรียนในความดูแลของท่าน ส่วนท่านไหนที่ยังไม่พร้อม เราก็ไม่เคยบังคับนะคะ
และในวันงานครู และนักเรียนเต็มใจที่จะมาในงาน เพราะว่าโครงการที่เราไปฝึกแล้วเด็กมีการเปลี่ยนแปลงท่านเลยเต็มใจมาในงานค่ะ

2. เรื่องค่ารถในการเดินทางหาโรงเรียนมีความยินดีที่จะมาร่วมเดินทางกับเราแต่ละโรงเรียนจะต้องรับผิดชอบเรื่องค่ารถเอง จะมีบ้างที่บางโรงเรียนอยู่ไกลมากแต่ต้องการมาร่วมงานจริง ๆ และมีค่าใช้จ่ายสูง ทางชมรมพุทธเราก็หาผู้สนับสนุนให้แต่ไม่เกินครึ่งหนึ่งค่ะ

3. โครงการนี้ไม่ได้เกี่ยวพันกับการเมืองนะคะ เราเริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของท่านสุรยุทธแล้วค่ะ ไม่ได้เพิ่งมาเริ่ม หรือมารวมพล จริง ๆ แล้วน้องเค้าต้องฝึกตัวฝึกนิสัยกว่า 3 เดือนนะคะ ถึงจะมารวมกันในวัน นี้ได้และ การเชิญท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษามาร่วมงาน ก็เป็นการแสดงความเคารพท่าน เพราะมีเยาวชนในปกครองของท่านมาร่วมงานเป็นจำนวนมากนะคะ

4. ชมรมพุทธไม่ได้บังคับให้น้องๆ มานั่งตากฝนรอท่านทักษิณเป็นชั่วโมง ๆ นะคะ จริง ๆ แล้วนี่เป็นกิจกรรมช่วงบ่ายที่น้อง ๆ พร้อมใจกันสวดมนต์ นั่งสมาธิ เพื่อทำความดีถวายเป็นพุทธบูชา ค่ะ แต่ในระหวางที่บางส่วนเริ่มทยอยออกและบางส่วนเริ่มนั่งแล้ว ฝนก็ตกขึ้นมาอย่างกระทันหันค่ะ เราเลยให้น้องๆ ค่อย ๆ ทยอยเข้าไปหลบฝน ไม่ได้ให้วิ่งเพราะกลัวล้มบาดเจ็บ ซึ่งที่หลบฝนค่อนข้างไกลค่ะ กว่าน้องจะไปถึงตัวก็เปียกค่ะ เรารอให้ฝนหยุดสนิทแล้วก็ค่อย ๆ ทยอยพาน้องออกมานั่งอย่างที่เห็น แต่แจกพลาสติกใสให้รองนั่งก่อนค่ะ ไม่ได้จะบังคับเด็กให้นั่งเป็นชั่วโมง ๆ ตากฝนอย่างที่ข่าวออกเลยค่ นอกจากนี้พวกเราก็มีทั้งหน่วยพยาบาลและพี่เลี้ยงที่เรียกว่า V-guide คอยดูแลน้องทุกโรงเรียนตลอดเวลาด้วยค่ะ

5. ที่เห็นภาพน้องๆ เค้ามานั่งอย่างนั้นกิจกรรมไม่ได้มีแค่นั้น หรือดูน่าทรมานอย่างนั้นนะคะ จริง ๆ แล้วกิจกรรมมีตั้งแต่เช้าแล้วค่ะทั้งตอบคำถามนิทรรศการพุทธประวัติ เล่นเกมส์ ตามฐานต่าง ๆ ฝึกคุณธรรม ซ้อมและประกวดวัฒนธรรมชาวพุทธ และสอบประเมินมาตรฐานศีลธรรมที่น้อง ๆ ได้เรียนมาค่ะ

เราก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเสียใจไม่ต่างจากเพื่อน ๆ ชมรมุพุทธคนอื่น ๆ ที่ไม่สามารถห้ามฝนให้ไม่ตก ห้ามน้องไม่ให้เปียกได้ มันเกินความคาดหมายและความสามารถเด็ก ๆอย่างเรา ยังไงวันนี้มีโอกาสได้อธิบายแล้วก็ขออนุญาตเป็นตัวแทนน้องชมรมพุทธขอโทษผู้ห่วงใยทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย และขอยืนยันด้วยใจจริงว่า ชมรมพุทธไม่ได้คิดร้าย หรือ ทำไม่ดีอะไร ส่งที่พวกเราคิดเสมอมาคือ ทำอย่างไรให้เยาวชนเป็นคนดี

และที่ห่วงใยที่สุดคือ น้อง ๆ นักเรียนที่ร่วมโครงการกับชมรมพุทธ ที่ฝึกตัวทำดีมากว่า 3 เดือนและเต็มใจที่จะมาร่วมงาน มาสร้างกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคนให้ทำความดีกันต่อไป ถ้าได้เห็นข่าวนี้คงเสียใจและหมดกำลังใจมาก การที่เราเข้ามาในกระทู้นี้ไม่ได้จะมาทำให้แตกแยก แต่ขอโอกาสและความเห็นใจ เราเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นก็มีหัวใจดี ๆ และอยากจะเห็นเด็กเป็นคนดีเหมือนเรา....
เข้าใจเราด้วยนะคะ

มีรูปมากมายที่น้อง ๆทำกิจกรรม ลองเข้าไปดูนะคะ http://www.kru.in.th/home/index.php?mode=event_all&id=1#h5

โดย : ขอแค่เข้าใจ วันที่ :2008-05-24 00:00:59

21 พฤษภาคม 2551

คลื่นแห่งความเกลียดชัง: สื่อกับความรุนแรง

โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
ที่มา ประชาไท
2 พฤษภาคม 2551


ในชิ้นที่แล้ว ผมรีวิวหนังสือว่าด้วยกำเนิดและวิวัฒนาการของคาร์บอมบ์ในฐานะที่มันเป็นศาสตราของความรุนแรงที่สำคัญของโลกสมัยใหม่ มาชิ้นนี้ผมอยากจะรีวิวหนังสือเกี่ยวกับอาวุธอีกชนิดหนึ่งซึ่งดูผิวเผินไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับความรุนแรง แต่หากพินิจพิเคราะห์อย่างจริงจังแล้ว จะพบความจริงอันน่าตกใจว่า มันถูกใช้เป็นเครื่องมือของการประหัตประหารหลายครั้งหลายคราวในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และเมืองไทยเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ไม่ว่าจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อปี 2519 หรือที่กำลังเกิดขึ้น ณ วินาทีนี้ เกริ่นซะยาว ครับ ผมกำลังจะพูดถึงสื่อมวลชนครับ

หนังสือที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้อ่าน หากสนใจว่าสื่อมวลชนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงอย่างไรคือ หนังสือชื่อว่าสื่อมวลชนกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา (The Media and the Rwanda Genocide, Pluto Press, 2007) มี Allan Thompson นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนเป็นบรรณาธิการ รวบรวมบทความทั้งสิ้น 35 ชิ้นจากนักวิชาการชั้นนำ บวกกับสารจากโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ

ทำไมรวันดา? ในปี ค.ศ. 1994 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร) ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 500,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่) นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นักสังเกตการณ์หลายคนเรียกมันว่า โฮโลคอสต์ ภาค 2 (Holocaust คือ ชื่อเรียกการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยระบอบนาซีในช่วงสงครามโกลครั้งที่สอง) แน่นอนว่าบทบาทของสื่อมวลชนในการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงนั้นเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แต่รวันดาเป็นกรณีที่สะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เพราะสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อวิทยุทำงานอย่างจริงจัง อย่างจงใจ และเป็นระบบในการก่อให้เกิดการสังหารหมู่ เรียกว่ามีสำนึกรับผิดชอบอย่างสุดกำลังในการก่อความรุนแรง! มันจึงกลายเป็นกรณีที่เป็นประจักษ์พยานหลักฐานอันเด่นชัดที่เผยให้เห็นโฉมหน้าอันน่าสะพรึงกลัวและน่ารังเกียจของสื่อมวลชนในห้วงยามของความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปัจจุบัน รวันดากลายเป็นหมุดหมายอันสำคัญของประวัติศาสตร์ กลายเป็นกรณีศึกษาของนักวิชาการจากหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็นด้านสื่อสารมวลชน จิตวิทยา มนุษยวิทยา นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ที่ต้องการทำความเข้าใจศักยภาพและบทบาทของสื่อมวลชนกับความรุนแรงในโลกสมัยใหม่ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก

หนังสือเล่มนี้คือความพยายามอย่างเป็นระบบในการระดมเอนจีโอ นักการทูต และนักวิชาการจากหลายสาขามาขบคิดเกี่ยวกับปัญหานี้ หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก ว่าด้วยบทบาทของสื่อในรวันดากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ส่วนที่สอง ว่าด้วยบทบาททั้งโดยตรงและโดยอ้อมของสื่อต่างประเทศกับโศกนาฏกรรมในรวันดา ซึ่งทั้งเพิกเฉยไม่แยแสกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อันเนื่องมาจากอคติทางเชื้อชาติ กับอคติทางการเมือง ไม่เห็นว่าชีวิตของชาวแอฟริกันเผ่าหนึ่งในประเทศที่มีไม่ความสำคัญอะไรในเกมการเมืองระหว่างประเทศมีค่าควรแก่การ “เป็นข่าว” การเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ในรวันดากลายเป็นตราบาปของสื่อต่างประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลายมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่สาม เกี่ยวกับมุมมองและขอถกเถียงทางกฎหมายว่าด้วยกรณีความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในฐานะผู้ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง และส่วนที่สี่ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อเพื่อนำไปสู่บทบาทอันสร้างสรรค์ในการระงับความขัดแย้งและความรุนแรง

ด้วยเนื้อที่อันจำกัด ผมจะไม่เล่ารายละเอียดว่าแต่ละบทความเสนอข้อถกเถียงอะไรบ้าง ที่อยากจะทำคือ นำเสนอเฉพาะข้อถกเถียงและข้อสรุปที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญให้เรานำมาขบคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยขณะนี้

ข้อถกเถียงที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้คือ คำถามใหญ่ที่ว่าสื่อมีบทบาทในการก่อให้เกิดความรุนแรงจริงหรือไม่ เราประเมินบทบาทของสื่อสูงเกินจริงไปหรือเปล่า บทความหลายชิ้นในหนังสือเล่มนี้เห็นค่อนข้างสอดคล้องกันว่า ลำพังการโฆษณาชวนเชื่อของสื่ออย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในรวันดา อย่างไรก็ตาม สื่อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดสามประการในการทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและลุกลามไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ

1. สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ และถ้อยคำหยาบคายที่จงใจทำให้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มีความคิดเห็นหรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างกลายเป็นศัตรูที่ต้องถูกกำจัดหรือกวาดล้าง กระบวนการสร้างความเกลียดชังทำในสองรูปแบบหลักคือ หนึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม ในกรณีนี้ดีเจสถานีวิทยุ Radio-Télévision Libre des Milles Collines (RTLM) ซึ่งเป็นสถานีวิทยุเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของผู้นำฮูตูขวาจัด และมีบทบาทหลักในการยุยงปลุกปั่นความเกลียดชัง จนได้ฉายาอันอื้อฉาวว่า “วิทยุแห่งความตาย” จงใจเรียกชาวตุดซี่ว่าเป็นแมลงสาบตลอดเวลา เพื่อชี้ว่าชาวทุตซี่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อหรือจิตวิญญาณเหมือนชาวฮูตู เป็นขยะของสังคมที่ควรจะถูกกวาดล้างเพื่อทำให้สังคมบริสุทธิ์ เหมือนกำจัดแมลงสาบออกไปจากที่พักอาศัย (ฆ่าแมลงสาบไม่บาป) นอกจากเทคนิคที่กดให้ฝ่ายตรงข้ามต่ำกว่าตนแล้ว เทคนิคอีกประการหนึ่งคือ วาดภาพให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปเสีย ซึ่งก็เป็นการทำให้พวกเขาไม่ใช่มนุษย์มนาไปอีกแบบหนึ่ง คือ ดูน่ากลัวเสียจนฝ่าย “พวกเรา” ต้องสามัคคีกันเพื่อกำจัด มีการปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุ RTLM ว่าชาวทุตซี่มีแผนการจะสังหารหมู่ชาวฮุตูให้สิ้นซากไปจากประเทศ และแปลงรวันดาให้กลายเป็นดินแดนของชาวทุตซี่แต่ลำพัง เทคนิคประการที่สองนี้มุ่งสร้างให้เกิดความกลัวและตื่นตระหนกเสริมเข้าไปกับความเกลียดชัง

2. สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมืองหัวรุนแรงกับเครือข่ายของพวกเขา มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างที่ควรจะทำในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง แต่แปลงร่างตัวเองเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเชื้อชาตินิยมขวาจัดในการโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม (รวมทั้งชาวฮูตูด้วยกันที่ไม่เห็นสอดคล้องกับแผนการณ์ของตน) ที่น่ากลัวคือ ผู้ประกาศข่าวและเจ้าหน้าที่ของสถานีนี้ไม่เพียงแต่บิดเบือนข้อเท็จจริง โกหกมดเท็จ และปั้นนำเป็นตัวเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการของการสังหารหมู่เลยทีเดียว มีการประกาศรายชื่อชาวตุ๊ดซี่ที่เป็นเป้าหมายของการสังหารออกอากาศสด นอกจากชื่อเสียงเรียงนาม ดีเจประจำสถานียังให้ข้อมูลที่อยู่เสร็จสรรพว่าจะไปตามฆ่าคนเหล่านี้ได้ที่ไหน รวมทั้งมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ชาวตุดซี่ไปชุมนุมหรือหลบซ่อนอยู่ ข้อมูลจากองค์กรนานาชาติและนักวิจัยพบว่า รายชื่อบุคคลที่สถานีวิทยุ RTLM ประกาศออกอากาศ ทุกรายถูกฆ่าตายให้หลังเวลาการออกอากาศไม่นาน และสถานที่หลบภัยทั้งหลายถูกเผาทำลายและโจมตีอย่างแม่นยำหลังจากมีการประกาศผ่านสถานีวิทยุ เนื่องจากความแพร่หลายของสื่อวิทยุ ซึ่งเป็นสื่อราคาถูกและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในสังคมรวันดา ทำให้การประสานงานในการฆ่าดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในขอบเขตทั่วประเทศ

3. สื่อทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรงเป็นทางออกและจำกัดทางเลือกของการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี บทบาทของสื่อในข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น สื่อวิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับในรวันดาจงใจชี้นำสาธารณะว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง “พวกเรา-คนส่วนใหญ่” กับ “พวกเขา-คนส่วนน้อย” เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว และตอกย้ำว่าความรุนแรงเท่านั้นที่เป็นทางออกจากความขัดแย้งนี้ คำขวัญที่ถูกอ่านออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงนั้นคือ เลือกเอาว่าคุณ “จะฆ่าหรือจะเป็นฝ่ายถูกฆ่า” (to kill or to be killed) โดยการชี้นำเช่นนี้ สื่อทำหน้าที่อันเลวร้ายสองอย่าง หนึ่ง ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้าใจความประเด็นทางการเมืองในแบบอื่นๆ เลย นอกจากการเมืองของสีขาวกับสีดำ เทพกับมาร การตีกรอบปัญหาทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้สังคมขาดวุฒิปัญญาและไม่พร้อมต่อการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน สอง สื่อทำหน้าที่เป็นโฆษกของความรุนแรงและโหมกระพือความแตกแยกในสังคมแทนที่จะเป็นสติให้กับสาธารณชน

บทเรียนจากรวันดาคือ สื่อในสังคมไหนๆ ก็สามารถเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการก่อความรุนแรงได้ เมื่อใดก็ตามที่มันยุติการทำหน้าที่ของการเป็นผู้รายงานข้อเท็จจริงและนำเสนอความเห็นอันรอบด้านแก่สาธารณะ และแปลงตัวเองไปเล่นบทกระบอกเสียงของความเกลียดชัง

เราควรเข้าใจว่าในสังคมประชาธิปไตยใดก็ตาม ความเห็นต่างทางการเมือง ความแตกต่างของอัตลักษณ์ กระทั่งความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เป็นเรื่องปกติของชีวิตทางสังคม ข้อดีของสังคมประชาธิปไตยคือ การอนุญาติให้เราถกเถียงกัน เห็นต่างกันได้อย่างสันติ โดยไม่ตีหัวกันหรือฆ่ากันเพื่อเอาชนะทางการเมือง เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้จากกันและกัน เและคารพซึ่งกันและกัน ไม่เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นยักษ์มารผีสางหรือแมลงสาบ สื่อมวลชนที่ดีในสังคมประชาธิปไตยคือ สื่อที่ทำหน้าที่จรรโลงบรรยากาศและคุณค่าประชาธิปไตยเหล่านี้ให้ดำรงอยู่ ฉะนั้น สื่อต้องไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ไม่วางยาพิษให้กับสังคมด้วยการแพร่กระจายสารของความเกลียดชัง ปฏิเสธการให้ความชอบธรรมกับความรุนแรง และไม่ชี้นำให้เกิดความรุนแรงเสียเอง น่าเสียดายและน่าเสียใจว่าสื่อรวันดาทำทุกอย่างตรงกันข้ามกับบทบาทที่สื่อที่ดีควรจะทำ ราคาของมันคือ ชีวิตของคนบริสุทธิ์ 500, 000 คน ที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ บวกกับความโกรธ ความเกลียด และความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างชาวทุตซี่กับชาวฮูตูที่ดำรงอยู่ในสังคมรวันดาสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

หากจะมีข่าวดีอย่างน้อยเพียงอย่างเดียวจากกรณีนี้คือ ในปี ค.ศ. 2003 ศาลศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (International Criminal Tribunal for Rwanda : ICTR) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้ตัดสินให้ผู้ประกาศสองคนของสถานีวิทยุ RTLM และนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง (นับจากศาลนูเรมเบิร์กที่จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อพิจารณาการสังหารหมู่ชาวยิว) ว่า แม้สื่อมวลชนไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ลงมือฆ่าโดยตรง หากทำหน้าที่ยุยงปลุกปั่นและชี้นำให้มีการใช้ความรุนแรง ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายต่ออาชญกรรมที่เกิดขึ้นด้วย

ผมเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีกในสังคมไทย ไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือระดับใดก็ตาม เรามีบทเรียนมามากพอแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้นในสังคมอื่นและในสังคมเราเอง ผมเชื่อด้วยว่าไม่มีใครอยากเห็นสื่อมวลชนไทยคนใดต้องตกอยู่ในฐานะอาชญากรอันเนื่องมาจากการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง

แต่หากสังคมไทยโชคร้ายพอ ที่มีสื่อมวลชนบางคน และสถานีวิทยุบางแห่งต้องการทำหน้าที่เป็น คลื่นเสียงของความเกลียดชัง สังคมไทยควรต้องช่วยกันวิพากษ์และหยุดยั้ง ก่อนที่เราจะเดินไปบนหนทางของโศกนาฎกรรม

18 พฤษภาคม 2551

สื่อ จะเสนอในสิ่งที่เป็นกบฏต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
18 พฤษภาคม 2551

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข.. ผู้บัญชาการทหารอากาศ.. บอกว่า...“ผมว่าคงไม่มีใครที่ไหน ที่จะมีใครมาบังคับสื่อได้”

ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ.. ท่านคงต้องทำการบ้านหนักๆ หากท่านยังอยากจะ.. พูดเรื่องการเมือง พูดเรื่องบ้านเมือง

ในจีนไม่ว่าปักกิ่ง หรือสิงคโปร์ เวียดนาม เขมร ลาว และพม่า สื่อของเขาเหล่านั้นมีสถานะเช่นไร..

ในมาเลเซีย.. จะไม่มีสื่อชนิดใด ไม่ให้ความเคารพกับกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของเขา..

สิงคโปร์ แม้แต่สื่อฝรั่งที่ว่ายิ่งใหญ่.. ยังกระจอกในประเทศนั้น

ลาว เวียดนาม กัมพูชา.. มีแต่สื่อของรัฐไม่ใช่หรือ..

ประเทศจีนนั้น.. สื่อเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์.. ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์

ในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา.. หากสื่อโดนข้อหาหมิ่นประมาท.. ราคาค่าปรับของเขานั้น.. หากเอามาติดคุกแทนค่าปรับ.. นักโทษหมิ่นประมาท อาจจะต้องติดคุกถึง 1 พันปี

จักรภพ เพ็ญแข.. ไม่ได้พูดผิด.. แต่เขาพูดตรงเกินไป..

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และมีรัฐธรรมนูญที่ห้ามมิให้ใช้อำนาจอื่นใด มาเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น สื่อไม่ว่าของรัฐ ของรัฐบาล หรือของเอกชน.. จะเสนอในสิ่งที่เป็นกบฏต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้..

แต่สื่อไทยทำได้ และทำได้อย่างถาวร และมีอะไรมาขีดคั่น..ระหว่างคำว่า “ของรัฐ” กับ “รัฐบาล”

ในประเทศประชาธิปไตยนั้น.. รัฐบาลคือผู้บริหารรัฐ.. เป็นหน้าที่ด้วยซ้ำ ที่กรมประชาสัมพันธ์ จะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมงานของรัฐบาลออกไปสู่การรับรู้ของประชาชน

สื่อที่ร้องแรกแหกกระเชอ.. ว่าถูกแทรกแซง กลัวการถูกแทรกแซงนั้น.. เพราะกล่าวหาว่าห้างโลตัส.. ทำผิดทำพลาด กล่าวหาทำให้เขาเสียหาย..เขาจึงฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย.. กลายเป็นว่า... แทรกแซงสื่อ.. ทั้งๆ ที่การต่อสู้ของเขา คือ การขอความยุติธรรมจากศาลสถิตยุติธรรม..

มันจะบ้ากันใหญ่ มันจะสำลักอำนาจกันไปถึงไหน

17 พฤษภาคม 2551

สื่อส่องสื่อ

โดย กงล้อประวัติศาสตร์ นกสีเหลือง
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
17 พฤษภาคม 2551

สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ กล่าวได้ว่า มาถึงจุดที่หลายฝ่ายบอกว่า อาจเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การแบ่งแยก แบ่งขั้ว เกิดขึ้นสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้เฝ้าติดตามการเมือง นักวิชาการ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพยายามออกมาเสนอข้อคิดเห็น เสนอทางออกให้บ้านเมือง จึงควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะรับฟังเพื่อหาแนวทางแก้ไข

ในส่วนของสื่อมวลชน มีผู้ใหญ่หลายท่าน เริ่มออกมาเตือนให้สื่อระมัดระวังการเสนอข่าวบิดเบือน การเสนอข่าวที่ขาดมาตรฐานจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เพราะอาจเป็นเหตุของความรุนแรงทางการเมือง ที่อาจนำไปสู่ความล่มสลายของประชาธิปไตย และความสูญเสียอันใหญ่หลวงของสังคมไทย

อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามนักวิชาการสันติวิธี ได้ทำจดหมายเปิดผนึก ถึงผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตราย จากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ คือ สื่อมวลชน

คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทาง ดังนี้

1) สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง

2)โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด และ

3) ทั้งหมดนี้ดำเนินไปขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือ ทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ

นอกจากนี้ เวทีสัมมนา สิทธิมนุษยชน กับความคิดเห็นที่แตกต่าง จัดโดย สถาบันสันติประชาธรรม จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นเวทีสืบเนื่องจากกรณีที่ นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และนางสาวชุติมา เพ็ญภาค ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

โดยมีผู้อภิปรายได้แก่ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นาย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายเกษม เพ็ญภินันท์ จากคณะศิลปศาสตร์ มธ. เป็นผู้ดำเนินรายการ วงเสวนาแสดงความเป็นห่วงการเสนอข่าวของสื่อบางส่วนที่พยายามใช้สถาบันเป็นเครื่องมือในการทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ว่าอาจตามมาด้วยการสูญเสียครั้งใหญ่ของสังคมไทย

อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนนักวิชาการ เห็นว่า สื่อนอกกระแสหลักเคารพความแตกต่าง สามารถวิจารณ์นายโชติศักดิ์ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าหนังสือพิมพ์บางฉบับต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จริงๆ หรือเปล่า หรือต้องการใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ตนเอง ถ้าต้องการเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ควรนำสถาบันมาเล่น โดยเฉพาะการเล่นงานนายโชติศักดิ์ ซึ่งเป็นเด็กตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่เลวร้ายที่สุด แล้ววิธีที่เล่นงานคนที่ไม่มีความผิดทำมาตั้งแต่เล่นงาน นายปรีดี พนมยงค์ สร้างให้เป็นคนเลวร้ายได้ หรืออย่างที่เกิดกับกรณี 6 ตุลาคม 2519

นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจาร์ยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า นายโชติศักดิ์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง กลายเป็นอาวุธทางการเมืองในการโจมตีรัฐบาล และนายโชติศักดิ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล กระบวนการใส่ร้ายป้ายสีโดยมีหนังสือพิมพ์บางฉบับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลายเป็น “ดาวสยามยุคใหม่” แสดงบทบาทอย่างนี้ในสมัย 6 ตุลาคม 2519 ในการใส่ร้ายป้ายสีนักศึกษาโดยใช้ประเด็นสถาบันกษัตริย์ในการโจมตีนักศึกษา หนังสือพิมพ์บางฉบับ พยายามโยงเรื่องนายโชติศักดิ์ไม่ยืนในโรงหนัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ นายสมัคร สุนทรเวช จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่หนังสือพิมพ์บางฉบับทำหน้าที่เป็นดาวสยามใหม่ พรรคการเมืองบางพรรคได้เปลี่ยนเป็นพรรคประชากรไทยยุคเก่า บางพรรคได้หยิบยกมาโจมตี นายสมัคร โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วพยายามโยงว่าเป็นพวกไม่จงรักภักดี

อ.สุธาชัย เห็นว่า การสร้างกระแสแบบนี้สร้างขึ้นได้ โดยเฉพาะ กลุ่มนิยมเจ้า หรือที่เรียกว่า ultra royalist หวาดกลัวเรื่องความมั่นคงของสถาบัน คนกลุ่มนี้ รับไม่ได้กับการที่ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ไม่มีกษัตริย์ เพราะเห็นว่าระบบกษัตริย์เป็นระบบที่ดีที่สุด การที่ประเทศอื่นไม่มีกษัตริย์เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น republic จึงไม่ได้คุกคามเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คุกคามความดีงาม ความพิเศษของสังคมไทยด้วย พวกเขาจะตีความว่าถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์สังคมไทยจะต้องพังทลาย ประชาชนไม่มีที่ยึดเหนี่ยว การเป็น republic จึงเป็นเรื่องร้ายแรง เลวร้าย คนไทยทุกคนต้องลุกขึ้นมาปกป้อง รับไม่ได้อย่างเด็ดขาด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก การสร้างกระแสขวาจัด การใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองจึงฟังขึ้น และสามารถบวกคะแนนเพิ่มให้กับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ และยิ่งกว่านั้นมันโยงกับการบริหารอันเฉไฉของรัฐบาลด้วย ไม่ควรจะโยงกัน ถ้าจะต่อต้านรัฐบาล จะให้เกิดปัญญาความรู้กับประชาชน ต้องบอกว่ารัฐบาลบริหาร ใช้นโยบายที่ผิด ไม่ถูกต้อง และมีนโยบายที่ดีกว่าอย่างไร แต่การโจมตีแบบนั้นไม่พอ การโจมตีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ล้มสถาบัน นายสมัคร สุนทรเวช ล้มสถาบัน มีน้ำหนักทางการเมือง หรือ หลอกประชาชนได้ง่ายกว่า

กลุ่มคนทำ คิดว่า การโจมตี อาจนำไปสู่การรัฐประหาร เพราะวิธีการเบ็ดเสร็จอันเดียวที่จะทำลายรัฐบาลพลังประชาชน หรือรัฐบาลสมัครได้อย่างเฉียบพลันได้ก็คือ การัฐประหาร กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้คิดว่าต้องปลุกระดม โฆษณาเคลื่อนไหวให้ประชาชนเกลียดชังจนกระทั่งไปโหวตไม่รับรัฐบาลแล้วไปเลือกพรรคอื่น เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น ถ้าคิดแบบนั้น ถือว่าแฟร์เพลย์ เป็นประชาธิปไตย แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ไม่ว่าการรัฐประหารหรือการแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง

อ.สุธาชัย เห็นว่า ทำให้เกิดความคับแคบทางความคิดอย่างมากในสังคม คำขวัญที่ชูว่า “การคิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” เป็นเรื่องรับไม่ได้ของคนเหล่านี้ เพราะเขาคิดว่าการคิดต่างเรื่องสถาบันนั้นเป็นอาชญากรรมโดยตรง เป็นการละเมิดคุณค่าร่วมของสังคม ละเมิดสิ่งที่คนไทยควรยึดถือร่วมกัน เขาไม่อาจยอมรับในหลักการประชาธิปไตยที่ยึดหลักว่ามนุษย์คิดต่างกันได้ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดการเคารพนับถือของคนอื่น ความจริงแล้วการนับถือหรือไม่นับถือใครเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างยิ่ง แต่สังคมไทยไม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ความคับแคบของสังคมไทยบังคับให้ทุกคนต้องนับถือในสิ่งเดียวกัน ถ้านับถือในสิ่งที่แตกต่างไปยอมไม่ได้

ดังนั้น กรณีของนายโชติศักดิ์จึงสะท้อนปัญหาใหญ่มาก เพราะพฤติกรรมเช่นนี้กระทบกับกระแสครอบงำความคิด หรือทางทฤษฎีเรียกว่า hegemony ซึ่งก็คือ วัฒนธรรมศักดินา หรือ วัฒนธรรมไพร่ฟ้า ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของกลุ่มนิยมเจ้าที่ตกค้างมาตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติ 2475 มีการแบ่งจำแนกคนออกไปโดยแบ่งโดยชาติกำเนิด

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นของนักวิชาการ และ ปัญญาชน เกี่ยวกับบทบาทของสื่อในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งการทำลายล้าง และวาระสุดท้ายของระบอบประชาธิปไตย หากผู้คนในสังคมขาดสติ ขาดเหตุผล ความยับยั้งชั่งใจ

อาจารย์นิเทศน์ โปรดทราบ ! สื่อเชียร์รัฐประหาร ผิด กม.อาญา ขัด รธน.

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
17 พฤษภาคม 2551

ยังออกมาโวยวายกันไม่จบด้วยการใช้มุกเดิมๆ คือกล่าวหาว่า เป็นการแทรกแซงคุกคามสื่อมวลชน กับกรณีที่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จักรภพ แถลงว่า จะออกระเบียบห้ามสื่อของรัฐนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ในลักษณะสนับสนุนการรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อม

จึงอยากประกาศให้ผู้ที่ออกมาโวยวายได้ทราบไว้ด้วยว่า การสนับสนุนการรัฐประหาร ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาแผ่นดินมาตรา ๑๑๖ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

“ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(๑) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือ
(๒) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความสงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(๓) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี ”

ล่าสุดนางพิรงรอง รามสูตร รณะนันท์ อาจารย์นิเทศศาสตร์ จุฬาได้ออกมาขู่ว่า ระเบียบดังกล่าวขัดต่อมาตรา ๔๖ ในรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ทราบว่า อาจารย์ได้อ่านรัฐธรรมนูญมาตรานี้หรือไม่

จขกท.จึงขออนุญาต นำมาตรา ๔๖ มาอภิปรายที่ละวรรคตอน เผื่อว่า จะทำให้นักวิชาการทางนิเทศศาสตร์ ได้มีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญมากกว่านี้

มาตรา ๔๖ บัญญัติไว้ว่า “ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ...”

ความตอนนี้หมายความว่า สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและความคิดเห็นได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากสื่อไปนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ในลักษณะสนับสนุนการรัฐประหาร ก็ย่อมขัดต่อมาตรา ๖๘ ในรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากในมาตรา ๖๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้”

การรัฐประหาร เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสื่อมวลชนรายใดก็ตาม ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะสื่อของรัฐเท่านั้น นำเสนอข่าวและความคิดเห็นไปในทำนองสนับสนุนการรัฐประหาร ย่อมถือได้ว่าสื่อมวลชนนั้น ใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

กลับมาที่ความในมาตรา ๔๖ กันต่อ ดังนี้ “...โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ....”

สำหรับความตอนนี้ คงไม่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมาย แต่ความรู้ทางนิเทศศาสตร์ น่าจะช่วยทำให้ตอบได้ว่า สื่อในระบอบประชาธิปไตย ไปให้ข่าวหรือออกความเห็นในทางยุยงส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ครูบาอาจารย์ทางนิเทศศาสตร์ได้อบรมสั่งสอนกันมาใช่หรือไม่ ?

14 พฤษภาคม 2551

คนพันทิปโวย "ผู้จัดการฯ"ขโมยรูปละเมิดลิขสิทธิ์ลงข่าวตัวเอง

14 พฤษภาคม 2551

คุณ Laser จากห้องก้นครัว เว็บไซต์พันทิปดอตคอม แจ้งว่ารูปที่ตนเองถ่ายเอาไว้ ถูกนักข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ นำไปลงประกอบข่าวโดยไม่ขออนุญาต

"ความจริงลงเรื่องนี้ไว้ที่ห้องก้นครัว ก่อนหน้านี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็เข้ามาอ่านกรณีแก๊ปซิลล่าในห้องนี้ ก็ไม่คิดว่าจะเกิดกับตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปที่โดนละเมิดนั้นมันเป็นแค่รูปธรรมดา แต่เดี๋ยวนี้คนทำข่าวเลือกที่จะใช้นิ้วเดินแทนขาเดิน เลือกที่จะหารูปจากในเน็ทแทนที่จะออกไปถ่ายเอง จะว่าไม่มีปัญญาซื้อกล้องหรือไม่มีเงินจ้างนักข่าวก็ไม่ใช่ คุยว่าเป็นเว็บข่าวอันดับหนึ่ง แต่แอบเอารูปคนอื่นไปใช้โดยไม่ขออนุญาต เช้าวันอังคารที่ 12 ที่ผ่านมา ปกติจะเปิดเว็บนี้อ่านทุกวัน แตวันนี้มาสะดุดกับข่าวนี้ในหน้าคุณภาพชีวิต"

"ไม่แน่ใจและยังไม่อยากปรักปรำใคร เปิดไฟล์ภาพที่เซฟไว้ขึ้นมาดู"
"เป็นภาพใน คห.201 ในกระทู้แนะนำของห้องก้นครัว "ความอร่อยบนความเหงาที่มีให้กินอีกไม่นาน และน้ำใจที่ผู้คนมีให้กับหอยทอดลุงเตาถ่าน @ อุดมสุข" http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D6003948/D6003948.html ซึ่งลงไว้เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 50 23:15:35"

"เดี๋ยวนี้แค่รูปโรงรับจำนำยังต้องมาแอบเอาไปจากพันทิปเลยหรือนี่ เช็คจากข้อความหลังไมค์ก็ไม่เคยมีการขอ คงคิดว่าแค่ภาพทั่วไปภาพหนึ่ง คงไม่มีใครรู้ใครเห็น หรือว่าเว็บใหญ่โตมีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ คนเขียนบทความจะมักง่ายยังไงก็ได้ จะบอกว่าไม่ได้เอามาจากพันทิป แต่เอามาจากกูเกิ้ล แต่กูเกิ้ลก็ลงชื่อเว้บที่ลงรูปนี้ไว้ http://images.google.co.th/images?q=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3&um=1&hl=th ถ้าขอกันดีๆ แค่รูปธรรมดาอย่างมากก็ขอให้ลงเครดิตให้หน่อย"
"ติดต่อไปแล้วอ้างมุขเดิมๆคือเป็นฝีมือของเด็กใหม่

"จะลงชื่อขอบคุณใต้รูปให้ค่ะ" "ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงทำไมไม่ลงให้แต่แรก" เงียบ
"ถ้าอย่างนั้นจะลบรูปออกให้ค่ะ" "คำถามคือคุณละเมิดลิขสิทธิ์ผม" เงียบ
ล่าสุด 16.05 น.ทางเว็บจัดการลบรูปออกหนีความผิด แต่ผมเซฟทุกอย่างไว้หมดแล้วทั้งในรูปของ html และ word""จากถนนพระอาทิตย์เดินมาบางลำพูเพื่อถ่ายโรงรับจำนำก็ใกล้นิดเดียว แต่นักข่าวหลังยาวคิดว่าใช้นิ้วเดินดีกว่าใช้ขาเดิน ให้ทั้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ กับทางหน้าคุณภาพชีวิตของเว็บผู้จัดการแล้ว ยังเงียบอยู่ ส่งอีเมล์ถามหาความรับผิดชอบกับทางเว็บมาสเตอร์ก็ยังเงียบเฉย แถมเด้งกลับ เข้าไปลงความคิดเห็นใต้บทความ ปรากฏว่าไม่ขึ้นข้อความให้ ทางเว็บคงคิดว่าแค่รูปโรงรับจำนำ รูปธรรมดาสามัญ ฟ้องร้องก็คงไม่คุ้ม ทำเฉยเสียเดี๋ยวก็เงียบไปเอง นี่หรือคือเว็บข่าวอันดับหนึ่ง ?"

วิธี...ทำลายล้าง! รัฐบาลประชาธิปไตย ของสื่อเลว! บางคน

โดย Roger Federer
ที่มา พันทิป
14 พฤษภาคม 2551

1. หากสินค้าขึ้นราคา...ก็จะด่าว่า ข้าวยากหมากแพง ทำประชาชนเดือดร้อน

2. หากสินค้าลงราคา...ก็จะด่าว่า ราคาตกต่ำ เกษตรกรจะอดตาย

3. หากดอกเบี้ยขึ้น...ก็จะด่าว่า ผู้กู้..เดือดร้อน

4. หากดอกเบี้ยลง...ก็จะด่าว่า คนแก่ที่เกษียน ดอกเบี้ยไม่พอใช้จ่าย

5. แต่ถ้า...รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือ....ก็จะด่าว่า...บิดเบือนกลไกตลาด (เช่น..ตอนเข้าไปอุ้มราคาน้ำมันตอนแรกๆ)

6. ถ้ารัฐบาล...ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาด...ก็จะด่าว่า...ไม่ทำอะไร ไม่สนใจปัญหาประชาชน เอาแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ

แต่ถ้าเป็นตอน ปชป เป็นรัฐบาล จะบอกว่า กลไกการตลาด อย่าเข้าไปแทรกแซง (แปลว่า นั่งดูเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร) เก่งจัง สื่อไทย ด่าได้ทุกเรื่อง....!

13 พฤษภาคม 2551

รุมถล่มรัฐมนตรีฯ กรณีห้ามสื่อเชียร์ “สิ่งลามก” ในระบอบประชาธิปไตย !

โดย จำปีเขียว
ที่มา พันทิป
13 พฤษภาคม 2551

ต่อกรณีที่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายจักรภพ เพ็ญแข แถลงว่าจะกำหนดระเบียบห้ามสื่อของรัฐนำเสนอข่าวสารในลักษณะสนับสนุนการรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้ในวันต่อมา นสพ. มติชนรายวันได้พาดหัวตัวเป้ง “รุมถล่ม จักรภพ บังคับสื่อรัฐไม่ได้ ขัดหลักประชาธิปไตย-วิชาชีพ ” (๑๒ พ.ค. ๕๑)

พอ จขกท. ดูในเนื้อข่าวก็พบว่าผู้ที่ออกมารุมถล่มประกอบด้วย พล.อ. ชลิต พุกผาสุก อดีตรองประธาน คมช. , นายสุรัตน์ เมธีกุล รองประธานคณะกรรมการสรรหากรรมาการนโยบายไทยพีบีเอส , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และนายอภิชาติ ศักดิเศรษฐ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

แต่ละท่านรุมถล่มอย่างไร ก็ขออนุญาตหยิบใจความสำคัญที่ท่านเหล่านี้พูดไว้ มีดังนี้

พล.อ. ชลิต กล่าวว่า “คงไม่มีใครมาบังคับน้องๆ หรือสื่อมวลชนได้ สิ่งที่สื่อจะจัดส่งข่าวไปถึงประชาชน ถึงผู้ที่ได้รับข่าว ก็คงจะทำด้วยความหวังดี”

นายสุรัตน์ ซึ่งมีอีกตำแหน่งเป็นประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย(สสมท.) กล่าวว่า “การที่รัฐมนตรีจะมาออกกฎระเบียบเพื่อที่จะควบคุมสื่อ หรือจะมาสั่งห้ามนั้นทำไม่ได้ เพราะขัดต่อระบอบประชาธิปไตย”

นายองอาจ กล่าวตอนหนึ่งว่า “ระเบียบเพื่อจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อ ต้องระวัง เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิสื่อในการนำเสนอข่าว”

ส่วน นายอภิชาติ กล่าวว่า “นายจักรภพควรทบทวนบทบาทตัวเอง ยิ่งพูดยิ่งสร้างความสับสนและสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย”

อันที่จริงก็ไม่ต้องการมาแก้ต่างให้ท่านรัฐมนตรีจักรภพ แต่เกรงว่าคำพูดของอดีตรองหัวหน้าคณะรัฐประหารและลูกหาบที่ออกมาช่วยกันรุมถล่มจะทำให้สังคมเกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่ของสื่อในระบอบประชาธิปไตยไปมากกว่านี้

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าสื่อมวลชนมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งความคิดเห็นต่างๆ สู่ประชาชน เป็นเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตยที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

ท่านรัฐมนตรีจักรภพก็มิได้มีนโยบายที่จะไปห้ามการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพียงแต่ในภาพรวมนั้นต้องการให้เกิดความสมดุลทางข้อมูลข่าวสารโดยสื่อมวลชนควรนำเสนอข้อเท็จจริงให้มีความครบถ้วนรอบด้านมีความเป็นกลางเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยปลอดพ้นจากการครอบงำในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การชี้นำ การบิดเบือน การโฆษณาชวนเชื่อ

และเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีจะออกระเบียบในครั้งนี้ก็มิได้เป็นการห้ามนำเสนอข้อมูลข่าวสารแต่อย่างใด เพียงแต่มีข้อกำหนดว่าสำหรับสื่อของรัฐจะต้องไม่มีการนำเสนอในลักษณะให้การสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในบ้านนี้เมืองนี้

จึงต้องย้อนถามนายสุรัตน์ ประธาน สสมท. และรองประธานไทยพีบีเอสว่าการที่สื่อของรัฐไม่สนับสนุนให้มีการรัฐประหารอีกต่อไปในประเทศไทยขัดต่อระบอบประชาธิปไตยตรงไหน ในทางตรงกันข้ามควรถือว่าสื่อของรัฐได้ทำหน้าที่พิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยซ้ำไปมิใช่หรือ?

ยิ่งจะกล่าวหากันว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญตามที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และนายอภิชาติ ศักดิเศรษฐ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พูดนั้นยิ่งเพี้ยนไปกันใหญ่ เพราะตามความในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้”

การรัฐประหารเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสื่อมวลชนรายใดก็ตามซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะสื่อของรัฐเท่านั้นนำเสนอข่าวและความคิดเห็นไปในทำนองสนับสนุนการรัฐประหาร ย่อมถือได้ว่าสื่อมวลชนนั้นใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

ระเบียบดังกล่าวของท่านรัฐมนตรีจักรภพจึงมิได้ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด !!!

หากจะมีการยกมาตรา ๔๕ ในรัฐธรรมนูญมากล่าวอ้างซึ่งบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายในวิธีอื่น” ก็จะต้องขอให้นายองอาจกรุณาอ่านความวรรคสองด้วยว่าเขียนไว้อย่างไร?

รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน”

หากจะเปรียบเทียบเพื่อให้บรรดาผู้ที่ออกมารุมถล่มรัฐมนตรีฯ เกิดความเข้าใจในมาตรา ๔๕ ก็ขอยกตัวอย่างเช่น สื่อย่อมมีเสรีภาพที่จะนำเสนอเรื่องต่างๆ แต่สิ่งที่สื่อจะนำเสนอสู่ประชาชนนั้นต้องไม่มีลักษณะที่เรียกว่า “ลามก”

“ลามก” แปลว่า “ หยาบช้า เลวทราม , สกปรก ”

จึงต้องถามกันดังๆ ว่าการรัฐประหารเป็น “สิ่งสกปรก”ในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? เป็นการกระทำที่ถือว่า “หยาบช้า เลวทราม” หรือไม่?

อดีตรองหัวหน้าคณะรัฐประหารและลูกหาบทราบหรือไม่ว่าการรัฐประหารยึดอำนาจเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เป็นการทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของชาติและสถาบันฯ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เนื่องจากเป็นการนำไปสู่ความระส่ำระสาย ซ้ำยังเป็นการทำร้ายจิตใจและอาจรวมถึงสุขภาพของประชาชนให้เสื่อมทรามลงและย่อมส่งผลกระทบต่อศีลธรรมหรือความดีงามในการอยู่กันของประชาชนในที่สุด

ท่านรัฐมนตรีจักรภพห้ามสื่อเชียร์ “สิ่งลามก(การรัฐประหาร)” ในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่ชอบธรรมแล้ว

12 พฤษภาคม 2551

บทความ: สื่อ..ไม่ใช่พ่อ

โดย วโรทาห์
ที่มา ประชาไท
12 พฤษภาคม 2551

บ้านก็ไม่ได้อาศัยมันอยู่ ข้าวก็ไม่ได้ขอมันกิน ใครไปยกให้เป็นพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่ สื่อไทยมันถึงได้ใหญ่โตคับฟ้ากันนัก เจ้ากี้เจ้าการตัดสินแทนประชาชนเสร็จสรรพ ด่าว่ารัฐบาลของประชาชน อย่างไม่มีเหตุมีผล เล่นกันเสียๆหายๆ ด่ากันขนาดว่าคนชั่วครองเมืองไปโน่น

อ้าวเฮ้ย..ประชาชนเขาเลือกของเขามา จะีดีจะชั่วมันก็เรื่องของเขา ต้องให้เวลารัฐบาลทำงาน 4 ปีตามรัฐธรรมนูญ ชั่วดีถี่ห่าง เดี๋ยวเขาว่ากันเอง พวกเอ็งเป็นใคร ทำไมถึงจะมาทำตัวเป็นเจ้ากรรมนายเวร ตามจองล้างจองผลาญกันไม่เลิก

เป็นสื่อแล้วมันเป็นไง มันวิเศษวิโสกว่าอาชีพอื่นเค้าซักแค่ไหน ถ้าเก่งจริงก็โดดลงสมัครรับเลือกตั้งไปบริหารบ้านเมืองซี่ มาต๊อกต๋อยเป็นสื่อเส็งเคร็งอยู่ทำไม

ไม่ต้องกลัว ถ้าแน่จริงเดี๋ยวประชาชนออกไปช่วยเลือกให้ เข้าตามตรอกออกตามประตู อย่างมาหาเศษหาเลย ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเดินทางลัด แอบตั้งก๊กตั้งก๊วน สุมหัวกันเป็นมาเฟียคุมประเทศ

ทำเป็นมาตีปี๊บให้ไปเลือกคนดี แต่คนดีของพวกเอ็งมันสุมหัวกันอยู่ในพรรคเก่าแก่แค่พรรคเดียว ถ้างั้นก็ไม่ต้องมาคุย ก็คนพรรคนั้นชาวบ้านเค้าไม่เลือก จะให้บอกอีกซักกี่ครั้งว่าไม่เอาๆ ถ้าเห็นว่าดีนักก็ไปเลือกกันเองซี่ มายัดเยียดให้คนอื่นเค้าทำไม

โห..เล่นง่าย ช่วยกันล็อคฝ่ายพปช.เอาไว้ ปล่อยให้อีกฝ่ายถลุงเอาๆ จนหน้าตาบวมปูด ยังมีหน้ามาด่าว่าเค้าเป็นสายล่อฟ้า ไปยั่วยุให้พวกนั้นมายำเอง เออ..มันท่าจะบ้า เค้าได้เป็นรัฐบาลดีๆอยู่แล้ว ใครจะไปยั่วยุหาพระแสงวิมานอะไรให้มันเปลืองตัว จะพูดจะจาอะไรก็หัดใช้สมองกันหน่อย คงคิดว่าคนไทยยังโง่อยู่มั้ง

สมัยนายกฯทักษิณ ก็แหกปากกันใหญ่ว่าเค้าแทรกแซงสื่อๆ แทรกบ้าแทรกบออะไรสื่อถึงได้ด่าเค้าอยู่ได้ทุกวัน ถ้าลงด่าได้ขนาดนั้นก็ปล่อยให้เค้าแทรกไปเหอะ

ทีสมัยคมช.ครองเมือง มันบอกว่าไม่แทรกแซงสื่อ แต่สื่อยกย่องยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้า เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู ทำอะไรก็ถูกไปหมด

ใครมาเป็นใหญ่มันต้องตีให้หงอ พรรคเก่าแก่ยังเคยโดนตีเมืองขึ้น สมัยปู่พิชัยโดนมันยำซะเละตุ้มเป๊ะ ทำอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด ในที่สุดปู่แกเลยต้องหงอ ยอมยกพรรคให้คนใต้แต่โดนดี เจรจาต้าอ้วยกันเสร็จสรรพ ตั้งแต่นั้นมาเลยกลายเป็นพรรคเทพ อุ้มสมกันใหญ่ สื่อกลายเป็นองครักษ์พิทักษ์ปชป. ทำอะไรก็ถูกไปหมด เป็นรัฐบาลทีไรก็สบายบรื๋อ สะดือปลิ้นกันไปถ้วนหน้า

ใครแหยมมาเป็นโดนมันยำเละ ทั้งน้าชาติ ปู่เติ้ง ไปจนยันลุงจิ๋ว ไม่มีใครรอดเงื้อมมือมารไปได้ซักคน โทษฐานที่ไปแข่งวาสนาเป็นรัฐบาลกับพรรคคนใต้ มาถึงสมัยนายกฯทักษิณมันเลยย่ามใจ ตอนแรกก็นึกว่าจะเล่นง่าย เล่นไปๆชักจะไม่ไหวเลยไปลากทหารออกมาปฏิวัติ คราวนี้เลยงานช้าง เพราะนายกฯรากหญ้าไม่ใช่คนหัวเดียวกระเทียมลีบ มีประชาชนแบ็คอัพอยู่ทั้งแผง

เป็นสื่อแต่ดันมาเลือกข้าง งุบงิบเปิดพื้นที่สื่อให้พวกเดียวกัน แต่ทีฝ่ายตรงข้ามนี่มันปิดกั้นทุกวิถีทาง ตอนนปก.ประท้วงเผด็จการ เป็นเรื่องดีแท้ๆมันปิดข่าวเงียบ ถ้าออกข่าวก็บิดเบือนใส่ไคล้ ให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่มาตอนนี้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย พันธมิตรดันออกมาป่วนเมือง มันแห่ทำข่าวให้เอิกเกริก ยังกับมหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร แถมช่วยป้ายสีฝ่ายตรงข้ามให้เสร็จ

เรื่อง 2 มาตรฐานก็พวกสื่อนี่แหละเจ้าตำรับ ไม่ต้องไปว่าใคร อย่างสมัยที่ปชป.ไปตีรวนรัฐบาลน้าชาติ เหมือนที่มันกำลังตีรวนลุงหมักอยู่นี่แหละ พอน้าชาติตั้งท่าว่าจะยุบสภา โห..สื่อแหกปากกันใหญ่ ตกใจกันแทบตาย บอกว่ายุบไม่ได้ สภาไม่มีความผิด จะไปยุบได้ยังไง เอ้า..เลยไม่ได้ยุบ ลากกันจนมาเจอปฏิวัติ

ทีนี้กลับกัน พอมารัฐบาลชวน1 เจอคดีสปก.เข้าไปมั่ง หันรีหันขวางดูท่าว่าไม่รอดแน่ มีดโกนปากจัดเลยตั้งท่าจะยุบสภา คราวนี้ชาวบ้านเลยบอกมั่ง ว่ายุบไม่ได้สภาไม่มีความผิด หน็อย..สื่อมันพลิกลิ้นหน้าด้านๆ บอกว่ายุบได้ไม่มีปัญหา อ้างไปถึงอังกฤษโน่น บอกว่าพอรัฐบาลเค้าเสียงดีก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ไม่เกี่ยวกับว่าสภาจะมีความผิดหรือเปล่า นั่น..ลิ้น 2 แฉกจะพูดยังไงก็ได้

ตอนรัฐบาลนายกฯทักษิณ ฝ่ายค้านดันได้เสียงน้อยเอง โอย..สื่อแทบจะดิ้นตาย ยำรัฐบาลยกใหญ่ว่าไม่ชอบธรรม ต้องให้เลือกตั้งใหม่ แต่ย้อนไปสมัยรัฐบาลชวน2 ฝ่ายค้านลาออกกันยกแผง รัฐบาลยังนั่งหน้ามึนลากยาวไปจนครบเทอม เซ็นต์โปรเจ็คกันจนพุงปลิ้น สื่อยังนั่งอมสากกันเฉย อย่านึกนะว่าไม่มีใครจำได้ อย่างนี้แล้วมันจะไว้ใจกันได้ยังไง

และแล้วเมื่อปชป.ไม่ได้เป็นรัฐบาล วงจรอุบาทว์ก็กลับมา สื่อช่วยกันข่มขู่รัฐบาลเป็นการใหญ่ ประชาชนจะชุมนุมใหญ่บ้างหละ จะนองเลือดบ้างหละ ทหารจะปฏิวัติบ้างหละ เออเนาะ..แปลกแต่จริงไม่ได้อิงนิยาย ก่อนนี้ใครจะปฏิวัติต้องเก็บเงียบไม่ให้ใครรู้ แต่มาถึงวันนี้พูดกันเป็นขนม

เรื่องปฏิวัตินี่มันเอิกเกริกยิ่งกว่ามหกรรมธงฟ้าราคาถูกซะอีก

วโรทาห์: 11 พ.ค. 51

11 พฤษภาคม 2551

สื่อนรกไม่เล่นข่าวธงชาติ ตุลาโหด สมัครโกงน้ำตาลห้าร้อยล้านต่อเหรอ หรือว่าโดนสับจนสมองฝ่อ

โดย เสรีชน
ที่มา ประชาไท
11 พฤษภาคม 2551

สื่อนรก กำลังวิบัติ หลังพบว่า ประดาสื่อด้วยกัน เริ่มเซ็งกับมุขเก่าๆ ตีทักษิณ โดยไม่มีเหตุ

ภายหลังสื่อนรกทั้งโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์หน้าหงายกันมารายวัน นักต่อนักแล้ว คนไม่รับมุขหน้าเหลี่ยม หรือจมูกหมูปากหมาต่อไป สื่อเร่มวิวาทกันเอง สื่อน้ำดีออกมาฉะสื่อทีวีและหนังสือพิมพ์ให้มีจรรยาบรรณและรับผิดชอบต่อการนำเสนอข่าวมากกว่านี้

วันนี้ ดูเหมือนว่า มันจะไม่ใช่ hey day อย่างคราวก่อน 19 กันยา 49 เพราะสื่อต้องมาเจอกับลูกผู้ชายตัวใหญ่ สมัคร สุนทรเวช ที่เคยน็อคเอ๊าท์สื่อมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยอยู่พรรคประชากรไทย สมัยเป็นผู้ว่า กทม ตลอดจนยุคพลังประชาชนต้านสื่อนรก
ทุกครั้งที่สื่อพยายามแซงค์ชั่นนายสมัคร สุดท้าย สื่อก็ได้รับบทเรียน ยิ่งกร้าวใส่ นายสมัตครก็ยิ่งอัด แล้วอัดทีไร สื่องอก่องอขิง ไม่เคยเอาชนะนายสมัครได้เลย

เมื่อนายสมัคร เป็นรัฐบาลบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 8 กพ 2551 สื่อนรก ลงแดง อยากให้นายสมัครชักดิ้นอย่างตอนที่ไทยรัฐ เคยดิ้นเพราะข้อหาที่นายสมัคร จับยัดใส่มาแล้ว

สื่อเริ่มตีข่าวนายสมัครกับการสังหารโหดนักศึกษากรณี ตุลา 19 ผลก็คือ เหลวไม่เป็นท่า เพราะคนร่วมยุคสมัย ต่างปรบมือเชียร์นายสมัครกำจัดคอมมิวนิสต์มหาลัยนกเขากันถ้วนหน้า จนสื่อปลุกไม่ขึ้น

หันมาตีทักษิณจากกรณีธงชาติที่สนามแมนซิตี้ ก็เจอแฟนพันธ์แท้จากพันทิพย์นำรูปอัปรีย์อีตัวใส่ธงชาติสายเดี่ยว และ ชื่อ สาม สว ชั่วบนธงชาติที่อเมริกา จนกลัวจะติดคุก เลยเลิกข่าวธงชาติอีก ตามมาด้วย ไม่อยากเสนอข่าวแมนซิตี้ ที่ยูบีซีรับแล้วว่ายอดขายพุ่งเพราะคนไทยคลั่งแมนเชสเตอร์ ไม่ใช่ยูไนเต็ด แต่เป็นซิตี้ ห้าหนึ่ง เหนือความคาดหมายของสรยุทธ์และทีมข่าวช่องสาม แต่ยูบีซีสำรวจแล้วว่า ซิตี้คือ ตัวชูโรงของ true sport ตอนนี้ซิตี้ของทักษิณแจ้งเกิด ปีเดียวที่บริหารทีมนี้ ซิตี้ลอยลำเข้ายูฟ่าคัพ คาดว่ายอดขายยูบีซีในปลายปีจะขยับขึ้นอีกมาก

แล้วสื่อนรกโดยคอลัมนิสต์ชื่อดังจากไทยรัฐ กิเลน ประลองเชิง ก็อยากลองดีกับนายกสมัคร โดยการใส่ความว่านายกโกงเงินห้าร้อยล้านจากการให้น้ำตาลขึ้นราคา

พอนายสมัคร ด่ากลับอย่างแรงทางทีวี กิเลน เสียเชิง เกิดกลัวตายเยี่ยวเป็นเลือด เพ้อเรื่องตนเป็นศิษย์มีครู กุมารทอง รักยมบ้าบอเข้าไปนั่น ไม่สมเป็นชายเลย โดนแค่พุงปลิ้นๆ ดันงอโก่งง่ายเกินไป

วันนี้ เมเนเจอร์อยากลองดี เอาเรื่องสมัครจะยกเขาพระวิหารให้เขมรแลกสัมปทานน้ำมันในอ่าวไทยมาเต้าข่าวอีก คนดีๆ ก็รู้แล้วว่า บ้า นายกที่ไหนจะทำเช่นนั้น ไทยใหญ่กว่าเขมร ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวเขมร ที่ยากจน ไม่มีอาวุธอะไร แถมต้องพึ่งพาไทยสารพัด แต่แมเนเจอร์ก็ตีข่าวเพื่อหาทางทำลายนายกไทยให้ได้ เพราะนายกคนนี้คือ ขุนศึกที่เคียงข้างนายทักษิณมาตลอด จนตานี้ นายสมัคร ประกาศจัดการกับแมเนเจอร์ในศาล ยังไง ตานี้ แมเนเจอร์ก็เลี่ยงความรับผิดชอบจากการใส่ไข่หาความของตนไม่ได้ เพราะมันชัดว่าโกหก เหมือนก่อนปฎิวัติก็บอกผบสูงสุดสมัยนั้น พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์จะยกดินแดนให้เขมร เพื่อทำให้คนไทยโกรธเคืองนายกทักษิณว่าขายชาติ มามุขเดียวกันทุกอย่าง

ประกันที่ศาลเชียงใหม่ให้ไป ตานี้ นายลิ้มดอกทองกุลก็คงไม่ได้รับประกันตัวรอบต่อไป งานนี้ สนุกแน่ๆๆ

เมืองไทย ยุคท่านสมัคร สุนทรเวช ทำให้ผมอดนึกถึงยุคคุณชายท่าน มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่ได้ มีอะไรสนุกๆ เยอะ ที่สนุกที่สุดเห็นจะได้แก่ การไล่ล่าฆ่าสื่อรายวัน โดยรัฐบาลกับประชาชนชาวไอที ที่เปิดเผยความคดในข้องอในกระดูกของสื่อนรกไทยล่อนจ้อนกันรายวัน

ดูซีว่า สื่อไทยจะมุสาวาทีกันได้อีกกี่ที พวกนี้หมดราคา หมดความน่าเชื่อถือแล้ว ค่าตัวก็ไม่ต่างอะไรกับโสเภณีแก่ๆ ที่หลวมแผละจนไม่มีใครอยากสมสู่ด้วย แม้นจะลดค่าตัวลงเท่าไรก็ตาม !!!!!

ภายหลังสื่อนรกทั้งโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์หน้าหงายกันมารายวัน นักต่อนักแล้ว คนไม่รับมุขหน้าเหลี่ยม หรือจมูกหมูปากหมาต่อไป สื่อเร่มวิวาทกันเอง สื่อน้ำดีออกมาฉะสื่อทีวีและหนังสือพิมพ์ให้มีจรรยาบรรณและรับผิดชอบต่อการนำเสนอข่าวมากกว่านี้

วันนี้ ดูเหมือนว่า มันจะไม่ใช่ hey day อย่างคราวก่อน 19 กันยา 49 เพราะสื่อต้องมาเจอกับลูกผู้ชายตัวใหญ่ สมัคร สุนทรเวช ที่เคยน็อคเอ๊าท์สื่อมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยอยู่พรรคประชากรไทย สมัยเป็นผู้ว่า กทม ตลอดจนยุคพลังประชาชนต้านสื่อนรก

ทุกครั้งที่สื่อพยายามแซงค์ชั่นนายสมัคร สุดท้าย สื่อก็ได้รับบทเรียน ยิ่งกร้าวใส่ นายสมัตครก็ยิ่งอัด แล้วอัดทีไร สื่องอก่องอขิง ไม่เคยเอาชนะนายสมัครได้เลย

เมื่อนายสมัคร เป็นรัฐบาลบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 8 กพ 2551 สื่อนรก ลงแดง อยากให้นายสมัครชักดิ้นอย่างตอนที่ไทยรัฐ เคยดิ้นเพราะข้อหาที่นายสมัคร จับยัดใส่มาแล้ว

สื่อเริ่มตีข่าวนายสมัครกับการสังหารโหดนักศึกษากรณี ตุลา 19 ผลก็คือ เหลวไม่เป็นท่า เพราะคนร่วมยุคสมัย ต่างปรบมือเชียร์นายสมัครกำจัดคอมมิวนิสต์มหาลัยนกเขากันถ้วนหน้า จนสื่อปลุกไม่ขึ้น

หันมาตีทักษิณจากกรณีธงชาติที่สนามแมนซิตี้ ก็เจอแฟนพันธ์แท้จากพันทิพย์นำรูปอัปรีย์อีตัวใส่ธงชาติสายเดี่ยว และ ชื่อ สาม สว ชั่วบนธงชาติที่อเมริกา จนกลัวจะติดคุก เลยเลิกข่าวธงชาติอีก ตามมาด้วย ไม่อยากเสนอข่าวแมนซิตี้ ที่ยูบีซีรับแล้วว่ายอดขายพุ่งเพราะคนไทยคลั่งแมนเชสเตอร์ ไม่ใช่ยูไนเต็ด แต่เป็นซิตี้ ห้าหนึ่ง เหนือความคาดหมายของสรยุทธ์และทีมข่าวช่องสาม แต่ยูบีซีสำรวจแล้วว่า ซิตี้คือ ตัวชูโรงของ true sport ตอนนี้ซิตี้ของทักษิณแจ้งเกิด ปีเดียวที่บริหารทีมนี้ ซิตี้ลอยลำเข้ายูฟ่าคัพ คาดว่ายอดขายยูบีซีในปลายปีจะขยับขึ้นอีกมาก

แล้วสื่อนรกโดยคอลัมนิสต์ชื่อดังจากไทยรัฐ กิเลน ประลองเชิง ก็อยากลองดีกับนายกสมัคร โดยการใส่ความว่านายกโกงเงินห้าร้อยล้านจากการให้น้ำตาลขึ้นราคา

พอนายสมัคร ด่ากลับอย่างแรงทางทีวี กิเลน เสียเชิง เกิดกลัวตายเยี่ยวเป็นเลือด เพ้อเรื่องตนเป็นศิษย์มีครู กุมารทอง รักยมบ้าบอเข้าไปนั่น ไม่สมเป็นชายเลย โดนแค่พุงปลิ้นๆ ดันงอโก่งง่ายเกินไป

วันนี้ เมเนเจอร์อยากลองดี เอาเรื่องสมัครจะยกเขาพระวิหารให้เขมรแลกสัมปทานน้ำมันในอ่าวไทยมาเต้าข่าวอีก

คนดีๆ ก็รู้แล้วว่า บ้า นายกที่ไหนจะทำเช่นนั้น ไทยใหญ่กว่าเขมร ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวเขมร ที่ยากจน ไม่มีอาวุธอะไร แถมต้องพึ่งพาไทยสารพัด แต่แมเนเจอร์ก็ตีข่าวเพื่อหาทางทำลายนายกไทยให้ได้ เพราะนายกคนนี้คือ ขุนศึกที่เคียงข้างนายทักษิณมาตลอด จนตานี้ นายสมัคร ประกาศจัดการกับแมเนเจอร์ในศาล ยังไง ตานี้ แมเนเจอร์ก็เลี่ยงความรับผิดชอบจากการใส่ไข่หาความของตนไม่ได้ เพราะมันชัดว่าโกหก เหมือนก่อนปฎิวัติก็บอกผบสูงสุดสมัยนั้น พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์จะยกดินแดนให้เขมร เพื่อทำให้คนไทยโกรธเคืองนายกทักษิณว่าขายชาติ มามุขเดียวกันทุกอย่าง

ประกันที่ศาลเชียงใหม่ให้ไป ตานี้ นายลิ้มดอกทองกุลก็คงไม่ได้รับประกันตัวรอบต่อไป
งานนี้ สนุกแน่ๆๆ

เมืองไทย ยุคท่านสมัคร สุนทรเวช ทำให้ผมอดนึกถึงยุคคุณชายท่าน มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่ได้ มีอะไรสนุกๆ เยอะ ที่สนุกที่สุดเห็นจะได้แก่ การไล่ล่าฆ่าสื่อรายวัน โดยรัฐบาลกับประชาชนชาวไอที ที่เปิดเผยความคดในข้องอในกระดูกของสื่อนรกไทยล่อนจ้อนกันรายวัน

ดูซีว่า สื่อไทยจะมุสาวาทีกันได้อีกกี่ที พวกนี้หมดราคา หมดความน่าเชื่อถือแล้ว ค่าตัวก็ไม่ต่างอะไรกับโสเภณีแก่ๆ ที่หลวมแผละจนไม่มีใครอยากสมสู่ด้วย แม้นจะลดค่าตัวลงเท่าไรก็ตาม !!!!!

9 พฤษภาคม 2551

‘วิญญาณหนังสือพิมพ์’ : เราไม่ใช่ และไม่มีวันเป็นแค่ ‘แมลงวัน’

โดย คุณอริน
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
9 พฤษภาคม 2551

“...สูคน หนังสือพิมพ์
มาแปลงเพศ เป็นคนพาล
ทรยศ อุดมการ
วิชาชีพ อันลือชา

อาวุธ หนังสือพิมพ์
คือปลายคม แห่งปากกา
เป็นทวน อันคมกล้า
และโคมทอง อันวาววาม............

ในมือสู ถือทวน
แต่เดินทวน กระแสธาร
ถือทวน พิทักษ์มาร
แลทิ่มแทง ผู้เทิดธรรม”

คอลัมน์กวีในหนังสือพิมพ์ “ประชาธิปไตย” ฉบับประจำวันที่ 9, 11, 12, 14, 15 สิงหาคม 2507 ลงตีพิมพ์บทกวี ชื่อ “วิญญาณหนังสือพิมพ์” ประกอบด้วยฉันทลักษณ์ 3 แบบ โคลงสี่สุภาพ-กาพย์ยานีลำนำ-โคลงห้าพัฒนา ภายใต้นามปากกา “กวี ศรีสยาม” และในเวลาต่อมา เป็นที่รู้จักกันดีว่าคือ จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชน-นักคิด-นักเขียน-ฝ่ายประชาชน คนสำคัญของไทยหลังกึ่งพุทธกาล และในเวลาต่อมามีเหตุจำเป็น ต้องจากบ้านเกิดเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ในวันนี้ คงเหลือแต่ชื่อและความทรงจำหลากหลายแง่มุม

สาเหตุหลักเพียงประการเดียว สำหรับผู้คนส่วนข้างมาก ไม่เฉพาะจิตร ภูมิศักดิ์ พาตัวเองไปสู่สิ่งที่ใครหลายๆ คนเชื่อว่า เป็นการไป “ตกระกำลำบาก” คือความบีบคั้นจากน้ำมือของระบอบเผด็จการทหาร ที่สืบเนื่องยาวนานในสังคมประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่น วันเวลาอย่างนั้นจึงจะอธิบายคำจำกัดความ “จำกัด-ละเมิด-คุกคามสื่อ” ได้ชัดเจน

วันเวลาที่ “เสรีชน” ไม่มี “เสรีภาพ” หรือเกือบจะตั้งคำถามกันได้ว่า “มีเสรีชนจริงหรือไม่?”... เสรีชนเป็นๆ ตัวจริงเสียงจริง ที่พูดได้อย่างที่คิด ไม่ใช่หุ่นชักไร้ชีวิต ที่คอยขยับปากและอวัยวะอื่น ตามความประสงค์ของ “นายหุ่น”


กวีนิพนธ์หลายชิ้น บทความหลายบท ของนักคิดนักเขียน ร่วมสมัยกับจิตร ภูมิศักดิ์ ผลิตขึ้นภายใต้สถานการณ์ลำเค็ญ... บ้างอยู่ในเรือนจำ หรือที่คุมขังอื่นของรัฐเผด็จการทหาร บ้างอยู่ใต้ “พร่างพรายแสง...ดาวดวงน้อยสกาว” (จากเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” โดยจิตร ภูมิศักดิ์ เช่นเดียวกัน)

จากปี 2544 ตรงกันข้ามกับสถานการณ์คุกคามสื่อจากอำนาจรัฐ หัวโจกสื่อ “ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล” ซึ่งในรัฐประชาธิปไตยที่ไหน ก็ไม่เคยมี แพร่ข้อความชนิด “หนักหน่วงรุนแรง” ตามแรงเชียร์ของ “พันธมิตร” และ “บริษัทบริวาร” ขนาดไหนก็ได้ ชุมนุมผู้คนที่แสดงอากัปกิริยา “ก้าวร้าว-ต่ำทราม” ขนาดไหนก็ได้ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น “exhibitionist”)

ก็เห็นจะจะกับสองตา กลางสนามหลวงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้คนจำนวนหนึ่ง ไปด้วยความอยากเปิดกว้างทางความคิด แล้วมีอันให้ต้องผงะ หันหลังกลับแทบไม่ทัน เมื่อสองหูสองตา มีอันต้องเสพรับอย่างเลี่ยงไม่ได้กับความ “กักขฬะหยาบช้า” เข้าเต็มเปา โดยอาศัยใบปะหน้า “ประชาธิปไตย” ที่สีสันเจื่อน เพี้ยนกระดำกระด่างเต็มที

แล้วใน พ.ศ. ปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ช่างซ้ำรอย เพื่อประจานภาวะพายเรือในอ่าง ของกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกบิดเบือนครอบงำ โดยกลุ่มปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ที่แปลงรูปมาจากนักประชาธิปไตยในห้วงเวลาไกลโพ้น บางคนถึงกับเผลอหลุดคำสารภาพกึ่งรำพึงถึง “ความเย้ายวนของอำนาจ” ที่ยากปฏิเสธ ทุกวาทกรรม ทุกคำกล่าวหา ตลอดเวลาครึ่งทศวรรษมานี้ หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนและเป็นธรรม จะเห็นการย้อนรอยในลักษณะ “ขโมยร้องจับโจร” ยังไงยังงั้น จะเป็นปราชญ์หรือปาดก็ดี จะเป็นนักวิชาการหรือนักวิชาเกินก็ดี จะมีอาวุโสหรืออ่อนอาวุโสก็ดี จะเป็นพลเมืองหรือเป็นราษฎรก็ดี ที่ประสานเสียง แปร่งปร่าของคำว่า “ทักซิโนมิกส์” นั้น คือ ต้นทางของการแบ่งแยกผู้คนในสังคม ให้เป็นฝักเป็นฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว

“ปฏิกูล” จากสนามหลวงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 นั้นเอง ที่ดึงดูดฝูงแมลงวันนับร้อยนับพัน ให้ลงเสพกลืนอาศัยเป็นภักษาหารเลี้ยงชีวิต และยังเพาะเชื้อความเน่าเหม็น สั่งสมนำมาเสพกลืนต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้


“หยุดก่อน...หยุดก่อน...หยุดก่อน...” (จากวรรคนำเพลง “หยุดก่อน” ของกลุ่มคนดนตรี “คาราวาน” เมื่อครั้งอยู่บ้านเช่า กินข้าวแกงข้างถนน ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาสามัญชน) วลีอย่างนั้นใน 3 ปีของการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ควรที่จะหวนนำกลับมาเรียกร้องกันอีกหน ด้วยความหมายเดิม และมีเป้าหมายเดิมไปที่ กลุ่มอภิชนา-อำมาตยาธิปไตย-เผด็จการทหาร ทุกรูปแบบ ที่สำคัญอย่างยิ่ง ในโลกสื่อสารไร้พรมแดน คือเน้นการเรียกร้องไปที่ “กระบอกเสียง” ทุกรูปแบบ สื่อทุกสื่อ ให้

“หยุด” สร้างความชอบธรรม-เสริมความแข็งแกร่ง ให้แก่ระบอบอำมาตยาธิปไตย

“หยุด-ถือทวน เดินทวนกระแสธาร หยุด-ถือทวนพิทักษ์มาร”

นั่นคือ สื่อทั้งหลายจง “หยุด” เพื่อพิจารณาทบทวนจุดยืน และบทบาทในชั่วเวลา 3 ปีมานี้ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนส่วนข้างมาก เป็นที่ตั้ง เหลียวหาบรรดาผู้คนที่ “เป็นเพื่อนทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น” และ... ปฏิเสธการรับใช้กลุ่มอำนาจทั้งมวล ที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย

นั่นคือ กลับมายืนอยู่ข้างเดียวกับประชาชนเถิดครับ ถ้าเรารักประชาธิปไตยอย่างที่ปากพูด และอย่างที่ปากกาเขียน หยุดมีชีวิตอยู่ เพียงเพื่อสนองประโยคเลื่อนลอย - เก่าคร่ำคร่า - เร่อร่า - ล้าสมัย - ไร้จุดยืน อย่าง “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน”

7 พฤษภาคม 2551

โหวต: มูลนิธิดาวสยาม และดาวสยามอวอร์ด

ร่วมสนุกกับการโหวตเพื่อคัดเลือกสื่อมวลชนที่คุณเชื่อว่าเหมาะสมกับรางวัลดาวสยามอวาร์ดสาขาต่างๆ ประจำปี 2551 (หากมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นที่ยอมรับจัดการโหวต จึงจะจัดเป็นครั้งที่ 1 - คราวนี้ทำกันตามมีตามเกิดไปก่อน)

หมายเหตุ: มูลนิธิดาวสยามและรางวัลดาวสยามอวาร์ดเป็นชื่อสมมุติ แต่ที่นำมาใช้ในการโหวตจากท่านผู้อ่านครั้งนี้ เพราะดาวสยามคือสัญลักษณ์ของสื่อที่ขาดจรรยาบรรณ และเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 (อ่านเพิ่ม 6 ตุลา 2519 ใน วิกิพีเดีย)









ไอเดียจากคุณ DEKDEE และ คนวันจันทร์เกลียดปชต

จับผิด Manager On Lie จอมโกหก กรณี โชติศักดิ์ และ ชาญวิทย ที่บอกว่าเป็นแกนนำ นปก

โดย บก.ลายจุด
ที่มา พันทิป ห้องราชดำเนิน
7 พฤษภาคม 2551

อ้างถึงบทความเรื่อง หมายเหตุ..จากเนปาล-สู่-ประเทศไทย (ตอนสอง)!!! ใน Manager On Lie
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000052887

โดยรวมแล้ว บทความที่เขียนโดย เชี่ยว ชวนะ พยายามโยงให้เห็นว่า เหตุการณ์เนปาล และ โชติศักดิ์ และ นิตยสารฟ้าเดียวกัน นั้น มีความเชื่อมโยงไปถึงขบวนการที่มีการจัดตั้ง และ ผู้อยู่เบื้องหลังคือ ทักษิณ

ไม่รู้ว่าคนเขียนเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ หรือ นั่งเทียนเขียนข่าว จับเพาะชนแกะ ตามข้อจำกัดของสื่อที่มีคุณภาพได้แค่นี้

เรื่องการรายงานข่าวเรื่องเนปาล ถ้าคนเขียนข่าวมีสามัญสำนึกหรือไม่แกล้งโง่ ข่าวนี้รายงานเกือบทุกช่อง โดยเฉพาะ TPBS ไม่ทราบว่า ผู้เขียนในเครือ Manager On Lie ได้เขียนถึงเทพชัย หย่อง บ้างหรือเปล่า กรณีส่ง จนท ไปทำข่าวถึงประเทศเนปาล คำตอบคือ เปล่า

ทำไม Manager On Lie ถึงไม่กล่าวถึงช่องข่าวอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย เหตุผลก็เพราะว่านี่มันเป็นการใช้วิชามาร จับประเด็นจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม เพื่อหวังผลทางการเมือง นสพ ในเครือผู้จัดการ ไม่มีสภาพเป็นสื่อมานานแล้ว และยิ่งกำหนดบทบาทของตนเองเป็นองค์กรทางการเมืองเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นกลิ่นอายกระหายเลือดส่งกลิ่นออกมา

ส่วนกรณีโชติศักดิ์นั้น ผมไม่ขอก้าวไปถึงเรื่องที่จะไปถึงชั้นศาล แต่จะบอกว่า โชติศักดิ์ ไม่ใช่ นปก และไม่มีทางเป็นไปได้ ในฐานะคนที่รู้จักทั้งโชติศักดิ์ และ เป็นอดีตแกนนำคนหนึ่งของ นปก(2) โชติศักดิ์ คือ พวก 2 ไม่เอา คือ ไม่เอาทั้งทักษิณ และ ไม่เอารัฐประหาร การโยงโชติศักดิ์กับทักษิณนั้น ฟังไม่ขึ้น จริง ๆ คนในผู้จัดการเองพอจะหาข่าวได้ไม่ยาก เพราะเขาแสดงจุดยืนนี้มานานแล้ว ยิ่งถ้าไปถามแฟนคลับทักษิณอย่าง กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ก็ยิ่งชัดว่า แค่แฟนคลับทักษิณ ก็แทบไม่เอาโชติศักดิ์อยู่แล้ว (ไม่อยากลงรายละเอียดว่า เขาเคยวิวาทะกันอย่างรุนแรง ณ ที่แห่งหนึ่ง)

แล้วมาดู Manager On Lie เขียนเชื่อมโยง นิตสารฟ้าเดียวกัน กับ หลาน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ลือกันว่าเป็นนายทุนใหญ่ให้กับฟ้าเดียวกัน

สิ่งที่คนในพันธมิตร และ นปก รู้ดีก็คือ
ฟ้าเดียวกัน เคยเคลื่อนไหวล้มทักษิณมาแล้ว เป็นตัวจักรสำคัญองค์กรหนึ่งในยุคพันธมิตรเฟื่องฟู
และหลังรัฐประหาร บก.ฟ้าเดียวกัน ก็คือ เจ้าของวาทะกรรม "เอี้ยไป จันใร มา" อันเป็นที่ฮือฮาในมวลชนสนามหลวง ผมอยากบอกว่า ฟ้าเดียวกัน เป็น 2 ไม่เอาที่ชัดเจนที่สุด ดังนั้นความพยายามเพิ่มน้ำหนักให้ฟ้าเดียวกัน เป็นกลุ่มเดียวกับทักษิณ จึงไม่จริงด้วยประการทั้งปวง และโชติศักดิ์ ไม่เคยเป็นแกนนำ นปก และไม่เคยร่วมกิจกรรมกับ นปก ส่วนจะมีความรู้จักมักคุ้นกับคนใน นปก บ้าง ก็เป็นผมเองเท่านั้น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

บอกตรง ๆ ว่า คนในผู้จัดการ นอกจากสื่อข้อมูลเท็จแล้ว ผมมีสมมุติฐานว่า นี่เป็นความอำมหิตของพวกคุณ ที่ดึงฟ้าลงต่ำ และ ปั่นกระแสปฏิวัติ หวังจะได้ดื่มเลือดศัตรู

ถ้าพวกคุณขัดแย้งทางการเมืองกับฝ่ายทักษิณ คุณต้องมีคุณธรรม และ มีอุดมการณ์ที่สูงส่งกว่า หาใช่ใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามเช่นนี้ เพราะนอกจากจะทำให้ตัวคุณเองดูต่ำแล้ว ยังทำให้คนที่คุณกลัวและเกลียด ดูสูงขึ้น

Silence of the lamp: หมาเฝ้าบ้าน - อุดมการณ์สื่อ?

โดย นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
ที่มา ประชาไท
7 พฤษภาคม 2551

หัวข้ออภิปรายน่าสนใจของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ในวันนักเขียน 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมาคือเรื่อง “หมาเฝ้าบ้าน: อุดมการณ์สื่อ”?

ผู้ที่ร่วมอภิปรายในวันนั้นคือ คุณ อัศศิริ ธรรมโชติ นักเขียน-นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ คุณ บุญเลิศ คชายุทธเดช แห่ง มติชน และผู้เขียน โดยมีคุณภัทร จึงกานต์กุล พิธีกรข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเป็นผู้ดำเนินรายการ

หัวข้อหมาเฝ้าบ้านที่สมาคมนักเขียนกำหนดให้พูด มีเครื่องหมายคำถาม คล้ายยังสงสัยว่าหมาเฝ้าบ้านเป็นอุดมการณ์หนังสือพิมพ์ตามที่ผู้รับรางวัลศรีบูรพาปีนี้ คือคุณสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการ บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป กล่าวไว้ จริงหรือ?

ข้อเขียนชิ้นนี้ เป็นบทร่างสำหรับการเข้าร่วมอภิปรายดังกล่าว

โดยทั่วไป สื่อมักอธิบายบทบาทของสื่อในฐานะ "หมาเฝ้าบ้าน" หรือ "watchdog: a dog who provides protection by watching for or guarding against intruders” ว่าเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้อำนาจรัฐที่อาจเป็นภัยต่อประชาชน เหมือนหมาที่คอยเห่า เตือน ระแวดระวังภัยให้เจ้าของบ้าน ซึ่งฟังดูเป็นหน้าที่สำคัญมาก แม้ว่าหน้าที่หมาเฝ้าบ้านจะเป็นเพียงภารกิจหนึ่งในหลายภารกิจของสื่อสารมวลชน ที่ต่างมีความสำคัญทั้งสิ้น โดยเฉพาะ "การทำความจริงให้ปรากฎ"

คนที่มองสื่อในฐานะหมาเฝ้าบ้านมักถามว่า หมาเอาอะไรมาประเมินว่าใครคือ intruders ที่ต้องเห่าและกัด ซึ่งหมาคงบอกว่าตอบง่ายมากในแง่คำตอบพึงประสงค์ นั่นคือเห่าและกัดคนเลว แต่คำถามนี้ตอบยากกว่ามากเมื่อลงรายละเอียดซึ่งจะมีคำถามซ้อนคำถาม

โดยหลักการแล้ว การทำหน้าที่ watchdog ของสื่อ คือการตรวจสอบอำนาจรัฐว่าได้ใช้ไปอย่างยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของชุมชน หรือของพลเมืองทั้งหมดของประเทศ หรือไม่และ อย่างไร เพราะไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มใหญ่ มีผลประโยชน์ต้องกันหรือขัดกันอย่างไร ทุกคนและทุกฝ่ายต้องได้รับความยุติธรรมอันพึงมีพึงได้จากรัฐ

การตรวจสอบการทำงานของรัฐ มิให้ผู้ใช้อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวจากรัฐ เป็นงานของทุกคนที่อยู่นอกอำนาจรัฐ กล่าวคือ เป็นงานภาคพลเมือง มิใช่หน้าที่ของสื่อสารมวลชนตามลำพัง แต่สื่อสารมวลชนได้รับการคาดหวังว่า ควรทำหน้าที่นี้ได้เข้มแข็งกว่า เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้ถือครองอำนาจสะดวกกว่านั่นเอง

สิ่งที่จะเป็นปัญหากับสื่อมวลชนหรือหมาเฝ้าบ้านผู้ตรวจสอบ ก็คือเมื่อคนในบ้านรู้สึกว่า หมาเฝ้าบ้านเห่าและไล่กัดจนมั่ว กระทั่งเห็นคนในบ้านเป็นศัตรูผู้รุกราน

หมาบางตัวอาจเห่าสิ่งที่สมควรเห่าจริง 1 ส่วน แล้วเห่าจินตนาการที่เกิดจากความหวาดกลัวของตัวเองอีก 9 ส่วน หรือหมาบางตัวที่ตัดสินไปแล้วตามอำเภอใจว่าคนในบ้านบางคนเป็นโจร อาจเห่าจริง 1 ส่วน แล้วเห่าลวง 9 ส่วนเพื่อให้คนในบ้านที่หมาตัดสินว่าเป็นโจรย่ามใจออกมาเดินนอกบ้านให้หมางับคอหอย

พูดแบบภาษาคน (ที่ไม่ต้องเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นหมากำลังเห่า) ก็คือ ณ เวลานี้นอกจากสื่อที่แสดงพฤติกรรมเป็นคำถามว่า กำลังทำงานการเมืองเพื่อกำจัดคู่แข่งใช่หรือไม่ จึงสามารถทำทุกอย่างโดยไม่กำจัดรูปแบบ เพื่อทำลายล้างคนคิดต่างให้สิ้นซาก

คนทำสื่อทั่วไปก็ยังเข้าร่วมขบวนการกำจัดมนุษย์คิดต่างด้วย เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์ความดีและความถูกต้อง ซึ่งต้องรับผิดชอบขจัดความเลวให้หมดไปจากโลก

ในเรื่องทั่วไปที่ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ผู้พิทักษ์ความดีและความถูกต้องก็มักอ้างสิทธิของผู้มีความรู้ดีและมีศีลธรรมดี (ซึ่งไม่จริงเสมอไป) ตัดสินบุคคลในข่าว ว่า เป็นคนผิด คนเลว ตามทัศนคติของเรา นินทาว่าร้ายบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะที่อ้างว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับคำพูดและข้อเขียนที่นำเสนอ

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เมื่อคนจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า อันที่จริงแล้วสื่อไม่เคยสนใจประชาชนอย่างจริงจัง เพราะประเด็นเสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของประชาชนนั้น เมื่อเอาเข้าจริงแล้ว ก็คล้ายกับสื่อต้องการเสรีภาพ เพียงเพื่อโอกาสกล่าวหาใส่ร้ายคนอื่นอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น

เมื่อเชื่อในเรื่องการผูกขาดเป็นผู้พิทักษ์ความดีและความถูกต้อง คนทำสื่อจำนวนมากก็เชื่ออย่างจริงใจและภาคภูมิใจว่า พวกเขากำลังทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนภัยเจ้าของบ้าน ไม่ให้ “คนอื่น” ซึ่งเป็นคนผิดและเลว มาบุกรุกทำลายบ้าน ซึ่งนับว่าเข้าทางคนที่รู้วิธีใช้สื่อเป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูพอดี

ทัศนะที่มองว่า "คนอื่น" ซึ่งไม่ใช่เราผิดและเลว สนับสนุนให้มอง "คนคิดต่าง" เป็นอื่นเสมอ ผิดเสมอ เลวเสมอ กล่าวให้ชัดคือ เป็นศัตรูตัวฉกาจที่กำลังคุกคามบ้านของเรา คุกคามการดำรงอยู่ของเรา คุกคามชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา

เป็นภาพศัตรูที่สร้างขึ้นจากความทรงจำในแบบเรียนประวัติศาสตร์ฉบับนกแก้วนกขุนทองเรื่องสงครามเสียกรุง

คนทำสื่อที่มองโลกแบบยึดติดกับกรอบเดิมกรอบเดียว ย่อมไม่สามารถเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่นเดียวกับคนรับสาร ซึ่งหากรับความคิดความเชื่อจากสื่อแบบเดิมแบบเดียวทุกวัน ก็ย่อมติดอยู่ในกรอบความรู้ความคิดแบบเดิมแบบเดียวของสื่อ

มีแต่ความกังวลเรื่องคนขายชาติกำลังบ่อนทำลายชาติให้ล่มจม หรือมีแต่ความรู้สึกเคียดแค้นคนขายชาติ ต้องจับมันมาลงโทษประจานให้หายแค้น

ไม่มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาชุมชนของเรา สังคมของเรา หรือประเทศของเรา เพราะเราเป็นเพียงคนเล็กคนน้อยด้อยค่าที่ปราศจากตัวตน ชาติที่ยิ่งใหญ่ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของเราเท่านั้นมีตัวตนและอนุญาตให้เรามีชีวิต แต่เรากำลังจะเป็นคนไร้ชีวิตและไร้แผ่นดิน เพราะชาติของเรากำลังถูกคนขายชาติบ่อนทำลาย

อันที่จริง ความคิดของสื่อที่ว่าตนเป็นหมาเฝ้าบ้าน หรือเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมที่ยิ่งใหญ่นั้น ถือเป็นเรื่องดีและเป็นจุดแข็งของสื่อ แต่จุดแข็งดังกล่าว สามารถกลายเป็นจุดอ่อนที่อันตรายต่อสังคมได้ หากสื่อตีความว่า ในโลกนี้มีแต่ตนเท่านั้นคือคนดีผู้พิทักษ์ความดี ดังนั้น อะไรก็ตาม ที่สื่อเห็นว่าไม่ดีย่อมเป็นของเลวต้องกำจัด เพราะผู้พิทักษ์ความดีจะปล่อยให้ความเลวมีชัยชนะไม่ได้

คำถามคือ คนทำสื่อรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งกว่าคนอื่นๆ หรือ?

เป็นความจริงหรือว่าสื่อ "เลือกถูก" ทุกครั้ง แม้ในกรณีทั่วไปที่ไม่ใช่กรณีการเมือง เช่น กรณีหมอกับคนไข้ ที่สื่อมักเลือกเชื่อและเลือกเผยแพร่ความเชื่อว่าคนเป็นหมอชุ่ย เห็นแก่เงิน เพราะถ้าไม่ชุ่ย ไม่เห็นแก่เงิน คนไข้ที่เข้ารับการรักษาต้องหายดีเสมอ ดังนั้น เมื่อมีคนไข้ตายหมอจึงสมควรติดคุก

ก่อนจะเลือกเชื่อและส่งเสียงเตือนประชาชนในเรื่องต่างๆ สื่อได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องที่สื่อส่งเสียงเตือนหรือไม่ และอย่างไร

ในกรณีหมอกับคนไข้ก็คือ ก่อนจะสรุปว่าหมอชุ่ย สื่อหรือหมาเฝ้าบ้านตัวนั้นมีความรู้ความเข้าใจ หรือพยายามแสวงหาความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บบ้างหรือไม่ อย่างไร

ความตื่นตูม รีบร้อนเห่าด้วยความภาคภูมิใจของสื่อว่า ฉันคือหมาเฝ้าบ้านผู้ซื่อสัตย์นั้น บ่อยครั้ง ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น หรือไม่ได้ทำให้สังคมมีสติ หรือฉลาดขึ้น

ในหลายกรณี เลวร้ายลง โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นในกรณีสามจังหวัดภาคใต้ และที่เป็นข่าวกันอยู่ตอนนี้ ซึ่งมีการดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

สื่อฉลาดและรู้ดีกว่าประชาชนทุกคนหรือ? รู้และเข้าใจศาสตร์ทุกศาสตร์ในโลกอย่างถ่องแท้หรือ? จึงมั่นใจว่าตนสมควรเป็นผู้เลือกและตัดสินดีชั่วถูกผิด แทนประชาชนไปเสียทุกเรื่อง

ถ้าอ้างว่า สื่อพูดหรือเขียนตามเสียง "ประชาชนส่วนใหญ่" หรือตามเสียงแห่ง "คุณธรรมอันดีงาม" ซึ่งถูกต้องเสมอ

คำถามคือ ใครคือประชาชนส่วนใหญ่ ใครคือประชาชนส่วนน้อย สื่อใช้มาตรฐานใดตัดสินว่าสื่อกำลังพูดหรือเขียนตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ สื่อมีความเห็นอย่างไรกับเสียงของประชาชนส่วนน้อย ละเลย ไม่รับฟัง หรือดูถูกเหยียดหยาม ?

คำถามคือ อะไรคือคุณธรรมอันดีงาม และคุณธรรมอันดีงามนั้นกำหนดโดยใคร สื่อใช้มาตรฐานใดมาวัดว่า เสียงใดเป็นเสียงของความดีที่ต้องรับฟัง เสียงใดเป็นเสียงของความเลวที่ไม่ต้องรับฟัง

สื่อใช้มาตรฐานใดวัดความดีเลว?

ถ้าด้วยมาตรฐานทางศีลธรรม คำถามคือ สื่อใช้มาตรฐานเดียวกันในทุกกรณีและทุกวาระหรือไม่ หรือใช้อย่างเข้มข้นเป็นบางกรณี เป็นบางวาระ ตามโอกาสการเลือกข้าง

จริงหรือว่าข้างที่สื่อเลือกได้ชื่อว่ามีศีลธรรมเสมอ? จริงหรือว่าข้างที่สื่อเลือกไม่เคยมีปัญหาศีลธรรมในภาคปฏิบัติ? จริงหรือว่าคนดีที่สื่อเลือกไม่เคยทำผิดในทำนองเดียวกับคนเลวที่สื่อไม่เลือก?

คำถามคือ เมื่อสื่ออ้างความเป็นหมาเฝ้าบ้าน เลือกและตัดสินแทนประชาชนว่าต้องเห่าและไล่งับคนที่เราเชื่อว่ามันเป็นศัตรูของประชาชนนั้น

สื่อแน่ใจหรือไม่ว่า สื่อได้นำเสนอมุมมองต่างๆ จากรอบด้าน โดยมิได้ละทิ้งข้อมูลใดๆ ซึ่งจงใจไม่เห็น หรือไม่เห็นโดยสุจริต เพราะใจไม่เปิดรับ ด้วยสรุปไปแล้วว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เลวแน่นอน เพราะมาจากฟากคนเลว ส่วนสิ่งนั้นสิ่งนี้ดีแน่นอน เพราะมาจากฟากคนดี

หมาเฝ้าบ้านหรือผู้พิทักษ์ความยุติธรรมที่ผูกขาดความดีและความยุติธรรมไว้กับตัวเอง ควรระวังว่า เราอาจมีส่วนบิดเบือนความจริง หรือปกปิดความจริงจากสายตาเจ้าของบ้าน หรือผู้รับสาร

เพราะอะไร

เพราะความจริงคือไม่มีมนุษย์คนใดสมบูรณ์แบบ ไม่มีมนุษย์คนใดดีสมบูรณ์แบบ ไม่มีมนุษย์คนใดเลวสมบูรณ์แบบ

นี่คือโลกของความจริง ไม่ใช่โลกสีดำขาว ไม่ใช่โลกของเทพกับมาร ไม่ใช่โลกในนิทานนางฟ้า ไม่ใช่โลกของซูเปอร์แมน

นี่คือโลกของความจริง

บ้านที่สื่อในฐานะหมาเฝ้าบ้านต้องระแวดระวังนั้น ไม่ใช่บ้านที่มีเจ้าของคนเดียว แต่เป็นบ้านของประชาชนทั้งหมด ปัจจุบันนี้คือกว่า 60 ล้านคน ประชาชนทุกคนมิได้คิดเหมือนกัน มิได้มีความต้องการเหมือนกัน ส่วนผู้มีอำนาจทางการเมืองนั้นเล่า ก็หลากพวกหลายฝ่าย ทั้งที่แสดงตนเป็นนักการเมืองโดยตรงและมิได้แสดง แล้วหมาเฝ้าบ้านจะเลือกระแวดระวังภัยให้ประชาชนกลุ่มไหน

คำกล่าวอ้างว่า "เพื่อประชาชน" เป็นคำพูดต่อๆ กันมาที่ฟังดูยิ่งใหญ่ ใครๆ ที่ได้ชื่อหรืออ้างตนเป็นคนดีล้วนพูดถึง"เพื่อประชาชน" แต่ใครเคยคิดอย่างจริงจังบ้างว่า ประชาชนหมายถึงอะไร

ถ้าหมาเฝ้าบ้านรักประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของบ้านตัวจริงตามคำกล่าวอ้าง ย่อมไม่สมควรทำให้ประชาชนเสียหาย

การสนับสนุนยั่วยุให้ประชาชนเกลียดกันและฆ่ากัน เป็นความเสียหาย หรือไม่ใช่ความเสียหาย?

การทำลายโอกาสการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตามธรรมชาติของมันเช่นนั้น ก่อนหน้า “การเลือก” ของหมาเฝ้าบ้าน ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ปะปนด้วยอคติ คือความชื่นชมจนอาจเกินจริงและมองข้ามความผิดพลาด ในสิ่งที่หมาเฝ้าบ้านเชื่อว่าดี หรือรังเกียจจนอาจเกินจริงและเพิ่มเติมความผิดพลาดมากเกินจริงในสิ่งที่หมาเฝ้าบ้านเชื่อว่าเลว

เป็นความเสียหาย หรือไม่ใช่ความเสียหาย?

ธรรมชาติของมนุษย์นั้น บังคับจิตใจกันไม่ได้ มีคนชอบสิ่งนั้นและสิ่งนี้ เชื่อสิ่งนั้นและสิ่งนี้ เมื่อหมาเฝ้าบ้านเลือกข้างทางการเมือง โดยไม่เข้าใจธรรมชาติของการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งฝ่ายตรงข้ามกันต้องทำลายอีกฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างดึงประชาชน มาเป็นพวก หรือให้มาตายแทนในสนามรบ

หมาเฝ้าบ้านอาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมือง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

กลายเป็นหมาที่ยั่วยุให้ประชาชนลุกขึ้นมาฆ่ากัน โดยมีหมาช่วยงับคอหอยประชาชนฝ่ายตรงข้ามกับหมาด้วย เพราะหมาสรุปแล้วว่า ไอ้พวกนั้นมันเป็นศัตรูประชาชน ไอ้พวกนั้น (ซึ่งแม้ว่าทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติจะเป็นเจ้าของบ้านร่วมกันกับประชาชนฝ่ายหมา) จึงไม่ใช่ประชาชน งับคอหอยมันได้

บางทีถ้าสื่อจะเลิกคิดผูกขาดความเป็นหมาเฝ้าบ้าน หรือเลิกคิดว่า ตนเป็นเพียงผู้เดียวที่พิทักษ์ความถูกต้องและความดีงามของโลกเสียบ้างคงเข้าที เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

อุดมการณ์ที่สื่อควรจะมีอย่างที่สุด คือมุ่งมั่นที่จะรายงานข้อเท็จจริงและนำเสนอความเห็นอันรอบด้านแก่สาธารณะ เพื่อจรรโลงบรรยากาศประชาธิปไตย มิใช่สร้างหรือส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความเกลียดชัง เว้นเสียแต่สังคมไทยจะไม่ใช่ประชาธิปไตย และไม่ปรารถนาประชาธิปไตย

สังคมประชาธิปไตยยอมรับความเห็นต่าง และสนับสนุนให้มีการโต้เถียงแลกเปลี่ยนความเห็นโดยไม่ต้องฆ่ากัน หรือชี้หน้าว่าฝ่ายคิดต่างเป็นศัตรูของชาติ ด้วยข้ออ้าง "ชั่ว ไร้ศีลธรรม" แม้ว่าฝ่ายที่ชี้หน้าด่าเขาก็มีพฤติกรรมอย่างเดียวกัน

เราไม่สามารถห้ามคนทำสื่อไม่ให้เลือกข้าง และในฐานะมนุษย์ แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เลือกข้างตามความเชื่อของเรา เพราะต่อให้เราไม่เลือกสองข้างที่กำลังสู้กัน เราก็เลือกข้างที่สามซึ่งเป็นทางของเราอยู่ดี

ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อทำหน้าที่สื่อที่ต้อง "รับผิดชอบ" กับการนำเสนอความจริง คนทำสื่อต้องถอนหรือพยายามถอนอารมณ์จากการเลือกข้าง ที่เรียกว่าทำอารมณ์เป็นกลาง หรือทางพุทธคืออารมณ์อุเบกขา เพื่อสามารถทำความจริงให้ปรากฏ

ไม่ใช่เลือกว่า กอ ดี เมื่อเสนอข่าวหรือความเห็นเกี่ยวกับ กอ จึงมีแต่ความดีของกอส่วนขอ เลว ดังนั้น อะไรที่เกี่ยวกับ ขอ ก็เลวหมด เพราะไม่มีอารมณ์อุเบกขาสามารถมองทั้งกอและขอตามที่เป็นจริง

หรือตั้งความเชื่อไว้ว่า ใครมีอุดมคติทางการเมืองต่างจากพวกเราซึ่งเป็นพวกคนดี แปลว่าพวกมันเลว เห็นแก่เงิน เมื่อพวกมันคัดค้านเรา จึงแปลว่าพวกมันรับเงินฝ่ายตรงข้ามมาคัดค้านเรา

ไม่ได้มองตามความเป็นจริงว่า คนคิดต่างกันได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งหรือเงินสั่ง และไม่ได้มองตามความเป็นจริงว่า บางครั้งเราเองก็เห็นแก่เงินในรูปแบบอื่นๆ เหมือนกัน หรือบางครั้งเราเองก็อ่อนข้อให้กับระบบทุนนิยมบริโภคนิยมเหมือนกัน ดังนั้น แทนที่จะมัวแต่ด่าคนอื่น เราก็ควรตรวจสอบตัวเองด้วย

ความจริง อุดมการณ์ ที่สื่อควรตระหนักและปฏิบัติตามมีอยู่ในข้อบังคับจริยธรรมสื่อ แต่บางทีคงเพราะมันเป็นอุดมการณ์ที่เหมือนจับต้องไม่ได้ นอกจากเอาไว้คุยอวดกันว่าอาชีพของฉันมีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ คนทำสื่อหลายคนจึงไม่ได้สนใจหรือไม่เคยทำความเข้าใจมันอย่างจริงจัง

ทายใจคุณกุหลาบไม่ได้ว่า หากท่านมีชีวิตอยู่ในวันนี้ ท่านจะมองสื่ออย่างไร แต่เชื่อว่า ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ นักอ่าน นักคิดของคุณกุหลาบ ท่านคงไม่เห็นด้วยกับการที่สื่อมิได้ทำหน้าที่เตือนสติสังคมและสนับสนุนส่งเสริมบรรยากาศตลอดจนคุณค่าประชาธิปไตย

หน้าที่หมาเฝ้าบ้านตามหลักการหมาเฝ้าบ้านนั้นดี แต่หมาที่หลงผิดว่าตัวเองสามารถตัดสินใจทุกประการแทนเจ้าของบ้าน แล้วเห่ายั่วยุให้คนในบ้านเกลียดกันและฆ่ากันเอง ถือว่าเข้าขั้นป่วย สมควรได้รับการเยียวยา

6 พฤษภาคม 2551

สื่อไม่ใช่เทวดา ต้องถูกตรวจสอบได้

จาก คอลัมน์ ต่างคนต่างคิด
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
6 พฤษภาคม 2551

การออกมาสาปแช่งสื่อมวลชนที่เขียนข่าวให้ร้ายว่า มีเงินติดก้นกระเป๋า 500 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทน ที่ตัดสินใจขึ้นราคาน้ำตาลทราย ชนิดที่เรียกว่า เอาคนทั้งตระกูลมาเดิมพันว่า หากมีนอกมีใน มีผลประโยชน์ตอบแทนจากการขึ้นราคาน้ำตาลจริง ขอให้ตัวเองและครอบครัว ตลอดจนคนในวงศ์ตระกูล ต้องมีอันเป็นไป แต่หากไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อกล่าวหาจริง ขอให้คนเขียนกล่าวหามีอันเป็นไป

นี่เป็นการตอบโต้กันด้วยวัฒนธรรมแบบไทยๆ คนไทยเรานั้นทำ 2 อย่าง หากอยากให้คนเชื่อถือในคำพูดของตัวเอง คือสาบาน กับสาปแช่งตัวเอง กรณีของนายกฯสมัคร สุนทรเวช เลือกที่จะออกมาสาปแช่งตัวเองใ ห้มีอันเป็นไปหากมีเศษเงินกระเด็นเข้ากระเป๋าแม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าไม่เป็นจริง ก็ขอให้คนที่เขียนคอลัมน์ใส่ร้ายป้ายสี ต้องมีอันเป็นไปแทน

ความจริงในวงการสื่อ เขามีคำพูดอยู่คำหนึ่งว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน” คือทางใครทางมัน อย่ามาเดินทับทางกัน ต่างคนต่างหากิน อย่ามาก้าวล่วงการทำหน้าที่ของกันและกัน แต่กรณีนี้ไม่รู้เป็นอะไร เห็นด้วยกับนายกฯสมัคร คนทำสื่อบ้านเรา ชอบทำตัวเป็นเทวดา กล่าวหาคนอื่นได้ วิจารณ์คนอื่นได้ แต่ถูกกล่าวหาบ้าง ถูกวิจารณ์บ้าง ก็ออกมาเต้นแร้งเต้นกา หาว่าถูกข่มขู่ ถูกคุกคาม ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ

บางครั้ง คำที่สื่อใช้วิจารณ์หรือต่อว่าบุคคลที่เราเรียกว่าเป็น “บุคคลสาธารณะ” นั้น รุนแรงยิ่งกว่าคำที่ถูกตอบโต้กลับมามากมายหลายเท่า ไม่เชื่อลองนึกดู


ในอดีตที่ผ่านมา มีสื่อจำนวนมาก ชอบเอาภาพนักการเมืองมาตัดต่อกับรูปสัตว์ต่างๆ เช่น หัวเป็นคนตัวเป็นควาย หัวเป็นคนตัวเป็นแรด หรือเป็นสัตว์ต่างๆ ที่พยายามจะสื่อให้คนอ่านเข้าใจว่า กำลังกล่าวหาบุคคลที่เอาศีรษะเขามาตัดต่อกับสัตว์นั้นด้วยเรื่องอะไร อย่างนี้สื่อทำได้

บุคคลสาธารณะบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ดารา นักร้อง คนมีชื่อเสียง ส่วนมากจะพยายามหลีกเลี่ยงทำตัวมีปัญหากับสื่อ ต้องคอยเอาอกเอาใจ พะเน้าพะนอสื่อ เวลาเชิญไปทำข่าวที่ไหน ก็ต้องมีของแจก มีค่ารถ ค่าเดินทาง บริการด้วยห้องพักอย่างดี อาหารอย่างดี เลี้ยงดูปูเสื่อกันเต็มที่ เพื่อจะให้สื่อเสนอแต่ข่าวด้านดีของตัวเอง

คนทำสื่อเองก็ดูเหมือนว่า จะเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ เวลาที่ถูกปฏิบัติไม่ดี หรือได้รับการดูแลไม่ดี จึงมักมีปัญหาตามมา ออกข่าวใส่ร้ายป้ายสีให้คนคนนั้นได้รับความเสียหาย มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เช่น งานแต่งงานของดารานักร้อง หากงานไหน เลี้ยงดูปูเสื่อดี ให้การต้อนรับดี ก็จะได้รับการเสนอข่าวในทางที่ดี แต่หากงานไหน เจ้าภาพต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อนุญาตให้สื่อเข้าไปบันทึกภาพ หรือจัดให้อยู่เฉพาะมุม ไม่ปล่อยให้เดินเพ่นพ่านทั่วงานตามใจชอบ งานนั้นก็จะถูกเขียนถึงในทางไม่ดี

นักการเมืองบ้านเราก็เหมือนกัน เวลาถึงวันคล้ายวันเกิด วันประชุมพรรค หรือช่วงเวลาหาเสียง ก็มักจะเอาอกเอาใส่สื่อกันอย่างดีเป็นพิเศษ เลี้ยงดูปูเสื่อกันเต็มที่ พาไปทำข่าว แล้วก็ต้องพาซื้อของฝาก หรือมีของแจกติดไม้ติดมือให้กลับบ้าน แบบนี้แหละที่ทำให้สื่อในบ้านเรา ทำตัวเหมือนเทวดาเข้าไปทุกวัน


การที่องค์กรด้านสื่อ และอีกหลายองค์กร รวมกลุ่มตั้งโต๊ะต่อว่านายกรัฐมนตรีว่า คุกคามสื่อ ใช้คำพูดไม่สุภาพกับสื่อ และอื่นๆ เป็นการแสดงให้เห็นว่า สื่อบ้านเราไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง ไม่ยอมรับการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา สื่อก็คน คนถูกวิจารณ์ก็คน เพราะฉะนั้น ควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน การตรวจสอบกันไปมาน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ และเป็นเรื่องที่สมควรทำ เพราะคนทำสื่อบ้านเรา พวกที่หากินกับแหล่งข่าวก็มีอยู่ไม่น้อย

คนที่เขียนด่าว่าคนอื่นว่ารุกป่า รุกที่สาธารณะ แต่ตัวเองก็ถือครองที่ดินที่อยู่ในเขตพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ป่าก็มีไม่น้อย เขียนด่าว่าเรื่องการพนันเป็นเรื่องไม่ดี แต่ในรีสอร์ตของตัวเอง กลับมีตู้ม้าไม่รู้กี่ตู้ สื่อก็คน คนอาชีพอื่นก็คน ใครทำไม่ดีต้องถูกตรวจสอบได้ และเห็นด้วยอย่างมาก หากสื่อเขียนทำให้เสียหาย แล้วใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้อง เพราะสื่อทุกวันนี้ มีไม่น้อยที่กลายเป็นที่ปล่อยข่าว กุข่าว ป้ายสีคนอื่น

สุดท้ายขอย้ำว่า คนทำสื่อไม่ใช่เทวดามาจากที่ไหน ต้องถูกตรวจสอบได้ ต้องถูกวิจารณ์ได้

5 พฤษภาคม 2551

2 นักวิชาการกังวลสื่อเป็นพิษ แนะเร่งจัดการกันเอง

ที่มา ไทยรัฐ
5 พ.ค. 51 - 15:53

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 พ.ค.) นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนางสาวอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามนักวิชาการสันติวิธี ออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชน ใจความว่า ขณะนี้ มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ คือ สื่อมวลชน

ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ

หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง

คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทาง ดังนี้ 1) สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง 2) โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด และ 3) ทั้งหมดนี้ ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือ ทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ

เมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

สื่อมวลชนเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิดๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

ในขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง

ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่อย่างใด


ที่มาภาพ: ชายนินทร์

คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน ... ก็แค่การเล่นคำ แต่พฤติกรรมต่างกันลิบ

โดย คุณ TSC
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
5 พฤษภาคม 2551

ถ้อยคำแบบนี้ ไม่เคยปรากฎในยุคเผด็จการครองเมือง ทั้งที่ยุคนั้น ทั้งถูกผู้มีอำนาจส่งคนไปประจำตามสำนักงานสื่อ สั่งให้ทำข่าวตามที่ต้องการ และถูกขู่ด้วยอาวุธหนักมากกว่า 2 ครั้ง กับสื่อค่ายใหญ่ถึง 2 ค่าย

ถ้าไม่เป็นเพราะสื่อกลัวลูกตะกั่วหรือถังแดง ก็คงจะปรีดิ์เปรมกับตำแหน่งในสภายุคนั้น บ้างก็ได้รับโบนัสเป็นเวลาทำรายการตามช่องต่างๆ หรือไม่ ก็เป็นเพราะยอมก้มหัวให้เผด็จการทั้งตัวและหัวใจ

สื่อถึงได้กล้าพูด "คุกคามสื่อ คือ คุกคามประชาชน"

ในยุคที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่คำว่า "คุกคามสื่อ" น่าจะหมายความถึงพฤติกรรมเช่นเดียวกับที่นายกฯว่าไว้ คือ การส่งคนไปข่มขู่สื่อว่า ห้ามเสนอข่าว หรือการสั่งปิดสื่อ โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ มันเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่เผด็จการครองเมือง แต่เหตุไฉน สื่อกลับบอกว่า รัฐบาลสมัครกำลังคุกคามสื่อ หรือเพียงเพราะนายกฯตอบโต้สื่อ นั่นก็เพราะสื่อไปหาเรื่องว่าเขาก่อนมิใช่หรือ ?

ถามว่า นายกฯเคยใช้กระบวนการยุติธรรมฟ้องร้องสื่อหรือยัง ... ก็ยัง

ถามว่า นายกฯเคยส่งคนไปข่มขู่นักข่าวคนไหนหรือไม่ ... ก็ไม่

ถามว่า นายกฯเคยสั่งปิดสื่อหรือเปล่า ... ก็เปล่า

แล้วทำไม สื่อจึงกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้กำลังคุกคามสื่อ ? หรือนี่เป็นเพียงวาทกรรมใหม่ที่สร้างขึ้นมา เพื่อให้สังคมเข้าใจผิดในตัวรัฐบาล ?

เหมือนดังเช่นสื่อเคยใช้วาทกรรม "แทรกแซงสื่อ" มาแล้ว ในยุครัฐบาลทักษิณ ทั้งที่สื่อนำเสนอข่าวลบๆ วิจารณ์เสียๆ หายๆ ได้ตลอดเวลา แต่สื่อกลับกล่าวหาว่า ทักษิณแทรกแซงสื่อ

แต่ ณ วันนั้น สื่อก็ทำสำเร็จ ใช้วาทกรรมบวกกับการเต้าข่าว ให้สังคมเชื่อว่า มีการแทรกแซงสื่อจริง จนสังคมเชื่อ

แต่ ณ วันนี้ สื่ออย่าคิดว่า มันจะสำเร็จดังเช่นวันวานได้อีก เพราะตราบใดที่สื่อยังด่ารัฐบาลได้ ด่านายกฯได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกช่อง ทุกสื่อ ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการแทรกแซงหรือคุกคามสื่อจากฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น

เพราะหากมีการ "คุกคาม" หรือ "แทรกแซง" สื่อ ... จากรัฐบาล หรือนายกฯจริง สื่อก็คงไม่มีโอกาส แม้แต่จะได้เสนอหน้าออกมาทำข่าว เพราะข้อมูลทุกเรื่อง จะถูกส่งเข้าสำนักงานโดยฝ่ายผู้มีอำนาจเท่านั้น และทุกข่าวจะต้องมีแต่ข่าวที่เป็นบวกต่อรัฐบาลและประเทศแต่เพียงอย่างเดียว

ดังนั้น สื่ออย่าพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือสร้างให้สังคมเกิดกระแสความเข้าใจผิดอย่างนี้เลย

การกระทำแบบนี้ น่าจะเข้าข่ายของถ้อยคำที่ว่า "สื่อคุกคามประชาชน" เสียมากกว่า

นอกเหนือจากพฤติกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสื่อ เช่น

- ทำข่าวในลักษณะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล พบเห็นได้ทั่วไปจาก ข่าวบันเทิง
- เขียนคอลัมน์กล่าวหาคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว พบเห็นได้จากคอลัมน์การเมือง
- ยัดเยียดข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายของตนเพียงด้านเดียว โดยละเลยความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง

คราวรัฐบาลทักษิณ เขานิ่งเงียบ เอาแต่ทำงาน ไม่ตอบโต้สื่อ ออกจะเอาใจสื่อด้วยซ้ำ สื่อก็ยังทำลายเขา ด้วยการนำเสนอข่าวเต้า ข่าวบิดเบือน ร่วมถึงเขียนด่าตามคอลัมน์

คราวนี้สื่อยังใช้วิธีเดียวกันกับรัฐบาลสมัคร หรือสื่อจ้องจะทำลายทุกรัฐบาล... ที่ไม่ได้มาจากพรรคพวกของตนเองเท่านั้น ใช่หรือไม่ ?

สื่อเคยพิจารณาตัวเองกันหรือไม่ว่า กำลังทำหน้าที่ในบทบาทใดกันแน่ ระหว่าง

- "สื่อมวลชน" ที่นำเสนอข้อเท็จจริงจากหลายๆ ด้านไปสู่ประชาชน หรือ
- "ฝ่ายค้านนอกสภา" ที่หาเรื่องมาด่าและกล่าวหารัฐบาลได้ทุกเรื่อง หรือ
- "เครื่องมือของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย" ที่จ้องทำลาย(รัฐบาล)ประชาธิปไตยตลอดเวลา ?