27 มิถุนายน 2551

มติสื่อมวลชน ไม่ได้เป็น มติมหาชน อีกแล้ว

โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบไซต์ thai-grassroots
27 มิถุนายน 2551

สามปีที่ผ่านมา สื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับ ประกาศตนต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างหนักหน่วง สื่อเหล่านี้ นำโดยกลุ่มผู้บริหาร และเจ้าของหนังสือพิมพ์อย่าง สนธิ คำนูณ แห่งผู้จัดการ สุทธิชัย เทพชัย แห่งเนชั่น พงษ์ศักดิ์ บุญเลิศ แห่งมติชน ข้อเสนอของพวกเขาเป็นประหนึ่งดังมติสื่อมวลชน เพราะส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มหนังสือพิมพ์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายชนชั้นกลางในเมือง ข้าราชการ ครูอาจารย์ ปัญญาชน และนักศึกษาที่มีความคิดทางการเมือง

ความจริงก็คือ บุคคลเหล่านี้ เป็นผลพวงมาจากการต่อสู้เพื่อขับไล่เผด็จการ และความคิดสังคมนิยม ที่เคยแพร่หลายอยู่ในช่วงที่พวกเขาเป็นคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย มาเป็นธงเบื้องต้นทางความคิด สื่อมวลชนกลุ่มนี้ ใช้ความสนิทสนม ความเคารพนับถือในวิชาชีพ ระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อ ในสื่ออื่น ๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ มาร่วมกันผลักดัน และก่อกระแสในการต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ที่พวกเขาต่างก็มีความรู้สึกร่วมกันว่า ไม่ให้ความสำคัญกับสื่อมวลชนมากเท่าที่ควร ทำให้อิทธิพลของสื่อมวลชน เริ่มจะลดความสำคัญในสังคมลง

การต่อต้านเหล่านี้ สอดประสานกันไปในทุกสื่อทุกสาขา หนังสือพิมพ์เขียนวิจารณ์หรือด่า วิทยุรับมาตอกย้ำ โทรทัศน์เหยียบย่ำอีกรอบ การกระทำเหล่านี้ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน แต่ปัญหาที่พวกเขาประสบก็คือ รัฐบาลทักษิณยังอยู่ได้ และความแข็งแกร่งในเขตชนบทของพรรคไทยรักไทยนั้น นับวันจะยิ่งยืนยงคงทน จนอาจจะกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องแคร์กับสื่อ เพราะประชาชนเป็นรากฐาน ซึ่งหมายความถึงการที่ประเทศนี้ อาจจะกลายเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองสูงเสียจนเสียงของพวกเขา ไม่ได้รับการรับฟัง

การยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้รับการสนับสนุนจากสื่อเหล่านี้อย่างแข็งขัน บทความต่าง ๆ โหมกระหน่ำการทุจริตคอรัปชั่น การปราศจากธรรมาภิบาล การเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ฯลฯ และเชิดชูทหารกบฏ คตส. อำมาตย์ อย่างไม่ลืมหูลืมตา และเพื่อให้ทุกสิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น พวกเขาส่งผู้คนในเครือข่าย เข้าไปยึดครองสถานีโทรทัศน์อย่างช่อง 9 อสมท ยึด ITV แล้วเปลี่ยนเป็น TPBS ที่ปัจจุบันคนไทยเรียกว่า TV NGO ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับการกรอกหูปั่นหัวให้เห็นว่า กลุ่มสื่ออย่างพวกเขาเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง

แต่สิ่งที่พวกเขาลืมกันไปก็คือ วันนี้ ประชาชนในชนบท ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มเดียวกับที่พวกเขาเคยมีประสบการณ์ในยุคหนุ่มสาวอีกแล้ว สภาพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินของเกษตรกรหมดไปแล้ว การขาดการศึกษาในชนบทหมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นำชุมชนในชนบท วันนี้ ไม่ใช่คนจบปอสี่ อดีตพระครูตามวัด ฯลฯ อีกแล้ว แต่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่จบระดับปริญญาตรี บ้านเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา และผู้คนในชนบทก็มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้หลงตามสิ่งที่สื่อกรอกหูปั่นหัวจนไม่ลืมหูลืมตาอีกแล้ว ในขณะที่พวกสื่อมวลชนระดับแกนนำทั้งหลาย ยังละเมอเพ้อพกอยู่กับภาพที่ว่า ชนบทนั้นแสนจะล้าหลัง อย่างที่พวกเขาเคยพบสมัยออกค่ายอาสาพัฒนา หรือตอนที่พวกเขาบางคนเคยไปสนับสนุน หรือร่วมสู้รบในป่าเขา อย่างเมื่อสามสิบปีก่อน

ความพ่ายแพ้ที่คาดไม่ถึง มาสู่สื่อมวลชนทุกแห่ง เมื่อพรรคพลังประชาชนที่ประกาศว่า สืบทอดเจตนารมณ์และเชิดชูความคิดและการปฏิบัติของ ทักษิณ ชินวัตร คว้าชัยชนะ เป็นเสียงข้างมาก ท่ามกลางการบีบคั้นทุกรูปแบบจากรัฐเผด็จการ และทหาร รวมทั้งทุกสื่อที่รุมกันโจมตีแบบไม่เลี้ยง

นี่เป็นการพ่ายแพ้ครั้งที่สอง หลังจากที่สื่อมวลชนเคยพ่ายแพ้ยับเยินมาแล้ว เมื่อครั้งสมัคร สุนทรเวช กำชัยในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เมื่อหลายปีก่อน ด้วยคะแนนเสียงเกินล้านเป็นครั้งแรก ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้งสองครั้งนี้ยืนยันได้ชัดเจนว่า ประชาชนไม่ได้ถือว่า สื่อมวลชนคือผู้นำทางความคิดอีกต่อไปแล้ว และมติสื่อมวลชน ไม่ได้เป็นมติมหาชนอีกในประเทศไทย

สิ่งที่สื่อมวลชนไทย จะต้องสำเหนียกก็คือ คุณปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วหรือไม่ ยังหน้ามืดตามัวจนลืมไปว่า มหาชนต้องการอะไรอย่างแท้จริงหรือเปล่า ขอฝากคำถามไปถึงผู้บริหารที่ยังพอมีสติบ้างของสื่อต่าง ๆ ด้วย

22 มิถุนายน 2551

ถึงทีมข่าว TPBS กรณีเสนอข่าว เหตุการณ์ นปก. หน้าบ้านสี่เสา

โดย คุณ บก.ลายจุด
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
21 มิถุนายน 2551

ตามที่ TPBS ได้เสนอข่าว เกี่ยวกับการใช้ก๊าซน้ำตา และ สเปรย์พริกไทย แล้วพาดพิงถึงเหตุการณ์ นปก .บุกบ้านสี่เสา ในวันอาทิตย์ที่ 22 มิย เวลา 12.10 น.

ข่าวของ TPBS มีความผิดพลาดดังนี้

หนึ่ง.... เหตุการณ์ที่ตำรวจและประชาชนปะทะกันนั้น เกิดหลังจากที่ประชาชนชุมนุมอยู่หน้าบ้าน 6 ชม. โดยไม่มีเหตุการณ์ที่สื่อถึงว่า จะปีนบ้านสี่เสา ตามที่ TPBS เสนอ (นปก.พยายามปีนเข้าบ้าน)

สอง.... การใช้สเปรย์พริกไทย ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะคุมมวลชนไม่อยู่ แต่ใช้ตั้งแต่ตอนเข้าไปจับแกนนำ บนหลังคารถ แล้วตำรวจฉีดก๊าซใส่หน่วยรักษาความปลอดภัยของรถแกนนำ ตอนที่ตำรวจบุกขึ้นไปจับ

สาม.... พัฒนาการของเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสา เกิดขึ้นจากคำสั่งของ พล.ต.อ. เสรีพิสุทธิ์ ที่มาบัญชาการให้สลายการชุมนุม โดยก่อนหน้านั้น หน้าบ้านสี่เสา มีเพียงการปราศรัย

การที่ TPBS เอาเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสา มาเปรียบเทียบกับพันธมิตร ผมเห็นว่ามีนัยยะซ้อนเร้น

แน่จริง จัดรายงานสนทนาเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วเอาผู้เกี่ยวข้องไปออก TPBS

อย่ามาใช้สื่อที่ใช้เงินภาษีประชาชน มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพวกคุณ ทุเรศ

21 มิถุนายน 2551

โปรดชมความไร้จรรยาบรรณของช่อง TPBS ที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวผู้ชม เพื่อให้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตร

โดย คุณ sky
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
21 มิถุนายน 2551

การนำเด็กผู้หญิง มาเป็นตัวเดินเรื่อง เพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในสังคม ทำให้ประชาชนมองตำรวจเป็นศัตรูโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม

โปรดชม แล้วสังเกตุให้ดีว่า มีการใช้เด็กมาเดินเรื่อง เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมในการประท้วง ทั้งที่ทราบกันดีว่า มีตำรวจผู้หญิงแขนหักจำนวน 2 ท่าน และตำรวจได้ใช้ความอดทนต่อผู้ชุมนุมอย่างมาก และควรให้คำชมเชยในการปฎิบัติหน้าที่ในการควบคุมฝูงชน

กลุ่มพันธมิตรใช้เด็กและผู้หญิง เป็นโล่ห์มนุษย์ เพื่อบุกฝ่าด่านสกัด โดยไร้ความรับผิดชอบ ทั้งนี้ หากเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รัฐบาลและตำรวจจะต้องตกเป็นจำเลยทางสังคมทันที

นี้คือ สื่อที่ไร้จรรยาบรรณจริง ๆ สื่อที่ไม่เป็นสื่อ สื่อที่เลือกข้าง สื่อที่ไม่ทำหน้าที่ของสื่อ แต่ใส่ความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปในข่าวสาร เพื่อให้ผู้รับข่าวสารเลือกข้าง

และประเทศไทยทุกวันนี้วุ่นวาย ก็เพราะสื่อที่ไร้จรรยาบรรณแบบนี้ครับ

ขอประณามพฤติกรรมของโทรทัศน์ช่อง TPBS ที่ทำงานแบบไร้จรรยาบรรณ ของคนที่ทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนที่ดีครับ

ชมได้ที่ http://www.me.in.th/live/
1. เลือกช่อง TPBS
2. เลือกวันที่ 20
3. เลือกเวลาประมาณ 21.40 น.

20 มิถุนายน 2551

มติชนบิดเบือนตัวเลขผู้ชุมนุมอย่างไม่ละอาย

20 มิถุนายน 2551

คุณ ปรวย salty head ได้รายงานว่า สำนักข่าวมติชน ทำการบิดเบือนข่าวจากสำนักข่าวเอพี โดยแจ้งว่ามีผู้ชุมนุมกว่าแสนคน ทั้งๆ ที่ข่าวต้นฉบับจากเอพีรายงานโดยคุณสุทิน วรรณบวร รายงานเพียง 1000 คน

Anti-govt. Thai protesters push through police cordon
BANGKOK (AP): About 1,000 protesters demanding the resignation of Thailand's prime minister have broken through a police cordon to approach government offices where they plan to launch a peaceful siege.

A protest leader, Chamlong Srimuang, says some 10,000 protesters are converging on Government House in Bangkok from five directions. Their numbers could not be independently verified.

One group of about 1,000 protesters broke through a line of about 200 police officers at barricades Friday, entering the Government House compound.

The protesters, spearheaded by the People's Alliance for Democracy movement, claim that Prime Minister Samak Sundaravej's government is a proxy for former Prime Minister Thaksin Shinawatra, who was ousted in a 2006 military coup.

They have pledged to peacefully besiege Government House until Samak and his coalition government resign.



ภาพข่าวของมติชนพาดหัว "เอพีตีข่าวพันธมิตรฯกว่าแสนคน รวมพลังบุกทำเนียบ" บิดเบือนข่าวของเอพี และบิดเบือนตัวเลขผู้ชุมนุม

13 มิถุนายน 2551

เปิดใจนักข่าวต่างชาติ.. "เครื่องมือ"ทักษิณจริงหรือ?

ที่มา เวบไซต์ กรุงเทพธุรกิจ
13 มิถุนายน 2551

รายการสยามเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 วานนี้ (9 ก.พ.) "เทพชัย หย่อง" 1 ในผู้ดำเนินรายการ ได้สัมภาษณ์ "โจนาธาน เฮด" นักข่าวประจำบีบีซี และโฆษกสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมด้วย "กรุณา บัวศรี" กรรมการสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประจำประเทศไทย เพื่อไขข้อข้องใจในข้อกล่าวหา ที่ระบุว่า สื่อต่างประเทศถูกใช้เป็นเครื่องมือ ถูกหลอกใช้ หรือถูกซื้อ ใช้อิทธิพลผ่านทางบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อชี้นำประเด็นคำถามที่ใช้สัมภาษณ์ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

*** คนไทยกำลังสนใจสื่อต่างชาติอย่างมาก เพราะรายงานข่าวเรื่องทักษิณ หลายคนเชื่อว่า สื่อเหล่านี้ถูกว่าจ้างให้รายงานข่าวเรื่องที่ทักษิณต้องการ

โจนาธาน : เป็นการกล่าวหาที่รุนแรง สร้างความเสื่อมเสียให้กับนักข่าวต่างชาติทุกคนที่ทำงานในไทย ถ้ามีหลักฐาน ผมก็อยากเห็น คนที่กล่าวหาว่าสื่อต่างชาติรับเงินเพื่อช่วยทักษิณควรแสดงหลักฐาน จากประสบการณ์ทั้งหมดที่มี ในการทำงานกับสื่อต่างชาติทั้งที่นี่และที่อื่น ผมไม่เคยได้ยินว่า สื่อต่างชาติรายใหญ่รับเงิน ผมตกใจมากที่ข้อกล่าวหานี้ยังมีอยู่จนถึงวันนี้

*** คิดอย่างไรกับการที่สื่อต่างชาติถูกมองว่า เห็นอกเห็นใจทักษิณ

โจนาธาน : เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะสมัยที่ทักษิณอยู่ในตำแหน่ง เราหลายคนก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีมากๆ กับเขา อย่างผมเองก็โดนรัฐบาลวิจารณ์ว่า เป็นศัตรูกับทักษิณ เราถามเขาเรื่องนโยบายอยู่บ่อยๆ มันเป็นงานของเรา ขณะที่งานของรัฐบาลคือการดำเนินนโยบาย ส่วนงานของสื่อคือการตั้งคำถาม

ตอนนี้ไทยมีรัฐบาลใหม่ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สื่อต่างชาติจะถามว่า รัฐบาลจะทำอะไรบ้าง และเป็นธรรมดาที่เราจะสัมภาษณ์ทักษิณ ซึ่งเป็นบุคคลในข่าว เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผู้คนรู้จักดี เขาลงจากตำแหน่ง เพราะถูกรัฐประหาร ทุกคนก็อยากฟังทัศนะของเขา

*** มีการกล่าวหาว่า บริษัทล็อบบี้ยิสต์ พยายามทำให้สื่อต่างชาติหันมาสนใจทักษิณ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ไหม เช่น การให้สื่อได้คุยกับทักษิณ และนำไปตีพิมพ์บนปกไทม์

โจนาธาน : เป็นเรื่องปกติ เราติดต่อกับบริษัทใหญ่ๆ คนดัง รวมทั้งนักการเมืองเป็นประจำ คนเหล่านี้ ใช้บริษัทประชาสัมพันธ์ หรือล็อบบี้ยิสต์เป็นคนกลาง ทักษิณก็มีเงินว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์

ส่วนนักข่าวที่อยากสัมภาษณ์ ก็ต้องติดต่อผ่านบริษัทเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม นักข่าวก็มีอิสระ ที่จะถามทุกคำถามที่ต้องการ พวกเขาอาจจะพยายามควบคุมบรรยากาศช่วงการสัมภาษณ์ ซึ่งส่วนมากเป็นนักข่าวที่มีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่าควรทำอย่างไร

*** ล็อบบี้ยิสต์เหล่านี้มีอิทธิพลต่อเนื้อหาการสัมภาษณ์หรือไม่

โจนาธาน : มี พวกเขาสามารถกำหนดหัวข้อได้ แต่นักการเมืองเอเชียก็ทำแบบนี้กันอยู่แล้ว พวกเขาสามารถกำหนดเวลาของการสัมภาษณ์ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอีก ตอนทักษิณเป็นนายกฯ ก็กำหนดเวลา ผมไม่คิดว่าการใช้บริษัทล็อบบี้ยิสต์จะไปมีอิทธิพลอะไร กับลักษณะการสัมภาษณ์และการรายงานข่าวเรื่องทักษิณ

*** รู้สึกอย่างไรที่มีการกล่าวหาว่า นักข่าวต่างชาติถูกว่าจ้างให้สัมภาษณ์ทักษิณ และให้ความสำคัญกับทักษิณ

กรุณา : ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีความเข้าใจแบบนี้เกิดขึ้นได้ เพราะสิ่งที่นักข่าวต่างชาติทำเป็นเรื่องธรรมดา ตัวอย่างเช่น การสัมภาษณ์ทักษิณ ซึ่งเป็นคนที่อยู่ในความสนใจ ก็รู้สึกผิดหวังกับข้อกล่าวหานี้ และไม่เชื่ออย่างยิ่งว่านักข่าวต่างชาติถูกทักษิณซื้อ

จากประสบการณ์ของตัวเองสามารถพูดได้ว่า นักข่าวทุกคนตั้งใจทำข่าว และไม่เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะที่นักข่าวถูกชักชวนไปสัมภาษณ์แล้วรับเงิน

*** มีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นของคำถามที่ถามทักษิณ คุณไม่ได้ทำงานให้ซีเอ็นเอ็นหรือไทม์ก็จริง แต่ถ้าดูคำถามที่นำมาถาม คิดว่าควรถามคำถามที่หนักกว่าไหม

โจนาธาน : ในการสัมภาษณ์ทุกครั้ง เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า บางคำถามควรหนักกว่านี้ มักมีคนที่ไม่พอใจคำถาม ที่นำมาถามเสมอ สื่อแต่ละสำนัก สัมภาษณ์ในแบบของพวกเขา เพื่อพยายามค้นเอาสิ่งที่ทักษิณเชื่อออกมา ประเด็นที่ผมจะพูดคือ สื่อต่างชาติรายงานข่าว เพื่อผู้ชมต่างชาติที่ไม่รู้เรื่องราวของประเทศไทยมากนัก การสัมภาษณ์จึงต้องมุ่งเน้นในเรื่องทั่วไป

แต่หากต้องการตรึงทักษิณไว้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของสื่อไทย ที่จะต้องสัมภาษณ์เขาด้วยตัวเอง เราอยากเห็นสื่อไทยเป็นคนถามคำถามเอง ด้วยคำถามหนักๆ เต็มไปด้วยรายละเอียด เมื่อเราได้เห็นแบบนั้น เราก็จะได้เห็นทักษิณถูกซักในแบบที่คนไทยจำนวนมากอยากจะเห็น

*** รู้สึกอย่างไรที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยโดนทักษิณวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถามคำถามโง่ๆ ชอบรายงานข่าวรัฐบาลในเชิงลบ แต่ตอนนี้กลับถูก คมช.มองว่าเป็นเครื่องมือของทักษิณ

กรุณา : ทำให้นักข่าวหลายคนรู้สึกงง อย่างโจนาธานก็เคยโดนว่า ถามคำถามโง่ๆ ตอนเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เขาถามว่า ไม่พร้อมแล้วเปิดทำไม และตอนนี้กลับโดนข้อหาเข้าข้างทักษิณ อย่างที่ยืนยันมาตลอด เป็นหน้าที่ของผู้สื่อข่าวที่จะถามคำถามแบบนี้ ไม่ว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจจะเป็นใคร

*** ไม่แค่คมช.เท่านั้น บรรดานักวิชาการที่น่าจะเข้าใจกลไก และการทำงานของนักข่าวต่างประเทศ อาทิเช่น อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล ก็ออกมาพูดให้คนเชื่อว่า สื่อต่างประเทศถูกทักษิณซื้อผ่านทางล็อบบี้ยิสต์

กรุณา : อาจารย์และนักวิชาการยังไม่เข้าใจจริงในเรื่องวิธีการทำงาน และมาตรฐานการทำงานของนักข่าวต่างประเทศ สิ่งที่ทำได้คือการพยายามอธิบาย ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ตัวเองก็พยายามอธิบายกับเพื่อนๆ นักข่าว แต่ก็ยังมีความไม่เข้าใจกันอยู่ ซึ่งหากมีการนั่งพูดคุยกัน น่าจะเข้าใจกันมากขึ้น

*** คิดว่าเขาจะเชื่อไหม

กรุณา : คิดว่าน่าจะมีคนเชื่อ แต่อาจจะมีบางส่วนก็ต้องยอมรับว่าเข้าข้างทักษิณพอสมควร พูดอย่างนี้อาจมีคนมองว่า เราเข้าข้างทักษิณ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำ จะเป็นทักษิณหรือใครก็ตาม สิ่งที่เราทำก็คือ ถามว่าวันนี้คุณทำอะไรอยู่ และเราก็กำลังทำงานของเราเท่านั้นเอง

*** ผมเข้าใจว่า ทักษิณเป็นบุคคลที่สื่อสนใจ แต่คุณคิดว่าอีกนานแค่ไหน ที่เขาจะยังเป็นข่าวพาดหัวของสื่อต่างชาติ

โจนาธาน : อาจจะไม่นาน เพราะเขาไม่อยู่ในอำนาจแล้ว มีข้อจำกัดมากมายในสิ่งที่เขาทำได้ นอกจากการเดินทางรอบโลก เขาไม่ให้สัมภาษณ์ในทันทีหลังเกิดรัฐประหาร เมื่อบอกว่าจะให้สัมภาษณ์ สื่อก็ย่อมอยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไร ผมคาดว่าสื่อจะเลิกสนใจเขาในเวลาอันรวดเร็ว เพราะตอนนี้มาถึงจุดที่ เขาไม่มีอะไรให้พูดมากนัก และไม่มีบทบาทอะไรให้เล่นแล้ว

*** ทำอย่างไรให้คนไทยเข้าใจบทบาทของสื่อต่างประเทศ

กรุณา : ก็ต้องอาศัยสื่อมวลชนไทยช่วย อย่างเช่น รายการนี้ ก่อนมาก็มีการคุยว่า เราควรต้องชี้แจง ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ เพราะสิ่งที่เราถูกมองเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส สำหรับผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน เพราะข้อกล่าวหาเรื่องการรับเงิน ไบแอส เป็นข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง

หมายเหตุ : สโมสรนักข่าวต่างชาติประจำประเทศไทย ประกอบด้วย นักข่าวต่างประเทศประมาณ 50-60 คน ทำงานให้แก่สื่อต่างชาติหลายแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์

11 มิถุนายน 2551

เนชั่นฯชั่วรายวัน ล่าสุดจงใจพาดหัวบิดเบือนข้อเท็จจริง

11 มิถุนายน 2551

คุณ vcdthai แจ้งว่า มีการบิดเบือนข่าวสารของสำนักข่าวเนชั่นฯ ด้วยความจงใจ

จตุพร ระบุ จักรภพ จะรับข้อกล่าวหาที่กองปราบฯ พรุ่งนี้
16:52 น.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวยืนยัน นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะไปชี้แจงข้อกล่าวหมิ่นเบื้องสูงที่กองปราบฯ เวลา 09.00 น โดยจะมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เดินทางไปด้วย โดยนายจักรภพ จะไปรับทราบข้อกล่าวหา และจะไปให้ปากคำพร้อมกันไปด้วย ซึ่งหากตำรวจเห็นว่าฟังไม่ขึ้น นายจักรภพก็พร้อมไปสู้คดีในชั้นศาล และในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ตนจะใช้ตำแหน่ง ส.ส.ประกันตัวให้นายจักรภพ
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=324573


โดยข้อเท็จจริงแล้วคุณจักรภพเพียงแต่ไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่เนชั่นฯพาดหัวข่าวให้เข้าใจว่าไปยอมรับข้อหา ซึ่งถือเป็นความชั่วของสื่อมวลชนสำนักดังกล่าว โดยประชาชนที่ทราบเรื่องดังกล่าวต่างก็ประนาม "ตัดหนึ่งคำ ความหมายเปลี่ยน เจตนาชั่วสมบูรณ์แบบจริงๆ" คุณ ball กล่าวผ่านเว็บบอร์ดพันทิป

พาดหัวข่าวเมเนเจอร์ จงใจบิดเบือนพระราชดำรัส และใช้พระราชดำรัสเป็นเครื่องมือของกลุ่มตน

11 มิถุนายน 2551

โดยข่าวของสำนักข่าวเมเนเจอร์วันที่ 11 มิถุนายน 2551 19:23 น. พาดหัวข่าวโดยจงใจบิดเบือนให้พระราชดำรัสของในหลวงที่มีแก่คณะตุลาการ มีใจความไปในทำนองว่า ในหลวงไม่ทรงต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ตัวเนื้อข่าวและคลิปไม่ได้มีใจความดังกล่าวแต่ประการใด

ทั้งนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำ เป็นเจ้าของและผู้บริหารสำนักข่าวดังกล่าว และต้องการสร้างเงื่อนไขไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ซึ่งสร้างขึ้นจากการทำรัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ทางสำนักข่าวเมเนเจอร์ยังได้บิดเบือนพระราชดำรัสของในหลวง โดยในหลวงท่านทรงตรัสตำหนิกลุ่มพันธมิตรที่รณรงค์ "กู้ชาติ" แต่สำนักข่าวเมเนเจอร์กลับไปบิดเบือนพระราชดำรัสและลงตีพิมพ์พระราชดำรัสดังกล่าวไปในทำนองอื่น (อ่านเพิ่มเติม: ลิงก์)

“ในหลวง” ทรงแนะตุลาการฯรักษา รธน.เพื่อให้ ปท.ดำเนินไปได้ดี
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2551 19:23 น.

“ในหลวง” พระราชทานวโรกาสให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯก่อนรับหน้าที่ ทรงเน้นย้ำให้ตุลาการฯปฏิบัติหน้าที่ให้ได้อย่างที่ปฏิญาณตน เพราะรัฐธรรมนูญถือเป็นหลักของการปกครองในประเทศ ถ้ามีหลัก-การปกครอง-บุคคล ที่ตั้งใจปฏิบัติตามหลัก ประเทศก็จะดำเนินไปได้ดี

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ (11 มิถุนายน) เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ โอกาสนี้ นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสนิท จรอนันต์ และนายนภดล ช.สรพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

โอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณในการปฏิบัติหน้าที่ โดยปราศจากอคติ เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

“ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ฟังเหล่าผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวปฏิญาณตน ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่จะต้องพยายามที่จะปฏิบัติอย่างดีที่สุด เพราะว่ารัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากในประเทศ เพราะว่าถ้ามีหลักที่ดีในการปกครอง ก็ถือว่าการปกครองจะเป็นไปด้วยดี ก็ดีที่ท่านได้ปฏิญาณตน ก็ขอให้ท่านทำตามคำปฏิญาณนี้ให้เคร่งครัดที่สุด เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นหลักของการปกครองในประเทศ ซึ่งถ้ามีหลัก และการปกครอง และมีบุคคลที่ตั้งใจที่จะปฏิบัติตามหลักนี้ ก็เชื่อว่าประเทศก็จะดำเนินงานไปได้ดี ก็ขอให้ท่านได้พยายามที่จะปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณไว้ เพื่อความเจริญของประเทศ เพราะว่าถ้าประเทศมีบุคคลซึ่งเชื่อว่าท่านก็คงจะทำตามที่ต้องการ ตามที่ได้ปฏิญาณ มีหลักที่ดีแล้ว ประเทศก็จะไม่มีความเดือดร้อน ก็ขอให้ทุกท่านได้ปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณ”

จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ โอกาสนี้ นางสาวพรทิพย์ ทองดี เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุด ว่ามีความสำคัญมากต่อความมั่นคงและการปกครองบ้านเมือง โดยทรงขอให้ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถตามที่ได้เล่าเรียนมา หน้าที่ที่จะปฏิบัติ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้พระปรมาภิไธย ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์ สุจริต จึงจะบังเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นผลดีต่อบ้านเมือง ถ้าคนไม่ดีจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000068655

ทีวีไทย...ทีวีสาธารณะ...ทีวีของใคร (เขียนให้คิด)

โดย คุณเฉลิมชัย ยอดมาลัย
ที่มา เวบไซต์ แนวหน้า
11 มิถุนายน 2551

ในที่สุด เมืองไทยก็มีทีวีสาธารณะเกิดขึ้นมา ด้วยเป้าประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้คนในสังคมไทย ได้มีสถานีโทรทัศน์ที่สามารถนำเสนอเรื่องราวของประชาชนได้อย่างเต็มที่

แต่มาถึงวันนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อย กำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทีวีสาธารณะ ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากฟรีทีวีช่องอื่นๆ เพราะข่าวและรายการต่างๆ ที่นำเสนอ ไม่มีความแตกต่างกัน มิหนำซ้ำยังดูประหนึ่งว่า ทีวีสาธารณะ จงใจจะทำให้สังคมเกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายเสียด้วยซ้ำไป

ทีมข่าวรุ่นแรกของไอทีวีหลายคน ฝากคำถามมาว่า ทีวีไทย ยังยึดมั่นนโยบายนำเสนอข่าวอย่างเป็นกลางหรือไม่

ปฐมบททีวีสาธารณะ 1 ปี 3 เดือน หลังสำนักนายกรัฐมนตรียึดคลื่นUHF คืนจากบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) แล้วตัดต่อพันธุกรรม ให้ทีวีเสรี กลายเป็นทีวีสาธารณะ โดยในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ จะประกาศรายชื่อคณะกรรมการนโยบายถาวร 9 คน ของทีวีสาธารณะ ต่อจากนั้นในวันที่ 15 กรกฎาคม คณะกรรมการนโยบายชั่วคราว 5 คนของทีวีไทย ทีวีสาธารณะแห่งแรกของประเทศ ก็จะหมดหน้าที่ ต้องส่งต่อการบริหารจัดการ ให้กรรมการนโยบายถาวร

นั่นหมายถึง นายขวัญสรวง อติโพธิ นายอภิชาติ ทองอยู่ นายณรงค์ กล้าหาญ นางนวลน้อย ตรีรัตน์ จะต้องเดินออกจากชั้น 13 อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ที่ตั้งอดีตสถานีโทรทัศน์ไอทีวี หรือทีวีไทยในปัจจุบัน

ยกเว้นนายเทพชัย หย่อง จะยังอยู่ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์กรกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยต่อไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม หรือ จนถึงวันที่กรรมการนโยบายถาวร สรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการองค์กรได้เรียบร้อยแล้ว

กระบวนการตัดต่อพันธุกรรม ทันทีที่พระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 พนักงานทีไอทีวี 1,037 คน ซึ่งมีสถานภาพเป็นพนักงานรับจ้างของกรมประชาสัมพันธ์ ก็กลายเป็นคนว่างงานทันที

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีการประกาศรายชื่อพนักงานที่ได้รับการว่าจ้าง เป็นพนักงานชั่วคราว ขององค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส ซึ่งเริ่มแพร่ภาพตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม

การประกาศรายชื่อครั้งนั้น พนักงาน 86 คน ถูกคัดออก โดย 46 คนเป็นพนักงานฝ่ายข่าว ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ลงมาจนถึงระดับบรรณาธิการข่าว และผู้สื่อข่าวสายการเมืองบางคน

ต่อจากนั้นอีก 4 เดือน พนักงานฝ่ายข่าว โดยเฉพาะผู้สื่อข่าว และผู้ประกาศ เริ่มทยอยลาออกอีกประมาณ 40 คน เนื่องจากเป็นกลุ่มพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้าน "แนวทาง"และ "แนวคิด" ในการทำงานมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ว่างลง และตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น ในโครงสร้าง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทีวีสาธารณะ ต่างก็ถูกแทนที่ ด้วยบุคลากรจากกลุ่มเอเอสทีวี เครือเดอะเนชั่น และกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี ที่ไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก แต่เข้าไปได้ ด้วยสัญญาจ้างแบบชั่วคราว หรือฟรีแลนซ์

เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี ได้แก่
- น.ส.ชมพูนุช คงมล เป็นบรรณาธิการข่าวภูมิภาค
- น.ส.อรพิน ลิลิตวิศิษฏ์วงศ์ บรรณาธิการโต๊ะข่าวธรรมาภิบาล
- น.ส.นาฏยา แวววีรคุปต์ ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ดูแลโต๊ะข่าวประชาสังคม
- น.ส.กรุณา บัวคำศรี ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการข่าวภาคเช้า
- นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตหัวหน้าข่าวสายความมั่นคง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และบรรณาธิการศูนย์ข่าวอิศรา เป็นบรรณาธิการข่าวการเมือง
- นายอภิชาต บัวทอง อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวการเมือง
- นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทวอชด็อกของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว
- นายประกาศิต คำพิมพ์ อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวีที่เข้ามาทำงานแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าอยู่ในตำแหน่งใด

ไอทีวีมีพนักงานฝ่ายข่าวรวม 380 แต่ทีวีไทยในขณะนี้ มีพนักงานฝ่ายข่าวเกือบทะลุ 400 แล้ว และยังคงรับพนักงานเข้ามาเรื่อยๆ

ขณะที่ผลการสอบคัดเลือกซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม มีบุคคลภายนอก และอดีตพนักงานไอทีวี ผ่านการคัดเลือกรวม 629 คน กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ โดยอ้างว่าโ ครงสร้างตำแหน่งและเงินเดือนยังไม่ลงตัว

ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานถึงความแตกต่างระหว่างอัตราเงินเดือนของพนักงานไอทีวีเดิม กับพนักงานที่เข้ามาใหม่

ปัญหานี้ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุมพนักงาน เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม นางนวลน้อย ตรีรัตน์ หนึ่งในกรรมการ แสดงความกังขาว่า มีปัญหาเช่นนี้ในหน่วยงานได้อย่างไร ขณะที่นายเทพชัยรับปากว่า จะนำเรื่องนี้กลับไปพิจารณา

สื่อต้องเลือกข้าง?

ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สื่อใหญ่สำนักหนึ่ง ที่เคยพร่ำสอนนักข่าวทั้งรุ่นใหม่และเก่าว่า ต้องเสนอข่าวด้วยความเป็นกลาง และต้องเสนอข่าวสองด้าน ก็กลับเดินทวนกระแสสำนึกของตนเอง โดยประกาศว่า "ในบางสถานการณ์ สื่อต้องเลือกข้าง"

ฉะนั้น ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ซึ่งเป็นอีกวันหนึ่ง ที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลหุ่นเชิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ผู้ชมทีวีไทยจึงได้เห็นสกู๊ปข่าว "เอเอสทีวี-สื่อเลือกข้าง" ที่ว่าด้วยบทบาทของเอเอสทีวี ทั้งในช่วงข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ และข่าวดึก ในค่ำวันเดียวกัน ก็มีการถ่ายทอดสดการปราศรัยของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

มีข่าวเบื้องลึกจากทีวีไทยว่า รายการ "ที่นี่ทีวีไทย" มีคอนเซ็ปต์ว่า "เพื่อเป็นช่องทางให้ชนชั้นกลาง ได้ระบายแค้น" ที่เริ่มแพร่ภาพออกอากาศครั้งแรก ในคืนวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน

ความคิดเช่นนี้ ทำให้นักข่าวที่ทราบเรื่องหันมาตั้งคำถามว่า "เขาทำข่าวกันอย่างนี้หรือ ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะข่าวไม่ควรเลือกเข้าข้างใครทั้งสิ้น"

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ ที่กรรมการนโยบายชุดนี้เข้ามาบริหารงาน ตามอำนาจในพระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เรตติ้งของทีวีสาธารณะ ซึ่งกลายพันธุ์มาจากทีวีเสรี ที่เคยมีเรตติ้งเป็นลำดับที่ 3 จากฟรีทีวีทั้งหมด 6 ช่อง ก็ร่วงลงไปอยู่ในอันดับที่ 4

แต่เรตติ้ง อาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับทีวีสาธารณะ เพราะกรรมการนโยบายชั่วคราวบางคน เคยประกาศว่า "ไม่จำเป็นต้องมีเรตติ้ง"

ภาวะทางการเงิน

มีรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2551 ที่กฎหมายทีวีสาธารณะมีผลบังคับใช้ จนถึงขณะนี้ มีงบประมาณดำเนินการจากภาษีเหล้า-บุหรี่ ไหลเข้าสู่องค์กรนี้แล้วประมาณ 100 ล้านบาท ขณะที่กรรมการนโยบายชั่วคราวชุดนี้ วางแผนการพัฒนาองค์กรไว้ 2 โครงการใหญ่ คือ

- ย้ายที่ทำการสถานี ในช่วงปลายปี จากตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ไปที่ตึกจามจุรีสแควร์ สามย่าน หากบริษัทเอสซีแอสเสทไม่ต่อสัญญาเช่าตึกชินวัตร 3 ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ คาดว่าต้องใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท โดยเปรียบเทียบจากค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานีไอทีวีจากตึกเอสซีบี สี่แยกรัชโยธิน ไปที่ตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อปีต้น 2546 ซึ่งบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน)เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนั้นกว่า 200 ล้านบาท

- รวมทั้งโครงการปรับปรุงศูนย์ข่าวต่างจังหวัดอีก 4 ศูนย์ ต้องใช้งบประมาณจัดตั้งศูนย์ละ 20 ล้านบาท ตั้งเป้าไว้ว่า ศูนย์ข่าวเหล่านี้จะมีเวลาแพร่ภาพข่าวสารในพื้นที่ของตัวเองวันละ 2 ชั่วโมง ทั้งที่ทรัพย์สินที่ทีวีไทย รับมาจากทีไอทีวีนั้น รวมถึงศูนย์ข่าวภูมิภาค 7 ศูนย์ คือศูนย์ข่าวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ข่าวภาคใต้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดขอนแก่น ศูนย์ข่าวภาคตะวันออกจังหวัดสระแก้ว ศูนย์ข่าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สุโขทัย และอุบลราชธานีด้วยนโยบาย ให้แต่ละศูนย์ข่าว มีเวลาแพร่ภาพเป็นของตนเองนั้น ดูเหมือนเป็นนโยบายที่ดีสำหรับการเข้าถึงประชาชน แต่เป็นนโยบายดาบสองคม เพราะเป็นช่องทางหนึ่ง สำหรับการสร้างอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งสถานีโทรทัศน์ของรัฐช่องหนึ่ง ตระหนักในปัญหานี้ดี

ณ วันที่ 8 มีนาคม 2550 บริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) หมดสภาพการเป็นทีวีเสรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งไอทีวีไปอยู่ในความดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมกับเงินอีกประมาณ 100 ล้านบาทเศษ จากค่าโฆษณา และค่าเช่าเวลา

ฉะนั้น ณ เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 14 มกราคม 2551 ที่ทีไอทีวี ถูกตัดต่อพันธุกรรม กลายเป็นทีวีสาธารณะแห่งแรกของประเทศ ไทยพีบีเอส จึงมีเงินติดกระเป๋าไปด้วยราว 100 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับเงินอีก 60 ล้านบาท ที่ถูกจัดสรรไปเป็นค่าสารคดี เสือ-สิงห์-กระทิง-แรด-และงู ซึ่ง จ่ายให้กับบริษัทชื่อฝรั่งแห่งหนึ่ง ที่มีรายงานว่า เป็นของคนโตในกรมบางกรม ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับออกอากาศในวันที่ทีไอทีวี แปรสภาพเป็นทีวีสาธารณะ ทั้งที่ราคาจริงของสารคดี มือ 3 มือ 4 ชุดนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเท่านั้น

เงินติดกระเป๋าก้อนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนพนักงาน กับผู้บริหารประมาณ 700 คน และอีกส่วนหนึ่ง สำหรับการบริหารจัดการทั้งงานข่าวและงานประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะโครงการสาธารณะสัมพันธ์ ใน 9 จังหวัดที่ใช้งบประมาณ 7 ล้านบาท ซึ่งเงิน 7 ล้านบาท รวมถึงค่าตอบแทนที่จ่ายให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ โดยเฉลี่ยรายละ 300 -1,500 บาทด้วย รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการประชุมสัมมนาในต่างจังหวัด ที่มีเบี้ยประชุมสำหรับกรรมการนโยบายหัวละ 5,000 บาทต่อวัน

(ติดตาม ทีวีไทย...ทีวีสาธารณะ...ทีวีของใคร ตอนจบวันอาทิตย์หน้า)

9 มิถุนายน 2551

แฉ!! คมชัดลึก เต้าข่าว พันธมิตร5,000คน เดินทางไปให้กำลังใจคตส

โดย frank
ที่มา ประชาไท
9 มิถุนายน 2551

ตำรวจ รายงานว่ามีม๊อบพันธมิตรไปให้กำลังใจประมาณ 600 คน เท่านั้น

แต่ นสพ.คมชัดลึก รายงานว่ามีม๊อบจำนวน 5,000 คน ที่ไปให้กำลังใจ คตส. ทำไมรายงานตัวเลขม๊อบแตกต่างกันเป็น 10 เท่า ผิดปกติเกินไปครับ

โปรดจ้างนักข่าวที่มีคุณภาพหน่อยครับ...



รูปประกอบจากกระทู้ คุณ muangsombut ครับ

เมื่อกี้เห็นพันธมิตรบอกไปกัน 3,000 คน
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6689297/P6689297.html

ถึง คตส. หญิงจา บอกยินดีที่มาให้กำลังใจ 2,000 คน
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6689407/P6689407.html

เต้าข่าวกันเก่งจริงๆ ดูอย่างไรก็ไม่เกิน 600 ครับ ที่ฟ้าไม่ฝ่าหัวเอา โกหกตาไส
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6689524/P6689524.html

นักกฎหมายห่วง ASTV อันตราย จ่อยื่นศาลปกครอง เลิกคุ้มครอง

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
9 มิถุนายน 2551

จากกรณีสถานีโทรทัศน์ ASTV ซึ่งเป็นสื่อในเครือผู้จัดการ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้จัดรายการปลุกระดมด่ารัฐบาล แบบสาดเสียเทเสียอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงออกอากาศอยู่ได้ เพราะศาลปกครองให้ความคุ้มครองอยู่นั้น

ล่าสุดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ได้มีผู้ชมทางบ้าน ร้องเรียนเข้ามาในรายการ โดยระบุว่าน่าจะปิดสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เพราะทำให้เกิดความแตกแยกในชาติบ้านเมือง

นายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เท่าที่ทราบ ASTV ยังอยู่ในการคุ้มครองของศาลอยู่ ซึ่งตอนนี้ กำลังตรวจสอบว่า ในช่วงที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ออกกฎหมายโดยชอบ ในการรับรอง ASTV ไปแล้ว ในตอนนี้ก็ต้องรอไปตรวจสอบว่า มีกฎหมายฉบับไหน ที่จะมารองรับ

มาตรงนี้ มีคำถามเกิดขึ้นว่า ASTV เป็นทีวีที่อยู่ในความคุ้มครองของศาล หรือ เกิดขึ้นโดยชอบของตัวบทกฎหมาย ตอนนี้มี 2 ประเด็น

ส่วนประเด็นในตอนนี้คือ ASTV กำลังทำผิดตามกฎกติกาที่ได้วางไว้หรือไม่ ซึ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้ ในพฤติกรรม ถ้อยคำที่ด่าทอผู้อื่น ดูหมิ่นผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกฯ หรือคนอื่นก็ดี การกระทำแบบนี้ ถือว่าเป็นคดีอาญา เป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่น ซึ่งมีตัวบทกฎหมายมารองรับ เพื่อที่จะตอบคำถามว่า มันเป็นสิ่งที่ทีวีเสรี สามารถกระทำได้หรือเปล่า ถ้าไม่มีอำนาจแล้ว ก็น่าจะใช้ช่องทางตรงนี้ เพื่อดำเนินการทางคดีต่อไป

ต้องพิจารณาว่า การที่มีทีวีเสรีขึ้นมา แล้วมาดำเนินการพูดจายั่วยุให้เกิดความแตกแยก เป็นสิ่งที่ทำได้ไหม เป็นสิ่งที่ผิดตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้หรือเปล่า เพื่อเอาผิดให้ปิดสถานีได้

ตอนนี้นายกฯ บอกว่า อยู่ในการดูแลของศาล ซึ่งคงต้องรอคำสั่งศาลอีกทีว่า จะมีทิศทางเป็นอย่างไร ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ที่ได้ตรวจสอบผู้ที่เชี่ยวชาญ พบว่า ASTV เกิดขึ้นถูกต้องตามตัวบทกฎหมายไปแล้ว

ส่วนอีกประเด็น เรื่องการนำเสนอของสื่อที่ผิดจริยธรรมของ ASTV พบว่า มีการกระทำที่ผิดตามกฎหมายอาญา ก็สามารถที่จะเอาผิดได้ หรือว่าสถานีไม่มีอำนาจในการที่จะสื่อสารออกมาแบบนี้ ในการยั่วยุ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ จะทำหนังสือถึงศาลที่เป็นผู้คุ้มครอง เพื่อให้พิจารณาหยุดแพร่ภาพ

ผู้เสียหาย หรือสื่อมวลชนทั้งหลาย มองเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เกิดความเป็นธรรมในสังคม หรือเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน น่าจะทำหนังสือถึงผู้มีอำนาจรัฐเพื่อพิจารณาต่อไป

ด้าน นายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การที่สถานีโทรทัศน์ ASTV ที่ทำการแพร่ภาพอันมีเนื้อหาพาดพิง พร้อมกับโจมตีการทำงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการกระทบต่อด้านความมั่นคงภายในประเทศ แต่จนถึงบัดนี้ รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการเพื่อเอาผิดใดๆ กับสถานีโทรทัศน์นี้ได้ เนื่องจากศาลปกครองกลาง มีการคุ้มครองการออกอากาศอยู่ ตามความเห็นส่วนตัวของตนแล้ว ศาลปกครองกลาง ควรมีการพิจารณายกเลิกคำสั่งคุ้มครองดังกล่าว

ส่วนประเด็นการยื่นฟ้องร้องนั้น คงต้องมีการวิเคราะห์ศึกษาอีกทีว่า บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่กรณีกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี จะสามารถทำการฟ้องร้องได้หรือไม่ ซึ่งตนเองจะติดตามเรื่องนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า รับทราบมาว่า วันนี้จะมีอะไรออกมา เพราะว่าศาลปกครองคุ้มครองอยู่ก่อนหน้านี้ ในเชิงหลักการ ASTV จะพ้นจากการคุ้มครองโดยศาลปกครอง เพราะว่าอยู่ในสถานะที่กระทำผิดตามกฎหมาย และได้รับความคุ้มครอง

หลังจากการออกมาประกาศของศาลปกครอง จะทราบท่าทีของเอเอสทีวีชัดเจนขึ้น ในหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ แต่จะมีผลบังคับใช้ให้หยุดแพร่ภาพได้หรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่กังวลอยู่

ถ้าได้ข้อยุติที่ชัดเจนว่า หมดวาระในการคุ้มครองแล้ว จะมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลและเอาผิด เพื่อให้ ASTV อยู่แพร่ภาพนั้น เราจะต้องติดตามกันอีกครั้ง หน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลต่อนั้น ต้องติดตามผลกันต่อไป เพราะว่ากระบวนการเอาผิด เพื่อยุติการแพร่ภาพเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง รออยู่ว่า อำนาจรัฐมีอำนาจแค่ไหนที่จะให้ ASTV ยุติการแพร่ภาพ เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นม็อบ ก็ตาม ทางรัฐบาลยังไม่สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมาย ที่จะมาเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ได้

ตอนนี้เหมือนกับว่า กฎหมายไม่สามารถเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ได้ เนื่องจากความผิดของ ASTV ก็มีให้เห็นอยู่เยอะ คงต้องรอดูว่า กระบวนการทางกฎหมายจะเอาผิดได้จริงได้

จากการที่กระบวนการทางกฎหมาย ไม่สามารถเอาผิดกับ ASTV ได้นั้น เป็นเพราะว่า อยู่ในการคุ้มครองของศาล ใช่หรือไม่ นายวิภูแถลง กล่าวว่า ในส่วนของการแพร่ภาพ ถือว่าอยู่ในการดูแลของศาลอยู่ แต่ในเรื่องอื่นๆ ซึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน ที่ผิด พ.ร.บ.การจราจร ไม่ว่าจะเป็นหมิ่นประมาท ตอนนี้มันผิดกฎหมายในหลายตัวบท แต่ยังไม่มีตัวบทกฎหมายที่สามารถจะเอาผิดได้ ถึงจะประกาศออกมาว่า ไม่อยู่ในการคุ้มครองของศาลแล้ว แล้วใครล่ะ ที่จะไปดึงปลั๊กไม่ให้ ASTV แพร่ภาพต่อ เพราะตอนนี้ ASTV ใช้อิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลทางมวลชน ที่ท้าทายอำนาจรัฐตลอดเวลา

ตอนนี้ทางภาคประชาชน ก็มาหารือกัน เพราะว่า ASTV ใช้สถานีเป็นสื่อ ที่จะถ่ายทอดโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อต้องการให้ประชาชนเกิดความแตกแยก นี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราปล่อยไป บ้านเมืองเราก็จะแตกแยก

โดยส่วนตัว ผมก็อยากเรียกร้องให้ หน่วยงานความมั่นคง เข้ามาดูแล ตอนนี้ไม่ใช่มาคิดเรื่องแค่แพ้ ชนะ เพราะตอนนี้บ้านเมืองกำลังแย่ และ ASTV ก็มีบทบาทมาก เพราะที่ผมไปต่างจังหวัดทางภาคอีสานมา มีการแจกสัญญาณดาวเทียมให้ติดตั้งกันฟรีๆ ครอบคลุมไปทั่วประเทศแล้ว เราจะปล่อยให้เขาสร้างความแตกแยกในสังคมกันอย่างนี้หรือ

ในเร็ววันนี้ ก็ภาวนารอให้ผลออกมาอย่างที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ผลพิจารณาออกมาอย่างชัดเจน และอยากให้คำสั่งที่ให้ยุติการแพร่ภาพมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

8 มิถุนายน 2551

สารคดี "สื่อเป็นพิษ" จากช่อง NBT



ดิจิตอลไฟล์โดย คุณ fujiko2-Thai People Voice

หมายเหตุ: ท่านสามารถรับชมรายการดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ รากหญ้าไทย ได้ที่ http://www.thai-grassroots.com/index.php?pid=1ga85g132adbe&id=303

6 มิถุนายน 2551

คนประชาไทสะท้อน "ข่าวช่องสามยังกินขี้ม๊อบพันธมิตรไม่อิ่ม"

โดย frank
ที่มา ประชาไท
6 พฤษภาคม 2551

ข่าวช่อง3 ช่วงเช้า กับ เย็น ยังกินขี้ม๊อบพันธมิตรไม่อิ่ม ช่อง7เขาปลดแอกไปแล้ว

ข่าวเช้าช่อง3 นายสรยุท กับแป๊ะหน้าหมวย ยังออกข่าวส่งเสริมพันธมิตรไม่เลิก ยิ่งช่วงเย็นเขานายคิ้วชินจัง เหมือนทนายแก้ต่างให้ แถมเอาสกุ๊ปความเดือดร้อนของประชาชน แม่ค้า พระสงฆ์ ออกจิดเดียว

ไม่เหมือนช่อง7 ช่วงเช้า เที่ยง เย็น ทำสกู๊ปออกข่าวความเดือดร้อนจากการปิดถนนของม๊อบ ได้จุใจดีมาก

แถมทั้ง3เวลา จะมีตัววิ่งว่า ม๊อบพันธมิตรเริ่มแผนดาวกระจาย(ป่วนเมือง) (เขาใช้คำนี้เลย)

ต่อจากนั้นจะมีคำว่า แม้ได้รับการร้อนเรียนว่าประชาชนเดือดร้อน แกนนำพันธมิตรก็ยัง(ตะแบง)(ใช้คำนี้เต็มๆ บอกเป็นความคิดรัฐบาล และตำรวจ)

สะใจจริงๆ ขนาดตอนเช้ามี กนก+จอมขวัญ แห่งเนชั่ว ยังเจอคุณแดงส่งพี่ตี๋ มาเกทับ ด้วยข้อมูลแต่ละอย่าง พวก2ตัวนั้นทำหน้าจ๋อยไปตามๆกัน 55

ช่อง3 กับ TPBS ยังหนุนพันธมิตรอยุ่

แต่ช่อง9 กับช่อง 7 อยู่ข้างประชาชนเพื่อเดือดร้อนโดยแม้ ไม่เลียออกนอกหน้าเหมือน2ช่องนั้น

การเมืองภาควรรณกรรม ความจำเป็นในการ‘กรองสื่อ’

โดย คุณ นก ฟินิกซ์
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
6 มิถุนายน 2551

1.“ระหว่างนั้นจนถึงสวดจบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ต่างนั่งนิ่งเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อเสร็จพิธีแขกทยอยกลับ พ.ต.ท.ทักษิณได้พนมมือเดินเข้าไปหา พล.อ.เปรม โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ยืนอยู่ระหว่างกลาง แล้วพูดกับ พล.อ.เปรมอยู่ฝ่ายเดียว ด้าน พล.อ.เปรมก็พยักหน้า และกล่าวตอบอยู่คำสองคำก่อนแยกจากกัน”

2.“...ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่จบพิธีสวดพระอภิธรรม พล.อ.สุรยุทธ์ได้เดินมาทักทาย พ.ต.ท.ทักษิณ และพูดคุยกัน จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้ปรี่เข้าไปหา พล.อ.เปรม และพูดกันประมาณ 30 วินาที ก่อนที่ พล.อ.เปรมและ พล.อ.สุรยุทธ์จะเดินทางกลับ...”

3.“...จากนั้นในเวลา 19.00 น. เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาถึงได้เข้าไปยกมือไหว้ พล.อ.เปรม โดยที่ พล.อ.เปรม ก็รับไหว้ แต่ไม่ได้มองหน้า และระหว่างฟังสวด พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ชำเลืองมอง พล.อ.เปรม เป็นระยะ และเมื่อพระสวดเสร็จ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ลุกเดินออกมา พ.ต.ท.ทักษิณ จึงได้เดินไปยกมือไหว้ พล.อ.สุรยุทธ์ พร้อมกับพูดคุยอยู่พักหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินไปไหว้ พล.อ.เปรม อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้ พล.อ.เปรม ก็รับไหว้พร้อมกับยิ้มมุมปาก ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้เข้าไปกระซิบกับ พล.อ.เปรม โดยที่ พล.อ.เปรม พยักหน้ารับตลอดเวลา และเมื่อกระซิบเสร็จ พล.อ.เปรม ก็เดินทางกลับทันที...”

4.“...เวลา 19.15 น. พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาถึงศาลา 5 เมื่อเปิดประตูศาลา ได้เหลือบไปเห็น พล.อ.เปรม และ พล.อ.สุรยุทธ์ จึงยกมือไหว้ แต่ พล.อ.เปรม และ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่เห็น จึงไม่ได้ยกมือรับไหว้ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินอ้อมไปนั่งด้านหลังอีกฟากหนึ่ง เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ ขึ้นมาที่ศาลาได้เข้าไปไหว้และทักทาย พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนไปนั่งด้านหลัง พล.อ.สุรยุทธ์ ระหว่างที่นั่งฟังพระสวด พ.ต.ท.ทักษิณ ชำเลืองมอง พล.อ.เปรม เป็นระยะๆ เมื่อพระสวดจบแล้วจึงเดินเข้าไปไหว้ พล.อ.สุรยุทธ์ ทักทายกันก่อนหันไปไหว้ พล.อ.เปรม ประธานองคมนตรี ได้ยกมือรับไหว้ และพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ประมาณ 2 นาที ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับ...”


ตั้งแต่ข้อ 1-4 เป็นการคัดข่าวคำต่อคำ ของหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ เอามาเรียงให้อ่านดู... เอาเพียง 4 ฉบับก็พอแล้ว เพื่อประกอบเป็นข้อมูลชี้ให้เห็น “ความต่างกัน”

นี่เป็นเรื่องของการรายงานข่าวสารล้วนๆ เราก็จะพบถึง “ความแตกต่างคลาดเคลื่อน” มีข้อมูลแตกต่างในรายละเอียด ลำดับเหตุการณ์ ซึ่งไม่ตรงกัน ในการนำเสนอ!

ความจริงเหตุการณ์นั้น ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม ที่วัดโสมนัสวรวิหาร ในพิธีสวดศพบำเพ็ญกุศลให้แก่ “นางบุญเรือน เผ่าจินดา” ผู้เป็นมารดาของ ผบ.ทบ.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ถึงแก่กรรม มันก็เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ได้มีลำดับเรื่องราว หรือเหตุการณ์ใดๆ สลับซับซ้อน... และเพราะความง่ายไม่สลับซับซ้อนตรงนี้เอง ทำความเข้าใจได้ง่ายๆ

มันไม่มีอะไรที่มากไปกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไปร่วมฟังพระสวดงานศพ ซึ่งก็มีบุคคลสำคัญไปร่วมด้วยหลายท่าน พล.อ.เปรมกับ พล.อ.สุรยุทธ์ได้ไปร่วมด้วยเช่นกัน โดยมี พล.อ.เปรม เป็นประธานงานสวด แล้วเมื่อการสวดจบสิ้นลง บุคคลสำคัญทั้ง 3 ท่านก็ทักทายกัน สนทนากันอยู่เล็กน้อย มีการยกมือไหว้และรับไหว้กันเป็นปรกติธรรมดา...

เรื่องจริงมันง่ายๆ ทำความเข้าใจได้ง่ายๆ แบบนี้เอง ไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก ซับซ้อนจนชวนปวดหัว? แต่ข่าวของสื่อไม่ได้เป็นอย่างนั้น

กระทั่งรายงานข่าวสั้นๆ เรียบง่ายที่สุด ยังมีการ “บิด” แล้วเราจะไปคาดหมายอะไรให้ลึกซึ้งกว่านี้อีก ยิ่งเป็นบทความเชิงวิพากษ์ แสดงทรรศนะก็ยิ่งบิด เขย่าข้อมูลข่าวสาร และปลอมแปลงเนื้อหา เสี้ยม หรือ เต้าวาทกรรมขึ้นมาได้ ไม่ยากเย็นอะไรเลย!

ในข้อ 1 ขนาดเป็นเพียง “รายงานข่าว” ก็ยังอุตส่าห์เจาะลึกบรรยากาศไปพร้อม เสร็จสรรพ บอกว่า “บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ต่างนั่งนิ่งเหมือนใช้ความคิดอย่างหนัก...” เขียนข่าวพร้อมบรรยายวรรณกรรมไป เท่านี้ก็ถือว่ายังดี ดีกว่าไปบรรยายว่า บรรยากาศเคร่งเครียด แบบมีกลิ่นอายสังหารอยู่แวดล้อมในพิธีสวดศพ ต่างฝ่ายต่างนิ่งงัน เหมือนใช้ความคิดกันอย่างหนัก ท่าทางของ พล.อ.เปรม ดูราวกับจะคิดว่า เอ๊ะ...ไอ้คนนี้ เมื่อไหร่มันจะจบสิ้นไปเสียที ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ คงใช้ความคิดหนักเช่นกัน เรียบเรียงคำพูดในสมองเตรียมจะเจรจากับป๋าเปรมว่า “เที่ยวนี้ถ้าป๋าหยุด ผมก็หยุด พบกันคนละครึ่งทางจะดีไหมป๋า?”

อ่าน ข้อ 1 แล้ว เห็นชัดว่า การรายงานข่าวของสื่อในประเทศไทย มิใช่จะมีความสามารถ “อ่านริมฝีปากเท่านั้น” แต่ลึกเข้าไปถึงอ่านจิต รู้ว่าแหล่งข่าวกำลังคิดอะไร? เป้าหมายแหล่งข่าวเครียดแค่ไหน? นอกจากนั้น ข้อ 1 ยังรายงานอีกว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พนมมือเดินไปหา พล.อ.เปรม... แล้วพูดกับ พล.อ.เปรม อยู่ข้างเดียว ด้าน พล.อ.เปรมเพียงพยักหน้า แล้วกล่าวตอบสองสามคำ” รายงานข่าวฉบับข้อ 1 พอจะไปกันได้กับข้อ 2 เพราะข้อ 2 นี้กล่าวว่า “...พ.ต.ท.ทักษิณ ปรี่เข้าไปหา พล.อ.เปรม และพูดคุยกันประมาณ 30 วินาที” ซึ่งดู 30 วินาทีนี้ พอใกล้เคียงกับ “สองสามคำ” ในข้อ 1... แต่ดูแย้งกับข้อ 4 ที่รายงานข่าวแบบจับเวลาเลยว่า “มีการสนทนากัน 2 นาที หรือ 120 วินาที” แต่ตรงนี้ ถ้าไม่ซีเรียสเราก็ผ่านพ้นไป อาจข้องใจเล็กน้อยในเรื่องนาฬิกาของผู้สื่อข่าว


อย่างไรก็ตาม ข้อ 3 มีรายงานแย้งอยู่เหมือนกัน บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินไปไหว้ พล.อ.เปรม (เป็นครั้งที่สอง เพราะครั้งแรกไม่เห็น) ซึ่งครั้งนี้ พล.อ.เปรม รับไหว้ พร้อมกับยิ้มที่มุมปาก ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้เข้าไปกระซิบกับ พล.อ.เปรม โดยที่ พล.อ.เปรมพยักหน้ารับตลอดเวลา... รายงานนี้พอไปได้กับ ข้อ 4 ที่รายงานว่า “มีการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง...” เมื่ออ่านรายงานข่าว น.ส.พ.ทั้ง 4 ฉบับจบ ก็ยังสรุปไม่ได้ว่า วันนั้นบรรยากาศการพูดคุย เป็นอย่างไรกันแน่? ... เคร่งเครียดหรือเป็นกันเอง?

ยกตัวอย่างเรื่องข่าวง่ายๆ สั้นๆ เรายังพบเห็นความไม่ตรงและแตกต่าง จึงทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ถ้าเป็นข้อมูลหรือทรรศนะที่ซับซ้อน วกวน เรายังจะพอเชื่อถือสื่อในยุคนี้ได้สักแค่ไหน? โดยเฉพาะกับข่าวสารจำพวกการอ่านริมฝีปาก หรือถึงขั้นอ่านจิตใจ และจินตนาการ ของผู้ที่ตกเป็นข่าว?

4 มิถุนายน 2551

คนดูติงจอม ใช้แทคติกในการสัมภาษณ์ เข้าข้างพันธมิตรฯโจมตีรัฐบาล

4 มิถุนายน 2551

มีเสียงจากชาวบ้านผู้ติดตามชมรายการผ่านทางสถานี NBT ของคุณจอม เพชรประดับ โดยได้ให้ข้อมูลว่า
"ได้ติดตามรายการ ถามจริงตอบตรง ช่วงข่าวภาคค่ำของสถานี NBT ของนายจอม พบว่า หากผู้ร่วมรายการเข้าข้างพันธมิตรฯ หรือมาโจมดีรัฐบาล เช่นกรณีเผาเรือประมง นายจอมจะถามเเบบชงให้ตบ เเต่ถ้าสนับสนุนรัฐบาล นายจอมจะถามเเบบซักค้าน กวนให้พูดสะดุด ตอนเเรกทำเป็นตีหน้าซื่อ ตอนนี้ ออกลาย"

2 มิถุนายน 2551

TPBS เอาคลิปลุงหมักมาออก แต่ตัดช่วงสำคัญออกไปเพื่ออะไร?



TPBS เอาคลิปลุงหมักมาออก แต่ ตัดช่วงสำคัญออกไป เพื่ออะไร?


คลิปโดย fujiko2
01 มิถุนายน, 08
ท่านสามารถดาวน์โหลดคลิปดังกล่าวได้ที่ http://baygon3.no-ip.org/savefiles/TPBS_NBT.wmv

อ.วรพล วิพากษ์ TPBS 31/05/08



คลิ๊ป by fujiko2
อ.วรพล วิพากษ์ TPBS ผ่านทางช่อง NBT เมื่อวันที่ 31/05/08
ท่านสามารถดาวน์โหลดคลิปดังกล่าวได้ที่ http://baygon3.no-ip.org/savefiles/NBT_080531.wmv

ร่วมต้าน สื่อเลว! “เสถียร วิริยะพรรณพงศา” : บิดเบือนบทสัมภาษณ์

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
2 มิถุนายน 2551

บรรดาสื่อสารมวลชน ที่มักอวดอ้างเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ กลับมิได้ทำหน้าที่ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด แฝงไว้ด้วย อคติ ในการรายงานข้อมูลข่าวสาร 2 มาตรฐาน ถามข่าวด้วยอารมณ์เข้าข้าง กลุ่มผลประโยชน์ บางกลุ่ม บางฝ่าย บางพวก โดยไม่สนใจตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยนี้แม้แต่น้อย ทั้งที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองเขารู้กันหมดว่า มีจุดประสงค์ เพื่อรัฐประหาร หรือ เพื่อประชาธิปไตย กันแน่!

ซ้ำร้ายกว่านั้น มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย ไม่สมควรที่จะเป็นสื่อสารมวลชนอีกต่อไป

ยกตัวอย่าง กรณีที่มีนักข่าวกลุ่มหนึ่ง อ้างตัวว่า เป็นผู้แทนสมาคมวิชาชีพ มาสัมภาษณ์บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ แต่เรื่องราวการสัมภาษณ์ กลับไปโผล่ในหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก เป็นการหลอกลวงอย่างชัดแจ้ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้มีการลงเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ที่บิดเบือนอย่างชัดเจน โดยจงใจที่จะรายงานข่าวว่า มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการลงทุนอยู่ด้วย

เหลือบไปเห็นรายชื่อคนทำเรื่องราวเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เลยถึงบางอ้อ “เสถียร วิริยะพรรณพงศา” (เบอร์โทรศัพท์ เสถียร วิริยะพรรณพงศา(เถียนมี่มี่)08-14545954) ผู้รายงานข่าวแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พูดจาจาบจ้วง ส่อว่าจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในครั้งก่อนโน้น นั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มี ประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่พอใจ ต้องไปปิดล้อมอาคารสำนักงานของสื่อ ในเครือเดอะเนชั่น เพื่อสอบถามความจริง และขอให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถาบันสูงสุด

เรื่องนี้คงเป็น คดีความค้างคาอยู่ในโรงในศาล ที่ศาลท่านจะเมตตาตัดสินกันอย่างไร

แต่หากจะใช้บรรทัดฐานของคดีความก่อนหน้า การที่ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ ในกรณีที่ลงข่าวนี้ พร้อมกับประกาศปิดหนังสือพิมพ์ 3 วัน เท่ากับยอมรับผิดอยู่แล้ว

แต่เหตุการณ์ยังไม่ผ่านพ้นไป ได้พอหายใจหายคอ คนคนเดียวกันนี้ กลับนำบทสัมภาษณ์ที่บิดเบือนมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้ เกิดขึ้นกับบรรณาธิการประชาทรรศน์ คนในแวดวงสื่อด้วยกันเอง

มันแสดงให้เห็นถึง เจตนา อย่างชัดแจ้ง ของผู้มาสัมภาษณ์

หลอกลวงว่า จะสัมภาษณ์ไปลงในสารของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ใน วารสารชื่อ “ราชดำเนิน” โดยอ้างตัวว่าเป็น ฟรีแลนซ์ ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แต่ดันเอาเรื่องไปลงในหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ซึ่งเป็นการผิดมารยาทอย่างร้ายกาจ เพราะไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวผู้ให้สัมภาษณ์ก่อน

เท่านั้นยังไม่พอ!!!

พยายามบิดเบือนข้อความในการสัมภาษณ์ว่า มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง เป็นนายทุนให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ หวังจะโยงไปถึงว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เขาพูดอย่างหนึ่ง เอาไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง

เลวทรามต่ำช้าไหม นี่หรือจริยธรรมนักข่าว ผู้สื่อข่าว

โทรศัพท์มาขอโทษสักคำ หรือจะเดินทางมาขอขมา ยังไม่มีเลย

“เสถียร วิริยะพรรณพงศา” ถูกชักนำเข้ามาสู่วงการโดย “นายสุริยะใส กตะศิลา” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ โดยไปอยู่กับ นสพ.แนวหน้า เป็นเล่มแรกใช่ไหม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่สื่อในเครือ “เดอะ เนชั่น”

มีสื่ออีกมากมาย ที่สนิทสนมกับ นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นรีไรเตอร์ในหนังสือพิมพ์หัวการเมืองเอียงกระเท่เร่เล่มหนึ่งก็มี เป็นนักข่าวในสนามข่าว ที่นายสุริยะใสฝากฝังชีวิตเอาไว้ จำนวนมากมาย

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไม สื่อสารมวลชน ในประเทศไทย จึงกลายเป็นเสนอข่าวเลือกข้าง หรือเข้าข้างฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร กันนักหนา

TPBS เผยธาตุแท้ เป็นแนวร่วมพันธมิตรฯ เพื่อทำลายประชาธิปไตย

ที่มา คอลัมน์ ฮ๊อตสคูป
เวบไซต์ ประชาทรรศน์
2 มิถุนายน 2551

เกิดปฏิกิริยาหลายอย่างที่น่าวิเคราะห์ กับเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า คนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะในเหล่าปัญญาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน มีจุดยืนแบบไหนอย่างไร

หลังการออกมาชี้แจงของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ที่มีต่อการชุมนุมของพันธมิตร

เราได้เห็นธาตุแท้ของ สื่อที่อ้างว่าตนเป็นทีวีสาธารณะอย่าง “ไทยพีบีเอส” ที่เสนอภาพ และทิศทางข่าว โน้มเอียงไปในทางที่ว่า “รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนกลุ่มพันธมิตร ที่ชุมนุมอย่างสงบ”

ภาพที่นำเสนอทำให้ประชาชนผู้ดูรายงานข่าว รู้สึกราวกับว่า เหมือนได้เห็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกลับมาอีกครั้ง

ประเด็นของการเสนอข่าว รายการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ อยู่ที่ประเด็นเดียวคือ การสร้างภาพให้รัฐบาล คือผู้ที่จะใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง เข้าสลายการชุมนุมโดยสงบของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องและเข้ากันได้ดี กับ “สาร” ที่แกนนำพันธมิตรฯ สื่อออกมา

ราวกับว่า สื่อช่องนี้ เป็นสาขาหนึ่งของสื่อพันธมิตรฯ อย่างไรอย่างนั้น

นอกจากสื่อที่กระโดดออกมาหนุนพันธมิตรฯ อย่างสุดจิต สุดใจ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ยังได้เห็น ปัญญาชน นักวิชาการ และผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักสิทธิมนุษยชน” ออกมาแถลงการณ์คัดค้าน บ้างก็ประณามรัฐบาลกันอย่างพึ่บพั่บ

และเราได้เห็น กลุ่มคนที่เสนอว่า พวกตนเป็นทางเลือกที่สาม ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร และไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล แต่ก็ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐบาลจะจัดการกับการชุมนุมโดยสงบของพันธมิตรฯไม่ได้ บ้างก็พูดไปถึงขนาดว่า รัฐบาลจะถูกขับไล่เหมือนกับรัฐบาลเผด็จการถนอม , นานาประเทศจะไม่ยอมรับการกระทำของรัฐบาล ฯลฯ

กลุ่มคนเหล่านี้กำลังทำอะไร ?

ประเด็นสำคัญต้องพิจารณา เพื่อให้เห็นจุดยืนของพวกเขาคือ “สาร” ที่ส่งผ่านสาธารณะ

สารที่เหมือนกันทั้งกลุ่มทั้งก้อนคือ ย้ำว่า “รัฐบาลกำลังใช้ความรุนแรง กับประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสงบ , การชุมนุมเป็นสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน, รัฐบาลกำลังปราบปรามประชาชน”

สถานการณ์เป็นอย่างที่กลุ่มปัญญาชนเหล่านี้พูดจริงหรือ?

พวกเขาเหล่านี้ มีความบริสุทธิ์ใจ ห่วงใย ต่อสถานการณ์บ้านเมือง โดยไม่เลือกข้าง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เป็นทางเลือกที่สามให้แก่สังคมได้จริงหรือ?

คำตอบ คือ ไม่

ปัญญาชน กลุ่มก้อนเหล่านี้ ที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง กำลังเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ ทำไมจึงบอกเช่นนั้น

เพราะ กลุ่มคนเหล่านี้ มองเห็นเพียงแต่ “เปลือก” ที่ห่อหุ้ม สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ความรุนแรง”

เพราะพวกเขา ลืมตามองเพียงด้านเดียว และวิเคราะห์ความรุนแรงเพียงแค่เชิงกายภาพ

พวกเขาไม่ได้ลืมตามองสาเหตุ ใจกลางของปัญหาที่แท้จริงว่า “การชุมนุม เคลื่อนไหว ข้อเรียกร้อง เป้าหมายของพันธมิตรฯ คือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่สร้างความเสียหายมากกว่า" การปะทะกันของกลุ่มคนเมื่อวันที่ 25 ที่ผ่านมา รุนแรงมากกว่า รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายจัดการกับการชุมนุม

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของพันธมิตรฯคือ “การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน" คือ “การเรียกหาการ รัฐประหาร” โดยใช้วิธีการ บิดเบือนข้อมูล ใส่ความฝ่ายตรงข้าม และใช้วิธีการที่สกปรกที่สุดคือ การแอบอ้าง “ความจงรักภักดี” ทำลายผู้คนอื่นที่คิดต่างจากกลุ่มตน

จึงน่าสมเพชกับ ”สาร” ที่สื่อถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา สนับสนุนการรัฐประหาร พิทักษ์รัฐธรรมนูญของเผด็จการว่า เป็นการแสดงออกบนวิถีทางประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมโดยสงบไม่มีความรุนแรง และอ้างหลักการสิทธิ เสรีภาพ ไปอธิบายสร้างความชอบธรรมให้กับการชุมนุมของพันธมิตรฯ

หากจะดำรงตนอย่าง”เป็นกลาง” อย่างเป็นปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชนจริงๆ คงต้องตั้งคำถามและทบทวนกับ “วิธีคิด” ของตัวเองก่อน ก่อนที่จะสำราก “สาร” ออกมาต่อสาธารณะ

เพราะ ”สาร” ที่ส่งผ่านมานั้น คือการทำให้พันธมิตรฯ ชอบธรรมมากยิ่งขึ้นที่จะชุมนุม และบรรลุเป้าหมาย

อย่าทำตัวเป็น “อีแอบ” ซุกตัวในนามของปัญญาชน สื่อ นักสิทธิฯ นักสร้างทางเลือกที่ 3 โดยสวมเสื้อคลุมว่าเป็นกลาง อีกต่อไปเลย

ยอมรับเถิดว่า สิ่งที่ทำอยู่ คือ การเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ เพื่อทำลายประชาธิปไตยนั่นเอง

1 มิถุนายน 2551

TPBS ทำหน้าที่กระบอกเสียงแทนยานเกราะได้อย่างยอดเยี่ยม !!!

โดย คุณ TSC
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
1 มิถุนายน 2551

นอกจากวันนี้ทั้งวัน จะสละเวลารายการปกติ นำเสนอเรื่อง การชุมนุมของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป...ย์ ทั้งวันแล้ว จนป่านนี้เลยวันใหม่มานับ 2 ชม. ก็ยังไม่มีที่ท่าจะหยุดออกอากาศ

จากปกติจะต้องปิดสถานีตอนเที่ยงคืนทุกวัน แต่วันนี้ ยอมอยู่เฝ้าสถานี ออกอากาศต่อเนื่องจนป่านนี้

คงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการสลายม็อบในคืนนี้กระมัง

แล้วจากนั้น ก็จะได้ตัดเข้าถ่ายทอดสด เพื่อปลุกระดมคนออกไปสมทบ และเอาบุคคลจากฝากฝั่งที่อยากล้มรัฐบาลประชาธิปไตยใจจะขาด ออกมาให้ความเห็นไปในทางทำลายรัฐบาล เหมือนที่ทำมาตลอดทั้งวัน

ทำงานเป็นกระบอกเสียงเยี่ยงยานเกราะในยุค 6 ตุลา ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แพ้ ASTV

ไม่เสียแรงที่ได้ของกำนัลชิ้นนี้มาฟรีๆ ตอบแทนได้สมบุญคุณ ที่พี่ใหญ่อุตส่าห์ไปช่วงชิงเอาของๆ คนอื่นมายื่นให้กับมือ โดยไม่ต้องลงทุนแม้แต่สตางค์แดงเดียว

แถมมีให้ใช้ฟรีๆ อีกนับพันล้าน