29 กันยายน 2551

ที่แท้ผู้จัดการโผล่ที่แจ้งแล้วกล่าวหาประชาไทเวบหมิ่น "จอน"ชี้เป็นความเท็จใส่ไฟทำลายชื่อเสียง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ และบอร์ดประชาไท
29 กันยายน 2551

ผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงของพันธมิตรได้นำเสนอข่าวตอนหนึ่ง เรื่องเวบไซต์ประชาไทเสนอข่าวว่าสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)-แรงงาน เสนอการเมืองใหม่ที่เป็นอิสระจาก ‘พันธมิตร’แล้วผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ทางNBTยกไปอ้างในรายการเมื่อคืนวันที่ 28 กันยายน โดยระบุว่า หลายครั้งที่นักวิชาการในกลุ่มนี้เขียนบทความเผยแพร่ในสื่อเว็บไซต์-นิตยสาร ประชาไท หรือ ฟ้าเดียวกัน นายวีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิก็มักจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอยู่เสมอๆ

กระบอกเสียงพันธมิตรใส่ร้ายประชาไท-ฟ้าเดียวกันแหล่งรวมปฏิเสธสถาบัน

"ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีกว่า เว็บไซต์ประชาไท และนิตยสารฟ้าเดียวกันนั้นเป็นแหล่งรวมบุคลาการ นักวิชาการในสายที่ปฏิเสธสถาบันกษัตริย์"ผู้จัดการออนไลน์ระบุ

สำหรับแถลงการณ์ของสนนท.ที่ออกมาเมื่อวานนี้ มีชื่อแถลงการณ์ว่า “การเมืองใหม่ต้องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ระบบลูกขุน
ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ” อ่านรายละเอียดคลิ้กที่นี่

จอนอึ้งเจอเมล์ลูกโซ่กล่าวหารับเงินทักษิณทำเวบต้านสถาบัน ยันเป็นความเท็จ
ขณะเดียวกันนายจอน อึ้งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเวบไซต์ประชาไทได้ส่งจดหมายอีเมล์ขอความเป็นธรรมและชี้แจงเรื่องที่เขาและนายใจ อึ๊งภากรณ์ น้องชายกล่าวหาว่าทำเวบไซต์ประชาไท หมิ่นสถาบัน โดยรับเงินอดีตนายกฯทักษิณมาทำ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

จาก: Jon Ungphakorn
วันที่: กันยายน 28, 2008 4:37 หลังเที่ยง
หัวเรื่อง: ช่วยกันส่งต่อ...จากจอน อึ๊งภากรณ์
ถึง: .....................................

ช่วยกันส่งต่อให้กว้างขวางที่สุด เพื่อความเป็นธรรม(พร้อมไฟล์ที่แนบมาด้วย)


ตามที่มีผู้ประสงค์ร้ายที่ไม่เปิดเผยตัวได้ริเริ่มการกระจายส่งออกอีเมล์ลูกโซ่ที่มีข้อความว่า "โฉมหน้าคนทำwebsiteหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นอีเมล์ที่ผิดกฎหมายเพราะมีข้อความเท็จที่หมิ่นประมาทต่อผม (จอน) และน้องชายของผม (ใจ) โดยกล่าวหาว่าเราทั้งสองได้รับเงินจากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเพื่อมาทำ website ที่หมิ่นสถาบันกษัตริย์

และหลายฉบับยังพ่วงท้ายด้วยภาพแต่งที่ลบหลู่ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งผู้ริเริ่มอีเมล์ดังกล่าวได้คัดลอกมาจากwebsite สากลแห่งหนึ่ง เสมือนต้องการทำให้เกิดความเชื่อว่าผมและน้องชายของผมเป็นอยู่เบื้องหลังการแต่งหรือการเผยแพร่ภาพดังกล่าว

อีเมล์ดังกล่าวมีการส่งต่อกันเป็นทอดๆ จนมีผู้ได้รับหลายหมื่นคนหรืออาจมากกว่าหนึ่งแสนคนก็เป็นไปได้ เป็นวิธีการทำลายชื่อเสียงของผมและน้องชายของผมที่ไม่ต้องลงทุนแต่ได้ผลมาก

ผู้ที่มีส่วนส่งต่ออีเมล์ดังกล่าวทั้งหลาย คงไม่ได้นึกคิดว่าตนเองกำลังแพร่ความอยุติธรรมโดยการทำตัวเป็นศาลเตี้ยและคงไม่ได้นึกคิดว่าตนได้ตกเป็นเครื่องมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่นอกจากประสงค์ร้ายต่อผมและใจแล้วยังเป็นผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างแน่นอน

ผมและใจขอชี้แจงว่าข้อความในอีเมล์ดังกล่าวเป็นเท็จ เราไม่เคยรับเงินใดๆ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่เคยทำ website ที่หมิ่นสถาบันกษัตริย์และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับภาพแต่งที่ลบหลู่สถาบันกษัตริย์ที่ผู้ริเริ่มอีเมล์ดังกล่าวได้นำมาแปะท้ายอีเมล์ด้วยความประสงค์ร้ายต่อสถาบันกษัตริย์และต่อผมและใจ

ผู้ที่มีส่วนในการเผยแพร่หรือส่งต่ออีเมล์ด้งกล่าวทุกๆคนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยมีโทษถึงขั้นจำคุกทั้งสองกรณี และหากผู้ส่งต่อยังมีส่วนในการส่งต่อภาพแต่งที่อยู่ท้ายอีเมล์ ผู้ส่งต่อยังมีความเสี่ยงที่จะถูกข้อหาหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒

จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกันและขอความกรุณาช่วยกันเผยแพร่กระจายออกไปเพื่อผดุงความยุติธรรม

จอน อึ๊งภากรณ์
โทรศัพท์ 0816656320
อีเมล์ ungjon@usa.net

27 กันยายน 2551

กระบอกเสียงพันธมิตร รัฐประหาร และปลากระป๋อง


โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
ที่มา ประชาไท
26 กันยายน 2551

เดือนนี้ครบรอบ 2 ปี ของเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยาฯ ซึ่งมีผลให้ไม่เพียงแต่นายทักษิณ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทำให้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยที่เชื่อว่ารัฐประหารน่าจะได้กลายเป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว ตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม 2535 ที่ต้านทหาร จนพ่ายไปในที่สุด

เวลาผ่านมา 2 ปี ความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐประหารอีกได้สูงขึ้น สูงมากกว่าโอกาสที่จะเกิดสึนามิอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้รัฐประหารครั้งล่าสุดที่อ้างว่า ก่อการเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมจะผ่านมา 2 ปีแล้ว ความแตกแยกทางการเมืองของไทยก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลงแต่อย่างใด แถมกลับทวีขึ้น และในขณะเดียวกัน ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งก็ยังคาดหวังว่า ควรจะมี “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อีก เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเมือง

เอแบคโพลล์ได้เผยตัวเลขออกมาในวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ผู้ถูกสำรวจ 37.1% เชื่อว่าการมีรัฐประหารจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในปัจจุบันได้

ทางด้านกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ (โพสต์ทูเดย์ 16 ก.ย.) ซึ่งข้อ 4 มีข้อความว่า “เราไม่ต้องการการรัฐประหารเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” นั่นน่าจะหมายความว่า พวกเขาคงไม่มีปัญหากับ “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อีกสักรอบกระมัง เพราะพูดตรงๆ ทุกคนก็คงทราบว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เคยออกมาต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย. เลย ส่วนกลุ่มที่เรียกว่า นักวิชาการหรือปัญญาชน แนวสายกลาง ที่ยอมรับการแต่งตั้งจากทหารเพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อย่างเช่น รศ.สุริชัย หวันแก้ว แห่งรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หรือโคทม อารียา แห่งมหิดล ก็ยังปฎิบัติกิจประจำวันใช้ชีวิตอย่างปกติ ในขณะที่สังคมไทยก็ยังติดยึดกับการอยากเห็น “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อย่างซ้ำซาก

รศ.สุริชัยนั้นมาระยะหลังได้มีบทบาทแสดงความเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองมากขึ้นผ่านสถานีทีวี “สาธารณะ” ไทยพีบีเอส ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมายที่ผ่านโดย สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทหารอย่างโคทม และสุริชัยเอง

ผู้เขียนคิดว่า ปัญญาชนสองท่านนี้ควรจะกรุณาสละเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อเขียนบทความหรือหนังสือทบทวนบทบาทของปัญญาชนไทยหลายคนที่มีบทบาทในการค้ำยันระบอบทหารและวัฎจักรรัฐประหาร ให้ยืนยงถึงทุกวันนี้ หลายคนคงยังจำได้ว่า มรดกจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. นั้น รวมถึงการทำกฎหมายความมั่นคงภายในให้มีความชอบธรรมทางนิติศาสตร์ รวมถึงการเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างมหาศาลที่เขียนกำกับไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับทหาร 2550

2 ปีผ่านไป บทบาททางการเมืองของทหารยิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น ดูได้จากคำถามที่นักข่าวมักชอบยิงไปที่ตัว ผบ.ทบ. คือพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ก็มักวนเวียนอยู่กับเรื่องว่า ทหารคิดอย่างไรต่อเรื่องการเมือง เช่น “ท่านค่ะ ใครควรจะเป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ค่ะ”

“ท่านครับ ท่านคิดอย่างไรต่อรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ครับ”

“ท่านค่ะ จะมีรัฐประหารอีกไหมค่ะ”

หนักไปกว่านั้น ถึงแม้อิทธิพลของทหารต่อการเมืองจะแผ่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็คงยังไม่พอใจ จึงได้ให้สัมภาษณืแก่สื่อต่างประเทศ เมื่อไม่นานมานี้ว่า มิติหนึ่งของ “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ นั้นก็คือข้อเสนอว่า การแต่งตั้ง โยกย้าย ทหารระดับสูงควรจะขึ้นกับสภากลาโหม และให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าหรือไม่โปรดเกล้า และทหารไม่ควรขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหมหรือรัฐบาล แต่ควรขึ้นกับสถาบันกษัตริย์

เรื่องนี้แค่นึกก็น่าหวาดวิตกแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองไทย

ในเมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่สังคมจะตั้งคำถามอย่างเป็นจริงเป็นจังว่าทำไมผู้คนถึงเสพติดกับระบอบทหารและรัฐประหารอย่างงอมแงม

เมื่อไม่นานมานี้ กระบอกเสียงของกลุ่มพันธมิตรฯ คนหนึ่งได้โจมตีบรรดา นักวิชาการเฮงซวย”strong> ในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เปรียบว่านักวิชาการที่ออกมาวิจารณ์พันธมิตรฯ เหล่านี้มีมุมมองต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแข็งทื่อ ประหนึ่งเหมือนผู้ที่รู้จักแต่การเปิดและกินปลากระป๋อง โดยไม่รู้จักดัดแปลงให้เป็นยำปลากระป๋อง

แต่เรื่องนี้กลับทำให้ผู้เขียนนึกถึงกลุ่มพันธมิตรฯ และปลากระป๋องมากกว่า เพราะดูเหมือนคนในกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยยังอยากจะเห็น “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อีกรอบ เพราะว่ามันเป็นทางออกที่ด่วนแดก ทันใจ ไม่ต้องรอไปนั่งแลกเปลี่ยนถกเถียงความเห็นทางการเมืองกับคนส่วนมากให้เสียเวลา

พวกเขายังคงเชื่อว่า หากมีรัฐประหารดีๆ อีกสักครั้ง เมืองไทยอาจจะกลายเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ยุติธรรมไร้คอร์รัปชั่นได้ทันทีทันใด เร็วกว่าเวลาที่ต้องใช้ในการเปิดปลากระป๋องเสียอีก

.................................................

แปลและเรียบเรียงจาก Still too many people urging the quick fix of a 'good' coup, the Nation, 26 ก.ย. 51

26 กันยายน 2551

พันธมิตรเป็นอุทยานแห่งชาติแถวๆปากช่อง

โดย การ์ตูนกระป๋อง
ที่มา โลกวันนี้
26 กันยายน 2551

24 กันยายน 2551

พันธมิตรขาลงรุมกัดมติชนเป็นสื่อทรราช ยก"เปลว-หยุ่น"เชียร์พธม.ตลอดเป็นยอดสื่อ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ มติชน
24 กันยายน 2551

การคุกคามการทำงานสื่อมวลชนหลายกรณี ทำให้แนวร่วมที่เคยเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกันอย่างพันธมิตรกับสื่อมวลชนต้องปริร้าวอย่างยากประสาน ล่าสุดพวกแกนนำพันธมิตรต้องนำเรื่องนี้ขึ้นเวทีชุมนุม และเผยแพร่ผ่านกระบอกเสียงของตนเองในลักษณะเปิดศึกอย่างชัดเจนเป็นทางการครั้งแรก โดยมุ่งเป้าโจมตีไปที่ค่ายมติชนว่าเป็นสื่อทรราช ขณะเดียวกันยอเปลว สีเงิน-หยุ่นที่เชียร์พธม.ว่าเป็นสื่อแท้


เป้าโจมตีคือค่ายมติชน ด่า"ขรรค์ชัย"มอบดอกไม้ยินดีนายกฯสมชายได้ไง
ค่ายู้จัดการ กระบอกเสียงของพันธมิตร เสนอข่าวว่า เมื่อวานนี้ (23 ก.ย.) เวลาประมาณ 23.20 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยบนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยได้ตอบโต้หนังสือพิมพ์อมติชนฉบับวันที่ 23 ก.ย.หน้า 11 ที่ได้วิเคราะห์การเมืองโดยตั้งหัวข้อว่า หักดิบการเมืองใหม่ ล้มตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่”
โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า พวกเราเคารพสื่อ ถ้าวิพากษ์วิจารณ์มาเราเคารพ แต่อย่างนี้เหมือนดูถูกว่า การเมืองใหม่ล้มตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งไข่ โดยที่ทำมานั้นตนเคยบอกแล้วว่ามีความสำเร็จทั้งรายเล็กรายย่อยกว่า 40 ประเด็น แล้วความสำเร็จที่ผ่านมานั้นจะมาหาว่าล้มยังไม่ทันตั้งไข่ได้อย่างไร ความจริงเราไข่นานแล้ว ตนนั้นชอบวิชาปรัชญาเพราะว่าด้วยเรื่องเหตุและผล เมื่อเรานำวิชานี้ไปจับกับสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์จะจับคนเท็จได้ตลอด รวมถึงคนโกหก ลำเอียง มีมายาได้ทันที

โดยในบทความนี้ มีการวิพาษ์วิจารณ์ถึงสูตร 70 ต่อ 30 หาว่าเป็นสูตรโควตาอ้อย ทั้งที่พวกเราเคยชี้แจงตลอดว่าเป็นความเห็นของแกนนำบางคนหรือผู้ประสานงานที่เสนอ เพื่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกัน ให้เกิดการมีส่วนร่วม เป็นกลยุทธ์ ซึ่งถ้าไม่โยนอะไรออกมาคนก็ไม่เถียง อันนี้เช่นกันเป็นการโยนขึ้นไปเพื่อระดมความเห็นเข้ามา

"นักปรัชญามักเริ่มต้นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เช่นเดียวกันเริ่มต้นด้วย 70:30 แต่กลับมาบอกว่าเป็นละทิ้งมวลชน แล้วที่พี่น้องมารวมตัวด้วยความสมัครใจเป็นจำนวนมากแบบนี้จะละทิ้งมวลชนตรงไหน เราขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันบริจาคมาให้ ถ้าละทิ้งมวลชนคงเหลือแค่ 5 แกนนำ และนี่คือความจริงชัดๆ เป็นความจริงที่ปรากฏ เห็นรูปเห็นภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องโต้แย้งให้เห็นว่ามันไม่ใช่"นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ตนดีใจที่ได้มาอยู่ท่ามกลางพี่น้องที่มีแต่น้ำใจ เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่ามาขับไล่รัฐบาลชั่วอยู่ในขณะนี้ ซึ่งบทความได้มีการบอกต่อว่าพันธมิตรเป็นอันธพาลการเมืองเหมือนกับที่สมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวหาเรา คนเขียนบทความนี้เหมือนจะโง่ ซึ่งความจริงนายสมัครนั้นอยู่ฝ่ายเผด็จการมาตลอดตั้งแต่ สมัย 6 ตุลาก็เป็นคนปลุกระดมให้นักศึกษาเข่นฆ่ากันตาย 43 คน แต่กลับบอกว่าตาย 1 คน มาครั้งนี้ได้ไปนำ นปก.โดยมีตำรวจนำหน้ามาตีเราที่สะพานมัฆวานฯ แล้วมากล่าวหาว่าเราเป็นอันธพาล ซึ่งคนที่อันธพาลนั้นคือนายสมัคร และคนที่เขียนบทความแบบนี้คือ อันธพาลในคราบสื่อ

นายสมศักดิ์กล่าวต่ออีกว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมามีนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ได้ไปมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการจะมาเจอกันแบบนี้ต้องมีการนัดกัน ถ้าหากสื่อมวลชนประจบรัฐบาลแบบนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร สื่อมวลชนคือสื่อเพื่อประชาชนไม่ใช่สื่อเพื่อรัฐบาล ถ้าเป็นแบบนั้นอย่าได้เรียกว่าสื่อมวลชน

"นายขรรค์ชัย บุนปาน คนนี้สมัย รสช. เคยยืนกับสุจินดา คราประยูร ซึ่งขณะนั้นอยู่กับพวกเผด็จการ รสช. ซึ่งตอนนั้น ผมกับ พล.ต.จำลองได้ยืนอยู่ข้างประชาชน และยังยืนข้างประชาชนมาตลอด ดังนั้นการที่จะมากล่าวหาว่าล้มยังไม่ทันตั้งไข่ ซึ่งเกินความจริงจึงต้องออกมาโต้ตอบ ชี้แจงให้รู้ว่าเราก็มีสมองคิด ออกมาชี้แจงตอบโต้ได้ทุกประเด็น"นายสมศักดิ์กล่าว

ต้องเชียร์พันธมิตรแบบเปลวสีเงิน-สุทธิชัย หยุ่น ค่อยถือว่าเป็นมิตร

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรอีกราย กล่าวบนเวทีว่า ได้พูดถึงสื่อมวลชนมีทั้งสื่อที่ให้กำลังใจพันธมิตรฯ บางฉบับก็ท้วงท้วงติงอย่างน่ารับฟัง แต่บางสื่อก็ต้องการให้พันธมิตรฯ แพ้ อย่างสื่อฉบับหนึ่งที่บอกว่าพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นพวกอันธพาลทางการเมือง โดยอ้างคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนายสมัครไม่เคยพูดถึงพันธมิตรฯ ว่าเป็นอันธพาลทางการเมือง แต่นายสมัครพูดแค่ว่าเป็นแก๊งข้างถนนเท่านั้น

นอกจากนี้ ในบทความเดียวกันยังได้ระบุความตอนท้ายสุดว่า ในที่สุดพันธมิตรจะกลับบ้านโดยไม่ได้อะไรเลย ก็ต้องขอบคุณสื่อฉบับนี้ ที่กรุณาวิจารณ์ว่าเราจะไม่ได้อะไรเลย แต่อย่างน้อยๆ เราจะมีมือตบที่ทรงพลังถือกลับบ้าน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ข้อวิจารณ์เหล่านี้ถือว่าเล็กน้อย สามารถโต้แย้งได้ เพราะพันธมิตรไม่ใช่วิเศษมาจากไหนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่สื่อก็ไม่ใช้ผู้วิเศษที่จะวิจารณ์ไม่ได้เช่นกัน แต่เราจะใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ในการวิพากษ์วิจารณ์สื่อ เพราะเราถือว่าสื่อก็ทำประโยชน์ให้สังคมเช่นกัน

ต่อมา นายสมเกียรติ กล่าวถึงคอลัมน์ “คนปลายซอย” ของนายวิโรจน์ งามแม้น หรือ “เปลว สีเงิน” ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว่า ล่าสุดได้วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็ตามล้วนเป็น “ทรราชทาสแม้ว” ซึ่งแม้ “เปลว สีเงิน” จะวิจารณ์พันธมิตรฯ บ้างในบางครั้ง แต่ก็ได้เห็นนำใสใจจริงที่ต้องการให้ขบวนการประชาชนได้รับการปรุงแต่งให้สมเหตุผล อะไรเกินเลยก็ท้วงติงกันมา จึงขอได้รับความขอบคุณมาในโอกาสนี้

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่าในช่วง 6-7 วันมานี้ อ่านบทความของเปลว สีเงิน แล้วมีความสุข วันก่อนแม้จะติติงเรา แต่พอถึงคราวจะฟันธงจริงๆ โดยเฉพาะหลังจากนายสมัครสร้างสถานการณ์เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อจะให้ทหารมาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ แถมขู่จะลงโทษ ผบ.ทบ.ที่ไม่ทำตามว่าเป็นบกฏ แต่สุดท้ายเมื่อ ผบ.ทบ.และแม่ทัพภาคที่ 1 ไม่ทำตาม ก็เรียกประชุม ครม.และจะให้ลงประชามติ เปลว สีเงิน ก็เลยเขียนบทความว่า ต่อไปนี้ยุบสภาก็ไม่ต้องเอา ลงประชามติก็ไม่ต้องเอา ให้ถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณไปเลย

ต่อมา นายสมเกียรติ ได้กล่าวถึง “กาแฟดำ” หรือ สุทธิชัย หยุ่น ว่า ได้เขียนถึงพันธมิตรฯ อย่างเข้าใจว่า ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านมองรัฐมนตรีบางคนว่าไม่ต่างจากโจรสลัด ที่ตั้งหน้าตั้งตาเข้ามาปล้นบ้านปล้นเมือง ดูหน้าตา ครม.รัฐบาลสมชาย ก็ยังคงขี้เหร่เหมือนเดิม ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านจะเรียกหาการเมืองใหม่ เพราะเอือมระอาเหลือเกินแล้ว ซึ่งต้องขอบคุณกาแฟดำ ที่แม้จะเขียนติงเราบ้าง แต่เนื้อหาได้สะท้อนน้ำใสใจจริงว่าต้องการช่วยพวกเรา แต่เราต่อสู้มา 100 กว่าวัน ก็ย่อมเหน็ดเหนื่อย และอาจมีผิดพลาดหรือเกินเลยไปบ้าง

นายสมเกียรติ ยืนยันว่า กรณีที่มีสื่อบางฉบับลงว่าตนได้กล่าวถึงนายแพทย์ประเวศ วะสีนั้น ตนไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือพูดถึงนายแพทย์ประเวศ ซึ่งเรื่องนี้ได้เรียนให้ท่านทราบแล้ว รวมถึง ศ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ซึ่งมีสื่อบางฉบับลงไปว่านายสมเกียรติกล่าวว่า ทั้งๆ ที่นายสมเกียรติหุบปาก

ใครไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรเป็นสื่อทรราช พร้อมตบหัวแล้วลูบหลัง
เราเดินทางมาไกล สื่อมาติติงเราไม่ว่า การต่อสู้ของภาคประชนชนในหลายประเทศไม่ใช่แค่สู้กับทรราชเท่านั้น แต่สู้กับสื่อที่บิดเบือนและสื่อทรราชด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเขียนบทความในหนังสือพิมพ์มา 20 กว่าปี รวมจำนวนกว่า 800 ชิ้น มีความเข้าใจในการการทำหน้าที่สื่ออย่างดี หวังว่าที่ตนพูดอย่างนี้คงเข้าใจ

พล.ตจำลอง ศรีเมือง แกนนำอีกรายกล่าวว่า ต้องขอบคุณสื่อฯเมื่อวานได้ให้ข่าวไป ซึ่งข่าวได้ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้ เกือบทุกฉบับที่มีการลงข่าวเพิ่มเติมว่า การเมืองใหม่ที่ผ่านการประชุมของเราครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เลือกตั้ง 50 แล้วเลือกตั้ง 50 แต่ได้ลงไปตามความเป้นจริงว่าเลือกตั้งมา 100% แต่เลือกมาจาก 2 ทาง คือ ผู้ที่สมัครรับเลือกตั้ง ต้องเลือกว่าจะสมัครสส.พื้นที่เขต หรือจังหวัดนั้น หรือ สส.ประเภทกลุ่มอาชีพ ถ้าใครมีอาชีพมากกว่าหนึ่ง ก็ต้องลงทะเบียนอย่างใดอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วกลุ่มผู้ลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศนั่นคือพวกเรานั้นก็ลงคะแนน 2 อย่าง เป้นการเลือกตั้งทั้งประเทศ 100%

นอกจากนี้เมื่อช่วงเช้าหลังจากที่บอกข้อมูลต่างๆเรียบร้อยแล้ว ตนได้ถามสื่อฯว่า ถ้าสื่อคิดว่ามีอะไรดีไปกว่าการชุมนุมของพวกเรา ให้ช่วยบอกมาหน่อยจะได้ทำทันที ปรากฏว่าไม่มี ไม่มีอะไรดีไปกว่าการชุมนุม เมื่อเราพูดไปแล้วจึงไม่ถามพวกเรา เพราะในคำพูดกระจ่างแจ้งหมดว่า ลำบากต้องทน ไม่ใช่เรื่องสบาย สบายคือเลิกชุมนุม การชุมนุมนี้ตนรู้ว่าพี่น้องต้องลงแรง ทั้งแรงกาย แรงทรัพย์ มาจนถึงวันนี้ก้หมดกันมากแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่าย

พันธมิตรขาลงรุมกัดมติชนเป็นสื่อทรราช ยก"เปลว-หยุ่น"เชียร์พันธมิตรตลอดเป็นยอดสื่อ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ มติชน
24 กันยายน 2551

การคุกคามการทำงานสื่อมวลชนหลายกรณี ทำให้แนวร่วมที่เคยเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกันอย่างพันธมิตรกับสื่อมวลชนต้องปริร้าวอย่างยากประสาน ล่าสุดพวกแกนนำพันธมิตรต้องนำเรื่องนี้ขึ้นเวทีชุมนุม และเผยแพร่ผ่านกระบอกเสียงของตนเองในลักษณะเปิดศึกอย่างชัดเจนเป็นทางการครั้งแรก โดยมุ่งเป้าโจมตีไปที่ค่ายมติชนว่าเป็นสื่อทรราช ขณะเดียวกันยอเปลว สีเงิน-หยุ่นที่เชียร์พธม.ว่าเป็นสื่อแท้


เป้าโจมตีคือค่ายมติชน ด่า"ขรรค์ชัย"มอบดอกไม้ยินดีนายกฯสมชายได้ไง
ค่ายู้จัดการ กระบอกเสียงของพันธมิตร เสนอข่าวว่า เมื่อวานนี้ (23 ก.ย.) เวลาประมาณ 23.20 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยบนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยได้ตอบโต้หนังสือพิมพ์อมติชนฉบับวันที่ 23 ก.ย.หน้า 11 ที่ได้วิเคราะห์การเมืองโดยตั้งหัวข้อว่า หักดิบการเมืองใหม่ ล้มตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่”
โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า พวกเราเคารพสื่อ ถ้าวิพากษ์วิจารณ์มาเราเคารพ แต่อย่างนี้เหมือนดูถูกว่า การเมืองใหม่ล้มตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งไข่ โดยที่ทำมานั้นตนเคยบอกแล้วว่ามีความสำเร็จทั้งรายเล็กรายย่อยกว่า 40 ประเด็น แล้วความสำเร็จที่ผ่านมานั้นจะมาหาว่าล้มยังไม่ทันตั้งไข่ได้อย่างไร ความจริงเราไข่นานแล้ว ตนนั้นชอบวิชาปรัชญาเพราะว่าด้วยเรื่องเหตุและผล เมื่อเรานำวิชานี้ไปจับกับสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์จะจับคนเท็จได้ตลอด รวมถึงคนโกหก ลำเอียง มีมายาได้ทันที

โดยในบทความนี้ มีการวิพาษ์วิจารณ์ถึงสูตร 70 ต่อ 30 หาว่าเป็นสูตรโควตาอ้อย ทั้งที่พวกเราเคยชี้แจงตลอดว่าเป็นความเห็นของแกนนำบางคนหรือผู้ประสานงานที่เสนอ เพื่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกัน ให้เกิดการมีส่วนร่วม เป็นกลยุทธ์ ซึ่งถ้าไม่โยนอะไรออกมาคนก็ไม่เถียง อันนี้เช่นกันเป็นการโยนขึ้นไปเพื่อระดมความเห็นเข้ามา

"นักปรัชญามักเริ่มต้นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เช่นเดียวกันเริ่มต้นด้วย 70:30 แต่กลับมาบอกว่าเป็นละทิ้งมวลชน แล้วที่พี่น้องมารวมตัวด้วยความสมัครใจเป็นจำนวนมากแบบนี้จะละทิ้งมวลชนตรงไหน เราขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันบริจาคมาให้ ถ้าละทิ้งมวลชนคงเหลือแค่ 5 แกนนำ และนี่คือความจริงชัดๆ เป็นความจริงที่ปรากฏ เห็นรูปเห็นภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องโต้แย้งให้เห็นว่ามันไม่ใช่"นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ตนดีใจที่ได้มาอยู่ท่ามกลางพี่น้องที่มีแต่น้ำใจ เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่ามาขับไล่รัฐบาลชั่วอยู่ในขณะนี้ ซึ่งบทความได้มีการบอกต่อว่าพันธมิตรเป็นอันธพาลการเมืองเหมือนกับที่สมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวหาเรา คนเขียนบทความนี้เหมือนจะโง่ ซึ่งความจริงนายสมัครนั้นอยู่ฝ่ายเผด็จการมาตลอดตั้งแต่ สมัย 6 ตุลาก็เป็นคนปลุกระดมให้นักศึกษาเข่นฆ่ากันตาย 43 คน แต่กลับบอกว่าตาย 1 คน มาครั้งนี้ได้ไปนำ นปก.โดยมีตำรวจนำหน้ามาตีเราที่สะพานมัฆวานฯ แล้วมากล่าวหาว่าเราเป็นอันธพาล ซึ่งคนที่อันธพาลนั้นคือนายสมัคร และคนที่เขียนบทความแบบนี้คือ อันธพาลในคราบสื่อ

นายสมศักดิ์กล่าวต่ออีกว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมามีนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ได้ไปมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการจะมาเจอกันแบบนี้ต้องมีการนัดกัน ถ้าหากสื่อมวลชนประจบรัฐบาลแบบนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร สื่อมวลชนคือสื่อเพื่อประชาชนไม่ใช่สื่อเพื่อรัฐบาล ถ้าเป็นแบบนั้นอย่าได้เรียกว่าสื่อมวลชน

"นายขรรค์ชัย บุนปาน คนนี้สมัย รสช. เคยยืนกับสุจินดา คราประยูร ซึ่งขณะนั้นอยู่กับพวกเผด็จการ รสช. ซึ่งตอนนั้น ผมกับ พล.ต.จำลองได้ยืนอยู่ข้างประชาชน และยังยืนข้างประชาชนมาตลอด ดังนั้นการที่จะมากล่าวหาว่าล้มยังไม่ทันตั้งไข่ ซึ่งเกินความจริงจึงต้องออกมาโต้ตอบ ชี้แจงให้รู้ว่าเราก็มีสมองคิด ออกมาชี้แจงตอบโต้ได้ทุกประเด็น"นายสมศักดิ์กล่าว

ต้องเชียร์พันธมิตรแบบเปลวสีเงิน-สุทธิชัย หยุ่น ค่อยถือว่าเป็นมิตร

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรอีกราย กล่าวบนเวทีว่า ได้พูดถึงสื่อมวลชนมีทั้งสื่อที่ให้กำลังใจพันธมิตรฯ บางฉบับก็ท้วงท้วงติงอย่างน่ารับฟัง แต่บางสื่อก็ต้องการให้พันธมิตรฯ แพ้ อย่างสื่อฉบับหนึ่งที่บอกว่าพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นพวกอันธพาลทางการเมือง โดยอ้างคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนายสมัครไม่เคยพูดถึงพันธมิตรฯ ว่าเป็นอันธพาลทางการเมือง แต่นายสมัครพูดแค่ว่าเป็นแก๊งข้างถนนเท่านั้น

นอกจากนี้ ในบทความเดียวกันยังได้ระบุความตอนท้ายสุดว่า ในที่สุดพันธมิตรจะกลับบ้านโดยไม่ได้อะไรเลย ก็ต้องขอบคุณสื่อฉบับนี้ ที่กรุณาวิจารณ์ว่าเราจะไม่ได้อะไรเลย แต่อย่างน้อยๆ เราจะมีมือตบที่ทรงพลังถือกลับบ้าน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ข้อวิจารณ์เหล่านี้ถือว่าเล็กน้อย สามารถโต้แย้งได้ เพราะพันธมิตรไม่ใช่วิเศษมาจากไหนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่สื่อก็ไม่ใช้ผู้วิเศษที่จะวิจารณ์ไม่ได้เช่นกัน แต่เราจะใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ในการวิพากษ์วิจารณ์สื่อ เพราะเราถือว่าสื่อก็ทำประโยชน์ให้สังคมเช่นกัน

ต่อมา นายสมเกียรติ กล่าวถึงคอลัมน์ “คนปลายซอย” ของนายวิโรจน์ งามแม้น หรือ “เปลว สีเงิน” ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว่า ล่าสุดได้วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็ตามล้วนเป็น “ทรราชทาสแม้ว” ซึ่งแม้ “เปลว สีเงิน” จะวิจารณ์พันธมิตรฯ บ้างในบางครั้ง แต่ก็ได้เห็นนำใสใจจริงที่ต้องการให้ขบวนการประชาชนได้รับการปรุงแต่งให้สมเหตุผล อะไรเกินเลยก็ท้วงติงกันมา จึงขอได้รับความขอบคุณมาในโอกาสนี้

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่าในช่วง 6-7 วันมานี้ อ่านบทความของเปลว สีเงิน แล้วมีความสุข วันก่อนแม้จะติติงเรา แต่พอถึงคราวจะฟันธงจริงๆ โดยเฉพาะหลังจากนายสมัครสร้างสถานการณ์เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อจะให้ทหารมาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ แถมขู่จะลงโทษ ผบ.ทบ.ที่ไม่ทำตามว่าเป็นบกฏ แต่สุดท้ายเมื่อ ผบ.ทบ.และแม่ทัพภาคที่ 1 ไม่ทำตาม ก็เรียกประชุม ครม.และจะให้ลงประชามติ เปลว สีเงิน ก็เลยเขียนบทความว่า ต่อไปนี้ยุบสภาก็ไม่ต้องเอา ลงประชามติก็ไม่ต้องเอา ให้ถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณไปเลย

ต่อมา นายสมเกียรติ ได้กล่าวถึง “กาแฟดำ” หรือ สุทธิชัย หยุ่น ว่า ได้เขียนถึงพันธมิตรฯ อย่างเข้าใจว่า ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านมองรัฐมนตรีบางคนว่าไม่ต่างจากโจรสลัด ที่ตั้งหน้าตั้งตาเข้ามาปล้นบ้านปล้นเมือง ดูหน้าตา ครม.รัฐบาลสมชาย ก็ยังคงขี้เหร่เหมือนเดิม ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านจะเรียกหาการเมืองใหม่ เพราะเอือมระอาเหลือเกินแล้ว ซึ่งต้องขอบคุณกาแฟดำ ที่แม้จะเขียนติงเราบ้าง แต่เนื้อหาได้สะท้อนน้ำใสใจจริงว่าต้องการช่วยพวกเรา แต่เราต่อสู้มา 100 กว่าวัน ก็ย่อมเหน็ดเหนื่อย และอาจมีผิดพลาดหรือเกินเลยไปบ้าง

นายสมเกียรติ ยืนยันว่า กรณีที่มีสื่อบางฉบับลงว่าตนได้กล่าวถึงนายแพทย์ประเวศ วะสีนั้น ตนไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือพูดถึงนายแพทย์ประเวศ ซึ่งเรื่องนี้ได้เรียนให้ท่านทราบแล้ว รวมถึง ศ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ซึ่งมีสื่อบางฉบับลงไปว่านายสมเกียรติกล่าวว่า ทั้งๆ ที่นายสมเกียรติหุบปาก

ใครไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรเป็นสื่อทรราช พร้อมตบหัวแล้วลูบหลัง
เราเดินทางมาไกล สื่อมาติติงเราไม่ว่า การต่อสู้ของภาคประชนชนในหลายประเทศไม่ใช่แค่สู้กับทรราชเท่านั้น แต่สู้กับสื่อที่บิดเบือนและสื่อทรราชด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเขียนบทความในหนังสือพิมพ์มา 20 กว่าปี รวมจำนวนกว่า 800 ชิ้น มีความเข้าใจในการการทำหน้าที่สื่ออย่างดี หวังว่าที่ตนพูดอย่างนี้คงเข้าใจ

พล.ตจำลอง ศรีเมือง แกนนำอีกรายกล่าวว่า ต้องขอบคุณสื่อฯเมื่อวานได้ให้ข่าวไป ซึ่งข่าวได้ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้ เกือบทุกฉบับที่มีการลงข่าวเพิ่มเติมว่า การเมืองใหม่ที่ผ่านการประชุมของเราครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เลือกตั้ง 50 แล้วเลือกตั้ง 50 แต่ได้ลงไปตามความเป้นจริงว่าเลือกตั้งมา 100% แต่เลือกมาจาก 2 ทาง คือ ผู้ที่สมัครรับเลือกตั้ง ต้องเลือกว่าจะสมัครสส.พื้นที่เขต หรือจังหวัดนั้น หรือ สส.ประเภทกลุ่มอาชีพ ถ้าใครมีอาชีพมากกว่าหนึ่ง ก็ต้องลงทะเบียนอย่างใดอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วกลุ่มผู้ลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศนั่นคือพวกเรานั้นก็ลงคะแนน 2 อย่าง เป้นการเลือกตั้งทั้งประเทศ 100%

นอกจากนี้เมื่อช่วงเช้าหลังจากที่บอกข้อมูลต่างๆเรียบร้อยแล้ว ตนได้ถามสื่อฯว่า ถ้าสื่อคิดว่ามีอะไรดีไปกว่าการชุมนุมของพวกเรา ให้ช่วยบอกมาหน่อยจะได้ทำทันที ปรากฏว่าไม่มี ไม่มีอะไรดีไปกว่าการชุมนุม เมื่อเราพูดไปแล้วจึงไม่ถามพวกเรา เพราะในคำพูดกระจ่างแจ้งหมดว่า ลำบากต้องทน ไม่ใช่เรื่องสบาย สบายคือเลิกชุมนุม การชุมนุมนี้ตนรู้ว่าพี่น้องต้องลงแรง ทั้งแรงกาย แรงทรัพย์ มาจนถึงวันนี้ก้หมดกันมากแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่าย

19 กันยายน 2551

2ปีรัฐประหาร 19 กันยายน:ยุคจริยธรรมตกต่ำสุดของ(เ)สื่อ(ม)มวลชน


โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
19 กันยายน 2551

“สื่อต้องผดุงไว้ซึ่งความดี ความงาม ความจริง และความกล้าหาญ”


นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวในวันครบรอบ 11 ปีสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ซึ่งประชาชนก็อยากเห็นสื่อมวลชนไทยมีเช่นเดียวกับการยึดมั่นจริยธรรมในวิชาชีพ นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง เป็นกลาง เป็นธรรม ครบถ้วน และรอบด้าน


โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่ขัดแย้งและแตกแยกกันอย่างมากในขณะนี้ ไม่เพียงมีโอกาสสูงที่จะเกิดความรุนแรงและลุกลามจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเองแล้ว แม้แต่สื่อมวลชนก็ทำงานลำบากและไม่มีความปลอดภัยเช่นกัน




แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถามมากมายว่าสื่อได้เข้าไปมีส่วนสำคัญในการสร้างความขัดแย้งและความรุนแรงขณะนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสื่อในเครือ “สนธิลิ้ม” ที่ใช้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) และผู้จัดการออนไลน์ ในการปลุกระดมให้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รวมทั้งการสร้างกระแสการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านเอเอสทีวีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีใครแตะต้องได้ เพราะได้รับการคุมครองชั่วคราวจากคำสั่งของศาลปกครอง แม้แต่ครั้งประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจที่จะเข้าไปควบคุมได้ ก็ยังไม่กล้าเข้าไปดำเนินการใดๆ


เช่นเดียวกับกรณี 9 แกนนำพันธมิตรฯที่ศาลมีหมายจับ และผู้ชุมนุมในทำเนียบฯซึ่งศาลมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ฯ ก็ยังคงท้าทายอำนาจรัฐอยู่จนทุกวันนี้


วิกฤตการเมือง-วิกฤตสื่อ


ไม่มีใครปฏิเสธว่าวิกฤตการเมืองในขณะนี้มีความละเอียดอ่อนและเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงจนลุกลามใหญ่โตได้ เนื่องจากพันธมิตรฯไม่เพียงปักหลักชุมนุมมาอย่างยาวนาน ยังสร้างเครือข่ายผู้สนับสนุนได้อย่างกว้างขวางและแข็งแกร่งด้วย โดยเอเอสทีวีเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้าม


แต่ในช่วงกว่า 3 ปีของการต่อต้านและโค่นระบอบทักษิณ สื่อส่วนใหญ่ก็ถูกมองว่ามีส่วนร่วม หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิกฤตการเมืองขณะนี้ เพราะส่วนใหญ่รวมทั้งองค์กรสื่อก็ยังเห็นว่ารัฐบาลทักษิณและระบอบทักษิณเป็นภัยคุกคามสื่อ ซึ่งเห็นได้จากการแสดงออกและแถลงการณ์ต่างๆที่ผ่านมา


ดังนั้น คำถามว่าสื่อและองค์กรสื่อยึดมั่นจริยธรรมในวิชาชีพที่ว่าต้องมีความเป็นกลางและยึดความถูกต้องนั้นจริงหรือไม่


และที่น่ากลัวอย่างยิ่งคือ สื่อกระโดดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งและความรุนแรงเสียเอง


ชี้นำและเลือกข้าง


“ภาพรวมตอนนี้สื่อเป็นทั้งแพะและแกะ คือเป็นแพะบูชายัญก็มี เป็นพวกจับแพะชนแกะก็เยอะ บางทีจากจับแพะชนแกะก็กลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ คือไม่มีใครเชื่อถือ”


รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิจารณ์บทบาทของสื่อที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นมากมายในเว็บบอร์ดที่วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสื่อค่อนข้างรุนแรง ไม่เพียงดูถูกดูแคลนเท่านั้น แต่ยังไม่เชื่อถืออีกด้วย เพราะเห็นว่าสื่อส่วนใหญ่เสนอข่าวสารอย่างลำเอียง และเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่ขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งการอิงกับผลประโยชน์


อิงผลประโยชน์เผด็จการ


โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือเป็นยุคที่ตกต่ำและเสื่อมเสียที่สุด เพราะสื่อแทนที่จะตระหนักในสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย กลับเห็นดีเห็นงามร่วมมือกับระบอบเผด็จการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยร่วมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)


จนกระทั่งกลุ่มนักข่าวการเมืองต้องร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงประธานและนายก 3 องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ให้ลาออกจากการเป็น สนช. ซึ่งมีระบุไว้ชัดเจนในธรรมนูญของสภาการหนังสือพิมพ์ฯว่า


“ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ไม่ควรเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสายงานข่าวที่ตนรับผิดชอบ”


นี่เป็นตัวอย่างความตกต่ำของสื่ออย่างชัดเจน แม้จะอธิบายด้วยเหตุผลอย่างไรก็ตาม แต่ในหลักทางวิชาการ หลักทางวิชาชีพ และหลักทางสากลแล้ว สื่อและองค์กรสื่อก็รู้ดีว่าหมิ่นเหม่ต่อจริยธรรมชัดเจน


ที่สำคัญยังทำให้สื่อมวลชนส่วนใหญ่ต้องเสื่อมเสียศักดิ์ศรีเพราะองค์กรวิชาชีพสื่อและสื่อมวลชนเพียงไม่กี่คนที่เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง


สื่อแท้-สื่อเทียม


ช่วงก่อนการรัฐประหารหรือหลังการเลือกตั้งจึงยังคงมีคำถามอย่างต่อเนื่องกับปรากฏการณ์ “สื่อแท้-สื่อเทียม” สื่อที่ยึดมั่นในจริยธรรมที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐและระบบทุน กับสื่อเทียมที่ปนเปื้อนและซ่อนเร้นผลประโยชน์แอบแฝงและเลือกข้าง ซึ่งเลวร้ายและตกต่ำยิ่งกว่ายุคที่สื่อถูกกล่าวหาว่าอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณเสียอีก


เช่นเดียวกับสื่อในขณะนี้มีคำถามเรื่องความเป็นกลางและเป็นธรรม ซึ่งหมายถึงศักดิ์ศรีของสื่อที่จะต้องมีความเป็นอิสระ ไม่แอบอิงกับอำนาจรัฐ ต้องไม่ใช่เป็นเพียงกระจกและตะเกียงที่นำทางให้กับการปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมให้กับสังคมเท่านั้น


แต่สื่อต้องกลับมาดูตัวเองในกระจกเช่นกันว่าได้เปลี่ยนหน้าแปลงโฉมจนอัปลักษณ์อย่างไร โดยเฉพาะองค์กรสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือนายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย ฯลฯ จะต้องร่วมกันกอบกู้ศักดิ์ศรีของสื่อกลับมา ไม่ใช่ผลุบๆโผล่ๆแถลงการณ์อย่างไร้เดียงสา


สำนึกประชาธิปไตย


หากองค์กรสื่อและสื่อส่วนใหญ่ยังคงย่ำอยู่กับที่ เลือกการเสนอข่าว ก็เท่ากับตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้งทางการเมืองนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรฯหรือ นปช. หรือฝ่ายการเมืองในรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งมีการจัดตั้ง การชี้นำ และควบคุมทิศทางทางการเมืองของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายทั้งสิ้น


ดังนั้น สื่อและองค์กรสื่อจะต้องไม่เข้าไปร่วมเป็นคู่กรณี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความสงบสุขของบ้านเมือง และสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติรัฐประหาร


แต่หากสื่อเสนอข่าวอย่างไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม และยังบิดเบือนอีก ก็เท่ากับสื่อเลือกข้างและเป็นผู้ก่อความรุนแรงเองนั่นเอง ซึ่งไม่สมควรจะเป็นสื่อหรือองค์กรสื่อ


องค์กรสื่อหายหัวไปไหน


อย่างกรณีผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวพันธมิตรฯในทำเนียบรัฐบาลถูกข่มขู่ เยาะเย้ย และกดดันต่างๆนานา แต่ปรากฏว่าองค์กรสื่อไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆที่จะปกป้องเลย จนกลุ่มผู้สื่อข่าวต้องออกมาแถลงการณ์เองเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ในนามของ “นักข่าวภาคสนาม” ซึ่งเป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่อง “สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน” ระบุว่า


“จากการที่กลุ่มพันธมิตรฯเข้าปักหลักยึดทำเนียบรัฐบาลจนกลายเป็นความขัดแย้งที่ประชาชนสนใจ เพราะมีผลกระทบ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นักข่าวของแต่ละสำนักพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ ต้องเกาะติดกระแสเพื่อรายงานข่าว แต่ในระยะหลังนักข่าวได้รับผลกระทบจากกลุ่มผู้ชุมนุมบางคน ด้วยการไม่ให้สิทธิและคุกคามสื่อโดยวิธีการทางกาย วาจา ด้วยการพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยาม ข่มขู่ให้กลัว ดังนั้น นักข่าวภาคสนามจึงอยากเรียกร้องต่อกลุ่มพันธมิตรฯให้ความร่วมมือในสิทธิเสรีภาพการรายงานข่าวของสื่อมวลชนตามหลักสากล ให้มองนักข่าวภาคสนามเป็นมิตรด้วย”



ไม่ใช่สื่อแต่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือ


แม้แต่กรณีเอเอสทีวีและสื่อในเครือเดียวกันได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคาย จนประชาชนได้ร้องเรียนไปยังสภาการหนังสือพิมพ์ฯและสมาคมนักข่าวฯ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียง “พวกเขาไม่ถือว่าเป็นสื่อ” จึงดำเนินการใดๆไม่ได้


เป็นคำตอบที่สื่อมวลชนด้วยกันเองก็ต้องถามว่าเมื่อองค์กรสื่อไร้ความหมายเช่นนี้ จะยังมีความจำเป็นที่จะดำรงความเป็นองค์กรสื่ออยู่ต่อไปหรือไม่ หรือจำเป็นต้องให้มีการจัดตั้งองค์กรสื่อขึ้นมาใหม่เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของสื่อกลับคืนมา


เพราะตราบใดก็ตามที่องค์กรสื่อยังไม่มีคำตอบใดๆให้กับสังคมว่าจะดำเนินการอย่างไรกับสื่อแท้ สื่อเทียม ก็เท่ากับองค์กรสื่อละเลยในจริยธรรมในวิชาชีพ ละเลยความถูกต้อง เป็นกลาง และเป็นธรรมของสังคม โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะรับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้องและครบถ้วน ไม่ใช่การยัดเยียดและบิดเบือนอย่างทุกวันนี้


สื่อในภาพพ่อค้าสงคราม


องค์กรสื่อก็ไม่ต่างอะไรกับหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่และมีอิทธิพล ซึ่งสามารถจะใช้สื่อเพื่อผลประโยชน์ต่างๆของตนและพวกพ้องได้อย่างมาก แต่หากใช้ในทางที่ผิดหรือเลวร้าย ก็จะส่งผลอย่างเลวร้ายต่อสังคมและบ้านเมืองเช่นกัน


สื่อจึงมีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนยิ่งกว่าโพลที่มีการสำรวจมากมาย เพราะสิ่งที่ประชาชนคิดและรับรู้ก็มาจากสื่อแทบทั้งสิ้น สื่อจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับความมั่นคงและความสงบสุขของบ้านเมือง แต่หากสื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับความขัดแย้ง หรือเป็นเครื่องมือให้กับความรุนแรง สื่อก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อค้าสงครามที่ต้องการให้เกิดสงคราม เพื่อผลประโยชน์จากการขายอาวุธและอำนาจอื่นๆที่จะตามมา


อย่างคำถามที่ว่าสื่อตระหนักคำว่าสงครามอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสงครามแบบใดก็ตาม ล้วนสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับบ้านเมืองและประชาชนทั้งสิ้น หากสื่อเข้าเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม


โดยเฉพาะวันนี้องค์กรสื่อจะต้องให้คำตอบอย่างชัดเจนว่าจะมีจุดยืนที่ชัดเจนในความเป็นสื่อที่แท้จริงหรือไม่อย่างไร จะยึดมั่นในความถูกต้องตามกรอบกติกาของบ้านเมืองหรือนิติรัฐ หรือพลิ้วไปตามสถานการณ์ของผู้มีอำนาจและผลประโยชน์เพื่อความอยู่รอดของสื่อ


วันนี้สื่อมวลชนและองค์กรสื่อต้องกล้าที่จะพูดความจริง และตรวจสอบตัวเองว่ามีศักดิ์ศรีและมีจริยธรรมในวิชาชีพจริงหรือไม่ โดยส่องกระจกดูตัวเองก็รู้แล้วว่ายังสมควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อมวลชนหรือองค์กรสื่ออีกต่อไปหรือไม่

18 กันยายน 2551

ดึงจักรภพ,คุณปลื้ม,นิธิขึ้นเวทีสนามหลวง19กันยานี้ ประกาศกำจัดพันธมิตรยุติการเมือง70:30


นปช.จัดรำลึก2ปีรัฐประหาร19กันยา เชิญแม่เหล็กระดับจักรภพ,คุณปลื้ม,ดร.นิธิขึ้นเวทีเสวนาวิชาการ"กำจัดพันธมิตร ยุติการเมืองใหม่70:30" ยันไม่เคลื่อนผู้ชุมนุมออกจากสนามหลวงแน่

นายชิณวัตร หาบุญพาด กรรมการ บริหารแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร นปช. และแกนนำองค์กรแนวร่วมว่า ที่ประชุม นปช.มีมติจัดงานรำลึกครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่ท้องสนามหลวง เป็นกิจกรรมทางวิชาการ ภายใต้หัวข้อ"กำจัดพันธมิตร ยุติการเมืองใหม่ 70 : 30" มุ่งเน้นให้ความรู้กับประชาชน ตีแผ่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรที่ชอบแอบอ้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ

นอกจากนี้ จะมีการประกาศจุดยืนของ นปช. และจะเชิญนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการ เช่น นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นายคณิน บุญสุวรรณ และ ม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล

ทั้งนี้ นปช.จะไม่มี การเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่สนามหลวงเด็ดขาด หากกลุ่มบุคคลใดเคลื่อนไหวสร้างความรุนแรง ถือเป็นบุคคลที่ 3ที่สร้างสถานการณ์ให้ร้าย นปช.

แตกโพละ!สื่อเตียงหักพธม.แล้ว บอยคอตเลิกทำข่าวสุริยะใส กนก-ธีระปริ่มว่าใจจะขาดวอนให้กลับมาดูดดื่มดังเดิม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา รายการเก็บตกจากเนชั่น,ผู้จัดการ,ข่าวสด,ไทยรัฐ
18 กันยายน 2551

สัมพันธ์ร้าวพธม.กับสื่อที่เคยลึกซึ้งดูดดื่มถึงคราวเตียงหัก แตกดังโพละแล้วสื่อประกาศบอยคอตไม่ทำข่าว"สุริยะใส" เหตุดังแล้วเอาแต่แจกลายเซ็นให้สาวในม็อบไม่แยแสนักข่าวยืนรอทำข่าว ทั้งพฤติการณ์คุกคามยังหนักหนาขึ้นล่าสุดถึงคิวบางกอกโพสต์ จำลอง-สมศักดิ์พล่านโดนสื่อหยิบเรื่องฆ่าแขวนคอเห้-ทำเก้าอี้ทำเนียบขาหักมาตี ไม่ยอมรับผิดโบ้ยว่าโดนจัดฉากสร้างภาพลบให้ "กนก-ธีระ"เนชั่นขาเชียร์รายสำคัญปริ่มว่าใจจะขาด วอนให้กลับมาดูดดื่มเหมือนเดิม แต่ไม่วายตำหนิ"ข่าวสด"ไม่น่าเล่นแรง เอาใจช่วยที่มีเรื่องเพราะกู้ชาติจนเครียด ไทยรัฐร่วมวงเสนอข่าวพธม.เหิมเอาถุงดำปิดกล้องวงจรปิดในทำเนียบ

กนก-ธีระเนชั่น2กองเชียร์ขาใหญ่พันธมิตรใจสลายสัมพันธ์สื่อVSพธม.ร้าว
ในรายการ"เก็บตกจากเนชั่น"ในช่วงเวลาราว09.00 น.ว้นนี้ นายกนก วงศ์รัตน์สกุล กับนายธีระ ธัญไพบูลย์ ซึ่งเป็นกองเชียร์พันธมิตรผ่านทางสื่อโทรทัศน์ช่องต่างๆ ทั้งเนชั่น,ช่อง3,ช่อง7,ช่อง9 และคอยเป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อ แก้ต่างให้พันธมิตรมาตลอด กับเหยียบย่ำฝ่ายประชาธิปไตยผิดวิสัยสื่อมวลชนที่เป็นกลางอย่างต่อเนื่อง ได้แสดงสีหน้าอาการสลดหดหู่ผิดหวังอย่างมากในการเล่าข่าวเรื่องความสัมพันธ์ที่แตกร้าวของสื่อสารมวลชนไทยกับแกนนำพันธมิตร

ทั้งคู่เล่าว่า อาจเป็นเพราะแกนนำเครียดกับการกู้ชาติมากเกินไป เลยแสดงท่าทีไม่มีมิตรไมตรีต่อสื่ออย่างเคย ถึงขั้นเหมือนกลั่นแกล้งสื่อด้วยการขึ้นไปแถลงข่าวบนเวที ทำให้สื่อรู้สึกถูกกดดันคุกคาม ขณะที่สื่อก็โต้ตอบด้วยการบอยคอตไม่ทำข่าว จนพันธมิตรต้องยอมมาแถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวตามเดิม ล่าสุดหนังสือพิมพ์ข่าวสดเสนอข่าวพันธมิตรทำลายทรัพย์สินราชการในทำเนียบ โดยนำเก้าอี้สีเหลืองทองมาวางทับเต๊นท์ผ้าใบ ซึ่งก็ถือว่าแรงทั้ง2ฝ่าย

อย่างไรก็ตามกนกกับธีระไม่ได้กล่าวประณามแกนนำพันธมิตรแต่อย่างใด และมีน้ำเสียงตำหนิข่าวสดอยู่ในที ผิดกับหากเป็นฝ่ายรัฐบาล ต้องไม่พ้นการกล่าวประนามหยามเหยียดจากทั้งคู่ไปแล้ว

สัมพันธ์ร้าวสื่อกับพธม.แตกโพละ!บอยคอตเลิกทำข่าวสุริยะใส เหตุดังแล้วทำหยิ่ง

หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายงานล่สุดในฉบับวันที่ 18 ก.ย.ในหัวข้อข่าว"พันธมิตรฉุน ข่าวฆ่าเห้-ขาโต๊ะ โวยบิดเบือน-จัดฉาก สื่อบอยคอต"ยะใส" โดยเนื้อหาข่าวระบุว่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อโดยพธม.ยังมีต่อเนื่อง รถโมบายของบางกอกโพสต์ถูกการ์ดพันธมิตรฯ ตรวจค้นมาแล้วถึง 3 ครั้งตลอดเวลาที่รายงานข่าวการชุมนุมของพันธมิตรฯ กว่า 3 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนั้นสื่อมวลชนต่างประเทศที่เข้าถ่ายภาพในบริเวณม็อบพันธมิตรฯ จะถูกการ์ดคุกคามเช่นเดียวกัน โดยมีการ์ดคอยเดินตามช่างภาพต่างประเทศตลอดเวลา บางครั้งเข้าไปสอบถามว่าทำไมต้องถ่ายภาพตรงนั้น จนผู้สื่อข่าวต่างประเทศเริ่มไม่มั่นใจในการทำงาน

ต่อมาเวลา 19.00 น. กลุ่มผู้สื่อข่าวที่ไปรอการแถลงข่าวของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธ มิตรฯ ที่ด้านหลังเวทีสะพานมัฆวานฯ ซึ่งเป็นสถานที่แถลงข่าวเป็นประจำทุกวัน โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวและช่างภาพจำนวนมากนั่งรอนายสุริยะใสอยู่นาน เพราะนายสุริยะใสยืนแจกลายเซ็นและถ่ายภาพพูดคุยกับบรรดาผู้ชุมนุมที่มาพบ ไม่สนใจกลุ่มผู้สื่อข่าวที่รออยู่เป็นจำนวนมาก และไม่มีท่าทีว่าจะเริ่มการแถลงข่าว ดังนั้นกลุ่มผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ทั้งหมดและหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จึงได้หารือกันว่าจะไม่นำเสนอการแถลงข่าวของนายสุริยะใสในวันนี้ และตัดสินใจวอล์กเอาต์ พากันเก็บกล้องและขาตั้งกล้องออกจากสถานที่แถลงข่าวทันที ขณะที่ยังมีหนังสือพิมพ์บางฉบับรอทำข่าวอยู่

โดนสื่อเอาคืน แกนนำโวยว่าโดนจัดฉาก-บิดเบือนข่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่มีขาโต๊ะภายในตึกสันติไมตรีหักได้รับความเสียหาย นายสมศักดิ์กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปพักอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าวก่อนหน้านี้ ได้ทิ้งขยะและสิ่งของจนส่งกลิ่นเหม็นเน่า พวกเราได้เข้าไปทำความสะอาดจนเกือบกลับมาเหมือนเดิม คิดว่าน่าจะเป็นการจัดฉากและน่าเกลียดที่มีการบิดเบือนข่าวเช่นนี้(ข่าวสดฉบับวันที่17ก.ย.นำเสนอข่าวดังกล่าว)

อำนาจบาตรใหญ่ฉุนข่าวแขวนคอ"เห้"-หักขาโต๊ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขาโต๊ะไม้แกะสลักที่ถูกนำมาวางบนลำโพงด้านหลังตึกสันติไมตรีนั้น ยังคงวางอยู่เช่นเดิมไม่มีการเคลื่อนย้ายไปไหน นอกจากนี้ บริเวณพรมกำมะหยีสีทองที่ปูลาดพื้นบันไดมุขทางเข้าด้านหน้าของตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพรมเนื้อดีจากต่างประเทศถูกปูไว้อย่างถาวร เพื่อไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญจากหลายประเทศที่จะเข้าพบหารือข้อราชการกับนายกฯ พบว่าปัจจุบันพรมดังกล่าวมีสีคล้ำ มีเศษดินโคลนเปรอะเปื้อนอยู่ อีกทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว โดยบริเวณดังกล่าวมีกลุ่มผู้ชุมนุมยึดพื้นที่ไว้หลับนอน พร้อมนำป้ายต่างๆมาแขวนไว้บริเวณประตูทางเข้า

เวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีภาพและข่าวมีการนำขาโต๊ะไม้สลักลวดลายงดงามจากภายในตึกสันติไมตรีมาวางทับผ้าพลาสติกคลุมเครื่องเสียงของกลุ่มพันธมิตรนั้น ปรากฏว่านายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรได้ขึ้นเวทีปราศรัย ชี้แจงว่าขาโต๊ะที่ปรากฏในภาพเป็นเพียงขาโต๊ะเก่าที่รอนำไปซ่อมแซมและไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย อีกทั้งยังคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่ แต่สื่อมวลชนกลับนำมาเสนอเป็นประเด็นหน้า 1 ได้ เช่นเดียวกับกรณีการ์ดพันธมิตรทำร้ายตัวเงินตัวทองจนเสียชีวิตก็นำมาขึ้นหน้า 1 ได้เช่นกัน เพื่อต้องการโจมตีกลุ่มพันธมิตร แต่กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และครอบ ครัว โกงและทำลายประเทศชาติหลายพันล้านบาท แต่สื่อมวลชนกลับไม่ยอมนำเสนอข่าว

การ์ดพธม.กดดันนักข่าวอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การกระทบกระทั่งระหว่างสื่อและการ์ดพันธมิตรฯ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทีมงานช่างภาพหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งใช้รถตู้เป็นรถโมบายสำหรับส่งภาพข่าว จอดเป็นประจำอยู่บริเวณด้านหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถูกการ์ดพันธมิตรฯ คุกคามเมื่อกลางดึกวันที่ 15 ก.ย. โดยนำคนไปล้อมรถและถ่ายภาพไว้ทุกมุม เมื่อผู้สื่อข่าวที่อยู่ภายในรถออกมาถามว่า "ทำอะไร" กลุ่มการ์ดพันธ มิตรฯ ระบุว่า สงสัยว่ารถคันดังกล่าวจะเป็นรถสอด แนมของตำรวจ เพราะเห็นจอดอยู่เป็นประจำ เมื่อมีรถมาเปลี่ยนจะส่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้กัน และเห็นคนถือกล้องถ่ายภาพเข้าออกรถตลอดเวลา ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จึงชี้แจงว่าเป็นรถของสำนักพิมพ์และผู้สื่อข่าวติดบัตรประจำตัวไว้ตลอดเวลา แต่การ์ดพันธมิตรฯ ยังไม่เชื่อโทรศัพท์ไปยังหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อทราบว่าเป็นผู้สื่อข่าวจริงจึงบอกว่าจะหาสติ๊กเกอร์มาให้ติด เพื่อให้ทราบว่าเป็นรถของผู้สื่อข่าว

"มหา"ก็ฉุนข่าวหักขาโต๊ะ
เวลา 21.20 น. แกนนำพันธมิตรขึ้นเวทีปราศรัย โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พันธมิตรเสียหาย ดูได้จากการนำเอาขาโต๊ะหักมาเป็นประเด็นในหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งที่โต๊ะตัวดังกล่าวขาหักก่อนที่พันธมิตรจะเข้ามาชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล

กระบอกเสียงพธม.ออกข่าว"จำลอง"โต้สื่อปล่อยข่าวทำลาย-ยันพันธมิตรไม่ทิ้งคนจน

ผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงของพธม.เสนอข่าวเดียวกันนี้ว่า “พล.ต.จำลอง” โต้สื่อปล่อยข่าวทำลายพันธมิตรฯ กล่าวหาทำเก้าอี้ทำเนียบหัก ทั้งที่หักมาก่อนแล้ว แถมบิดเบือนผู้ร่วมชุมนุมมีแต่คนนรวย ทั้งที่มีคนรวยคนจนและทุกชนชั้นมาร่วมชุมนุม ท้านักการเมืองใครกล้าแข่งความจน

เมื่อเวลา 21.20 น. วานนี้(17ก.ย.) พลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรกล่าวว่า มีความพยายามที่จะสร้างกระแสข่าวทำลายพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เช่น นำภาพถ่ายเก้าอี้ขาหักไปลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ แล้วอ้างว่าพันธมิตรฯ ทำลายข้าวของ ทั้งที่เก้าอี้ตัวนั้นเป็นเก้าอี้เก่าและหักตั้งแต่ก่อนพันธมิตรฯ เข้ามาแล้ว

นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่าพันธมิตรฯ ไม่สนใจคนจน โดยผู้มาชุมนุมนั้นส่วนใหญ่เป็นคนที่มีเงิน ทั้งๆ ที่ ความเป็นจริงแล้ว คนที่มาชุมนุมกับพันธมิตรฯ มีทั้งคนจนคนรวยและทุกชนชั้นปะปนกัน และทุกคนถือว่าเสมอภาคกันหมด และถ้าจะเอาความจนมาแข่งกันแล้ว คนของกองทัพธรรม ถือว่าจนมากที่สุด เพราะแต่ละคนไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย นักการเมืองในประเทศนี้ ขอท้าเลยว่า ไม่มีใครจนกว่าตน เพราะตอนนี้ ไม่เหลือทรัพย์สมบัติอะไรติดตัว หลังจากที่เคยมีทรัพย์สินมากมายสมัยเป็นนายทหาร แต่ไม่มีความสุขเพราะต้องคอยระมัดระวังโจรผู้ร้าย จนได้มาพบกับสมณะของสันติอโศกและเห็นว่าท่านมีความสุขโดยไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติอะไรเลย จึงได้ลดทรัพย์สมบัติส่วนตัวลงมาเรื่อยๆ จนวันนี้ไม่มีอะไรติดตัวเลย

สื่อโวยถูกการ์ดสะกดรอย
ทางด้านไทยรัฐเสนอข่าวเรื่องนี้ว่า ว่า ระยะหลังได้เกิดเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ในกลุ่มช่างภาพและผู้สื่อข่าวทุกแขนงที่เกาะติดข่าวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯว่า มีการคุกคามการปฏิบัติหน้าที่และไม่ให้เกียรติในการทำงาน โดยล่าสุดทีมงานช่างภาพหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งใช้รถตู้ดัดแปลงเป็นรถโมบาย ในการส่งภาพข่าวที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ บริเวณสะพานมัฆวานฯ ได้ถูกการ์ดพันธมิตรคอยตามสะกดรอยสังเกตความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นรถสอดแนม ล่าสุดเมื่อกลางดึกวันที่ 16 ก.ย. มีการนำการ์ดอาสาจำนวนหนึ่งเข้ารุมล้อมถ่ายภาพรถไว้ อ้างว่ารถคันนี้มีคนถือกล้องเข้าออกตลอดเวลา แม้ทีมงานหนังสือพิมพ์ดังกล่าวชี้แจงว่าเป็นรถส่งภาพ แต่การ์ดไม่เชื่อและโทรศัพท์ไปตรวจสอบที่สำนักพิมพ์ เมื่อได้รับคำตอบว่าเป็นรถของทีมช่างภาพจริง การ์ดยังคงให้หาสติกเกอร์มาติดรถเพื่อให้รู้ว่าเป็นรถของสื่อ

ใช้ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฯได้ปีนขึ้นไปใช้ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด 2 ตัว ที่ตำรวจนำมาติดตั้งไว้บริเวณหน้าพระบรมรูปกรมหลวงชุมพร บริเวณหัวมุมของมหาวิทยาลัยราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก ซึ่งเป็นกล้องสำหรับดูสภาพการจราจร และบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ โดยพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รักษาการ ผบช.น. กล่าวว่า ในทางข้อกฎหมายแล้ว หากเป็นทรัพย์สินทางราชการที่มีไว้เพื่อตรวจการด้านจราจรแล้วถูกถุงดำคลุม เท่ากับทำให้ทรัพย์สินเสื่อมค่าหรือไร้ประโยชน์ เข้าข่ายทำให้เสียทรัพย์ การจะบอกให้ไปถอดถุงดำออกนั้น คงจะยาก อยากให้คนกระทำคำนึงถึงประโยชน์ทางการ จราจรซึ่งเป็นประโยชน์สาธารณชนทั่วไป

“สมศักดิ์” ฉุนสื่อตีข่าวทำลายทรัพย์สิน

ต่อมาเวลา 14.30 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีพร้อมถือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง มาชี้แจงกรณีที่นำเสนอภาพและข่าวกลุ่มพันธมิตรฯนำขาโต๊ะไม้สลักลวดลายงดงามจากตึกสันติไมตรีมาวางทับผ้าพลาสติกคลุมเครื่องเสียงของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยนายสมศักดิ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า ขาโต๊ะที่ปรากฏในภาพเป็นเพียงขาโต๊ะเก่าที่เตรียมรอนำไปซ่อมแซม ไม่มีราคาอะไร ไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่ แต่สื่อมวลชนกลับนำมาเสนอเป็นประเด็นหน้าหนึ่ง อย่างเช่น กรณีที่การ์ดพันธมิตรฯทำร้ายตัวเงินตัวทองจนตาย ก็นำมาขึ้นเป็นประเด็นข่าวหน้าหนึ่งโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่กรณี พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวโกงและทำลายประเทศชาติ สื่อมวลชนกลับไม่ยอมนำเสนอข่าว จากนั้น ได้โยนหนังสือพิมพ์ดังกล่าวลงพื้นทันที

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามข้าราชการทำเนียบฯที่รับผิดชอบดูแลทรัพย์สิน ได้รับคำชี้แจงว่ายังไม่ทราบว่าไม้ดังกล่าวเป็นไม้ชนิดใด ในทำเนียบฯมีทั้งไม้เก่าที่มีราคาและไม่มีราคา แต่คุณค่าของทรัพย์สินนั้น ถือว่าเป็นทรัพย์สินทางราชการมีราคาค่างวดทั้งสิ้น

17 กันยายน 2551

เปลวสีเงินลั่นพธม.ต้องสลายม็อบเมื่อส.สมชายเป็นนายกฯ เลยเจอพาลธมิตรด่าขรม ถามเจ็บจะยึดทำเนียบถึงวันที่ราชอาคันตุกะมางานพระราชทานเพลิงพระพี่นางเลยรึ?!


โดย เปลวสีเงิน
ที่มา ไทยโพสต์
17 กันยายน 2551

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เปลวสีเงิน หรือโรจน์ งามแม้น เป็นสื่อคนแรกๆที่เริ่มต้นวิจารณ์รัฐบาลทักษิณและถือเป็นศัตรูที่ถาวรต่อทักษิณและคณะ ก่อนหน้าที่สนธิ ลิ้มทองกุล จะหันมาเดินตามรอยในอีกหลายปีต่อมา กระนั้นเปลวสีเงินก็ยังสนับสนุนทุกฝ่ายที่เป็นศัตรูของทักษิณและคณะอย่างคงเส้นคงวา จนกระทั่งวันนี้วันที่เขาเห็นว่าพันธมิตรควรจะหยุด"เว้นวรรค"ได้แล้ว แม้ลีลาและเนื้อหาของเขาจะเต็มไปด้วยอคติเพียงใด แต่ก็น่าสนใจที่จะพิจารณา เพราะเป็นการเตือนพันธมิตรด้วยท่าทีแห่งมิตร

บทความของเปลวสีเงินฉบับ15ก.ย.51"ถ้า ๑๗ กันยายน สมมุติว่านายสมชายได้รับเลือกเป็นนายกฯ พันธมิตรฯ ก็ควรหยุดเว้นวรรค!"


บทความของเปลวสีเงินฉบับ16ก.ย.51"๕ แกนนำอาจไม่เหนื่อย แต่สังคมประเทศเหนื่อยรากแตกกับสงครามที่ขยายแนวรบไม่รู้จบ-รู้สิ้นนี้กันมากแล้ว!พักให้หายใจกันบ้างเถอะครับ


บทความของเปลวสีเงินฉบับ17ก.ย.51-"มีผู้แสดงความคิดเห็นผ่าน "เว็บไซต์ ไทยโพสต์" ด่าผมอื้ออึงไปหมด โทษฐานไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ..สูงสุดของพันธมิตรฯ คือการได้ "ยึดทำเนียบรัฐบาล" อันเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางอำนาจบริหารรัฐ แต่ก็ได้แค่อาคารอิฐ-ปูนที่ว่างเปล่า แล้วจะยึดทำเนียบฯ ยึดสะพานมัฆวานฯ เป็นที่ชุมนุมเพื่อผลใด? และจะอยู่กันไปถึงเดือนพฤศจิกา ที่จะมีแขกบ้าน-แขกเมืองในฐานะ "ราชอาคันตุกะ" มาในงานพระราชทานเพลิงพระศพ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" เช่นนั้นหรือ?"



บทความวันที่15ก.ย.-ด้วยคำที่พันธมิตรฯ มิปรารถนาฟัง

ส.ไหนจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ คนที่ ๒๖ ในวันพุธที่ ๑๗ กันยายน ก็ยังไม่น่ายินดีเท่าที่-วานนี้ ผู้รักษาการนายกฯ และว่าที่นายกฯ "นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์" ประกาศยกเลิก "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ในกรุงเทพฯ ที่ไม่น่าจะถูกกฎหมายตั้งแต่แรกไปแล้ว!

ผมเห็น "ส.สมชาย" นั่งกลาง ขนาบขวาด้วย "พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผบ.ทบ. ขนาบซ้ายด้วย "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.ออกโทรทัศน์แล้ว ก็อยากจะบอกนายสมชายเยี่ยงกัลยาณมิตรว่า

พอใจกับชีวิต "สูงสุด" แค่ตำแหน่ง "นายกฯ รักษาการ"

แล้วชีวิตที่เหลือของท่าน..จะเป็นสุข!

แต่ถ้าไปหลงใหลได้ปลื้มกับลุกยุ-ลูกยอ เออออไปกับการยกก้นของพรรคพวกในพลังประชาชน ยอมให้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต่อสภาในวันมะรืนนี้ล่ะก็ ผมดูโหงวเฮ้งท่านแล้ว

เสี่ยงบุญ-เสี่ยงกรรม เสี่ยงกับคำว่า "ลาภมาพร้อมกับทุกข์" จนเป็นห่วงแทนเสียจริงๆ!

รับเลือกเป็นนายกฯ น่ะ อาจได้รับเลือก แต่จะเป็นนายกฯ ได้ถึง ๑๗ วันอย่าง "พลเอกสุจินดา คราประยูร" เมื่อคราวพฤษภาทมิฬหรือไม่ ตรงนี้..ไม่รับประกัน!

วันประชุมสภาก็ ๑๗ คือ ๑+๗ ก็ ๘ และลำดับนายกฯ คนที่ ๒๖ คือ ๒+๖ ก็ ๘ ปีนี้-ท่าน ๖๐ อายุตกที่ส่วนปาก ซึ่งปากท่านจะมีวิบาก สีผิวท่านถึงจะเป็นคนไม่ดำ แต่ลักษณะดวงตา และผม ตกอยู่ในอิทธิพลราหู

ถึงจะไม่ราหูชัดอย่าง "นายสมัคร-นายจตุพร พรหมพันธุ์" ก็เถอะ!

แต่ราหูท่านลักษณะเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงแต่ว่า บุคลิกราหูทักษิณ เป็น "ยักษ์ตัวผู้" แต่บุคลิกท่านเป็น "ยักษ์ตัวเมีย"

ฉะนั้น ต้องระวัง ถ้าเป็นนายกฯ แล้ว จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลผู้หญิงชักใย ระวังไว้คำว่า พ.พ.ม.จะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก!?

เห็นพรรคพลังประชาชน ในส่วนเนวินูปถัมภ์ เขาแสดงท่าทีไม่เอา ส.สมชาย จะเอา ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เสนอเป็นนายกฯ ต่อสภาฯ ผมก็นึกถึงนิทานอีสปเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ติดหมัด

เรื่อง "นกกระยางขาว" ครับ ด้วยสีขนที่ขาวสะอาด เหมือนคนสวมเสื้อกาวน์ ใครก็นึกว่านกกระยางขาวเป็นนกมีสกุลรุนช่อง มีศีล-มีธรรม ยิ่งแสดงภาพพจน์ ยืนซึมเซื่องเหมือนกระยางจำศีลอยู่กลางบึง กลางหนอง ภาพนอกให้ศรัทธาน่าเชื่อถือเสียจริงๆ

แต่ที่ไหนได้..ที่ยืนซึมเซื่องนั้น ใช่ว่าจำศีล แต่มันเป็นเล่ห์ยืนคอยเลือกจิกกินแต่สัตว์เป็นๆ ทั้งปลา ทั้งกบ ทั้งเขียด ที่เวียนว่ายมาใกล้ๆ

เผลอล่ะก็จิกแม็บ ขยอก..ขยอก..แล้วทำยืนซึมเป็นสุภาพบุรุษกระยางขาว "ล่อเหยื่อ" ต่อไปอีก!

สัตว์ตัวนี้อันตรายที่สุด..ขอบอก!

พูดกันตามครรลองแล้ว ส.ไหนในจำนวน ๓ ส.นั้น ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของสภาผู้แทน ส.นั้น ถึงจะไม่มีคุณภาพถึงระดับผู้นำประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขามีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติเพื่อเป็นนายกฯ

ส.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ก็..ถูกต้อง

ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นนายกฯ ก็..ถูกต้อง และ

ส.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นนายกฯ ก็..ถูกต้อง!

แต่..อืมมมม..โชคชะตาแผ่นดินเหมือนเป็น "กรรมของประเทศ" อะไรที่มันจะเกิด เห็นทียากหนีจะไม่ให้มันเกิดไม่ได้เป็นแม่นมั่นเสียแล้ว!?

เพราะในความถูกต้องนั้น แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ เขาบอกว่า "ไม่ถูกตา-ถูกใจ" จะยังคงยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานบัญชาการใหญ่ ปฏิบัติการต่อต้านต่อไป ด้วยการชูประเด็น

ไม่ว่า ส.ไหน ล้วนมาร ตัวแทน "ระบอบทักษิณ" ไม่เอาทั้งนั้น!

ถ้าถามความเห็นผม ผมโอเคนะ เหมือนนายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เมื่อทุกอย่างเขามาตามกระบวนการกฎหมายถูกต้อง และยังไม่มีความผิดประจักษ์

ก็ต้องให้เขาเป็น!

ส่วนตัวเราจะยอมรับ-ไม่ยอมรับในตัวเขาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การ "ยอมรับ" การได้มาซึ่งตำแหน่งนายกฯ อย่างถูกต้องของเขา ด้วยความเป็นคนร่วมสังคมที่มีกฎ-กติการ้อยรัด

เราต้องเคารพตรงนี้!

แต่เมื่อเป็นแล้ว มีการกระทำอันเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ใช้อำนาจผู้นำไปในทางส่อว่าเป็นอันตรายต่อประเทศชาติบ้านเมือง

ตรงนี้..ถ้าเขาไม่แสดงความรับผิดชอบเมื่อสังคมท้วงติง นั่นก็เป็นเหตุผลสมควรที่ประชาชนจะรวมตัวกันประท้วง-ขับไล่ อย่างที่มวลชนพันธมิตรฯ ทำหน้าที่ให้ปรากฏแล้ว

ต้องเข้าใจด้วยแยกแยะในความซ้อนเหลื่อมของคำว่า "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" ให้ชัดเจน การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง-ก็ใช่ แต่ถึงจุดหนึ่ง เมื่อการเมืองแก้ด้วยการเมืองไม่ได้

เราก็ต้องค้นหาให้พบว่า "เหนือการเมืองขึ้นไป..คืออะไร?"

สัจจะที่ค้นพบคือ "ประชาชน" คือต้นกำเนิดของการเมือง ฉะนั้น การที่ประชาชนชุมนุมขับไล่ "ผู้นำ-รัฐบาล" ทรราช นับเป็นหน้าที่ของประชาชนจะต้องทำในขั้นสุดท้าย

ไม่เช่นนั้น บ้านเมือง "กลายระบบ-กลายสัญชาติ" แน่!

"ทหาร" ไม่อยู่ในหมวดการเมือง แต่ทหารอยู่ในหมวด "ประชาชน" เพียงแบ่งไปทำหน้าที่ "ยามรักษาประเทศ" ฉะนั้น เพียงสวมเครื่องแบบ แล้วอย่าตาพร่า ควานหา "ชาติกำเนิด" แท้จริงของตัวเองไม่พบ

ทหาร-ตำรวจ คือประชาชนที่สวมเครื่องแบบ ทำหน้าที่อย่างหนึ่ง เหมือนพ่อค้า-นักธุรกิจ ก็คือประชาชนสวมเครื่องแบบ ทำหน้าที่ค้าขาย พระสงฆ์องคเจ้าก็คือประชาชน ในอีกเครื่องแบบหนึ่ง ทำหน้าที่สอนธรรม

ทั้งคนในอาชีพการเมือง ทั้งพันธมิตรฯ ทั้ง นปช. ก็ประชาชนเหมือนกันทั้งนั้น เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งอันเป็นวิกฤติส่วนรวมคือบ้านเมือง ในความหลากหลายรูปแบบ หลากหลายปฏิบัติการของคนแต่ละหน้าที่นั้น

แยกแยะดูให้ชัดเถอะ จะพบว่า "เป้าหมาย" รวมศูนย์อยู่ที่เดียวกัน คือ ต้องการให้เป็นประเทศชาติบ้านเมือง "สามัคคี-อยู่ดี-กินดี-มีสุข"!

ถ้า ๑๗ กันยายน สมมุติว่านายสมชายได้รับเลือกเป็นนายกฯ

พันธมิตรฯ ก็ควรหยุดเว้นวรรค!

ไม่ยอมรับนายสมชายได้ แต่ควรยอมรับ "การได้มาถูกต้อง" ในตำแหน่งนายกฯ ของเขา แล้วเฝ้าระวังดูว่า นายสมชายจะให้สถานภาพนายกฯ จัดสรรคนประเภทไหน-ใครบ้างมาเป็นรัฐมนตรี

แล้วเฝ้าดูการบริหารบ้าน-บริหารเมืองไปสักระยะว่า นายสมชายบริหารด้วยจิตสำนึก "นายกฯ ของประชาชน" หรือว่าเอาเข้าจริง นายสมชายก็เป็น "นายกฯ ของระบอบทักษิณ" อย่างที่เอาปูนหมายหัวไว้แต่แรก

ถึงตอนนั้น ค่อยเป่านกหวีด ช่วยกันรุมจับตัวนายสมชายมา "แหกอก" กลางสนามหลวง ก็ยังไม่สาย!

ขึ้นชื่อว่ามาจากพลังประชาชนแล้ว ๕ แกนนำพันธมิตรฯ จะ "ปฏิเสธทุกคน" ด้วยข้อหาจินตนาการเหมารวมว่า "ทรราชในระบอบทักษิณ" สักวัน-มันก็อาจถึงจุดที่แม้แต่คนร่วมชุมนุมมาแรมเดือน อาจเกิดคำถามขึ้นว่า

เรากำลัง "กู้ชาติ" หรือกำลัง "ล่มชาติ" กันแน่?

มวยเขายังมีพักยก และมีสปิริตระหว่างชกด้วยการ "ให้โอกาส" คู่ต่อสู้-ตั้งตัวให้พร้อมในยามเพลี่ยงพล้ำ แล้วนี่..ชนชั้นพันธมิตรฯ เอะอะก็จะ "เป่านกหวีด" นอกจากไม่แสดงสปิริต แล้วยังแสดงให้เห็นถึงความฮึกเหิม อยู่เหนือเหตุผล และเหนือกฎ-กติกาบ้านเมือง

อันนี้ต้องระวังนะครับ กระแสสังคม "ตีกลับ" แล้วจะกู้ไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่า การชุมนุมนี้ ผลที่ได้ ไม่เคยพอใจอะไรสักที เมื่อนานออกไปก็จะกลายเป็นปัญหาให้สังคมโดยรวมเอือมระอา เพราะว่าไม่เป็นอันได้ทำมาหากินกัน!

ฝ่ายรัฐบาลพลังประชาชน จะได้รับความเห็นใจในฐานะมวยรอง เพราะไหนๆ "นายสมัคร" ก็ไปแล้ว แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ ยังเล่นบท "หมาป่ากับลูกแกะ" และเมื่อถามว่า "จะให้ถึงไหนจึงจะพอใจ สลายชุมนุม?"

จะตอบว่าอย่างไร? ถ้าจะตอบอย่างครอบจักรวาลทุกวันนี้ว่า

"จนกว่าระบอบทักษิณจะหมดไป"

แล้วอย่างนี้จะให้ทำอย่างไร ฆ่าให้ตายหมดทุกคนอย่างนั้นหรือ?

เพราะรักๆ ชอบๆ กันจึงฝากให้คิดนะครับ ก็รู้อยู่ว่าที่ผมพูดนี้ "ไม่เข้ารูหู" ฝ่ายพันธมิตรฯ ผมก็เข้าใจ มากันไกลเกินกว่าจะราทัพกลับไปในสภาพนี้ แต่บังเอิญมีเครื่องบ่งชี้ "จลาจล-ทหาร-ตำรวจ-สภา"

จะเข้าสู่ภาวะฉับพลัน มิคาด-มิฝัน..สถานการณ์แปรเปลี่ยน!?

ประชาชนในหน้าที่ทหารนั้น สำหรับพลเอกอนุพงษ์ การเย็นไปก็จืดชืด ร้อนไปก็ลวกปากลวกคอ อุ่นๆ ก็ไม่พอคำซด การที่ "ไม่รู้จะทำอย่างไร?" ก็ปล่อยไปวันๆ

ระวัง..ขมวนจะกินตัวมันเอง ปัญหามันช่วยแก้ได้ด้วย "อำนาจในมือ" โดยไม่ต้องปฏิวัติ แต่กลับไม่คิดอ่าน จะรอจนสาย ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า ผมไม่อยากบอกในสิ่งที่อาจเกิดข้างหน้า

แต่อยากบอกว่า ในภาวะที่ซ้าย-ขวาไม่ยอมรับกันและกัน ฉะนั้น กองทัพ-โดยท่านต้องเข้าเชื่อมด้วยใช้ระบบรัฐสภา ไม่รีบช่วยราฟืนจากไฟ ก็หมายความว่า.. นี่เป็นกำหนดจากฟ้าแน่แล้ว!?

คำแนะนำต่อพันธมิตรฯ ตอนนี้ ด้วยความรับผิดชอบที่ต้องมีกับผู้มากิน-นอนร่วมชุมนุมในทำเนียบฯ เตรียมจัดหาเรือแพไว้ให้พอเป็นการด่วน ส่วนนายกฯ คนต่อไปจะใช่ ส.ไหนหรือไม่นั้น อยากจะบอกไว้ว่า คนในอักษรไทยลำดับที่ ๔๓ ต้องติดตาม-จับตาในสถานการณ์ที่มา "เหนือคาดหมาย"?


บทความวันที่16ก.ย.-อย่าเป็นรถไฟที่ไม่มีสถานีจอด


16 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ

รถไฟถ้าไม่วิ่งตามราง มันก็ไปไม่ได้ เงื่อนไขในการต่อสู้ทางการเมืองก็เหมือนกัน ถ้าเหิมเกริม-นอกกรอบ "เอาแต่ใจ" เป็นที่ตั้งมากไป มันก็ไปไม่ได้


การคิดเพื่อพูด กับการคิดเพื่อทำ มองเผินๆ อาจเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ถ้าใคร่ครวญด้วยรับผิดชอบจะพบว่า การพูดหลุดกรอบนั้น-พูดได้ แต่การทำนั้น มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลากหลาย

ฉะนั้น สักแต่ว่าพูดเรื่อยไป อันตรายมากกว่าดี!

ที่พูดนี่ก็ไม่มีอกุศลเจตนากับใคร แต่เห็น ๕ แกนนำพันธมิตรฯ เชี่ยวกราก เหมือนรถที่ขับไปด้วยความเร็ว ๒๐๐ กม./ชม.โดยไม่แตะเบรก หรืออาจจะไม่มีเบรกด้วยซ้ำ

ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เท่านั้นแหละ!

ลำพังบรรดาแกนนำนั้น ผมไม่ห่วงเท่าไหร่หรอก แต่สำหรับนักเรียนประจำมหาวิทยาลัยพันธมิตรฯ ทั้งประเภทกินนอน และประเภทเย็นไป-ดึกกลับ ทั้งหลายนี่ซี

ผมห่วงเขามากครับ เพราะเขาต่างมาร่วมชุมนุมด้วยใจซื่อ "หวังบริสุทธิ์" กับประเทศชาติบ้านเมืองจริงๆ แต่การชุมนุมยืดเยื้อชนิดขยายกรอบกำหนดของเป้าหมายออกไปไม่สิ้นสุดเช่นนี้

ภารกิจกู้ชาติตามแนวคิด ๕ แกนนำ ผมเกรงว่าอาจเกิดสนิมในเนื้อทอง ด้วยข้อฉงนสนเท่ห์กันว่า นี่..จะมายึดเป็น "อาชีพประจำ" หรือว่าจะมาด้วย "ภารกิจกู้ชาติ" กันแน่?!

ใช่ว่าท่านหาทางลงกันไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้ก็พร้อมใจตะโกนกันว่า สมัคร..ออกไป..สมัคร..ออกไป นี่สมัครก็ออกไปตามเป้าหมายของการชุมนุมแล้วมิใช่หรือ? แต่ท่านไม่ยอมลง ก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ช่วยคิด "หาสถานีลง" ให้สังคมประเทศบ้างตามกาลอันควรเถิด

๕ แกนนำอาจไม่เหนื่อย แต่สังคมประเทศเหนื่อยรากแตกกับสงครามที่ขยายแนวรบไม่รู้จบ-รู้สิ้นนี้กันมากแล้ว!

พักให้หายใจกันบ้างเถอะครับ ภารกิจฆ่าคนเลวนั้น "ไม่มีจบ" หรอก หนักเข้าเราอาจต้องฆ่าตัวเองด้วยซ้ำ

แต่เรา "ยุติได้" ด้วยการ "ควบคุมคนเลว" ให้อยู่ในสายตา ให้เดินอยู่ในกรอบกติกาสังคมบ้านเมือง และศีลธรรม-คุณธรรม!

สถานการณ์บ้านเมืองที่แปรเปลี่ยนในภาวะวิกฤตินั้น ข้อเสนอด้วยรูปแบบหนึ่ง-เงื่อนไขหนึ่ง อันวิธีแก้ไขปัญหา มันขึ้นอยู่กับเหตุ-ปัจจัยเฉพาะหน้าด้วย นั่นคือ การนำรูปแบบใดเสนอขึ้นใช้นั้น

หัวใจสำคัญของมันอยู่ที่ "จังหวะเวลากับสถานการณ์" ต้องลงตัว!

จังหวะดี-เวลาดี เหมือนเหล็กเผาจนแดงได้ที่ ตอนนั้นก็ไม่ตี กลับทิ้งนาทีทองไป พอเหล็กคลายร้อนก็จะมาขยับค้อนเปรี้ยงปร้าง ผิดที่-ผิดทาง ผิดจังหวะ-ผิดสถานการณ์ ก็จะเกิดภาพเงื้อค้อนเก้งก้างไปเปล่าๆ

ขณะนี้ ตัวเงื่อนไข คือนายสมัคร "พ้นไปแล้ว" สภาพการณ์เฉพาะหน้าจึงกลายเป็นว่าฝ่ายรัฐบาลตัวแทนทักษิณ "เป็นฝ่ายเกาะกุมเงื่อนไข" มีสิทธิ์ตามกติกาประชาธิปไตยที่จะ "สร้างจังหวะ" ขับเคลื่อนรัฐบาลใหม่

ซึ่งสังคมทั่วไปก็ยอมรับเงื่อนไข และให้โอกาสตรงนี้

เหมือนกีฬาที่ตอนนี้ ๖ พรรคร่วม โดยพลังประชาชนเป็น "ฝ่ายเสิร์ฟลูก" ส่วนฝ่ายพันธมิตรฯ ตกอยู่ในฝ่าย "รับลูกเสิร์ฟ"

ฉะนั้น ภารกิจตอนนี้คือ คอยตั้งสติ-ตั้งท่า รอจนกว่าฝ่ายพลังประชาชนเขาจะเสิร์ฟลูกมานั่นแหละ เมื่อลูกมาอยู่ในแดนตัวเองแล้ว นั่นคือ "จังหวะ" และความชอบธรรมมาถึงแล้ว

จะสร้างเกมให้กลับมาเป็นฝ่าย "กุมเงื่อนไข-สถานการณ์" ได้อย่างไร ค่อยว่ากันไปตอนนั้น ก็ยังไม่สายหรอก!

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ก็จะตัดสินคดีที่ดินรัชดาฯ อันมี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลย ในวันพรุ่งนี้แล้ว

๓ ส.ก็เป็นชนวนศึก "ฟัดกันเอง" ในพลังประชาชนแล้ว ระหว่างผู้ถือหาง ส.สมชาย ค่าย ๒ เจ๊ กับ ส.สุรพงษ์ ศิษย์เนวิน ก็ยังไม่แน่ว่าในการประชุมเลือกตัวนายกฯ ในวันพุธที่ ๑๗ กันยายนนี้

จะมีมอร์นิ่งวอล์ก จากพลังประชาชน "แตกพวก" จนสภาฯ ล่มเป็นครั้งที่ ๒ หรือไม่?

ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็น่าสงบสยบความเคลื่อนไหว ดูเขากัดกันจนตายไปเอง "สักครู่" ก่อน จะไม่เกิดภาพสง่างามในฝ่ายตนมากกว่าหรือ?

นี่โลกก็กำลังป่วนจาก "เลห์แมน บราเธอร์ส" บริษัทวาณิชธนกิจที่ใหญ่อันดับ ๔ ของสหรัฐล้มละลาย สร้างผลสะท้านสะเทือนสู่ตลาดเงิน-ตลาดหุ้นไปทั่วโลก พูดกันง่ายๆ ก็คือ

ธุรกิจ-เศรษฐกิจโลก เข้าสู่ภาวะ "ฉิบหาย" ถ้วนหน้าแล้ว!

ไม่เว้นแม้ประเทศเล็ก-ประเทศน้อย กระทั่งไทยก็ยากจะหลีกหนีจากแรงกระเพื่อม "พายุยักษ์" นี้ไปได้!

ต้องระวังด้วย ด้วยเงื่อนไข-สถานการณ์รอบด้าน รอบโลกอย่างนี้ ผู้คนจะหงุดหงิด-หมดกะจิตกะใจเรื่อง "กู้ชาติ" อันเป็นจิตนาการ-การเมือง เพราะต้องหันกลับไปดูแลรักษาที่มั่น คือสถานภาพ-สถานการณ์ ชีวิต-ธุรกิจ-ครอบครัว ของแต่ละคนก่อน

ความอดทน-อดกลั้นจากแต่ละฝ่ายจะน้อยลง ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะ ลุยแหลก-แลกชีวิต จะเกิดขึ้น ถึงพันธมิตรฯ ไม่ต้องการ แต่อีกฝ่ายต้องการ แล้วจะทำอย่างไร?

มองยาวไปอีกนิด คดี "ยุบพรรคพลังประชาชน" ก็อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือหลายเรื่อง-หลายคดี กระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" กำลังทำหน้าที่ชำระความ เพื่อคืนความถูกต้อง-ชอบธรรมให้แต่ละฝ่าย

อนาคตการเมืองของกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ๓๓ ในจำนวนเต็ม ๓๗ คน เพราะลาออกไปก่อนหน้านี้ ๔ คน สามารถพูดได้ว่า "แขวนอยู่บนเส้นด้าย"

ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีความผิด ก็ยุบพรรค นั่นคือ ไม่เพียง ๓ ส.สมชาย-สมพงษ์-สุรพงษ์ ที่แย่งชิงเก้าอี้นายกฯ กันอยู่ตอนนี้ จะต้องถูก "ห้ามเล่นการเมือง ๕ ปี" เท่านั้น

ที่เห็นหน้าแบ่งพวกแย่งกันแถลงหน้าจอทีวีตอนนี้ ไม่ว่าฝ่ายเจ๊ ฝ่ายเนวิน รวมแล้วก็ ๓๐ กว่าคนที่เป็น กก.บห.จะต้องถูกกวาดหายไป ๕ ปีด้วย!

พรรค "เพื่อไทย" ที่ตั้งไว้รอนั่นน่ะ ทั้งเกรด A เกรด B เกรด C ประเภท "เพ็ดดีกรี" ของทักษิณ แทบไม่เหลือหรอเป็นสายพันธุ์อยู่ในสภาฯ นั่นคือพรรคเพื่อไทยก็คงได้ประเภท จ.จตุพร ณ.ณัฐวุฒิ

ขึ้นแท่นว่าที่นายกฯ ร่างทรงทักษิณ!!

อย่างนายไชยา สะสมทรัพย์ นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายนพดล ปัทมะ นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รท.กุเทพ ใสกระจ่าง นายศรีเมือง เจริญศิริ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายนิสิต สินธุไพร นายธีระชัย แสนแก้ว นายสุทิน คลังแสง นายบุญลือ ประเสริฐโสภา นายอนุสวรณ์ วงศ์วรรณ พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ฯลฯ

เหล่านี้..เกลี้ยงเลยครับ ถ้าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ!

ฉะนั้น การเมืองใหม่ ๓๐-๗๐ รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลพิเศษ รัฐบาลฟื้นฟูชาติ รัฐบาลประชาภิวัตน์ ทั้งหลาย-ทั้งปวง ถือเป็นแนวคิด-แนวเสนอ ที่ดีทั้งนั้น

แต่ขณะนี้ถือว่า "ผิดจังหวะ" เพราะสภานการณ์เปลี่ยนไป อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าให้ผ่านวันที่ ๑๗ กันยายน คือประชุมสภาฯ เลือกนายกฯ พรุ่งนี้ไปก่อน!

และต้องไม่ลืมว่า "รัฐบาลรักษาการ" เขายังมีไพ่เล่นอีกใบ คือไพ่ยุบสภาฯ ถ้าพลาดท่า-พลาดทาง พรุ่งนี้ ถ้าเสนอ ส.สมชาย แล้ว ส.ส.แก๊งเนวิน วอล์กเอาต์ หรือถ้าเสนอ ส.สุรพงษ์ แล้ว ส.ส.แก๊ง ๒ เจ๊ วอล์กเอาต์

ไพ่ยุบสภาฯ อาจถูกนายกฯ รักษาการงัดขึ้นมาเล่น โดยไม่รอ "งบประมาณ" เข้าสภาวุฒิฯ ก่อนก็ได้!?

จะไปเอานิยายอะไรกะคนตอนหน้ามืด?

เพราะอย่างนี้ ผมจึงอยากให้เอาไฟแช่น้ำไว้ก่อน จะได้ไม่ถูกครหาว่า..พันธมิตรฯ ไม่ดูตาม้า-ตาเรือ ก้มหน้าก้มตาจะสร้างประเทศไว้ปกครองกันเองตะพึดตะพือ!

ที่พูดทั้งหมดวันนี้ คงทำความไม่สบายให้ "สหายพันธมิตรฯ" มากทีเดียว แต่อยากให้ใช้ข้อความที่ "ขัดตา" วันนี้ เป็นบท "ขัดใจ" ไว้ล่วงหน้า เพราะถ้าสามารถสร้างประเทศ "ประชาภิวัตน์" ได้สำเร็จ เมื่อเป็นใหญ่ จะได้ไม่เหมือนทักษิณที่บริหารประเทศ "ตามอำเภอใจ" ใครพูดขวางหูเป็นต้อง ปลด-ย้าย หรือสั่งไปตายหมด จะเป็นประชาภิวัตน์ ต้องหัดรู้จัก "ฟังเสียงต่าง" ไว้บ้างนะครับ.


บทความฉบับ17ก.ย.-ถึงยุคกิ่งก้าน"ผลไม้พิษ"เผยอกิ่ง

ทางกอง บก.บอกว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นผ่าน "เว็บไซต์ ไทยโพสต์" ด่าผมอื้ออึงไปหมด โทษฐานไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ที่ต่อต้านนายกฯ ๓ ส.


ก็ไม่เป็นไรครับ ความเห็นต่างคือความงามของประชาธิปไตย รถ-เรือเขายังมีเกียร์เดินหน้า-ถอยหลัง ถ้าไม่รู้จักถอยหลัง แล้วจะเดินหน้าเข้าที่จอดได้แนบสนิทชิดขอบอย่างไร?

แต่ผมเชื่อ ที่ด่ามา เขาไม่ได้ตั้งใจด่าผมจริงจังจากใจหรอก เป็นแค่ปฏิกิริยาสนองอารมณ์ชั่วมื้อ-ชั่วครั้งเท่านั้น ส่วนเนื้อนพคุณชั้นใน เขาต้องเข้าใจประเด็นที่ผมพูดไป

ถ้าอ่านเอาอารมณ์ ก็จะได้อารมณ์ แต่ถ้าอ่านเอาความ ก็จะได้ความ คือความว่า อย่าเดินป่าโดยไม่พกพาเข็มทิศ!

ทุกคนก็รู้ว่าการเมืองมันโหลยโท่ย และทุกคนก็รู้ว่า ส.ใด ส.หนึ่ง ใน ๓ ส.นั้น มันบ่มิไก๊ แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร "สิ่งแรก" ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนคือ "วิถีธรรมชาติ"

เพราะนี่คือ "แม่บท" ของศาสตร์ทุกศาสตร์ เพราะไม่ว่าการขยับเขยื้อน-เคลื่อนที่ทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ในกรอบใหญ่จะพิไลพิลาส อลังการงานสร้างขนาดไหนก็เถอะ

แต่ถ้าหลุดจากแกน "กรอบใน" คือไม่ยึดวิถีธรรมชาติแล้ว ผลลัพธ์บั้นปลายที่จะได้คือ "หลุดกรอบ" ประการเดียว!

ธรรมชาติตรงนี้ คืออะไร?

คำตอบง่ายๆ คือ..การทำอะไรที่ "ไม่ฝืนธรรมชาติ" นั่นแหละคือ การขับเคลื่อนด้วยกงล้อที่ยึดแน่นด้วย ดุมล้อ-เพลาล้อ-แกนล้อ แล้วมันจะไม่หลุดกลางทาง หรือพังกลางคัน!

-สาดน้ำดับไฟในเตาที่ลุกโชน ยังเหลือถ่านแดงก้อนเล็ก-ก้อนน้อยคุอยู่

-ขับรถด้วยความเร็วแล้วเบรกเต็มแรง ก็ยังไถลวิ่งไปข้างหน้าอีกระยะ

-นักโทษประหาร ถึงตายคาหลักแต่ร่างยังสั่นกระตุกด้วยเซลล์ประสาท

-ตัดต้นไม้ไม่ว่าเล็ก-ใหญ่ โค่นลงมาใบจะยังไม่แห้งโรยราไปทันตาเห็น

อำนาจระบอบทักษิณ หรือความชั่วร้ายทรราชแผ่นดิน ก็เช่นนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำหน้าที่ชุมนุมขับไล่ด้วยสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๙ ถ้ามวลชนพันธมิตรฯ ไม่ทำ

แล้วใครจะทำ?

พันธมิตรฯ ก็ทำหน้าที่นักสู้เพื่อประเทศชาติที่ถูกต้องตามวิถีแล้ว แต่การใช้สิทธิตามมาตรา ๖๙ นั้น ก็ต้องให้สอดคล้องกับมาตรา ๖๘ วรรคแรกด้วย นั่นคือ

"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"

นั่นคือ ในตัวเนื้อความเน้นนั้น เป็นส่วนของดุม ของแกน ของเพลา ควบคุมทิศทางในการขับเคลื่อนอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ในขั้นต้น ของปฏิบัติการมวลชนขับเคลื่อนสังคมชาติ

แกนนำทั้ง ๕ จะเสนอแนวทางอะไร "เป็นทางออก" สังคมขณะนี้ นั้น จำเป็นต้องยึดกรอบอันเป็นกติการวมไว้ก่อน จะเริ่มต้นด้วยการ "แหกทาง" ก่อน โดยไม่เกาะกุม "เส้นทางเดิม" ก่อน

จะลงเหวก่อน!?

ขณะนี้ ถือว่าพันธมิตรฯ โค่น "ต้นไม้พิษ" คือต้นระบอบทักษิณล้มไปแล้ว

บั่นต้นไม้พิษที่ล้มนั้น "ขาด ๒ ท่อน" คือขับไล่ "สมัครนอมินี" ขาดต่อไม่ติดไปแล้ว!

ที่เหลือคือกิ่งก้านพิษ และกาฝากพิษ ที่เปลือกยังชุ่ม ใบยังเขียวอยู่ด้วย "น้ำเลี้ยงค้าง" เพียงทอดระยะออกไป ควบคุมไม่ให้ใช้กรรมวิธี "เสียบตอ-ต่อตา" ได้เท่านั้น

ในไม่ช้า เปลือกกิ่งก้านที่ขาดลำต้นอาศัยก็จะแห้ง ใบเล็ก-ใบใหญ่ก็จะเหี่ยวเฉา ปลิดขั้วจากกิ่งทับถมเป็น "ใบไม้เน่า" เคล้าอยู่กับดิน

ส่วนไม้ประเภทกาฝาก อยู่บนต้นไม้เรียกกาฝาก อยู่บนพื้นเรียกขยะหรือสวะ ก็สันดานกาฝาก ถึงตายไปกับไม้ใหญ่ที่โค่นล้มจมดิน ด้วยชาติกำเนิดจากขี้นก-ขี้กา ตราบใดที่ยังมีป่า

ตราบนั้น ด้วยสัญชาติขี้กา มันก็จะหาที่เกาะ-ที่เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ ตามไม้ยืนต้น เกาะต้นไม้พิษก็เป็น "กาฝากพิษ" เกาะต้นไม้ไม่มีพิษ ก็เป็น "กาฝากไร้พิษ" สรุปแล้ว พิษ-ไม่พิษ ขึ้นอยู่ที่ต้นใหญ่ สันดานกาฝากผันแปรตามไปเช่นนั้น

นี่คือธรรมชาติที่ต้องเข้าใจ ถ้าไม่แยกแยะก็ยากจะจัดรูปแบบในการกำจัดและแก้ไขได้เหมาะสม

สรุปก็คือ ต้องให้เวลาระยะหนึ่งเพื่อ กิ่งก้านพิษ ผลไม้พิษ กาฝากพิษ ที่เพิ่งปลิดขั้วจาก "ต้นไม้พิษ" ค่อยๆ ลืมต้นไป

เหมือนญาติสนิทมิตรสหายถึงคราตายจาก เรายังตัดรัก-หักอาลัยไม่ขาด จนห่างไปสักระยะโศกจึงคลาย ทั้งหลาย-ทั้งปวงในการกวาดล้าง "ระบอบทักษิณ" ก็ล้วนอยู่ในกรอบความหมายที่จาระไนมา

ผมไม่ได้ต่อต้านการชุมนุม แต่ผมเห็นว่า ถึงเวลาต้อง "ปรับกระบวนท่า" ในปฏิบัติการ เพราะผ่านการ "โค่นต้น" และบั่นขาดไปเป็นท่อนๆ แล้ว จะใช้กลยุทธ์เดิม วิธีเดิม "ไม่น่าจะใช่"

จึงอยากให้ ๕ แกนนำพันธมิตรฯ ใคร่ครวญเพื่อ "ปรับกลยุทธ์" ใหม่เท่านั้น!

ตามประวัติศาสตร์สงคราม ในตะวันตก ฤดูหิมะลง ถ้าไม่จำเป็นเขาไม่ยกทัพบุก เพราะโอกาสถูกหิมะฝังมีมาก ในตะวันออก หน้าน้ำ เขาจะไม่พาไพร่พลไปตั้งค่ายกรำศึก เพราะโอกาสจะถูกน้ำหลากมีมาก

การรบยืดเยื้อ แต่อยู่กับที่ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามปรับค่ายกล ก็ต้องระวังปฏิกิริยาย้อนกลับ..จะเสียมวลชน!

สูงสุดของพันธมิตรฯ คือการได้ "ยึดทำเนียบรัฐบาล" อันเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางอำนาจบริหารรัฐ

แต่ก็ได้แค่อาคารอิฐ-ปูนที่ว่างเปล่า เพราะด้วยยุทธวิธี "จี้กระบี่ถึงจุดแล้วหยุดไว้" พอทอดระยะไป ก็จะเริ่มเห็นว่า ได้ตึกมาหาใช่ได้ "อำนาจควบคุมกลไกรัฐ" ไม่ คำถามในเชิงอำนาจก็จะตามมาทันที

แล้วจะยึดทำเนียบฯ ยึดสะพานมัฆวานฯ เป็นที่ชุมนุมเพื่อผลใด?

และจะอยู่กันไปถึงเดือนพฤศจิกา ที่จะมีแขกบ้าน-แขกเมืองในฐานะ "ราชอาคันตุกะ" มาในงานพระราชทานเพลิงพระศพ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" เช่นนั้นหรือ?

ข้อเสนอของผมก็คือ ในเมื่อภารกิจหลัก "โค่นต้นไม้พิษ" ไปได้แล้ว เหลือภารกิจ "ขุดราก-ถอนโคน" และลิดกิ่ง สุมฟืน-สุมไฟเผาใบแห้ง ก็หยุดพักไพร่พล และปรับยุทธวิธีเป็นภารกิจใหม่ จะไม่ดีกว่าหรือ?

สู้กับ "กิ่งรอตาย" ไม่ต้องทัพใหญ่หรอกครับ!

เรื่องคดีอันเป็นชนักปักหลังนั้น ผมอยากจะบอกว่า "คุกตะรางคือเวียงวังของนักสู้เพื่อมวลชน" ไม่มีนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่คนไหน ไม่เคยผ่านปราสาทราชวัง คือคุกตะรางทางการเมืองมาก่อน

นายอันวาร์ อิบราฮิม ที่กำลังเคี่ยวคลั่งอยู่ที่มาเลเซียขณะนี้นั่นไง ไม่ต้องไปดูให้ไกลถึงท่านมหาตมะ คานธี หรือนายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ ซึ่งได้ชื่อ เป็นนักสู้ที่มีคนรักมากที่สุดในโลกแห่งศตวรรษนี้หรอก

ท่านเขียนมา ไม่ว่าเจ็บร้อนแทนด้วยข้อความใด ผมก็ดีใจ อาศัยเป็นเครื่องชั่ง-ตวง-วัด ได้ว่า แฟนๆ ยังเชื่อมั่น-ศรัทธาต่อ ๕ แกนนำพันธมิตรฯ ก็จงใช้ศรัทธานี้ในการนำด้วย "ลดอัตตา" เข้าพิจารณาเถิด

มาดูทางด้านการประชุมสภาฯ หาตัว "นายกรัฐมนตรี" คนที่ ๒๖ กันบ้าง ดูข่าวแล้วก็แปลก ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะชิง ส.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ารับเป็นผู้เสนอชื่อต่อสภาฯ เช้านี้ (๑๗ ก.ย.๕๑)

แต่แทนที่ ส.สมชายจะเจรจากับ ส.สุรพงษ์ กลับกลายเป็นว่า ส.สมชายต้องไปปิดห้องเจรจากับ น.เนวิน ชิดชอบ

ก็เพิ่งรู้ตอนนี้แหละว่า นายเนวินเป็นพ่อของพรรคพลังประชาชนแทนทักษิณ?

เนี่ยะ..เห็นมั้ย บ้านเมืองขนาดนี้แล้ว พวกนักการเมืองฝ่ายอำนาจยังหาได้สำนึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในฐานะจะเป็น "ผู้นำอำนาจบริหารใหม่" กันไม่

ที่กัดกัน-ไม่ลงตัวแต่แรกก็ดี สุดท้าย ปิดห้องคุยกันแล้วจึงลงตัวก็ดี ไม่ได้มาจากการต่อรองด้วยประโยชน์ชาติ ประโยชน์เมืองอะไรเลย

ประโยชน์กู เพื่อกู ทั้งนั้น!

ยังไม่ทันไร ก็กัดกันเพื่อ "แย่งโควตารัฐมนตรี" เสียแล้ว แล้วนี้..พอไปเป็นนายกฯ ไปเป็นรัฐบาล ไอ้พวกกิ่งก้าน และกาฝากพิษทั้งหลาย มันก็จะ "ไม่ซื่อสัตย์-ทรามสำนึก" เหมือนเดิม!

เพราะอย่างนี้ "พันธมิตรฯ" จึงยังมีความจำเป็น เพียงแต่ว่าต้อง "ทำให้เป็น" เท่านั้น

ทำไมพรรคเดียวกัน ต้องแย่งกัน คำตอบง่ายๆ ตอนนี้ก็คือ พลังประชาชนพรรคเดียว แต่แตกเป็นหลายกิ่งก้านพิษ และรู้ดีว่า "อยู่ไม่นาน" ฉะนั้น ต้องหาทางรีบคว้า

แก๊งนายเนวิน-นายสุรพงษ์ ต้องออกแรงแย่งเก้าอี้นายกฯ ทำไม?

คงไม่ใช่แย่งเก้าอี้นายกฯ หรอก แต่ตั้งเป็นเงื่อนไขเพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างว่า ก็คิดดูซีครับ ถ้านายสุรพงษ์ได้เป็นนายกฯ แก๊งสุรพงษ์-แก๊งเนวิน ก็แบ่งกัน ๕๐/๕๐

แต่ถ้าให้นายสมชายเป็นนายกฯ ขืนไม่ต่อรองไว้ก่อน เก้าอี้อาจหด เพราะเบื้องหลัง-มือค้ำเก้าอี้นายกฯ ประกอบด้วย แก๊งเจ๊แดง แก๊งเจ๊หน่อย แก๊งอีสานพัฒนา แก๊งขุนค้อน และแก๊ง ส.สมชายเอง

๕ แก๊งก็มากก้น นั่นคือตัวหารใน ๓๕ เก้าอี้มากขึ้น จำเป็นที่แก๊งสุรพงษ์-เนวิน ต้องต่อรอง "กันส่วน" ที่ต้วเองต้องการให้ตกลงเสียก่อนแต่เนิ่นๆ

ก็เวรกรรมชักพาแหละครับ วันนี้-ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๖ ชื่อ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" แต่วันพรุ่งนี้-มะรืนนี้ ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และนายกฯ ยังจะชื่อสมชายถึงเดือนพฤศจิกา หรือไม่ ขึ้นอยู่กับโฉมหน้า ครม.และนายกฯ สมชายว่าจะใช้ยุทธวิธี "ประสานพันธมิตรฯ" ลีลาไหน แต่บอกได้คำเดียวว่า..เป็นเรื่องเศร้าเคล้าเลือด!

16 กันยายน 2551

ประณาม องค์กรสื่อชั่วแห่งประเทศไทย กรณีภาพข่าว “ปืนจ่อหัว”

โดย mtrx code
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
16 กันยายน 2551

จากข่าวกลุ่มวิชาชีพสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่อง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน.....ที่เป็นการคัดค้านการประกาศของรัฐบาล โดยหวังผลที่จะบีบรัฐบาลซึ่งต้องการลดเหตุแห่งการปะทะกัน

เรามาดูกันถึงพฤติกรรมขององค์กรสื่อที่แสดงถึงความไร้จรรยาบรรณที่ชอบแอบอ้างว่า ดีเลิศกว่า สำคัญกว่าอาชีพอื่นๆนั้น จริงไหม ในเรื่องราวต่อไปนี้จะย้อนอดีตไปขุดคุ้ยความไร้ศีลธรรมที่เป็นรูปธรรมมากกว่าจรรยาบรรณ ในข้อมุสา คือโกหกตอแหล นั้นมีผลงานมาแล้วอย่างไรและสร้างความเจ็บปวดต่อคนไทยมาแล้วอย่างไรบ้าง…..

การที่จะปั่นการเมือง เมษายน 2547 (ดูข้อความพาดหัวหน้า 1) ให้นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ต้องรับผิดชอบในกรณีกรือเซะ ทั้งที่เป็นเพียงนโยบาย (ซึ่งก็มิได้บอกว่าเป็นแนวปฏิบัติให้ฆ่าผู้บริสุทธิ์ ...ตรรกะของสื่อและนักวิชาทราม 114 สวะจากสถาบันการศึกษาต่างๆช่างไม่สมเหตุสมผลเลย) แต่การดำเนินงานเป็นความรับผิดชอบของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี โดยตรง สื่อที่มีจรรยาบรรณสูงอย่าง กรุงเทพธุรกิจ..ใน เครือเนชั่น ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ “ตัดแต่งภาพ” บนหน้า 1 (สุทธิชัย หยุ่น ทำทำไม? ทำเพื่อใคร? )




ก่อนการเดินทางกลับมาต่อสู้คดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ปี 2551 ..หนังสือพิมพ์มติชน ตบแต่งภาพให้ ทักษิณ เป็นพระให้ผู้คนคล้อยตามว่าเป็นเหมือนเผด็จการจอมพลถนอม ...นี่เป็นการกระทำของกลุ่มสื่อผู้มีจรรยาบรรณสูงสุด? ควบคุมกันเองม่ได้เลย เหมาะสมหรือพวกผู้มีจรรยาบรรณสูงสุดและชอบอ้างเป็นตัวแทนประชาชน? แต่ทำไมพรรคท่าน ทักษิณได้รับเลือกตั้งเป็นตัวแทนของประชาชน จริงๆ กลับแย่งเป็นความชอบธรรมที่จะอ้างตนของพวกสื่อผู้มีจรรยาบรรณสูงสุดหนังสือพิมพ์มติชน..... ต้องการยั่วยุ ใส่ร้ายทำไม? ทำเพื่อใคร? นี่หรือคนดีมีศิลธรรมอย่างพวกสื่อไทย

มาถึงเหตุการณ์ปัจจุบันขณะเจ้าหน้าที่ไปไล่ม็อบในทำเนียบ จากข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2551 12:19 น กรณีภาพข่าว “ปืนจ่อหัว” ภาพทั้งหมดได้มาจากเว็บหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นเหตุการณ์กดดัน ม็อบให้ถอยออกไป เราจะมาพิสูจน์กันดูว่าภาพตัดต่อหรือไม่

โปรดดู บุคคลที่จะใช้อ้างอิงสองคนในวงกลมสีแดงดังภาพที่ 1 ลุงผู้ชายยิ้มหลาเลย เอ เจอปืนจ่อยังยิ้มได้ใจจริงๆเลย ส่วนผู้หญิงกลัวตามปกติ ส่วนสี่เหลี่ยมสีแดงในภาพระบุลายน้ำที่มาของภาพคือ MGR ย่อมาจาก Manager

เอาละมาดูรูปที่ 2 สถานที่เดิม บุคคลอ้างอิงเดิม ผู้หญิงเริ่มร้อง เอ้า คุณสื่อครับ ปืนหายไปไหน จรรยาบรรณสูงสุด? ศีลธรรมเลิศ ซาแมนแตน เสียเหลือเกินน น นน เอาให้แน่ดูรูปต่อไป กลัวหรอก ดิ

มาดูรูปที่ 3 สถานที่เดิม บุคคลอ้างอิงเดิม คุณ ลุงปัด เดี๋ยวร่มโดนหน้าผม เอ้า คุณสื่อครับ ปืนหายไปไหนอีกแระ

มาดูรูปที่ 4 สถานที่เดิม บุคคลอ้างอิงเดิม ผู้หญิงเริ่มเริ่มด่า เอ้า คุณสื่อครับ ปืนหายไปไหนอีกวุ้ย เอ แต่ในวงกลมแดงไกลๆ ก็มีกล้องของกลุ่มสื่อถ่ายกันเพียบเลยนี่นา เอ ทำไมอุบความจริงกันเอง อู้ ย ย ศีลธรรม โกหกตอแหลของกลุ่มสื่อ สุด ยอด ด ด ด

มาดูรูปที่ 5 เร็วๆ สุดยอดตลก เก๋ ไก๋ ซะไม่มี สถานที่เดิมนะ แต่ ยังกะเล่นเกม Counter Strike เลยนะแบบของปืนเนี่ย นะ มีที่ไหน กองร้อยเดียวกันมีปืน 4 ประเภท นะคนถือปืนนำลำดับที่ 2 โอ๊ะๆ ลายพรางชมพูซะด้วย อะ

รูปที่ 6 กลุ่มอรินทราช ปืนของจริง แต่ถ่ายที่อื่น เวลาอื่น ...เอามาให้ดูปืนของทางการจะเป็นชุดเดียวกันหมด เอาละซิ ประชาชนเขาจับโกหกของสื่อได้แล้ว ตัวเองจะขอสอบตำรวจก็อยากรู้จริงๆ ผลนะ แล้ว เออการแหกตาประชาชนโดยภาพเหล่านี้ในสภา อันเป็นผลงานของพวกนักหนังสือพิมพ์อีกแล้ว และ สส.พรรคแมลงสาปเอาไปอ้างโกหกตอแหลในสภาฯ ต่อ เอ้อ เจริญ ๆ ๆ เมืองไทยแลนด์

สุดทนโดนคุกคามล้อมกรอบสื่อก่อน ข่าวสดเอาคืนตีข่าวพันธมิตรเล่นยาไอซ์ในทำเนียบ


โดย หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ที่มา ข่าวสด
16 กันยายน 2551

สื่อมวลชนโดนพันธมิตรคุกคามหนัก ทั้งโดนจำลองลุอำนาจตะคอกใส่หน้า ทั้งห้ามช่อง7ถ่ายภาพพาลธมิตรรุมสกรัมชาวบ้าน ล่าสุดช่างภาพข่าวสดเจอรุมล้อมกรอบแค่ถ่ายภาพความจริงม็อบเปลี่ยนทำเนียบเป็นสลัม ถึงที่สุดก็สุดทน"ข่าวสด"เริ่มปฏิบัติการเอาคืน แฉความจริงวันนี้มีวางขายอุปกรณ์เสพยาไอซ์ในที่ชุมนุม ขาม็อบแห่อุดหนุนคึกคัก แถมการ์ดศรีสิชัยคุมวินมอเตอร์ไซค์โก่งค่าโดยสารโคตรแพง


การ์ดพันธมิตรคุกคามสื่ออีก ถึงคิวช่างภาพข่าวสดโดนล้อมกรอบ

หนังสือพิมพ์ข่าวสดนำเสนอข่าวว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนบริเวณการชุมนุม ยังประสบปัญหากับกลุ่มการ์ดนักรบศรีวิชัย แม้บรรดาแกนนำเคยออกมาประกาศให้การ์ดอาสาสมัครอำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้สื่อข่าวในทุกพื้นที่ ล่าสุดช่างภาพของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถูกนักรบศรีวิชัยแสดงความไม่พอใจ หลังถ่ายภาพความรกรุงรังของเต็นท์ผู้ชุมนุม และภาพความสกปรกของห้องอาบน้ำบริเวณหน้าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือตึกแดง โดยควบคุมตัวเข้าไปภายในเต็นท์ที่พักของนักรบศรีวิชัย ก่อนยกพวกมาล้อมกรอบจำนวนมาก ขอค้นดูเอกสารทั้งหมดจนพอใจ จึงยอมปล่อยออกมา โดยอ้างว่า เมื่อคืนมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯแอบเข้าไปขโมยเอกสารภายในสำนักเลขาฯ จึงต้องเข้มงวด

ช่อง7 โวยถูกห้ามทำข่าว

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 โทรศัพท์มาบอกผู้สื่อข่าวที่อยู่ภายในห้องผู้สื่อข่าวว่า พบเหตุการ์ดพันธมิตรรุมทำร้ายผู้ต้องสงสัยอยู่ที่บริเวณสะพานอรทัยข้างทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกขัดขวางไม่ให้ถ่ายภาพ เมื่อกลุ่มผู้สื่อข่าวไปถึงไม่พบเหตุดังกล่าว เมื่อสอบถามการ์ดพันธมิตรที่อยู่บริเวณดังกล่าวปฏิเสธว่าไม่มีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อสอบถามไปยังหัวหน้าการ์ดพันธมิตร นายกิตติชัย ใสสะอาด กล่าวว่า จะเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก แต่ยอมรับว่านักรบศรีวิชัยมักมีเรื่องร้องเรียนทำนองนี้เป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาพยายามบอกให้ลดความรุนแรงในการปฏิบัติหน้าที่ลงบ้าง แต่ยังมีปัญหาอยู่เป็นประจำ

สุริยะใสแจงวุ่นการ์ดคุกคามสื่อ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรกล่าวถึงกรณีผู้สื่อข่าวถูกคุกคามจากการ์ดพันธมิตรฯ ว่า หากเกิดกรณีคุกคามสื่อ พันธมิตรฯ มีมาตรการเดียว คือ ให้ออกสถานเดียว แต่ต้องขอรบกวนสื่อเนื่องจากมีมาตรการที่เข้มข้นในการตรวจสอบแต่ละจุดก่อนเข้าทำเนียบ จึงอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง เนื่องจากการ์ดศรีวิชัยและการ์ดอาสาที่รับเข้ามาอยู่ในภาวะกดดัน บางครั้งมีอารมณ์ ที่ผ่านมาได้กำชับและแจ้งให้ทุกจุดทราบให้อะลุ้มอล่วยกับสื่อมวลชน หากเกิดเรื่องให้ประสานงานกับนายกิตติชัย ใสสะอาด หัวหน้าการ์ด และจะดำเนินการช่วยเหลือสื่อมวลชนทันที

"ผมต้องขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนด้วย เพราะการ์ดอาสาที่รับสมัครเข้ามามาจากร้อยพ่อพันแม่มีความคิดที่ไม่เหมือนกัน และไม่ใช่การ์ดมืออาชีพ บางครั้งก็ต้องมีอารมณ์ ประกอบกับเป็นงานภาคสนาม บางครั้งจึงมีการกระทบกระทั่งกัน ซึ่งการ์ดบางคนอยู่ไปนานๆ ลายเริ่มออกเป็นนักเลง ประกอบกับที่ผ่านมาจากการสอบถามการ์ดที่มีปัญหาบางสื่อใช้วาจาที่ไม่สุภาพกับการ์ด แต่เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของพันธมิตรฯ เราจึงให้ความสำคัญกับสื่อมวลชน และจะดูแลให้ดีที่สุด" นายสุริยะใสกล่าว

จำลองใหญ่จริงตะคอกสื่อเพราะโดนถามจี้ใจดำ
ในการแถลงข่าวเรื่องการเมืองใหม่ สื่อมวลชนถามกรณีที่มีนักวิชาการถามว่า หากต้องการเปลี่ยนแปลงการเมือง ทำไมพันธมิตรไม่ตั้งพรรคการเมืองใหม่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ตอบเสียงดังสวนทันทีว่า อย่ามากวน ตนเคยลงเลือกตั้งและปราบมาหมดแล้ว แต่การเลือกตั้งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ พันธมิตรเป็นภาคประชาชน เราไม่ลงเลือกตั้งอยู่แล้วเพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง อยากถามกลับว่าทำไมนักวิชาการไม่ไปลงเลือกตั้งบ้าง

โวยลอบขายอุปกรณ์เสพยาไอซ์ในทำเนียบใกล้เต๊นท์พล.ต.จำลอง
หลังจากโดนพันธมิตรคุกคามการทำหน้าที่สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ข่าวสดก็นำเสนอข่าวนี้ทันที(อ่านข่าวคลิ้กที่นี่)


ข่าวสดรายงานว่า ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มประชาชนที่เดินทางมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายในทำเนียบรัฐบาล ว่าได้มีกลุ่มพ่อค้านำอุปกรณ์การเสพยาไอซ์ มีลักษณะเป็นขวดแก้วใสหลายขนาด พร้อมหลอดแก้วมาวางขายกันอย่างโจ่งแจ้ง โดยวางปะปนกับสินค้าอื่นๆ อาทิ แว่นตา ไฟแช็ก มีดพก และไฟฉาย เป็นต้น โดยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนแต่อย่างใด ซึ่งร้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณทางออกฝั่งประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ถนนราชดำเนินนอก และอยู่ห่างจากเต้นส์ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร และเต้นส์ของสำนักสันติอโศก เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบร้านค้าดังกล่าว พบว่าได้มีการนำอุปกรณ์หลอดแก้วดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่การชุมนุมของพันธมิตรจริง จำหน่ายในราคาตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป แล้วแต่ขนาดของหลอดแก้ว โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากให้ความสนใจเลือกซื้อ บางคนก็นำอุปกรณ์ดังกล่าวมาทดสอบก่อนซื้ออยู่หน้าร้านด้วย ทั้งนี้เมื่อสอบถามพ่อค้าก็ยอมรับว่าเป็นหลอดแก้วใช้สำหรับเสพยาไอซ์

วินมอเตอร์ไซค์พันธมิตรคุมโคตรแพง
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากร้านค้าดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับค่าบริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่มาจอดให้บริการอยู่บริเวณแยกมิกสกวัน และแยกอื่นๆ รอบทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นวินที่กลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ จะเป็นผู้ดูแลและคอยจัดคิวให้ โดยมีการคิดค่าบริการที่แพงมาก ระยะทางแค่ประมาณ 200-500 เมตร คิด 30-50 บาท แต่หลายคนก็ยอมใช้บริการเนื่องจากกลุ่มพันธมิตรได้ปิดถนนหลายสายโดยรอบทำเนียบ เพื่อบังคับให้มาใช้วินจยย.ดังกล่าว

15 กันยายน 2551

คุณปลื้มถามจี้ใจดำสื่อไทย:เชียร์พันธมิตร พวกคุณกำลังเลือกข้างเผด็จการ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 กันยายน 2551

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือคุณปลื้ม กล่าวในรายการวิทยุ"นิวส์ วิธ คุณปลื้ม"ทางF.M.105.0 MHz เมื่อช่วงเวลาราว14.00น.วันจันทร์ที่ 15 กันยายนนี้ ความว่าดังนี้

ผมถามสื่อมวลชนที่เชียร์พันธมิตรเลยนะครับ หากคุณเชียร์ให้พันธมิตรนำ"การเมืองใหม่"มาใช้ก็คือ หากคุณตื่นมาในอีก1ปีหรือ5ปี10ปีข้างหน้า ประชาชนจะไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งรัฐบาลหรือตัวแทนของตนเองแล้วนะครับ แต่พันธมิตรจะเป็นคนลากตั้งให้ สื่อที่ชอบเชียร์พันธมิตรตอบมาเลยครับว่า เอาไหม เอาหรือไม่เอา!

การเมืองมันจะเทาๆไม่ได้หรอกครับ มันมีขาวกับดำ หากคุณเลือกพันธมิตร คุณเชียร์พันธมิตรมันก็คือเลือกข้างเผด็จการ แต่หากคุณไม่ยินยอมที่พันธมิตรทำอยู่นี้ คุณก็ต้องอยู่ข้างฝ่ายประชาธิปไตย

12 กันยายน 2551

มติชน แก้ต่างให้จรัญพันบาท:สอนพิเศษไม่ผิด สมัครทำกับข้าวออกTVผิด


ไม่ได้โฆษณา?-ภาพโฆษณาในเวบไซต์ของมหาวิทยาลัยเอกชนที่จ้างนายจรัญไปสอน แต่สื่อมติชนตีความว่าไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไร เป็นการบริหารสาธารณะ

โดย มติชน
12 กันยายน 2551

ขณะเดียวกันบริษัทเฟซ มีเดียกับมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนก็มีสถานะและวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยบริษัท เฟซ มีเดียเป็นองค์การธุรกิจที่แสวงหากำไร ขณะที่มหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนมิใช่องค์การธุรกิจที่แสวงกำไรตามกฎหมาย



นอกจากนั้นงานพิธีกรรายการทีวีเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ขณะที่งานสอนหนังสือเป็นการบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง

ไขปริศนา! "จรัญ ภักดีธนากุล" เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเอกชนต้องพ้นเก้าอี้ตุลาการศาล รธน.หรือไม่

แม้กรณีของนายสมัคร สุนทรเวชและนายจรัญ ภักดีธนากุล อาจมีข้อเท็จจริงและองค์ประกอบแตกต่างกันในหลายประเด็น แต่เมื่อมีข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวและเพื่อดำรงความน่าเชื่อและศรัทธาของศาลรัฐธรรมนูญต่อสาธารณชน ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรทำเรื่องนี้ให้หระจ่าง

การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำว่า"ลูกจ้าง"ในคดีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เนื่องจากเป็นพิธีกรในรายการ "ชิมไปบ่นไป"และ "ยกโขยงหกโมงเช้า" ของบริษัท เฟซ มีเดีย ต้องแปลความให้กว้างกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กล่าวคือ ไม่ต้องคำนึงสภาพการจ้างหรือลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้จ้างกับผู้รับจ้างเพียงอย่างเดียวนั้น

แต่หมายถึง "ผู้รับจ้างทำการงานผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิคำนึงถึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทำการงานแล้ว" (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542)



ทำให้มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าการที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสือในสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนโดยได้รับค่าตอบแทนการสอนนั้นเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 207 (2) และ (3) ของประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

การกระทำต้องห้ามดังกล่าวคือ

(2) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ

(3)ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกันหรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด (ข้อความเช่นเดียวกับมาตรา 267)

อย่างไรก็ตาม ในกรณีคดี "ชิมไปบ่นไป" ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยประเด็นที่ บริษัท เฟซ มีเดียมีความสัมพันธ์กันอย่างยาวนานหลายปีระหว่างนายสมัครกับบริษัทในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่ก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก รวมทั้งการได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะ และภารกิจกล่าวคือได้ค่าตอบแทนเดือนละ 80,000 บาท และเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังคงทำงานในลักษณะดังกล่าวต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเท่านั้น

ทั้งนี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งระบุว่า

"การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผล จึงไม่ใช่แปลความคำว่า "ลูกจ้าง" ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือตามกฎหมายภาษีอากรเท่านั้น เพราะกฎหมายแต่ละฉบับย่อมมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งแตกต่างกันไปตามเหตุผล และการบัญญัติกฎหมายนั้นๆ ทั้งกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และยังมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นการกระทำขัดกันแห่งผลประโยชน์แตกต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย

"มิฉะนั้นผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ที่รับจ้างรับค่าจ้างเป็นรายเดือนในลักษณะสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็สามารถทำงานต่อไปได้ โดยเปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้างรายเดือน มาเป็นสินจ้างตามการทำงานที่ทำ เช่น แพทย์เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาตามจำนวนคนไข้ ที่ปรึกษากฎหมายก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่าปรึกษาหรือค่าทำความเห็นมาเป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังผูกพันกันในเชิงผลประโยชน์กันอยู่ระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้ที่รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์ให้หาช่องทางหลีกเลี่ยงให้ทำได้โดยง่าย "

ขณะเดียวกันบริษัทเฟซ มีเดียกับมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนก็มีสถานะและวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยบริษัท เฟซ มีเดียเป็นองค์การธุรกิจที่แสวงหากำไร ขณะที่มหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนมิใช่องค์การธุรกิจที่แสวงกำไรตามกฎหมาย

นอกจากนั้นงานพิธีกรรายการทีวีเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ขณะที่งานสอนหนังสือเป็นการบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง

แม้กรณีของนายสมัคร และนายจรัญ อาจมีข้อเท็จจริงและองค์ประกอบแตกต่างกันในหลายประเด็น แต่เมื่อมีข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวและเพื่อดำรงความน่าเชื่อและศรัทธาของศาลรัฐธรรมนูญต่อสาธารณชน ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรทำเรื่องนี้ให้หระจ่างหรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือประชาชนที่สงสัยว่า พฤติการณ์และการกระทำของนายจรัญขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ สามารถเข้าชื่อกันยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วินิจฉัยหรือถอดถอนนายจรัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270-271 ได้

10 กันยายน 2551

จากใจ...จุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาล รธน.

ที่มา เวบไซต์ มติชน
10 กันยายน 2551

หากจะทำนิติกรรมอะไร เราก็ต้องดูกฎหมายฉบับนั้นๆ หรือจะต้องไปดูพจนานุกรม

ผมเห็นว่า ในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อจะดูเรื่องความเป็นลูกจ้างหรือไม่อย่างไร ก็ต้องไปดูกฎหมายแรงงาน กฎหมายลูกจ้าง ไปดูว่า มีอะไรที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดบ้าง

โดยจรรยาบรรณของผู้พิพากษาที่ปฏิบัติกันมานั้น หากมีข้อกฎหมายใด ไม่ชัดเจน ไม่สามารถเอาผิดจำเลยได้ ก็ต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลยไป

การจะไปตีความกฎหมายที่กว้างขวาง ผู้พิพากษาสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องเป็นคุณกับจำเลย ไม่ใช่มุ่งตีความอย่างกว้าง เพื่อให้เป็นโทษหรือเอาผิดกับจำเลย

เมื่อครั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เคยมีการพูดกันเรื่องการตีความกฎหมายว่า ควรจะตีความกว้างแค่ไหน ก็ยึดหลักการว่า ตีความอย่างกว้างได้ แต่จะต้องเป็นคุณ หรือไม่ได้มุ่งเน้นที่จะไปเอาผิดกับจำเลย เพราะหากไปมุ่งที่จะเอาผิดใครนั้น ถือว่าผิดวิสัยของตุลาการได้

กรณีของนายสมัครนั้น ผมอยากให้มองว่า สิ่งที่เขาทำ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร เกิดความเสียหายส่วนร่วมอย่างไร

ผมเกรงว่า หลังจากเรื่องนี้แล้ว คนอื่นจะตีความกฎหมายแบบแปลกๆ ออกมาบ้าง ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ผมใช้บริการรถแท็กซี่อยู่เป็นครั้งคราว อย่างนี้จะถือได้ว่ าแท็กซี่คือลูกจ้างของผมได้หรือเปล่า เช่นเดียวกันกับผมไปตัดเสื้อผ้าที่ร้านตัดเสื้อแห่งหนึ่ง จะบอกว่า ช่างตัดเสื้อร้านดังกล่าวเป็นลูกจ้างก็ได้ใช่ไหม

เรื่องนี้คงวุ่นวายเหมือนกัน กับการตีความกฎหมายครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมยอมรับว่า รู้สึกผิดหวังและท้อ ที่ศาลไม่ได้ดูเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่กลับไปดูพจนานุกรมด้วย ผมเกรงว่า ต่อไปศาลจะถูกมองว่าใจแคบ เพราะถ้าพิจารณาตามหลักคุณธรรม และวิสัยทั่วไปของผู้ที่เป็นศาลแล้ว จะต้องใจกว้าง มีเมตตาต่อจำเลย หากข้อกฎหมาย หรือพฤติกรรมพฤติการใด ที่ข้อกฎหมายเอาผิดไม่ชัดเจน ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไป จะต้องไม่มุ่งตีความกฎหมาย หรือนำเหตุอื่นๆ มาประกอบ เพื่อเอาผิด

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับ

จุมพล ณ สงขลา

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

กระทู้แนะนำห้องเฉลิมไทย:ไม่ไหวแล้วสื่อสัตว์นรก


โดย คุณช่วยผมโหวตเป็นกระทู้แนะนำหน่อย
ที่มา บอร์ดเฉิมไทย เวบพันทิป
10 กันยายน 2551

ผมรู้สึกไม่ไหวจริงๆกับการที่สื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์และเวปไซ้ต์ กลายเป็นอะไรไปแล้ว อุดมด้วยคำหยาบ และกล่าวอะไรก็ได้ ผมว่ามันออกจะแนวเกินไป

อยากจะด่าใครว่า นรกก็ด่า อยากจะออกมาป้ายสียังไงก็ทำได้
ขอยืนยันว่าไม่ได้ออกแนวการเมืองใดๆ มองในแค่นักสื่อสารมวลชน จะมีจุดประสงค์อะไร ก็ควรตั้งอยู่บนจรรยาบรรณ นักสื่อสารเค้าต้องทำแบบนี้เหรอ? ไม่มีใครปรามได้เลยเหรอ?

คนที่เห็นด้วยกับผม ช่วยสร้างกระแสนี้หน่อยเถอะครับ ผมแค่อยากให้คำที่สุภาพมากขึ้น และอย่าใช้สื่อไปทำร้ายผู้อื่นก็พอ.....

ขอบคุณครับ

8 กันยายน 2551

สิ่งเดียวที่ TPBS ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงคืออย่าเอียงข้างพันธมิตรจนโคตรน่าเกลียด


โดย คุณบก.ลายจุด
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน
8 กันยายน 2551


คุณมีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ในฐานะคนสื่อข่าว

กรณีนี้ มันแตกต่างจาก Nation ASTV เพราะคุณประกาศตัวเป็น ทีวีสาธารณะ

การที่สื่ออย่าง Nation หรือ ASTV จะเลือกข้าง ตรงนั้นประชาชนตัดสินได้ ลงโทษคุณได้ โดยการไม่ซื้อสื่อคุณ และคุณก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะประชาชนไม่ยอมรับ

แต่ TPBS ไม่ใช่ มันมาจากเงินภาษีของประชาชน และการที่คุณอ้างว่า ทีวีช่องนี้ จะนำเสนอสิ่งที่เป็นสาธารณะ

โดยความจริง ผมสนใจไอเดียแบบ TPBS และพยายามเรียนรู้ว่า BBC เขาทำกันยังไง แต่การเกิด TPBS ในช่วงที่ประเทศไม่ปกติ และ การเกิดที่อยู่บนความตายของทีวีเสรีอย่าง ITV จึงเป็นความไม่สง่างามของ TPBS

TPBS ได้ผ่านการพิสูจน์มาระยะหนึ่งแล้ว โดยรวม ผมเห็นว่า TPBS ทำรายการได้ดีไม่น้อย เรียกว่า สมราคาที่จ่ายไป

แต่สิ่งเดียวที่เป็นปัญหาอย่างยิ่ง และจะต้องขจัดปัญหานี้ให้ได้คือ ฝ่ายข่าว ของ TPBS ที่มีความโน้มเอียงจนโคตรน่าเกลียด

การเทสุดใจ ให้กับพันธมิตร การเชื่อมโยงกันในระดับผู้ปฏิบัติการวางแผนระหว่างทีมข่าว กับ ระดับแกนนำพันธมิตร ทำให้ TPBS ไม่ต่างอะไรกับ ASTV และ Nation TV

แม้แต่คนใน TPBS ที่ไม่ใช่ฝ่ายข่าว ก็รู้สึกสังเวชกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมได้รับ email และการโทรศัพท์ประสานมาจากเจ้าหน้าที่ข้างในองค์กรคุณเอง ที่บ่นกันเสียงดัง พูดถึงความอัปลักษณ์ของฝ่ายข่าว ที่ประกอบขึ้นจากทีมของ ASTV กับ Nation เป็นหลัก ซึ่งหลายคนไม่แน่ใจว่า ได้ผ่านกระบวนการสอบเข้าเป็นพนักงานตามกฎหมายที่ระบุหรือไม่ โดยเฉพาะผู้อำนวยการสถานี กับ รองผู้อำนวยการ ‘เถกิง’(เถกิง สมทรัพย์ คนใกล้ชิดเจิมศักดิ์ ปินทอง-ไทยอีนิวส์) ที่เป็นคนกำหนดทิศทางข่าวอย่างเห็นได้ชัด

มีการนำนักวิชาการ NGOs สว ภาคประชาชน ที่อดีตเคยเป็นพันธมิตร หมุนมาออกครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่สัดส่วนของคนที่เห็นแตกต่าง มีน้อยนิดเสียเหลือเกิน

และที่น่าผิดหวังที่สุดคือ การประกาศตนเองลงสมัครเป็นผู้อำนวยการสถานี TPBS อีกวาระหนึ่งของคุณเทพชัย ตรงนี้ผมผิดหวังที่สุด เพราะผมเห็นว่า นี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญ ที่จะทำให้คุณหลุดพ้นจากการถูกตราหน้าว่า เข้ามาเขมือบ TPBS แต่คุณมีเจตนาดีที่อยากเห็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ทั้งๆ ที่คุณได้เคยประกาศแล้วว่า จะไม่ขอสมัครเป็นผู้อำนวยการเมื่อหมดวาระ

หมดกัน ความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อ ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน เมื่อถึงสถานการณ์หนึ่ง อำนาจมันหอมหวานจริงๆ ไม่เฉพาะกับนักการเมือง หรือ ข้าราชการ แม้แต่สื่อที่ประกาศเป็นนกพิราบน้อย ก็หลงกลิ่นแห่งอำนาจ มานับไม่ถ้วน โดยเฉพาะสื่อที่ไปเป็น สนช. รอบที่แล้ว

ความหวังลมๆ แล้งๆ ของผม ที่อยากเห็นสิ่งสุดท้ายที่จะต้องเปลี่ยนแปลงคือ มาตรฐานการทำข่าวที่เป็นมืออาชีพ จบกัน