
โดย เปลวสีเงิน
ที่มา
ไทยโพสต์17 กันยายน 2551
หมายเหตุไทยอีนิวส์:เปลวสีเงิน หรือโรจน์ งามแม้น เป็นสื่อคนแรกๆที่เริ่มต้นวิจารณ์รัฐบาลทักษิณและถือเป็นศัตรูที่ถาวรต่อทักษิณและคณะ ก่อนหน้าที่สนธิ ลิ้มทองกุล จะหันมาเดินตามรอยในอีกหลายปีต่อมา กระนั้นเปลวสีเงินก็ยังสนับสนุนทุกฝ่ายที่เป็นศัตรูของทักษิณและคณะอย่างคงเส้นคงวา จนกระทั่งวันนี้วันที่เขาเห็นว่าพันธมิตรควรจะหยุด"เว้นวรรค"ได้แล้ว แม้ลีลาและเนื้อหาของเขาจะเต็มไปด้วยอคติเพียงใด แต่ก็น่าสนใจที่จะพิจารณา เพราะเป็นการเตือนพันธมิตรด้วยท่าทีแห่งมิตรบทความของเปลวสีเงินฉบับ15ก.ย.51"ถ้า ๑๗ กันยายน สมมุติว่านายสมชายได้รับเลือกเป็นนายกฯ พันธมิตรฯ ก็ควรหยุดเว้นวรรค!"
บทความของเปลวสีเงินฉบับ16ก.ย.51"๕ แกนนำอาจไม่เหนื่อย แต่สังคมประเทศเหนื่อยรากแตกกับสงครามที่ขยายแนวรบไม่รู้จบ-รู้สิ้นนี้กันมากแล้ว!พักให้หายใจกันบ้างเถอะครับ
บทความของเปลวสีเงินฉบับ17ก.ย.51-"มีผู้แสดงความคิดเห็นผ่าน "เว็บไซต์ ไทยโพสต์" ด่าผมอื้ออึงไปหมด โทษฐานไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ..สูงสุดของพันธมิตรฯ คือการได้ "ยึดทำเนียบรัฐบาล" อันเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางอำนาจบริหารรัฐ แต่ก็ได้แค่อาคารอิฐ-ปูนที่ว่างเปล่า แล้วจะยึดทำเนียบฯ ยึดสะพานมัฆวานฯ เป็นที่ชุมนุมเพื่อผลใด? และจะอยู่กันไปถึงเดือนพฤศจิกา ที่จะมีแขกบ้าน-แขกเมืองในฐานะ "ราชอาคันตุกะ" มาในงานพระราชทานเพลิงพระศพ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" เช่นนั้นหรือ?"
บทความวันที่15ก.ย.-ด้วยคำที่พันธมิตรฯ มิปรารถนาฟัง ส.ไหนจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ คนที่ ๒๖ ในวันพุธที่ ๑๗ กันยายน ก็ยังไม่น่ายินดีเท่าที่-วานนี้ ผู้รักษาการนายกฯ และว่าที่นายกฯ "นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์" ประกาศยกเลิก "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ในกรุงเทพฯ ที่ไม่น่าจะถูกกฎหมายตั้งแต่แรกไปแล้ว!
ผมเห็น "ส.สมชาย" นั่งกลาง ขนาบขวาด้วย "พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผบ.ทบ. ขนาบซ้ายด้วย "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.ออกโทรทัศน์แล้ว ก็อยากจะบอกนายสมชายเยี่ยงกัลยาณมิตรว่า
พอใจกับชีวิต "สูงสุด" แค่ตำแหน่ง "นายกฯ รักษาการ"
แล้วชีวิตที่เหลือของท่าน..จะเป็นสุข!
แต่ถ้าไปหลงใหลได้ปลื้มกับลุกยุ-ลูกยอ เออออไปกับการยกก้นของพรรคพวกในพลังประชาชน ยอมให้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต่อสภาในวันมะรืนนี้ล่ะก็ ผมดูโหงวเฮ้งท่านแล้ว
เสี่ยงบุญ-เสี่ยงกรรม เสี่ยงกับคำว่า "ลาภมาพร้อมกับทุกข์" จนเป็นห่วงแทนเสียจริงๆ!
รับเลือกเป็นนายกฯ น่ะ อาจได้รับเลือก แต่จะเป็นนายกฯ ได้ถึง ๑๗ วันอย่าง "พลเอกสุจินดา คราประยูร" เมื่อคราวพฤษภาทมิฬหรือไม่ ตรงนี้..ไม่รับประกัน!
วันประชุมสภาก็ ๑๗ คือ ๑+๗ ก็ ๘ และลำดับนายกฯ คนที่ ๒๖ คือ ๒+๖ ก็ ๘ ปีนี้-ท่าน ๖๐ อายุตกที่ส่วนปาก ซึ่งปากท่านจะมีวิบาก สีผิวท่านถึงจะเป็นคนไม่ดำ แต่ลักษณะดวงตา และผม ตกอยู่ในอิทธิพลราหู
ถึงจะไม่ราหูชัดอย่าง "นายสมัคร-นายจตุพร พรหมพันธุ์" ก็เถอะ!
แต่ราหูท่านลักษณะเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงแต่ว่า บุคลิกราหูทักษิณ เป็น "ยักษ์ตัวผู้" แต่บุคลิกท่านเป็น "ยักษ์ตัวเมีย"
ฉะนั้น ต้องระวัง ถ้าเป็นนายกฯ แล้ว จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลผู้หญิงชักใย ระวังไว้คำว่า พ.พ.ม.จะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก!?
เห็นพรรคพลังประชาชน ในส่วนเนวินูปถัมภ์ เขาแสดงท่าทีไม่เอา ส.สมชาย จะเอา ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เสนอเป็นนายกฯ ต่อสภาฯ ผมก็นึกถึงนิทานอีสปเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ติดหมัด
เรื่อง "นกกระยางขาว" ครับ ด้วยสีขนที่ขาวสะอาด เหมือนคนสวมเสื้อกาวน์ ใครก็นึกว่านกกระยางขาวเป็นนกมีสกุลรุนช่อง มีศีล-มีธรรม ยิ่งแสดงภาพพจน์ ยืนซึมเซื่องเหมือนกระยางจำศีลอยู่กลางบึง กลางหนอง ภาพนอกให้ศรัทธาน่าเชื่อถือเสียจริงๆ
แต่ที่ไหนได้..ที่ยืนซึมเซื่องนั้น ใช่ว่าจำศีล แต่มันเป็นเล่ห์ยืนคอยเลือกจิกกินแต่สัตว์เป็นๆ ทั้งปลา ทั้งกบ ทั้งเขียด ที่เวียนว่ายมาใกล้ๆ
เผลอล่ะก็จิกแม็บ ขยอก..ขยอก..แล้วทำยืนซึมเป็นสุภาพบุรุษกระยางขาว "ล่อเหยื่อ" ต่อไปอีก!
สัตว์ตัวนี้อันตรายที่สุด..ขอบอก!
พูดกันตามครรลองแล้ว ส.ไหนในจำนวน ๓ ส.นั้น ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของสภาผู้แทน ส.นั้น ถึงจะไม่มีคุณภาพถึงระดับผู้นำประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขามีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติเพื่อเป็นนายกฯ
ส.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ก็..ถูกต้อง
ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นนายกฯ ก็..ถูกต้อง และ
ส.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นนายกฯ ก็..ถูกต้อง!
แต่..อืมมมม..โชคชะตาแผ่นดินเหมือนเป็น "กรรมของประเทศ" อะไรที่มันจะเกิด เห็นทียากหนีจะไม่ให้มันเกิดไม่ได้เป็นแม่นมั่นเสียแล้ว!?
เพราะในความถูกต้องนั้น แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ เขาบอกว่า "ไม่ถูกตา-ถูกใจ" จะยังคงยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานบัญชาการใหญ่ ปฏิบัติการต่อต้านต่อไป ด้วยการชูประเด็น
ไม่ว่า ส.ไหน ล้วนมาร ตัวแทน "ระบอบทักษิณ" ไม่เอาทั้งนั้น!
ถ้าถามความเห็นผม ผมโอเคนะ เหมือนนายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เมื่อทุกอย่างเขามาตามกระบวนการกฎหมายถูกต้อง และยังไม่มีความผิดประจักษ์
ก็ต้องให้เขาเป็น!
ส่วนตัวเราจะยอมรับ-ไม่ยอมรับในตัวเขาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การ "ยอมรับ" การได้มาซึ่งตำแหน่งนายกฯ อย่างถูกต้องของเขา ด้วยความเป็นคนร่วมสังคมที่มีกฎ-กติการ้อยรัด
เราต้องเคารพตรงนี้!
แต่เมื่อเป็นแล้ว มีการกระทำอันเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ใช้อำนาจผู้นำไปในทางส่อว่าเป็นอันตรายต่อประเทศชาติบ้านเมือง
ตรงนี้..ถ้าเขาไม่แสดงความรับผิดชอบเมื่อสังคมท้วงติง นั่นก็เป็นเหตุผลสมควรที่ประชาชนจะรวมตัวกันประท้วง-ขับไล่ อย่างที่มวลชนพันธมิตรฯ ทำหน้าที่ให้ปรากฏแล้ว
ต้องเข้าใจด้วยแยกแยะในความซ้อนเหลื่อมของคำว่า "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" ให้ชัดเจน การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง-ก็ใช่ แต่ถึงจุดหนึ่ง เมื่อการเมืองแก้ด้วยการเมืองไม่ได้
เราก็ต้องค้นหาให้พบว่า "เหนือการเมืองขึ้นไป..คืออะไร?"
สัจจะที่ค้นพบคือ "ประชาชน" คือต้นกำเนิดของการเมือง ฉะนั้น การที่ประชาชนชุมนุมขับไล่ "ผู้นำ-รัฐบาล" ทรราช นับเป็นหน้าที่ของประชาชนจะต้องทำในขั้นสุดท้าย
ไม่เช่นนั้น บ้านเมือง "กลายระบบ-กลายสัญชาติ" แน่!
"ทหาร" ไม่อยู่ในหมวดการเมือง แต่ทหารอยู่ในหมวด "ประชาชน" เพียงแบ่งไปทำหน้าที่ "ยามรักษาประเทศ" ฉะนั้น เพียงสวมเครื่องแบบ แล้วอย่าตาพร่า ควานหา "ชาติกำเนิด" แท้จริงของตัวเองไม่พบ
ทหาร-ตำรวจ คือประชาชนที่สวมเครื่องแบบ ทำหน้าที่อย่างหนึ่ง เหมือนพ่อค้า-นักธุรกิจ ก็คือประชาชนสวมเครื่องแบบ ทำหน้าที่ค้าขาย พระสงฆ์องคเจ้าก็คือประชาชน ในอีกเครื่องแบบหนึ่ง ทำหน้าที่สอนธรรม
ทั้งคนในอาชีพการเมือง ทั้งพันธมิตรฯ ทั้ง นปช. ก็ประชาชนเหมือนกันทั้งนั้น เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งอันเป็นวิกฤติส่วนรวมคือบ้านเมือง ในความหลากหลายรูปแบบ หลากหลายปฏิบัติการของคนแต่ละหน้าที่นั้น
แยกแยะดูให้ชัดเถอะ จะพบว่า "เป้าหมาย" รวมศูนย์อยู่ที่เดียวกัน คือ ต้องการให้เป็นประเทศชาติบ้านเมือง "สามัคคี-อยู่ดี-กินดี-มีสุข"!
ถ้า ๑๗ กันยายน สมมุติว่านายสมชายได้รับเลือกเป็นนายกฯ
พันธมิตรฯ ก็ควรหยุดเว้นวรรค!
ไม่ยอมรับนายสมชายได้ แต่ควรยอมรับ "การได้มาถูกต้อง" ในตำแหน่งนายกฯ ของเขา แล้วเฝ้าระวังดูว่า นายสมชายจะให้สถานภาพนายกฯ จัดสรรคนประเภทไหน-ใครบ้างมาเป็นรัฐมนตรี
แล้วเฝ้าดูการบริหารบ้าน-บริหารเมืองไปสักระยะว่า นายสมชายบริหารด้วยจิตสำนึก "นายกฯ ของประชาชน" หรือว่าเอาเข้าจริง นายสมชายก็เป็น "นายกฯ ของระบอบทักษิณ" อย่างที่เอาปูนหมายหัวไว้แต่แรก
ถึงตอนนั้น ค่อยเป่านกหวีด ช่วยกันรุมจับตัวนายสมชายมา "แหกอก" กลางสนามหลวง ก็ยังไม่สาย!
ขึ้นชื่อว่ามาจากพลังประชาชนแล้ว ๕ แกนนำพันธมิตรฯ จะ "ปฏิเสธทุกคน" ด้วยข้อหาจินตนาการเหมารวมว่า "ทรราชในระบอบทักษิณ" สักวัน-มันก็อาจถึงจุดที่แม้แต่คนร่วมชุมนุมมาแรมเดือน อาจเกิดคำถามขึ้นว่า
เรากำลัง "กู้ชาติ" หรือกำลัง "ล่มชาติ" กันแน่?
มวยเขายังมีพักยก และมีสปิริตระหว่างชกด้วยการ "ให้โอกาส" คู่ต่อสู้-ตั้งตัวให้พร้อมในยามเพลี่ยงพล้ำ แล้วนี่..ชนชั้นพันธมิตรฯ เอะอะก็จะ "เป่านกหวีด" นอกจากไม่แสดงสปิริต แล้วยังแสดงให้เห็นถึงความฮึกเหิม อยู่เหนือเหตุผล และเหนือกฎ-กติกาบ้านเมือง
อันนี้ต้องระวังนะครับ กระแสสังคม "ตีกลับ" แล้วจะกู้ไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่า การชุมนุมนี้ ผลที่ได้ ไม่เคยพอใจอะไรสักที เมื่อนานออกไปก็จะกลายเป็นปัญหาให้สังคมโดยรวมเอือมระอา เพราะว่าไม่เป็นอันได้ทำมาหากินกัน!
ฝ่ายรัฐบาลพลังประชาชน จะได้รับความเห็นใจในฐานะมวยรอง เพราะไหนๆ "นายสมัคร" ก็ไปแล้ว แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ ยังเล่นบท "หมาป่ากับลูกแกะ" และเมื่อถามว่า "จะให้ถึงไหนจึงจะพอใจ สลายชุมนุม?"
จะตอบว่าอย่างไร? ถ้าจะตอบอย่างครอบจักรวาลทุกวันนี้ว่า
"จนกว่าระบอบทักษิณจะหมดไป"
แล้วอย่างนี้จะให้ทำอย่างไร ฆ่าให้ตายหมดทุกคนอย่างนั้นหรือ?
เพราะรักๆ ชอบๆ กันจึงฝากให้คิดนะครับ ก็รู้อยู่ว่าที่ผมพูดนี้ "ไม่เข้ารูหู" ฝ่ายพันธมิตรฯ ผมก็เข้าใจ มากันไกลเกินกว่าจะราทัพกลับไปในสภาพนี้ แต่บังเอิญมีเครื่องบ่งชี้ "จลาจล-ทหาร-ตำรวจ-สภา"
จะเข้าสู่ภาวะฉับพลัน มิคาด-มิฝัน..สถานการณ์แปรเปลี่ยน!?
ประชาชนในหน้าที่ทหารนั้น สำหรับพลเอกอนุพงษ์ การเย็นไปก็จืดชืด ร้อนไปก็ลวกปากลวกคอ อุ่นๆ ก็ไม่พอคำซด การที่ "ไม่รู้จะทำอย่างไร?" ก็ปล่อยไปวันๆ
ระวัง..ขมวนจะกินตัวมันเอง ปัญหามันช่วยแก้ได้ด้วย "อำนาจในมือ" โดยไม่ต้องปฏิวัติ แต่กลับไม่คิดอ่าน จะรอจนสาย ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า ผมไม่อยากบอกในสิ่งที่อาจเกิดข้างหน้า
แต่อยากบอกว่า ในภาวะที่ซ้าย-ขวาไม่ยอมรับกันและกัน ฉะนั้น กองทัพ-โดยท่านต้องเข้าเชื่อมด้วยใช้ระบบรัฐสภา ไม่รีบช่วยราฟืนจากไฟ ก็หมายความว่า.. นี่เป็นกำหนดจากฟ้าแน่แล้ว!?
คำแนะนำต่อพันธมิตรฯ ตอนนี้ ด้วยความรับผิดชอบที่ต้องมีกับผู้มากิน-นอนร่วมชุมนุมในทำเนียบฯ เตรียมจัดหาเรือแพไว้ให้พอเป็นการด่วน ส่วนนายกฯ คนต่อไปจะใช่ ส.ไหนหรือไม่นั้น อยากจะบอกไว้ว่า คนในอักษรไทยลำดับที่ ๔๓ ต้องติดตาม-จับตาในสถานการณ์ที่มา "เหนือคาดหมาย"?
บทความวันที่16ก.ย.-อย่าเป็นรถไฟที่ไม่มีสถานีจอด 16 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ
รถไฟถ้าไม่วิ่งตามราง มันก็ไปไม่ได้ เงื่อนไขในการต่อสู้ทางการเมืองก็เหมือนกัน ถ้าเหิมเกริม-นอกกรอบ "เอาแต่ใจ" เป็นที่ตั้งมากไป มันก็ไปไม่ได้
การคิดเพื่อพูด กับการคิดเพื่อทำ มองเผินๆ อาจเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ถ้าใคร่ครวญด้วยรับผิดชอบจะพบว่า การพูดหลุดกรอบนั้น-พูดได้ แต่การทำนั้น มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลากหลาย
ฉะนั้น สักแต่ว่าพูดเรื่อยไป อันตรายมากกว่าดี!
ที่พูดนี่ก็ไม่มีอกุศลเจตนากับใคร แต่เห็น ๕ แกนนำพันธมิตรฯ เชี่ยวกราก เหมือนรถที่ขับไปด้วยความเร็ว ๒๐๐ กม./ชม.โดยไม่แตะเบรก หรืออาจจะไม่มีเบรกด้วยซ้ำ
ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เท่านั้นแหละ!
ลำพังบรรดาแกนนำนั้น ผมไม่ห่วงเท่าไหร่หรอก แต่สำหรับนักเรียนประจำมหาวิทยาลัยพันธมิตรฯ ทั้งประเภทกินนอน และประเภทเย็นไป-ดึกกลับ ทั้งหลายนี่ซี
ผมห่วงเขามากครับ เพราะเขาต่างมาร่วมชุมนุมด้วยใจซื่อ "หวังบริสุทธิ์" กับประเทศชาติบ้านเมืองจริงๆ แต่การชุมนุมยืดเยื้อชนิดขยายกรอบกำหนดของเป้าหมายออกไปไม่สิ้นสุดเช่นนี้
ภารกิจกู้ชาติตามแนวคิด ๕ แกนนำ ผมเกรงว่าอาจเกิดสนิมในเนื้อทอง ด้วยข้อฉงนสนเท่ห์กันว่า นี่..จะมายึดเป็น "อาชีพประจำ" หรือว่าจะมาด้วย "ภารกิจกู้ชาติ" กันแน่?!
ใช่ว่าท่านหาทางลงกันไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้ก็พร้อมใจตะโกนกันว่า สมัคร..ออกไป..สมัคร..ออกไป นี่สมัครก็ออกไปตามเป้าหมายของการชุมนุมแล้วมิใช่หรือ? แต่ท่านไม่ยอมลง ก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ช่วยคิด "หาสถานีลง" ให้สังคมประเทศบ้างตามกาลอันควรเถิด
๕ แกนนำอาจไม่เหนื่อย แต่สังคมประเทศเหนื่อยรากแตกกับสงครามที่ขยายแนวรบไม่รู้จบ-รู้สิ้นนี้กันมากแล้ว!
พักให้หายใจกันบ้างเถอะครับ ภารกิจฆ่าคนเลวนั้น "ไม่มีจบ" หรอก หนักเข้าเราอาจต้องฆ่าตัวเองด้วยซ้ำ
แต่เรา "ยุติได้" ด้วยการ "ควบคุมคนเลว" ให้อยู่ในสายตา ให้เดินอยู่ในกรอบกติกาสังคมบ้านเมือง และศีลธรรม-คุณธรรม!
สถานการณ์บ้านเมืองที่แปรเปลี่ยนในภาวะวิกฤตินั้น ข้อเสนอด้วยรูปแบบหนึ่ง-เงื่อนไขหนึ่ง อันวิธีแก้ไขปัญหา มันขึ้นอยู่กับเหตุ-ปัจจัยเฉพาะหน้าด้วย นั่นคือ การนำรูปแบบใดเสนอขึ้นใช้นั้น
หัวใจสำคัญของมันอยู่ที่ "จังหวะเวลากับสถานการณ์" ต้องลงตัว!
จังหวะดี-เวลาดี เหมือนเหล็กเผาจนแดงได้ที่ ตอนนั้นก็ไม่ตี กลับทิ้งนาทีทองไป พอเหล็กคลายร้อนก็จะมาขยับค้อนเปรี้ยงปร้าง ผิดที่-ผิดทาง ผิดจังหวะ-ผิดสถานการณ์ ก็จะเกิดภาพเงื้อค้อนเก้งก้างไปเปล่าๆ
ขณะนี้ ตัวเงื่อนไข คือนายสมัคร "พ้นไปแล้ว" สภาพการณ์เฉพาะหน้าจึงกลายเป็นว่าฝ่ายรัฐบาลตัวแทนทักษิณ "เป็นฝ่ายเกาะกุมเงื่อนไข" มีสิทธิ์ตามกติกาประชาธิปไตยที่จะ "สร้างจังหวะ" ขับเคลื่อนรัฐบาลใหม่
ซึ่งสังคมทั่วไปก็ยอมรับเงื่อนไข และให้โอกาสตรงนี้
เหมือนกีฬาที่ตอนนี้ ๖ พรรคร่วม โดยพลังประชาชนเป็น "ฝ่ายเสิร์ฟลูก" ส่วนฝ่ายพันธมิตรฯ ตกอยู่ในฝ่าย "รับลูกเสิร์ฟ"
ฉะนั้น ภารกิจตอนนี้คือ คอยตั้งสติ-ตั้งท่า รอจนกว่าฝ่ายพลังประชาชนเขาจะเสิร์ฟลูกมานั่นแหละ เมื่อลูกมาอยู่ในแดนตัวเองแล้ว นั่นคือ "จังหวะ" และความชอบธรรมมาถึงแล้ว
จะสร้างเกมให้กลับมาเป็นฝ่าย "กุมเงื่อนไข-สถานการณ์" ได้อย่างไร ค่อยว่ากันไปตอนนั้น ก็ยังไม่สายหรอก!
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ก็จะตัดสินคดีที่ดินรัชดาฯ อันมี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลย ในวันพรุ่งนี้แล้ว
๓ ส.ก็เป็นชนวนศึก "ฟัดกันเอง" ในพลังประชาชนแล้ว ระหว่างผู้ถือหาง ส.สมชาย ค่าย ๒ เจ๊ กับ ส.สุรพงษ์ ศิษย์เนวิน ก็ยังไม่แน่ว่าในการประชุมเลือกตัวนายกฯ ในวันพุธที่ ๑๗ กันยายนนี้
จะมีมอร์นิ่งวอล์ก จากพลังประชาชน "แตกพวก" จนสภาฯ ล่มเป็นครั้งที่ ๒ หรือไม่?
ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็น่าสงบสยบความเคลื่อนไหว ดูเขากัดกันจนตายไปเอง "สักครู่" ก่อน จะไม่เกิดภาพสง่างามในฝ่ายตนมากกว่าหรือ?
นี่โลกก็กำลังป่วนจาก "เลห์แมน บราเธอร์ส" บริษัทวาณิชธนกิจที่ใหญ่อันดับ ๔ ของสหรัฐล้มละลาย สร้างผลสะท้านสะเทือนสู่ตลาดเงิน-ตลาดหุ้นไปทั่วโลก พูดกันง่ายๆ ก็คือ
ธุรกิจ-เศรษฐกิจโลก เข้าสู่ภาวะ "ฉิบหาย" ถ้วนหน้าแล้ว!
ไม่เว้นแม้ประเทศเล็ก-ประเทศน้อย กระทั่งไทยก็ยากจะหลีกหนีจากแรงกระเพื่อม "พายุยักษ์" นี้ไปได้!
ต้องระวังด้วย ด้วยเงื่อนไข-สถานการณ์รอบด้าน รอบโลกอย่างนี้ ผู้คนจะหงุดหงิด-หมดกะจิตกะใจเรื่อง "กู้ชาติ" อันเป็นจิตนาการ-การเมือง เพราะต้องหันกลับไปดูแลรักษาที่มั่น คือสถานภาพ-สถานการณ์ ชีวิต-ธุรกิจ-ครอบครัว ของแต่ละคนก่อน
ความอดทน-อดกลั้นจากแต่ละฝ่ายจะน้อยลง ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะ ลุยแหลก-แลกชีวิต จะเกิดขึ้น ถึงพันธมิตรฯ ไม่ต้องการ แต่อีกฝ่ายต้องการ แล้วจะทำอย่างไร?
มองยาวไปอีกนิด คดี "ยุบพรรคพลังประชาชน" ก็อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือหลายเรื่อง-หลายคดี กระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" กำลังทำหน้าที่ชำระความ เพื่อคืนความถูกต้อง-ชอบธรรมให้แต่ละฝ่าย
อนาคตการเมืองของกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ๓๓ ในจำนวนเต็ม ๓๗ คน เพราะลาออกไปก่อนหน้านี้ ๔ คน สามารถพูดได้ว่า "แขวนอยู่บนเส้นด้าย"
ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีความผิด ก็ยุบพรรค นั่นคือ ไม่เพียง ๓ ส.สมชาย-สมพงษ์-สุรพงษ์ ที่แย่งชิงเก้าอี้นายกฯ กันอยู่ตอนนี้ จะต้องถูก "ห้ามเล่นการเมือง ๕ ปี" เท่านั้น
ที่เห็นหน้าแบ่งพวกแย่งกันแถลงหน้าจอทีวีตอนนี้ ไม่ว่าฝ่ายเจ๊ ฝ่ายเนวิน รวมแล้วก็ ๓๐ กว่าคนที่เป็น กก.บห.จะต้องถูกกวาดหายไป ๕ ปีด้วย!
พรรค "เพื่อไทย" ที่ตั้งไว้รอนั่นน่ะ ทั้งเกรด A เกรด B เกรด C ประเภท "เพ็ดดีกรี" ของทักษิณ แทบไม่เหลือหรอเป็นสายพันธุ์อยู่ในสภาฯ นั่นคือพรรคเพื่อไทยก็คงได้ประเภท จ.จตุพร ณ.ณัฐวุฒิ
ขึ้นแท่นว่าที่นายกฯ ร่างทรงทักษิณ!!
อย่างนายไชยา สะสมทรัพย์ นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายนพดล ปัทมะ นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รท.กุเทพ ใสกระจ่าง นายศรีเมือง เจริญศิริ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายนิสิต สินธุไพร นายธีระชัย แสนแก้ว นายสุทิน คลังแสง นายบุญลือ ประเสริฐโสภา นายอนุสวรณ์ วงศ์วรรณ พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ฯลฯ
เหล่านี้..เกลี้ยงเลยครับ ถ้าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ!
ฉะนั้น การเมืองใหม่ ๓๐-๗๐ รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลพิเศษ รัฐบาลฟื้นฟูชาติ รัฐบาลประชาภิวัตน์ ทั้งหลาย-ทั้งปวง ถือเป็นแนวคิด-แนวเสนอ ที่ดีทั้งนั้น
แต่ขณะนี้ถือว่า "ผิดจังหวะ" เพราะสภานการณ์เปลี่ยนไป อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าให้ผ่านวันที่ ๑๗ กันยายน คือประชุมสภาฯ เลือกนายกฯ พรุ่งนี้ไปก่อน!
และต้องไม่ลืมว่า "รัฐบาลรักษาการ" เขายังมีไพ่เล่นอีกใบ คือไพ่ยุบสภาฯ ถ้าพลาดท่า-พลาดทาง พรุ่งนี้ ถ้าเสนอ ส.สมชาย แล้ว ส.ส.แก๊งเนวิน วอล์กเอาต์ หรือถ้าเสนอ ส.สุรพงษ์ แล้ว ส.ส.แก๊ง ๒ เจ๊ วอล์กเอาต์
ไพ่ยุบสภาฯ อาจถูกนายกฯ รักษาการงัดขึ้นมาเล่น โดยไม่รอ "งบประมาณ" เข้าสภาวุฒิฯ ก่อนก็ได้!?
จะไปเอานิยายอะไรกะคนตอนหน้ามืด?
เพราะอย่างนี้ ผมจึงอยากให้เอาไฟแช่น้ำไว้ก่อน จะได้ไม่ถูกครหาว่า..พันธมิตรฯ ไม่ดูตาม้า-ตาเรือ ก้มหน้าก้มตาจะสร้างประเทศไว้ปกครองกันเองตะพึดตะพือ!
ที่พูดทั้งหมดวันนี้ คงทำความไม่สบายให้ "สหายพันธมิตรฯ" มากทีเดียว แต่อยากให้ใช้ข้อความที่ "ขัดตา" วันนี้ เป็นบท "ขัดใจ" ไว้ล่วงหน้า เพราะถ้าสามารถสร้างประเทศ "ประชาภิวัตน์" ได้สำเร็จ เมื่อเป็นใหญ่ จะได้ไม่เหมือนทักษิณที่บริหารประเทศ "ตามอำเภอใจ" ใครพูดขวางหูเป็นต้อง ปลด-ย้าย หรือสั่งไปตายหมด จะเป็นประชาภิวัตน์ ต้องหัดรู้จัก "ฟังเสียงต่าง" ไว้บ้างนะครับ.
บทความฉบับ17ก.ย.-ถึงยุคกิ่งก้าน"ผลไม้พิษ"เผยอกิ่ง ทางกอง บก.บอกว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นผ่าน "เว็บไซต์ ไทยโพสต์" ด่าผมอื้ออึงไปหมด โทษฐานไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ที่ต่อต้านนายกฯ ๓ ส.
ก็ไม่เป็นไรครับ ความเห็นต่างคือความงามของประชาธิปไตย รถ-เรือเขายังมีเกียร์เดินหน้า-ถอยหลัง ถ้าไม่รู้จักถอยหลัง แล้วจะเดินหน้าเข้าที่จอดได้แนบสนิทชิดขอบอย่างไร?
แต่ผมเชื่อ ที่ด่ามา เขาไม่ได้ตั้งใจด่าผมจริงจังจากใจหรอก เป็นแค่ปฏิกิริยาสนองอารมณ์ชั่วมื้อ-ชั่วครั้งเท่านั้น ส่วนเนื้อนพคุณชั้นใน เขาต้องเข้าใจประเด็นที่ผมพูดไป
ถ้าอ่านเอาอารมณ์ ก็จะได้อารมณ์ แต่ถ้าอ่านเอาความ ก็จะได้ความ คือความว่า อย่าเดินป่าโดยไม่พกพาเข็มทิศ!
ทุกคนก็รู้ว่าการเมืองมันโหลยโท่ย และทุกคนก็รู้ว่า ส.ใด ส.หนึ่ง ใน ๓ ส.นั้น มันบ่มิไก๊ แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร "สิ่งแรก" ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนคือ "วิถีธรรมชาติ"
เพราะนี่คือ "แม่บท" ของศาสตร์ทุกศาสตร์ เพราะไม่ว่าการขยับเขยื้อน-เคลื่อนที่ทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ในกรอบใหญ่จะพิไลพิลาส อลังการงานสร้างขนาดไหนก็เถอะ
แต่ถ้าหลุดจากแกน "กรอบใน" คือไม่ยึดวิถีธรรมชาติแล้ว ผลลัพธ์บั้นปลายที่จะได้คือ "หลุดกรอบ" ประการเดียว!
ธรรมชาติตรงนี้ คืออะไร?
คำตอบง่ายๆ คือ..การทำอะไรที่ "ไม่ฝืนธรรมชาติ" นั่นแหละคือ การขับเคลื่อนด้วยกงล้อที่ยึดแน่นด้วย ดุมล้อ-เพลาล้อ-แกนล้อ แล้วมันจะไม่หลุดกลางทาง หรือพังกลางคัน!
-สาดน้ำดับไฟในเตาที่ลุกโชน ยังเหลือถ่านแดงก้อนเล็ก-ก้อนน้อยคุอยู่
-ขับรถด้วยความเร็วแล้วเบรกเต็มแรง ก็ยังไถลวิ่งไปข้างหน้าอีกระยะ
-นักโทษประหาร ถึงตายคาหลักแต่ร่างยังสั่นกระตุกด้วยเซลล์ประสาท
-ตัดต้นไม้ไม่ว่าเล็ก-ใหญ่ โค่นลงมาใบจะยังไม่แห้งโรยราไปทันตาเห็น
อำนาจระบอบทักษิณ หรือความชั่วร้ายทรราชแผ่นดิน ก็เช่นนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำหน้าที่ชุมนุมขับไล่ด้วยสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๙ ถ้ามวลชนพันธมิตรฯ ไม่ทำ
แล้วใครจะทำ?
พันธมิตรฯ ก็ทำหน้าที่นักสู้เพื่อประเทศชาติที่ถูกต้องตามวิถีแล้ว แต่การใช้สิทธิตามมาตรา ๖๙ นั้น ก็ต้องให้สอดคล้องกับมาตรา ๖๘ วรรคแรกด้วย นั่นคือ
"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"
นั่นคือ ในตัวเนื้อความเน้นนั้น เป็นส่วนของดุม ของแกน ของเพลา ควบคุมทิศทางในการขับเคลื่อนอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ในขั้นต้น ของปฏิบัติการมวลชนขับเคลื่อนสังคมชาติ
แกนนำทั้ง ๕ จะเสนอแนวทางอะไร "เป็นทางออก" สังคมขณะนี้ นั้น จำเป็นต้องยึดกรอบอันเป็นกติการวมไว้ก่อน จะเริ่มต้นด้วยการ "แหกทาง" ก่อน โดยไม่เกาะกุม "เส้นทางเดิม" ก่อน
จะลงเหวก่อน!?
ขณะนี้ ถือว่าพันธมิตรฯ โค่น "ต้นไม้พิษ" คือต้นระบอบทักษิณล้มไปแล้ว
บั่นต้นไม้พิษที่ล้มนั้น "ขาด ๒ ท่อน" คือขับไล่ "สมัครนอมินี" ขาดต่อไม่ติดไปแล้ว!
ที่เหลือคือกิ่งก้านพิษ และกาฝากพิษ ที่เปลือกยังชุ่ม ใบยังเขียวอยู่ด้วย "น้ำเลี้ยงค้าง" เพียงทอดระยะออกไป ควบคุมไม่ให้ใช้กรรมวิธี "เสียบตอ-ต่อตา" ได้เท่านั้น
ในไม่ช้า เปลือกกิ่งก้านที่ขาดลำต้นอาศัยก็จะแห้ง ใบเล็ก-ใบใหญ่ก็จะเหี่ยวเฉา ปลิดขั้วจากกิ่งทับถมเป็น "ใบไม้เน่า" เคล้าอยู่กับดิน
ส่วนไม้ประเภทกาฝาก อยู่บนต้นไม้เรียกกาฝาก อยู่บนพื้นเรียกขยะหรือสวะ ก็สันดานกาฝาก ถึงตายไปกับไม้ใหญ่ที่โค่นล้มจมดิน ด้วยชาติกำเนิดจากขี้นก-ขี้กา ตราบใดที่ยังมีป่า
ตราบนั้น ด้วยสัญชาติขี้กา มันก็จะหาที่เกาะ-ที่เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ ตามไม้ยืนต้น เกาะต้นไม้พิษก็เป็น "กาฝากพิษ" เกาะต้นไม้ไม่มีพิษ ก็เป็น "กาฝากไร้พิษ" สรุปแล้ว พิษ-ไม่พิษ ขึ้นอยู่ที่ต้นใหญ่ สันดานกาฝากผันแปรตามไปเช่นนั้น
นี่คือธรรมชาติที่ต้องเข้าใจ ถ้าไม่แยกแยะก็ยากจะจัดรูปแบบในการกำจัดและแก้ไขได้เหมาะสม
สรุปก็คือ ต้องให้เวลาระยะหนึ่งเพื่อ กิ่งก้านพิษ ผลไม้พิษ กาฝากพิษ ที่เพิ่งปลิดขั้วจาก "ต้นไม้พิษ" ค่อยๆ ลืมต้นไป
เหมือนญาติสนิทมิตรสหายถึงคราตายจาก เรายังตัดรัก-หักอาลัยไม่ขาด จนห่างไปสักระยะโศกจึงคลาย ทั้งหลาย-ทั้งปวงในการกวาดล้าง "ระบอบทักษิณ" ก็ล้วนอยู่ในกรอบความหมายที่จาระไนมา
ผมไม่ได้ต่อต้านการชุมนุม แต่ผมเห็นว่า ถึงเวลาต้อง "ปรับกระบวนท่า" ในปฏิบัติการ เพราะผ่านการ "โค่นต้น" และบั่นขาดไปเป็นท่อนๆ แล้ว จะใช้กลยุทธ์เดิม วิธีเดิม "ไม่น่าจะใช่"
จึงอยากให้ ๕ แกนนำพันธมิตรฯ ใคร่ครวญเพื่อ "ปรับกลยุทธ์" ใหม่เท่านั้น!
ตามประวัติศาสตร์สงคราม ในตะวันตก ฤดูหิมะลง ถ้าไม่จำเป็นเขาไม่ยกทัพบุก เพราะโอกาสถูกหิมะฝังมีมาก ในตะวันออก หน้าน้ำ เขาจะไม่พาไพร่พลไปตั้งค่ายกรำศึก เพราะโอกาสจะถูกน้ำหลากมีมาก
การรบยืดเยื้อ แต่อยู่กับที่ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามปรับค่ายกล ก็ต้องระวังปฏิกิริยาย้อนกลับ..จะเสียมวลชน!
สูงสุดของพันธมิตรฯ คือการได้ "ยึดทำเนียบรัฐบาล" อันเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางอำนาจบริหารรัฐ
แต่ก็ได้แค่อาคารอิฐ-ปูนที่ว่างเปล่า เพราะด้วยยุทธวิธี "จี้กระบี่ถึงจุดแล้วหยุดไว้" พอทอดระยะไป ก็จะเริ่มเห็นว่า ได้ตึกมาหาใช่ได้ "อำนาจควบคุมกลไกรัฐ" ไม่ คำถามในเชิงอำนาจก็จะตามมาทันที
แล้วจะยึดทำเนียบฯ ยึดสะพานมัฆวานฯ เป็นที่ชุมนุมเพื่อผลใด?
และจะอยู่กันไปถึงเดือนพฤศจิกา ที่จะมีแขกบ้าน-แขกเมืองในฐานะ "ราชอาคันตุกะ" มาในงานพระราชทานเพลิงพระศพ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" เช่นนั้นหรือ?
ข้อเสนอของผมก็คือ ในเมื่อภารกิจหลัก "โค่นต้นไม้พิษ" ไปได้แล้ว เหลือภารกิจ "ขุดราก-ถอนโคน" และลิดกิ่ง สุมฟืน-สุมไฟเผาใบแห้ง ก็หยุดพักไพร่พล และปรับยุทธวิธีเป็นภารกิจใหม่ จะไม่ดีกว่าหรือ?
สู้กับ "กิ่งรอตาย" ไม่ต้องทัพใหญ่หรอกครับ!
เรื่องคดีอันเป็นชนักปักหลังนั้น ผมอยากจะบอกว่า "คุกตะรางคือเวียงวังของนักสู้เพื่อมวลชน" ไม่มีนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่คนไหน ไม่เคยผ่านปราสาทราชวัง คือคุกตะรางทางการเมืองมาก่อน
นายอันวาร์ อิบราฮิม ที่กำลังเคี่ยวคลั่งอยู่ที่มาเลเซียขณะนี้นั่นไง ไม่ต้องไปดูให้ไกลถึงท่านมหาตมะ คานธี หรือนายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ ซึ่งได้ชื่อ เป็นนักสู้ที่มีคนรักมากที่สุดในโลกแห่งศตวรรษนี้หรอก
ท่านเขียนมา ไม่ว่าเจ็บร้อนแทนด้วยข้อความใด ผมก็ดีใจ อาศัยเป็นเครื่องชั่ง-ตวง-วัด ได้ว่า แฟนๆ ยังเชื่อมั่น-ศรัทธาต่อ ๕ แกนนำพันธมิตรฯ ก็จงใช้ศรัทธานี้ในการนำด้วย "ลดอัตตา" เข้าพิจารณาเถิด
มาดูทางด้านการประชุมสภาฯ หาตัว "นายกรัฐมนตรี" คนที่ ๒๖ กันบ้าง ดูข่าวแล้วก็แปลก ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะชิง ส.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ารับเป็นผู้เสนอชื่อต่อสภาฯ เช้านี้ (๑๗ ก.ย.๕๑)
แต่แทนที่ ส.สมชายจะเจรจากับ ส.สุรพงษ์ กลับกลายเป็นว่า ส.สมชายต้องไปปิดห้องเจรจากับ น.เนวิน ชิดชอบ
ก็เพิ่งรู้ตอนนี้แหละว่า นายเนวินเป็นพ่อของพรรคพลังประชาชนแทนทักษิณ?
เนี่ยะ..เห็นมั้ย บ้านเมืองขนาดนี้แล้ว พวกนักการเมืองฝ่ายอำนาจยังหาได้สำนึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในฐานะจะเป็น "ผู้นำอำนาจบริหารใหม่" กันไม่
ที่กัดกัน-ไม่ลงตัวแต่แรกก็ดี สุดท้าย ปิดห้องคุยกันแล้วจึงลงตัวก็ดี ไม่ได้มาจากการต่อรองด้วยประโยชน์ชาติ ประโยชน์เมืองอะไรเลย
ประโยชน์กู เพื่อกู ทั้งนั้น!
ยังไม่ทันไร ก็กัดกันเพื่อ "แย่งโควตารัฐมนตรี" เสียแล้ว แล้วนี้..พอไปเป็นนายกฯ ไปเป็นรัฐบาล ไอ้พวกกิ่งก้าน และกาฝากพิษทั้งหลาย มันก็จะ "ไม่ซื่อสัตย์-ทรามสำนึก" เหมือนเดิม!
เพราะอย่างนี้ "พันธมิตรฯ" จึงยังมีความจำเป็น เพียงแต่ว่าต้อง "ทำให้เป็น" เท่านั้น
ทำไมพรรคเดียวกัน ต้องแย่งกัน คำตอบง่ายๆ ตอนนี้ก็คือ พลังประชาชนพรรคเดียว แต่แตกเป็นหลายกิ่งก้านพิษ และรู้ดีว่า "อยู่ไม่นาน" ฉะนั้น ต้องหาทางรีบคว้า
แก๊งนายเนวิน-นายสุรพงษ์ ต้องออกแรงแย่งเก้าอี้นายกฯ ทำไม?
คงไม่ใช่แย่งเก้าอี้นายกฯ หรอก แต่ตั้งเป็นเงื่อนไขเพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างว่า ก็คิดดูซีครับ ถ้านายสุรพงษ์ได้เป็นนายกฯ แก๊งสุรพงษ์-แก๊งเนวิน ก็แบ่งกัน ๕๐/๕๐
แต่ถ้าให้นายสมชายเป็นนายกฯ ขืนไม่ต่อรองไว้ก่อน เก้าอี้อาจหด เพราะเบื้องหลัง-มือค้ำเก้าอี้นายกฯ ประกอบด้วย แก๊งเจ๊แดง แก๊งเจ๊หน่อย แก๊งอีสานพัฒนา แก๊งขุนค้อน และแก๊ง ส.สมชายเอง
๕ แก๊งก็มากก้น นั่นคือตัวหารใน ๓๕ เก้าอี้มากขึ้น จำเป็นที่แก๊งสุรพงษ์-เนวิน ต้องต่อรอง "กันส่วน" ที่ต้วเองต้องการให้ตกลงเสียก่อนแต่เนิ่นๆ
ก็เวรกรรมชักพาแหละครับ วันนี้-ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๖ ชื่อ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" แต่วันพรุ่งนี้-มะรืนนี้ ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และนายกฯ ยังจะชื่อสมชายถึงเดือนพฤศจิกา หรือไม่ ขึ้นอยู่กับโฉมหน้า ครม.และนายกฯ สมชายว่าจะใช้ยุทธวิธี "ประสานพันธมิตรฯ" ลีลาไหน แต่บอกได้คำเดียวว่า..เป็นเรื่องเศร้าเคล้าเลือด!