31 ตุลาคม 2551

ลิ้มชนช้างมติชน ย้ำแผลให้สาวกบอยคอต ไม่ถือเป็นสื่อคุกคามสื่อ

ที่มา ผู้จัดการ
31 ตุลาคม 2551

หลังจากที่นายบุญเลิศ ช้างใหญ่ คอลัมนิสต์ของมติชนได้เขียนบทความเรื่องสื่อคุกคามสื่อและประชาชนลงหนังสือพิมพ์ มติชน เมื่อวันที่30 ตุลาคม 2551 มีความสำคัญสรุปว่า ขอเรียกร้องให้สมาคมสื่ออย่าเพิกเฉย และต้องการคำตอบว่า พฤติการณ์สื่อคุกคามสื่อด้วยกันเองและคุกคามประชาชนเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่กระทำได้ สมควรปล่อยให้กระทำต่อไป หรือองค์กรวิชาชีพสื่อเห็นว่าเป็นปัญหาที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาประชุมปรึกษาหารือกันโดยด่วน ด้วยตระหนักว่า ยิ่งปล่อยไปยิ่งทำลายความสมัครสมานสามัคคีในวงวิชาชีพสื่อ สร้างความหวาดกลัวให้คนไม่กล้าแสดงความเห็นที่แตกต่าง เพราะมีสิทธิโดนโจมตีจนเสียคนเอาง่ายๆ

สนธิหมาบ้ากัดทั่วย้ำสาวกบอยคอตเครือมติชนสั่งสอนเจ้าของ
เมื่อค่ำวานนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดของพันธมิตรได้กล่าวตอบโต้ว่า กรณีนายบุญเลิศเขียนบทความโจมตีตน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า คุกคามสื่อ-สื่อคุกคาม โดยกล่าวว่า ตนอยากจะถามพี่น้องที่มีปัญญาอยู่ที่นี่ว่า แม้ว่าตนจะขอร้องอย่างไร ถ้าเขาไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่ทำตาม แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวว่า "ให้ย้อนกลับไปดูหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่ลงข่าวบิดเบือนกรณีภาพศิลปินอิสระชื่อตี๋ ที่ถูกทำร้ายมือขาด พวกคุณก็บอกว่าอีกมือกำระเบิด แต่ต่อมาแพทย์ ยืนยันว่า เป็นพวงกุญแจ พวกคุณก็ไม่แก้ข่าวให้ ต้องถามว่าพวกคุณเที่ยงตรงหรือไม่"


“สื่อพวกนี้เดือดร้อน เพราะยอดขายตก ดังนั้น พี่น้องต้องอย่าซื้อหนังสือพิมพ์ทั้งสี่ฉบับ คือ ข่าวสด มติชนรายวัน มติชนรายสัปดาห์ และประชาชาติธุรกิจ แม้รู้ว่าพวกคุณบางคนก็เขียนเชียร์พันธมิตรฯ แต่ปัญหาอยู่ที่เจ้าของ คือ ขรรค์ชัย บุญปาน พวกคุณยอมรับหรือไม่ว่า บก.มติชนรายวัน เป็นคนของ จาตุรนต์ ฉายแสง หรือ บก.มติชนสุดสัปดาห์ มีลูกทำงานอยู่ในเครือชินวัตร” นายสนธิ เปิดโปงพร้อมตั้งคำถามอีกว่า ทำไม ขรรค์ชัย ต้องเอาช่อดอกไม้ไปมอบให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯฆาตกรมือเปื้อนเลือด และย้อนอดีตสมัยการปฏิวัติ รสช. นายขรรค์ชัย คนเดียวกันนี่แหละ เขียนบทความเชียร์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และห้ามคอลัมนิสต์ที่เขียนตอบโต้ รสช.ไม่ให้เขียนลงมติชน

"แล้วคุณรู้ไหมว่าคอลัมนิสต์สองคนที่เปลี่ยนมาเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้วเราก็ยินดีรับ คนหนึ่งชื่อ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อีกคนชื่อ เกษียร เตชะพีระ คุณบุญเลิศพวกคุณลืมประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไปแล้วหรือ" นายสนธิกล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวอีกว่า ในยุคที่แกรมมี่จะมาฮุบด้วยการซื้อหุ้นเครือมติชน ก็มี "หมา" อย่างสื่อเครือผู้จัดการนี่แหละที่สู้ให้ชาวมติชน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นตนมองว่าเจ้าของมติชนคิดจะขายหุ้นให้อยู่แล้ว แต่ข่าวดันปูดออกมาเสียก่อน ทว่าตอนนี้ก็ถูกแกรมมี่ซื้อหุ้นไปแล้วในที่สุด

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรอีกรายขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวถึงกรณีสาเหตุที่ทำให้สังคมเกิดวิกฤตในขณะนี้ว่า คนที่ทำให้สังคมวิกฤตมีไม่กี่คน ที่สำคัญคือ สื่อมวลชน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ สุดอำมหิต หลังโยนบาป “พันธมิตรฯ” ไม่ร่วมขบวน “สันติสุข” ตอกซ้ำ “ไร้ความเป็นมนุษย์” ไม่รับรู้สิ่งชั่ว-ดี

30 ตุลาคม 2551

ยางหัวออก สำนึกเกิด บุญเลิศแหกปากหาสมาคมสื่อเอาเรื่องพันธมิตรคุกคามมติชน

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
ที่มา มติชน
30 ตุลาคม 2551

ต้องการคำตอบว่า พฤติการณ์สื่อคุกคามสื่อด้วยกันเองและคุกคามประชาชนเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่กระทำได้ สมควรปล่อยให้กระทำต่อไป หรือองค์กรวิชาชีพสื่อเห็นว่าเป็นปัญหาที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาประชุมปรึกษาหารือกันโดยด่วน ด้วยตระหนักว่า ยิ่งปล่อยไปยิ่งทำลายความสมัครสมานสามัคคีในวงวิชาชีพสื่อ สร้างความหวาดกลัวให้คนไม่กล้าแสดงความเห็นที่แตกต่าง เพราะมีสิทธิโดนโจมตีจนเสียคนเอาง่ายๆ




คุกคามสื่อ-สื่อคุกคาม

ทุกครั้งที่เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ถูกแทรกแซง ลิดรอน เช่น การออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพ การถอดรายการวิทยุและโทรทัศน์บางรายการ การกล่าวหาสื่ออย่างไม่เป็นธรรม การปฏิบัติที่เหยียดหยามเกียรติภูมิของสื่อ องค์กรวิชาชีพของสื่อมวลชนประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย จะออกมาเคลื่อนไหว นัดประชุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อระดมความเห็น หาแนวทางการต่อสู้และตามมาด้วยการออกแถลงการณ์คัดค้าน ประณาม

ถ้าการปิดกั้นเสรีภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญ กระทบต่อวิชาชีพอย่างรุนแรง องค์กรวิชาชีพสื่อจะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ดังเช่น การเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 หรือ ปร.42 กว่าโซ่ตรวนนี้จะถูกปลดออกไปก็ใช้เวลานานกว่า 13ปี นับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ประกาศใช้ถึงปลายปี 2533 ที่รัฐสภาออกกฎหมายให้ยกเลิก ปร.42

การคุกคามเสรีภาพของสื่อ ที่องค์กรวิชาชีพสื่อยอมไม่ได้ ต้องแสดงปฏิกิริยาคัดค้าน ต่อต้าน มักเกิดจากน้ำมือของรัฐบาลที่ใช้อำนาจเผด็จการ รวมทั้งการถูก นักเลง อันธพาล อิทธิพลมืดเข้าเข่นฆ่าผู้สื่อข่าว โดยเฉพาะในต่างจังหวัด การขว้างระเบิดเข้าใส่สำนักพิมพ์ หรือไม่ก็การถูกกลุ่มคนเข้าปิดล้อมสำนักงาน เป็นต้น

ดูเหมือน ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า คนทำสื่อจะคุกคามเสรีภาพคนในวิชาชีพเดียวกันและคุกคามประชาชนที่ออกมาแสดงความเห็นจากการกระทำของ (คนทำ) สื่ออย่างอุกอาจมากมายและรุนแรงเหมือนในปัจจุบัน

"คุกคามสื่อ คือคุกคามประชาชน" วลีที่คนในวิชาชีพสื่อทั้งนักข่าว บรรณาธิการ เจ้าของธุรกิจจำนวนมากออกมาผนึกกำลังกันโดยชูเป็นคำขวัญเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 อาจจะเชยไปแล้วกับวิกฤตการณ์ของความขัดแย้ง แบ่งข้าง และถูกบังคับให้เลือกฝ่ายเฉกเช่นเวลานี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "สื่อคุกคามสื่อและสื่อคุกคามประชาชน"

ว่าไปแล้ว สื่อทุกแขนง ไม่ว่า หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ทั้งโทรทัศน์ทั่วไป และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม มันคือ เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร เป็นสื่อกลางระหว่างคนทำสื่อกับคนรับสื่อ สิ่งสำคัญอยู่ตรงเนื้อหาที่เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน โดยเบื้องหลังของเนื้อหาก็คือ คนทำสื่อ

คนทำสื่อและคนที่ใช้สื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อไปบรรลุเป้าหมายการต่อสู้ทางการเมืองประกาศด้วยเสียงอันดังและท่าทีแข็งกร้าวว่า สื่อต้องเลือกข้าง โดยอยู่ข้างความถูกต้อง จากนั้นก็บอกว่า สื่อของตนและพวกตนเท่านั้นที่ถูกต้อง สื่ออื่นๆ คนอื่นที่เห็นไม่ตรงกับตนเอง เป็นสื่อที่เลวทราม ต่ำช้า ใช้ไม่ได้ ไม่ต้องไปซื้อมาอ่าน ไม่ต้องไปเปิดดู ไม่ต้องฟัง ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์และนักจัดรายการวิทยุคนไหนพูดอะไรออกไปไม่เป็นที่สบอารมณ์จะโดนใส่ร้าย เสียดสี ทันที ไม่เว้นเรื่องส่วนตัวซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเลยแม้แต่น้อย

นักจัดรายการวิทยุบางคนโดนอาฆาตจาก "นักรบหน้าไมค์" ทางโทรทัศน์ถึงขนาดจะเอาให้ออกจากวงการสื่อมวลชนไปเลยก็มี

ผู้ที่ติดตามสื่อของบรรดานักรบหน้าไมค์ทั้งหลายคงไม่ตะขิดตะขวงใจกับความสับสนปนเประหว่างข่าวกับบทความแสดงความคิดเห็น แยกไม่ออกว่า อะไรเป็นข่าวที่สื่อต้องนำมารายอย่างครบถ้วน ถูกต้องและรอบด้านจากทุกฝ่ายที่กำลังโลดแล่น แสดงบทบาทตามลีลาของแต่ละคนและแต่ละกลุ่มซึ่งไม่ต่างไปจากตัวละคร พวกเขาปรารถนาให้การนำเสนอข่าวจะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ การแสดงความเห็นก็เช่นกันต้องไปในทิศทางของการต่อสู้ ใครหรือสื่อไหนวิเคราะห์วิจารณ์แล้วรู้สึกว่า ไม่เข้าข้างตัวเองจะถูกมองว่าเป็น "ศัตรู" หรือ "ฝ่ายตรงข้าม" ที่จะต้องตอบโต้และบอยคอตด้วยมาตรการทางการตลาด

ดูอย่างนายสุเมธ ตันติเวชกุล ที่แสดงความเห็นเป็นกลางๆ อยากให้ฝ่ายที่ขัดแย้งหันหน้าเข้าหากัน ไม่ต้องการเห็นคนไทยเข่นฆ่ากันเองก็ไม่พ้นการถูกด่ากราดอย่างสาดเสียเทเสีย ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชอบ "ตีกิน" ถ้าออกมาโต้แย้งเมื่อไร จะต้องโดนแฉทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทันที

มิใช่เฉพาะนายสุเมธเท่านั้น นายโคทม อารียา นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังมีใครต่อใครอีกหลายคนที่ตกอยู่ในสภาพถูกคุกคามจากสื่อบางส่วน เพียงเพราะออกมาพูดไม่ตรงกับคนเหล่านี้

ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่แท้จริงต้องรักและหวงแหนพร้อมที่เอาชีวิตและอิสรภาพเข้าแลกเพื่อพิทักษ์ปกป้องเสรีภาพ เพราะเสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของประชาชน

เสรีภาพของสื่อมีไว้เพื่อการแสวงหาข่าวสาร การนำเสนอข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การพิมพ์ การจำหน่ายหนังสือพิมพ์ การออกอากาศ คนทำสื่อจะต้องต่อสู้ไม่ยอมให้ใครมาลิดรอน ปิดกั้น คุกคามทำร้าย มากัก มาเก็บ มาขัดขวางเพื่อตัดตอนมิให้หนังสือพิมพ์ส่งไปถึงมือผู้อ่าน ส่วนใครหรือหนังสือพิมพ์ฉบับใด ข่าวใด คอลัมน์ใดเขียนสิ่งไม่ถูกต้องก็ว่ากันไปตามแต่ละกรณี การตรวจสอบจากคนทำสื่อกระทำได้แต่ต้องกระทำโดยสุจริตและอยู่ภายใต้เจตนารมณ์ของการควบคุมกันเองภายใต้ธรรมนูญของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

สิ่งที่ควบคู่ไปกับเสรีภาพของสื่อก็คือ การเคารพในสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

เมื่อสื่อคุกคามสื่อด้วยกันเองและคุกคามประชาชน จึงเกิดคำถามว่า เสรีภาพกำลังถูกใช้ไปอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะประชาชนที่ถูกคุกคามจากสื่อจะหาความรับผิดชอบจากสื่อได้จากไหน

ในขณะเดียวกันผลกระทบที่สะท้อนกลับมายังคนทำสื่อจากทุกแขนงและทุกสำนักซึ่งคงต้องการคำตอบว่า พฤติการณ์เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่กระทำได้ สมควรปล่อยให้กระทำต่อไป หรือองค์กรวิชาชีพสื่อเห็นว่าเป็นปัญหาที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาประชุมปรึกษาหารือกันโดยด่วน ด้วยตระหนักว่า ยิ่งปล่อยไปยิ่งทำลายความสมัครสมานสามัคคีในวงวิชาชีพสื่อ สร้างความหวาดกลัวให้คนไม่กล้าแสดงความเห็นที่แตกต่าง เพราะมีสิทธิโดนโจมตีจนเสียคนเอาง่ายๆ

ในยามที่สังคมมีการแบ่งเป็นฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ มี "มือตบ" เป็นอาวุธ กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ใช้ "ตีนตบ" เป็นอาวุธ โอกาสที่คน 2 ฝ่ายจะประจัญบาน รบราฆ่าฟันให้ดับดิ้น องค์กรวิชาชีพสื่อทั้งหลายจะทำอย่างไรถึงจะป้องกันมิให้คนทำสื่อบางส่วนใช้เสรีภาพนอกลู่ไปคุกคามสื่อด้วยกันและคุกคามประชาชน ดังที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้

อนาถใจ!ยางหัวออกก็ยังไม่สำนึก คนมติชนกล่าวหา1พ.ย.ทุ่มร้อยล้านจ้างคนชุมนุม


ที่มา รายการความจริงวันนี้
30 ตุลาคม 2551

วีระ-จตุพรอนาถใจคนค่ายมติชนยางหัวออกแล้วยังไม่สำนึก ขนาดโดนพันธมิตรสั่งสาวกบอยคอตห้ามซื้อห้ามอ่าน "จรัญ พงษ์จีน"หรือนามปากกาพลุน้ำแข็งยังเขียนพล่อยๆทุ่มร้อยล้านจ้างคนมาชุมนุม1พ.ย. ท้าให้มาจับผิดเลยหากพบยินดีเลิกความจริงวันนี้ แต่หากไม่มีอย่างกล่าวหาขอให้รับผิดชอบคำพูดที่หมิ่นแคลนฝ่ายประชาธิปไตยด้วย

รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศทางช่อง NBT คืนวันที่ 29 ตุลาคม 2551 กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อต่างๆออกมาพูดถึงการจัดงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน นั้นก็มีมายมายหลายมุมมอง แต่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ มติชนรายวันในคอลัมน์ "เรียงคนมาเป็นข่าว" โดยพลุน้ำแข็ง หรือเป็นที่รู้จักกันดีคือ นายจรัญ พงษ์จีน

เนื้อข่าวมีดังนี้ "โฟนอิน พ.ต.ท. ทักษิณ นั้นมีแน่นอน และจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมในงานนับแสนคน เรียกการชุมนุ่มนี้ว่าชนบทล้อมเมือง อ้างว่ามาประชาชนที่จะมาในงานวันนั้นถูกว่าจ้าง โดยคำนวณเป็นตัวเลขของการว่าจ้างครั้งนี้ไว้อย่างระเอียดประมาณกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ยังอ้างอีกว่ามีแกนนำคนหนึ่งตัดสินใจถอดตัวไม่มาร่วมงานนี้ เนื่องจากผิดใจกับนายใหญ่"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ พิธีกรร่วมในรายการกล่าวว่า การเขียนข่าวอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกประชาชนอย่างรุ่นแรง เขียนโจมตีอย่างไร้จิตสำนึก เป็นการทำลายความเชื่อถือ งานไม่ได้จัดให้มีการปะทะหรือการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด ประชาชนที่มาร่วมงานนั้นคงมีไม่กี่กลุ่ม คาดว่า1เป็นแฟนรายการ 2ผู้รักประชาธิปไตย 3กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และ4กลุ่มที่เบื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเต็มที ซึ่งต่างก็มาร่วมงานด้วยใจทั้งนั้น เรื่องการต่อสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่ามีแน่นอนแต่ก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดในช่องทางใดผู้ที่มาร่วมในงานเท่านั้นที่รับรู้ มั่นใจเหลือเกินว่าสื่อทุกแขนงคงต้องรอรายงานข้อความส่งผ่านต่อไปแน่นอน

ที่กล่าวอ้างถึงตัวเลขของการว่าจ้างกลุ่มคนให้มาชุมนุมครั้งนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดีคำนวณยอดเงินเหมือนดังว่าเคยทำงานแบบนี้ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก่อน อยากให้คุณพลุน้ำแข็งมาร่วมงานจริงๆแล้วจะรับรู้ด้วยตัวเองว่าเป็นบรรยากาศเช่นไร ซึ่งสื่อต่างๆที่มาร่วมในงาน ความจิงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1 คงทราบดี และอยากท้าทายว่าหากมีการจ้างคนมาชุมนุม พวกตนจะขอเลิกจัดรายการความจริงวันนี้ แต่หากพิสูจน์ว่าไม่มีการจ้างคนมาชุมนุมซักคนนายจรัญจะรับผิดชอบอย่างไร

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรร่วมรายการกล่าวว่า การที่มีสื่อมาโจมตีเราแบบนี้ ถ้าจะถามหาความรับผิดชอบคงไม่มี จิตสำนึกความเป็นคนอยู่ที่ไหนการโจมตีฝ่ายนั่นทีฝ่ายโน้นทีนี่หรือสื่อสารมวลชน การดูถูกอุดมการณืผู้อื่นถือว่าเลวสิ้นดีตวัดปากกาป้ายสีให้ร้ายไม่ใช้แนวทางของเรา การที่ประชาชนจะมาร่วมในงานวันที่ 1 นั้นไร้ซึ่งการปะทะ เผชิญหน้า ไม่ใช่สันติวิธีกองโจรอย่างพันธมิตรฯแน่นอน

นายวีระยังแสดงความประหลาดใจว่าตอนนี้ทางนปช.ไม่เคยคุกคามสื่อเลย มีแต่พันธมิตรคุกคามสื่อ ประกาศบอยคอตไม่ให้สาวกซื้อหรืออ่านเครือมติชนทั้งมติชน ข่าวสด ประชาชาติ มติชนสุดสัปดาห์ พวกตนต่างหากเรียกร้องให้สมาคมสื่อออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านการคุกคามสื่อ แต่แทนที่คนของมติชนจะไปตั้งคำถามกับการยึดทำเนียบรัฐบาล เป็นพวกอนาธิปไตยของพันธมิตร กลับมาดูหมิ่นดูแคลนฝ่ายประชาธิปไตยว่าไปจ้างคนมาร่วมชุมนุมวันที่1พ.ย.

กรณีที่นายสนธิฟ้องพิธีกรทั้ง 3 ท่านในรายการความจริงวันนี้นั้นไม่เป็นไร แต่กลับลามไปถึงสถานี NBT ผอ.สถานี อธีบดีกรมประชาสัมพันธ์ มันจะมั่วไปกันใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตามยังดีใจที่นายสนธิรู้จักคำว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น หลังจากที่ทำลายและละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างเมามันมายาวนาน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่ากรณีที่ศาลตัดสินสั่งจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปีข้อหาละเมิด และหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังมีการยึดอำนาจนั้น ศาลถถือว่าการกระทำของนายสนธิถือว่าเป็นการกระทบต่อสังคมอย่างมาก เพราะมีการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามนั้นก็เป็นข้อสรุปถึงเหตุการณ์ปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรรู้ไหมว่ากำลังหลงทางไปตามอุดมการณ์นอกลู่ของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ยังประสงค์อยากเห็นผู้ที่เขียนคอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว ของมติชนรายวันแสดงตัวรับผิดชอบต่อการดูถูกประชาชนนับแสนที่จะมาในงาน ความจริงสัญจรครั้งที่ 2 อย่างไร้จิตสำนึกในครั้งนี้ ไม่ใช่จุดพลุสร้างประเด็นมั่วๆแล้วก็ซุกตัวหลบใต้โต๊ะเช่นเดิม

อนาถยางหัวออกยังไม่สำนึก คนมติชนกล่าวหา1พ.ย.ทุ่มร้อยล้านจ้างคนชุมนุม


ที่มา รายการความจริงวันนี้
30 ตุลาคม 2551


รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศทางช่อง NBT คืนวันที่ 29 ตุลาคม 2551 กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อต่างๆออกมาพูดถึงการจัดงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน นั้นก็มีมายมายหลายมุมมอง แต่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ มติชนรายวันในคอลัมน์ "เรียงคนมาเป็นข่าว" โดยพลุน้ำแข็ง หรือเป็นที่รู้จักกันดีคือ นายจรัญ พงษ์จีน

เนื้อข่าวมีดังนี้ "โฟนอิน พ.ต.ท. ทักษิณ นั้นมีแน่นอน และจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมในงานนับแสนคน เรียกการชุมนุ่มนี้ว่าชนบทล้อมเมือง อ้างว่ามาประชาชนที่จะมาในงานวันนั้นถูกว่าจ้าง โดยคำนวณเป็นตัวเลขของการว่าจ้างครั้งนี้ไว้อย่างระเอียดประมาณกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ยังอ้างอีกว่ามีแกนนำคนหนึ่งตัดสินใจถอดตัวไม่มาร่วมงานนี้ เนื่องจากผิดใจกับนายใหญ่"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ พิธีกรร่วมในรายการกล่าวว่า การเขียนข่าวอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกประชาชนอย่างรุ่นแรง เขียนโจมตีอย่างไร้จิตสำนึก เป็นการทำลายความเชื่อถือ งานไม่ได้จัดให้มีการปะทะหรือการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด ประชาชนที่มาร่วมงานนั้นคงมีไม่กี่กลุ่ม คาดว่า1เป็นแฟนรายการ 2ผู้รักประชาธิปไตย 3กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และ4กลุ่มที่เบื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเต็มที ซึ่งต่างก็มาร่วมงานด้วยใจทั้งนั้น เรื่องการต่อสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่ามีแน่นอนแต่ก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดในช่องทางใดผู้ที่มาร่วมในงานเท่านั้นที่รับรู้ มั่นใจเหลือเกินว่าสื่อทุกแขนงคงต้องรอรายงานข้อความส่งผ่านต่อไปแน่นอน

ที่กล่าวอ้างถึงตัวเลขของการว่าจ้างกลุ่มคนให้มาชุมนุมครั้งนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดีคำนวณยอดเงินเหมือนดังว่าเคยทำงานแบบนี้ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก่อน อยากให้คุณพลุน้ำแข็งมาร่วมงานจริงๆแล้วจะรับรู้ด้วยตัวเองว่าเป็นบรรยากาศเช่นไร ซึ่งสื่อต่างๆที่มาร่วมในงาน ความจิงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1 คงทราบดี และอยากท้าทายว่าหากมีการจ้างคนมาชุมนุม พวกตนจะขอเลิกจัดรายการความจริงวันนี้ แต่หากพิสูจน์ว่าไม่มีการจ้างคนมาชุมนุมซักคนนายจรัญจะรับผิดชอบอย่างไร

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรร่วมรายการกล่าวว่า การที่มีสื่อมาโจมตีเราแบบนี้ ถ้าจะถามหาความรับผิดชอบคงไม่มี จิตสำนึกความเป็นคนอยู่ที่ไหนการโจมตีฝ่ายนั่นทีฝ่ายโน้นทีนี่หรือสื่อสารมวลชน การดูถูกอุดมการณืผู้อื่นถือว่าเลวสิ้นดีตวัดปากกาป้ายสีให้ร้ายไม่ใช้แนวทางของเรา การที่ประชาชนจะมาร่วมในงานวันที่ 1 นั้นไร้ซึ่งการปะทะ เผชิญหน้า ไม่ใช่สันติวิธีกองโจรอย่างพันธมิตรฯแน่นอน

นายวีระยังแสดงความประหลาดใจว่าตอนนี้ทางนปช.ไม่เคยคุกคามสื่อเลย มีแต่พันธมิตรคุกคามสื่อ ประกาศบอยคอตไม่ให้สาวกซื้อหรืออ่านเครือมติชนทั้งมติชน ข่าวสด ประชาชาติ มติชนสุดสัปดาห์ พวกตนต่างหากเรียกร้องให้สมาคมสื่อออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านการคุกคามสื่อ แต่แทนที่คนของมติชนจะไปตั้งคำถามกับการยึดทำเนียบรัฐบาล เป็นพวกอนาธิปไตยของพันธมิตร กลับมาดูหมิ่นดูแคลนฝ่ายประชาธิปไตยว่าไปจ้างคนมาร่วมชุมนุมวันที่1พ.ย.

กรณีที่นายสนธิฟ้องพิธีกรทั้ง 3 ท่านในรายการความจริงวันนี้นั้นไม่เป็นไร แต่กลับลามไปถึงสถานี NBT ผอ.สถานี อธีบดีกรมประชาสัมพันธ์ มันจะมั่วไปกันใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตามยังดีใจที่นายสนธิรู้จักคำว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น หลังจากที่ทำลายและละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างเมามันมายาวนาน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่ากรณีที่ศาลตัดสินสั่งจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปีข้อหาละเมิด และหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังมีการยึดอำนาจนั้น ศาลถถือว่าการกระทำของนายสนธิถือว่าเป็นการกระทบต่อสังคมอย่างมาก เพราะมีการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามนั้นก็เป็นข้อสรุปถึงเหตุการณ์ปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรรู้ไหมว่ากำลังหลงทางไปตามอุดมการณ์นอกลู่ของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ยังประสงค์อยากเห็นผู้ที่เขียนคอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว ของมติชนรายวันแสดงตัวรับผิดชอบต่อการดูถูกประชาชนนับแสนที่จะมาในงาน ความจริงสัญจรครั้งที่ 2 อย่างไร้จิตสำนึกในครั้งนี้ ไม่ใช่จุดพลุสร้างประเด็นมั่วๆแล้วก็ซุกตัวหลบใต้โต๊ะเช่นเดิม

29 ตุลาคม 2551

อดีตนักข่าวBBCจี้สมาคมสื่อขยับประนามพันธมิตรคุกคามสื่อ


ที่มา ข่าวสด
29 ตุลาคม 2551

จี้พันธมิตรหยุดคุกคามสื่อ

วันเดียวกัน นายกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ สื่อมวล ชนอิสระ และอดีตนักข่าวบีบีซี กล่าวว่า พันธมิตรต้องยุติการเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนงดซื้อหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเพราะโกรธแค้นที่ทางหนังสือพิมพ์ข่าวสดเสนอข่าวพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับพธม. เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ในทางปฏิบัติของสากล จะไม่มีการเรียกร้องให้คว่ำบาตรสื่อมวลชนโดยกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มเคลื่อนไหวใดๆ เพราะเคารพในเสรีภาพทางการสื่อสารและสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และไม่อยากถูกประณามว่าคุกคามสื่อ ถ้าใครเห็นว่าสื่อนั้นๆ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารก็ใช้วิธีร้องเรียนผ่านองค์กรกำกับดูแล ชี้แจงความจริงผ่านช่องทางต่างๆ หรือ พึ่งขบวนการยุติธรรมแทนที่จะใช้วิธีรณรงค์ให้งดซื้อ หรือ ตามที่มีข่าวถึงขั้นมีสมาชิกพันธมิตรฯในบางจังหวัดข่มขู่ไม่ให้แผงหนังสือนำสื่อเครือมติชนมาขาย

"พันธมิตรไม่มีเหตุผลที่จะคุกคามเครือมติชนเลย เพราะข่าวสดไม่ได้บิดเบือน เป็นการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการแปลผิดแต่ประการใด พันธมิตรไม่ควรวิธีรณรงค์ให้เลิกซื้อหนังสือพิมพ์อย่างที่ทำอยู่ เพราะเป็นวิธีคุกคามสื่อ เหมือนวิธีแบบระบอบทักษิณที่พันธมิตรฯบอกว่าต้องการล้มล้าง" นายกิตติพงษ์กล่าวและว่า องค์กรวิชาชีพ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่มีจุดประสงค์ในการพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสื่อ สมควรจะออกมาตำหนิและเรียกร้องให้พันธมิตรฯหยุดการคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาเจตนารมณ์และเจริญตามรอยคุณอิศรา อมันตกุล นายกสมาคมนักข่าวฯ คนแรก ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชนตลอดชีวิตของท่าน

บทบาทสื่อไทยในสถานการณ์ความขัดแย้ง และในสายตาสื่อต่างชาติ

ที่มา ประชาไท
29 ตุลาคม 2551

มีบางคนพยายามวิเคราะห์ความขัดแย้งครั้งนี้ว่า คือ ความขัดแย้งระหว่างคนกินข้าวเจ้ากับข้าวเหนียว คือ คนกรุงเทพฯ ภาคกลางและคนใต้กินข้าวเจ้า แต่คนในภาคเหนือและภาคอิสานกินข้าวเหนียว จึงอาจจะพูดได้ว่า เพราะ สื่อมวลชน นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการและนักกิจกรรม ส่วนใหญ่กินข้าวเจ้า พวกเขาถึงได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้คนที่กินข้าวเจ้ามากกว่าคนที่กินข้าวเหนียว


เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย จัดการเสวนาหัวข้อ บทบาทสื่อไทยในสถานการณ์ความขัดแย้ง (The Thai Media's Perspective) โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท สุภิญญา กลางณรงค์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น

การเซ็นเซอร์ตัวเอง และสิ่งที่สื่อไทยไม่ได้ทำ



ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่สื่อไทยไม่นำเสนอข่าวที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงประทานสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในสหรัฐอเมริกา ว่า เขาทราบมาว่า ในเย็นวันที่สำนักข่าวเอพีรายงานข่าวนี้ มีข้อความจากสมาคมสื่อแห่งหนึ่งถึงสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ ว่า ให้ระมัดระวังในการตีพิมพ์ข่าวนี้ ซึ่งปรากฎว่าวันต่อมา มีเพียงหนังสือพิมพ์สองฉบับคือข่าวสด และประชาทรรศน์เท่านั้นที่รายงานข่าวดังกล่าว (อ่านรายละเอียดได้จาก วิกฤตการเมืองและอคติ นสพ.ไทย: กรณีพระเทพฯ ตอบเรื่องพันธมิตรฯ Thai Media Let Down: The Princess' Remark Case)

นอกจากนี้ หลังจากที่ข่าวสดนำเสนอข่าวดังกล่าวนี้ ก็ถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำไปกล่าวปราศรัยปลุกระดมให้มวลชนพันธมิตรบอยคอตหนังสือในเครือมติชนและข่าวสดและกล่าวด้วยว่า ข่าวสดถูกทักษิณซื้อไปแล้ว


ประวิตรกล่าวว่า รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ได้ติดต่อไปยังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงความเคลื่อนไหวต่อกรณีที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด และมติชนถูกคุกคาม ทว่ากลับไม่ได้รับการตอบรับใดๆ

สำหรับกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมืองนั้น ประวิตรกล่าวว่า สิ่งที่ไม่ปรากฏในสื่อไทยก็คือการการวิเคราะห์ประเด็น และการทำข่าวเชิงลึกโดยสื่อมวลชนเอง

ประวิตรได้ตั้งข้อสังเกตว่าคำพิพากษาของศาลเป็นการรองรับความชอบธรรมของกฎหมายภายหลังการรัฐประหาร และองค์กรที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (คปค.)

จีรนุช เปรมชัยพรกล่าวว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นั้นเป็นฝันร้ายสำหรับตัวเธอเอง แต่สิ่งที่ต้องคิดตามมาก็คือ การรัฐประหารอาจจะไม่ใช่ฝันร้ายสำหรับคนไทยก็ได้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น


จีรนุชกล่าวว่าสิ่งขาดหายไปของสื่อไทยในปัจจุบันมี 3 ประการคือ ประการแรก คือเต็มไปด้วยความเห็นของนักวิชาการและนักวิเคราะห์ เนื่องจากการสัมภาษณ์ความเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย และลงทุนต่ำ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสื่อไทยจะมุ่งเน้นการสัมภาษณ์ความเห็น แต่กลับนำเสนอความคิดเห็นของคนธรรมดาสามัญในอัตราส่วนที่น้อย

ประการที่ 2 ขาดความพยายามที่จะหาข้อเท็จจริงมานำเสนอ ซึ่งสิ่งนี้ถูกชดเชยโดยสื่อต่างประเทศ

และประการสุดท้ายคือ ไม่ตั้งคำถามง่ายๆ บางอย่างเช่น กรณีที่พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ให้สัมภาษณ์ก่อนวันที่ 7 และหลังวันที่ 7 ต.ค. ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แต่เห็นได้ว่า สื่อกลับไม่ถามพล.ต.จำลอง ต่อกรณีการให้ความเห็นของพล.อ.พัลลภว่า เป็นแผนของพล.ต.จำลองจริงหรือไม่ จีรนุชกล่าวต่อไปว่า ปัญหา 3 ประการนี้ เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ประชาไทเช่นกัน

“รัฐประหารเมื่อปี 2006 ควรเป็นครั้งสุดท้าย และเราไม่จำเป็นต้องสละชีวิตใครเพื่อประชาธิปไตยอีกแล้ว มันแพงเกินไปแล้ว ดิฉันอยากจะขออัญเชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อต่างประเทศ ไม่ใช่ที่ทรงรับสั่งว่า I don’t think so แต่เป็นตอนท้ายของพระกระแสรับสั่งที่ทรงแนะนำข้าราชบริพารและพระสหายว่า ขอให้ทุกคนกลับไปทำงาน ดิฉัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยควรทำ สื่อควรทำหน้าที่ของตัวเอง และผู้พิพากษา ก็เช่นกัน และรวมถึงภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมด้วย”

จีรนุชกล่าวว่า จากนี้ไป ควรจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย และความขัดแย้งทางการเมืองรวมถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมาไม่ควรจะจบลงไปอย่างสมานฉันท์โดยปราศจากการสืบสวนอย่างเปิดเผย เช่น เรื่องแก๊สน้ำตา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนจริงๆ

สุภิญญา กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนี้ เป็นสถานการณ์ที่ลำบากมากในการให้ความเห็นใดๆ ทั้งต่อฝ่าย พันธมิตรฯ และรัฐบาล

“หลังจากทำงานมากว่า 15 ปี ดิฉันคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ยิ่งกว่าในช่วงที่ดิฉันถูกฟ้องร้องจากชิน คอร์ป เพราะวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณเสียอีก”


สุภิญญากล่าวว่า บรรยากาศแห่งความกลัวในสมัยที่ทักษิณอยู่ในอำนาจนั้น คือการที่สื่อกังวลเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ ทว่าในเวลานี้ แม้ว่าสื่อจะมีเสรีภาพมากขึ้นในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่สื่อกลับไม่สามารถนำเสนอข้อมูลอย่างเที่ยงตรงให้กับสาธารณะ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ก็ถือสิ่งท้าทายสื่อที่จะทำหน้าที่ที่สาธารณะสามารถเชื่อมั่นได้


สุภิญญากล่าวต่อไปว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ลงรากลึกครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ายากต่อการสร้างความสมานฉันท์ หรือประนีประนอม แต่ก็เป็นเวลาสำหรับสื่อมวลชนที่จะทำหน้าที่เป็นเวทีและเป็นสติให้กับสังคมเช่นกัน


“มีบางคนพยายามวิเคราะห์ความขัดแย้งครั้งนี้ว่า คือ ความขัดแย้งระหว่างคนกินข้าวเจ้ากับข้าวเหนียว คือ คนกรุงเทพฯ ภาคกลางและคนใต้กินข้าวเจ้า แต่คนในภาคเหนือและภาคอิสานกินข้าวเหนียว จึงอาจจะพูดได้ว่า เพราะ สื่อมวลชน นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการและนักกิจกรรม ส่วนใหญ่กินข้าวเจ้า พวกเขาถึงได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้คนที่กินข้าวเจ้ามากกว่าคนที่กินข้าวเหนียว และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกคุณ (สื่อต่างประเทศ) ซึ่งส่วนใหญ่กินขนมปังจึงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามนี่คงเป็นตลกเศร้า เพราะในความเป็นจริงนั้น คนกรุงเทพฯ นั้นบางครั้งก็กินข้าวเจ้า และบางครั้งก็กินข้าวเหนียว นั่นหมายความว่าคนกรุงเทพฯ หรือประชากรในภาคเหนือและภาคอิสานไม่ได้เป็นสีแดงทั้งหมด หรือเป็นสีเหลืองทั้งหมด


“อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามันยากที่จะประนีประนอมหรือสมานฉันท์ และเวลานี้ สำหรับสื่อมวลชนแล้ว แม้ว่าประชาชนส่วนหนึ่งจะแสดงความผิดหวังต่อบทบาทของสื่อ แต่อย่างไรเสีย เมื่อประชาชนเริ่มคาดหวังถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และถ้าหากเราไม่อยากให้สถานการณ์ความขัดแย้งเลวร้ายลงไปกว่านี้ สื่อก็ต้องเริ่มหันกลับมาทำหน้าที่เป็นพื้นที่หรือเป็นสติของสังคม สื่อก็ต้องทำตัวให้ปลอดพ้นจากกลัวและความนิยมชมชอบ” (Free from fear and favor)

สุภิญญาอธิบายว่าการพูดคุยกันของสื่อในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและการประกาศสร้างพื้นที่แห่งการตั้งสติ โดยสื่อมวลชนนั้น อย่างน้อยที่สุดคือการยืนยันว่าไม่มีใครต้องการความรุนแรง แม้ว่าในสื่อเองจะมีความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ว่าโดยหลักการแล้ว สื่อต้องทำหน้าที่ต่อต้านความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายใด รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

สุภิญญากล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาสื่ออยู่กับความกลัวว่าจะถูกทักษิณแทรกแซงโดยการไม่ให้เงินโฆษณา แต่ว่าปัจจุบันนี้ สื่อกลัวว่าจะถูกคุกคามจากแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นการคุกคามที่รวมไปถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและครอบครัวด้วย

“เหตุที่สังคมไทยทุกวันนี้สับสนมาก เราก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะพูดอะไรอย่างเปิดเผยได้หรือไม่ได้อย่างไรบ้าง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่คนบอกว่า เพราะมีมือที่มองไม่เห็นอยู่ข้างหลัง และแม้ว่ามือที่มองไม่เห็นจะเริ่มกลายเป็นมือที่มองเห็นได้บ้างแล้วก็ตาม แต่ว่าหลายๆ อย่างก็ยังไม่สามารถพูดได้อย่างเปิดเผย และนี่เป็นเหตุว่าทำไมเราจึงไม่สามารถจะเข้าใจอะไรได้อย่างชัดเจน เมื่อไม่เข้าใจก็ยากที่จะวิเคราะห์ เพื่อแสวงความจริง แถมยังสื่อสารไม่ได้อีก เป็นจุดที่ทำให้สื่อทำงานยากมาก โดยเฉพาะสื่อไทย ดังนั้นหลายครั้งสื่อไทยจึงต้องพึ่งสื่อต่างชาติให้ช่วยเปิดประเด็นให้ก่อนบางเรื่อง”

สำหรับสื่ออินเทอร์เน็ต สุภิญญากล่าวว่าเป็นสื่อที่เปิดกว้างมากกว่าสื่อชนิดอื่นๆ แต่ทุกวันนี้สื่ออินเทอร์เน็ตกำลังเผชิญกับการเซ็นเซอร์และจะต้องเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นๆ หลังจากที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดจากคอมพิวเตอร์ มีผลใช้บังคับ คนไทยต้องแสดงบัตรประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องแสดงพาสปอร์ตเพื่อใช้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้บริการจะถูกเก็บไว้ไม่ต่ำกว่า 90 วัน และขณะนี้กว่า 300 เว็บไซต์ถูกปิด เพราะว่ามีข้อความที่เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ด้านสื่อวิทยุโทรทัศน์นั้น แม้ว่าจะถูกควบคุมโดยรัฐบาล แต่รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ได้มีพลังที่จะไปควบคุมมากอย่างสมัยรัฐบาลไทยรักไทย อย่างไรก็ตาม สื่อวิทยุโทรทัศน์ก็ยังถูกควบคุมแทรกแซงโดยรัฐอยู่เช่นช่องของรัฐ เอ็นบีที แต่โดยภาพรวมก็มีเสรีภาพในการตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มการเมืองอื่นๆ เช่น พันธมิตรฯ


ประเด็นสุดท้าย คือ ปรากฏการณ์เอเอสทีวี คือทีวีผ่านดาวเทียมซึ่งจริงๆยังไม่มีใบอนุญาต แต่คือสื่อที่เสรีที่สุด สามารถพูดได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องระมัดระวังอำนาจรัฐหรือกฎหมายใดๆ แม้ว่าเอเอสทีวีจะเป็นสื่อที่ผลิตความเกลียดชังมากสื่อหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถจะขอให้หยุดหรือสั่งปิดได้ เพราะต้องเคารพเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ทว่า เมื่อ hate speech ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็น่ากลัวและนำมาสู่ความรุนแรงในประเทศได้


“เมื่อเราสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก แต่กลายเป็นว่าสื่อส่วนหนึ่งบิดเบือนเสรีภาพนั้น และใช้เสรีภาพไปเพื่อผลิตความเกลียดชัง และเอาไปใช้สนับสนุนแนวคิดทางการเมืองของตัวเอง มันจึงเป็นการยากที่จะไปพูดแค่คำหนึ่งคำหรือประโยคๆ หนึ่ง ว่าข้อเสนอควรเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามดิฉันยังหวังกับสื่อมวลชนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบางสื่อ เพราะว่าตราบเท่าที่พวกเขายังยืนยันที่จะทำงานหนักมากขึ้น และต้องการเป็นพื้นที่สติ ต่อต้านการรัฐประหารและความรุนแรง เราก็ยังเชื่อมั่นในสื่อได้อยู่

“อย่างน้อยที่สุด 2 หลักการคือ การปฏิเสธความรุนแรง และไม่เอารัฐประหาร” สุภิญญากล่าวในที่สุด


สื่อต่างประเทศ กระจกและประตูของสื่อไทย

สื่อต่างประเทศหลายคนได้ให้ความสนใจแลกเปลี่ยนและตั้งคำถาม เช่น ขอคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า มือที่ 3 ขอให้ช่วยวิเคราะห์ผลทางการเมืองของการตัดสินคดีพิพากษาดีที่ดินรัชดา รวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์สื่อไทยด้วยว่า เนื้อหาของสื่อไทยส่วนใหญ่อ้างอิงคำพูดของบรรดานักวิชาการมากกว่าที่จะนำเสนอข่าวหรือบทวิเคราะห์ที่ผลิตโดยตัวสื่อเอง รวมถึงสื่อไทยไม่สามารถสะท้อนความคิดเห็นของคนในภาคเหนือ และภาคอิสาน ได้ ซึ่งประวิตรกล่าวเพราะสื่อไทยส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และประเทศไทยไม่มีสื่อท้องถิ่น


สุภิญญา กล่าวถึงบทบาทของสื่อต่างประเทศว่ามีความสำคัญต่อประเทศไทย กล่าว เพราะว่าสื่อต่างประเทศนั้นเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับการเมืองไทย ตัวอย่างเช่น เมื่อการพูดคุยเรื่องว่าทำไมรัฐประหารจึงไม่ควรเกิดขึ้นตอนนี้ คำตอบคือ เพราะการรัฐประหารตอนนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และขณะเดียวกันก็จะได้ยินว่า ทำไมเราต้องแคร์ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ ทำไมจึงไม่ทำรัฐประหาร เพียงเพราะเราแคร์ต่างชาติ


อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า สื่อในประเทศนั้นบางครั้งก็มีความลำบากที่จะพูดอะไรบางอย่าง ดังนั้นบางประเด็นจึงถูกพูดโดยสื่อต่างประเทศและจากนั้นสื่อในประเทศก็จะเริ่มพูดถึงประเด็นนั้นๆ ดังนั้น หากปราศจากบทบาทของสื่อต่างประเทศ สื่อในประเทศก็จะลำบากที่จะนำเสนอในบางประเด็น


ประวิตร กล่าวว่า สื่อไทยนั้น มีปัญหามาก เกี่ยวกับการนำเสนอรายงาน หรือการวิเคราะห์ เช่นกรณีของการพิจารณาคดีที่ดินรัชดา เป็นต้นซึ่งสื่อไทยควรเปิดการวิพากษ์และถกเถียงเป็นประเด็นๆ ไป


สื่อไทยยอมพ่ายแพ้บนหนทางประชาธิปไตยแล้วหรือ

คำถามที่สำคัญจากสื่อมวลชนต่างประเทศคำถามหนึ่งคือ สื่อไทยนั้นยอมแพ้แล้วต่อหนทางประชาธิปไตยแบบตะวันตกใช่หรือไม่


ประเด็นนี้ จีรนุชตอบว่า สื่อไทยไม่เข้าใจเพียงพอต่อหลักการประชาธิปไตยต่างหาก ก่อนหน้าที่พันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหว สังคมไทยก็ไม่ได้มีความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยอยู่แล้ว หลังจากนั้นสังคมไทยก็บอกว่าเราจะหาหนทางของเราเอง แต่ความจริงคือรู้ไม่พอต่างหาก เราไม่ได้มีประสบการณ์มากพอ และไม่ได้มีรากฐานที่หนักแน่นบนแนวทางประชาธิปไตย เราไม่สามารถอยู่กับความคิดแตกต่างในห้องเดียวกันได้ เราไม่สามารถพูดกันอย่างสันติได้ ถ้าเรามีความเห็นแตกต่าง ดิฉันจึงหวังว่านี่ก็เป็นโอกาสของสังคมไทยด้วยเช่นกันที่จะคิดว่าประชาธิปไตยนั้นให้อะไรคุณได้บ้าง และถ้าเราเข้าใจได้มากพอเราก็คงหาหนทางที่จะพูดคุยกับคนที่มีความเห็นแตกต่างได้


ประวิตรกล่าวว่ประชาธิปไตยไทยนั้นยังอายุน้อยมากคือไม่ถึง 20 ปี เมื่อย้อนกลับไปจะเห็นว่า พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง โดยก่อนหน้านั้น รัฐบาลไทยปกครองโดยผู้มีอำนาจซึ่งแทรกแซงการทำงานของข้าราชการอย่างมาก อย่างไรก็ตามเมื่อคนชั้นกลางออกมาแสดงบทบาททางการเมืองมาก ก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า คนชั้นกลางที่มีบทบาทนั้นเป็นประชากรที่มีอยู่ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การเคลื่อนไหวและรูปแบบทางการเมืองล่าสุดที่ถูกเสนอจากพันธมิตรฯ นั้นกลับไม่นับรวมคนจนซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์


สุภิญญา กล่าวว่า ไม่คิดว่าสื่อไทยจะเลิกล้มอุดมการณ์ประชาธิปไตย และ เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องสากลไม่ใช่เรื่องของตะวันตก แต่อย่างน้อยเมื่อพูดถึงประชาธิปไตยก็ต้องไม่ปฏิเสธเรื่องการเลือกตั้ง


ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าพันธมิตรฯ นั้นได้สร้างความตระหนักขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจริงๆ ทว่าเมื่อภายหลังการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรง ก็ต้องมีการถ่วงดุล และจับตาตรวจสอบ แม้ว่าพันธมิตรฯ จะพูดถึงการปฏิวัติโดยประชาชน แต่จะกลับกลายเป็นความผิดพลาดหากจะปฏิวัติโดยไม่นับรวมคนส่วนใหญ่ของประเทศ


“แม้จะพูดว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งเป็นหลักการพื้นฐาน ดิฉันไม่คิดว่าสื่อมวลชนเลิกล้มแนวทางประชาธิปไตย แต่มันต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยเติบโตได้ด้วยการกินเลือด นี่จึงเป็นเรื่องดีที่จะจะต้องถามว่าทำอย่างไรเราจะพัฒนาประชาธิปไตยโดยปราศจากเลือด”


หมายเหตุ การเสวนาครั้งนี้จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการจัดเสวนาประจำสัปดาห์ทุกๆ วันอังคาร โดยหัวข้อจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของข่าวสาร ในประเทศไทยและสถานการณ์โลก

28 ตุลาคม 2551

จวกพันธมิตรฯหยุดเป่าหูปชช.เลิกซื้อหนังสือในเครือ‘มติชน’


ที่มา ประชาทรรศน์
28 ตุลาคม 2551


‘อดีตนักข่าวมติชน’สุดทน! เล่ห์ม็อบพันธมารเรียกร้องประชาชนเลิกซื้อหนังสือในเครือฯ ยันไม่ได้บิดเบือนแต่เสนออย่างตรงไปตรงมา อัดให้เคารพเสรีภาพสื่อสารฯและ สิทธิรับรู้ข่าวสารของประชาชนบ้าง

นายกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ สื่อมวลชนอิสระ อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี และมติชน เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องยุติการเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนงดซื้อหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเพราะโกรธแค้นที่ทางหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” เสนอข่าวพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพฯ ที่สหรัฐซึ่งเกี่ยวกับ กลุ่มพันธมิตรฯเพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง และ ขัดแย้งกับการนำเสนอของพันธมิตรฯ ที่เรียกร้องต้องการเสรีภาพในการสื่อสารให้สื่อของตนเองคือ สถานีโทรทัศน์‘เอเอสทีวี’ซึ่งถือเป็นการคุกคามสื่อฯ แบบหนึ่ง

นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า ในทางปฎิบัติของสากล จะไม่มีการเรียกร้องให้คว่ำบาตรสื่อมวลชนโดยกลุ่มการเมือง หรือ กลุ่มเคลื่อนไหวใดๆ เพราะเคารพในเสรีภาพทางการสื่อสารและ สิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และ ไม่อยากถูกประณามว่าคุกคามสื่อ ถ้าใครเห็นว่าสื่อนั้นๆ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารก็ใช้วิธีร้องเรียนผ่านองค์กรกำกับดูแลและชี้แจงความจริงผ่านช่องทางต่างๆ หรือ พึ่งขบวนการยุติธรรม แทนที่จะใช้วิธีรณรงค์ให้งดซื้อ หรือ ตามที่มีข่าวถึงขั้นมีสมาชิกพันธมิตรฯ ในบางจังหวัด ข่มขู่ไม่ให้แผงหนังสือนำสื่อเครือมติชนมาขาย

“พันธมิตรไม่มีเหตุผลที่จะคุกคามเครือมติชนเลย เพราะ ข่าวสด ไม่ได้บิดเบือน เป็นการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการแปลผิดแต่ประการใด ที่น่าแปลกคือ ผู้นำพันธมิตรเป็นสื่อมวลชนในเครือผู้จัดการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำสภาการหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลสื่อกันเอง ซึ่งเป็นช่องทางที่พันธมิตรน่าจะใช้ถ้าเห็นว่าข่าวสดลงข่าวไม่เป็นธรรม ไม่ใช่วิธีรณรงค์ให้เลิกซื้อหนังสือพิมพ์อย่างที่ทำอยู่ เพราะยิ่งทำจะทำให้สังคมเห็นว่าพันธมิตรฯ ต้องการผูกขาดการนำเสนอข่าวสารไว้เองด้วยวิธีคุกคาม เหมือนวิธีแบบ “ระบอบทักษิณ” ที่พันธมิตรฯ บอกว่าต้องการล้มล้าง” นายกิตติพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามนายกิตติพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า องค์กรวิชาชีพ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่มีจุดประสงค์ในการพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสื่อ สมควรจะออกมาตำหนิและเรียกร้องให้พันธมิตรฯ หยุดการคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาเจตนารมณ์และเจริญตามรอย คุณอิศรา อมันตกุล นายกสมาคมนักข่าวฯ คนแรก ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชนตลอดชีวิตของท่าน

26 ตุลาคม 2551

สื่อ และ นักวิชาการ, สื่อควร "ลด-เลิก" การให้ความสำคัญกับนักวิชาการบ้าง

โดย ปิยะบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
26 ตุลาคม 2551

ผมว่า สถานการณ์ตอนนี้

มันน่าจะเลยเรื่อง วิชาการ ไปแล้ว

ผมเลยไม่ค่อยเห็นความจำเป็นว่า สื่อต้องไปตามสัมภาษณ์ "นักวิชาการ" เลย

โอเค ถ้าถามกันเรื่องเทคนิค เรื่องเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็อาจจำเป็นต้องถาม แต่ถ้าถามเรื่องความเห็นทางการเมืองตอนนี้ ผมว่าไม่จำเป็นต้องถาม หรือต้องเน้นไปที่นักวิชาการ

กล่าวให้ถึงที่สุด ผมเห็นว่า ถ้าเราถามเรื่องความเห็นทางการเมือง ความเห็นของนักวิชาการ ก็น่าจะมี ราคา พอๆกับ ความเห็นของคนอื่นๆ

ตอนนี้ มันน่าจะเป็นเรื่อง จุดยืนทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องหลักวิชา

คือ คุณมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ก็ว่ามา มีรสนิยมทางการเมืองอย่างไรก็ว่ามา จะแนวเหลือง แนวแดง แนวไม่เหลือง-ไม่แดง ก็ว่ามา ซึ่งผมไม่เห็นว่าต้องใช้ "วิชาการ" "องค์ความรู้" อะไรเลย เป็นเรื่อง รสนิยม ล้วนๆ (และแน่นอน ต้องซื่อตรงกับจุดยืนทางการเมืองของตนเองด้วย ไม่ใช่ปากมันอ้าง ปชต แต่วิธีการ เป้าหมาย แต่ละเรื่อง ไม่เป็น ปชต เลย)

มีข้อสังเกตว่า นสพ ที่นี่ ผมอ่านแล้ว ไม่เห็นเขาให้เครดิตนักวิชาการแบบบ้าขนาดบ้านเรา คือ ให้เครดิตในฐานะแหล่งข่าว ข้อมูล ชิ้นหนึ่ง เหมือนแหล่งข้าว ข้อมูล อื่นๆ

คือ หมายความว่า ถ้าเขาถามเรื่องความเห็นทางการเมือง เรื่องรสนิยม เรื่องเฉดสีทางการเมืองแล้ว ก็ไม่เห็นต้องไปถามนักวิชาการ เช่นกัน ไม่ต้องมาแหกปากเรียกร้องว่า นักวิชาการต้องเป็นกลาง (ในเรื่องรสนิยมทางการเมือง) จึงไม่เห็นนักวิชาการที่พยายามทำตัวเนียนประกาศว่าเป็นกลาง

แต่ถ้าเป็นเรื่องเทคนิค เรื่องหลัก เรื่องทฤษฎี ก็อาจถามไถ่นักวิชาการบ้าง

24 ตุลาคม 2551

เรื่องเล่าเช้านี้ช่อง3สร้างสมดุลข่าวแถลงการณ์ทักษิณ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวAFP มติชน และรายการเรื่องเล่าเช้านี้ช่อง3
24 ตุลาคม 2551


ผมไม่ทราบว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับทิศทางที่ประเทศไทยกำลังมุ่งไป ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกขับพ้นจากตำแหน่ง เพียงเพราะว่าเขาทำรายการโทรทัศน์ แต่กลุ่มคนที่ล่วงละเมิดผิดกฎหมายและยึดครองทำเนียบรัฐบาลกลับได้รับความคุ้มครองจากศาล

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผม ล้วนแต่เป็นการกระทำที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งเป็นการสมคบกันของ บรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ทั้งหลาย ผู้เชื่อในทุกสิ่งอย่าง ยกเว้นประชาธิปไตย ผมเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา เพียงเพราะผมเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งส่งเสริมความหวังและความภาคภูมิใจของคนยากคนจนในประเทศของผม

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

คุณทักษิณทำไปก็เพียงเพราะว่าเขาถูกตัดสินให้ต้องถูกจำคุก2ปี และได้หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ แล้วก็เขียนแถลงการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อแก้ตัว ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากขึ้นในประเทศ เพราะได้ดึงเอาสถาบันต่างๆ รวมทั้งสถาบันตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้อง และสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้คุณทักษิณกลับมาถูกดำเนินคดีในประเทศไทย และหนทางแก้ไขปัญหาการเมืองในเวลานี้อยากพูดเป็นครั้งที่170ว่า ให้ยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ผู้อ่านข่าวรายการ"ความจริงวันนี้"ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ซึ่งเป็นรายการข่าวที่มีผู้ชมสูงที่สุดในประเทศ ได้นำคำแปลฉบับเต็มซึ่งหนังสือพิมพ์มติชนแปลคำแถลงการณ์ของอดีตนายกฯเผยแพร่ออกอากาศในทางรายการเมื่อเช้าวันนี้(24ต.ค.)ดังต่อไปนี้

คำต่อคำ แถลงการณ์ "ทักษิณ" แจกสื่อนอกประจานไทยทั่วโลก (คำแปล)



วูดซัม แมเนอร์
เซอร์เรย์, อังกฤษ
22 ต.ค. 51

เรียน เพื่อนสื่อมวลชนต่างประเทศ


สิ่งที่ผมกำลังเขียนถึงพวกคุณในวันนี้เพื่อให้ความกระจ่างในข้อเท็จจริงบางอย่าง ข่าวพาดหัวที่มีการรายงานว่าผมถูกตัดสินว่ามีความผิดจากการทุจริตต้องโทษจำคุก 2 ปีจากการซื้อที่ดินของภรรยาผม, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร


สิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้คือความจริง ผมถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี ไม่ใช่เพราะข้อหาทุจริต เหตุผลเดียวที่ผมถูกสั่งจำคุก เพราะในช่วงเวลาที่ภรรยาของผมซื้อที่ดินโดยการเปิดประมูลนั้น ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


ผมได้ฟังคำตัดสินเมื่อวันก่อนและจนถึงตอนนี้ ผมยังคงสับสน เพราะไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการฉ้อฉล คอร์รัปชั่น หรือกระทั่งการใช้อำนาจในทางมิชอบที่เกี่ยวเนื่องกับประมูล คำถามคือ ภรรยาของผมเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและตัดสินใจยื่นประมูลที่ดินดังกล่าว เป็นผู้ยื่นเสนอราคาจำนวนมากแก่ผู้ขายซึ่งคือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มากกว่าผู้ยื่นประมูลรายอื่นๆ เป็นผู้เซ็นสัญญาซื้อขายกับผู้ขาย จ่ายเงินค่าที่ดินโดยที่สามีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย ยกเว้นเมื่อต้องเซ็นชื่อยินยอมในเอกสาร


ในแง่ของข้อกล่าวหาเรื่องอิทธิพลอำนาจที่ผมอาจมีเหนือกองทุนฟื้นฟูฯ มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจควบคุมโดยตรงเหนือกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ศาลไม่ได้พบว่าการซื้อขายที่ดินของภรรยาผมมีอะไรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำนอกกฎหมาย เขาไม่ได้ตัดสินว่าเธอมีความผิด เพราะเธอไม่ใช่นักการเมือง แต่ผมเป็น ผมเชื่อว่าพวกคุณจะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เหลืออย่างอิสระเยี่ยงผู้สื่อข่าวมืออาชีพปฏิบัติกัน แต่น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมอาชีพของคุณส่วนใหญ่ในประเทศไทยปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น

สิ่งที่ผมจะสามารถทำความเข้าใจได้ดีที่สุดก็คือ ผมถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงอย่างง่ายๆ เพียงเพราะผมเป็นนักการเมืองคนหนึ่งเท่านั้นเอง ผมผิดเพราะผมเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ ผมได้รับเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีถึงสองสมัยเพราะเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน


ถ้าหากผมจะมีความผิดอะไรสักอย่าง นั่นก็คงเป็นสิ่งที่ผมได้แสดงออกมาให้ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยกลุ่มที่อยู่ในชนบทและไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ได้เห็นว่าพวกเขาสามารถเรียกร้องและมีสิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลของพวกเขาจัดทำนโยบายที่มีประสิทธิภาพและทำโครงการต่างๆที่จะยังผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น


ผมยอมรับคำตัดสินนี้ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน รู้สึกโล่งใจสำหรับภรรยาที่ผมดึงเธอเข้าไปสู่ความยากลำบากมากทีเดียว เพราะความทะเยอทะยานทางการเมืองของผมในการที่จะนำความยิ่งใหญ่และความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่ประเทศและประชาชนของผม ทั้งรู้สึกนึกขัน ปนขมขื่นกับคำตัดสินที่ไร้เหตุผล และรู้สึกกังวลแทนนักการเมืองในประเทศไทยว่า พวกเขาสามารถเดินเข้าคุกไปได้ง่ายๆเพียงเพราะภรรยาที่โชคร้ายของพวกเขาพยายามทำตามกฎหมาย

สำหรับพวกคุณที่อาจไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย ภาครัฐและภาคเอกชนในไทยที่กำลังดำเนินธุรกิจหลายๆ ด้าน ตั้งแต่ สื่อสารโทรคมนาคม ธนาคาร ไฟฟ้าหรือแม้กระทั่งปั๊มน้ำมัน


ผมไม่ทราบว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับทิศทางที่ประเทศไทยกำลังมุ่งไป ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกขับพ้นจากตำแหน่ง เพียงเพราะว่าเขาทำรายการโทรทัศน์ แต่กลุ่มคนที่ล่วงละเมิดผิดกฎหมายและยึดครองทำเนียบรัฐบาลกลับได้รับความคุ้มครองจากศาล


ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผม ล้วนแต่เป็นการกระทำที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งเป็นการสมคบกันของ บรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ทั้งหลาย ผู้เชื่อในทุกสิ่งอย่าง ยกเว้นประชาธิปไตย ผมเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา เพียงเพราะผมเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งส่งเสริมความหวังและความภาคภูมิใจของคนยากคนจนในประเทศของผม


ประเทศไทยเป็นและจะยังคงเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม คนจำนวนไม่มากที่ไม่สามารถเผชิญกับความจริงได้ กำลังขัดขวางเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดพี่น้องชาวไทยจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ และการสิ้นสุดของฝันร้ายอยู่ไม่ไกล


ผมขอขอบคุณที่ให้โอกาสผมได้ร่วมแบ่งปันข้อเท็จจริงกับคุณ


ด้วยความนับถือ
ดร.ทักษิณ ชินวัตร

อย่างไรก็ตามเมื่ออ่านคำแปลแถลงการณ์ฉบับนี้จบ นายสรยุทธ์ได้สร้างสมดุลของข่าวด้วยการสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทางโทรศัพท์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์แสดงออกน้ำเสียงไม่พอใจในแถลงการณ์ พร้อมกับกล่าวว่าดร.ทักษิณทำไปก็เพียงเพราะว่าเขาถูกตัดสินให้ต้องถูกจำคุก2ปี และได้หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ แล้วก็เขียนแถลงการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อแก้ตัว ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากขึ้นในประเทศ เพราะได้ดึงเอาสถาบันต่างๆ รวมทั้งสถาบันตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้อง และสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ดร.ทักษิณกลับมาถูกดำเนินคดีในประเทศไทย และหนทางแก้ไขปัญหาการเมืองในเวลานี้อยากพูดเป็นครั้งที่170ว่า ให้ยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่

.......
จดหมายแถลงการณ์ของ "ทักษิณ" ที่แจกสื่อมวลชนต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)



Woodsome Manor
Surrey, England


22 of October, 2008


Dear My Friends in International Media,


I am writing to you today to clarify few facts, The news headlines have reported that I have been convicted of corruption for two years stemming from the purchase of land by my wife, Khunying Potjaman Shinawatra.


What you have read is true, I was convicted for two years, but not because of corruption charge. The only reason I was sentenced to Jail is because at the time my wife bought the land through the open bid, I was the Prime Minister.


I listened to the judgment yesterday and even now I am still confused ; there is no evidence of fraud, corruption nor abuse of power in relation to the bid in question; my wife was the one who in volved and made decision to bid for the land, offered a lot more seller, Financial Instit ution Development Fund (FIDF), than other bidders, signed the contract with the seller, paid for the land with no involvement from her husband except when he was required to sign a spousal consent form, In terms of any alleged influence I may have had no direct supervisory power over the FIDF. Interestingly, the Court did not find the sale transaction of my wife unlawful or illegal, they did not convict her because she is not a politician; nevertheless, I was . I trust that you will independently verify the above facts as professional journalists often do. Unfortunately, most of you professsional colleagues in Thailand refuse to do so.


The best. I can comprehend is that I was convicted simply because I was a politician . In that case I was quite guite guilty cause I was quite a successful politician, I got elected twice by the majority of thai people as Prime Minister.


If I were to be guilty of anything, that would be what I have shown to the Thai people, especially those underprivileged rural thais that they can, and have the right to, demand their government to provide effective policy and programs to improve their lives.


I received this judgment with mixed feeling; relief for my wife as I pulled her into enough troubles because of my politcal ambition to bring greatness and well-being to my country and my people, amused and bitter with the illogical of the judgment, and worry for those politicians in Thailand that they could go to jail simply because their unhappy spouses may sought to manipulate the law.


For those of you who may not be too familiar with Thailand, state offices and enterprises in Thailand are doing so many businesses from telecommunication, banking, power generator or even owning gas stations.


I do not know should I laugh or cry to see the direction Thailand is moving forward: a democratically elected leader was put out of job because he cooked on a TV show but those who unlawfully trespassed and occupying the government house got protection from the Court.


Whatever happen to me is a political driven actions collaborated by various group of privileged elites who believe in anything but democracy. I am a threat to them because I represent the principle of liberal democracy which promote hope and pride of the poor of my country.


Thailand is and will remain a great and beautiful country. Few people cannot face the face,obstructing the will of majority of the people. I believe that at the end Thai people will win over this struggle. And the end of their nightmare is not far.


I thank you for the opportunity to share the facts with you.


Truly Yours,


Dr. Thaksin Shinawatra

23 ตุลาคม 2551

1พ.ย.ก็ช้าไปแล้ว นัดรวมพลคนเสื้อแดงเสาร์นี้ต้านทหารฉวยโอกาสปฏิวัติ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน ไอเอ็นเอ็น ประชาทรรศน์
23 ตุลาคม 2551

สมชายบินประชุมASEMเมืองจีนแล้ว ไม่สนหมอดูทักไปแล้วไปลับไม่ได้กลับมา ทักษิณออกแถลงการณ์ประท้วงชาวโลก ถูกตัดสินจำคุกสุดประหลาด งงคุณหญิงพจมานรอดแต่ตนเองโดนเพราะเป็นนักการเมือง เผยหากจะมีความผิดก็เพราะช่วยคนจนให้ลืมตาอ้าปาก นปช.ผวาทหารอาศัยจังหวะนายกฯไม่อยู่แอบยึดอำนาจ นัดรวมพลคนเสื้อแดงสนามหลวงเสาร์นี้ซักซ้อมต้านรัฐประหาร ไม่ต้องรอถึง1พ.ย.แล้ว

"สมชาย"ไม่เชื่อคำหมอดูทักไปแล้วไปลับไม่ได้กลับไทย พร้อมบินประชุมอาเซม

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 ต.ค. เพื่อเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชียยุโรป (อาเซม) โดยเดินทางไปพร้อมกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยาและคณะผู้ติดตาม ซึ่งนายกฯกล่าวก่อนเดินทางถึง กรณีที่มีหมอดูมาทำนายว่าจะไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทยอีก หลังเดินทางออกนอกประเทศ ว่า ขอบคุณในความหวังดี แต่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อ เพราะทุกอย่างต้องอยู่บนหลักเหตุผล และหากเชื่อหมอดูก็จะเสียการงานของประเทศ

หวั่นกองทัพคิดไม่ซื่อ! นปช.นัดชุมนุมใหญ่ซ้อมต้านรัฐประหาร25ต.ค.นี้

หวั่นชุดพรางคิดไม่ซื่อปฏิวัติ! คนรักประชาธิปไตยอย่างนปช.อยู่เฉยไม่ได้เรียกคนเสื้อแดงชุมนุมซักซ้อมต้านรัฐประหารใหญ่ที่สนามหลวง 25 ต.ค.นี้

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่าว่าในวันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม 2551 นี้ เวลา 17.00 -23.00 น.ทางกลุ่ม นปช.จะนัดรวมตัวเพื่อชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อปราศรัยที่ท้องสนามหลวง โดยการปราศรัยจะนำโดย อาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย และนายอดิศร เพียงเกษ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 20.00 น. จะทำการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมจากท้องสนามหลวงไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อเป็นการซักซ้อมวิธีต่อต้านการรัฐประหาร ขณะเดียวกันได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมชุมนุมสวมใส่เสื้อสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

นายสมยศ กล่าวยืนยันว่า การชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีการยั่วยุผู้ชุมนุมให้ความรุนแรงหรือไปกระทบกระทั่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปักหลักชุมนุมกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ผู้ชุมนุมของเราจะไม่เคลื่อนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยั่วยุให้เกิดการปะทะกับพันธมิตรเด็ดขาด เพราะการชุมนุมครั้งนี้ต้องการซักซ้อมการต่อต้านหากการยึดอำนาจจากทางทหารแบบระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น”แกนนำนปช. กล่าว

‘ณัฐวุฒิ’เชื่อใครคิดปฏิวัติ ลั่นปชช.นับแสนฮือต้าน!


โฆษกรัฐบาลระบุชัด! หากเกิดการยึดอำนาจ ประชาชนนับแสนคนจะออกมาต่อต้านแน่นอน ส่วน‘ทักษิณ’เตรียมต่อสายตรง‘ความจริงวันนี้’ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เชื่อ 1 พ.ย.คนมาแน่นราชมังคลาฯ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ‘ความจริงวันนี้’โดยจะออกอากาศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานว่า ตนก็เพิ่งทราบจากข่าว และยังไม่ได้คุยกับผู้จัดรายการ ว่าจะมีการให้พ.ต.ท.ทักษิณส่งสัญญาณ โทรศัพท์มาหรือไม่

ทั้งนี้ทางผู้จัดรายการจะแถลงถึงรูปแบบการจัดงานและวัตถุประสงค์ให้สื่อมวลชนได้ทราบในสัปดาห์หน้า แต่โดยหลักการก็ต้องถือว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ สู่สาธารณะได้

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะเป็นการยั่วยุฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ถือเป็นการจัดกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่มีรั้วรอบขอบชิดชัดเจน ไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน มีกำหนดเวลาเริ่มและเลิกชัดเจน เป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ ไม่มีนักรบหรือกองกำลังจากที่ใดมาคอยดูแลห้อมล้อมให้ตกใจกัน แม้จะมีการแสดงอารมณ์ความรู้สึกจากประชาชนทางด้านการเมืองบ้าง แต่ก็ถือเป็นมิติใหม่ของการชุมนุมเคลื่อนไหว และคิดว่าในวันดังกล่าวประชาชนจะมาชุมนุมเต็มสนามราชมังคลาฯ

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกระแสการปฏิวัติว่า ตนเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีการออกมาปฏิวัติของทหารจะมีประชาชนออกมาต่อต้านมากกว่า 7 หมื่นคนแน่นอน

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของรายการ “ความจริงวันนี้” กับพล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อาจถูกมองว่าเป็นกระบวนการเดียวกัน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีการดำเนินการร่วมกัน เพียงแต่ทั้ง 2 กลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อต้านการรัฐประหารทันที และเป็นความต้องการร่วมกันที่อยากจะเอาทำเนียบรัฐบาลคืนมา

ส่วนที่ พล.ต.อ.สล้างประกาศปิดล้อมทำเนียบฯ และอาจใช้อาวุธพิเศษเพื่อสลายกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในชั้นนี้ยังเป็นเพียงการแสดงความเห็น หากมีกรณีที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูญเสีย เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะต้องพยายามเจรจาควบคุมไม่ให้เกิดขึ้น อยากตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนหลายกลุ่มวันนี้มีเพียงกลุ่มพันธมิตรฯกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตนเอง มีการประกาศตัวเป็นนักรบ จัดหน่วยลาดตระเวน และตั้งสน.พันธมิตรฯ ซึ่งสังคมควรจะกังวลว่าสภาพในทำเนียบฯกลายเป็นที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธไปแล้วหรือ

AFP รายงานข่าว อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ส่งจดหมายถึงสื่อต่างประเทศ

พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่ถูกโค่นอำนาจจากการทำรัฐประหาร ได้ส่งจดหมายถึงสื่อต่างประเทศหลายสำนัก โดยระบุว่า คำตัดสินให้เขาต้องรับโทษจำคุก 2 ปี ของศาลไทยมีเบื้องหลังทางการเมืองแอบแฝงอยู่ ทั้งนี้เป็นรายงานจากสำนักข่าว AFP ในวันนี้

AFP ระบุว่า ในจดหมายที่พันตำรวจโททักษิณส่งถึงสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รวมทั้งโทรสารที่ส่งมายังสำนักงานของ AFP ในกรุงลอนดอน ฉบับนี้ นั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ยืนยันว่า ไม่ได้มีหลักฐานใดๆ ที่ระบุว่า ตัวเขาฉ้อฉล คอร์รัปชัน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในครั้งนี้ ล้วนเป็นเรื่องทางการเมืองทั้งสิ้น

พันตำรวจโททักษิณ วัย 59 ปี ซึ่งเดินทางมาอังกฤษเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถูกตัดสินให้ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาช่วยให้ภรรยาของเขาซื้อที่ดินของรัฐได้ในราคาต่ำเมื่อปี 2003 ในขณะที่ภรรยาของเขา ถูกตัดสินว่า ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา

โดยพันตำรวจโท ทักษิณ ระบุว่า "น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมภรรยาของผม ซึ่งไม่ได้เป็นนักการเมือง ถูกตัดสินว่าไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนตัวผม ซึ่งเป็นนักการเมือง กลับถูกตัดสินว่ามีความผิด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคดีนี้มีเรื่องทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง "

นอกจากนี้ จดหมายดังกล่าวยังระบุด้วยว่า หากเขาจะกระทำความผิดใด ๆ ก็คงเป็นเพราะสิ่งที่เขาได้แสดงให้ชาวไทย โดยเฉพาะชาวชนบทที่ยากไร้ได้เห็นว่า พวกเขาซึ่งเป็นคนยากจนสามารถมีสิทธิได้ รวมทั้งสามารถเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และโครงการที่สามารถพัฒนาชีวิตของพวกเขาได้

ผู้การตร.อัดสื่อไทยฯกลัวความถ่อย‘พันธมาร’


โดย ประชาทรรศน์
23 ตุลาคม 2551

ผู้การฯ พธ.จวกยับสื่อฯ เมินข้อเท็จจริงเหตุสลายม็อบถ่อยหน้ารัฐสภา ซัดสื่อไทยกลัวพันธมารตีหัว-ถลกหนัง ไม่กล้าเสนอข่าวตำรวจโดนทำร้าย โต้เผือกร้อน “หมอพรทิพย์” ระบุแก๊สน้ำตาไม่รุนแรง มีอนุภาพแค่ทำให้ระคายเคือง ยืนยันไม่สามารถทำให้คนตายได้ ชี้ที่พันธมิตรฯแขน-ขาขาด แจงมือที่ 3 ขว้างระเบิดปิงปองใส่ผู้ชุมนุม

“การที่สื่อฯไม่กล้าเสนอความจริง หรือเพราะกลัวกลุ่มพันธมิตรฯ จะเข้ามาตีหัว มาถลกหนัง จนไม่กล้านำเสนอข่าวตำรวจถูกทำร้ายอย่างน่าเห็นใจ” พล.ต.ต.ภูวดล วุฑฒกนก ผู้บังคับการกองพลาธิการและสรรพาวุธ (ผบก.พธ.) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวประชาทรรศน์ โดยมีการโต้ตอบกรณีที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ออกมาระบุถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากได้รับแก๊สน้ำตาที่สั่งมาจากประเทศจีน

ในเรื่องนี้ พล.ต.ต.ภูวดล ระบุว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา เพียงเพราะต้องการให้เกิดเสียงดังและให้ผู้ชุมนุมเกิดความเกรงกลัวเท่านั้น

พล.ต.ต.ภูวดล กล่าวยืนยันว่า อนุภาพของแก๊สน้ำตาที่นำมาจากประเทศจีนนั้น ไม่สามารถทำให้คนตายได้ เพราะหากสัมผัสโดยตรงด้วยการหายใจ กลืนกิน สัมผัสกับร่างกาย ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือก ทางเดินหายใจ มีอาการเวียนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก และเจ็บตา

พร้อมกันนี้ ได้เปรียบเทียบแก๊สน้ำตาที่สั่งซื้อจากจีน กับแก๊สน้ำตาที่ประเทศตะวันตกและสหรัฐฯใช้ควบคุมฝูงชน ซึ่งจะกระจายแก๊สออกมาโดยไม่มีเสียงดัง ตกใกล้ก็ไม่ทำให้คนเจ็บ เพราะมันไม่มีสะเก็ด ฉะนั้นคนเจ็บอะไรเนี่ย ต้องไปตรวจหาสารอื่นด้วย ไม่ใช่ตรวจแต่สาร RDX เพียงอย่างเดียว เพราะสาร RDX มันจะมีกระจายไปหมด ทั้งคนเจ็บคนไม่เจ็บ เมื่อตรวจคนไหนก็จะพบสารตัวนี้มีทุกคน เนื่องจากสารระเบิดนี้จะหมดฤทธิ์ด้วยการกระจายขึ้นฟ้าเพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งด้วยสรุปว่ามันมาจากแก๊สน้ำตาของจีน

อย่างไรก็ตาม ผบก.พลาธิการและสรรพาวุธ กล่าวยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค.นั้น ไม่มีสะเก็ดที่จะไปทำร้ายใคร พยานในที่เกิดเหตุก็เห็นเยอะแยะ ซึ่งต้องดูด้วยว่ามันมาจากสารอื่นหรือเปล่า หากผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบอกว่ามันมาจาก RDX ก็พูดไม่ได้ เพราะว่าทุกคนก็มี RDX ทั้งหมด ส่วนควันมันจะกระจายเต็มไปหมดตรวจตรงไหนก็เจอ

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ภูวดล ยังตำหนิการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กรณีไม่ยอมเสนอข้อเท็จจริง ว่าตำรวจถูกทำร้ายอย่างไร ม็อบพันธมิตรฯมีพฤติกรรมยั่วยุเจ้าหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งภาพเหตุกาณณืที่บันทึกไว้ในที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันได้ชัดเจนว่ามีความพยายามปลุกปั่นให้เกิดเหตุรุนแรง และมีการขว้างปาระเบิดปิงปองเข้าไปยังพื้นที่ชุมนุม

22 ตุลาคม 2551

เมื่อ Awareness ปะทะกับ Loyalty คำถามถึงสื่อมวลชนไทย


โดย คุณBugbunny
ที่มา บอร์ดประชาไท
22 ตุลาคม 2551

สรยุทธ สุทัศนจินดา เคยเป็นพิธีกรชั้นนำทำเงินได้วันละหลายหมื่นหลายแสนบาท แต่การกระทำของเขาในวันที่เชิญผู้นำเหล่าทัพมาออกทีวีนั้น คือการทำร้าย Loyalty ของตัวเขาเอง จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ เพราะเขาเอาสิ่งไร้คุณภาพทางการเมืองอันได้แก่การปฏิวัติรัฐประหารมานำเสนอสู่สาธารณชน สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เคยเป็นหนึ่งในจอโทรทัศน์ แต่วันนี้เขาไม่เหลือความเชื่อถืออะไรอีกเลยในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็เพราะการกระทำของตัวเองที่หลงไหลอยู่กับวิธีสร้าง Awareness ที่ไม่ได้สร้าง Loyalty


ผมยังจำท่าทีถากถางเย้ยหยันของผู้ร่วมสนทนาคนหนึ่งในวงพูดคุยเรื่องสถานการณ์ได้ดี เพราะผมเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ให้ราคาความสำคัญกับ ASTV มากนัก แต่โดนสวนมาว่ารู้ไหม ASTV เดี๋ยวนี้มีในอีสานแล้ว ผมไม่ได้โต้แย้งเพราะยังต้องการให้การสนทนาดำเนินต่อไป ในขณะที่ในใจเพียงแต่อยากถามว่า แล้วคนอีสานเชื่อตาม ASTV หรือเปล่า? ข้อมูลของพวกเขาสามารถสร้าง Convincing Power ให้เกิดกับผู้รับสารได้หรือเปล่า? เราไม่ควรมองแค่การที่สื่อพยายามสร้าง Awareness แล้วเราก็เข้าไปยอมรับ ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันต้องมองต่อไปด้วยว่า ข้อมูลของ ASTV นั้นมีผลต่อ Loyalty ในหมู่ประชาชนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยผลประโยชน์อันจับต้องได้อย่างแท้จริงจากรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แค่ไหนต่างหาก สำหรับผมแล้ว ASTV สร้างไม่ได้มาก สร้างได้แต่ Awareness เท่านั้น ท่าทีที่ใช้การด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงแสดงตนว่าเป็นนักสู้ผู้กล้าหาญ ฯลฯ คือ Positioning ของ ASTV และถูกใจคนที่ตัดสินทุกอย่างด้วยอารมณ์ชื่นชอบหรือเกลียดชังรวมทั้งการบูชาตัวบุคคลเท่านั้น มันมีสภาพไม่ต่างจากการที่คนชื่นชมการปราศรัยของ ฮิตเลอร์ เหมา ฯลฯ ไม่ได้หยุดคิดด้วยวิจารณญานว่า ASTV ชี้ทางออกที่ถูกต้องให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรมจริงหรือเปล่า นอกจากฝันว่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้โดยไม่ต้องลงมือทำจริง ๆ หรือง่าย ๆ พูดอะไรก็พูดได้ แต่ทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า

การสร้าง Awareness เป็นงานของสื่อ ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่หากเอา Marketing Communication มาจับแล้ว จุดสำคัญที่สุดของมันคือการทำให้เกิด Believability ขึ้นให้ได้ในกลุ่มเป้าหมายต่างหาก ซึ่งมันจะต้องมาจากเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ มี Reason Whyที่ชัดเจน ตัว Product เองก็ต้อง Lift up to it’s claimed แล้วมันจะกลายเป็นความภักดีหรือ Loyalty ที่คราวนี้ยากนักที่จะทำให้หลุดไปจากใจประชาชน ยกเว้นว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่พัฒนาให้ตามทันความเปลี่ยนแปลงของประชาชนส่วนใหญ่ มันก็จะตายไปตามหลักการ Product Life Cycle นี่คือความเป็นอนิจจังของผลิตภัณฑ์ ที่ไม่ได้ต่างไปจากความเป็นอนิจจังทางการเมือง

พรรค ปชป. มีสิ่งที่เขาสร้างขึ้นในภาคใต้ของประเทศมานานคือ Loyalty ของพรรคในฐานะพรรคคนใต้ ต่อต้านเผด็จการ เขาเคยมีผู้แทนจากเกือบทุกเขตในหลายภาคทั่วประเทศรวมทั้งภาคเหนือภาคอีสานมาแล้ว แต่วันนี้ฐานใหญ่ของเขาเหลืออยู่แค่ภาคใต้ แต่ถ้าพรรค ปชป.ยังคงทำตนสนับสนุนเผด็จการแบบนี้ต่อไป อนาคตของเขาก็จะไม่ได้สดใสแน่นอนแม้แต่ในบ้านเกิด เพราะคนใต้นั้นไม่ได้นิยมเผด็จการ พวกเขาเป็นนักสู้ต่อต้านเผด็จการมายาวนานในประวัติศาสตร์โดยตลอด Loyalty ของพรรค ปชป.จะลดลงเมื่อพรรคของเขาไม่ได้มีคุณสมบัติที่ Lift up to it’s claimed เช่นกัน

ฝากบอกผ่านไปยังสื่อทั้งหลายว่า การวิเคราะห์ตามหลักการเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนจะต้องเอามาวิเคราะห์ตัวเองให้ชัดเจนด้วย การสร้าง Awareness ของสื่อนั้นทำได้ แต่มันสร้าง Loyalty ให้เกิดกับตัวสื่อเองจากประชาชนหรือไม่ หากผลิตภัณฑ์หรือข้อมูลที่สื่อทั้งหลายนำออกมานั้นเป็นข้อมูลเลว ๆ Loyalty ของตัวสื่อเองในหมู่ประชาชนก็จะลดลงและหายไปในที่สุด ตอนนี้ยอดขายต่าง ๆ และยอด Viewer น่าจะบอกกับสื่อต่าง ๆ ได้แล้วว่ามีการลดลงจนน่ากังวลของผู้ชมรายการและผู้ซื้อหนังสือพิมพ์ อยากให้พิจารณาและวิจารณ์ตนเองกันดูบ้าง

สรยุทธ สุทัศนจินดา เคยเป็นพิธีกรชั้นนำทำเงินได้วันละหลายหมื่นหลายแสนบาท แต่การกระทำของเขาในวันที่เชิญผู้นำเหล่าทัพมาออกทีวีนั้น คือการทำร้าย Loyalty ของตัวเขาเอง จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ เพราะเขาเอาสิ่งไร้คุณภาพทางการเมืองอันได้แก่การปฏิวัติรัฐประหารมานำเสนอสู่สาธารณชน สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เคยเป็นหนึ่งในจอโทรทัศน์ แต่วันนี้เขาไม่เหลือความเชื่อถืออะไรอีกเลยในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็เพราะการกระทำของตัวเองที่หลงไหลอยู่กับวิธีสร้าง Awareness ที่ไม่ได้สร้าง Loyalty ตอนนี้ Loyalty ของเขาหลงเหลืออยู่เฉพาะในหมู่แม่ยกและสาวกหน้ามืดตามัวจำนวนไม่มากนักเท่านั้น เมื่อเทียบกับประชาชนส่วนใหญ่ ในสังคม ซึงเราก็คงต้องปล่อยไป เพราะศรัทธาบางทีก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เหมือนกับกรณีพระยันตระในอดีต

เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับวันนี้ เห็นการรายงานข่าวสองด้านมากขึ้น การกล้าปะทะกับเครือผู้จัดการอย่างไม่กลัวเกรงของข่าวสด การเสนอภาพปกโดยไม่ Pretending ของนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์ในสภาพที่ไม่ใช่คัดเลือกแล้วส่งมา ได้ยินรายการวิทยุหลายสถานีที่ประกาศตนชัดเจนว่าต่อต้านพันธมิตร หรือ Public Figure แบบคุณปลื้มที่เคยระวังตัวมากเมื่อก่อน กล้าออกมาโชว์ความคิดอิสระในวันนี้ อยากบอกว่าสถานการณ์เช่นนี้จะขยายตัวมากยิ่งขึ้นอีก เพราะAwareness ที่สื่อมวลชนฝ่ายเผด็จการศักดินาอำมาตย์พยายามสร้างขึ้นนั้นมันไม่สามารถสร้าง Loyalty ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน รวมทั้งทำให้ Loyalty ที่ประชาชนเคยมีในอดีตต่อตัวสื่อเองลดหายไปเกือบหมดแล้ว เพราะ Claim และ Positioning ของสื่อกลุ่มนั้นที่เคยยืนยันว่า ต่อต้านเผด็จการ รักประชาธิปไตย มันไม่ได้ Lift up to it’s claimed ของพวกเขาเลยในวันนี้ อีกไม่นานสื่อเหล่านี้ก็จะตายไปเอง คอยดูก็แล้วกัน มันพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก

สื่อรายงานแม่ค้า วินมอไซค์ แท็กซี่ ตร.อารยะขัดขืนหมอจุฬาฯ


หมดศรัทธาหมอจุฬาฯ-พ.ต.ต.สาโรจน์ นนทเศรษฐ อดีตนายตำรวจตม. เปิดใจทำเรื่องขอคืนบัตรบริจาคดวงตา และอุทิศร่างกายให้ร.พ.จุฬาฯใช้ศึกษา หลังหมอร.พ.จุฬาฯ ประกาศไม่รักษาตำรวจ ระบุไม่อยากให้เป็นที่รังเกียจของแพทย์และนิสิต (ที่มา: เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด)


แม่ค้าสามย่าน-มอเตอร์ไซต์รับจ้าง ‘อารยะขัดขืน’ แพทย์-นิสิตแพทย์จุฬา

ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกรายงานว่าหลังจากที่แพทย์บางกลุ่มออกมาประณามและปฏิเสธที่จะให้การรักษาตำรวจนั้น ล่าสุดแพทย์โรงพยาลจุฬาลงกรณ์ และนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า พ่อค้าแม่ค้าและร้านค้าหลายแห่งบริเวณสามย่าน กรุงเทพฯ ปฏิเสธขายสินค้าให้ ส่วนคนขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างก็ไม่ยอมให้บริการ สร้างความมึนงงให้แก่แพทย์และนิสิตอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม แพทย์และนิสิตจุฬาฯ แก้ปัญหาดังกล่าวโดยการฝากกันซื้ออาหารมารับประทาน เพราะต้องการลดแรงเสียดทานของสังคม และลดการเผชิญหน้า


ด้านศ.นพ.สมศักดิ์โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่แพทย์ถูกละเมิดสิทธิด้วยการที่ร้านค้าบางแห่งไม่ขายสินค้าให้ว่า เป็นเสรีภาพที่ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ จะดำเนินการได้ตามที่ต้องการ เพราะไม่ได้มีจรรยาบรรณวิชาชีพมากำกับเหมือนวิชาชีพแพทย์ ฉะนั้น หากกลุ่มอาชีพใดที่จะไม่ขายสินค้า หรือให้บริการแก่กลุ่มแพทย์ ก็ควรจะมีการเขียนป้ายปิดไว้ที่หน้าร้านหรือสถานประกอบการ เพื่อที่แพทย์จะได้ไม่เข้าไปใช้บริการ ทั้งนี้ แพทย์ที่ออกมาแสดงออกด้วยการปฏิเสธที่จะไม่รับรักษาตำรวจ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีแพทย์คนใดที่ไม่รับรักษาตำรวจจริง และยังไม่มีตำรวจคนใดร้องเรียนมายังแพทยสภาว่าแพทย์ไม่รับรักษา


“ผมมองว่าที่แพทย์ออกมาดำเนินการเช่นนั้นเป็นเพียงต้องการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการต่อต้านการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นเพราะแพทย์ส่วนหนึ่งโทรศัพท์มาหาผม แสดงความคับข้องใจที่ในช่วงแรกที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ กระทั่งช่วงหลังจึงยอมให้แพทย์เข้าไป จนตำรวจสามารถถ่ายภาพเดี่ยวผู้ได้รับบาดเจ็บเก็บไว้ได้ ซึ่งแพทย์ก็ผิดหวังว่าทำไมไม่ให้เข้าไปช่วยคนเจ็บ ปล่อยให้นอนเจ็บปวดและตำรวจเข้าไปถ่ายรูปเดี่ยวเก็บไว้ได้อย่างไร แต่หากมองในแง่ดีตำรวจอาจเกรงแพทย์และพยาบาลจะได้รับอันตราย แต่ในความเป็นจริง ในยามสงครามไม่มีใครทำร้ายแพทย์และพยาบาล” ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว

ตำรวจทำเรื่องยกเลิกบริจาค ‘อาจารย์ใหญ่’ รพ.จุฬา

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. พ.ต.ต.สาโรจน์ นนทเศรษฐ อายุ 80 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6/95 แฟลตการเคหะ ซอยศรีบูรพา 18 ถ.ศรีบูรพา แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. ข้าราชการบำนาญ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งจดหมายมายังกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถึงการส่งคืนบัตรผู้แสดงความจำนงอุทิศดวงตา ของศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย และบัตรอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์ คืนแก่ร.พ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาด ไทย เนื่องจากเห็นว่าการกระทำของแพทย์ทั้ง 2 สถาบัน ใช้อารมณ์โดยไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพ ทำให้รู้สึกเสียใจมาก กับการที่ได้ยอมสละร่างกายและดวงตาเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาของแพทย์ จึงคิดว่าควรจะเปิดเผยให้สาธารณะได้รับทราบอาจเป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง



หนังสือที่ พ.ต.ต.สาโรจน์แจ้งไปยังผอ.ร.พ.จุฬา ลงกรณ์ มีใจความว่า ตามที่ตนได้แจ้งความจำนงอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาของแพทย์ ณ ร.พ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ปรากฏตามบัตรอุทิศร่างกายเลขที่ 8254 พร้อมทั้งได้อุทิศดวงตา ตามสำเนาบัตรเลขที่ เอ 018155 ไว้แล้วนั้น บัดนี้ได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชนทั้งหลายว่า คณะแพทย์ ร.พ.จุฬาลงกรณ์จะไม่รับตรวจรักษาตำรวจ ทำให้รู้สึกตกใจมาก และเกรงว่าการอุทิศร่างกายเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ หรือแพทย์ที่ทำการศึกษา ตามที่สภากาชาดไทยกล่าวว่า เปรียบเสมือน "อาจารย์ใหญ่" นั้น อาจถูกปฏิเสธหรือรังเกียจจากคณะนักศึกษาและแพทย์ไม่ยอมรับร่างกายของตน ซึ่งเป็นตำรวจไว้ทำการศึกษาก็เป็นได้ ดังนั้นจึงขอถอนตัวออกจากการอุทิศร่างกายและดวงตาให้กับสภา กาชาดไทย เพื่อมิให้เป็นที่รังเกียจของคณะนักศึกษาและแพทย์ร.พ.จุฬาลงกรณ์ต่อไป พร้อมกันนี้ได้ส่งบัตรอุทิศร่างกายและดวงตาคืนไปด้วย



อนึงขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่า การปฏิบัติของตนครั้งนี้ มิได้เกี่ยวข้องกับการเป็นสถาบันหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น การออกมาประกาศไม่รับรักษาตำรวจก็ดี การเดินขบวนต่อต้านการกระทำของตำรวจก็ดี ตนเห็นว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคณะแพทย์ทั้งจาก ร.พ.จุฬาลงกรณ์ และมหาวิทยาลัย แต่ถึงอย่างไรก็ตามขอกราบเท้าขอบพระคุณคณะแพทย์ทั้งหลายที่ได้ช่วยดูแลรักษาให้มีชีวิตยืนยาวมาถึง 80 ปี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะแพทย์ นิสิต นักศึกษาทั้งหลายจะได้มีจิตสำนึกที่ดีงาม


แทกซี่ไม่รับพันธมิตร ทนายพันธมิตรแจ้งความเล็งเอาผิด

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ต.ค. หลังจากกลุ่มพันธมิตรสลายการชุมนุมดาวกระจายที่ย่านสีลม ที่บริเวณสวนลุมพินี ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุรถแท็กซี่สีแดง เลขทะเบียน ทม.735 กทม. ปฏิเสธรับผู้โดยสารซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตร ภายหลังเกิดเหตุแท็กซี่คันดังกล่าวได้ขับรถหลบหนีมุ่งหน้าไปทางด้านหลังสวนลุมพินี บริเวณแยกหลังสวน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถสกัดจับได้


นายรังสรรค์ บัณฑุกุล อายุ 62 ปี ผู้ประสบเหตุกล่าวว่า ระหว่างที่แกนนำได้ประกาศยกเลิกชุมนุม ได้เรียกแท็กซี่คันดังกล่าว ที่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อจะไปรับประทานอาหารที่สหกรณ์กองทัพบกและเดินทางไปชุมนุมต่อที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่เปิดประตูเพื่อก้าวเข้าไปนั่งบนเบาะหลังของแท๊กซี่ได้ประมาณครึ่งตัว แต่แท็กซี่คันดังกล่าวปฏิเสธที่จะรับและออกรถทันที ทำให้ล้มลง หัวไหล่และข้อศอกได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ทนายความพันธมิตรจะแจ้งความกับตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันและเอาผิดกับแท็กซี่คันดังกล่าวต่อไป


ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกแจ้งว่า แท็กซี่ที่ปฏิเสธรับผู้โดยสารโดยไม่มีเหตุอันควร จะถูกปรับ 1,000 บาท ถูกตัด 20 คะแนน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 15 วัน

21 ตุลาคม 2551

สื่อนอกชี้ตัดสินจำคุกทักษิณ คนไทยยิ่งแตกร้าว



คนละอารมณ์-ขณะที่พันธมิตรพากันเฮลั่นสะใจที่ศาลสั่งจำคุกทักษิณ2ปี แต่ผู้สนับสนุนชูป้ายว่า"ทักษิณมีความผิดก็เพราะว่าคนจนรัก"

โดย สำนักข่าวเอเอฟพี
21 ตุลาคม 2551

เอเอฟพี ตีข่าว “ทักษิณ” ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี ในความผิดผลประโยชน์ขัดแย้งคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ คำพิพากษาแรกในหลายคดีที่มีต่อมหาเศรษฐีผู้หลบหนีอยู่ต่างแดน ขณะที่นักวิเคราะห์ ชี้ คำพิพากษาไม่เปลี่ยนความเห็นของทุกคนและสังคมไทยยังคงแตกแยกอย่างลึกซึ้ง

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาฯนี้ เกี่ยวข้องกับกรณีสัญญาซื้อขายราคาถูก ที่ ทักษิณ ช่วยเหลือ พจมาน ภรรยาของเขาได้มันมาครอบครองในปี 2003 อย่างไรก็ตาม เอเอฟพี ระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรี วัย 59 ปี รอดพ้นข้อกล่าวหาใช้อำนาจโดยมิชอบที่รุนแรงกว่า ส่วน พจมาน หลุดพ้นทุกข้อกล่าวหา

สื่อต่างประเทศรายนี้ ระบุต่อว่า จำเลยทั้งสองคนไม่ได้มาฟังคำพิพากษา ได้หนีไปอาศัยอยู่ในอังกฤษตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยอ้างว่าไม่ได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรม

ทั้งที่ดินหรือเงินที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญายังไม่ถูกยึด แต่ศาลได้ออกหมายจับใหม่ต่อทักษิณ และอัยการ บอกว่า พวกเขาจะขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากอังกฤษ

นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เปิดเผยกับเอเอฟพี ว่า คณะทำงานจะมาคัดสำเนาคำพิพากษาให้อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ แปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนำไปประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการติดตามนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในไทยให้เร็วที่สุด

เอเอฟพี ระบุว่า ผู้สนับสนุน ทักษิณ หลายร้อยคน รวมตัวกันบริเวณด้านนอกศาล และนักวิเคราะห์ กล่าวว่า คำตัดสินดูเหมือนจะไม่สามารถบรรเทาความยุ่งเหยิงทางการเมืองไทยได้

นักวิเคราะห์ระบุว่า คำพิพากษาดูจะเป็นชัยชนะของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับเยียวยาความแตกแยกอย่างลึกซึ้งในสังคมระหว่างกลุ่มเพื่อนของทักษิณกับศัตรูได้เพียงเล็กน้อย

“คำพิพากษานี้ไม่ได้เปลี่ยนความเห็นของทุกคน บางคนคิดว่าเขาคือคนโกง แต่บางคนก็คิดว่าเขาถูกประหัตประหารอย่างไม่ยุติธรรม” คริส เบเกอร์ นักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทย กล่าว

20 ตุลาคม 2551

ข่าวสดย้ำแผลพันธมิตร:They do things for themselves



ผลจากการบอยคอต-บรรดานักอ่านต่างเลือกซื้อหนังสือภายในบู๊ธมติชน ระหว่างงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 13 กันอย่างเนืองแน่น ซึ่งภายในบู๊ธมีหนังสือลดราคา 15-80% ให้เลือกอ่านกันอย่างจุใจ ซึ่งงานนี้จะมีไปจนถึงวันที่ 23 ตุลาคมนี้เท่านั้น ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน ข่าวสด และผู้จัดการ
20 ตุลาคม 2551

มติชนออนไลน์โชว์ภาพแฟนๆยังแน่นเหนียว แม้ว่าจะถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดของพันธมิตรประกาศสั่งให้สาวกบอยคอตเลิกซื้อเลิกอ่านและเลิกคบคนที่อุดหนุนหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด มติชนสุดสัปดาห์ เนื่องจากมติชนแปลข่าวสมเด็จพระเทพฯตรัสถึงการชุมนุมของพันธมิตรว่าไม่ได้กระทำในนามของสถาบันฯ แต่ทำไปเพื่อพวกเขาเอง

ทั้งนี้มติชนนำเสนอภาพข่าวในเวบไซต์ของตนเองถึงบรรยากาศนักอ่านเข้าเยี่ยมชมบู๊ธของตนเองอย่างคับคั่ง พร้อมกับบรรยายภาพว่า"บรรดานักอ่านต่างเลือกซื้อหนังสือภายในบู๊ธมติชน ระหว่างงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 13 กันอย่างเนืองแน่น ซึ่งภายในบู๊ธมีหนังสือลดราคา 15-80% ให้เลือกอ่านกันอย่างจุใจ ซึ่งงานนี้จะมีไปจนถึงวันที่ 23 ตุลาคมนี้เท่านั้น ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ "

"They do things for themselves"
คอลัมนิสต์ของข่าวสดคือเหล็กในได้เขียนบทความเรื่อง"They do things for themselves"ความว่า

ผ่านพ้นไปแบบมวยเชิงสูงด้วยกันทั้งคู่

สำหรับการเผชิญหน้าผ่านจอทีวีระหว่างพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ

วันนี้นายกฯยังชื่อสมชาย ไม่ลาออก ตามคำแนะนำของผบ.ทบ.

พล.อ.อนุพงษ์ก็ยังนั่งเก้าอี้ผบ.ทบ. ทั้งๆ ที่ก้าวล่วงผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งในรัฐบาลและกองทัพ ?

คอการเมืองการทหารคงจำกันได้ 20 กว่าปีก่อนพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผบ.ทบ.ขณะนั้น

ออกทีวีช่อง 5 "แนะนำ"นายกฯเรื่องค่าเงินบาท

ปรากฏว่าอีกไม่นานผบ.ทบ.โดนเด้งตกเก้าอี้

นายกฯวันนั้นชื่อเปรม ติณสูลานนท์ !

เมื่ออยู่ๆ ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอย ผบ.ทบ.ออกทีวี"แนะนำ"นายกฯอีกครั้งในรอบ 20 กว่าปี

แถมไม่มาเดี่ยว ยังหนีบ 3 ผบ.กองทัพ กับ 1 ผบ.ตร.มาด้วย

สีหน้า ท่าทาง คำพูดของ"บิ๊กป๊อก" สร้างความพองโตแก่กลุ่มองค์กรที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรที่โหยหาปฏิวัติ ?


ทว่าวันรุ่งขึ้นนายกฯควงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลออกทีวี

ยืนยันไม่ลาออก ไม่ยุบสภา เพราะยังมี 3 งานสำคัญรออยู่ถึงเดือนธ.ค.

คำแนะนำของผบ.เหล่าทัพเป็นแค่ความคิดเห็นธรรมดาเท่านั้น

ผลัดกันรุกรับ แล้วคุมเชิงกันต่อ !

เข้าสู่บรรยากาศรัฐบาลไม่กล้าปลดผู้นำกองทัพ

ขณะที่ทหารก็ไม่กล้าปฏิวัติโดยใช้กำลัง

ปล่อยให้อึมครึม ตึงเครียด หวาดเสียว ไม่มีทางออกต่อไป

สมชายคงไม่อยากมีชะตากรรมเหมือนพี่เมีย

พล.อ.อนุพงษ์ก็มีบทเรียนจากนักปฏิวัติรุ่นพี่

แย็บๆ ถีบๆ ออกลีลาประคองตัวไปวันๆ ดีกว่า

เพราะจริงๆ แล้วเรื่องการเมืองควรต้องแก้ด้วยการเมือง

ยิ่งการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับวิถีทางประชาธิปไตย

ทหารไม่ปฏิวัตินั้นถูกต้อง

ส่วนนายกฯจะอยู่หรือไป มีวิธีการและช่องทางทางการเมืองจัดการได้

ใครที่โหยหาปฏิวัติ ใครที่นิยมความรุนแรง ใครที่ไม่เปิดรับความคิดต่างเห็นต่าง

เลิกเรียกตัวเองว่าประชาธิปไตยได้แล้ว !?


แกนนำพันธมิตรยังตามกัด“มติชน-ข่าวสด”ต่อไป

นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่19ตุลาคมกล่าวถึงผลสรุปของคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. โดยระบุว่า เกิดจากการสั่งการของรัฐบาล คำสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ชัดว่าเพื่อให้เกิดการแถลงนโยบายรัฐบาลเป็นไปตามปรกติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิประชาชน มีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก มีข้อสรุปว่ารัฐบาลนายสมชายและตำรวจต้องรับผิดชอบ ตามที่นายสุรสีห์ โกศลนาวิน ประธานอนุกรรมการฯ ออกมาระบุ

นายพิภพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข่าวดังกล่าวมีหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ ไม่ลงคำแถลงนี้ ต้องตั้งคำถามว่าทั้ง 2 ฉบับนี้ได้ทำตามหน้าที่สื่อมวลชนที่ต้องนำเสนอข่าวหรือเปล่า นายขรรค์ชัย บุญปาน ซึ่งเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ คงต้องออกมาตอบคำถามกับสังคมว่า เหตุใดมติชน และข่าวสด จึงไม่ลงคำแถลงฯ และต้องตอบสังคมว่าได้นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับนี้

“ผมยังไม่ได้รับการขอโทษจากหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสด กรณีที่ลงข่าวกล่าวโทษว่า คนที่แขนขาดมีระเบิดอยู่ในมือ เป็นการด่วนสรุปโดยเอาข้อมูลจากตำรวจ หนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับนี้ ต้องออกมาขอโทษว่าลงข่าวผิดพลาด”

นายพิภพ กล่าวต่อว่า วันนี้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมได้แจ้งให้ทราบสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนส่วนพระองค์คือ คุณหญิงนราวดี ชัยเฉนียน นำกระเช้าผลไม้พระราชทานไปเยี่ยมผู้ป่วย 7 ท่าน จึงขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ

นายพิภพ กล่าวต่อว่า พระองค์ท่านทรงเอาใจใส่ต่อผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมที่ยังรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในการดูแลนอกจากการพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการรักษาแล้วยังพระราชทานกระเช้าผลไว้ให้กำลังใจด้วย ทำให้ผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง

ฉีกหน้ากากไพศาล พืชมงคลจาก"โค่นล้มศักดินา"ถึง"โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิส์
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย และบ้านตุลาไทย
20 ตุลาคม 2551

เปิดโฉมสิริอัญญาผู้เขียนบทความหมิ่นเหม่“โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”ลงผู้จัดการกระบอกเสียงพันธมิตร ที่แท้คือไพศาล พืชมงคล ฝ่ายซ้ายเก่าคนแต่งเพลงศักดิ์ศรีกรรมกรที่มีวรรคทองว่า"ปวงนายทุนขุนศึกศักดินา มันกดขี่บีฑากินเลือดเรา เอ้าเอาพวกเราโค่นล้มมันเถิดเอย" เผยคนร้องและวง"คนจน"ถูกสังหารยุค6ตุลา19 แต่คนแต่งรอดมาเขียนประกาศคณะปฏิวัติ19กันยา49 แถมส่งน้องชายเป็นการ์ดใกล้ชิดสนธิลิ้ม ล่าสุดร่วมก๊วนซ้ายเก่าที่เคยคิดโค่นล้มสถาบันนำสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างความแตกแยกร้าวฉานให้ประเทศชาติ


ประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตย:ไพศาล พืชมงคล

ปฏิบัติการตอกลิ่มล่าสุดของสื่อเครือผู้จัดการ กระบอกเสียงของพันธมิตรต่อสังคมไทยคือการเขียนบทความหมิ่นเหม่ว่า"โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”โดยอ้างกรณีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถไปพระราชทานเพลิงศพ"น้องโบว์"เมื่อ13ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ถูกวิจารณ์วิจารณ์อย่างมาก แม้แต่ผู้อ่านของผู้จัดการเอง

สำหรับสิริอัญญาผู้เขียนบทความนี้เป็นนามปากของนายไพศาล พืชมงคล นามปากกาสิริอัญญานำมาจากชื่อภรรยาของเขา นายไพศาลเป็นเจ้าของสำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้ชื่อว่าเป็น"ฝ่ายซ้ายเก่า"หรือผู้นิยมเลื่อมใสลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ผู้หนึ่ง โดยหลังเหตุการณ์14ตุลาคม 2516 ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้แทรกซึมเข้ามายังขบวนการนักศึกษาและกรรมกร นายไพศาลได้ตั้งวงดนตรี “คนจน” เพื่อหนุนช่วยงานกรรมกร และเป็นผู้แต่งเพลงศักดิ์ศรีกรรมกรอันโด่งดัง เป็นนักเขียนบทความตั้งแต่เป็นนักศึกษา หลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นผู้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายคือ “อธิปัตย์” และ “ประชาธิปไตย"


เพลงศักดิ์ศรีกรรมกร

(สร้อย) เสียงครวญของมวลกรรมกร
ใช่เสียงอ้อนวอนขอความปรานี
แต่เป็นเสียงเพื่อสิทธิ์เสรี
ที่ถูกย่ำยีกดขี่มานาน

อาบเหงื่อแทนน้ำเช้าค่ำ
ทนลำบากยากเข็ญ
ชีวีเราแสนเศร้าลำเค็ญ
มองไปไม่เป็นดังเช่นคน
ผอมซูบโซโอ้อับจน
ผองเราทุกคนต้องสู้เพื่อเสรี
(สร้อย)
ทำงานทุกวันขันกล้า
ค่าเลี้ยงชีพไม่พอ
ลูกและเมียร้องเรียกหาพ่อ
หิวข้าวตัวงอระงมไป
ดวงเดือนดาวพราวสดใส
แม้สอยกินได้ จะสอยไว้ให้ลูกกิน
(สร้อย)
หยาดเหงื่อไหลรินสรรค์สร้าง
ทั่วโลกกว้างงามตา
ปวงนายทุนขุนศึกศักดินา
มันกดขี่ บีฑา กินเลือดเรา
ทำเท่าไรได้พวกเขา
เอ้าเอา พวกเราโค่นล้มมันเถิดเอย

(สร้อย)
กรรมกรจงรวมกันเข้า
ร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณ
สามัคคีน้องพี่คนงาน
ร่วมแรงฝ่าฟันไม่พรั่นใคร
แอกบนบ่าปลดออกไป
สร้างความเป็นไท สดใสนิรันดร
(สร้อย)

เพลง ศักดิ์ศรีกรรมกร นี้ปรากฏครั้งแรกในหลังยุค 14 ตุลา2516 เมื่อ ปี 2517 แสดงครั้งแรกโดย วงดนตรีคนจน ณ โรงงานย่านอ้อมน้อย ขับร้องครั้งแรกโดย นิรุตติ์, จำนูญ, ระพิน และ แอ๋ว วงดนตรีเฉพาะกิจวงนี้ร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวชุมนุมของผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร -ปริมณฑล และ สลายตัว ไปหลังเหตุการณ์ วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจาก จำนูญ สมาชิกคนสำคัญ ถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นไม่นาน แอ๋ว ก็ ถูกยิงเสียชีวิต ส่วน ระพิน สมาชิกอีกคนหนึ่ง หายสาบสูญ แต่ไพศาลที่เป็นคนแต่งเหลือรอดมาเขียนบทใหม่และอุดมการณ์ใหม่คือ"โอ้ว่าทูลกระหม่อมแก้วฯ"


น้องไพศาล-ไพศาลส่งนายพิธาน พืชมงคล(เสื้อแดงมีหนวดซ้ายสุดในภาพ)เป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยใกล้ชิดที่สุดให้สนธิ ลิ้มทองกุลมา 3 ปีแล้วนับแต่สนธิก่อกลียุคขึ้นในบ้านเมืองเป็นต้นมา สะท้อนสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นของทั้งสอง


อย่างไรก็ตามต่อมาไพศาลมาทำงานให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นักปราบคอมมิวนิสต์ และมาเขียนบทความให้ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล เขายังส่งนายพิธาร พืชมงคล เป็นบอดี้การ์ดใกล้ชิดที่สุดให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดของพันธมิตร ต่อมาในการรัฐประหาร19กันยายน 2549 ไพศาลเป็นคนเขียนแถลงการณ์คณะรัฐประหารฉบับแรกๆจากการเปิดเผยของคำนูณ สิทธิสมาน และเขาได้ตบรางวัลเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสายของนายสนธิ ลิ้มทองกุลด้วย

ไพศาลก็เช่นเดียวกับฝ่ายซ้ายเก่าจำนวนมากรอบตัวนายสนธิ ไม่ว่าจะเป็นคำนูณ สิทธิสมาน สำราญ รอดเพชร ประพันธ์ คูณมี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พิภพ ธงชัย อมร อมรรัตนานนท์ กระทั่งแจ๊ค-วัชระ เพชรทอง และสุริยะใส กตะศิลา ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยสมาทานอุดมการณ์สังคมนิยม หรือแม้แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เคยประกาศจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์มาก่อน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป พวกเขากลับเชิดสถาบันขึ้นบังหน้าแล้วนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดปฏิปักษ์ทางการเมือง รวมทั้งกำจัดอำนาจของประชาชนไทยที่ต้องการประชาธิปไตย แล้วนำบ้านเมืองถอยหลังลงคลองด้วยการเมืองโควต้า70:30


*อ่าน “โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”ที่สิริอัญญาเขียน คลิ้กที่นี่

วิจารณ์แซดสื่อลิ้มหมิ่นเหม่เขียน"โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิส์
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ และศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
20 ตุลาคม 2551

ผู้อ่านบทความในผู้จัดการออนไลน์กล่าวตำหนิ"สิริอัญญา"หรือไพศาล พืชมงคล ที่เขียนบทความกรณีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถไปพระราชทานเพลิงศพ"น้องโบว์"เมื่อ13ตุลาคมที่ผ่านมา โดยสิริอัญญาเขียนในบทความตอนหนึ่งว่า"โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”

โดยในท้ายบทความดังกล่าวมีผู้อ่านแสดงความเห็นในทางตำหนิผู้เขียนบทความอย่างมาก เช่น ความคิดเห็นที่ 2 คุณนน เขียนแสดงความเห็นว่า"ไม่อยากให้เขียนออกมาโจ่งแจ้งให้คิดว่าพระองค์อยู่ข้างไหน เราเห็นว่า พระองค์ทรงเห็นราษฎรทุกคนเป็นลูกของพระองค์โดยไม่เลือกข้าง แม้ว่าลูกนั้นจะหลงผิดไปเพราะคนชั่วช้าสามานคิดคดทรยศต่อชาติและสถาบันก็ตาม เมื่อถึงวันหนึ่ง ประชาชนผู้หลงผิดก็จะสำนึกได้ เราเชื่อว่าพระองค์มิได้ตัดขาดคนเหล่านั้นหรอก เพียงแต่พวกเขาเหล่านั้นถูกคนชั่วช้าให้เห็นผิดไปก็เท่านั้นเอง พระองค์ยังคงรักลูกทุกคนเสมอและตลอดไป"

ความคิดเห็นที่ 17 คุณพธม.แม่กลอง บอกว่า"เห็นด้วยกับ คห 2 ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน พระองค์ก็ทรงห่วงใย ไม่เลือกข้าง ที่จิงไม่ควรเขียนข่าวแบบนี้ ยังไงก็เป็นราษฎรของในหลวงด้วยกันทั้งนั้น"

ความคิดเห็นที่ 19 คุณwanna"ได้อ่านแล้วเข้าใจว่า คุณสิริอัญญามีความตั้งใจดี แต่ขอให้ตัดกลอนที่เป็นความคิดส่วนตัวออกไปเสีย ดิฉันเข้าใจว่า ทุกพระองค์ไม่ทรงยินดีกับการต้องเลือกข้างเลย เพราะลูกหลานไทยที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทยล้วนเป็นพสกนิกรของพระองค์ พระบรมราโชวาทของในหลวงตอนหนึ่งที่ว่า "ในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและไม่ดี แต่เราสามารถเลือกให้คนดีเข้าไปปกครอง บริหารบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดี มามีอำนาจกอบโกยผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงความวิบัติ หรือแนวโน้มความล่มสลายของสังคมไทย" แสดงให้เห็นถึงพระวิจารณญาณและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในประชาธิปไตย ทุกคนควรคำนึงถึงข้อนี้ด้วย จะได้ไม่เสียแนวร่วม"

ทั้งนี้บทความบางตอนที่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั้นมีความละเอียดบางตอนดังต่อไปนี้

ได้เห็นข่าวและเรื่องราวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปพระราชทานเพลิงศพหญิงสามัญตัวเล็กๆ ที่มีชื่อว่าน้องโบว์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 แล้ว ให้รู้สึกปลื้มปีติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ผู้หญิงตัวเล็กๆ ชนสามัญที่ไม่เคยมีชื่อเสียง ไม่มีเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับกาย แต่กลับได้รับพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เองนั้น เป็นสิ่งหาได้ยาก เกิดได้ยาก

แล้วคุณค่าของน้องโบว์ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้อยู่ที่ไหนเล่า?

ก็ปรากฏว่าคุณค่าแท้จริงนั้นเป็นที่ประจักษ์จากพระราชเสาวนีย์แห่งพระแม่ของแผ่นดินที่ทรงตรัสกับผู้เป็นพ่อของน้องโบว์ว่า “ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์”

นี่แล้วที่ปราชญ์กล่าวว่า “ทุกคนเกิดมาแล้วย่อมต้องตาย แต่คุณค่าของความตายต่างกัน บ้างก็หนักยิ่งกว่าขุนเขา บ้างก็เบายิ่งกว่าขนนก”

ตายเพื่อชาติ เพื่อพระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นการตายที่มีคุณค่า มีน้ำหนักกว่าขุนเขา ตายเพื่อฆาตกรที่ฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดินและข่มเหงรังแกประชาชนเป็นการตายที่ไร้ค่ายิ่งกว่าหมาตายข้างถนน เบายิ่งกว่าขนนก

โดยเฉพาะพระราชเสาวนีย์ที่ทรงตรัสว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องและทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้ได้รับเคราะห์กรรมนั้น เมื่อได้ทราบแล้วก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจเป็นที่สุด

เห็นและเข้าใจได้ชัดเจนว่าเหตุการณ์ฆ่าและทำร้ายประชาชนโดยนักการเมืองฆาตกรมือเปื้อนเลือดและสมุนบริวารนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการใช้สื่อและกลไกรัฐบิดเบือนใส่ร้าย กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำประการใด ก็ไม่อาจปิดบังฟ้าได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบความแล้ว และเงินช่วยเหลือที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้นั้นเป็นเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

น้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระกรุณาธิคุณอันฉ่ำเย็นได้ชะโลมใจมวลมหาประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และกระตุ้นเตือนใจให้บรรดาประชาชาวไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือประชาชนทุกหนแห่ง ได้ตระหนักถึงความจริงที่เกิดขึ้น

“โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”

สำหรับสิริอัญญาผู้เขียนคอลัมน์นี้เป็นนามปากของนายไพศาล พืชมงคล นามปากกาสิริอัญญานำมาจากชื่อภรรยาของเขา นายไพศาลเป็นเจ้าของสำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้ชื่อว่าเป็น"ฝ่ายซ้ายเก่า"หรือผู้นิยมเลื่อมใสลัทธิคอมมิวนิสต์ผู้หนึ่ง โดยหลังเหตุการณ์14ตุลาคม 2516 ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้แทรกซึมเข้ามายังขบวนการนักศึกษาและกรรมกร นายไพศาลได้ตั้งวงดนตรี “คนจน” เพื่อหนุนช่วยงานกรรมกร และเป็นผู้แต่งเพลงศักดิ์ศรีกรรมกรอันโด่งดัง เป็นนักเขียนบทความตั้งแต่เป็นนักศึกษา หลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นผู้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายคือ “อธิปัตย์” และ “ประชาธิปไตย"


อย่างไรก็ตามต่อมาไพศาลมาทำงานให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นักปราบคอมมิวนิสต์ และมาเขียนบทความให้ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล เขายังส่งนายพิธาร พืชมงคล เป็นบอดี้การ์ดใกล้ชิดที่สุดให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดของพันธมิตร ต่อมาในการรัฐประหาร19กันยายน 2549 ไพศาลเป็นคนเขียนแถลงการณ์คณะรัฐประหารฉบับแรกๆจากการเปิดเผยของคำนูณ สิทธิสมาน และเขาได้ตบรางวัลเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสายของนายสนธิ ลิ้มทองกุลด้วย

ไพศาลก็เช่นเดียวกับฝ่ายซ้ายเก่าจำนวนมากรอบตัวนายสนธิ ไม่ว่าจะเป็นคำนูณ สิทธิสมาน สำราญ รอดเพชร ประพันธ์ คูณมี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พิภพ ธงชัย อมร อมรรัตนานนท์ กระทั่งแจ๊ค-วัชระ เพชรทอง ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยสมาทานอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เคยประกาศจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์มาก่อน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป พวกเขากลับเชิดสถาบันขึ้นบังหน้าแล้วนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดปฏิปักษ์ทางการเมือง รวมทั้งกำจัดอำนาจของประชาชนไทยที่ต้องการประชาธิปไตย แล้วนำบ้านเมืองถอยหลังลงคลองด้วยการเมืองโควต้า70:30

18 ตุลาคม 2551

ข่าวสดหยามสนธิลิ้มแค่หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง


ที่มา ข่าวสด
18 ตุลาคม 2551

หมายเหตุ:หลังจากสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศบอยคอตสั่งสาวกพันธมิตรเลิกซื้อหนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน มติชนสุดสัปดาห์ และห้ามคบหาติดต่อกับคนที่ยังอ่านหนังสือพิมพ์เครือมติชน คอลัมนิสต์เครือมติชนก็ออกโรงโต้ตอบเป็นระยะ รวมทั้งบทความที่ชื่อ"ภูเขาทอง"โดยเปรียบว่าเครือมติชนเป็นภูเขาทอง โดน"หมา"คือนายสนธิเยี่ยวรด จึงไม่รู้สึกเดือดร้อนตรงไหน

ถ้าระดับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประกาศหลักการของคนทำข่าวเอาไว้ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนว่า

ทำหนังสือพิมพ์ต้องทำใจให้เหมือนภูเขาทอง ถูกหมาเยี่ยวรดบ้างก็ไม่รู้สึก


ข้อนี้เป็นหนึ่งอนุศาสน์ที่ท่านผู้อาวุโสกว่าทั้งหลาย ประสิทธิ์ประสาทไว้ให้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำอาชีพนักข่าวใหม่ๆ

แต่มีแถมให้ด้วยว่า ถ้ารู้ตัวดีว่าชั้นยังไม่ถึง ประกาศอหังการอย่าง "คุณชาย" ไม่ได้

ให้นึกเสียว่าทำหนังสือพิมพ์ก็เหมือนเป็นภูเขาหรือเป็นเสา ลมพัดมาทุกด้าน ซ้ายก็โดน ขวาก็โดน

ไม่มีเสียหรอกที่ทำอะไรแล้วจะถูกใจคนทั้งหมด

และไม่ต้องไปหวังด้วย

เพราะฉะนั้น ก็ทำให้ดีที่สุด บกพร่องน้อยที่สุด รอบคอบรอบด้านที่สุด ถูกต้องแม่นยำที่สุด

เท่าที่สติปัญญาและเวลาจะอำนวย

เมื่อมั่นใจว่าพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว ที่เหลือผู้อ่านจะเป็นคนตัดสินให้

ผิดพลาดบกพร่อง พรุ่งนี้ก็ว่ากันใหม่

ขอให้ตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าที่ทำลงไปนั้นสุจริตใจและเป็นไปตามอาชีวปฏิญาณแน่แล้ว

ไม่อายตัวเอง-ก็จบ

เสียงวิจารณ์ที่เข้ามา ถ้ามีเหตุมีผล มีข้อมูลควรแก่การรับฟัง ก็ต้องฟัง

ฟังแล้วเอามาปรับใช้ได้ก็ดีกับตัวเอง

อะไรที่ลอยลมมาไร้สาระ เข้าหูซ้ายก็ให้ทะลุหูขวาไปเสีย

เสียงชมก็เป็นทั้งคุณและโทษได้เหมือนกัน

ฟังแล้วชื่นใจได้ แต่อย่าเผลอไปติด

เดี๋ยวเวลาเขาไม่ชมหรือไปกระทบเสียงด่าแล้วจะหงุดหงิด

ทั้งหมดนี้มิใช่บังอาจมาตั้งกองสอนวิชาหนังสือพิมพ์ แต่ในเวลาลมแรงนึกถึงคำสอนเก่าๆ เอาไว้เตือนใจตัวเองเท่านั้น

เพราะท่านสอนสั่งกันมาว่า ถ้าทำใจได้อย่างนี้ชีวิตก็จะมีความสุข

ซึ่งก็จริงของท่าน

ติดอยู่นิดเดียวว่า พักหลังชักไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเสาธงหรือภูเขาธรรมดาสักเท่าไหร่

ไพล่ไปคิดว่าเป็นภูเขาทองอยู่บ่อยๆ

ไม่ได้เพราะอหังการ หรือบังอาจตีตัวเสมอท่าน

แต่ไม่กี่วันนี้ขาเปียกบ่อยครับ

17 ตุลาคม 2551

นักวิชาการมธ.สุดทนสื่อรับใช้พันธมิตรปลุกปั่นบ้านเมืองกลียุค


โดย ประชาทรรศน์
17 ตุลาคม 2551

นักวิชาการ มธ.ชำแหละการเมืองสามานย์! จวกฝ่ายแค้น ปชป.เล่นการเมืองนอกสภา หลังจี้นายกฯยุบความจริงวันนี้ ปูดสื่อรับใช้ 'พันธมาร' ปิดหูปิดตาประชาชน ย้ำทำเพื่ออำนาจของตัวเอง ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประชาธิปไตย มีนัยยะปลุกปั่นให้เกิด “กลียุค”

จากกรณี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าพบอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิกสัญญากับบริษัท ดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้งฯ ผู้ผลิตรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ NBT โดยอ้างถึงความไม่ชอบมาพากลในสัญญาของเอกชนรายดังกล่าว

นอกจากนี้ ได้มีความพยายามกดดันให้ยกเลิกการจัดรายการ “ความจริงวันนี้” รวมทั้งวิทยุ 2 คลื่น คือ คลื่อ FM 105 และคลื่น FM 97 โดยระบุว่าเป็นการเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว และปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น

ต่อเรื่องดังกล่าว นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวตำหนิพฤติกรรมและเจตนาของกรรมการบริหาร ปชป. ที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติการเปิดเผยข้อมูลเท็จจริง ซึ่งเป็นการเล่นการเมืองนอกสภาฯ จนสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นในเชิงการต่อสู้ทางการเมือง แบะเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนในการเสพ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร

“เห็นได้ชัดว่า มีความพยายามที่จะกำจัดรายการความจริงวันนี้ ทั้งที่รายการนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลรอบด้าน เพียงแต่ไม่ถูกใจ หรือสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล”

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ได้นำข้อความสัมภาษณ์ "อาจารย์วรพล" ซึ่งกล่าวเปรียบเทียบรายการเอเอสทีวี อันเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพื่อใช้เป็นเครื่องปลุกปั่นมวลชนให้มีความคิดต่อต้านระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ต่างจาก “รัสปูติน” โดยคนพวกนี้ มีทั้งคนที่เป็นนักสื่อสารมวลชน รู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ข่าวสารข้อมูลในการโฆษณาชวนเชื่อ และใช้การโฆษณาชวนเชื่อแบบย้ำคิดย้ำทำ มีทั้งนักเคลื่อนไหวมวลชนในอดีตที่เคยร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) .และนักการทหารที่ทำงานในยุทธวิธีสงครามจิตวิทยามวลชน

ฉะนั้นคนพวกนี้รู้ว่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสะกดจิตโดยใช้ข่าวสารข้อมูล การล้างสมอง การครอบงำความคิดคนในทางความเชื่อและอุดมการณ์ โดยการพูด ย้ำคิดย้ำทำไปเรื่อยๆ ซึ่งมีความชำนาญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับรัสปูติน หรือเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของพรรคนาซี หรือกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของอเมริกาในสมัยลัทธิแมคคาธี

“พวกนี้จริงๆใช้เทคนิคคล้ายๆกัน มีตำรา มีวิธีการในทางวิชาการ เช่น ในสังคมวิทยาเรียกว่าการขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้คนคล้อยตาม แล้วคนก็เหมือนกับตกอยู่ในสภาวะที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่าเป็นสาวกที่พร้อมจะรับคำสั่งไปทำสิ่งต่างๆร่วมกัน พวกนี้จะไม่ทำเดี่ยวๆ แต่มักจะทำพร้อมๆกันถึงจะมีความกล้า ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำเดี่ยวแบบเอาอาวุธติดตัวไปฆ่าตัวตาย หรือระเบิดพลีชีพ”

อาจารย์วรพล ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯ ที่ใช้ยุทธวิธีนี้อันตรายมาก เพราะไม่ใช่เฉพาะสันติอโศกที่มีลักษณะในการพยายามเผยแพร่ลัทธิความคิดครอบงำ แต่ทุกส่วนที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯที่มีพฤติกรรมคล้ายๆกันคือถูกสะกดจิตหมู่

อาจารย์วรพล มั่นใจว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ทำเพื่ออำนาจของกลุ่มตัวเอง และคนกลุ่มนี้ไม่เหมือนลัทธิคลั่งศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่คลั่งอุดมการณ์และความเชื่อต่างๆ เป็นความเชื่อที่เขาคลั่งจนบดบังข้อเท็จจริงต่างๆ แต่หากประชาชนฝ่ายอื่นไปขัดขวาง หรือร่วมรับความรุนแรง ก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดกลียุค

สื่อเทศแฉสื่อไทยบิดเบือนเหตุม็อบฆ่ากันเอง!โยนบาปรัฐบาล


ที่มา ประชาทรรศน์
17 ตุลาคม 2551

สื่อเทศแฉสื่อไทย บิดเบือนเหตุปะทะเดือดม็อบพันธมิตรฯ 7 ต.ค. ระบุ FBI เตรียมบุกสอบเหตุนองเลือดหน้ารัฐสภา ลั่นปิดหูผิดตาประชาชน เผยไม่มีรายงานกรณีม็อบถ่อยเขวี้ยงระเบิดปิงปองฆ่ากันเอง หวังปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อต่างประเทศแห่งหนึ่ง ได้ตีพิมพ์บทความชื่อระเบิดปิงปอง! โดยวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ควบคุมฝูงชน และปะทะกันจนทำให้เกิดผู้บาดเจ็บและล้มตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างออกมากล่าวหากันว่าความรุนแรงเกิดจากอีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้นำภาพผู้ประท้วงที่บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ โดยตั้งประเด็นเหมือนกับการบรรยายจากฝั่งพันธมิตรฯ ว่าตำรวจทำร้ายประชาชนจนบาดเจ็บล้มตาย เรื่องนี้มีนัยยะสำคัญที่ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาโยนเรื่องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ากองทัพไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาล แต่เป็นอิสระโดยตนเอง

ขณะเดียวกัน มีหลักฐานของตำรวจ ระบุว่าผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯ ใช้ระเบิดปิงปอง ที่ถือได้ว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุม ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากแก๊สน้ำตา

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานชิ้นสำคัญ ก็คือ การตรวจพบวัตถุระเบิดในรถจิ๊ฟ เชอรากี ซึ่งระเบิดในวันที่ 7 ต.ค. ใกล้กับพื้นที่ชุมนุม โดยมีการอ้างถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากตำรวจใช้ความรุนแรงจริง น่าจะมีคนตายและบาดเจ็บมากกว่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าภาพผู้บาดเจ็บน่าจะเกิดจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเอง ซึ่งไม่ได้ถูกตีพิมพ์ในสื่อหลักของประเทศไทย

ในขณะที่มีข้อถกเถียงในเว็บไซด์พันธ์ทิพย์ ห้องราชดำเนิน ซึ่งมีการโพสต์กระทู้ เตือนปฎิบัติการของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งได้พูดถึงแผนการที่วางเอาไว้ของพันธมิตรฯในวันนั้น โดยข้อมูลเหล่านี้อาจจะได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำให้สมดุลจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยเอฟบีไอ. เพราะมีพลเมืองของสหรัฐอเมริกาได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าไปผ่าตัด จากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551 ที่ผ่านมา

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จนก่อให้เกิดความรุนแรงในวันที่ 7 ต.ค. เพื่อต้องการให้เกิดข้อได้เปรียบทางการเมือง ในการที่จะเติมเชื้อเพลิงความรุนแรงนี้ และมีการระดมคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันต่อๆมา หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยผู้นำพันธมิตรฯนำมาขยายประเด็น และฟ้องร้องต่อศาลในประเทศ รวมถึงศาลโลก

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่มองว่าการเคลื่อนไหวของผู้ประท้วง ทำปฎิกริยาตรงกันข้ามกับหลักการที่เคยทำไว้ เพราะพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่เป็นการรวมกันของคนไทยฝ่ายก้าวหน้า นักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ซึ่งจำนวนคนของพันธมิตรฯ มีการรวมตัวกันมากขึ้นอย่างเข้มข้น ภายหลังการที่นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรี และถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์

ทั้งนี้ มีการทำโพลล์ออกมาว่า 70 % ของคน กทม. ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ โดยโพลล์ดังกล่าวได้ถูกนำออกมาเปิดเผยในวันที่ 5 ต.ค. ในวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับกุม

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พันธมิตรฯ ได้ละทิ้งหลักการเดิมๆ ที่เขาเคยบอกเอาไว้ และสามารถเรียกได้เลยว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งที่มีตำรวจ 3 คนถูกยิงจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมที่ทำการรัฐสภา ในช่วงบ่ายวันที่ 7 ต.ค. ในเวลาเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ขับรถยนต์ทับ
ความรุนแรงดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่กองกำลังของพันธมิตรฯ ได้เข้าบุกยึดที่ทำการของทำเนียบรัฐบาล และสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ NBT

16 ตุลาคม 2551

ช้างใหญ่มติชนเพิ่งสำนึกเลิกเชียร์พันธมิตร กู่หาเกียรติศักดิ์หนังสือพิมพ์ หลังโดนสนธิลิ้มบอยคอต


ไม่รู้ว่าว่าใคร-มติชนนำภาพทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับเขมร พร้อมกับให้พาดหัวว่าประมวลภาพ "วีรบุรุษ กู้ชาติ" ตัวจริง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
16 ตุลาคม 2551

7 สิงหาคม 2551-"สื่อไม่อาจวางตัวอยู่ตรงกลางได้ ตรงกันข้ามสื่อต้องแสดงจุดยืนเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น "สื่อของมวลชน" เช่นASTVได้ชื่อว่าเป็น"สื่อของมวลชน"("จุดยืนสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง")

16 ตุลาคม 2551-การจองล้างจองผลาญ ด้วยการป่าวประกาศให้คนไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับที่ตนเองไม่พอใจ ซึ่งไม่อยู่ในกรอบขอบเขตที่พึงกระทำ อยู่นอกเหนือกติกาของสภาการหนังสือพิมพ์ฯนั้นกำลังท้าทายการควบคุมกันเองโดยสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ว่าจะเป็นเพียงมายาภาพที่หลอกลวงสังคมหรือไม่("เกียรติศักดิ์หนังสือพิมพ์")



นายบุญเลิศ ช้างใหญ่ คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์มติชนเขียนบทความเรื่อง"เกียรติศักดิ์หนังสือพิมพ์"ขึ้นตอบโต้คำสั่งของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ให้พันธมิตรบอยคอตเลิกซื้อหนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน และมติชนสุดสัปดาห์เพราะไม่พอใจที่ข่าวสดนำเสนอข่าวสมเด็จพระเทพฯให้สัมภาษณ์ว่า พันธมิตรไม่ได้ทำในนามของสถาบันฯแต่ทำเพื่อพวกเขาเอง

ยางหัวออกได้สำนึก จากเคยเชียร์พันธมิตร-ASTVหันมาโวย
ทั้งนี้เป็นการเปลี่ยนจุดยืนครั้งสำคัญของนายบุญเลิศที่ก่อนหน้านั้นได้เป็นกองเชียร์คนสำคัญของพันธมิตร ถึงขั้นเคยเขียนบทความว่า"สื่อไม่อาจวางตัวอยู่ตรงกลางได้ ตรงกันข้ามสื่อต้องแสดงจุดยืนเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น "สื่อของมวลชน" โดยยกตัวอย่างว่าควรทำหน้าที่แบบASTVจึงได้ชื่อว่าเป็น"สื่อของมวลชน"(ดูบทความที่บุญเลิศเขียนเรื่อง"จุดยืนสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง")

โดยนายบุญเลิศเขียนในบทความล่าสุดว่า "ไม่ว่าใครและฝ่ายไหนจะชอบหนังสือพิมพ์ฉบับใด จะซื้ออ่านหรือขอยืมอ่านหรือปิดหูปิดตาตัวเองไม่ยอมเปิดรับข่าวสารข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลซึ่งไปบังคับขู่เข็ญมิได้

การตรวจสอบกันเองในหมู่หนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่ทำได้แต่การจองล้างจองผลาญ ด้วยการป่าวประกาศให้คนไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับที่ตนเองไม่พอใจซึ่งไม่อยู่ในกรอบขอบเขตที่พึงกระทำ อยู่นอกเหนือกติกาของสภาการหนังสือพิมพ์ฯนั้นกำลังท้าทายการควบคุมกันเองโดยสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ว่าจะเป็นเพียงมายาภาพที่หลอกลวงสังคมหรือไม่ เพราะแท้ที่จริง นั่นคือการควบคุมกันเองตามครรลองคลองธรรมไม่สามารถกระทำได้

เมื่อสภาการหนังสือพิมพ์ฯคุมกันเองไม่ได้ หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับก็ต่างคนต่างอยู่และมีกฎหมายมาควบคุมจริยธรรมเสียให้สิ้นเรื่อง !"

ทั้งนี้ปัจจุบันสภาการหนังสือพิมพ์มีนายสุวัฒน์ ทองธนากุล ลูกน้องของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้บริหารเครือผู้จัดการเป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์

ด่าสภาการนสพ.ลูกน้องลิ้มคุมลูกพี่ไม่ได้ให้เลิกซะดีกว่า

สำหรับบทความที่นายบุญเลิศเขียนถึงกรณีนี้มีความเต็มๆดังต่อไปนี้

ไม่ว่าใครและฝ่ายไหนจะชอบหนังสือพิมพ์ฉบับใด จะซื้ออ่านหรือขอยืมอ่านหรือปิดหูปิดตาตัวเองไม่ยอมเปิดรับข่าวสารข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลซึ่งไปบังคับขู่เข็ญมิได้

คนทำหนังสือพิมพ์ที่เป็น "มืออาชีพ" ต่างรู้ว่าการทำหน้าที่ของการเป็นสื่อมวลชนให้เป็นที่เชื่อถือ ยอมรับจากผู้อ่านที่มีความแตกต่างทางความคิดถึงขั้นจลาจลยกพวกเข้าทุบตีทำร้ายและใช้กำลังตำรวจเข้าล้อมปราบมวลชนของพันธมิตรที่ดำเนินมาตามลำดับมิใช่เรื่องง่าย

ยิ่งหนังสือพิมพ์ต้องทำหน้าที่ทั้งการเป็นกระจกที่ต้องรายงานเหตุการณ์ของความขัดแย้งแตกแยก ของผู้คน 2 ฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็มีบทแสดงตามเหตุผล จุดยืนและเป้าหมายของตน ซึ่งมีหลักอยู่ที่ต้องเสนอความจริง ความหลากหลายของแง่มุม เบื้องหน้าเบื้องหลัง ทั้งมิติกฎหมาย มิติรัฐศาสตร์ มิติศีลธรรม มิติความชอบธรรม ฯลฯ การเป็นคมทวนหรือสุนัขเฝ้าบ้านที่ต้องทิ่มแทงและเห่า กัด ความทุจริต ฉ้อฉลความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงเพื่อผดุงความดีงามของสังคมโดยหนังสือพิมพ์วางตัวเป็น "สื่อกลาง" ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนฝ่ายต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นในรูปของข่าวและบทวิเคราะห์วิจารณ์ และคนทำหนังสือพิมพ์ก็แสดงความเห็นผ่านบทความต่างๆ

ความเป็นอิสระของหนังสือพิมพ์ที่ถือเอาความตรงไปตรงมาของการแสดงความเห็นความกล้าหาญ ความมีเหตุผลการคำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม จะถูกพิสูจน์ด้วยผู้อ่านซึ่งมีอยู่ทั่วไปและกาลเวลาจะเป็นคำตอบว่าหนังสือพิมพ์ฉบับใดให้ "อาหารสมอง" ที่มีคุณภาพและเป็นพลังทางคุณธรรมที่ก่อกระแสประชามตินำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในสังคม

ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลง 2475 มาถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และเฝ่าติดตามสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบันย่อมเข้าใจดีว่า ทำไมหนังสือพิมพ์จึงเป็นเช่นนั้น

การทำหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นกระจกหรือคมทวนหรือสุนัขเฝ้าบ้านของหนังสือพิมพ์ คือการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และในด้านกลับกัน หนังสือพิมพ์ต้องการให้สิทธิการรับรู้ข่าวสารของคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นจริง เพราะสิทธิการรับรู้ข่าวสารก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าหนังสือพิมพ์จะทำหน้าที่ในบทบาทต่างๆ ด้วยความระมัดระวังเพียงไรก็ไม่วายถูกตำหนิ ต่อต้าน ขัดขวาง กลั่นแกล้ง คุกคาม ทำร้าย ทั้งอิทธิพลเถื่อน เช่น การลอบยิงผู้สื่อข่าว ขว้างระเบิดสำนักงานและบ้านพักคนหนังสือพิมพ์ ฯลฯ การใช้กฎหมายมาดำเนินคดีโดยเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายเป็นร้อยล้านพันล้าน

หนังสือพิมพ์ที่เป็นหนังสือพิมพ์แท้ย่อมตระหนักถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรมที่มีสภาการหนังสือพิมพ์ฯเป็นองค์กรวิชาชีพที่ตรวจสอบกันเองและต้องช่วยกันทำให้การควบคุมกันเองมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์แท้ย่อมหวงแหนเสรีภาพในการแสดงออกและเคารพสิทธิการรับรู้ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นของพลเมือง ประการสำคัญ คนหนังสือพิมพ์ที่เป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์ฯต้องไม่ประพฤติ ปฏิบัติการใดๆ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ สิ่งเหล่านี้ปรากฏในธรรมนูญและข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 2541

การตรวจสอบกันเองในหมู่หนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่ทำได้แต่การจองล้างจองผลาญ ด้วยการป่าวประกาศให้คนไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับที่ตนเองไม่พอใจซึ่งไม่อยู่ในกรอบขอบเขตที่พึงกระทำ อยู่นอกเหนือกติกาของสภาการหนังสือพิมพ์ฯนั้นกำลังท้าทายการควบคุมกันเองโดยสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ว่าจะเป็นเพียงมายาภาพที่หลอกลวงสังคมหรือไม่ เพราะแท้ที่จริง นั่นคือการควบคุมกันเองตามครรลองคลองธรรมไม่สามารถกระทำได้

เมื่อสภาการหนังสือพิมพ์ฯคุมกันเองไม่ได้ หนังสือพิมพ์แต่ละบับก็ต่างคนต่างอยู่และมีกฎหมายมาควบคุมจริยธรรมเสียให้สิ้นเรื่อง !

คำประกาศบอยคอตเครือมติชนของสนธิลิ้มเป่านกหวีดแบน"ข่าวสด-มติชน"

เมื่อวันที่11ตุลาคมที่ผ่านมานายสนธิกล่าวถึงกรณีหนังสือพิมพ์ข่าวสด นำคำให้สัมภาษณ์สมเด็จพระเทพฯ มาตีพิมพ์ คนแปลเป็นผู้รู้ภาษาอังกฤษดี แต่จงใจแปลผิด ข่าวสดเป็นหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนที่เป็นพวกพ.ต.ท.ทักษิณ โดยพ.ต.ท.ทักษิณไปรวมกลุ่มผู้สื่อข่าวต่างประเทศเพื่อตั้งคำถามกับสมเด็จพระเทพฯ ความจริงแล้วคำแปลคือ นักข่าวถามว่าพันธมิตรทำงานโดยถูกจัดตั้งจากสถาบันกษัตริย์ใช่หรือไม่ ท่านตอบว่า ไม่ใช่หรอก ใครๆ ก็ทำได้ ตราบใดถ้ายังมีสำนึกในการรักพระเจ้าอยู่หัว คนแปลจงใจแปลผิดแล้วมากล่าวหา จงใจกลั่นแกล้งสร้างเรื่อง เพราะพันธมิตรมาด้วยใจ ไม่มีใครสนับสนุน ยึดมั่นในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ต้องพูดอะไรมาก 140 วันที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าต่อสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และราชบัลลังก์ การใส่ร้ายพันธมิตรมีมาตลอด ไม่เพียงเรื่องแปลผิด ยังใส่ร้ายต่างๆ นานา มาฆ่าประชาชนแต่กลับใส่ร้ายว่าฆ่ากันเอง อย่างนี้ก็ดีเพราะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

จากนั้น นายสนธิประกาศบนเวทีว่า ขอเป่านกหวีดให้ประชาชนทั่วประเทศเลิกซื้อหนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน และมติชนสุดสัปดาห์ ขอให้ทุกคนโทรศัพท์ไปบอกญาติพี่น้องว่าหากเห็นใครยังรับหนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับอยู่ จะไม่ไปที่บ้าน จะไม่เข้าไปซื้อของในร้าน ทั้ง 3 ฉบับให้พวกนปก.อ่าน ครั้งนี้เป็นการเป่านกหวีดยาว ไม่ซื้อตลอดไป จนกว่าจะเป่าครั้งใหม่