26 กุมภาพันธ์ 2552

บอร์ดเฉลิมไทยประจานชัย ราชวัตรมุกเสื่อมตายหมู่ซานติก้า แค่หวังด่ากระทบทักษิณ


ที่มา บอร์ดเฉลิมไทย เวบพันทิป
27 กุมภาพันธ์ 2552

มุกเอาคนตายหมู่มาล้อเลียนเพราะเกลียดอดีตนายกฯทักษิณนี่เสื่อมโคตรๆ ผมว่าคุณชัยเก็บไปคิดไปพิจารณาตัวเองได้แล้ว บ.ก. ไทยรัฐก็เหมือนกัน ถึงเวลาพักแล้วหรือยังครับ ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน และชัย ราชวัตร ครับ


ชุมชนบอร์ดเฉลิมไทยพากันวิพากษ์วิจารณ์"ชัย ราชวัตร"การ์ตูนนิสต์ประจำไทยรัฐ ซึ่งเป็นกองเชียร์เผด็จการ รัฐประหาร อำมาตย์ และพันธมิตรอย่างไม่ลืมหูลืมตา และด่าฝ่ายประชาธิปไตย เสื้อแดง และฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณได้ทุกเม็ด หรือไม่มีมูลก็ขุดหาเรื่องมาด่าจนได้ อันเป็นการให้ยาพิษแก่ประชาชนผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ยอดขายอันดับ1ของประเทศ

ล่าสุดชัย ราชวัตร เขียนการ์ตูนกล่าวหาทำนองว่าอดีตนายกฯทักษิณได้จ้างแรงงานต่างชาติให้มาเผา"ศาลฎีกา" แต่แรงงานต่างชาติได้ยินเป็น"ซานติก้า"จึงมาเผาผัยซานติก้า เป็นเหตุให้มีคนตายหมู่จำนวนมากในช่วงส่งท้ายปีเก่าที่ผ่านมา

กระทู้ดังกล่าวกลายเป็นกระทู้ยอดนิยมของเฉลิมไทย ที่ชุมชนเฉลิมไทยโหวตขึ้นเป็นกระทู้แนะนำเพื่อประจานชัย ราชวัตรว่า นำเอาประเด็นโศกนาฏกรรมหมู่ดังกล่าวมาเป็นมุกตลกเสียดสีทางการเมือง เพื่อหวังเพียงโจมตีอดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งชัย ราชวัตร มีอคติอย่างรุนแรง

ผู้ตั้งกระทู้ระบุว่า จากภาพการ์ตูนข้างบน

1. เผอิญผมก็ไม่ใช่คนที่ไปเที่ยวไปเกือบตายมาวันนั้น แล้วผมก็ไม่ใช่ญาติผู้ตายนะครับ บางคนอาจจะหาว่าผมเสือกออกมาเดือดร้อนแทนทำไม แต่บอกได้ว่าอ่านแล้วรู้สึกหดหู่กับการ์ตูนของคุณ ชัย ราชวัตร ในคราวนี้มากครับ หลังๆมันก็แป้ก ไม่ขำอยู่แล้ว วันๆวาดตั้งสามช่องแต่คุณเซียหน้าสองวาดช่องเดียวยังได้เนื้อหากว่า(โดยที่ไม่มองว่าจะไปกัดแขวะฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนนะครับ) แล้วไอ้มุกนี้ผมว่าคุณชัย ราชวัตร เสื่อมมากครับ ญาติคนตายมาอ่านคงขำกลิ้งล่ะครับ ขนาดไม่ใช่ญาติคนตายจะเหลืองจะแดง จะรักเหลี่ยมรักหงอกรักหล่อที่ไหนถ้ายังมีความเป็นคน มันน่าขำตรงไหนกับมุกแบบนี้ครับ

ผมฝากถามทั้งเหลืองทั้งแดงเลยนะครับว่าอ่านแล้วขำกลิ้งเลยไหมครับ การ์ตูน ชัย ราชวัตร เอาโศกนาฏกรรมมีคนตายมากมายมาเป็นเครื่องมือล้อเลียนนักการเมืองขำมากเลยไหมครับ ผมรู้ว่าคุณชัย ราชวัตรไม่ชอบคุณอดีตนายกเป็นการส่วนตัว จะจิกจะด่าจะแป้กมันก็เรื่องของคุณชัยแล้วว่าจะเล่นมุกที่ช่วนให้ติดตาม หรือมุกล้าหลังไดโนเสาร์จนความนิยมเสื่อม แต่เอาเรื่องโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดมาเล่นเพื่อ แขวะใครสักคน ผมว่าคุณชัยเสื่อมไปเยอะแล้วครับ ที่เผาบ้านเผาเมืองมาสองสามปีจนทรุดเพื่อไล่จับคน คนเดียวนี่ยังไม่พอสาแก่ใจคุณชัย อีกเหรอครับ ผมไม่ได้ตกอกตกใจถ้าคุณจะรักจะเกลียดใครแล้วใช้สื่อ ใช้หน้าคอลัมน์ที่มีในมือในการยกหางใครหรือแขวะใคร แล้วมันจะแป้กมานานแค่ไหน แล้วก็ไม่อยากจะพูดโอเวอร์เกินไป แต่ไอ้มุกนี้ผมว่าคุณชัย ราชวัตรคงถึงเวลาหมดมุก วางปากกากลับไปเลี้ยงหลานได้แล้วล่ะครับ

โดยความรู้สึกส่วนตัว ผมรู้สึกนับถือในความเป็นคนการ์ตูนของคุณชัย ที่วาดการ์ตูนของตัวเองจนเป็นตำนานที่คุณชัย สร้างมาเองกับมือ ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน คนรุ่นๆนี้ไม่ว่าใครถ้าเคยอ่านหนังสือพิมพ์ก็รู้จักแม้แต่ emoticon ในบอร์ดพันทิปก็มีการ์ตูนที่คุณชัยให้เกียรติมาวาด แต่ตำนานของคุณชัยทำไมมันตกต่ำๆไปได้ขนาดนี้ครับ การ์ตูนจะขำนะครับวาดให้คนที่เห็นด้วยอ่านก็ขำ วาดให้ฝ่ายตรงข้ามเกลียดกันอ่านก็ยังขำได้ผมว่าคุณชัยน่าจะเคยทำได้มาก่อนนะครับ

2. วิจาณญาณในการเลือกมุก คุณชัยวงเล็บไว้ข้างล่างว่า (ผู้อ่านนิรนามส่งมา) แน่นอนว่าเป็นการยืนยันหรือกันตัวเองได้ระดับหนึ่งว่ามุกนี้ไม่ได้คิดเอง แต่ผมว่าในฐานะที่คุณชัย มีสิทธิ์เลือกมุกจากทางบ้านเอามาวาด และคุณชัยเองก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นระดับตำนานของการ์ตูนเมืองไทยแล้ว ไม่มีวิจารณญาณแล้วจริงๆเหรอครับที่จะเลือกมุกที่มันดีกว่านี้ นี่ผมไม่ได้เรียกร้องว่าสื่อจะต้องเป็นกลาง หรือเรียกร้องว่าจะต้องวาดแต่การ์ตูนสร้างสรรค์นะครับ ผมเข้าใจงานคุณชัย ราชวัตรครับว่าคุณชัย เป็นมืออาชีพที่วาดการ์ตูนการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร โด่งดังก็เพราะวาดการ์ตูนแขวะการเมือง ขำบ้างไม่ขำบ้าง สร้างสรรค์บ้างไม่สร้างสรรค์บ้าง เอียงบ้างเข้าข้างพวกตัวเองบ้าง นั่นมันเรื่องของคุณครับ แต่วิจารณญาณในการเลือกมุก ถ้าบอกว่าคิดดีแล้ว ผมขอบอกว่าคุณชัย เสื่อมโคตรครับ

3. ที่มาที่ไปของมุกนะครับ ผมเลยลองเอาคำว่า "เผาศาลฎีกา" ไป search google ดูเล่นๆนะครับ ปรากฏว่านี่มัน "มุกขยะ" ตามเว็บบอร์ดที่มีมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.แล้วล่ะครับ ความรู้สึกตอนที่ search เจอเหรอครับ เหมือนสื่อรายการทีวีบางช่องเอา FWD Mail เน่าๆไปพูดออกทีวีนั่นแหละครับ

ผมจะไม่แปลกใจหรอกครับถ้านี่มันจะเป็นมุกขยะ แขวะแดดันกันไปมาตามเว็บบอร์ดของคนสองสีที่มีเต็มบ้านเมืองไทยตอนนี้ แม้ว่าจะรู้สึกแย่กับการเอาเรื่องน่าหดหู่ที่เพิ่งเกิดไปไม่นาน และความน่ากลัวของมันยังไม่เลือนไปจากความจำของผู้คนแบบนี้มาเล่นตลก บางคนเกือบตายรอดตายมานั่งเขียนกระทู้อยู่แถวนี้ บางคนเพื่อหรือญาติตายในเหตุการณ์นั้น แล้วดูเถอะครับมุกขยะในเว็บบอร์ดเมื่อปลายเดือนที่แล้วหรือต้นเดือนนี้เอง

มีท่านนักวาดการ์ตูนแขวะการเมืองผู้โด่งดังหยิบไปวาดลง หนังสือพิมพ์ขายดีอันดับต้นๆของประเทศซึ่งอ้างว่าได้รับมาจากแฟนๆนิรนามทางบ้านครับ ข้อ3.นี้ผมไม่ทวงวิจารณญาณหรือจรรยาบรรณแล้วล่ะครับ ผมเข้าใจว่ามุกขยะอันนี้มันตรงกับจริตของคุณชัย ราชวัตรที่ไม่ชอบอดีตนายกพอดี แต่ผมว่าคุณเสื่อมและวิจารณญาณในการปล่อยมุกล่มสลายอย่างมากแล้วล่ะครับ ถ้าเป็นตลกคาเฟ่คงหาคนจ้างยากแล้วล่ะครับ ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนระดับคุณถ้าสำนึกได้บ้างแล้วจะเห็นว่าต้องออกหน้าจำเป็นต้องขอโทษคนตายหรือญาติคนตายหรอกนะครับ

แต่ผมว่าคุณเก็บไปคิดไปพิจารณาตัวเองได้แล้ว บ.ก. ไทยรัฐก็เหมือนกัน ถึงเวลาพักแล้วหรือยังครับ ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน และชัย ราชวัตร ครับ

ใบตองแห้งไทยโพสต์ตอกหน้าพันธมิตร:ม็อบเสื้อแดงมีน้ำหนักกว่าพธม.


โดย คุณใบตองแห้ง
ที่มา ไทยโพสต์
26 กุมภาพันธ์ 2552

ทักษิณผิดในเชิงพฤติกรรม แต่พันธมิตรฯ และขบวนการล้มล้างทักษิณผิดในเชิงหลักการ คือ ใช้รัฐประหาร ใช้รัฐธรรมนูญครึ่งใบ ใช้อำนาจแฝง ใช้การเคลื่อนไหวที่สุดขั้วสุดโต่ง ฉะนั้นเวลาพูดกันในเรื่องหลักการประชาธิปไตย พวกเสื้อแดงจึงมีน้ำหนักกว่าพันธมิตรฯ ที่ตะแบงได้อยู่อย่างเดียวว่าเพราะทักษิณมันชั่ว และกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสื่อต่างชาติ ที่เขาเห็นหลักการเป็นเรื่องสำคัญ


หมายเหตุ:ใบตองแห้ง แห่งคอลัมน์ว่ายทวนน้ำ ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ผู้ประกาศตัวว่าเป็นพวก"2ไม่เอา"ตอบจดหมายนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ซึ่งโผล่เข้าบ้านสี่เสาก่อนการรัฐประหาร19กันยาฯ และกองเชียร์คณะรัฐประหาร กองเชียร์พันธมิตร ด้วยความตรงไปตรงมาถึงข้อเปรียบเทียบระหว่างม็อบสีเหลืองกับม็อบสีแดง อันน่าพิจารณาดังต่อไปนี้

ตอบ คุณหมอตุลย์

ยอมรับว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้แนบแน่นกับ ปชป. แค่มีจุดร่วมเดียวกันคือล้มล้างระบอบทักษิณ เช่นเดียวกัน พันธมิตรฯ ไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐประหารหมดทุกคน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือล้มล้างระบอบทักษิณ แม้แต่ในพันธมิตรฯ เอง ก็ไม่ได้คิดเหมือนกันหมด บางคนก็ไม่ชอบคุณจำลอง หลายคนรู้ทันคุณสนธิ แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือล้มล้างระบอบทักษิณ

ฯลฯ คือมีอะไรที่พันธมิตรฯ ไม่ได้เห็นด้วยเยอะแยะ แต่ต้องหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง เพื่อ "ล้มล้างระบอบทักษิณ" แม้แต่คุณหมอเองที่เดินไปบ้านป๋าเปรม วันที่ 18 ก.ย. 49 ผมก็เชื่อว่าจริงๆ แล้วคุณหมอรักประชาธิปไตย แต่ทำเพื่อ "ล้มล้างระบอบทักษิณ"

คุณหมอพยายามชี้แจง 2-3 ข้อคือ พันธมิตรฯ ไม่ได้ออกบัตรเชิญรัฐประหาร (แค่นัดชุมนุมสร้างเงื่อนไข แล้วพอสมใจก็โห่ร้องยินดี) พันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดสนามบิน (แค่เข้าไปยึดร้านไอติมเนโร) รัฐบาลประชาธิปัตย์มาตามวิถีทางประชาธิปไตย (ยุบพรรคโดยรัฐธรรมนูญจากรัฐประหาร และศาลรัฐธรรมนูญที่มีที่มาเดียวกัน ทหารก็แค่ให้คำปรึกษา) ผมเห็นว่าป่วยการพูด สังคมตัดสินได้ และตัดสินไปแล้ว

แต่สิ่งที่ผมอยากพูดคือ ในขณะที่พันธมิตรฯ เองก็มีความหลากหลายทางชีวจิต มีทั้งสาวกสนธิ จำลอง และไม่ใช่สาวกสนธิจำลอง มีทั้งแฟน ปชป.และคนเกลียด ปชป. มีทั้ง royalist และฝ่ายซ้าย แล้วทำไมพันธมิตรฯ จึงมองคนเสื้อแดงหรือคนที่เห็นตรงข้ามเป็นแท่งเดียว ว่ารับเงินทักษิณมาเคลื่อนไหว

ในขณะที่พันธมิตรฯ บอกว่าไม่ได้แนบแน่นกับ ปชป. แต่มีจุดร่วมเดียวกัน (เลยต้องอุ้มกัน) คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามพันธมิตรฯ ตรงข้ามรัฐบาล ปชป. และอำมาตยาที่อยู่เบื้องหลัง เขาก็มีจุดร่วมเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องแนบแน่นกับทักษิณ

พันธมิตรฯ จำนวนไม่น้อยรักประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นรัฐประหาร แต่เห็นทักษิณเป็นภัยมากกว่า พันธมิตรฯ จำนวนไม่น้อยรู้ว่าไม่ควรเอาสถาบันมาแปลงเป็นอาวุธ แต่เอาวะ นี่แหละคืออาวุธเดียวที่จะทำลายทักษิณ พันธมิตรฯ จำนวนไม่น้อยเกลียด ปชป. เกลียดเนวิน แต่เกลียดทักษิณมากกว่า

สมมติพรุ่งนี้ผมเดินไปร่วมม็อบเสื้อแดง บอกว่าผมเกลียดทักษิณแต่ต้องการโค่นอำมาตยาอำนาจแฝง ผมไม่ชอบเพื่อไทยแต่เกลียด ปชป.มากกว่า ผมเหม็นหน้า 3 เกลอ แต่เหม็นเบื่อ 5 แกนนำมากกว่า ผมผิดไหม ถ้าเราต่างคนต่างก็อ้างว่านี่คือยุทธวิธีเพื่อเอาชนะ เพราะถ้าอยากชนะเราก็ต้องหาแนวร่วม ถ้าผมอยากชนะผมต้องเข้าข้างทักษิณ

คุณหมอเห็นว่าทักษิณเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองมากกว่า แต่ผมเห็นว่าอำมาตยาอำนาจแฝงทำให้บ้านเมืองถอยหลังเป็นอันตรายยิ่งกว่า ถ้าต่างคนต่างทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ แล้วถูกผิดอยู่ตรงไหน

ฉะนั้น ทุกคนควรมั่นคงในจุดยืนของตัวเอง ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ

ทักษิณผิดในเชิงพฤติกรรม แต่พันธมิตรฯ และขบวนการล้มล้างทักษิณผิดในเชิงหลักการ คือ ใช้รัฐประหาร ใช้รัฐธรรมนูญครึ่งใบ ใช้อำนาจแฝง ใช้การเคลื่อนไหวที่สุดขั้วสุดโต่ง ฉะนั้นเวลาพูดกันในเรื่องหลักการประชาธิปไตย พวกเสื้อแดงจึงมีน้ำหนักกว่าพันธมิตรฯ ที่ตะแบงได้อยู่อย่างเดียวว่าเพราะทักษิณมันชั่ว และกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสื่อต่างชาติ ที่เขาเห็นหลักการเป็นเรื่องสำคัญ

เช่นเดียวกันฝ่าย 2 ไม่เอาอย่างผม รู้ดีว่าเวลาพูดหลักการ จะต้องเข้าทางพวกทักษิณ แต่ผมถือว่าผมมีจุดยืนของตัวเอง มันจะเข้าทางใครก็แล้วแต่ ผมไม่เคยคิดถึงใครแพ้ชนะ เช่น ผมไม่เห็นด้วยกับตุลาการภิวัตน์ ผมก็แสดงความเห็นนั้น ไม่มานั่งคิดหรอกว่าทำให้ระบอบทักษิณได้ประโยชน์ เพราะเราทำหน้าที่ของเรา ถ้าทุกคนทำหน้าที่ตรงไปตรงมา บ้านเมืองก็จะเดินไปข้างหน้า

ผมจึงถามว่าคนพันธมิตรฯ กล้าเป็นตัวของตัวเองหรือไม่ เห็นแกนนำทำไม่ถูก กล้าวิพากษ์วิจารณ์กันหรือไม่ บางเรื่องไม่เห็นด้วยกับ ปชป.ทำไมถึงเงียบ พันธมิตรฯ พยายามปกป้องคนของตัว เช่น กษิต ซึ่งก็ไม่ใช่คนเลวร้ายหรอก แต่พูดในเรื่องความเหมาะสม คนที่เคยด่านายกฯ ประเทศเพื่อนบ้าน คนที่เคยร่วมยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน จนนักท่องเที่ยวต่างชาติตกค้าง 3 แสนคน เหมาะหรือที่จะเป็น รมว.ต่างประเทศ ทั้งประเทศไทยหาคนอื่นมาเป็นไม่ได้แล้วหรือ

อย่างไรก็ดี ผมเห็นด้วยกับคุณหมอว่าม็อบเสื้อแดงอยู่ไม่กี่น้ำหรอก เพราะม็อบที่อยู่ยืดต้องอ้างชาติอ้างสถาบันมาปลุกความเกลียดชังฝังหัว แค่บอกว่ารักประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้คนคลั่งได้ และเห็นด้วยว่าคุณสมยศพูดบิดเบือนเพราะม็อบที่มีคนแก่มากคือม็อบพันธมิตรฯ ต่างหาก สื่อฝรั่งมันถึงเรียกว่าม็อบอนุรักษนิยมเอียงขวา

ขอแสดงความนับถือ
ใบตองแห้ง

24 กุมภาพันธ์ 2552

ชมถ่ายทอดสดชุมนุมใหญ่เสื้อแดงได้ที่ไหน และท่านจะหนุนช่วยให้ได้ชัยชนะได้ด้วยวิธีใด?


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 กุมภาพันธ์ 2552


*ท่านจะหนุนช่วยการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงให้ได้รับชัยชนะได้ด้วยวิธีการใดบ้าง?

1.ลางาน หรือผละงานเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบไม่ก่อเหตุร้ายแบบพันธมิตร
2.หากลางานหรือผละงานไม่ได้ ให้เข้าร่วมชุมนุมโดยสงบตอนเลิกงาน
3.ติดตามชมการชุมนุมและให้กำลังใจทางทีวีD-STATION หรือทางอินเตอร์เน็ตhttp://www.wered.net/main และรายงานข่าวเป็นระยะทางTNN24(TRUE VISIONS07)ทางอินเตอร์เน็ตhttp://truemusic.truelife.com/home/player/player_livetv.php?guid=8 และกระจายข่าวไปยังเครือข่ายของท่าน
4.ส่งรายงานข่าว ภาพข่าว คลิปการชุมนุม หรือเหตุผิดปกติให้สื่อฝ่ายประชาธิปไตย หรือไทยอีนิวส์ที่เมล์thaienews@googlegroups.com และกระจายข่าวการชุมนุม เชิญชวนการร่วมชุมนุมไปยังเครือข่ายของท่าน
5.บริจาคเงินสมทบการต่อสู้ บริจาคอาหารให้ผู้ร่วมชุมนุม หรือเครื่องป้องกันการโจมตีด้วยแก๊สน้ำตา เช่น หน้ากากกันแก๊สน้ำตา หรือรถสุขาเคลือนที่ เป็นต้น
6.เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครพยาบาล หรือหน่วยงานอาสาสมัครภาคสนามตามด้านล่างนี้

7.แพร่กระจายคู่มือตีโต้วาทกรรมอำพรางของพวกพันธมิตร เพื่อขยายแนวร่วมไปยังกลุ่มคนที่เป็นกลาง

เนื่องจากพันธมิตรได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อทักษิณ และฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆ กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาทกรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น ท่านสามารถเผยแพร่ออกไปในแวดวงเครือข่ายของท่าน และในวงกว้างได้โดยที่เราไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งนี้ท่านอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ตามที่ท่านเห็นสมควรก่อนการเผยแพร่

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ

A:ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หากทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน

A:ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอกลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงินเดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึงเห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วนทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคนเสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไปตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี

A:ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตนเพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้งสิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควรมีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสียที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย

A:ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชนชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป

A:ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด

A:ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และเวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ

A:ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม

A:ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและเชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน

Q:แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ

A:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง

เปิดหลักฐานจะๆ'ลูกชายลิ้ม'บีบของบพีอาร์จากกสท. พอไม่ได้เจอแบล็กเมล์ซ้ำรอยแม้ว

ที่มา เวบไทยอินไซเดอร์

เปิดหลักฐาน “ลูกชายสนธิ” ทำหนังสือขอทำพีอาร์ให้ “กสท” ผ่านสื่อในเครือASTVผู้จัดการ มูลค่า 24.2 ล้านบาท ระยะเวลา 8 เดือน แต่ใจดีลดให้เหลือ 16 ล้าน แต่ “สหภาพ” คัดค้านหนัก เชื่อผู้บริหารคงไม่กล้าอนุมัติให้แน่

ตามที่ “ไทยอินไซเดอร์” ได้นำเสนอข่าว 'สหภาพกสท.'ซัดสนธิ จากนักต่อสู้ในวันวาน! สู่'นักบุญคราบซาตาน'ขอ'งาน'ไม่ได้จึงโจมตี ( http://thaiinsider.info/2009news/the-news/politics/695-2009-02-20-06-23-18 ) มีเนื้อหาสรุปว่า “สหภาพ กสท” เปิดศึกใส่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ทรงอิทธิพลใหญ่ของสื่อ จวกยับจาก “นักต่อสู้” ในวันวาน กลายมาเป็น “นักบุญในคราบซาตาน” ในวันนี้ แฉให้บริษัทในเครือขอทำพีอาร์ผ่านสื่อในเครือ 16 ล้าน แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จึงโจมตีผ่านสื่อตัวเอง

ปรากฏว่า วานนี้ (23 ก.พ.) นสพ.ประชาทรรศน์รายวัน ได้นำเสนอข่าวดังกล่าว โดยพาดหัวว่า ‘สหภาพกสท.โวยสื่อพธม.ตบทรัพย์’ และมีการตรวจสอบเอกสารตามที่มีการระบุว่ามีการขอโฆษณาจากสื่อรายหนึ่ง พบว่า เป็นจดหมายที่ลงนามโดยนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเดย์ดอทคอม จำกัด ที่เสนอโครงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในมือ โดยทำหนังสือถึง “รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)”


เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม มีสื่อในเครือ ได้แก่ เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ (www.manager.co.th), นิตยสารรายเดือน Positioning, นิตยสารรายเดือน mars, นิตยสารรายเดือนไลฟ์ออนแคมปัส และนิตยสารรายปักษ์ Flash Magazine ซึ่งสื่อในเครือของบริษัทนั้น ถือเป็นสื่อออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการยอมรับในฐานะสื่อชั้นนำของประเทศ

โดยเว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ เป็นเว็บไซต์อันดับหนึ่งในหมวดข่าว-สื่อ ที่ได้รับการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ และมียอดผู้เข้าชมสูงกว่าสื่อยักษ์ใหญ่ อย่าง ไทยรัฐ และมติชน

สำหรับโครงการประชาสัมพันธ์หรือการขอโฆษณาดังกล่าว ระบุมูลค่าโครงการไว้ที่ 24 ล้านบาท แต่มีการเสนอลดราคาให้ เหลือ 16 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาทั้งสิ้น 8 เดือน

แหล่งข่าวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ สร.กสท. เปิดเผยว่า เรื่องสัญญาการทำประชาสัมพันธ์ ของสื่อมวลชนบางแห่ง เป็นโครงการที่ได้นำเสนอมา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาถึงความเหมาะสม แต่เชื่อว่าน่าจะไม่มีการอนุมัติตามสัญญาดังกล่าว

“สิ่งที่สหภาพฯพยายามคัดค้านเรื่องดังกล่าว เพื่อต้องการหยุด ไม่อยากให้มีการอนุมัติในระดับผู้บริหาร เพราะไม่ใช่ว่าใครขออะไร ก็ต้องอนุมัติให้เขาไปหมดทุกอย่าง ต้องมีการพิจารณาให้อย่างรอบคอบ ว่าเรื่องดังกล่าวมีความเหมาะสมและสมควรแก่เหตุหรือไม่”แหล่งข่าวกล่าว

ด้านผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ผู้ประสานงานองค์กรชาวพุทธและนักวิชาการอิสระ กล่าวว่า พฤติกรรมของนายสนธิแบบนี้เคยปรากฏให้เห็นมาแล้วในยุคที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นเกิดการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ จนนายสนธิไม่พอใจจึงใช้อำนาจของสื่อสารมวลชนที่มีอยู่ในมือ มาข่มขู่โจมตีทำลายชื่อเสียง หากประชาชนที่บริโภคข่าวสารแบบไม่ครบถ้วน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สื่อรายหนึ่งของบประชาสัมพันธ์ 24 ล้านบาท แลกกับการโฆษณาเพียง 8 เดือนในกสท.ว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด จึงไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากว่า ตอนเช้ารีบมาทำงาน

เมื่อถามว่า เป็นถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านสื่อ ทำไมถึงไม่ติดตามข่าวสาร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนรีบมาทำงาน จึงไม่ได้ดูข่าว

22 กุมภาพันธ์ 2552

สันดานสื่อห้อยออกลายทรยศ ใส่ร้ายเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ทำลายชาติ

ที่มา ประชาทรรศน์ และบอร์ดประชาไท
22 กุมภาพันธ์ 2552

ฝ่ายประชาธิปไตยแสดงความผิดหวังอย่างมาก เมื่อเวบไซต์ประชาทรรศน์ได้เปลี่ยนจุดยืนหันมาทรยศต่อฝ่ายเสื้อแดง ด้วยการพาดหัวข่าว"‘เทพไท’ตบหน้า‘เสื้อแดง’เคลื่อนไหวอำพรางเจตนารมณ์-ส่อพฤติกรรมทำลายชาติ " อันเป็นการ ให้ร้ายเรื่องการชุมนุมในวันที่ 24 ก.พ.นี้ด้วยการให้น้ำหนักกับการให้ร้ายป้ายสีของพรรคประชาธืปัตย์


ในบอร์ดประชาไท ฝ่ายประชาธิปไตยได้แสดงการตอบโต้โดยการชักชวนให้ฝ่ายเสื้อแดงยกเลิกการสนับสนุนสื่อในเครือนี้ ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้ให้การสนับสนุนว่า"ดูประชาทรรศน์มันทำ! เกิดได้เพราะคนเสื้อแดง ตอนนี้มันทรยศได้ขนาดนี้ ใครยังไม่ยกเลิกสมาชิกSMS สมาชิกประชาทรรศน์รายวัน รายสัปดาห์ของสื่อไอ้ห้อย อ่านข่าวนี้แล้วก็ตามนั้น" และมีผู้สนับสนุนให้โต้ตอบด้วยการเลิกอ่าน เลิกเชื่อมโยงลิ้งค์จากเวบประชาทรรศน์ บางรายวิจารณ์ว่าเป็นนิสัยสันดานของนายเนวินที่มีการหักหลังมิตร เช่นกรณีการหักหลังอดีตนายกฯทักษิณไปร่วมมือกับฝ่ายเผด็จการตั้งรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม

ทั้งนี้ข่าวดังกล่าว ประชาทรรศน์นำเสนอข่าวเรื่องการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่24ก.พ.นี้ มีการนำเสนอจากมุมของฝ่ายผู้เตรียมการจัดงานคือนายวีระ มุสิกพงศ์และคณะ ความเห็นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายบุญยิด สุขถิ่นไทย และฝ่ายพรรคเพื่อไทย

แต่ประชาทรรศน์กลับไปให้น้ำหนักกับความเห็นของนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่เพิ่งถูกจับโกหกเรื่องไปพูดว่าสหรัฐฯห้ามอดีตนายกฯทักษิณเข้าประเทศมาหมาดๆ โดยในข่าวนายเทพไทกล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นี้ นายเทพไท กล่าวว่า น่าจะประกอบไปด้วยกลุ่มคน 3 ส่วนคือ 1. กลุ่มคนที่คลั่งไคล้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2. กลุ่มคนที่มาจากการจัดการบริหารจากแกนนำ และส.ส. 3. กลุ่มคนที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะแนวทางที่แกนนำคนเสื้อแดงเสนอต่อการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ตนคิดว่าไม่เป็นความจริงตามที่โฆษณาไว้ และมวลชนส่วนหนึ่งได้รับรู้ว่าการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเป็นการอำพรางเจตนารมณ์ เห็นได้จากแกนนำคนเสื้อแดงหลายคนมีพฤติกรรมที่จาบจ้วงสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นนายจักรภพ เพ็ญแข, ดา ตอร์ปิโด, นายสุชาติ นาคบางไทร หรือแม้แต่ อ.ใจ อึ้งภากรณ์ อยากจะถามว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้อย่างไร เชื่อว่าประชาชนที่รู้เห็นกับพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศรับไม่ได้ก็จะถอยห่างออกมา

อย่างไรก็ตามนายเทพไทย กล่าวอีกว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะยืดเยื้อไปจนถึง การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนั้น เป็นพฤติกรรมที่ทำลายประเทศชาติ และคงไม่เหนียวแน่น ไม่น่าให้การสนับสนุนแต่อย่างใด

จากนั้นประชาทรรศน์ก็พาดหัวข่าวนี้ว่า ‘เทพไท’ตบหน้า‘เสื้อแดง’เคลื่อนไหวอำพรางเจตนารมณ์-ส่อพฤติกรรมทำลายชาติ

21 กุมภาพันธ์ 2552

นักวิชาการจวกสื่อจอมแบล็กเมล์ไถเงินการสื่อสาร


ที่มา ประชาทรรศน์
21 กุมภาพันธ์ 2552

'นักวิชาการ' จวกสื่อไร้จรรยาบรรณ สวาปาเงินยัดใส่ปากตัวเอง - ใช้อำนาจมิชอบ ก้าวล้ำการใช้อำนาจสื่อที่มีคุณภาพ ห่วงสื่อมักเกิดขอบเขต เชื่อสื่อ-รัฐย่อมมีแผลให้ฉะกันเอง ขู่สังคมจับตามองสื่อทุกฝีก้าว แขวะทำองค์กรตัวให้สะอาดผุดผ่องก่อน ล้วงลูกคนอื่น!!

จากกรณีที่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ CAT TELECOM ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้เรื่อง "นักสู้หรือนักบุญในคราบซาตาน" ที่หวังหาผลประโยชน์ภายในส่วนของการประชาสัมพันธ์ เป็นจำนวนเงินประมาณ 16 ล้านบาท แต่ไม่เป็นไปตามต้องการจึงตอบโต้ผ่านทางสื่อประจำสำนักของตนเอง ในทิศทางโจมตีหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งตัวแทนสหภาพฯได้เปิดโปงว่าภายในผู้บริหารขององค์กรไม่ได้รักษาผลประโยชน์ขององค์กร

ด้าน รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อดีตคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า ในเบื้องต้นตนไม่ทราบถึงกระบวนการดังกล่าว ระหว่างสื่อกับหน่วยงานราชการที่เป็นคู่กรณี เนื่องจากมันเป็นส่วนที่คาบเกี่ยวกันในประเด็นหลักฐาน ว่าแต่ละฝ่ายมีข้อเท็จจริงในการเปิดโปงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตนไม่ทราบข้อมูลดังกล่าวอย่างแน่ชัด จึงไม่ขอลงความเห็นในการวิจารณ์ เนื่องจากจะเป็นการกล่าวพาดพิงโดยที่เราไม่รู้ตื้นลึกหน้าบางของการโต้แย้ง แต่การจะพิพาทกันอย่างไรนั้น ต้องพิจารณาในแต่ละคู่กรณีที่จะหักล้างกันอย่างไร หากสื่อทำใช้ข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวจะทำการยื่นฟ้อง

เมื่อถามว่าลักษณะดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับกรณีที่สื่อยักษ์ใหญ่ตกเป็นกรณีพิพาทกับอดีตนายกรัฐมนตรีในเรื่องการขออนุมัติเงินทุนจนกลายเป็นชนวนแห่งการล้มล้างรัฐบาลหรือไม่ รศ.อรุณีกล่าวว่า ตนไม่ทราบเพราะการวิจารณ์ในสิ่งที่เราไม่รู้ก็เป็นเรื่องลำบาก เพราะอีกนัยหนึ่งก็เป็นหน้าที่ของสื่อในการตรวจสอบรัฐบาล แต่จะเลยเถิดหรือไม่นั้น ก็กลายเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะคาดเดา เพราะแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือรัฐบาลก็ย่อมมีแผลกันอยู่

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มองการใช้อำนาจของสื่อในวิถีทางใช้เม็ดเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับการคุมความลับของอีกฝ่ายอย่างไร อดีตคณบดีกล่าวย้ำว่า ในทางของวิชาชีพแล้วถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ไม่ถูกต้อง และผิดจรรยาบรรณของความเป็นสื่อมวลชนอย่างยิ่ง ในขณะนี้ประเด็นดังกล่าวก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในการก้าวล้ำจริยธรรมการเป็นสื่อมวลชนที่ดีและมีคุณภาพ แม้การตรวจสอบหน่วยงานของรัฐจะเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนก็ตาม แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของคำว่าจริยธรรม ซึ่งสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นสำนักเล็กหรือสำนักยักษ์ใหญ่ ก็จะต้องคำนึงว่า จะต้องทำให้องค์กรของตนเองสะอาดและปราศจากมลทิลที่สุด

"สื่อก็มีองค์กรที่จะทำการตรวจสอบอยู่แล้ว ดังนั้นสื่อเองต้องมีความสะอาด ต้องเคลียร์องค์กรของตังเองให้ดีก่อนที่จะตรวจสอบคนอื่น เพราะแน่นอนว่าสังคมก็จับตามองและตรวจสอบคุณอยู่เหมือนกัน ต้องทำองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และไม่มีนัยแอบแฝงกับหน่วยงานใดๆ ก็อย่างที่ทราบว่าต้องเป็นกลาง ไม่อย่างนั้นถ้าไปซักทอดพาดพิงคนอื่นเพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ขัดจริยธรรมสื่อที่มีคุณภาพ และยังผิดข้อหาหมิ่นประมาท โดน 2 กระทงถ้าเขาไม่ผิดจริง ฉะนั้นมันมีข้อพิสูจน์อยู่แล้วในเรื่องนี้ว่าใครผิดใครถูก แต่เบื้องต้นสื่อสมควรที่จะทำความสะอาดองค์กรของตัวเองให้ไม่มีนัยกับอะไรก่อนเป็นอันดับแรก"

เหลือบสื่อรัฐ

ที่มา โลกวันนี้ วันสุข
20-22 กุมภาพันธ์ 2552

แต่ในข้อเท็จจริงก็เป็นที่รู้กันดีว่าไม่ใช่แค่ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของกรมประชาสัมพันธ์ที่เกิดจากระบบราชการที่ถูกวางไว้เท่านั้น แต่ทุกรัฐบาลล้วนนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเองแทบทั้งสิ้น

ความไม่โปร่งใสและการทำงานแบบลักปิดลักเปิดจึงไม่มีใครพูดถึง ขณะที่ข้าราชการถ้าไม่ทำตัวเป็นกบจำศีล หลิวลู่ลม ก็รับใช้นักการเมืองไปเลย



หลังจากบริษัทดิจิตอลมีเดีย โฮลดิ้ง บอกเลิกสัญญาการผลิตข่าวให้กับสถานีวิทยุโทรทัศน์ NBT กรมประชาสัมพันธ์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ประกาศปฏิรูปสื่อรัฐทันที

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปสื่อภาครัฐทำหน้าที่ศึกษากำหนดรูปแบบและโครงสร้างบริหาร รวมทั้งพิจารณาเนื้อหาสาระให้เกิดความเหมาะสม โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) รวมถึงการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ในภาครัฐ ซึ่งคณะกรรมการจะทำการศึกษาแนวทางโดยไม่เข้าไปแทรกแซงในทันที

คณะกรรมการประกอบด้วย รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานกรรมการ รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์ รศ.วิทยา กุลสมบูรณ์ รศ.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผช.รศ.พิรงรอง รามสูตร รณะนันท์ นายธรรมนิจ สุมันตกุล นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ นายภัทระ คำพิทักษ์ นายไพโรจน์ พลเพชร นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว เป็นกรรมการ และนายสาทิตย์เป็นที่ปรึกษา

นายสาทิตย์ยืนยันว่าการปฏิรูปจะเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ว่าจะทำให้กรมประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดประโยชน์ต่อภาครัฐ เพราะหลายปีที่ผ่านมาไม่เพียงกรมประชาสัมพันธ์จะมีฐานะติดลบเพราะไม่มีรายได้จากการโฆษณาแล้ว ยังถูกนำไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองทุกสมัย

นายสาทิตย์จึงเสนอกรอบเบื้องต้นว่าในระยะยาวจะเปลี่ยนเนื้อหา โดยกำหนดสัดส่วน 50% เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับผู้ผลิตที่มีคุณภาพและภาคประชาชน ส่วนอีก 50% จะเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างภาครัฐและประชาชน

ถ้าพิจารณาจากเหตุผลดังกล่าวก็เหมือนจะทำให้กรมประชาสัมพันธ์มีทั้งคุณภาพและเป็นกลไกของรัฐได้ แต่ในข้อเท็จจริงก็เป็นที่รู้กันดีว่าไม่ใช่แค่ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของกรมประชาสัมพันธ์ที่เกิดจากระบบราชการที่ถูกวางไว้เท่านั้น แต่ทุกรัฐบาลล้วนนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเองแทบทั้งสิ้น

ความไม่โปร่งใสและการทำงานแบบลักปิดลักเปิดจึงไม่มีใครพูดถึง ขณะที่ข้าราชการถ้าไม่ทำตัวเป็นกบจำศีล หลิวลู่ลม ก็รับใช้นักการเมืองไปเลย

การปฏิรูปกรมประชาสัมพันธ์และการปฏิรูปสื่อรัฐจึงเป็นเรื่องที่ดีถ้าทำได้จริง ซึ่งทุกรัฐบาลก็ประกาศมาตลอด แต่ไม่เคยทำได้เลย เพราะทุกครั้งก็หนีไม่พ้นการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก และเอาพวกพ้องตนเองเข้าไปควบคุมและแสวงหาผลประโยชน์แทนเหลือบฝูงเก่าเท่านั้น

20 กุมภาพันธ์ 2552

สหภาพสื่อสารแฉเจอลิ้มแบล็กเมล์ไถเงิน ไม่เจียดให้ใช้สื่อกระบอกเสียงเล่นงาน

ที่มา เวบไทยอินไซเดอร์
20 กุมภาพันธ์ 2552

“สหภาพ กสท” เปิดศึกใส่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ทรงอิทธิพลใหญ่ของสื่อ จวกยับจาก “นักต่อสู้” ในวันวาน กลายมาเป็น “นักบุญในคราบซาตาน” ในวันนี้ แฉให้บริษัทในเครือขอทำพีอาร์ผ่านสื่อในเครือ 16 ล้าน แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จึงโจมตีผ่านสื่อตัวเอง


เวบไซต์ไทยอินไซเดอร์ของนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร รายงานว่า เว็บไซต์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ http://www.sewu-cat.com/ เผยแพร่ “แถลงการณ์ สร.กสท.” เรื่อง “นักสู้หรือนักบุญในคราบซาตาน” ระบุว่า ตามที่มีข่าวจากนสพ.ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งลงข่าวเกี่ยวกับการปลด CFO ให้พ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการตลาด โดยกล่าวถึงการพบเงื่อนงำในการจัดซื้อวิธีพิเศษเกี่ยวกับโครงข่าย CDMA และความเสี่ยงที่ CAT จะทุ่มเงินถมลงไปในระบบ CDMA แทนที่จะตัดสินใจมุ่งหน้าหาโลกอนาคตด้วย 3G/HSPA นั้น สร.กสท.ได้ตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า การจัดจ้าง Maintenance Agreement (MA) ระบบเครื่อข่าย CDMA 2000 1xEV-DO ในส่วนภูมิภาค เพราะระยะเวลาการรับประกันตามสัญญาจัดสร้างระบบเครือข่าย CDMA ทั้งสองเฟสได้หมดลงในเดือนมี.ค. 2552 ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของ CAT ไม่พร้อมที่จะดำเนินการเองได้ อีกทั้ง CAT ไม่ได้ซื้อบริการหลังการขายไว้ เมื่อพ้นระยะเวลาการรับประกัน จึงจำเป็นต้องจัดจ้างเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการให้บริการ เรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาจาก EX-COM แล้ว แต่บอร์ดกลับให้นำเรื่องมาทบทวนใหม่ วันนี้คุณภาพการให้บริการ CDMA ทั้งระบบเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถ้ามีปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้น จนเจ้าหน้าที่ของเราไม่สามารถแก้ไขได้ ระบบ CDMA อาจจะล่มลงทั้งระบบ ถึงวันนั้นบอร์ดทั้งคณะจะรับผิดชอบไหวหรือไม่กับความเสียหายครั้งนี้

ส่วนเรื่องการจัดทำ RF Optimization นั้น หลังจากบริษัท หัวเหว่ย ได้ส่งมอบระบบ CDMA แล้ว ยังไม่มีการปรับแต่งระบบแต่อย่างใด ทำให้มีผลต่อคุณภาพของการให้บริการ เช่น สายหลุดบ่อย, Internet Data ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ และในระหว่างที่รอจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ CAT จึงได้จัดจ้างบริษัทให้ดำเนินการกับจังหวัดที่มีปัญหา 12 จังหวัดก่อน และเหตุผลที่ยกเลิกการจัดจ้าง เพราะต้องการปรับปรุงข้อกำหนดใหม่ โดยให้เจ้าหน้าที่ CAT เข้าร่วมเรียนรู้และสามารถดำเนินการได้เองในอนาคต

สร.กสท. ขอให้ช่วยจับตามองความเป็นไปได้ในการแย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่ว่าจะเป็นภายในและภายนอก ปัจจุบัน CAT อยู่ได้เพราะเงินจากสัมปทาน ถึงวันนี้ผู้บริหารระดับสูงยังไม่คิดที่จะช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร แต่กลับทำตัวเป็นเครื่องมือของนักการเมือง หรือนักต่อสู้ที่จ้องแต่จะสูบเลือดสูบเนื้ออยู่อย่างนี้ ไม่นานองค์กรคงต้องล่มสลายแน่

การเสพข้อมูลข่าวสาร ขอให้กระทำอย่างมีสติและเหตุผล ปัจจุบันมีนสพ.ที่เจ้าของเป็นผู้ทรงอิทธิพลใหญ่รายหนึ่ง พยายามตีข่าวเพื่อลดความน่าเชื่อถือ (Dis-Credit) ผู้บริหารท่านหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เบื้องลึกเบื้องหลังน่าจะเกิดจากผู้ทรงอิทธิพลท่านั้น ขอเงินสนับสนุนกิจการของตัวเองจำนวน 16 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการตอบรับ อีกทั้งมีข่าวว่า มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองสายปากน้ำ เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว ยิ่งทำให้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากขึ้น ถึงขั้นมีข่าวว่า ได้ส่งคนของตัวเองเข้ามานั่งเพื่อส่งส่วยผลประโยชน์จากภายในสู่ภายนอกมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วจนถึงปัจจุบัน เมื่อเส้นทางผลประโยชน์ไม่ราบรื่น จึงสั่งให้สื่อภายใต้อาณัติของตนเองเล่นงานฝ่ายตรงข้าม สร้างความเสียหายให้กับ CAT TELECOM

อะไรที่ทำให้ผู้ทรงอิทธิพล “อาแปะ” นักต่อสู้ในวันวาน กลับกลายเป็นนักบุญในคราบซาตานได้ในวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ ทางนางณัฏฐิกา วงศ์ซื่อสัตย์ รองประธานสร.กสท. ทำหน้าที่รักษาการประธาน สร.กสท. ยังได้ทำจดหมายด่วนที่สุด ถึงร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยแจกแจงรายละเอียดถึงความไม่โปร่งใสของกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งช่วงหนึ่งระบุว่า มีสื่อมวลชนด้านสิ่งพิมพ์ ทำหนังสือถึง บมจ.กสท. เสนอโครงการประชาสัมพันธ์บริษัท ผ่านสื่อดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 16 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายประชาสัมพันธ์ โดยกรรมการบอร์ดบางท่าน ได้พยายามโน้มน้าวผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ท่านหนึ่ง พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุมัติเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่สื่อมวลชนรายนั้น แต่รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ส่งเรื่องให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบรายละเอียดของ “สิ่งที่ส่งมาด้วย” ในลำดับที่ 5 พบว่า เป็นสำเนาหนังสือ เรื่องเสนอโครงการประชาสัมพันธ์ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผ่านสื่อในเครือบริษัท ไทยเดย์ดอทคอม จำกัด ซึ่งเป็นเครือข่ายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบสื่อสิ่งพิมพ์ที่ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับ “กสท.” พบว่า นสพ.ASTV ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 16 ก.พ. 2552 ซึ่งเป็นสื่อในเครือข่ายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ตีพิมพ์ข่าวเรื่อง “เล็งยื่นถอดถอน ‘ระนองรักษ์’ ตั้ง กก.สอบบอร์ด กสท.ผิด กม.” โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า แฉรมว.ไอซีทีรับใช้ทุนการเมือง ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริงบอร์ดกสททั้งคณะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจการเมืองแทรกแซงการบริหารบริษัทมหาชนที่คลังถือหุ้น 100% เล็งยื่นถอดถอนร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ กระเด็นตกเก้าอี้รมว.ไอซีที เผย 3 ประสานบีบประธานบอร์ดกสทหลังรักษาประโยชน์คลังและกสท ขวางทางถอนทุนนักการเมือง (ติดตามอ่านได้ที่ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000017455)

สื่อฝรั่งแฉฮิลลารี่ข้ามหัวไม่เยือนไทยฉีกหน้าระบอบเทวดา


อเมริกามหามิตร-นางฮิลลารี เมื่อครั้งเดินทางมาเยือนไทยกับอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระราชวงศ์ไทย ทั้ง2ประเทศเป็นมิตรใกล้ชิดมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ล่าสุดสหรัฐฯไม่พอใจที่บรรดาผู้นำไทยหันมาต่อต้านประชาธิปไตย ทำให้ล่าสุดนางฮิลลารีไม่ยอมเยือนไทย และมีเสียงเรียกร้องให้ลดความสัมพันธ์กับไทยลง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เอเชียไทม์ส และdrudge.com
20 กุมภาพันธ์ 2552

สื่อฝรั่งวิจารณ์เหตุฮิลลารี่ข้ามหัวไทยไปอินโดนีเซีย เหตุรังเกียจระบอบปกครองเทวดา หันมาต่อต้านประชาธิปไตยหนักข้อ เอเชียไทม์สเรียกร้องโอบาม่ายึดถือคำมั่นปกป้องประชาธิปไตย ด้วยการลดความสัมพันธ์กับรัฐบาลเทพประทานที่กองทัพเผด็จการหนุนอยู่ฉากหลัง ระบุการที่รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯเลือกเยือนอินโดนีเซีย เป็นสัญญาณของการผูกไมตรีกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดรายใหม่แทนมิตรเก่าในยุคสงครามเย็นอย่างไทย


เวบบล็อกต่างประเทศรายงานว่า สาเหตุที่นางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯมาเยือนอินโดนีเซียเป็นประเทศแรก และได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะไม่มาเยือนไทย แม้ไทยจะเป็นหุ้นส่วนสำคัญของอเมริกามายาวนานนับจากยุคสงครามเย็น ก็เพราะเห็นว่าบรรดาพวกผู้นำไทยกลายเป็นพวกต่อต้านประชาธิปไตยมากขึ้นทุกที

ขณะเดียวกันShawn W. Crispin บรรณาธิการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียไทม์ส ได้เขียนบทความลงเอเชียไทม์สในเรื่อง"When allies drift apart"เสนอให้ลดความสัมพันธ์กับประเทศไทยลง โดยเขาชี้ว่าแม้ไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯในยุคสงครามเย็น และดูจะให้ความร่วมมือกับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายอยู่บ้าง แต่ระยะหลังก็ดูจะหันเหไปพึ่งอิทธิพลจีนมากกว่า ไทยดูจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯน้อยลงทั้งด้านการต่อต้านการก่อการร้าย การละเมิดลิขสิทธิ์ การค้ามนุษย์ ขณะที่สหรัฐฯยังสนับสนุนไทยทั้งการทหาร ความมั่นคง และการค้าอย่างต่อเนื่อง

การที่ล่าสุดนางฮิลลารี่ คลินตันไปเยือนอินโดนีเซีย เป็นประเทศแรก นอกจากเป็นสัญลักษณ์การไปเยี่ยมบ้านเก่าในวัยเด็กของประธนานาธิบดีโอบาม่าแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า เพราะอินโดนีเซียให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯด้วยดีหลายเรื่อง รวมทั้งพัฒนาประชาธิปไตยไปในทิศทางที่ก้าวหน้าขึ้น ผิดกับไทยซึ่งกองทัพไทยที่สหรัฐให้การสนับสนุนอยู่อย่างยาวนานเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงและทำลายประชาธิปไตยลง รวมทั้งหนุนหลังรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไทย ดังนั้นสหรัฐฯควรเลือกการเพิ่มความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่อย่างอินโดนีเซีย และควรลดความสัมพันธ์กับไทยลงมา ที่มีประโยชน์เพียงเป็นการหวังใช้สนามบินทหารอู่ตะเภาของไทยเป็นฐานของการส่งกำลังทางอากาศในภูมิภาคเอเชียเท่านั้น

บทความระบุว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐประหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งของทักษิณในปี2549นั้นดูเหมือนวอชิงตันจะขยิบตาเห็นชอบด้วย เพราะวอชิงตันมองว่ารัฐบาลทักษิณเอนเอียงไปทางฝ่ายจีน แต่กองทัพของไทยก็กำลังเข้าครอบงำลดทอนทำลายประชาธิปไตยในไทยลง โดยหวังจะให้การสืบทอดราชสมบัติเป็นไปโดยราบรื่น

หากสถานการณ์ยังดำเนินไปเช่นนี้ ก็สมควรแล้วหรือยังที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องทบทวนด้วยการลดความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยลงจากพันธมิตรที่ใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบาม่าได้กล่าวให้คำมั่นว่าจะให้คุณค่าในการปกป้องประชาธิปไตย

แดนสนธยาในทีวีไทย


โดย ไตร ทองพิสุทธิ์
ที่มา THAI OPINIONS
19 กุมภาพันธ์ 2552

จึงมีคำถามตามมาว่ารัฐบาลจะนำเงินส่วนไหนมาจ่ายให้ในรูปแบบทีวีสาธารณะ รวมทั้งเหตุผลที่แท้จริงในการปรับผังรายการใหม่หมด จะเป็นการเปิดช่องให้ผู้จัดรายการและสื่อสายพันธมิตรฯเข้าไปดำเนินการแทนที่หรือไม่ เพราะนอกจากจะเป็นการตอบสนองความต้องการของนายสนธิ ลิ้มทองกุลและสื่อที่เป็นพันธมิตรที่ต้องการส่งเครือข่ายเข้าไปยึดกุมตั้งแต่ต้น ยังเป็นการตอบสนองยุทธศาสตร์ทางด้านสื่อของพรรคประชาธิปัตย์ที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึงอีกด้วย


การเดินหน้าปฎิรูป NBT ของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ หากดูผิวเผินก็เหมือนเจตนาที่แสนซื่อและบริสุทธิ์ในความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาสื่อภาครัฐให้มีคุณภาพและปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่หากมองให้ลึกลงไป จะเห็นได้ว่าการดำเนินการครั้งนี้ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แทบไม่ได้แตกต่างไปจากการยึด ITV ในสมัย คมช. เพื่อให้สื่อสายพันธมิตรกลุ่มหนึ่งเข้าไปบริหารในนามทีวีสาธารณะ

เพราะความพยายามในการเข้ายึดไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายสมเกียรติ พงษ์ไพบุลย์ ได้พยายามยึดกุมตั้งแต่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาแล้ว

โดยครั้งนั้นแกนนำพันธมิตรฯได้พยายามเชื่อมสัญญาณ เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช แต่เนื่องจากการวางแผนที่ผิดพลาดของแกนนำที่ไม่เข้าใจขั้นตอนทางเทคนิค ทำให้ไม่สามารถเชื่อมสัญญาณได้ ประกอบกับการไม่ยอมแพ้ของฝ่ายข่าว NBT ที่สามารถนำภาพความป่าเถื่อนของกลุ่มพันธมิตรฯมาออกอากาศได้ ทั้งที่สถานีถูกยึดและถูกสมุนพันธมิตรฯติดตามไปถึงรถถ่ายทอดสัญญาณ ทำให้แผนการยึดครั้งนั้นล้มเหลว

ความผิดพลาดของแกนนำพันธมิตรฯที่ไม่สามารถยึดกุมได้ ทำให้ทันทีที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลและดูแลสื่อรัฐ ได้มีความพยายามอีกครั้งที่จะยึดกุม เพื่อส่งต่อให้เครือข่าย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการให้แนบเนียนยิ่งขึ้น โดยนำเรื่องการปฏิรูปสื่อหรือทีวีสาธารณะเป็นข้ออ้างบังหน้า ทั้งที่ปัจจุบันก็มีทีวีไทยที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว และเป็นทีวีเครือข่ายร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ที่เหนียวแน่นอีกด้วย (ยังไม่เคยมีการประเมินผลจากสังคมว่าประสบความสำเร็จสมความคุ้มค่า ที่ประชาชนต้องจ่ายภาษีถึงปีล่ะ 2,000 ล้านบาทหรือไม่ นอกจากเสียงเรียกร้องให้สังคมเข้าไปตรวจสอบ ความโปร่งใส ของทีวีไทย เนื่องจากกำลังกลายเป็นแดนสนธยาภายใต้การยึดกุมของนายเทพชัย หย่อง) แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับทำให้เป็นทีวีสาธารณะช่องที่ 2 โดยกำหนดรูปแบบกว้างๆว่า จะทำใช้เวลาครึ่งหนึ่งของสถานีในการประชาสัมพันธ์ผลงานภาครัฐ ส่วนที่เหลือจะเป็นข่าวเชิงสังคม การศึกษาและเยาวชน

จึงมีคำถามตามมาว่ารัฐบาลจะนำเงินส่วนไหนมาจ่ายให้ในรูปแบบทีวีสาธารณะ รวมทั้งเหตุผลที่แท้จริงในการปรับผังรายการใหม่หมด จะเป็นการเปิดช่องให้ผู้จัดรายการและสื่อสายพันธมิตรฯเข้าไปดำเนินการแทนที่หรือไม่ เพราะนอกจากจะเป็นการตอบสนองความต้องการของนายสนธิ ลิ้มทองกุลและสื่อที่เป็นพันธมิตรที่ต้องการส่งเครือข่ายเข้าไปยึดกุมตั้งแต่ต้น ยังเป็นการตอบสนองยุทธศาสตร์ทางด้านสื่อของพรรคประชาธิปัตย์ที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึงอีกด้วย

เนื่องจากปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีสื่อทีวีไทย และเป็นเครือข่ายแนวร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะทีวีไทยที่กลุ่มเนชั่นของนายเทพชัย หย่องที่มีความสัมพันธ์กับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ยุคนายชวน หลีกภัยและคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตย์ ในยุคที่ยังเป็นอยู่ (การเปลี่ยนไปเป็นทีวีไทยเกิดขึ้นในยุคคมช. เพื่อให้สื่อสายพันธมิตรดำเนินการแทน โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุน)

ดังนั้นหากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สามารถปรับผังรายการใหม่ได้สำเร็จ จนกระทั่งมีสื่อสายพันธมิตรฯเข้าไปดำเนินการจัดการ ก็ หมายความว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะมีสื่อในสังกัดถึง 3 สื่อ คือ ทีวีไทย ASTV และ NBT

ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน (เพื่อไทย) จะมีเพียงทีวีดาวเทียม D Station เป็นแนวร่วมเดียวเท่านั้น ส่วนสื่อที่เหลือ ก็จะขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถสร้างกระแสสื่อ ให้มีทิศทางไปทางไหน

การปฏิบัติตามธงของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เพื่อที่จะได้ ำจัดฝ่ายข่าวเดิมITVที่ย้ายไปอยู่ที่NBT และเป็นการแก้ลำผลงานของนายจักรภพ เพ็ญแขอีกด้วย เช่น เปลี่ยนโลโก้NBT ซึ่งเดิมคือ National Broadcasting service of Thailand ก็ แปลตรงตัวว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ประเทศไทยอยู่แล้ว

ดังนั้นประชาชนและสังคมมีหน้าที่ที่จะตรวจสอบและเปิดโปงถึงพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น ทีวีไทยที่อ้างว่าเป็นทีวีสาธารณะของประชาชน กลับมีผู้ดำเนินรายการเป็นเครือข่ายเนชั่นและสื่อพันธมิตรฯ ซึ่งรับพนักงานและตั้งเงินเดือนตามอำเภอใจ โดยได้รับการอุดหนุนจากเงินภาษีของประชาชน โดยมิได้ยึดถือตามระเบียบราชการ มิหนำซ้ำยังแอบถ่ายเทพนักงานจากเครือ เนชั่นที่กิจการกำลังจะล้มละลาย เข้ามาปฏิบัติงานกินเงินเดือนที่ไทยทีวีอีกด้วย นอกจากนั้นยังพยายามเปิดโอกาสให้นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ได้เป็นรองผอ.สถานี โดยไม่ต้องผ่านขบวนการสมัครและคัดสรรแต่อย่างใด

น่าสงสัยที่นักวิชาการด้านสื่อทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องดังกล่าว หรือว่าคนเหล่านี้ไม่พึงพอใจรัฐบาลทักษิณอยู่ก่อนแล้ว หรือนี่เป็นผลต่างตอบแทนที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยื่นให้กับสื่อพันธมิตรฯ เฉกเช่นเดียวกันกับรัฐบาลในยุคคมช.ที่ประเคนไอทีวีให้กับกลุ่มเนชั่นจนกลายมาเป็น ทีวีไทย และแล้วประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับITV ก็จะได้มาบังเกิดขึ้นกับNBTอีก

19 กุมภาพันธ์ 2552

ระบอบเทวดาตั้งกรรมการแทรกอสมท.ให้เป็นกระบอกเสียงรัฐบาล

ที่มา มติชน
19 กุมภาพันธ์ 2552

รัฐบาลระบอบเทวดาตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสื่อภาครัฐ มีเป้าหมายที่อสมท. ร้อนตัวไม่ได้ตั้งลำเข้าแทรกแซง แต่สอดใส้ชัดมีเจตนาให้เนื้อหาสาระเหมาะสมกับการเป็นสื่อของรัฐ


นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ว่า ครม.รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 87/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปสื่อภาครัฐ มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกฯ เป็นที่ปรึกษา ประธานคณะกรรมการได้แก่ นายวรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการประกอบด้วย น.ส.มาลี บุญศิริพันธ์ นางนวลน้อย ตรีรัตน์ นายวิทยา กุลสมบูรณ์ นางวิลาสินี อดุลยานนท์ นางพิรงรอง นามสูตรณะนันท์ นายธรรมนิจ สุมันตกุล นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิช นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ นายภัทระ คำพิทักษ์ นายไพโรจน์ พลเพชร นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว มีนายวิทเยนทร์ มุตตามระ เป็นกรรมการและเลขานุการ

นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ศึกษากำหนดรูปแบบและโครงสร้างการบริหารสื่อภาครัฐที่เหมาะสม กรณีกรมประชาสัมพันธ์และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการคลื่นความถี่ของวิทยุโทรทัศน์ภาครัฐ พิจารณาศึกษาเนื้อหาสาระที่เหมาะสมของสื่อภาครัฐ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคให้ทราบเป็นระยะ

"ขอย้ำว่า การทำหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวจะเป็นเพียงการศึกษาในรายละเอียดเพื่อนำเสนอไปสู่การบริหารจัดการต่อไปเท่านั้น จะไม่มีการลงไปแทรกแซงการดำเนินการ โดยเฉพาะในส่วนของ อสมท ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์" นายพุทธิพงษ์กล่าว

18 กุมภาพันธ์ 2552

เอาแล้วไงปชป.คุกคามสื่อ-คุกคามประชาชนฟ้องเรตRค่าเสียหาย20ล้าน



ส.ส.พันธมิตรสาขาประชาธิปัตย์-นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.ที่มาจากพันธมิตร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ไปงานรดน้ำศพดาวไฮปาร์คของพันธมิตรคนหนึ่ง โดยมีคนของปชป.+พันธมิตรร่วมงานคับคั่ง ทั้งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสนธิลิ้ม จากนั้นประกาศฟ้องสื่อฝ่ายประชาธิปไตยเรียก20ล้าน
ที่มา ประชาทรรศน์
18 กุมภาพันธ์ 2552

'สื่อฯลิ่วล้อพันธมาร' อุ้มผู้ประกาศ ASTV-ให้ท้ายเด็กปชป. ลั่นเปิดสงครามสื่อฯ โจมตี 'ประชาทรรศน์-มติชน' หลังแหย่รังแตน สะกิดต่อมจริยธรรม ส.ส.ปชป. 'บุญยอด สุขถิ่นไทย' เหตุโดนปูด!เล่นหนังเรท R 'ปลุกใจเสือป่า' เจ้าตัวกินปูร้อนท้อง! จี้ฟ้อง 'ประชาทรรศน์-ประชาไท' รีดค่าเสียหาย 20 ล้าน ทั้งที่สื่อฯเสนอข่าวตามข้อเท็จจริง 'นักวิชาการ-อดีต ส.ว.' จวก 'บุญยอด' คุณธรรม-จริยธรรมบกพร่องหรือไม่ 'เจ๊เบียบ' ชี้ทำตัวไม่เหมาะ ต้องพิจารณาตัวเอง


ตามที่ “ประชาทรรศน์” ได้นำเสนอข่าวกรณีนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมแสดงในภาพยนต์เรท R เรื่อง “ผู้หญิง 5 บาป” ซึ่งการแสดงภาพยนต์เรื่องนี้ของนายบุญยอด ได้ถูกวิพากษ์วิจาณณ์ถึงความไม่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ เนื่องจากภาพยนต์เรื่องดังกล่าว มีเนื้อหาล่อแหลมต่อเรื่องทางเพศ ทางวัฒนธรรม เป็นอย่างมาก โดยเป็นเรื่องราวของเพื่อนสาว 5 คน ล้อมวงกันเล่าประสบการณ์ทางเพศที่น่าอับอายของแต่ละคน ซึ่งมีทั้งการมีเพศสัมพันธ์กับพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริษัทของตัวเอง มีความสัมพันธ์ทางศเพศกับลูกศิษย์ กับลูกของเพื่อน และตัวแสดงที่เป็นนางพยาบาลก็ยังเล่าถึงการมีประสบการณ์ทางเพศกับคนไข้ รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผู้ชายที่พบกันครั้งแรกในสถานบันเทิง

รวมไปถึง ฉากที่แสดงท่าท่างถึงการร่วมเพศอย่างโจ๋งครึ่ม ทั้งในห้องน้ำ อ่างล้างหน้า บนเครื่องถ่ายเอกสาร โต๊ะทำงาน หรือแม้แต่เตียงคนไข้ในโรงพยาบาล ฯลฯ

หลังจากที่ “ประชาทรรศน์” นำเสนอข่าวนี้ไปแล้วนั้น สื่อในเครือ “ASTV ผู้จัดการ” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ออกมาตอบโต้การนำเสนอข่าวชิ้นดังกล่าว โดยมีการพาดหัวข่าวโจมตีสื่อมวลชนด้วยกันเองว่า...“มุกแป้ก “มติชน-ประชาทรรศน์” หน้ามืดด่า “บุญยอด” เล่นหนังโป๊” ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากภาพยนต์เรท R เรื่องดังกล่าวนี้ ได้มี “นางอัญชลีพร กุสุมภ์” ผู้ประกาศข่าวสถานี ASTV ร่วมแสดงอยู่ด้วย

นอกจากนั้นแล้ว การออกมาแก้ข่าวแทนนายบุญยอดของ “ASTV ผู้จัดการ” ส่อว่าจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการ กับคนในพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกับต้องออกมาปกป้องการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อจริยธรรม แถมยังเป็นการเอาวิชาชีพสื่อมวลไปหากิน และสร้างความเสื่อมเสียแก่วิชาชีพสื่อฯอย่างกว้างขวาง

จวกยับ!ทำอาชีพสื่อฯเสื่อมเสีย

แม้ว่าในภาพยนต์ นายบุญยอด และนางอัญชลีพร กุสุมภ์ ผู้ประกาศสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่ร่วมแสดงจะไม่ได้มีฉากโป๊เปลือย หรือแสดงอารมณ์ทางเพศเหมือนอย่างเนื้อหาหลักของเรื่อง และนักแสดงหลายคนในเรื่องดังกล่าว แต่ก็แสดงในบทบาทสื่อมวลชนที่สัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งใน 5 คน ในอิริยาบทที่นั่งวับๆ แวมๆ ส่อให้คิดถึงเรื่องทางเพศ จนผู้ชมตรงหน้าสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่

ทั้งนี้ การแสดงบทบาทดังกล่าวของนายบุญยอด และนางอัญชลีพร ยังถูกตำหนิด้วยว่า เป็นการนำบทบาทสื่อมวลชนซึ่งเป็นวิชาชีพไปหากินในการแสดงภาพบนยต์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

จากกรณีดังกล่าว นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การแสดงภาพยนตร์ของนายบุญยอดคงเป็นการเล่นไปตามบทบาท และขณะนั้นนายบุญยอดเองก็ยังไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ถ้าขณะนี้เป็นส.ส.อยู่แล้วเป็นแสดงภาพยนตร์แบบนั้น ก็คงไม่เหมาะสม

ในเรื่องนายบุญยอดได้แสดงเป็นพิธีกร ซึ่งเข้าใจว่าผู้กำกับต้องการนำคนที่เป็นสื่อมวลชนอยู่แล้วไปแสดงในบทบาทสื่อ อย่างไรก็ตาม ถ้าในชีวิตจริงนายบุญยอดมีพฤติกรรมอย่างนั้น เราก็รับไม่ได้ แม้ไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็ตาม เคยพูดไว้เสมอว่าคนที่เป็นคนของประชาชนต้องรู้จักวางตัว เพราะส่วนใหญ่มีแฟนคลับ โดยเฉพาะสื่อมวลชนจริงๆ อย่างนี้ต้องระวังตัว โดยเฉพาะนักการเมือง และต่อจากนี้นายบุญยอดเองก็ต้องระวังในการจะทำอะไร

กลัว'บุญยอด'สำลักจริยธรรม! ASTVกัดสื่อฯด้วยกันเอง

และเป็นที่น่าสังเกตว่า “ASTV ผู้จัดการ” ได้ออกมาโจมตีหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ประชาทรรศน์ และเว็บไซต์มติชนออนไลน์ โดยอ้างว่าสื่อฯดังกล่าวเผยแพร่ข่าวในเชิงลบ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว “ประชาทรรศน์” พาดหัวข่าว“สำลักจริยธรรม ‘บุญยอด’ เล่นหนังโป๊!” ซึ่งถือเป็นเรื่องของความไม่เหมาะสมในการแสดงภาพยนต์เรท R ของผู้ที่มาทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” และได้สร้างความเสื่อมเสียให้เกิดแก่วิชาชีพสื่อมวลชน

แต่ทาง “ASTV ผู้จัดการ” ได้ออกมาตอบโต้สื่อด้วยกันเอง และมีความพยายามในการปกป้องนายบุญยอดอย่างชัดเจน แต่สื่อดังกล่าวกลับไม่พูดถึงความไม่เหมาะสมในทางด้านคุณธรรม จริยธรรม

'ระเบียบรัตน์'จวก'บุญยอด'ทำตัวไม่เหมาะสม-ต้องพิจารณาตัวเอง

ด้าน นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีต ส.ว.ขอนแก่น ในฐานะนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี กล่าวว่า ไม่อยากจะให้ความเห็นมากนัก แต่อยากให้เปรียบเทียบกับกรณีของ “ไก่” น.ส.มีสุข แจ้งมีสุข พีธีกรช่อง 3 ที่เคยได้รับรางวัลสตรีดีเด่น แต่เมื่อมีการตำหนิถึงการไปรับยหน้าที่พิธีกรในงานที่มีการสาธิตการตบนมและมีภาพออกมาในลักษณะไม่เหมัสม น.ส.มีสุข ก็ยังแสดงความรับผิดชอบด้วยการคืนรางวัลดังกล่าว ซึ่งในกรณีของนายบุญยอดก็เช่นเดียวกัน ที่จะต้องคิดเองว่าจะทำอย่างไร

ขณะที่นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีต ส.ว.กทม. นักสิทธิมนุษยชน กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ตนยังไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว แต่ถ้าจะมองกันในภาพรวม ตนมองว่า ผู้ที่ไปแสดงหรือมีบทบาทเป็นตัวละครหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เรียกว่าจิตใจและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่ำ เพราะว่าถ้าเป็นคนมีจิตสำนึกดีคงไม่ไปกระทำการดังกล่าว หรือไปแสดงบทบาทที่เข้าข่ายผิดหลักจริยธรรม

“เรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดยตัวบุคคลเองก็มีบทบาทในตำแหน่ง ส.ส. ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติ แต่กลับมากระทำในเรื่องดังกล่าว ที่เข้าข่ายผิดศีลธรรม ทำให้ตำแหน่งส.ส.ที่จะเข้ามานั่งในรัฐสภาอันทรงเกียรติต้องเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลง” นางประทีปกล่าว

ดิ้นไม่หลุด!ASTVแฉเอง'หนังเรทR'

นอกจากนี้ “ASTV ผู้จัดการ” ได้อ้างอิงคพูดของนายสุภาพ หริมเทพาธิป บรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป และผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาพยนตร์ ที่ให้สัมภาษณ์กับ “ASTV ผู้จัดการออนไลน์” ว่า แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์เรต R แต่ก็มีส่วนที่เป็นศิลปะอยู่ ซึ่งก็อยู่ที่คนเสพว่าใครจะมองอย่างไร

“ตัวหนังเรื่องนี้ผมจะไม่บอกว่ามันดีหรือไม่ดีนะ เพราะทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับคนเสพด้วยว่าสามารถซึมซับได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเข้าใจรวมถึงปัญญาของคนนั้น บางคนดูหนังที่เลวเลยแต่ถ้าเขามีปัญญาเขาก็ได้ข้อคิด ได้มุมมอง มีประเด็น บางคนไม่มีปัญญาดูหนังเรื่องหนึ่งที่มีฉากเปลือยแล้วบอกว่า “โป๊” ขณะที่อีกตั้งหลายคนบอกว่าไม่โป๊ ซึ่งถ้าเอามาตรฐานเพียงแค่ว่าแก้ผ้าคือโป๊ แบบนั้นรูปปั้นวีนัสก็ไม่ต้องไปตัดนมกันหรือ” บก.นิตยสารไบโอสโคป ให้ความเห็นเชิงเปรียบเทียบ

สำหรับภาพยนต์เรื่อง “ผู้หญิง 5 บาป (Sin Sisters)” อำนวยการสร้างโดยบริษัท ไลอ้อน กรุ๊ปฯ กำกับภาพยนตร์โดย สุกิจ นรินทร์ เข้าฉายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 เป็นภาพยนตร์ประเภทแบล็ก คอมเมดี “เรท R” นำแสดงโดยนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังเช่น คลาวเดีย จักรพันธุ์ ณ อยุธยา, แคนดี้-ชุติมา เอเวอรี่ , อีฟ-กมลชนก เวโรจน์ , ลูกหยี-ศลยา ปิ่นนรินทร์ , มิ้นท์-ทอฝัน จิตธาราทิต

โดยในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ภาพยนต์เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก และมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นภาพยนต์ “เรท R” เรื่องแรกๆ ที่ออกฉายในประเทศไทย อีกทั้งยังมีการจัดทำวีซีดี “ผู้หญิง 5 บาป” วางจำหน่ายโดยสอดแทรกฉากการมีเพศสัมพันธ์ของนักแสดงเข้าไปอีก เพื่อหวังถึงยอดจำหน่าย โดยไม่มีการควบคุม ทั้งที่เป็นหนังเรท R แต่เด็กและเยาวชนก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

'บุญยอด'สะดุ้ง!!จี้ฟ้องหมิ่นฯ'ประชาทรรศน์-ประชาไท'รีดค่าเสียหาย20ล้าน

ขณะเดียวกัน นายบุญยอด ได้ออกมาตอบโต้ว่า “ไม่รู้ว่าตัดต่อแล้วจะเป็นแบบไหน เพราะตัดต่อมาก็มีเราอยู่นิดๆ ผมว่าไม่ใช่หนังเรตอาร์นะ หนังก็คือหนัง เราก็ไม่ได้แสดงโป๊ ภาพยนตร์ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ ตอนที่ทีมงานมาพรีเซนต์ก็บอกเราว่าดี แง่คิดของหนังคือทำดีก็ได้ดี ผมเองก็ไม่เคยดูหรอกนะ คือ เพื่อนเป็นทีมงานหนังเรื่องนี้ เพื่อนให้ไปช่วยแก้ปัญหาให้ เพื่อนก็ช่วยเพื่อน ถ้าเป็นคุณแล้วจะไม่ช่วยหรือไง ในเมื่อนักข่าวอีกคนก็ไม่ว่าง ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไง ก็แล้วแต่จะคิดกัน”

กระทั่งล่าสุด วันนี้ (17 ก.พ.) นายบุญยอดได้แถลงตอบโต้ “ประชาทรรศน์” กรณีนำเสนอข่าวชิ้นนี้ พร้อมกับตั้งคำถามแก้ต่างในเรื่องจริยธรรม ว่า ให้ไปดูหนังเรื่องนี้ก่อน หนังเรื่องนี้ฉายตามโรงปกติ ไม่ใช่หนังใต้ดิน ไม่ใช่หนังโป๊ ซึ่งตนไปแสดงเป็นพิธีกร ที่สัมภาษณ์ตัวละคร 1 คนใน 5 คน นั้นที่มีบาปติดตัว และก็แสดงโดยใส่เสื้อผ้าปกติ โดยเมื่อเพื่อนผู้กำกับขอมา ตนก็ไปช่วย รับค่าตัว 3 พันบาท และมีนักแสดงรับเชิญอีกหลายคนอย่าง นายสุขุม นวลสกุล เจ้ากอแก้ว ประกายกาวิล เป็นต้น

เรื่องนี้มีที่มาจากมีคนไปโพสต์ลงเว็บไซด์ประชาไท จากนั้นหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ก็เอามาลงข่าวตั้งคำถามถึงจริยธรรมของตน ถ้าแบบนี้ คงต้องไปไล่สัมภาษณ์ กรุง ศรีวิไล หรือนักแสดงคนอื่นๆ ที่รับบทมากว่าร้อยเรื่อง เป็นผู้ร้ายยิงคนบ้าง ข่มขืนบ้าง ถ้าจะให้เรื่องนี้เป็นประเด็นจริยธรรมนักการเมือง เพราะโลกในแผ่นฟิล์ม คือโลกมายา คือการแสดง แต่ในชีวิตจริงมีคุณธรรม การมาพาดหัวข่าวแบบนี้ทำให้ตนเสียหาย เป็นประเด็นการเองชัดเจน

“ผมจะฟ้องกลับด้วยกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท และกฎหมายความผิดทางคอมพิวเตอร์ มีโทษปรับและจำคุก โดยจะฟ้องคนโพสลงเว็บประชาไทย ผู้ดูแลเว็บประชาไท หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ และบ.ก.บริหาร คือ นายพิธาน คลี่ขจาย และ บ.ก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา คือ นายอเนก เรืองเชิ้อเหมือน ประมาณ 20 ล้านบาท เพราะตนอยู่ในวงการมา 20 ปี ทำรายการสารประโยชน์มาตลอด และจะนำเงินที่ได้ ไปให้สื่อดังกล่าวที่เกี่ยวข้อง ไปอบรมจริยธรรม ให้ทำสื่ออย่างมีคุณธรรม ไม่เอียงข้าง เลอืกเอาว่าจะเป็นสื่อแท้หรือสื่อเทียม” นายบุญยอด กล่าวตอบโต้

17 กุมภาพันธ์ 2552

พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน สื่อต่างชาติบิดเบือน..?!!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป
17 กุมภาพันธ์ 2552
*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง ตบหน้าคนไทยอีกฉาด ซุ่มเงียบตอบแทนแกนนำยึดสนามบินนั่งผู้ช่วยเสนาบดีวันนี้


ผู้ใช้นามแฝง"ฟักกลิ้ง บุญชิต"ในบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป บอร์ดสนทนาการเมืองใหญ่ที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ตของไทย ได้นำเสนอกระทู้เสียดสีการยึดสนามบินของพันธมิตรในหัวข้อเรื่อง"พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน สื่อต่างชาติบิดเบือน" โดยได้เสียดสีกรณีที่พันธมิตรพยายามอ้างข้างๆคูๆผ่านเวบผู้จัดการ กับASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรว่า พธม.ไม่ได้เป็นฝ่ายปิดสนามบินสุวรรณภูมิ จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ แต่ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นผู้สั่งปิดเอง

ทั้งนี้กระทู้ดังกล่าวซึ่งได้รับการโหวตจากสมาชิกห้องราชดำเนินให้เป็นกระทู้ยอดนิยม ได้นำภาพข่าวในสื่อต่างประเทศแทบทุกสำนักที่ลงข่าวว่า ผู้ประท้วงพันธมิตรปิดสนามบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารตกค้างในสนามบินเฉพาะวันแรกหลายพันคน และรวมทั้งหมดกว่า600,000คนที่ตกค้างจากเหตุการณ์นั้น และบางรายต้องตายจากอุบัติเหตุรถคว่ำ หลังความพยายามเรียกแท็กซี่หนีออกจากประเทศไทย

















ลิ้มบูดสื่อในคาถาปูดตั้งสำราญผู้ช่วยรมต.ส่งผลกินแห้ว สั่งเงียบดันเข้าวาระจรฉลุยวันนี้


ซุ่มแบ่งเค้ก-หลังจากกินแห้วไม่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีในสัปดาห์ก่อน วันนี้ครม.เทพประทานซุ่มเงียบตั้งสำราญ รอดเพชร(ซ้าย)แกนนำยึดสนามบินเด็กในคาถาสนธิลิ้มขึ้นเป็นผู้ช่วยเสนาบดีอีกรอบ โดยอาศัยจังหวะซุ่มเงียบเข้าวาระจร

ครม.เทพประทานระบอบเทวดาตบหน้าคนไทยอีกฉาด ซุ่มเงียบดันเข้าวาระจรวันนี้ ตั้ง"สำราญ รอดเพชร"แกนนำพธม.ยึดสนามบินเป็นผู้ช่วยรมต.อีกรอบ หลังจากเป็นข่าวโฉ่งฉ่างในสัปดาห์ก่อนจนถูกรุมต้านหนักต้องถอนชื่อออกจากโผ เขินไม่กล้าให้นั่งผู้ช่วยเสนาบดีวัฒนธรรมหลังถูกแฉฉาวโฉ่แว้บหนีเมียไปลงอ่างของรัฐมนตรีพาณิชย์เป็นประจำ ให้ไปช่วยเทพเทือกที่คาวไม่แพ้กันแทน ส่วน"องอาจ"ได้โควต้าปลอบใจรัฐมนตรีอกหัก1ตำแหน่งดัน"เอกศักดิ์"มือหาเงินเข้าเสียบ ส่วนผู้ช่วยสายกิ๊กมีเสียงลือหึ่ง งานหลวงเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี งานราษฎร์เป็นผู้ช่วยภริยารัฐมนตรีจนบ้านแตก



กระบอกเสียงลิ้มดันไม่เลิกลุ้นตั้งสำราญผู้ช่วยรัฐมนตรีวันนี้

เวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงพันธมิตรรายงานว่า หลังจากที่สัปดาห์ก่อนมีการถอดชื่อนายสำราญ รอดเพชร ออกจากโผผู้ที่จะไรบการแต่งตั้งให้รับตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม (นายธีระ สลักเพชร) รวมทั้งนายยุทธพงษ์ จรัสเสถียร ที่มีข่าวจะเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ที่มีข่าวจะเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม) และนายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่มีข่าวจะเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ก็คาดว่าจะมีการทยอยแต่งตั้งอีกครั้งในวันอังคารนี้(17ก.พ.)

ทั้งนี้นายสำราญให้สัมภาษณ์หลังจากวืดไม่ถูกเสนอชื่อเมื่อวันอังคารก่อนว่า เขาไม่ได้ดิ้นรนขอตำแหน่ง แต่เพราะผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ได้ทาบทาม จึงตกลงไป แต่หากไม่ได้รับการแต่งตั้งก็ไม่เสียใจอะไร อย่างไรก็ตามมีข่าวว่านายสำราญ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกอาการโมโหอย่างแรงต่อทีมงานเวบผู้จัดการASTVที่ไปเสนอข่าวล่วงหน้าก่อนการประชุมครม.วันอังคารก่อนว่านายสำราญจะได้รับการแต่งตั้ง ทำให้ตกเป็นเป้าการโจมตีคัดค้าน เนื่องจากนายสำราญเป็นแกนนำพันธมิตรรุ่น2 เป็นโฆษกเวทีพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญในการยึดสนามบิน

ดังนั้นในคราวนี้จึงได้ปิดข่าวเงียบ และหวังว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะนำเข้าวาระจรแต่งตั้งแบบเงียบๆ โดยอาจเปลี่ยนให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยงานนายสุเทพแทนที่กระทรวงวัฒนธรรม เพราะถูกโจมตีว่ามีพฤติการณ์เสื่อมเสียทางจริยธรรม

วงการนักเที่ยวกลางคืนฮือฮาขาประจำวัดโพของรมต.พาณิชย์คุมงานวัฒนธรรม

ก่อนหน้านั้นไทยอีนิวส์ได้รายงานข่าวถึงความไม่เหมาะสมของนายสำราญว่า ในด้านความประพฤติส่วนตัวของนายสำราญ ว่าที่ผู้ช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนั้น วงการม็อบพันธมิตรและวงการสื่อจัดให้เป็นหนุ่มใหญ่เจ้าสำราญคนหนึ่งของวงการสื่อมวลชน โดยนายสำราญมีพฤติการณ์ชอบไปดื่มสุราหลังเลิกงานแทบทุกวัน และเนื่องจากมีภรรยาเป็นพยาบาลเข้าเวรดึกเป็นประจำ ในระหว่างไปรอรับภรรยาออกเวรกะดึก ก็เป็นโอกาสให้ได้ไปโฉบเที่ยวแหล่งสถานบริการยามราตรี ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเขา โดยเฉพาะสถานบริการอาบอบนวดโพไซดอนของนางพรทิวา นาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับว่านายสำราญเป็นลูกค้าขาประจำ

เรื่องดังกล่าวจึงเป็นที่ขบขันของแวดวงนักเที่ยวกลางคืนผู้รู้จักนายสำราญอย่างดี เมื่อได้ยินว่าเขาจะได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม

เปิดเส้นทางลึกซึ้งสำราญ+ลิ้ม+เปรม+ปชป.

นายสำราญนอกจากจะเป็นแกนนำพันธมิตรรุ่น2ที่มีบทบาทสำคัญในการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ยังทำหน้าที่เป็นโฆษกเวทีพันธมิตรเจ้าของประโยคฮิต"พี่น้องเอ๊ยยยยยย.."

นายสำราญ เคยเป็นสื่อมวลชนด้านหนังสือพิมพ์มาก่อน โดยเริ่มงานที่หนังสือพิมพ์มาตุภูมิ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพคู่แข่งของมติชนเมื่อเกือบ30ปีก่อน จากนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือการเมืองรายสัปดาห์อาทิตย์ของชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ก่อนจะไปร่วมงานหนังสือพิมพ์หลายค่าย รวมทั้งค่ายเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น และจังหวะหนึ่งเขาถูกทาบทามเข้าไปเป็นผู้บริหารฝ่ายข่าวของโทรทัศน์ITVในยุคที่ทักษิณ ชินวัตรเข้าไปเทกโอเวอร์จากกลุ่มสุทธิชัย ในฐานะมือปราบกบฎITV เขามีบทบาทอยู่ระยะหนึ่งในฐานะพิธีกรผู้ดำเนินรายการทอล์กด้านการเมือง แต่ในเวลาต่อมานิวัฒน์บุญทรง ธำรงไพศาล มือขวาของทักษิณในITVได้ปลดเขาออกจากตำแหน่งแบบสายฟ้าผ่า โทษฐานสำราญ(ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนปักษ์ใต้)ไม่สนองแนวทางการเมืองของทักษิณแบบเต็มที่เต็มใจ

สำราญระหกระเหินออกจากITVมาในสภาพหมาล่าเนื้อ แต่สนธิลิ้ม กับคำนูณ สิทธิสมาน หยิบยื่นโอกาสให้กับเขาเข้าไปเตรียมงานช่อง11NEWS1ที่สนธิลงทุนไปมากหวังว่าจะได้สัมปทานฟรีๆจากรัฐบาลทักษิณ แต่โชคร้ายทักษิณไม่ยกให้ ทำให้สนธิเริ่มเปิดศึกกับทักษิณมานับแต่นั้น สำราญได้เริ่มเป็นโฆษกเวทีพันธมิตรนับแต่วันแรกที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยันวันสุดท้ายของการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีคนกล่าวว่าเขาทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับสนธิเพื่อสนองคุณที่ให้โอกาสครั้งสำคัญกับเขา และทางหนึ่งก็ได้ล้างแค้นกับทักษิณด้วย เพราะเขาเชื่อว่าได้เข้าไปช่วยปราบกบฎITVให้ทักษิณ แต่ทักษิณกลับโหดร้ายปลดเขาออกมาในสภาพหมาล่าเนื้อ

สนธิเคยส่งวสันต์ ภัยหลีกลี้ สามีของรุ่งมณี เมฆโสภณ ลูกน้องเก่าแก่ใกล้ชิดของเขาคนหนึ่งเข้าไปเป็นผอ.อสมท. แต่วสันต์ไม่มีผลงานที่โดดเด่น และถูกบอร์ดในยุครัฐบาลสมชายบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง

มีข่าวหนาหูว่าสำราญได้รับการวางตัวจากสนธิให้เข้าไปกุมบังเหียนในตำแหน่งผู้อำนวยการอสมท. โดยความเห็นชอบของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาเรียกอย่างสนิทปากว่า"พี่ชวน" และผู้อาวุโสมากบารมีของอำมาตยาธิปไตยที่เขาเรียกสนิใจว่า"ป๋าเปรม"ภายหลังจากที่สำราญเข้าพบกราบอวยพรปีใหม่นายชวนและพลเอกเปรมในวันที่9และ10มกราคม2552 ซึ่งทั้งนายชวนและพลเอกเปรมได้พูดให้กำลังใจกับพันธมิตรอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามมีกระแสต่อต้านไม่ให้นายสำราญขึ้นตำแหน่งผู้อำนวยการอสมท. เพราะจะมีภาพลบว่านายสนธิส่งคนเข้าไปคุมหน่วยงานสื่อของรัฐ จนต่อรองให้ได้รับรางวัลเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแทน

คนของพันธมิตรที่ได้ดีก่อนหน้านี้มีหลายคนที่เป็นรัฐมนตรีคือนายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาของรัฐบาลเช่น นายประพันธ์ คูณมี นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ เป็นส.ว.เช่นนายคำนูณ สิทธิสมาน

องอาจได้รางวัลปลอบใจดันเด็กในคาถานั่งผู้ช่วยรมต.หลังอกหักตำแหน่งรัฐมนตรี

มีกระแสข่าวว่าในการแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีในวันนี้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ผิดหวังอย่างแรงไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งที่รับใช้พรรคมาอย่างยาวนาน ได้รับรางวัลปลอบใจให้ได้รับโควตาผู้ช่วยรัฐมนตรี1ตำแหน่ง โดยนายองอาจได้เสนอชื่อนายเอกศักดิ์ แดงเดช อดีตส.ส.สอบตกพรรคประชากรไทย และนักธุรกิจในแวดวงการศึกษา และอดีตผู้บริหารบริษัทประชาสัมพันธ์ให้ได้รับตำแหน่ง


นายเอกศักดิ์ได้เข้าไปตีสนิทนายองอาจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยอ้างว่าจะช่วยในการหาทุนให้นายองอาจที่มีภาพลักษณ์นักการเมืองอาชีพเพื่อจะได้มีทุนรอนไปต่อรองตำแหน่งทางการเมือง แต่ประสบความล้มเหลวเรื่อยมา เพราะเป็นนักคิดนักวางแผนแต่ไม่ใช่นักปฏิบัติ อย่างไรก็ตามในช่วงนายองอาจอกหักในตำแหน่งรัฐมนตรีก็ได้เข้าไปวิ่งเต้นอีกรอบ เพื่อจะอาศัยตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีหาช่องทางระดมทุนช่วยเหลือให้นายองอาจไต่บันไดดาวสำเร็จในอนาคต ทั้งนี้จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดนายองอาจ

ส.ส.ปชป.จับกลุ่มวิพากษ์ตั้ง"เจ๊ดาว"นั่งผู้ช่วยรมต.

มติชนรายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ว่า ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี 11 คน ปรากฏว่า มี ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ หลายคนแสดงความไม่พอใจ พร้อมจับกลุ่มกับวิพากษ์วิจารณ์รายชื่อกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะชื่อของ น.ส.สุภาลักษณ์ ตั้งจิตต์ศีล หรือที่คนในพรรคเรียกกันว่า "เจ๊ดาว" ที่มีความใกล้ชิดกับนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นอย่างมาก

โดยเกรงว่า ด้วยบุคลิกของ น.ส.สุภาลักษณ์อาจจะทำให้เกิดเหตุซ้ำรอยกรณีที่เกิดขึ้นกับนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งนางนวลพรรณ ล่ำซำ ที่มีกระแสข่าวเรื่องความใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงบางคนในรัฐบาล ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในกลุ่ม ส.ส.ปชป. ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552

น.ส.สุภาลักษณ์ ตั้งจิตต์ศีล หรือที่พรรคพวกวงการสื่อเรียกกัน “เจ๊ดาว” เคยเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง/ต่างประเทศ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์รายวันบางกอกทูเดย์ ด้วยความคุ้นเคยกับนักการเมืองมากหน้าหลายตาหลายพรรค ทำให้หันเหชีวิตไปอยู่ในแวดวงการเมือง และได้มาติดตามนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ตั้งแต่เป็นสส. ครั้นนายพีระพันธุ์ขึ้นสู่ตำแหน่งรมว.ยุติธรรม “เจ๊ดาว” ก็ได้รับความไว้วางใจก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผช.รมต.ยุติธรรม

ขณะที่ผู้จัดการASTVให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำหรับ “ดาว”อาจไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่สำหรับแวดวงนักการเมือง และสื่อสารมวลชนคุ้นเคยดี เพราะเธอเคยเป็นทั้ง นักการเมือง และนักข่าว

จากที่เคยเข้าไปช่วยงานการเมือง สมัย คุณหญิงสุพัตรา มาสดิตถ์ เป็นรัฐมนตรี และผันกายเข้าไปทำงานวงการสื่อโทรทัศน์ในไอทีวี สายการเมืองและการต่างประเทศ

รวมทั้งเป็นผู้ช่วย บก.หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ภายหลังร่วมทีม “23 กบฏไอทีวี”

“ดาว”หรือ “เจ๊ดาว”ของวงการสื่อ เป็นนักข่าวที่คล่องแคล่ว มนุษย์สัมพันธ์ดี คำพูดคำจาหวานหู แบบสาวช่างฉอเลาะ จึงทำให้เธอเป็นอีกคนข่าวที่นักการเมืองคนดังชมชอบ

เธอเป็นที่คุ้นเคยของนักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะจากพรรคประชาธิปัตย์

ทั้ง จุติ ไกรฤกษ์ -ชิงชัย มงคลธรรม-เสนาะ เทียนทอง ฯลฯ

เคยมี“ดาว”เป็นขวัญใจทั้งนั้น!

แต่วันนี้ ผู้ที่ ครอบครอง“ดวงดาว”ตัวจริง พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ที่ “ดาว สุภาลักษณ์”เคยช่วยงานใกล้ชิด ตั้งแต่เป็น ส.ส. กทม. และผลักดันให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

ด้วยบุคลิกลักษณะ “คล่องงาน”ของเธอ ทำให้คนใน ปชป.ห่วงว่า อาจทำให้พรรคเกิดเหตุช้ำ ซ้ำรอยกรณี“บ็อบบี้”กับ “วิฑูรย์”ในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

รวมทั้งที่พูดกันกระหึ่มเมือง ถึงปรากฏการณ์ดาวอุกาบาตหล่น เป็นเหตุให้ “บ้านแตก”

แต่“พีระพันธุ์”ก็เลือกแล้ว เลือกให้เธอมาเป็นผู้ช่วย รมต.ในกระทรวงยุติธรรม

เป็น“ดวงดาว”ข้างกาย เคียงใจ!

หึ่งกิ๊กเทพเทือกขึ้นชั้นเป็นผู้ช่วยรมต.พาณิชย์หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อน

ส่วนนางนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ได้รับการแต่งตั้งในคราวเดียวกันนี้ให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ วงการประกันภัยได้ตั้งคำถามว่าจะเป็นการเหมาะสมเพียงใด เพราะนางนวลพรรณเป็นเจ้าของเมืองไทยประกันภัย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลงานด้านการประกันภัยอยู่ จะเกิดปัญหาผลประโยชน์ซับซ้อนหรือไม่

มีเสียงร่ำลือที่ไม่ยืนยันว่านางนวลพรรณ ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัว มีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นพิเศษกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำรัฐบาลประชาธิปัตย์อีกด้วย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตุการเตรียมเสนอเเต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีตามที่มีกระเเสข่าวว่ามีการตั้งนายสำราญ รอดเพชร เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ว่า ตนไม่ได้เป็นคนทำบัญชีนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า"มีข่าวว่าจะเเต่งตั้งเลขาฯส่วนตัวรัฐมนตรีบางคนมารับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยมีข่าวว่าทั้งสองคนเป็นกิ๊กกัน" นายสุเทพ หัวเราะเเละ กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร ในพรรคไม่มีปัญหา

16 กุมภาพันธ์ 2552

สำลักจริยธรรม บุญยอด’ปชป.เล่นหนังโป๊!


ที่มา ประชาทรรศน์
16 กุมภาพันธ์ 2552

ตะลึง! อดีตสื่อชื่อดัง'บุญยอด สุขถิ่นไทย' ส.ส.พรรคผู้ดีเก่าแก่ ร่วมเล่นหนังสด แถมยังเอาวิชาชีพสื่อมวลชนไปขาย ถุกโดนจวกยับเป็นการกระทำไม่เหมาะสม นักวิชาการ-ศาสนา จี้ขอขมากับประชาชนด่วน ด้าน'โกโบริน'จ้องหาหลักฐานเพื่อชงเข้ากรรมาธิการพิจารณาถอดถอนพ้นตำแหน่ง ส.ส.


ตัวอย่างบางตอนในหนังคลิกดูที่นี่

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีผู้เข้าไปโพสต์ข้อความไว้ในเวบไซต์ประชาไท ถึงการร่วมเล่นภาพยนต์เรท R “ผู้หญิง 5 บาป” ของ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง

เนื่องจากภาพยนต์เรื่องดังกล่าวมีเนื้อหาล่อแหลมต่อเรื่องทางเพศ ทางวัฒนธรรม อย่างมาก โดยเป็นเรื่องราวของเพื่อนสาว 5 คน ล้อมวงกันเล่าประสบการณ์ทางเพศที่น่าอับอายของแต่ละคน ซึ่งมีทั้งการมีเพศสัมพันธ์กับพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริษัทของตัวเอง มีความสัมพันธ์กับลูกศิษย์ กับลูกของเพื่อน และตัวแสดงที่เป็นนางพยาบาลก็ยังเล่าถึงการมีประสบการณ์ทางเพศกับคนไข้ รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผู้ชายที่พบกันครั้งแรกในสถานบันเทิง

รวมไปถึงยังมีฉากที่แสดงท่าท่างถึงการร่วมเพศอย่างโจ๋งครึ่ม ทั้งในห้องน้ำ อ่างล้างหน้า บนเครื่องถ่ายเอกสาร โต๊ะทำงาน หรือแม้แต่เตียงคนไข้ในโรงพยาบาล ฯลฯ

แม้ว่าในภาพยนต์ นายบุญยอด และนางอัญชลีพร กุสุมภ์ ผู้ประกาศสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่ร่วมแสดงจะไม่ได้มีฉากโป๊เปลือย หรือแสดงอารมณ์ทางเพศเหมือนอย่างเนื้อหาหลักของเรื่อง และนักแสดงหลายคนในเรื่องดังกล่าว แต่ก็แสดงในบทบาทสื่อมวลชนที่สัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งใน 5 คน ในอิริยาบทที่นั่งวับๆ แวมๆ จนผู้ชมตรงหน้าสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่

ทั้งนี้การแสดงบทบาทดังกล่าวของนายบุญยอด ยังถูกตำหนิด้วยว่าเป็นหการนำบทบาทสื่อมวลชนซึ่งเป็นวิชาชีพไปหากินในการแสดงภาพบนยต์ ซึ่งเป็นความไม่เหมาะสม

จากกรณีดังกล่าวนายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่าการแสดงภาพยนตร์ของนายบุญยอดคงเป็นการเล่นไปตามบทบาท และขณะนั้นนายบุญยอดเองก็ยังไม่ได้เป็นส.ส. แต่ถ้าขณะนี้เป็นส.ส.อยู่แล้วเป็นแสดงภาพยนตร์แบบนั้น ก็คงไม่เหมาะสม

ในเรื่องนายบุญยอดได้แสดงเป็นพิธีกร ซึ่งเข้าใจว่าผู้กำกับต้องการนำคนที่เป็นสื่อมวลชนอยู่แล้วไปแสดงในบทบาทสื่อ อย่างไรก็ตาม ถ้าในชีวิตจริงนายบุญยอดมีพฤติกรรมอย่างนั้น เราก็รับไม่ได้ แม้ไม่ต้องเป็นส.ส. ก็ตาม เคยพูดไว้เสมอว่าคนที่เป็นคนของประชาชนต้องรู้จักวางตัว เพราะส่วนใหญ่มีแฟนคลับ โดยเฉพาะสื่อมวลชนจริงๆ อย่างนี้ต้องระวังตัว โดยเฉพาะนักการเมือง และต่อจากนี้นายบุญยอดเองก็ต้องระวังในการจะทำอะไร

ทางด้าน ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ตนยังไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้ หากคนมีนำมาให้ดูอาจจะนำไปเป็นข้อมูลในส่วนของกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของนายบุญยอด ในตำแหน่งส.ส.ว่าควรดำรงอยู่หรือไม่ อย่างไร

ด้านผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ผู้ประสานงานกลุ่มองค์กรชาวพุทธและแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะนายบุญยอดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ นั่งอยู่ในสภาที่มีเกียรติ ดังนั้นนายบุญยอดจะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมว่าการแสดงดังกล่าวส่อเจตนาไปในทางลามกอนาจารหรือไม่

ทั้งนี้ ตนเป็นห่วงว่าเยาวชนอาจจะลอกเลียนแบบนายบุญยอดได้ เพราะภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดี ซึ่งเขาทำหน้าที่อภิปรายคนโน่นคนนี้ ออกโทรทัศน์มีประชาชนดูเป็นจำนวนมาก อีกทั้งก่อนหน้าที่เคยเป็นสื่อมวลชนด้วยจึงทำให้ต้องระมัดระวังพฤติกรรมตัวเองไม่ให้เยาวชนจำไปปฏิบัติแบบผิดๆ

“หากนายบุญยอดจำคำพูดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ไว้ได้ก็จะพบทางออกของเรื่องนี้คือต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการออกมาสารภาพ และขอโทษประชาชน เพราะ ส.ส. ต้องมีจริยธรรม ศีลธรรม มากกว่าคนทั่วไป เพราะคนเราการจะเป็น ส.ส. ต้องเป็นคนดี ตั้งแต่ก่อนหน้าจะเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว ไม่ใช่มาอ้างว่าเป็นการแสดงก่อนหน้าที่จะเข้ามาเป็น ส.ส. เพราะฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น”

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกลุ่มสตรีของพรรคที่มักจะออกมาเรียกร้องจริยธรรมให้กับสตรีและตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมืองผู้ชาย กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ตนไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่คิดว่าเป็นเรื่องเก่าแล้ว ในเมื่อเป็นเรื่องเก่าแล้วย้อนไปดูประวัติของนายบุญยอดก็ย่อมทำได้

เพียงแต่ว่าปัจจุบันและอนาคตอย่าทำอีก ที่ผ่านมาก็ให้แล้วไป และอย่าได้นำออกมาแสดงให้ผู้อื่นดู อย่านำมาโชว์ด้วยความภาคภูมิใจว่าเคยแสดงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ครวหน้าคราวหลังก็อย่าทำอีก

ส่วนปัจจุบันนี้ นายบุญยอดเป็นส.ส. แล้วจะกระทบกับภาพลักษณ์หรือไม่นั้น นางรัชฎาภรณ์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานายบุญยอดก็ต้องวางเฉย ก็ตอบไปแค่ว่าเคยแสดง แต่ไม่ต้องสาธยายให้มาก

ขณะที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย กล่าวถึงบทบาทที่ได้รับในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวว่าแสดงเป็นพิธีกร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าภาพยนตร์จะออกมาเป็นอย่างไร ในเรื่องก็มีนางอัญชลีพร กุสุมภ์ หัวหน้าผู้ประกาศข่าวสถานี ASTV ร่วมแสดงด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอยู่ฉากหนึ่งที่ต้องใช้ห้องส่งรายการจัดเป็นสถานที่ในฉาก ซึ่งครั้งแรกนัดหมายไว้กับช่อง 9 แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นห้องส่งที่บริษัท RS จำกัด (มหาชน) จากนั้นก็มีคนรู้จักติดต่อมาให้ช่วยเป็นนักแสดงรับเชิญ เนื่องจากผู้สื่อข่าวที่ทีมงานติดต่อไปไม่สะดวก เพราะเปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำ

“เราไม่รู้ว่าตัดต่อแล้วจะเป็นแบบไหน เพราะตัดต่อมาก็มีเราอยู่นิดๆ ผมว่าไม่ใช่หนังเรตอาร์นะ หนังก็คือหนัง เราก็ไม่ได้แสดงโป๊ ภาพยนตร์ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ ตอนที่ทีมงานมาพรีเซ็นต์ก็บอกเราว่าดี แง่คิดของหนังคือทำดีก็ได้ดี ผมเองก็ไม่เคยดูหรอกนะ คือเพื่อนเป็นทีมงานหนังเรื่องนี้ เพื่อนให้ไปช่วยแก้ปัญหาให้ เพื่อนก็ช่วยเพื่อน ถ้าเป็นคุณแล้วจะไม่ช่วยหรือไง ในเมื่อนักข่าวอีกคนก็ไม่ว่าง ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไง ก็แล้วแต่จะคิดกัน” นายบุญยอดกล่าว

15 กุมภาพันธ์ 2552

ม็อบมีเส้น : ม็อบล่าหัวมนุษย์


โดย คุณสมุดบันทึกสีแดง
15 กุมภาพันธ์ 2552

แน่นอนเราต้องมีการตรวจสอบ และประณามสื่อชนิดนี้ให้ถึงที่สุดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเขียนจดหมายไปต่อว่ารายการนี้ หรือ การผลิตคลิปวีดีข่าวเพื่อตอบโต้การวิเคราะห์นี้ขึ้นมาเผยแพร่ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานและไม่ยอมจำนวนกับน้ำลายเน่าๆที่ออกจากปากพวกนี้


การดำรงอยู่ของกฎหมายหมิ่นฯ มีความอัปลักษณ์น่ารังเกียจยิ่งขึ้น เมื่อมองเชื่อมกับลักษณะของม็อบมีเส้น ที่วิวัฒนาการไปเป็นม็อบล่าหัวมนุษย์ ใช้ความรุนแรงเพื่อเผยแพร่ "ระเบียบใหม่/การเมืองใหม่"

ม็อบนี้ปลุกระดมให้มวลชนกระหายเลือดอย่างถึงที่สุด ไล่ฆ่า ไล่ซ้อมคน ตามท้องถนน ปิดสนามบินโดยไม่คำนึงถึงคนที่เดือดร้อน มีคนตกงานเป็นจำนวนแสนเพื่อบูชายัญผลงานชิ้นดังกล่าว

ล่าสุดที่เมืองอุดรเช่นเดียวกัน มีความพยายามการสร้างความตึงเครียดผ่านการสร้างบรรยากาศของสงครามกลางเมือง มีการตั้งรั้วลวดหนามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ปกติ มีการเกณฑ์อันธพาลมาเพื่อเป็นการ์ดอย่างไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น

พร้อมกันนี้มีสื่อมวลชนที่ป้ายขี้ว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดงว่าแย่พอๆกัน ก็เป็นตัวอย่างของความตาบอดที่พร้อมจะเข้าข้างรัฐบาลและเผด็จการ

ในขณะที่เสื้อเหลืองกระหายความรุนแรง ทำลายกลไกประชาธิปไตย เรียกร้องให้ทหารและอำนาจนอกระบบเข้ามาจัดการการสังคม แต่เสื้อแดงพยายามดึงกติกาสังคมกลับคืนมีความโกรธแค้นกับการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและประชาธิปไตยจากสีเหลือง

สองกลุ่มนี้มีความแตกต่างราวฟ้ากับเหว พวกที่แยกความแตกต่างสองกลุ่มนี้ไม่ออกมีค่าเป็นเพียงพุดเดิ้ลของม็อบมีเส้นเท่านั้น

แน่นอนเราต้องมีการตรวจสอบ และประณามสื่อชนิดนี้ให้ถึงที่สุดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเขียนจดหมายไปต่อว่ารายการนี้ หรือ การผลิตคลิปวีดีข่าวเพื่อตอบโต้การวิเคราะห์นี้ขึ้นมาเผยแพร่ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานและไม่ยอมจำนวนกับน้ำลายเน่าๆที่ออกจากปากพวกนี้

เราต้องปฏิรูปสังคมถึงระดับไหน..

การมุ่งเน้นการเปิดโปงความไม่ชอบธรรม การโกงกิน การฮั้ว เพียงอย่างเดียวนับเป็นเรื่องที่ไม่เพียงพอ ที่จะเยียวยาสังคมไทย ความไม่เป็นธรรมนั้นคนธรรมดารู้อยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ "แล้วไงต่อ?" การเรียกร้องให้คืนนิติรัฐต่อสังคม โดยการเรียกร้องให้ทุกส่วนเคารพกฎหมายและหันหน้าเข้าหากันโดยสันติวิธีดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงประเด็น เพราะอีกฝ่ายต้องการความรุนแรง

สันติวิธีรูปธรรมหมายถึงอะไร? และมีประโยชน์หรือไม่ที่จะไม่พูดถึงกองทัพซึ่งเป็นหัวหอกในการฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้งอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนักการเมืองควรจะมีความกล้าหาญที่จะเสนอให้มีการลดบทบาทกองทัพลงอย่างเป็นระบบ

รวมถึงเสนอให้ลดความสำคัญของอุดมการณ์ชาติ + พระมหากษัตริย์ ลงไปเสีย เพราะนี่คือเครื่องมือหลักของกองทัพในการทำลายประชาธิปไตย

หัวใจของความขัดแย้งในสังคมปัจจุบัน คือ ความขัดแย้งระหว่างคนจนและคนรวย ทางแก้ที่ถูกต้องคือปฏิรูปสังคมที่เน้นลดความเหลื่อมล้ำลง ข้อเสนอที่ควรจะมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ การสร้างรัฐสวัสดิการอย่างทั่วถึงผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้า อย่าลืมว่าสิทธิเสรีภาพนั้นต้องการรูปธรรมกำกับเสมอ

นิติรัฐที่จะเป็นไปได้มีทางเดียวเท่านั้นคือทำลายระเบียบใหม่ และอุดมการณ์ขวาจัดให้อ่อนกำลังหรือกำจัดให้หมดไปในท้ายที่สุด

ในประเทศอังกฤษจะมีวัฒนธรรมของการต่อต้านพวกนาซี จะมีการขัดขวางไม่ให้พวกนี้รวมกลุ่มหรือจัดการชุมนุมกัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าข้อเสนอของพวกนี้เป็นอันตรายต่อเสรีภาพทุกกระเบียดนิ้ว

จากนั้นเราต้องแปรอุดมการประชาธิปไตยไปสู่รูปธรรมที่พลเมืองสามารถตรวจสอบทุกสถาบันในสังคมที่ทุกระดับชั้นมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

เปิดเวบบล็อกใหม่"การ์ตูนมะนาว"เขย่าการเมืองไทย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกมะนาวตูน
15 กุมภาพันธ์ 2552

ไทยอีนิวส์ขอแจ้งข่าวดีแก่แฟนๆของ"การ์ตูนมะนาว" การ์ตูนนิสต์ประจำไทยอีนิวส์ท่านหนึ่งว่า ตอนนี้ได้มีการเปิดเวบบล็อกใหม่ชื่อ"การ์ตูนมะนาว"-http://manaotoon.blogspot.comขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ท่านสามารถติดตามอ่านการ์ตูนล้อการเมืองฝีมือของการ์ตูนมะนาวได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

การสร้างสรรค์การ์ตูนล้อการเมือง เป็นการเสียดสี เป็นการชี้ให้ประชาชนได้ขบคิดถึงประเด็นต่างๆ ทั้งทางการเมือง สังคม และอื่นๆ โดยใช้ภาพ ซึ่งทำให้เข้าใจง่าย นับเป็นศิลปะขั้นสูง สื่อถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสำหรับการสื่อสารเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งการเรียกหาความยุติธรรมในสังคม

ขณะที่ในต่างประเทศมีเวบบล็อกนำเสนอการ์ตูนล้อเลียนการเมืองบุกเบิกนำหน้าไปหลายก้าวพอสมควรแล้ว นี่จึงเป็นเวลาเริ่มต้นสำหรับเวบบล็อกของการ์ตูนล้อเลียนการเมืองในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามเพื่อลดความตึงเครียดจากเนื้อหาข่าวสารการเมืองอันหนักอึ้งของไทยอีนิวส์ และเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกขำขันผ่อนคลายบ้าง เราจะนำเสนอผลงานของการ์ตูนมะนาว รวมทั้งการ์ตูนนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตยท่านอื่นๆ ในหน้าแรกของไทยอีนิวส์สลับบ้างตามแต่สถานการณ์ และความเหมาะสม

(โปรดชมตัวอย่างบางตอนจากบล็อกการ์ตูนมะนาว และคลิ้กที่นี่เพื่อเข้าสู่เวบบล็อกการ์ตูนมะนาว)

การ์ตูน3ช่องชุดหนูเกรซ:ตอนพธม.บุกอุดร



การ์ตูนเงียบตอน:ขลังจริงๆ





ตอน:ดอกไม้วาเลนไทน์แด่รัฐบาล


14 กุมภาพันธ์ 2552

รำลึกถึงสุพจน์ ด่านตระกูล ผู้รักษาสัจจะทางประวัติศาสตร์


ที่มา เวบ dedicate for the Revolution 2475
โดย คุณแด่บรรพชนผู้อภิวัฒน์ ๒๔๗๕

สุพจน์ ด่านตระกูล เป็นหนึ่งในบรรดานัก “ขุดแต่ง” (excavated) และนัก “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) “ปรีดี พนมยงค์” น่าแปลกที่สุพจน์นั้นหาได้เป็นญาติมิตรสนิท หาได้เคยทำงานร่วม หรือแม้แต่จะเป็นลูกศิษย์ (มธก.) ของ ฯพณฯ ปรีดี แต่อย่างใดไม่ สุพจน์ “เรียนไม่จบระดับมัธยม” แต่มีผลงานเขียนอาจจะมากกว่าผลงานของดุษฎีบัณฑิตหรือศาสตราจารย์ (ของรัฐ)ด้วยซ้ำไป



จนทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ไทยต้องเป็นพิการ ไม่สมประกอบ เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนหมดสิ้น ความเป็นศาสตร์ “วิชาประวัติศาสตร์ไทย” ถูกกำหนดกรอบให้ตกอยู่ตามขอบเขต “ขาว-ดำ” ของอุดมการณ์และทฤษฎี ทั้งของ “ขวา” และ “ซ้าย” ซึ่งต่างก็มีพระเอกกับผู้ร้ายสำเร็จรูปตายตัว แทนที่จะมองข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เกิดขึ้นกันอย่างตรงๆ ด้วยสายตาที่ไม่เอนเอียง”

ในปี ๒๕๔๓ เป็นปีที่ครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ และก็ได้รับการเชิดชูเกียรติด้วยการที่รัฐบาลไทยเสนอชื่อให้องค์การยูเนสโก(United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) ประกาศรับรอง (ผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียด) ในฐานะ “บุคคลสำคัญของโลก” มีการจัดการเฉลิมฉลองกันทั้งปีทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ดูเหมือนว่า “นามนั้น” ปรีดี พนมยงค์ จะได้รับการ “ขุดแต่ง” (excavated) ขึ้นมา “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) ใหม่ในวงกว้างได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็น่าเชื่อว่า กระบวนการ demonization อันยาวนานเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ที่กระทำอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพโดยความร่วมมือระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับอนุรักษ์นิยม ทั้งรัฐและเอกชนที่เต็มไปด้วยโลภะโทสะและโมหะ ตลอดจนผลประโยชน์ส่วนบุคคลและพรรคพวก (พร้อมด้วยความร่วมมือโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตามของผู้ที่ยึดอยู่กับ political quietism หรือลัทธิ “เงียบนิยม” ทางการเมือง) นั้นก็น่าเชื่อว่า ภาพลักษณ์อันดำมืดและความเป็น “ปิศาจ” ถูกฝังลึกลงไปในความทรงจำของผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน

ท่ามกลางกระบวนการของการสร้าง (construct) ภาพลักษณ์ที่ดำมืดและเป็นลบก็มีกระบวนการที่พยายามจะ “รื้อถอน” (deconstruct) เพื่อ “ปฏิสังขรณ์” ขึ้นใหม่ ซึ่งภาพของชีวิตและบทบาทของท่านปรีดี พนมยงค์ ในกระบวนการด้านนี้ ดูเหมือนจะเป็นผู้รักความเป็นธรรม ทั้งผู้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ ฯพณฯ ท่านปรีดีเอง อย่างงานของ ไสว สุทธิพิทักษ์ เดือน บุญนาค หรือ วิชิตวงศ์ ณ ป้องเพชร ตลอดจนผลงานของผู้ที่สนใจข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่าง สุพจน์ ด่านตระกูล รวมทั้งความโชคดีและมองการณ์ไกลของท่านปรีดีเอง ที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนมีลูกศิษย์ลูกหาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมรุ่นแล้ว รุ่นเล่าออกมาประกาศก้องว่า

พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทย ไม่ต้องการ

ในการเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี ของ “มหาบุรุษ สามัญชน” หนึ่งในกิจกรรมนี้ก็คือ ความพยายามที่จะเรียนรู้ชีวิตและผลงานของท่านปรีดี และแน่นอนที่สุดก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ท่านได้ทำอะไร และไม่ได้ทำอะไร” ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว” ในความเป็นมนุษย์ปุถุชน (หาใช่เทพ) ของท่าน และที่สำคัญก็คือใน “สิ่งนั้นที่เรียกว่าประวัติศาสตร์” เป็นเรื่องของ “ข้อเท็จจริงบริสุทธิ์” หรือว่า “ถูกสร้าง ต่อเติม เสริมแต่ง” ขึ้นมาได้อย่างไร มีความจำเป็นหรือไม่เพียงใด ที่ศาสตร์แห่งอดีตนั้นจำเป็นที่จะต้อง “ถูกรื้อถอนและปฏิสังขรณ์” ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต จะได้ไม่ต้องเดินวนและอับจนอยู่ในความมืดบอดดังเช่นที่เป็นมานานแสนนาน

ผลงานของสุพจน์ ด่านตระกูล ชิ้นนี้ เป็นการคัดเลือกและรวบรวมในรูปแบบของ “สรรนิพนธ์” หรือ anthology เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงสิ่งที่ “ปรีดีคิด ปรีดีเขียน” เป็นการนำเสนอเอกสารขั้นต้น พร้อมกับอธิบายต่อท้ายเพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการศึกษาชีวิตและผลงานของ “มหาบุรุษ-สามัญชน” ผู้นี้

สุพจน์ ด่านตระกูล เป็นหนึ่งในบรรดานัก “ขุดแต่ง” (excavated) และนัก “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) “ปรีดี พนมยงค์” น่าแปลกที่สุพจน์นั้นหาได้เป็นญาติมิตรสนิท หาได้เคยทำงานร่วม หรือแม้แต่จะเป็นลูกศิษย์ (มธก.) ของ ฯพณฯ ปรีดี แต่อย่างใดไม่ สุพจน์ “เรียนไม่จบระดับมัธยม” และจากคำบอกเล่าของสุพจน์เอง ( ๕ เมษายน ๒๕๔๒) ก็บอกว่า

“ผมเกิดในครอบครัวของพ่อค้าย่อยในชนบท เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านปลายคลองหมู่ที่ ๖ ตำบลเชียรเขา อำเภอปากพนัง (ต่อมาได้แยกเป็นอำเภอเชียรใหญ่และปัจจุบันได้แยกเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดนครศรีธรรมราช”

สุพจน์เล่าต่อไปว่า

“เริ่มการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน แล้วไปต่อชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัด และชั้นมัธยมปลายที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ การศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนก็ต้องยุติลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๖”

กล่าวได้ว่าหลังจากนั้นแล้วสุพจน์ก็เล่าเรียนจาก “มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต” ดังที่ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า “ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนจึงเพียงอ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น และก็ได้อาศัยความรู้อ่านออก เขียนได้ และคิดเป็นที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียน ศึกษาเรียนรู้โลกต่อมาทั้งโอกาสโลก สังขารโลก และสัตตโลก เพื่ออธิบายโลกและเปลี่ยนแปลงโลก”

“ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ พรรคพวกได้ชักนำเข้าทำงานกับกองทัพญี่ปุ่นในฐานะเสมียนโกดัง ประจำอยู่ที่ท่าเรือเขาฝาซี อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง อันเป็นท่าเรือที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นใหม่บนฝั่งแม่น้ำละอุ่น กม. ๙๓ เพื่อบริการขนส่งยุทธสัมภาระและกำลังพลทางทะเล จากประเทศไทยสู่พม่าอีกเส้นทางหนึ่ง และในโอกาสนั้นได้เข้าร่วมกับพวกต่อต้านญี่ปุ่น (เสรีไทย) ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของกำลังพลและยุทธปัจจัยของฝ่ายญี่ปุ่นที่ผ่านเข้าออกทางท่าเขาฝาซี”

ดูเหมือนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่แหละที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล เข้าไปสัมผัสกับปรีดี พนมยงค์โดยไม่รู้ตัว และก็เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรจากประสบการณ์ของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงของโลกในกลางศตวรรษที่แล้ว และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “ภายหลังสงครามได้เข้าทำงานหนังสือพิมพ์ เริ่มจากเจ้าหน้าที่ตรวจปรู๊ฟ (พิสูจน์อักษร) ผู้สื่อข่าวโรงพัก (ข่าวอาชญากรรม) ผู้สื่อข่าวกระทรวง( ข่าวการเมืองและข่าวราชการ) และจากหน้าที่ผู้สื่อข่าวการเมือง จึงทำให้เกิดความสำนึกทางการเมืองและนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง

จนกระทั่งถูกจับกุมในคดี ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ (หรือที่รู้จักกันในนามของกบฏสันติภาพ) ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ๒๐ ปี แต่ลดเหลือ ๑๓ ปี ๔ เดือน แต่ติดคุกอยู่ประมาณ ๕ ปีก็ได้รับนิรโทษกรรมในคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกจากคุณมาประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์อยู่ประมาณ ๑ ปี ก็ถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๐๑ ในยุคเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักรและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกศาลทหารกรุงเทพพิพากษาลงโทษจำคุก ๓ ปี ในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และยกฟ้องข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์”

มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต (ในคุก) นั้น ทำให้สุพจน์กล่าวอย่างมั่นใจว่า “โดยที่มีความสำนึกทางการเมืองและสนใจการเมือง จึงได้ขวนขวายศึกษาหาความรู้เรื่องการเมืองจากท่านผู้รู้ ที่มีความคิดทางการเมือง ฝ่ายก้าวหน้า รวมทั้งแสวงหาหนังสือฝ่ายก้าวหน้ามาอ่าน และสนใจศึกษค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยภายหลัง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ อย่างรับผิดชอบ”

สุพจน์กล่าวเสริมอีกว่า

“รวมทั้งเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ ศึกษาค้นคว้าเรื่องของโลกทั้งสามอย่างมนสิการ จึงได้สรุปความเข้าใจออกมาเป็นข้อเขียนจำนวนหนึ่ง มีต้นฉบับอยู่ประมาณ ๗๐ เรื่อง ส่วนเขียนแถลงการณ์และสาส์นในโอกาสต่างๆ นั้นอีกจำนวนหนึ่ง”

ซึ่งรวมแล้วอาจจะมากกว่าผลงานของดุษฎีบัณฑิตหรือศาสตราจารย์ (ของรัฐ)ด้วยซ้ำไป

ในบรรดาผลงานนิพนธ์เหล่านั้น ก็มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น magnum opus คือ ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรก ๒๕๑๔ (และตีพิมพ์ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๔๓) รวมอยู่ด้วย

จากการค้นคว้างานชิ้นนี้ก็กลายเป็นฐานทางวิชาการอย่างสำคัญที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล สามารถ “ขุดแต่ง ฟื้นฟู และบูรณะ” ปรีดี พนมยงค์ ได้อย่างเข้มข้น รวมทั้งชุดย่อยๆ เล็กๆ ที่ออกมาเป็นครั้งคราว ราคาถูก ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ก็ทำให้ประชามหาชนพอจะได้เปิดหู เปิดตาขึ้นบ้างต่อ “สัจจะและความเป็นจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หน้าประวัติศาสตร์อันดำมืดและบิดเบี้ยว” นั้นของ “ชนชาติไทย”

การรวบรวมและจัดพิมพ์ครั้งนี้ ก็เพื่อเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้โดยความสนับสนุนของคณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ภาคเอกชน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานนี้จะมีส่วนในกระบวนการที่เกิดขึ้นใหม่ดังบทกวีของ “เฉินซัน” ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ ที่ว่า

เมื่อความดีทุกอย่างยังคงอยู่ ประชาชนย่อมรู้ว่าที่นี่‘มหาบุรุษ’ จักต้องมี เมื่อนั้นท่านปรีดีจะกลับมา

จากหนังสือ “๘๐ ปีสุพจน์ ด่านตระกูล” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ เดือนตุลาคม ๒๕๔๖