30 เมษายน 2552

คาหนังคาเขากระบอกเสียงลิ้มนั่งเทียนเขียนข่าวเท็จ จับมือฆ่าโยงทักษิณบงการ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2552

กระบอกเสียงลิ้มออกตัว หลังจากนั่งเทียนเขียนข่าวจับมือฆ่าลิ้มได้แล้วพร้อมโยงใส่ทักษิณบงการ ล่าสุดอ้อมแอ้มตำรวจยังไม่เปิดปาก ส่วนแม้วอาจไม่มีส่วนรู้เห็น สุดท้ายโดน"ธานี"รองผบ.ตร.ตอกหน้าเป็นแค่ข่าวลือ คู่หูนรกเนชั่นกนก-ธีระแขวะซ้ำไม่ได้ลงข่าวผิดที่ว่าตำรวจจับได้ใน7วัน ยังไงก็ต้องภายใน7วันแน่ๆคือวันจันทร์ยันวันอาทิตย์ สนธิปฏิเสธลูกน้องเก่าอ้างไม่กล้าเปิดปากพร้อมเผ่นหนี ลั่นพรุ่งนี้แถลงหมดเปลือก ยันไม่ไปแสวงบุญอินเดีย


ตำรวจยันยังไม่จับมือฆ่า สนธิลั่นพรุ่งนี้เปิดหมดเปลือกยันไม่ไปแสวงบุญอินเดีย

วันนี้ (30 เม.ย.) เวลา 09.30 น.ที่บ้านพระอาทิตย์ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ พร้อมด้วยทีมพนักงานสอบสวน ได้เดินทางเข้าสอบปากคำนายสนธิด้วยตนเอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำ และหลังจากการสอบปากคำเสร็จสิ้น นายสนธิจะเปิดให้ผู้สื่อข่าวทำการซักถาม จากนั้นได้ยืนยันว่า ยังไม่ได้จับกุมใครตามข่าวลือ

"กระแสข่าวเกี่ยวกับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วว่า ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยขณะนี้ชุดสืบสวนไม่ว่าทีมใดก็ตามยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสิ้น โดยตอนนี้มีแต่พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้น"พล.ต.อ.ธานียืนยัน


ส่วนนายสนธิปฏิเสธข่าวที่นายไพศาล มังกรไชยา ลูกน้องเก่าไปพูดทางรายการวิทยุว่านายสนธิยังไม่สามารถพูดได้เต็มที่ในเรื่องคดี และแถลงเสร็จอาจไปแสวงบุญอินเดียและพักในต่างประเทศยาวนานนั้น นายสนธิกล่าว่าพรุ่งนี้เขาจะพูดเรื่องถูกสังหารแบบหมดเปลือก และปฏิเสธเรื่องเดินทางไปอินเดียเพื่อแสวงบุญ

"ผมไม่เคยกังวลต่อเหตุการณ์ใด และไม่เคยจะปลีกวิเวกไปเนปาล กับอินเดีย ตามที่เป็นข่าว"นายสนธิกล่าว

สรุปกระบอกเสียงลิ้มนั่งเทียนเขียนข่าว

หลังจากออกข่าวเป็นตุเป็นตะว่าสามารถจับกุมมือปืนสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุลได้แล้ว เป็นทหาร2นายพลเรือน1คน ล่าสุดสายวันนี้เวบไซต์ผู้จัดการ สื่อกระบอกเสียงนายสนธิได้ออกตัวแล้ว โดยอ้างว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องยังไม่เปิดปาก แต่ก็ไม่วายโยงหาเรื่องอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรตามเคย ทั้งที่สำนักข่าวหลายแห่งได้ออกข่าวการปฏิเสธข่าวลือเรื่องนี้ไปแล้ว ขณะที่กนก-ธีระ คู่หูนรกค่ายเนชั่นแขวะว่า ที่พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมืองบอกจับได้แน่ใน7วันก็คงไม่ผิด ผู้จัดการลงข่าวก็ไม่ผิด เพราะภายใน7วันหมายถึงวันจันทร์ไปยันวันอาทิตย์

คู่หูนรกเด็กหยุ่นแขวะกระบอกเสียงลิ้มจับได้ใน7วันจันทร์ถึงอาทิตย์

ทั้งนี้คู่หูนรกค่ายเนชั่น ซึ่งมีพฤตการณ์เอียงข้างพันธมิตรทุกเรื่อง จัดรายการเก็บตกจากเนชั่น ทางโทรทัศน์เนชั่นแชแนล ช่วงเวลาราว08.30-09.00 น.วันนี้ เล่าข่าวที่เวบไซต์ผู้จัดการลงเมื่อวานว่าจับมือปืนยิงนายสนธิได้แล้ว2รายเป็นทหาร2และพลเรือน1รายนั้น ล่าสุดตำรวจที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธแล้วว่าเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น การที่เวบไซต์ผู้จัดการบอกว่าพล.ต.ท.อัศวินพูดว่าจะจับได้ภายใน7วันนั้น ก็คงไม่ผิด คือพล.ต.ท.อัศวินก็ไม่ผิด เวบผู้จัดการก็ไม่ผิด เพราะ7วันที่ว่านี้อาจหมายถึงวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ ไม่วันใดก็วันหนึ่งอยู่ภายใน7วันนี้ แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

นายกนกยังได้เล่าถึงข่าวที่นายไพศาล มังกรไชยา อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ลูกน้องเก่านายสนธิพูดออกวิทยุรายการข่าวเด่นประเด็นร้อนทางคลื่น96.5เมื่อวันที่28ที่ผ่านมาว่า นายสนธิแถลงข่าวในวันศุกร์ที่1พ.ค.แล้วจะเดินทางจาริกแสวงบุญในประเทศเนปาลและอินเดีย จากนั้นจะไปพักในต่างประเทศ ในประเทศใดประเทศหนึ่งยาวนาน โดยแสดงความห่วงกังวลต่อความเคลื่อนไหวของพันธมิตรจะอ่อนลงเมื่อนายสนธิไม่อยู่

กระบอกเสียงลิ้มออกตัวแล้วอ้างตำรวจไม่เปิดปากข่าวนั่งเทียนจับมือฆ่าลิ้ม

หลังจากนำเสนอข่าวเป็นตุเป็นตะไปว่าจับได้แน่นอนแล้ว มาวันนี้เวบผู้จัดการออกตัวด้วยการพาดหัวข่าวว่า ตำรวจยังไม่เปิดปาก พร้อมกับโยงไปหาทักษิณตามเคย โดยมีรายละเอียดดังนี้

ธานี-อัศวิน"ยังไม่ยอมเปิดปาก เหตุควบคุม 3 ผู้ต้องสงสัยทีมยิง"สนธิ ลิ้มทองกุล"ระบุ ชุดสืบสวนเร่งทำงานอยู่ ขณะที่ ทางสืบสวนพุ่ง 2 กลุ่มผู้ต้องสงสัย เชื่อมโยงใกล้ชิด"ทักษิณ"อาจร่วมขบวนการ โดยที่นายใหญ่ ไม่ได้รับรู้
วันนี้(30 เม.ย.)ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการคลี่คลายคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดเฉพาะกิจที่ได้รับมอบหมายให้สืบสวนสอบสวนคดีนี้ ซึ่งแกนหลักเป็นตำรวจกองปราบปราม ได้ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนตลอดทั้งวันในหลายจังหวัด อาทิ ราชบุรี กาญจนบุรี และ ลพบุรี และสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ได้ รวม 3 คน เป็นทหาร 2 นาย และพลเรือน 1 คน โดยได้นำตัวมาสอบสวนที่เซฟท์เฮาส์แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหานั้น

อย่างไรก็ตาม จากรายงานข่าวดังกล่าว จากการสอบถาม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ได้ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดถึงความคืบหน้า โดยระบุเพียงว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

ขณะที่ พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกคน ได้ลงพื้นที่ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับแนวทางสืบสวนสอบสวนในการคลี่คลายคดีลอบยิงนายสนธิ ตั้งแต่เกิดเหตุ มีรายงานว่าชุดสืบสวนได้พุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกที่ชุดสืบสวนเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว คือกลุ่มของนาย จ.นักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ จ.ลพบุรี ที่มีความกว้างขวาง และสนิทกับทหารหน่วบรบพิเศษ และเป็นเจ้าของวินรถตู้รายใหญ่ในพื้นที่ลพบุรี โดย นาย จ. มีความสนิทสนม กับนาย ส.นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นเจ้าของวินรถตู้ในพื้นที่อยุธยา นอกจากนั้นนาย ส.ถือเป็นคนที่มีความสัมพันธ์และรับใช้แบบถวายชีวิต แก่ นางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร แม่คุณหญิงพจมาร แต่หลังจากใช้เวลาในการติดตามความเคลื่อนไหว ชุดสืบสวนเชื่อว่า มีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากการก่อเหตุในครั้งนี้ ต้องเป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง

ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่ชุดสืบสวนเกาะติด คือ กลุ่มผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากพยานหลักฐานพบว่ามีความเป็นไปได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ซึ่งกลุ่มดังกล่าว มี เสธ.คนดัง เป็นผู้บงการใหญ่ โดยการเรียกใช้อดีตนายทหาร ที่เคยต้องคดีฆ่าคนตาย มาเป็นคนรับงาน จากนั้นได้ประสานกับ นักการเมืองระดับชาติ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้จัดหาทีมมือปืน ในลงมือปฎิบัติการในครั้งนี้

อย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 กลุ่ม ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกอบกับ ในครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจ บุคคลเหล่านั้น ก็ได้รับประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนการก่อเหตุในครั้งนี้ ทางสืบสวนเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะรู้เห็น หรือ ไม่มีส่วนรู้เห็นในการก่อเหตุในครั้งนี้


พบผู้จัดการออกตัวหลังจากตำรวจปฏิเสธข่าวลือกับสำนักข่าวหลายสำนัก

ก่อนหน้านี้เมื่อค่ำวานนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลปฏิเสธข่าวที่เวบไซต์ผู้จัดการนำเสนอข่าวว่ามีการจับกุมมือปืนสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นทหาร2นาย พลเรือน1ราย ระบุเป็นรายงานข่าวคลาดเคลื่อน

สำนักข่าวINNรายงานว่า พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า ชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องแต่อย่างใด เข้าใจว่าเป็นกระแสข่าว ที่คลาดเคลื่อนเท่านั้น ส่วนจะเป็นชุดสืบสวนของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปจับกุมหรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบ

เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาจริงหรือเป็นเพียงกระแสข่าว เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด

สำนักข่าวNATION รายงานข่าวทำนองเดียวกันว่า ยันยังไม่มีรายงานการจับกุมมือปืนลอบยิง"สนธิ" โดยรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยัง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร.ซึ่งทางปลายสายอ้างว่าเป็นนายเวร ของ พล.ต.ท.อัศวิน โดยกล่าวยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

กระบอกเสียงลิ้มเป็นตุเป็นตะจับแล้วโยนทักษิณตามระเบียบ

เวบผู้จัดการ อ้างว่าวานนี้ (29 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการคลี่คลายคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ ว่าหลังจากชุดสืบสวนชุดใหญ่ ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรองหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้วรวม 3 คน เป็นทหาร 2 คน และ พลเรือน 1 คน โดยขณะนี้ ถูกนำตัวมาสอบสวน ณ ที่แห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อทำการสอบสวน ขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง และผู้บงการใหญ่

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากทางสืบสวนเชื่อว่า มีนายทหารนอกราชการ ที่เคยก่อคดีอื้อฉาว ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของ เสธ.คนดัง ที่เรืองอำนาจในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยทางสืบสวน เชื่อว่า นายทหารนอกราชการคนดังกล่าว รับงานมาและได้ประสานให้นักการเมืองระดับชาติ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้จัดหาทีมมือปืน ในลงมือปฎิบัติการในครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ชุดสืบสวนเชื่อมั่นว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ มีความเป็นไปได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นกลุ่มคนร้ายตัวจริง ส่วนจะโยงไปยังผู้บงการใหญ่ ได้หรือไม่ ชุดสืบสวนยังไม่มั่นใจว่า พยานหลักฐาน และการสอบปากคำ ผู้ต้องสงสัย จะโยงไปถึงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การจับกุมผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้ สอดคล้องกับการให้ข่าวของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ที่เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าหลังร่วมประชุมคณะทำงานคลี่คลายคดีว่า เรื่องคดีต้องสอบถาม พล.ต.อ.ธานี ส่วนเรื่องการจับกุมนั้นภายใน 7 วันจะมีข่าวดี

"ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ภายใน 7 วันนี้แหละจะมีข่าวดี ซีเรียสทอล์กนะเนี่ย”พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวอย่างอารมณ์ดี โดยย้ำประโยคที่ว่า ซีเรียสทอล์กถึงสองสามครั้ง

ขณะที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวน เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้ความชัดเจนเรื่องการสอบสวน

ลูกน้องเก่าปูดมา1วันแล้วก่อนเวบผู้จัดการออกข่าว




นายไพศาล มังกรไชยยา ผู้ดำเนินรายการวิทยุ"ข่าวเด่นประเด็นร้อน"ทางสถานีวิทยุคล่นความคิด F.M.96.5 MHz อสมท.กล่าวทางรายการเมื่อเย็นวานก่อนนี้(28เม.ย.)ว่า ตำรวจได้มุ่งเป้าสอบสวนไปยังนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดอยุธยา และกาญจนบุรี รวมทั้งทหารที่เป็นเสธ.ผู้กว้างขวางรายหนึ่งคาดว่าจะจับกุมตัวได้ใน7วันตามที่พล.ต.ท.อัศวินระบุ

นายไพศาลยังได้กล่าวว่า ในเวลา 12.30 น.วันที่1พฤษภาคมนี้ นายสนธิจ ลิ้มทองกุล จะเปิดแถลงข่าวเบื้องหลังการถูกลอบสังหาร อย่างไรก็ตามแหล่งข่าววงในใกล้ชิดนายสนธิกล่าวให้นายไพศาลฟังว่า นายสนธิอาจเปิดใจได้ไม่มาก เพราะจะเปิดเผยว่าเป็นฝีมือใครก็คงยังไม่ได้ แต่จะเล่าเหตุการณ์วันที่โดนลอบสังหารเท่านั้นว่า เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร

"ส่วนการพูดเบื้องหลังคนสั่งการให้ลอบสังหารก็พูดไม่ได้ว่ามีสีหรือไม่มีสี แม้แต่เปิดเผยว่าว่าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็พูดไม่ได้ หรือผู้หญิงร่วมกับชายร่วมมือกันก็พูดไม่ได้"นายไพศาลกล่าวเป็นเชิงปริศนา

นอกจากนั้นอาจเป็นการพูดเปิดใจครั้งสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงความเคลื่อนไหวของพันธมิตรเสื้อเหลืองในระยะต่อไป และอาจมีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นการเปิดใจครั้งสำคัญก่อนตัดสินใจปลีกวิเวก ซึ่งคราวนี้อาจไม่ใช่แค่ไปวัดป่าบ้านตาด อุดรธนานี ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนเท่านั้น แต่คงเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนจะไปสั้นหรือยาวก็แล้วแต่นายสนธิตัดสินใจ

เท่าที่ทราบนายสนธิอาจเดินทางไปจาริกแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศเนปาล และอินเดีย แล้วก็อาจไปพำนักต่างประเทศในประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคนใกล้ชิดนายสนธิ

อย่างไรก็ตามนายไพศาลกล่าวว่า การที่นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศนานคงไม่มีผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตร เพราะแม้นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศที่ไหนก็สามารถวิดิโอลิ้งค์เข้ามาได้แบบเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"คนใกล้ชิดบอกว่านายสนธิอาจต้องตัดสินใจต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าพอสมควร คงต้องคิดด้วยว่าคนที่เจอเหตุการณ์หนักๆมาแบบนี้แม้จะมีความแข็งแกร่งปานใด ก็อาจทบทวนความเคลื่อนไหว แต่นี่ไม่ใช่การถอย แต่เป็นการพลิกแพลงการต่อสู้"นายไพศาลอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ

คลิ้กฟังรายการวิทยุที่นายไพศาลพูด คลิ้กที่นี่โดยอยู่ในช่วงนาทีที่38-50

กระบอกเสียงลิ้มเงียบไม่ยอมออกข่าวนายจ่อเผ่นหนีเมืองนอก

มติชนออนไลน์ ได้นำเสนอข่าวนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยพาดหัวว่า สนธิ"เตรียมเก็บตัวตปท. คาดแสวงบุญที่"เนปาล-อินเดีย" แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้จัดการไม่ได้นำเสนอข่าวนี้เลย จู่ๆก็มาออกข่าวการจับกุมมือปืนได้ ซึ่งก็เป็นข่าวเก่าที่นายไพศาลเคยไปพูดไว้ทางรายการวิทยุวันก่อน อาจเป็นไปได้ว่าใช้ข่าวนี้มากลบข่าวนายสนธิเตรียมไปกบดานในต่างประเทศ

29 เมษายน 2552

สื่อ นักวิชาการ ฝ่ายก้าวหน้า ขัดขวางขบวนการประชาธิปไตย?


โดย ศานติ เพียงใจ
ที่มา ประชาไท
29 เมษายน 2552

เหตุการณ์สงกรานต์เลือด ที่กำลังตกเป็นประเด็นวิวาทะอย่างกว้างขวาง กระทั่งลุกลามไปถึงประเด็นแมลงวันตอมแมลงวันหรือสื่อตอมสื่อ ประชาชนหลายคนเบื่อหน่าย ปิดกั้นตัวเองจากสื่อ


ความพยายามที่จะดึงเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดหวังว่าสถาบันการเมืองแห่งนี้จะลดระดับความขัดแย้ง แสวงหาทางออก แต่เอาเข้าจริงก็เป็นแค่ฉายภาพซ้ำและตอกย้ำความคิดความเชื่อเดิมของฝ่ายตน

ยิ่งกว่านั้นยังได้เปิดเผยการดำรงอยู่ของอีกขั้วในมุมมืด นั่นก็คือกลุ่มไทยน้ำเงิน ที่ยกตนอย่างเลิศลอยว่าเป็นผู้จงรักภักดี รักชาติบ้านเมืองอย่างยิ่งยวด และพร้อมจะเป็นกองหน้าพิทักษ์สถาบันสูงสุด

ไม่แปลกอะไรเลยหากชาวเหลืองและแดงจะระแวงว่ากลุ่มใหม่จะเป็นตาอยู่ของที่คอยจ้องเขมือบชิ้นปลามัน นอกจากนี้ยังได้สะท้อนอีกว่ามีตัวแปรที่เพิ่มขึ้นหลากหลายยิ่งขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งใหญ่ที่ดำรงอยู่

ความจริงแล้วไม่เฉพาะสถาบันรัฐสภาอันเป็นรูปองค์กรอธิปไตยแห่งรัฐ ที่สูญเสียบทบาทหน้าที่ตนในการจัดการวิกฤติการเมือง หากทว่าทุกๆ คน ทุกๆ องค์กรทั้งหลายบรรดามี ต่างถูกกระแสมหึมานี้ดึงเข้าสู่แกนการต่อสู้ แปรสภาพเป็นอาวุธหลากชนิดเข้าห้ำหั่นศัตรูคู่อาฆาตอย่างเอาเป็นเอาตาย

หนึ่งในนั้นก็คือยุทธศาสตร์ตุลาการภิวัฒน์ ที่เคยหวังกันอย่างสูงว่าจะดาบอาญาสิทธิ์ปิดบัญชีได้ ต่อมาด้วยความรู้เท่าทันของคู่ปฏิปักษ์ นอกจากจะไม่สามารถเอาชนะกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยังส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบเกิดวิกฤติศรัทธา ด้วยข้อหาหนักว่าเลือกปฏิบัติ ให้ความยุติธรรมเฉพาะฝ่าย ทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่แปลกอะไรเลยหากหลายๆ คนจะเชื่อโดยสนิทใจว่า ระบบศาลบ้านเราได้กลายเป็นศาลเตี้ยไปแล้วหรืออย่างไร มีภารกิจเฉพาะอย่างตามใบสั่งสำคัญของผู้มีอำนาจหรือไม่

และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านี้ก็คือสถาบันสื่อสารมวลชนและนักวิชาการซึ่งกำลังค้อมตัวเองให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และถูกเพ่งเล็งอย่างหนักในขณะนี้

สื่อมวลชนรวมถึงเหล่านักวิชาการได้ชื่อว่าเป็นฐานันดรพิเศษ ได้รับความเชื่อถือว่ามีความก้าวหน้าสูงกว่าภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม กำลังถูกดึงเข้าร่วมวงไพบูลย์ในเกมแห่งอำนาจ ประกาศตนเป็นมือตบขนาดมหึมาไล่ต้อนคู่ต่อสู้สำคัญ ผลิตวาทกรรมรายสะดวก อาทิ ระบอบทักษิณ ทุนสามานย์ ตุลาการภิวัฒน์ และประชาภิวัฒน์ ฯลฯ

แต่ที่แน่ๆ ดูเหมือนจะมีเป้าหมายไล่ล่าครั้งนี้เฉพาะแค่ปุถุชนคนหนึ่งนามทักษิณ มองข้ามผลิตผลจากโครงสร้างสังคมเดิมที่มีคนอย่างทักษิณอีกมากมาย ไม่เว้นฝ่ายที่ลงขันร่วมแรงโค่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็มีร่องรอยความไม่ชอบมาพากลอีกหลายอย่าง เป็นเรื่องเป็นราวที่โต้กันไม่มีจบเพราะเป็นการปะทะกันระดับต่ำ ชี้ขาดกันไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร ใครเลวก็กว่าใคร

ลืมพิจารณาสังคมทั้งระบบอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยเฉพาะการพิจารณาทฤษฎีการเมือง หรือความเห็นร่วมต่อการเมืองบ้านเราที่ดำรงอยู่ ว่าเป็นการเมืองของคนส่วนน้อยหรือคนส่วนใหญ่ ชี้ขาดกันได้หรือยังว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ?? หรือเพียงมองกันต่างมุมแล้วสร้างวาทกรรมแปลกใหม่รายวันให้งงงวยอยู่ร่ำไป

ปรากฏการณ์ที่ฝ่ายก้าวหน้าละเลยที่จะสืบค้นภวการณ์ ไม่ยอมพิจารณาตนด้วยมีสติ หรือยอมรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องสะเทือนถึงฐานะทางสังคมของตน เกรงตนจะตกจากหอคอยงาช้าง และหากพวกเขาเหล่านั้นใช้ฐานะทางสังคมเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายประชาชน การเลือกที่จะสะท้อนเฉพาะสียงของชนชั้นกลางในเมือง และเชื่ออย่างไม่มีการตรวจสอบประชามติในทางลึก ว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความปรารถนาต่อบ้านเมืองเช่นไร ใช้ความเห็นตนเข้าตัดสินชี้ขาดสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งโดยฉับพลันและไม่แก้ไข เท่ากับว่าได้ละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพตนอย่างร้ายแรง

ล่าสุดก็คือเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ที่กำลังตกเป็นประเด็นวิวาทะอย่างกว้างขวาง กระทั่งลุกลามไปถึงประเด็นแมลงวันตอมแมลงวันหรือสื่อตอมสื่อ ประชาชนหลายคนเบื่อหน่าย ปิดกั้นตัวเองจากสื่อ หรือแม้กระทั่งการล้อมกรอบรุมสอบถามเค้นเอาเรื่องกับนักข่าวภาคสนามถึงความชอบธรรมและเป็นกลาง

การปิดหูปิดตาประชาชนของสื่อกระแสหลักโดยเฉพาะฟรีทีวี การปิดประตูตีแมวคนเสื้อแดงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ การใช้ทางลัดขอใบอนุญาตจากเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทหารพร้อมอาวุธสงครามออกมาสลายการชุมนุม พร้อมกับการตราหน้าผู้ร่วมชุมนุมว่าเป็นศัตรูอันตรายต่อประเทศชาติ ซึ่งหลุดจากปากนายกรัฐมนตรีอย่างชัดถ้อยชัดคำ (ต่อมาภายหลังกลืนน้ำลายว่าเป็นชัยชนะร่วมกันของสังคม) การมองข้ามเจตนารมณ์คนเสื้อแดงหลายแสนที่แสดงออกอย่างอดทนครั้งแล้วครั้งเล่า ว่ามีเจตนารมณ์ที่งดงามต่อชาติบ้านเมืองไม่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันหนาหูขึ้นทุกที

ฐานันดรที่ ๔ นักวิชาการทั้งหลายซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีทัศนวิสัยที่ก้าวหน้า

ได้สำรวจตนอย่างลึกซึ้งเพียงพอหรือไม่ ว่าตนได้ขัดขวางขบวนการประชาธิปไตยที่ลึกๆ ตนเองก็ปรารถนา หรือหวังจะใช้แค่ศักยภาพตนเข้ายุติความขัดแย้งแบบง่ายทำนองซุกขยะเข้าสู่ใต้พรม และตนเองก็ทำหน้าที่ต่อไปข้ามวัน ข้ามปี ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอระเบิดเวลาที่ส่อไปในทางสงครามกลางเมืองเช่นทุกวันนี้

สถานการณ์ที่นโยบายของรัฐเป็นแค่ลมปากเพ้อเจ้อ รัฐสภาเป็นแหล่งรวมของชนชั้นมีอันจะกินและอ้างเก่งเฉพาะตัวบทกฎหมาย สถาบันศาลที่แปดเปื้อนคำนินทา ผู้คนโต้เถียงบ้างก็หมางใจกัน บ้างก็รวมกลุ่มกันพร้อมแสดงพลังปะทะฝ่ายตรงข้าม ทุกองคาพยพสั่นไหวตื่นตัว บ้างดึง บ้างดัน บ้างสู้ บ้างถอย บ้างแสวงหามิตร บ้างทำลาย และอีกหลายรูปการที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

ขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายลงไปสัมผัสรับรู้สิ่งที่มวลมหาชนเป็นอยู่ พูดคุยหรือแสดงออกว่าเป็นอย่างไร การใส่เสื้อกั๊กขลุกแต่ในห้องสมุดอาจจะหลุดกระแสสังคมไปไกลแล้วก็ได้ สื่อมวลชนที่ทำงานแบบงานประจำทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาหรือหน่วยงานใดๆ ต้องพิจารณาตนหนักกว่า เสนอข่าวได้ครบถ้วนรอบด้านหรือยัง ท่านหัวหน้าข่าว ผู้บริหารสำนักข่าว นานมาแล้วท่านอาจห่างเหินกับสถานการณ์จริงของบ้านเมือง นอกจากแหล่งข่าวระดับสูงที่คุ้นเคยกันที่ป้อนข้อมูลให้ท่าน คนอื่นๆ ละ ความหลากหลายละ มีช่องทางสักเล็กน้อยไหมในสื่อของท่าน

ยังมีผู้นำมวลชนจากอาชีพต่างๆ อีกมากมายซึ่งทำงานภาคสนามปฏิบัติส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้อาจเสนอความเห็นต่อบ้านเมืองได้อย่างแหลมคมเป็นประโยชน์ สมควรนำเสนอไม่แพ้น้ำคำคนที่เราคุ้นหน้าเช่นกัน

หวังว่าเราจะได้เห็นประชามติประชาธิปไตยจะไม่ถูกละเลยหรือขัดขวางอีกต่อไปทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ระบอบการเมืองที่ได้ชื่อว่ามีคุณธรรมสูงกว่าการเมืองชนิดอื่นจะได้เบ่งบานในสังคมไทยเสียที

25 เมษายน 2552

แมลงวันขอตอมแมลงวัน ในสถานการณ์สื่อเลือกข้าง


โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ อดีตบรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ไทยไฟแนนเชียล อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ข่าวพิเศษรายสัปดาห์
ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์เพื่อนนักลงทุน TNN 24
ที่มา ประชาไท
25 เมษายน 2552

ตรงไปตรงมาจากคนทำสื่อถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพ “อย่าเลือกข้างให้มันน่าเกลียดไปกว่าที่เห็นและเป็นอยู่”


ในฐานะที่เป็นคนข่าวอยู่ร่วม 10 ปีเศษ และตอนนี้ก็ทำหน้าที่สื่ออยู่ ผมมีความรู้สึกทั้งไม่สบายใจและคับข้องใจต่อบทบาทของสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน 3 ด้านหลักๆ คือ


1.สื่อไม่ได้นำหน้าที่เป็นผู้รายงานข่าวอย่างเป็น ‘สื่อกลาง’

2.สื่อไม่ได้ปฏิบัติงานเยี่ยงนักวิชาชีพที่ควรจะต้องรอบด้าน และตรวจสอบอย่างดีก่อนนำเสนอ

3.สื่อได้ประกาศตัวชัดเจนว่า จะเลือกข้างอยู่ข้างหนึ่ง เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายหนึ่ง และโจมตีอีกฟากหนึ่ง


ผมมีข้อเสนออยู่ 3 ประเด็นที่สำคัญคือ ต้องมีการตรวจสอบสื่ออย่างเข้มข้นจากประชาชน และต้องทำอย่างวิชาชีพอื่นเขาทำกัน นั่นคือ มีการควบคุมและมีมาตรการที่มีบทลงโทษที่ชัดเจน ไม่ใช่พูดกันว่า ให้สื่อตรวจสอบกันเอง แล้วก็เข้าข้างกันเองอย่างที่เป็นอยู่

1.สื่อไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้รายงานข่าวอย่างเป็น ‘สื่อกลาง’ ผมไม่ขอใช้คำว่า ‘เป็นกลาง’ เพราะความเป็นกลางนั้นมันไม่มีอยู่จริง แต่หลักง่ายๆ คือการเป็น ‘สื่อกลาง’ นั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่สื่อต้องทำให้ได้ก่อน

ปรากฎการณ์ที่หญิงผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงรายหนึ่งไปทะเลาะกับสื่อหรือประชาชนก็ตาม แล้วโดนจิกหัวลากไปกับพื้น ต่อมาเมื่อเธอไปแถลงข่าวต่อที่ประชุมนักข่าวรัฐสภา เรื่องอย่างนี้มันยากเย็นนักหรือที่สื่อจะรับฟังปากคำของเธอ แต่เรากลับเห็นสื่อภาคสนามจำนวนมากตั้งป้อมไว้ก่อน เช่น ก็คุณไปถุยน้ำลายใส่เขาก่อน เขาจิกหัวลากไปกับพื้นก็สมควรแล้ว, คุณมาแถลงข่าวกับสื่อทำไม ก็ไปแจ้งความโรงพักโน่นสิไป, ทำไมคุณไม่รอฟังรัฐบาลชี้แจงความจริงก่อนค่อยมาแถลงข่าว, คุณทำไมเคี้ยวหมากฝรั่งไปพูดไป รัฐมนตรียังไม่แสดงกริยาแบบนี้กับนักข่าว ฯลฯ

หลักปฏิบัติมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ สื่อก็ต้องฟังเขาก่อนให้จบ จบแล้วสงสัยอะไรก็ซักถาม หากเห็นว่า ควรต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ก็ต้องตรวจสอบ แล้วก็ส่งรายงานข่าวดิบไปยังกองบรรณาธิการ บรรณาธิการก็ย่อมใช้วิจารณญาณและความเป็นนักวิชาชีพเองว่า จะนำเสนอข่าวชิ้นนี้ออกมาให้มีดุลถ่วง และเป็น ‘สื่อกลาง’ ในการนำเสนอออกไปได้อย่างไร

ลำพังแค่สื่อตัดสินแหล่งข่าวเสียแล้วว่า คุณมันเลว ก็สมควรโดน, คุณมาผิดที่ต้องไปโรงพัก, คุณไม่ยอมฟังเรื่องจริงจากรัฐบาลแล้วแร่มาแถลงข่าว แถลงก็ทำตัวน่าหมั่นใส้ เคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย แถมมาด่าสื่อว่าไม่เป็นกลางอีก แบบนี้มันก็สอบตกตั้งแต่ข้อแรกแล้ว

2.สื่อไม่ได้ปฏิบัติงานเยี่ยงนักวิชาชีพที่ควรจะต้องรอบด้าน และตรวจสอบอย่างดีก่อนนำเสนอ

อันนี้เป็นหลักปฏิบัติสำหรับนักวิชาชีพสื่อพึงทำ ผมยกตัวอย่างเรื่องหญิงเสื้อแดงนั้นแหละ หากคุณสงสัยว่า หญิงคนนี้ให้ข่าวเท็จ สื่อก็ย่อมสามารถตรวจสอบข่าวนั้นซ้ำ (double check) อาจเป็นการถามซ้ำ ซักทวน ซักแย้ง (แต่ก็ต้องให้แหล่งข่าวเขาพูดให้จบก่อน ไม่ใช่แทรกกลางปล้องตลอดอย่างที่เห็น) หรือหาหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องมาดู หรือตรวจสอบไปยังแหล่งอื่นที่อาจเป็นคนละด้านกับหญิงคนนี้ (cross check) เช่น ทหาร ตำรวจ หรือชาวบ้าน หรือนักข่าวสนามในวันเกิดเหตุ

ที่สำคัญ เรื่องแบบนี้ควรมีการทำรายงานในเชิงสืบสวนสอบสวน (investigative news) ด้วยซ้ำไป เพราะภาพหลักฐานก็ปรากฏ ผู้หญิงคนเสื้อแดงนี่ก็โผล่มาแล้ว สื่อก็แค่ตามหาตัวผู้ชายที่ไปจิกหัวเขาลากสักหน่อย มันหาตัวไม่ยากหรอก คือหากคนๆ นี้ไม่เป็นสื่อมวลชน (เพราะสังเกตว่ามีกล้อง และกระเป๋ากล้องแบบช่างภาพหนังสือพิมพ์ชอบมีกัน) ก็เป็นทหาร (เพราะใส่เสื้อเขียว) หรือไม่ก็ชาวบ้านแถวๆ ที่เกิดเหตุ (ที่เกิดเหตุนี่อยู่แถวๆประตูน้ำ ไปถามหากับวินมอเตอร์ไซค์แถวๆ นั้นก็ได้) ผมก็ไม่เห็นว่า จะหาตัวผู้ชายคนนี้ยากตรงไหน จะได้ซักไซร้ไต่ถามกันให้ได้ความอีกข้าง

ยังขาดการทำข่าวในเชิง investigative news อีกเยอะแยะมากในเหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้ เป็นต้นว่า ที่ชาวบ้านร้านตลาดเขาสงสัยก็คือ พวกม็อบเสื้อแดงนี่มันไม่โง่ก็บ้าที่ตอนเกิดเหตุการณ์ดันไปเขย่าขวัญคนกรุงเทพฯ ทั้งเอารถแก๊สไปตั้งไว้ใกล้แฟลตดินแดง (แต่สื่อก็ไม่ได้สืบค้นว่ามันไปยังไงมายังไง เสนอแต่ว่า เกิดตูมตามขึ้นมา ระเบิดไปในรัศมี 5 กิโล มีตายเป็นเบือ) เหตุการณ์พวกเสื้อแดงไปก่อเรื่องยิงมัสยิด เหตุการณ์ไปยิงชาวบ้านตลาดนางเลิ้งตาย

คำถามพื้นฐานที่สื่อควรสงสัย (หรือคนสติดีๆ ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อ) ก็คือ มูลเหตุจูงใจของพวกเสื้อแดงที่ก่อเหตุอาละวาดเป็นหมาบ้านี่มันคืออะไร พวกนี้เห็นคนกรุงเทพฯเป็นศัตรูหรือ? หรือว่าพวกนี้ต้องแสวงหาการสนับสนุนจากคนกรุงเทพฯ และประชาชนทั่วไปไม่ใช่หรือ? แล้วก็ต้องทำรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนให้ปรากฏ ซึ่งผมว่า ก็ไม่ยาก...สื่อก็แค่ถามพวกแกนนำเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบในตอนนั้นว่า พวกคุณส่งพวกนี้ไปอาละวาดจริงไหม ทำไมพวกคุณทำแบบนั้น ซึ่งก็คือการ cross check ขั้นเบสิกมากๆ

แต่ที่ผมได้ยินมาก็คือว่า พวกแกนนำเสื้อแดงพยายามติดต่อสื่อ สำนักต่างๆ ไปเพื่อชี้แจงข้อมูลจากมุมมองของเขา แต่สื่อจำนวนมากปฏิเสธที่จะเสนอข่าวในอีกมุม โดยอ้างว่าอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถูกควบคุมการรายงานข่าวจากรัฐบาล

จากนั้นสื่อก็ทำตัวไม่ต่างไปจากกระบอกเสียงรัฐบาลว่า พวกเสื้อแดงอาละวาดเผาบ้านเผาเมือง เป็นศัตรูกับคนกรุงเทพฯ สื่อบางแห่งยั่วยุให้คนกรุงเทพฯ ตั้งกองกำลังออกมาจัดการพวกเสื้อแดงด้วยซ้ำ

ปัญหามีอยู่ว่า สื่อกลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือว่า เพราะมีอคติ (bias) เป็นพื้นฐานอยู่ด้วย หรือทั้งสองส่วน...

3.สื่อได้ประกาศตัวชัดเจนว่า จะเลือกข้างอยู่ข้างหนึ่ง เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายหนึ่ง และโจมตีอีกฟากหนึ่ง

เรื่องนี้มีประจักษ์พยานมากมายว่า สื่อเลือกข้าง เลือกปฏิบัติ เป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อให้อีกฝ่าย และโฆษณาโจมตีอีกฝ่าย ผมยกตัวอย่างง่ายๆ



-ในตอนที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประท้วงไล่รัฐบาลทักษิณขึ้นสู่กระแสสูง สมาคมวิชาชีพสื่อนั่นเอง แทนที่จะวางตัวเป็นผู้รายงานข่าวที่เป็น ‘สื่อกลาง’ กลับออกแถลงการณ์เสียเอง ให้รัฐบาลทักษิณลาออกหรือยุบสภา

-ในตอนคมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยายน สมาคมวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ และสภาการหนังสือพิมพ์ ส่งประธานหรือนายกสมาคมฯ ไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เสียเอง ยังโชคดีว่า นักข่าวสนามจำนวนมากออกมาต่อต้าน แต่ต้านแล้วก็ไม่ฟัง ทุกวันนี้ยังเตลิดเตลยไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้งอีก และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายที่แต่งตั้งตนเองอีก

-ในตอนรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดปะทะกับพันธมิตรฯ ต้องมีการออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สมาคมวิชาชีพสื่อพากันออกแถลงการณ์ประณามว่า รัฐอย่ารุนแรงกับผู้ชุมนุม แนะนำให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาแก้ปัญหา มาตอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สื่อออกแถลงการณ์ว่า ผู้ชุมนุมอย่าทำรุนแรง ทักษิณต้องยุติเคลื่อนไหว ปัญหาจะได้จบ รัฐบาลจะใช้กำลังก็แต่พอดี อย่าให้บาดเจ็บล้มตาย...!

-นี่ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพของผม บรรดานักเล่าข่าวจากค่าย The Nation หรือลูกหม้อเก่าค่ายนี้ที่ทำตัวไม่ต่างไปจากกระบอกเสียงฝ่ายหนึ่ง ให้ร้ายโจมตีอีกฝ่ายตามช่อง 3 5 7 9 NBT TPBS นะครับ ใครที่มีสามัญสำนึกดีก็ย่อมรู้ว่า คนเหล่านี้กำลังทำหน้าที่สื่อกลาง หรือเป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และทีท่าหน้าตาท่าทางการแสดงออกเต็มที่ว่า กูจะทำตัวแบบนี้ซะอย่าง ใครจะทำไม! ามว่ารัฐอย่ารุนแรงกับผู้ชุมนุมิดปะทะกับพันธมิตรต้องมีการออกประกาศพรก.ฉุกเฉิน สมาคมวิชาชีพสื่อพากันออกแถลงการณ์ประากการแต่งตั้งอ


ข้อเสนอของผมมีง่ายๆ สั้นๆ คือ

1.ก็กลับไปทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง, ทำตัวเยี่ยงนักวิชาชีพ ตรวจสอบอย่างรอบด้าน, ตัดอคติออกเสีย อย่าเลือกข้างให้มันน่าเกลียดน่าชังไปกว่าที่เห็นและเป็นอยู่

2.ตรวจสอบสื่อให้มันได้มาตรฐานทั่วไปหน่อย วิชาชีพอื่นอย่างแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักวิเคราะห์หุ้น ฯลฯ เขามีช่องทางเข้าสู่อาชีพไม่ง่ายนะครับ ต้องเรียนต้องอบรมบ่มเพาะมา ต้องสอบใบอนุญาตให้ผ่าน ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ ทำผิดพลาดมามีบทลงโทษตั้งแต่ปรับ, แบล็กลิสต์, ยึดใบอนุญาต, ขังคุก

แต่สื่อมวลชน ประทานโทษนะครับ คุณจะจบอะไรมาก็ได้ คุณไม่ต้องผ่านการฝึกอบรม หรือฝึกฝนอะไรมาก็ได้ ไม่ต้องมีหน่วยงานกลางของทางราชการตรวจสอบว่า หากคุณทำผิด คุณต้องโดนแบล็กลิสต์ โดนยึดใบอนุญาต หรือโดนขังคุกแบบอาชีพอื่นนะครับ

โอเคครับ รุ่นพ่อรุ่นลุงของวงการเราสู้กันมามากเพื่อความเป็นอิสระในวิชาชีพนี้ ไม่ต้องการให้รัฐบาลควบคุม พวกเราจะควบคุมกันเอง แล้วไหนละครับ สภาการหนังสือพิมพ์ สภาการวิชาชีพสื่อ เคยขึ้นแบล็กลิสต์ใครซักรายหรือยัง เคยถอนใบอนุญาตนักข่าวสนาม บรรณาธิการสักกรณีให้เห็นไหม...ไม่มีครับ

แล้วเปรียบเทียบดูง่ายๆ ระหว่าง หมอ วิศวกร สถาปนิก นักวิเคราะห์หุ้น กับสื่อ ใครที่มีบทบาทมีผลกระทบต่อสังคมวงกว้างมากกว่ากันในการปฏิบัติหน้าที่...? หมอรักษาคนผิด โดนแพทยสภายึดใบอนุญาต ส่งตัวเข้าคุก วิศวกรออกแบบตึกผิด ตึกถล่มคนตาย โดนยึดใบอนุญาต ส่งเข้าคุก

นักข่าวส่งข่าวเข้าโรงพิมพ์ผิด ประเทศชาติเสียหาย คนทั้งชาติได้รับผลกระทบ นักข่าวก็ยังสบายดี ตกเย็นไปเมากันที่ Sky high หรือข้าวต้มอนันต์กันปกติ พรุ่งนี้สายๆ ก็เข้าโรงพิมพ์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สังคมต้องเรียกร้องรูปธรรมในการกำกับสื่อครับ เอาเบื้องต้นนี้แหละ เอาแค่แบบที่วิชาชีพอื่นต้องปฏิบัติ เสรีภาพย่อมมาคู่กับความรับผิดชอบครับ

24 เมษายน 2552

เมื่อสื่อมวลชน ‘ปิดหู’ และ ‘ปิดตา’ ประชาชน

โดย วรางคณา (วณิชาชีวะ) โกศลวิทยานันต์
ที่มา ประชาไท
24 เมษายน 2552

สื่อมวลชนยุคนี้ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อความดีความงามของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น เสนอข่าวเพียงด้านเดียว ไร้ซึ่งความเป็นธรรม ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน สื่อฯเป็นผู้ตัดสินพิพากษาสังคมเสียเอง แล้วสื่อฯมั่นใจได้อย่างไรว่าตัดสินถูกแล้วก็ในเมื่อคุณมองปัญหาจากหอคอยงาช้าง



หลังการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นับจำเพาะแต่ในกรุงเทพฯ กำลังถูกปิดบังข้อมูลข่าวสารในทุกๆ ด้าน ทุกๆ สื่อ

ตลอดจนสื่อบางประเภทถูกเซ็นเซอร์ รุนแรงสุดก็คือระงับการออกอากาศ เป็นต้นว่า วิทยุชุมชนหลายๆ สถานีในต่างจังหวัด และการตัดสัญญาณดาวเทียมของดีสเตชั่นฯลฯ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ มาร์ค อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบสุข ลดปัญหาความแตกแยกในสังคมลง อ้างสูงถึงการรักษาความมั่นคงของประเทศ

โดยส่วนตัวในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งและเคยประกอบอาชีพสื่อมวลชนมาเมื่อสิบปีที่แล้ว ดิฉันสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบธรรมในการเสนอข่าวสารของสื่อบางแขนง เสนอข่าวด้านเดียว และเลือกข้างเสียเสร็จสรรพ ที่สำคัญยังยัดเยียดข้อมูลให้ประชาชนยอมรับการกระทำของรัฐบาล

แม้ปัจจุบันดิฉันจะผันตัวเองมาประกอบธุรกิจส่วนตัวแล้วก็ตาม แต่ก็ยังติดตามและเสพข่าวสถานการณ์บ้านเมืองทุกๆ แขนง

สิ่งที่สัมผัสได้คือวันนี้ข่าวสารที่ได้รับรู้ทั้งดู ฟัง อ่าน จากสื่อมวลชนกระแสหลักต่างออกมาในทิศทางเดียวกันคือประชาสัมพันธ์ความชอบธรรมต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยัดเยียดข้อมูลว่าความสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วยความรุนแรงต่างๆ นานาของฝ่ายทหารเป็นเรื่องจำเป็นเสียเหลือเกิน

หลายๆ รายละเอียด และเหตุผลของความรุนแรงครั้งนั้นสื่อมวลชนหลายๆ สังกัดพากันโหมกระพือว่ารัฐบาลทำถูกต้องแล้ว เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมเหลือล้น ยกแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย พร้อมกันนั้นก็ประณามฝ่ายที่คิดตรงข้ามกับรัฐบาลว่าคือผู้ผิด

ดิฉันไม่เห็นความคิดเห็นในมุมอื่นๆ เลย สื่อมวลชนคิดเห็นไปในทางเดียวกันหมด ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ รัฐบาลกำลังเล่นอะไรกับสื่อ จะมีก็แต่คอลัมนิสต์บางท่านเท่านั้นที่มองในมุมกลับคือให้ความชอบธรรมกับทุกๆ ฝ่ายในความขัดแย้งจริงๆ

ดิฉันไม่คิดว่าการคิดตรงข้ามกับรัฐบาลชุดนี้จะเป็นความผิดแต่อย่างใด ก็ในเมื่อการเมืองชนิดที่เป็นอยู่นี้ดิฉันมิหาญเรียกได้ว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะถ้าการเมืองไทยเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ให้คนส่วนมากจริง ในการชุมนุมคนเสื้อแดงจะมีคนหลากหลายอาชีพมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร พวกเขามาป่าวร้องให้รัฐบาลเห็นความเดือดร้อนของพวกเขา เช่นนี้พวกเขาผิดด้วยหรือ ก็ในการชุมนุม (ม็อบ) เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ให้เสียงของพวกเขามีโอกาสดังขึ้นมาให้ฝ่ายปกครองได้ยินได้เห็นชัดๆ

เอาง่ายๆ ถ้าบ้านนี้เมืองนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้วละก็ ฝ่ายปกครองจะต้องเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ของคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยอมรับการชุมนุมโดยสันติของประชาชน ไม่ใช้กำลังทหารมาปราบปรามไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดก็ตาม

ณ วันนี้ประเทศไทยกำลังย้อนกลับไปเหมือนยุคสิบสี่ตุลาอีกครั้ง สื่อมวลชนยุคนี้ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อความดีความงามของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น เสนอข่าวเพียงด้านเดียว ไร้ซึ่งความเป็นธรรม ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน สื่อฯเป็นผู้ตัดสินพิพากษาสังคมเสียเอง แล้วสื่อฯมั่นใจได้อย่างไรว่าตัดสินถูกแล้วก็ในเมื่อคุณมองปัญหาจากหอคอยงาช้าง

ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวคือเมื่อเช้าดิฉันดูรายการ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” ทางช่องเก้าโมเดิร์นไนน์ร่วมกับเนชั่น ในตอนหนึ่งคุณสุทธิชัย หยุ่น พูดว่า “ประเทศนิการากัวเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่ง ใครที่ได้พาสปอร์ตไปก็ถือว่าไม่มีศักดิ์ศรีสักเท่าไหร่”

คุณวัดศักดิ์ศรีคนด้วยความยากดีมีจนเท่านั้นหรือ

แค่ประโยคเดียวก็รู้แล้วว่าสื่อของคุณยืนอยู่ข้างไหน จะด้วยเหตุผลหรือผลประโยชน์อันใดก็ตามแต่ ที่สำคัญคุณสุทธิชัยดูถูกคนจน คุณเอามาตรฐานด้านวัตถุเงินทองมาวัดความเป็นมนุษย์อย่างนั้นหรือ

เมื่อเป็นเช่นนี้คุณจะมาสะท้อนปัญหาสังคมได้อย่างไร คุณจะเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนคนจนๆ ตามต่างจังหวัดซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศไทยได้อย่างไร

คุณอย่าลืมว่าคนส่วนมากของประเทศไทยเป็นเกษตรกรที่มีฐานะความเป็นอยู่ต่างจากพวกคุณอย่างมหาศาล แต่เขาเหล่านั้นก็เสียภาษีให้รัฐ และก็เป็นพลเมืองที่ได้รับความทุกข์ร้อนต่างๆ อันเป็นผลพวงมาจากการเมืองที่ไม่เป็นธรรม เป็นการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ แต่ไม่ใช่การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดิฉันเชื่อด้วยใจบริสุทธิ์ว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงและต้องปฏิวัติประชาธิปไตยให้สำเร็จ

ที่สำคัญดิฉันเชื่อในพลังประชาชนที่อยู่ในทุกหย่อมหญ้าของสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น ดิฉันยังหวังให้คนทุกๆ ส่วนจะยังมีไฟและมีความหวังอยู่เต็มหัวใจที่จะเห็นสังคมที่ให้สุขกับทุกคนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันภายใต้การเมืองการปกครองที่เป็นธรรมและเป็นของประชาชนจริงๆ

23 เมษายน 2552

สื่อแร้งทึ้งหญิงเสื้อแดงจิกหัวด่าซ้ำ แก้ต่างแทนรัฐบาลโจร


เจอแร้งทึ้งซ้ำ-มินตรา โสรส ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วง มีสีหน้าสลดหลังสื่อมวลชนตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล ทั้งกล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
23 เมษายน 2552

เจอจิกหัวในเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่หนำใจสื่อชั่ว มาแถลงข่าวสภาแทนที่จะรับฟังเจอรุมทึ้งตั้งป้อมจิกหัวซ้ำ ทั้งกล่าวหาว่าไปถ่มน้ำลายใส่ก่อนเลยโดนจิกหัว มาพูดเรื่องไม่จริงจะรับผิดชอบอย่างไร ไล่ไปแจ้งความโรงพักอย่ามาแถลงข่าวเรียกร้องความเป็นธรรม ส.ส.หญิงเพื่อไทยสุดกลั้นปรี๊ดด่าไม่เป็นกลางจะเข้าข้างกันยังไงก็เชิญ


วันนี้(23 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. หลังจากที่นางอรุณี ชำนาญญา ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในสภาว่ามีผู้หญิงเสื้อแดงถูกชายฉกรรจ์ทำร้ายกระชากผม จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา เสร็จสิ้น นางอรุณี พร้อมด้วยนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.สัดส่วน และส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ได้นำตัวหญิงที่ปรากฏในภาพ โดยระบุว่าชื่อน.ส.มินตรา โสรส มาแถลงข่าวพร้อมภาพประกอบด้วย

โดยนายพร้อมพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ได้นำตัว น.ส.มินตรา มายืนยัน เพราะเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ทรงกิตติ จักรบาศก์ ผบ.สส. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. รวมทั้งชายที่กระทำความรุนแรง ที่เป็นผู้กระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งการกระทำดังกล่าว นายกฯจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยทางพรรคและทีมกฎหมายของพรรคจะนำตัวนางมินตราและญาติ ไปแจ้งความที่ สน.ดุสิต เพื่อเอาผิดกับบุคคลทั้ง 5 คน ตามกฎหมาย มาตรา 157 ว่าด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ของข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ

นายพร้อมพงษ์ กล่าวฝากไปยังนายกฯ และนายสุเทพ รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ให้ช่วยรับรองความปลอดภัยของน.ส.มินตรา ในฐานะพยานปากเอก เนื่องจากที่ผ่านมาถูกกลุ่มบุคคลลึกลับติดตาม หากน.ส.มินตรามีอันเป็นไป นายกฯจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด นายกฯต้องรับผิดชอบด้วยการยุบสภาหรือลาออก ทั้งนี้ตนสงสัยว่าชายคนดังกล่าวที่ทำร้าย น.ส.มินตราเป็นคนในเครื่องแบบหรือไม่ ซึ่งนายกฯ จะต้องตรวจสอบและรับผิดชอบด้วย

ด้านน.ส.มินตรา ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในวันเกิดเหตุบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตนถือธงไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เพื่อไปกราบขอร้องทหารไม่ให้ทำร้ายประชาชน เพราะประชาชนไม่มีอาวุธ แต่ชายคนดังกล่าวในภาพ ได้ถามว่า “ใครให้มึงมา ทักษิณใช่ไหม” ตนจึงได้ตอบไปว่า “มาเพื่อประชาธิปไตย เพราะทหารทำร้ายประชาชนมือเปล่า ฆ่าประชาชน” แล้วชายคนเดิม ได้โต้ตอบว่า “ทหารไม่มีปืน ไม่ฆ่าคน” ตนจึงเถียงว่า “ทหารฆ่าคน เพราะตนอยู่ในเหตุการณ์” ชายคนดังกล่าว กล่าวว่า “มีหลักฐานหรือไม่” ตนจึงบอกว่า “เห็นทั้งปืน ระเบิด มีดสปาต้า” ชายคนดังกล่าว จึงกล่าวว่า “ปากดีนัก” พร้อมกับกระชากผมตนอย่างแรง

น.ส.มินตรา กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นประชาชนคนหนึ่ง ตนจึงอยากเจอหน้าและถามชายคนดังกล่าวว่าทำไมต้องทำร้ายตนด้วย หากเป็นแม่ หรือเป็นญาติของเขา เขาจะรู้สึกอย่างไร รวมทั้งทหารที่อ้างว่ามาเพื่อปกป้องประเทศชาติ เมื่อเห็นตนถูกกระทำเช่นนั้น ทำไมจึงไม่ช่วยเหลือ

หญิงเสื้อแดงสงสัยคนจิกหัวเป็นสื่อเลยโดนสื่อแร้งทึ้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องบาดหมางกับชายคนดังกล่าวมาก่อนหรือไม่ น.ส.มินตรา กล่าวว่า ไม่เคย ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ชายคนนี้ แต่งกายคล้ายสื่อมวลชน และอยู่ในกลุ่มสื่อมวลชนด้วย เมื่อถามต่อว่านางมินตราได้ถุยน้ำลายใส่หน้าชายคนนั้นหรือไม่ น.ส.มินตรา กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำเช่นนั้น ทั้งนี้ ช่างภาพและผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ย้ำว่า มีพยานและหลักฐานที่เป็นบุคคลและภาพถ่าย ว่าน.ส.มินตราได้ถมน้ำลายใส่ผู้ชายคนดังกล่าวก่อน น.ส.มินตรา จึงย้ำอีกรอบว่าตนไม่ได้ถม และย้ำว่า “ตนรวยพอ ไม่จำเป็นต้องรับเงินใคร”

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าทำไมไม่รอให้รัฐบาลชี้แจงให้เสร็จก่อน แล้วจึงมาชี้แจงข้อเท็จจริงกัน จากนั้น นางนฤมล ธารดำรง ส.ส.สมุทรปราการ ตะโกนด่าสื่อมวลชนด้วยความไม่พอใจว่า คุณเป็นใครมาโกรธอะไรพวกเรา เราแค่มาแถลงข่าว ซึ่งผู้สื่อข่าวหลายคนได้พยายามชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่ทาง ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมรับฟัง ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นและเมื่อผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวได้เดินออกจากห้องแถลง เพื่อยุติการโต้เถียง แต่นางนฤมลได้เดินตามออกมา แล้วถามว่า “มันเป็นใคร มันอยู่ไหน” ซึ่งนางนฤมลได้เดินตามหาผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว และมายืนมองหน้า หลังจากนั้นการซักกถามก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคเพื่อไทยนำบุคคลดังกล่าวมาแถลง หากไม่เป็นความจริงจะรับผิดชอบอย่างไร นายพร้อมพงษ์ ไม่ตอบว่า

เมื่อถามว่า ทำไมจึงไม่มีการประสานไปยังรัฐบาล เพื่อขอข้อมูลมาตรวจสอบความถูกต้องก่อนแถลงข่าว นายพร้อมพงษ์ ย้อนถามว่า ขอแล้วจะให้หรือ และตนก็มีหน้าที่เพียงพาคนมาชี้แจง ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบและชี้แจงในส่วนของรัฐบาล กลุ่มผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่า หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นการเสนอข่าวเพียงด้านเดียว จึงทำให้กลุ่มผู้สื่อข่าวบางส่วนเดินออกจากห้องแถลงข่าว จากนั้นการแถลงข่าวก็ดำเนินการไปตามปกติ จนจบโดยนายพร้อมพงษ์ระบุว่าจะเดินทางไปแจ้งความ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงตรงนี้ได้มีผู้สื่อข่าวหญิงบอกว่า เป็นสถานที่ที่ควรไปที่สุด ทำให้นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก พร้อมพูดเสียงดังว่า “พูดอย่างนี้ได้อย่างไร สื่อไม่เป็นกลาง เข้าข้างกัน” จากนั้นจึงได้เดินตามผู้สื่อข่าวมา พร้อมกับพูดว่า “ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”จากนั้นผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว ได้ชี้แจงว่าไม่ได้ว่าอะไร เพราะสิ่งที่พูดไปก็ถือว่าถูกต้องแล้ว แต่นางเปล่งมณี ก็ยังไม่พอใจอีกซึ่งทำให้บรรดาสื่อมวลชนบอกว่าหากมาแถลงข่าวแล้วไม่ฟังคำถามก็ไม่ควรมาแถลงข่าว จากนั้นผู้สื่อข่าวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

21 เมษายน 2552

นายกชมรมสื่อเทศ:มาตรการเซ็นเซอร์และยี้สื่อกระแสหลัก ผลักคนไทยหันพึ่งสื่ออินเตอร์เน็ตและสื่อนอก


Thailand:cry for freedom-Marwaan Macan-Markar ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอินเตอร์เพรส และประธานชมรมสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย-FCCT(ซ้าย)กำลังสัมภาษณ์ร.ท.หญิงสุนิสา เลิศภควัต "หมวดเจี๊ยบ"ที่สนามหลวงหลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุมเมื่อ14เม.ย. เมื่อรู้ว่านักข่าวผู้นี้เป็นประธานของFCCT หมวดเจี๊ยบซึ่งให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตาที่ซึมและไหลเป็นระยะอยู่แล้ว ได้ซบหน้าร้องไห้ที่ไหล่ของนักข่าวผู้นั้น “มีคนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”

โดย Marwaan Macan-Markar สำนักข่าวอินเตอร์เพรส และประธานชมรมสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย (FCCT)
ที่มา IPSnews
แปลและเรียบเรียง ทีมข่าวไทยอีนิวส์

เสื้อแดงมีจุดยืนที่อยู่คนละด้านกับสื่อกระแสหลัก"สื่อในประเทศไทยเป็นพวกเดียวกับรัฐบาล พวกเขาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกัน"ชายชาวกรุงเทพฯวัย47ที่บอกว่าเขาชื่อสมชายกล่าว"พวกเขาหมดความน่าเชื่อถือ และต้องการให้เราพ่ายแพ้ แต่พวกเขาไม่อาจถูกเรียกขานว่าเป็นสื่อของชาติได้เลย"

"เราไม่เชื่อถือต่อนักข่าวไทย เพราะสิ่งที่เรารู้กลับไม่ถูกนำเสนอเป็นรายงานข่าว"สลักจิต แสงเมือง นักธุรกิจสตรีให้ความเห็นเพิ่มเติม เธอก็เช่นเดียวกับสมชายที่เป็น1ในชาวกรุงเทพฯที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการประท้วงเมื่อวันที่14เมษายน และยอมยุติการชุมนุมลงด้วยความขมขื่น ภายหลังจากกองกำลังทหารยาตราทัพเข้าล้อมที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ แล้วพากันย้ายมาปักหลักที่สนามหลวงราว500คน "เราเชื่อถือการรายงานข่าวทางเวบไซต์ และข่าวจากสื่อต่างประเทศเท่านั้น"


ประเทศไทย:มาตรการเซ็นเซอร์ และไม่เชื่อถือสื่อกระแสหลัก คนไทยหันมาพึ่งข่าวจากเวบไซต์และสื่อต่างประเทศ

กรุงเทพฯ,(สำนักข่าวอินเตอร์เพรสเซอร์วิส-IPS)เมื่อตอนที่รัฐบาลไทยประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประท้วงบนท้องถนนในกรุงเทพฯ โดยกองกำลังทหารเต็มอัตราศึกนั้น ไม่ได้มีเพียงกองกำลังติดอาวุธเท่านั้นที่เข้าสลายการชุมนุม แต่รวมทั้งการประกาศเซ็นเซอร์ด้วยการควบคุมเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ และการนำเสนอของสื่ออีกด้วย

ตลอดสัปดาห์ บรรยากาศการเซ็นเซอร์ไม่ได้อยู่แค่เขตนครหลวงกรุงเทพฯ และ5จังหวัดปริมณฑลที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉินอย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่ขยายไปถึงสถานีวิทยุชุมชนที่มีเนื้อหาการต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มเสื้อแดงในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ถูกจู่โจมจากตำรวจและปิดตัวลงด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและเทคโนโลยีเพิ่มมาตรการเข้มงวดขึ้นด้วยการสั่งการต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต(ISP)ปิด67เวบไซต์ พร้อมกับมีคำเตือนจากนักกิจกรรมทางด้านสิทธิสื่อว่า"เวบไซต์ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง แต่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันกับเสื้อแดงก็เป็นเป้าหมายที่ถูกเตือนด้วยเช่นกัน"

รัฐบาลผสมอายุ4เดือนนำโดยพรรคประชาธิปัตย์พึงพอใจที่ใช้มาตรการระงับเหตุรุนแรง และการประทุษร้ายที่เกิดขึ้นช่วงวันที่13และ14เมษายนในเขตเมืองหลวง โดยการสลายการชุมนุมเสื้อแดงด้วยกองกำลังทหาร ซึ่งมีผลให้มีผู้บาดเจ็บร่วม100คน และมีรายงานผู้ตาย 2 ศพ

"สถานีวิทยุถูกปิดก็เพราะว่าสถานีวิทยุพวกนี้ถูกใช้ไปกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง"บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อสื่อมวลชน"สิทธิในการแสดงออกต้องยุติลงหากถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นความรุนแรง"

"แม้ว่าตอนนี้รัฐบาลได้ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงไว้ได้แล้ว แต่สถานการณ์ก็ยังคงเปราะบาง"เขากล่าวเพิ่มเติม"รัฐบาลจึงต้องพยายามปกป้องคนเสื้อแดงไม่ให้ฟื้นขึ้นมาก่อเหตุร้าย หรือใช้กำลังก่อความเคลื่อนไหวอีก"

การเซ็นเซอร์เริ่มต้นในวันที่13เมษายนด้วยการปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมD-stationกระบอกเสียงของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่ได้แพร่หลายในประเทศนัก สื่อสิ่งพิมพ์กระแสหลักและสื่อโทรทัศน์ไม่ได้ถูกเซ็นเซอร์ไปด้วย เพราะสื่อกระแสหลักเหล่านี้ก็มักนำเสนอข่าวรัฐบาลผสมในเชิงบวกกันอยู่แล้วนั่นเอง

"สื่อหนังสือพิมพ์กระแสหลักไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันของรัฐบาล พวกเขาออกแนวเชียร์รัฐบาลก็เพราะชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์และผู้ให้การหนุนหลัง และเกลียดพวกเสื้อแดง"นักข่าวโทรทัศน์อาวุโสรายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวIPSโดยมีเงื่อนไขไม่ขอเปิดเผยนาม"ดังนั้นสื่อไทยจึงไม่วิตกกับการเซ็นเซอร์เลยแต่อย่างใด"

"แต่สถานีโทรทัศน์กระแสหลักถูกควบคุมโดยการเซ็นเซอร์อยู่บ้าง"นักข่าวโทรทัศน์อาวุโสคนเดียวกันกล่าว"นายของผมบอกว่า บุคคลผู้มีอำนาจจะไม่ยอมให้เผยแพร่ภาพข่าวที่เป็นผลลบต่อกองกำลังทหารหรือรัฐบาล"

"รายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของนปช.ไม่ได้ถูกตีพิมพ์ แต่เมื่อไหร่ที่พวกเสื้อแดงพลาดเคลื่อนไหวในเชิงลบ สื่อกระแสหลักก็จะนำเสนอต่อสาธารณชน"ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ศาสตราจารย์ทางด้านการสื่อสารประจำจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยกล่าว"สื่อสารมวลชนมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอรายงานข่าวที่ครอบคลุมทุกสีในการเมืองไทย เพราะว่ามันเป็นภาระรับผิดชอบต่อสังคม พวกเขาต้องพยายามที่จะเป็นมืออาชีพและเป็นกลางกว่าที่เป็นอยู่"


นักวิชาการและนักวิเคราะห์สื่อผู้ที่ได้รับความยอมรับนับถือคนหนึ่งกล่าวว่า สื่อกระแสหลักให้น้ำหนักในการนำเสนอข่าวข้างรัฐบาล ขณะที่มีความใส่ใจเพียงน้อยนิดที่จะพยายามอธิบายว่าเพราะเหตุใดคนหลายหมื่นหลายแสนคนที่เป็นพวกเสื้อแดงทั้งจากต่างจังหวัดและในเขตกรุงเทพฯจึงได้พากันพร้อมใจออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)

"รายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของนปช.ไม่ได้ถูกตีพิมพ์ แต่เมื่อไหร่ที่พวกเสื้อแดงพลาดเคลื่อนไหวในเชิงลบ สื่อกระแสหลักก็จะนำเสนอต่อสาธารณชน"ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ศาสตราจารย์ทางด้านการสื่อสารประจำจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยกล่าว"สื่อสารมวลชนมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอรายงานข่าวที่ครอบคลุมทุกสีในการเมืองไทย เพราะว่ามันเป็นภาระรับผิดชอบต่อสังคม พวกเขาต้องพยายามที่จะเป็นมืออาชีพและเป็นกลางกว่าที่เป็นอยู่"

"ความอคติต่อนปช.ของสื่อกระแสหลักส่งผลให้ผู้สนับสนุนนปช.ไม่มีความพอใจและรู้สึกคับข้องใจอย่างมาก"ดร.อุลรัตน์กล่าวในการให้สัมภาษณ์"และนี่ก็เป็นเหตุใหญ่ที่ทำให้คนมีทางเลือกไม่มาก และต้องไปสร้างสื่อทางเลือกของประชาชนขึ้นเอง ทั้งวิทยุชุมชนและเวบไซต์บนอินเตอร์เน็ต"

ที่จริงแล้วนี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่สื่อทางเลือกตกเป็นเป้าหมายของการเซ็นเซอร์ควบคุม ในขณะที่บรรดาสื่อกระแสหลักไม่ได้โดนแตะต้อง มากกว่า300สถานีวิทยุชุมชนเคยถูกสั่งปิดโดยกองทัพมาแล้วครั้งหนึ่งในตอนที่กองทัพทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี2549

การเซ็นเซอร์รอบใหม่มุ่งเป้าไปที่สื่อของกลุ่มเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณ ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศ

แต่วิทยุที่ถูกปิดไปและเวบไซต์ที่เป็นพวกเสื้อแดงก็ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลผสมยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ กับโจมตีผู้นำกองทัพและข้าราชการอนุรักษ์นิยม รวมทั้งต้องการให้ที่ปรึกษาอาวุโสของกษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนสักการะลาออก โดยกล่าวหาว่าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับการรัฐประหารปี2549

สถานีวิทยุและเว็บไซด์ที่ถูกปิดยังถ่ายทอดความเห็นที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่, โจมตีผู้นำทหารและข้าราชการฝ่ายอนุรักษ์นิยม, และเรียกร้องให้ที่ปรึกษาอาวุโสของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาว่าพวกเขามีบทบาทเกี่ยวข้องในการทำรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2549

พวกเขาถูกสื่อกระแสหลักมองว่าก้าวล่วงมากเกินไป และความรุนแรงบนท้องถนนที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่ม ‘เสื้อแดง’เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซี่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกาศของ นปช. ที่จะทำการปฏิวัติในนามของคนจน กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับสำนักสื่อมวลชนที่ทรงอิทธิพลที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ

หนังสือพิพม์โต้ตอบด้วยการพาดหัวข่าวที่ดุดัน, รายงานข่าวแบบสะใจ, และคำวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงต่อ ‘การปฏิวัติ’ที่ล้มเหลวของกลุ่ม ‘เสื้อแดง’ สถานีโทรทัศน์ต่างๆรายงานข่าวด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน

พวก’เสื้อแดง’ ต่างเดือดดาลกับการรายงานด้านเดียวของพวกสื่อกระแสหลัก “สื่อในประเทศไทยอยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลราวกับว่าเป็นผู้ร่วมหุ้นกันทางธุรกิจ” ชาวกรุงเทพฯวัย 47 ปี ให้ความเห็น เขาบอกว่าเขาชื่อสมชาย “พวกเขาทำให้เราหมดความเชื่อถือ พวกเขาไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นสื่อระดับชาติ”

“พวกเราไม่สามารถไว้ใจนักข่าวได้ เพราะสิ่งที่พวกเรารู้ไม่ถูกรายงาน” สลักจิต แสงเมือง กล่าว เธอเป็นนักธุรกิจหญิง และเช่นเดียวกับสมชาย เธอเข้าร่วมกับกลุ่ม ‘เสื้อแดง’ ประมาณ 500 คนที่มาชุมนุมกันที่สนามหลวง บริเวณที่เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯในวันที่ 14 เมษายน เธอได้ข้อสรุปว่าการเคลื่อนไหวของพวกเธอพ่ายแพ้ต่อกองทัพที่พร้อมจะปราบปราม “พวกเราอาศัยการสื่อสารบนเว็บไซด์และข่าวต่างประเทศ”

การเซ็นเซอร์ข่าวนี้ทำให้แม้แต่บุคคลที่ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่าง ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ออกมาช่วยทำให้เรื่องราวของกลุ่ม ‘เสื้อแดง’ได้ปรากฎบนอินเตอร์เนท: ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต เป็นผู้เขียนหนังสือ 2 เล่มที่เป็นการสรรเสริญเยินยอทักษิณที่กำลังหลบหนี ทั้งๆที่เธอรับราชการเป็นทหารในกองทัพ

“สิ่งที่ดิฉันเห็นเกี่ยวกับพวก ‘เสื้อแดง’ บนจอโทรทัศน์นั้นไม่ใช่ความจริง มีเหตุการณ์มากมายที่ไม่ถูกนำเสนอ” ร.ท.หญิงสุณิสา วัย 34 ปี กล่าวขณะหยุดพักการบันทึกวีดีโอภาพกลุ่มคน ‘เสื้อแดง’ที่กำลังร้องไห้ด้วยความโกรธ ที่สนามหลวง พื้นที่โล่งที่ล้อมรอบด้วยวัดวาอารม และปราสาทราชวังเก่า “ประชาชนโกรธเพราะสิ่งที่หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์รายงานเกี่ยวกับพวกเขานั้นไม่เป็นความจริง”

ซึ่งฉากหลังสนามหลวง ที่ผู้หญิงวัย34กำลังร่ำไห้บอกเล่าเรื่องราวอยู่นั้น คือวัดวาอารามและปราสาทราชวัง"ประชาชนต่างเจ็บแค้นเพราะว่าหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ไม่ยอมบอกพวกเขาถึงความเป็นจริง"

ฟ้องด้วยภาพ สื่อจัดฉากโยนบาปเสื้อแดงเป็นผู้ร้าย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คุณปิงปอง บอร์ดประชาไท
21 เมษายน 2552

ข่าวสำคัญที่สื่อกระแสหลักส่งสารไปยังสาธารณชนพร้อมเพียงกันในเหตุการณ์ระหว่างวันที่13-14เม.ย.ก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ไปก่อเรื่องก่อเหตุวุ่นวายสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ชาวกรุงเทพฯหลายๆจุด จนชาวกรุงเทพฯต้องรวมตัวกันป้องกันตัวเอง และออกมากำหราบปะทะม็อบเสื้อแดงด้วยมือตนเอง จนนำไปสู่ความชอบธรรมในการล้อมปราบผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล แต่แกนนำการชุมนุมได้ชิงยุติการชุมนุมก่อนเพื่อเลี่ยงการนองเลือด

เหตุการณ์สำคัญตอนหนึ่งก็คือการโหมข่าวเรื่องม็อบเสื้อแดงนำรถแก๊สไปจอดไว้ใกล้แฟลตดินแดง ซึ่งสื่อกระแสหลักโหมเรื่องนี้ว่าทำให้ชาวแฟลตโกรธแค้นผู้ชุมนุม และเนื่องจากห่วงสวัสดิภาพของตนเอง กับต้องการปกป้องชุมชน จึงได้ออกมาจัดการพวกเสื้อแดงที่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้

การเผยแพร่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเรื่องนี้คือรายการเล่าข่าว เช่น ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ดำเนินรายการและประกาศข่าวโดย นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และ น.ส.กฤติกา ศักดิ์มณี วันที่ 14 เมษายน 2552 เวลาประมาณ 7.18 น.(ดูคลิปรายการ คลิ้กที่นี่ ) นายสุรยุทธ์ได้อ่านข่าวที่มีผู้ขับรถบรรทุกแก๊สมาจอดขวางที่ย่านแฟลตดินแดง เพื่อให้ทหารถอนกำลังออกไป และทำให้เกิดความตึงเครียดเพราะผู้พักอาศัยบริเวณดังกล่าวต้องการให้ผู้ชุมนุมย้ายรถแก้สออกจากชุมนุม เนื่องจากเกรงจะเกิดอันตราย และเกิดเหตุที่ น.ส.กฤตการะบุว่า “แรงถึงขนาดที่ มีชาวแฟลตดินแดงรายหนึ่งเป็นผู้ชายค่ะ เดินเข้าไปจิกผมของผู้หญิงที่ใส่เสื้อแดงคนหนึ่ง แล้วก็ลากถูลู่ถูกังไปกับพื้นนะคะ”

ต่อไปนี้เป็นบทรายงานข่าวช่วงดังกล่าว

สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา: คือบรรยากาศมันตึงเครียดครับ ท่านผู้ชมครับ เกิดการต่อว่าด่าทอกันพอสมควรด้วย

กฤติกา ศักดิ์มณี: แรงถึงขนาดที่ มันใช้เวลาหลายชั่วโมงแล้วอากาศก็ร้อนนะคะ แรงถึงขนาดที่ มีชาวแฟลตดินแดงรายหนึ่งเป็นผู้ชายค่ะ เดินเข้าไปจิกผมของผู้หญิงที่ใส่เสื้อแดงคนหนึ่ง แล้วก็ลากถูลู่ถูกังไปกับพื้นนะคะ เขาบอกว่ามีผู้หญิงเสื้อแดงอีกคนหนึ่ง ก็สูงวัยแล้วล่ะ ถอดเสื้อแดงออกมา เพื่อที่จะไปช่วยเพื่อนที่เป็นสุภาพสตรี นี่นะคะ มากันสองท่าน

แล้วเดี๋ยวจะมีผู้ชายคนหนึ่งจิกศีรษะของผู้หญิงที่อยู่ด้านหน้า ลากมากับพื้น สร้างความตกใจให้กับคนที่อยู่ตรงนั้นเป็นอย่างมาก และในที่สุดทหารก็ต้องมาช่วยกันแยกให้แยกย้ายกันไป แล้วก็ออกไป ยืนห่างกันสักพักใหญ่ๆ นะคะ

(เสียงจากเหตุการณ์)

สตรีเสื้อแดง (ผมยาวและผมสั้น): ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชน (ตะโกนอีกหลายคำ แต่ได้ยินเสียงไม่ชัด เพราะปล่อยเสียงพูด พร้อมเสียงบรรยายของ น.ส.กฤติกา)

กลุ่มชายชุดเขียว: พวกคุณน่ะพอแล้ว พวกคุณน่ะพอแล้ว พวกคุณน่ะพอได้แล้ว ตายที่ไหน
สตรีเสื้อแดง (ผมสั้น): ทหารน่ะพอได้แล้ว
กลุ่มชายชุดเขียว: พวกคุณเผารถทำไม ถามสิคุณเผาทำไม คุณเผารถทำไม
สตรีเสื้อแดง (ผมสั้น): แล้วทหารยิงประชาชนทำไม
กลุ่มชายชุดเขียว: ยิงที่ไหน เผาทำไม พยานเยอะแยะอยู่ไหน
สตรีเสื้อแดง (ผมสั้น): อย่าๆ คุณอย่า
กลุ่มชายชุดเขียว: เผาทำไม เผาทำไม ใครยิงดูหลักฐานหน่อย
สตรีเสื้อแดง (ผมยาวและผมสั้น): สื่อไม่มีประชาธิปไตย ไม่ได้ยิงขึ้นฟ้า พวกกูตายเจ็บ พวกกูไม่ใช่คนหรือไง (แย่งกันพูดทั้งสองคนทำให้แยกไม่ได้ว่าเสียงใคร)
สตรีเสื้อแดง (ผมยาว): มึงจะเอาหลักฐาน หรือมึงจะไปกับกูที่ทำเนียบ
ชายชุดเขียว (ปรากฏในภาพ): ไปทำเหี้ยอะไร

รายการข่าวตัดเสียงบรรยากาศ เป็นเสียงผู้ประกาศข่าวต่อ)

สรยุทธ์: นี่แหละฮะท่านผู้ชมฮะ ช่วงที่มีการเผชิญหน้ากันนะครับ ด้วยคำพูด ช่วงนี้แหละฮะ ที่มีการจิกผม และอีกคนหนึ่งก็ถอดเสื้อเข้าไปช่วยนะครับ
กฤติกา: ใช่ค่ะ

รายการข่าวแทรกเสียงบรรยากาศ ช่วงที่มีการจิกศีรษะผู้หญิง และเป็นเสียงผู้ประกาศข่าวต่อ)

กฤติกา: เป็นเรื่องของอารมณ์จริงๆ นะคะ
สรยุทธ์: ความกลัวด้วยครับท่านผู้ชมฮะ นี่แหละฮะ…

จากนั้นนายสรยุทธ์ ได้กล่าวว่าในช่วงเหตุการณ์ตึงเครียด ที่มีการขับรถบรรทุกแก๊สมาจอดที่แฟลตดินแดง ได้มีชายคนหนึ่งสวมชุดแบทแมน มาลดความตึงเครียดของคนลง และเบนความสนใจของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทำให้เจ้าหน้าที่ กทม. อาศัยโอกาสนี้สามารถขับรถบรรทุกแก๊สออกจากจุดดังกล่าวได้

นอกจากนั้นมีรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของประเทศคือลงภาพข่าวหน้า1ของไทยรัฐในฉบับวันรุ่งขึ้น(14เม.ย.)

คุณปิงปอง นามแฝงของสมาชิกประชาไท ได้จับผิดข่าวนี้และตั้งกระทู้ในบอร์ดประชาไทว่า ความจริงแล้วภาพเหตุการณ์ที่ชาวบ้านแฟลตดินแดงป้องกันตัวเองด้วยการจิกหัวม็อบเสื้อแดงนั้น ไม่ได้เกิดเหตุที่ย่านแฟลตดินแดงแต่อย่างใด แต่เหตุเกิดที่ซอยราชปรารภ12 คือบริเวณย่านประตูน้ำ ที่สำคัญชายที่ไปจิกหัวม็อบเสื้อแดง ก็อาจไม่ใช่ชาวบ้านด้วย เพราะเขาคนนี้สะพายกล้องแบบนักข่าว แต่มีการตัดต่อลบภาพกล้องออกตอนลงหน้า1ไทยรัฐ

โปดดูภาพเหล่านี้ (คลิกที่ภาพเพื่อขยายใหญ่ขึ้น)




ภาพข่าวจากไทยรัฐ-ไทยรัฐนำเสนอภาพข่าวว่า ชาวบ้านแฟลตดินแดงไม่พอใจม็อบเสื้อแดงที่นำรถแก๊สมาจอดใกล้แฟลตดินแดง จึงทนไม่ไหว ยกพวกออกมาลุยม็อบ โดยในภาพชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีเขียวจิกหัวผู้หญิงเสื้อสีแดง โดยมีเจตนาให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุเกิดที่ย่านแฟลตดินแดง


ภาพเผชิญหน้าจากช่อง3-ภาพเหตุการณ์ที่ช่อง3นำเสนอคือชายเสื้อเขียวคนนี้มีสายคล้องคอกำลังจ้องหน้าผู้หญิงเสื้อแดงก่อนจะเกิดเรื่องจิกหัว


ภาพมุมกว้างช่วงเกิดเหตุ-จะพบว่าสถานที่เกิดเหตุจริงๆนั้นอยู่แถวประตูน้ำ ตรงซอยราชปรารภ12 เหตุการณ์จริงคือผู้หญิงเสื้อแดง2คนเข้าไปต่อว่ากองทหารที่ปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง จากนั้นชายเสื้อเขียวตามเข้าไปก่อเหตุจิกหัว


ราชปรารภ12กับดินแดง-จะพบว่าสถานที่เกิดเหตุจริงคือราชปรารภ12กับแฟลตดินแดงอยู่ห่างกันมากพอสมควร มากจนสื่อไม่มีเหตุที่จะต้องโยนบาปให้คนเสื้อแดงว่านำรถแก๊สไปจอดใกล้แฟลตดินแดง ทำให้ชาวแฟลตต้องลงมาจิกหัวคนเสื้อแดง



ภาพจริงก่อนลงไทยรัฐ-ภาพจากโทรทัศน์ชี้ว่าชายเสื้อเขียวที่จิกหัวผู้ชุมนุมหญิงเสื้อแดงนั้นมีกล้อง และสะพายกระเป๋ากล้องอยู่ แต่พอนำไปลงไทยรัฐมีการลบภาพกล้องกับกระเป่ากล้องออก...เป็นไปได้ไหมว่าชายคนนี้อาจเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์เสียเอง และสื่อได้กุข่าวขึ้นมาเพื่อหวังจะป้ายสีคนเสื้อแดง เพื่อสร้างความโกรธแค้นเกลียดชังต่อสาธารณชน และเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการปราบปรามเสื้อแดง

19 เมษายน 2552

สื่อบิดเบือนเรื่องสาเหตุการจิกผมสตรีเสื้อแดงสองท่าน

19 เมษายน 2552

คุณ ปิงปอง จากประชาไท ได้จับผิดการบิดเบือนของสื่อที่แสดงภาพสตรีเสื้อแดงสองคนที่ถูำกจิกผมโดยชายเสื้อยืดสีเขียวคนหนึ่งว่า เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงออกมาต่อต้านคนเสื้อแดง



โดยข้อเท็จจริงแล้วเหตุการณ์การทำร้ายหญิงเสื้อแดงสองคนนั้นเกิดขึ้นที่บริเวณปากซอยราชปรารภ 12




อีกทั้งมีการลบภาพกระเป๋าสะพายกล้องออก โดยจงใจหวังผลเพื่อให้ข่าวนั้นสมจริงว่าเป็นชาวบ้านบริเวณนั้น ทั้งๆที่ไม่ใช่





หมายเหตุ: จดหมายจากทหารยืนยันว่าไม่ใช่ทหาร แต่เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งที่อยู่บริเวณนั้น และไม่ใช่ชาวบ้าน

ก่อนอื่นขอขอบคุณครับที่สอบถามข้อเท็จจริงมา ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่ผมที่ทำร้ายผู้หญิงอย่างที่เป็นข่าวใน web ต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของคนเสื้อแดง ในวันน้ันผมปฏิบัติหน้าที่ในการยุติความรุนแรงและสลายการชุมนุมใน พท.ดินแดงและ ถ.ราชปรารถ โดยแต่งเครื่องแบบทหารตามรูปที่แนบมาให้ดู ผมอยู่กลุ่มกลางภาพทางขวามือ ให้สังเกตที่ที่ข้อมือซ้ายของผมจะใส่นาฬิกาสายแสตนเลส ส่วนผู้ชายในรูปที่คุณส่งมาให้ดูจะใส่นาฬิกาสายหนังหรือพลาสติกสีดำ และส่วนสูงของผมและผู้ชายคนดังกล่าวก็แตกต่างกันมาก เพราะผมสูงประมาณ 164 ซม. ส่วนผู้ชายในรูปน่าจะสูงไม่ต่ำกว่า 170 ซม. วันน้ันผู้ชายคนน้ันเป็นกลุ่มสื่อมวลชนที่ไปทำข่าว ผู้หญิง 2 ท่านที่มาประท้วงหน้าแถวทหารห่างจากพวกผมประมาณ 50 เมตร และมีการโต้เถียงกันจนเป็นเหตุดังกล่าว

และที่สำคัญครับ ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในพื้นที่น้ัน สวมเครื่องแบบทหารชุดฝึกเต็มรูปแบบ ไม่มีใครใส่นอกเครื่องแบบ เพราะเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เน้นย้ำ...

คิดว่าคุณคงได้รับคำตอบที่ชัดเจน และถูกต้องแล้วน่ะครับ อย่างไรช่วยชี้แจงให้ทุกท่านที่เข้าใจผิดทราบด้วยครับ เพื่อยุติความขัดแย้งต่อกันของคนในชาติ เพราะพวกผมอยากทำงานเสียสละให้ชาติมากกว่าการทำหน้าที่อย่างวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา....

ด้วยความเคารพ

พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7755737/P7755737.html

รายงาน : บันทึกคำพูดของคนในเหตุการณ์เมษาเลือด

โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์ พิมพ์และลำดับเหตุการณ์โดย คิม ไชยสุขประเสริฐ
ที่มา ประชาไท

ในตอนท้าย เมื่อหมวดเจี๊ยบได้ทราบว่านักข่าวที่กำลังให้สัมภาษณ์ คือประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) หมวดเจี๊ยบซึ่งให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตาที่ซึมและไหลเป็นระยะอยู่แล้วได้ซบหน้าร้องไห้ที่ไหล่ของนักข่าวผู้นั้น

“มีคนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”


ประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวThe Nation ฝาก ‘เสียง’ จากหลายฝ่ายในเหตุการณ์ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาให้ผู้อ่านพิจารณาทบทวนด้วยสติ โดยหวังว่า สังคมจะหาวิธีจัดการกับปัญหาการเมืองอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตยได้

7 เมษายน 52 ขณะที่ขบวนรถของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังเดินทางกลับจากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและตรวจเยี่ยมสถานที่จัดการ ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน +3 และ +6 ที่โรงแรมรอยัลคลิฟท์บีชรีสอร์ท พัทยา เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่รัฐสภา ได้ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มาชุมนุมขับไล่จอดรถจักรยานยนต์ขวางกลางทางไว้ไม่ให้เดินทางต่อไป

8 เมษายน 52 นปช.เสื้อแดงชุมนุมใหญ่เพื่อล้มรัฐบาล

“พี่อยากให้นักหนังสือพิมพ์ มีความเป็นธรรม เขากำลังถูกครอบงำ”
ผู้หญิงคนหนึ่งถือป้ายมีข้อความว่า “อำมาตย์กดขี่ความเป็นมนุษย์มานานแสนนาน”

ช่วงบ่ายของวัน

ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ผู้ชายยืนอยู่บนหลังรถ 6 ล้อ “ข้อเรียกร้องเปรมคือว่า ก.ลาออก ข.ออกไป ค.อย่าอยู่เลย ง.ถูกทุกข้อ”

จักรภพ เพ็ญแข 15.40 น. วันเดียวกัน “ประชาชนจะหาทางปฏิรูปการเมืองด้วยตัวเอง”

...

“โทษครับ อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร”

นายสุรพันธ์ ชายเสื้อสีแดงซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นอดีตช่างซ่อมแอร์ ถามผู้เขียนที่ร้านกาแฟซึ่งตั้งอยู่บริเวณตีนสะพานเทเวศร์นฤมิตร ตอน 4 โมงเย็น

“... ไม่ใช่ผมชอบกดดันอะไร แต่ว่าไม่ใช้วิธีนี้ ไม่มีทางต่อสู้ ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ยอม โดยเฉพาะป๋าเปรมไม่ยอมแน่” สุรพันธ์กล่าว

...

เสียงจากโทรโข่ง ดังจากบริเวณหน้าสะพานเทเวศร์ฯ ตอน 5 โมงเย็น ขณะที่กลางสะพานเต็มไปด้วยคนเสื้อแดง

“วันนี้เราจะสู้ แม้จะไม่ได้ชัยชนะโดยทันที บอกต่อๆ ไป โทรไปบอกพี่น้อง”


9 เม.ย.52 แท็กซี่ปิดอนุสาวรีย์ชัยฯ ม็อบเสื้อแดงดาวกระจาย กต.-กองบัญชาการกองทัพบก-ปชป.
...

10 เม.ย.52 ม็อบปะทะเสื้อน้ำเงินที่พัทยา เปิดถนนอนุสาวรีย์ชัยฯ

ผู้นำเสื้อแดงจบปริญญาเอกจากมหาวิทยายาลัยแถวหน้าของอเมริกา ซึ่งยึดพื้นที่ชุมนุมอยู่หน้าโรงเรียน โรงเรียนพิบูลย์ประชาสรรค์ ปิดถนนราชวิถีช่วงตรงข้ามแฟลตดินแดง

“ไอ้สามเกลอมันเผด็จการทางความคิด แท็กซี่ขึ้นกับชินวัฒน์ (หาบุญพาด) ไม่ใช่คนดีเด่นอะไร คนธรรมดา แต่เขาฟังคนที่นี่และมีพัฒนาการ สู้วันนี้มันเกินกว่าสามคนนั้นไปแล้ว พวกนั้นมันเผด็จการ ทะเลาะ (กับแกนนำอีกคน) อย่างรุนแรงคืนวันที่ 8 ชินวัฒน์น้อยใจไม่เคยเจียดเวลาให้ ขึ้นเวที (เสื้อแดง) ตี 4 ตี 5 พวกนี้เขาไม่ยอมน่ะพอไอ้สามเกลอเรียกให้ (กลับ) ไปที่ทำเนียบ (พวกที่อยู่ราชวิถีและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ)”

“ตอนนี้ชาวบ้านเขาไม่สนใจว่าไอ้สามคนทำไง ถ้าสู้แล้วเขาแพ้ก็ไม่แล้ว เขาเหนื่อยมาก เขาไม่ได้สู้เพื่อทักษิณหรือสามเกลอ มันบอกให้ทุกคนยกเลิกการปิดถนน เราไม่ (กลับทำเนียบ) เพราะว่าเราให้เครดิตกับแท็กซี่เขา”

ผู้นำที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติคนนี้ถูกถามจากผู้เขียนว่า “พวกคุณกำลังต่อสู้เพื่อทักษิณหรือไม่”

เขาตอบ “เป็นคำถามที่ไม่แฟร์ ทักษิณโกงกินหรือไม่โกงกินไม่รู้ ต้องพิสูจน์กัน ต้องพิสูจน์ด้วยกระบวนการกฎหมายแต่ตอนนี้มันไม่เวิร์ก และทักษิณมาจากการเลือกตั้ง มาจากเสียงส่วนใหญ่ ถ้าใครจะใช้ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องยอมรับ”

“คือเราอยากใช้ทักษิณเป็นเครื่องมือ... ถามว่าจะมีใครกล้าออกมาพูดแฉ (แบบทักษิณ) ไหม มีคนบอกว่าทักษิณใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ แต่ประชาชนเขาไม่สนใจ แต่เพราะเขาต้องทนต่อการต้องอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตย์ เขาทนไม่ได้ การทำรัฐประหารล้มรัฐบาลไม่ถูกต้อง ทำไมไม่เคยเห็นหัวประชาชน”

“เรามีประชาชนจากทุกส่วนมาร่วม ขับรถตุ๊กตุ๊ก จบมหาวิทยาลัยท็อปเท็นของโลก สังคมไทยกำลัง Distort (บิดเบือน) ทุกอย่าง สังคมของคุณล้าหลัง ไม่ก้าวหน้ากว่าคนข้างถนน คุณไม่มีความเป็นประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ในส่วนนี้ถูกแย่งคืนโดยตำรวจในคืนวันนั้นเอง...

...

ผู้หญิงจากกลุ่มแดงก้าวหน้า ซึ่งกลายเป็นผู้นำตามธรรมชาติ ของผู้ชุมนุมบริเวณถนนราชวิถี

“ไอ้แกนนำ 3 คนไม่ดูแล กลางดึกพันธมิตรมาป่วนตีและต้องสู้ตำรวจ เขาไม่ไว้ใจไอ้สามเกลอ มันหลอกแดกทักษิณหรือเปล่าตอนนี้ ทักษิณเป็นเครื่องมือของคนเสื้อแดง”

“... สังคมมันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถ้าคุณยอมรับการปฏิบัติของพันธมิตรได้ ก็ต้องยอมรับตรงนี้ได้”

“ประชาชนถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า”
(ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายใดๆ เกิดขึ้น)
...

20.50 น.
พี่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายแดงก้าวหน้า “หนีบจักกะแร้ทักษิณเรื่อยๆ มันไม่เวิร์ก”

11 เม.ย.52 ล้มประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่พัทยา
ไม่มีบันทึกคำบอกเล่า เพราะผู้เขียนไม่ได้เดินทางไป

12 เม.ย.52 อริสมันต์ถูกจับ รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากนั้นมีเหตุการณ์ปะทะที่มหาดไทย

19.05 น.

คลื่นวิทยุTAXI 107.5 MHz

“รัฐบาลชุดนี้จะทำร้ายประชาชนเป็นที่แน่นอนแล้ว เชิญครับพี่น้อง ไปที่ทำเนียบรัฐบาล ใส่เสื้อแดงไปรวมพลังนะครับ หยุดสงกรานต์กันสักวัน”

19.15 น.

คลื่นวิทยุ 107.5 MHz มีเสียงคลื่นระหว่างสัญญาณวิทยุของคนเสื้อแดงและรัฐบาล

“ขอให้ปิดถนน ประชาชนต่างจังหวัดปิดถนน ศาลากลาง ... ขณะนี้คนทั้งประเทศรุกแล้ว ไม่มีอะไรสูญเสียมากกว่านี้แล้ว”
...

20.03 น.

เวที นปช.ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ขอให้เป็นตำรวจของประชาชน”
ตำรวจจำนวนหนึ่งขึ้นเวที เข้าร่วมกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง)

ตำรวจ ทหาร ตรึงกำลังสี่แยกบริเวณสวนจิตรฯ และวัดเบญจมบพิตร

21.50 น.

ผู้ชายบนรถกระบะพูดผ่านโทรโข่ง
“วันนี้สื่อของรัฐบิดเบือน คนมาชุมนุมเป็นแสนก็บอกมา 2 หมื่น สื่อไม่ต้องเป็นกลาง แต่ต้องเสนอความจริง”
...

เวลาใกล้เที่ยงคืน

รถบัสเปิดเครื่องตลอดเวลาหลังเวที
จรัล ดิษฐาอภิชัย ให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศและผู้เขียน (การถามตอบเป็นภาษาอังกฤษ)
“จะจบยังไงไม่มีใครรู้ แม้แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่รู้”
“พรุ่งนี้เป็นวันสงกรานต์ ถ้ารัฐบาลต้องการสงกรานต์เลือดก็เข้ามาเลย”
“ตอนนี้ประชาชนพูดถึงการปฏิวัติประชาชน ประชาชนต้องการการปฏิวัติ แต่มันไม่ง่าย”
“... เราต้องปฎิบัติตามความเห็นของพลังมวลชน”
...
จักภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์ต่อมา
“นี่คือสงครามประชาชน (People War) ไม่ใช่สงครามกลางเมือง (Civil war)”
...
00.45 น.

แยกสนามม้านางเลิ้ง (ก่อนเกิดการปะทะที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง)
ผู้ชุมนุมเสื้อแดงตะโกนบอกเพื่อนว่า “ไม่ให้ส่งกำลังไปเสริมดินแดงแล้ว ตอนนี้มีประมาณพันคนแล้ว”
แล้วตะโกนตาม “พวกเราสู้ไม่สู้!”

“สู้!” เสียงตะโกนตอบ

13 เม.ย.52 ทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง นปช.ใช้รถแก๊สตั้งกลางเมือง

05.15 น.

คลื่นวิทยุ 107.5 MHz

“เป็นสงครามที่ทำให้บ้านนี้เมืองนี้มันดีขึ้น อภิสิทธิ์คือทรราชตัวจริงเสียงจริง”

เสียงหมอเหวง

“วันนี้เป็นวันปีใหม่ นั่นหมายความว่าเรามีชีวิตใหม่ ศักราชใหม่ ชีวิตเก่าจบไปแล้ว จบอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วงครับ ผมประเมินว่ามันไม่กล้าปราบแน่นอน
...
05.30 น.

ที่แยกอุรุพงษ์มีการเผายาง ฟ้ายังไม่สางดี เสียงปืนดังขึ้นบนท้องฟ้าเป็นระยะ
ผู้คนบริเวณนั้นต่างตะโกน

“มาแล้ว!”

“รัฐบาลมันเหี้ย! ประชาชนไม่มีอะไรเลย”

“ทุกคนสู้!”

“ทหารมันฆ่าประชาชน!”

05.50 น.

ประชาชนมีเพียงเสื้อแดงไม่ถึง 30 คน พากันคว้าไม้บริเวณนั้น เตรียมพร้อม

ตำรวจนอกเครื่องแบบอาสาขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งผู้เขียนที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง
“ออกเวรโดนปลดอาวุธหมดทุกคน”

ผู้เขียนถามว่าตั้งแต่เมื่อไหร่

“ช่วงรุนแรงนี้แหละ”

“ถ้าไม่มีใครออกมายอมแพ้ก็ไม่จบ เพราะแกนนำเขาไม่ให้จับตัวอยู่แล้ว ทั้งพันตรี พันโท นายตำรวจเขาดูอยู่แล้ว”
...
06.00 น.
แยกสามเหลี่ยมดินแดงได้ยินเสียงโห่ เสียงปืนเป็นระยะ

ผู้เขียนพยายามเดินเข้าไปบริเวณหน้าโรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ถนนราชปรารภ (สามเหลี่ยมดินแดง) แต่ถูกไล่โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรม

“พี่ออกไปก่อน ผมหนักใจครับ”

เสียงปืนดังขึ้น ผู้เขียนเห็นนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกหลบลงที่บริเวณฟรอนท์เดส (front desk)

“คุณหยุดพูดเลย ผมจะไปเดี๋ยวนี้” ผู้เขียนโต้ตอบออกไป
...
ผู้หญิงเสื้อแดงบริเวณนั้น

“มันโหดจริงนะ เขาจะเอาศพผัวมันยังไม่ให้ พวกนี้เขามาด้วยใจจริงๆ นะ”

“ตี 4 มันมาเป็นชุดเลย เสียงปืนเหมือนกับห่าลง ถูกยิงตายไปหลายคนแล้ว”
...
ไพโรจน์ สมใจเพ็ง ชาวกาญจนบุรี คนขับแท็กซี่ที่รับผู้เขียนหลบออกไปจากบริเวณนั้นชั่วคราว

“สะใจเลยครับ เพราะเมื่อคืนนี้ม็อบเสื้อแดงถือไม้ถืออะไร แต่ม็อบไม่มีแกนนำทำโดยพลการ ผมว่าทหารทำถูกแล้วน่ะ แต่ไม่มีคนตาย”

“... อยากถามว่าเขารักในหลวงบ้างไหม ...เขารักทักษิณมากกว่าในหลวงแล้วนะ เขาเผาเพื่อปลุกระดม”

ก่อนลงจากรถ แท็กซี่บอกว่า “ผมมีเสื้อสีเหลืองอยู่ในตู้”
..

6.40 น.

พระภิกษุรูปหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าทหารที่มีอาวุธครบมือประมาณ 200 นาย ด้วยระยะห่างไม่ถึง 15 เมตร
“อย่าเข้ามาปะทะกัน จงยิ้มให้กัน เราเป็นคนไทย พี่ น้อง ที่สู้เพื่อประชาธิปไตยได้ต่อสู้และล้มตาย ขอศพคืนให้เขาด้วย”
...
6.50 น.

ทหารคนหนึ่งพูดกับเพื่อน “มันไม่กล้ามาหรอก”

คนเสื้อแดงตะโกนโต้ “เดี๋ยวเจอกัน!”

นายทหารยศพันโทจากอรัญประเทศซึ่งคุมกำลังทหารอยู่บริเวณนั้น ตอบคำถามที่ว่าทำไมต้องมาอยู่ตรงนี้

“ตรงนี้เขาปิดถนน ตรวจคน ประชาชน กลายเป็นบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย มันเสียหายทุกอย่าง แม้กระทั่งการประชุมเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เขายังทำได้ ทุกคนเรียกร้องแต่สิทธิแต่ไม่รู้จักหน้าที่”
...
อีกด้านหนึ่งในบริเวณเดียวกันนั้น

ไพรวัลย์ เพชรพินิจ คนเสื้อแดงจากสระแก้วบอกกับผู้เขียนว่า

“ผมเห็นคนขับรถเมล์โดนยิง คนขับฟุบพวงมาลัย แต่พวกเราโดนรุกก่อน”

“ยิงปืน M16 ใส่ระดับขา ระดับตัว ยิงขึ้นฟ้าก็มี”

ผู้หญิงเสื้อแดง

“ช่วยประชาชนด้วยค่ะ อย่างน้อยอย่าให้เขาตายฟรี”

นักข่าวต่างประเทศ

“นี่คือสงครามกองโจร (จรยุทธ์)”

“พวกเขา (ทหาร) รู้สึกตึงเครียด เดี๋ยวเด็กเหล่านี้ก็ต้องยิงใครเข้าสักคน”
...
9.21 น.
ตำรวจจราจรหญิงที่อนุสาวรีย์ชัย

“เขาใช้ปืนสลายม็อบมันไม่ถูกอยู่แล้ว ตำรวจ (เคยทำตอน 7 ตุลาคม) ก็เป็นแพะ มันมีคดีตัวอย่าง ตอนนี้ทหารก็เป็นแพะ”

วิมล คนขายเสื้อยืดบริเวณนั้นเข้ามาร่วมวงคุย และบอกว่า

“แก้ปัญหาโง่ๆ เอากำลังมาชนกัน ... ไม่จบหรอกครับ มันก็คล้ายๆ กองโจรกระจายไปทั่ว ... คุณลาออกแล้วเลือกตั้งใหม่ 3 เดือน คุณไม่มีปัญหา”

“รักชาติใครก็พูดได้ แต่สำนึกรักชาติมีไหม รักแต่ตนเอง ฝั่งนี้ก็ผลประโยชน์ ฝั่งนั้นก็ผลประโยชน์”
..
10.40 น.
โทรศัพท์จาก หญิงเสื้อแดงผู้นำตามธรรมชาติ ของผู้ชุมนุมบริเวณถนนราชวิถีซึ่งได้พูดคุยด้วยเมื่อ 2 วันก่อน

“... รู้สึกตอนนี้หดหู่ เขาหาว่าม็อบรับเงิน ทำไมสื่อไม่ค่อยมีปัญญา”
...
บริเวณแยกศรีอยุธยา ชายเสื้อแดงบนหลังรถปิ๊กอัพ

“มันต้องการให้ประเทศไทยลุกเป็นเพลิง เราก็จะสนองมัน”

หลายจุดรอบๆ ยางเผาไหม้อยู่ รถที่ถูกยึดจอดอยู่เป็นจำนวนมาก
...
14.50 น.

1 ใน 5 แกนนำ ขอไม่ออกนาม ตอบคำถามกรณีอาจเกิดไฟไหม้

“เตรียมไว้ทุกอย่างแล้ว และคอนโทรลไม่ได้ ประชาชนตายแต่สื่อไม่ยอมออก”
..
ตกเย็น เดินสวนกับคนเสื้อแดงรุ่นเก๋า ที่เป็นที่รู้จักกันอีกคนหนึ่ง

“นี่คือการเริ่มต้นของการสิ้นสุดของ...”
...
18.25 น.

เพชรบุรีซอย 7 มัสยิด ดารุลอะมาน หลังจากที่กลุ่มคน (ใส่) เสื้อแดงบุกเข้าไปยิงและพยายามเผามัสยิด

เสียงผู้นำชุมชนพูดผ่านโทรโข่งกับกลุ่มชาวบ้านชายร่วม 100 คน ที่ออกมายืนริมถนน

“ขอให้เราเดินหน้าก้าวฝ่าปัญหาไปพร้อมๆ กัน”

ชายชาวบ้านอีกคน

“เอาเถอะ ให้มันเสร็จๆ ในวันนี้ดีที่สุด”

“ถามว่าเป็นแดงแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่มือที่ 3 ใช่ไหม”

“ไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ ล้านเปอร์เซ็นต์ครับ และเขากำลังนมัสการอยู่ อยู่ดีๆ คุณไปไล่ตีเขา เผารถเมล์ทำไปไม่รู้กี่คัน” คนในชุมชนตอบ

14 เม.ย.52 รัฐกดดัน นปช.ยุติการชุมนุม
12.50 น.
หลังประกาศยอมสลายการชุมนุมและย้ายออกจากบริเวณทำเนียบ

กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน ที่ได้เปลี่ยนไปสวมเสื้อสีอื่นแล้วเกือบทั้งหมดยืนอยู่ใกล้โลหะปราสาทบริเวณสะพานผ่านฟ้า

ชายคนหนึ่งในกลุ่มตะโกน

“สื่อไทยเชื่อถือไม่ได้ เพราะปิดข่าวบิดเบือน”

ชายอีกคน

“ไอ้พวกหมานี่ไป! ไอ้...แม่! ประชาชนไม่มีปืนหรอก”

อีกคน

“ผมบอกให้นะสงครามมันอีกยาว ถ้าเป็นแบบนี้ วันนี้มันไปอาศัยเสื้อเหลืองเข้ามา ตอนนี้ผู้นำของเราเขาทำถูก (ที่ยอมสลายม็อบบางส่วน) เขารักษาชีวิตพี่น้องของเรา เพราะเราทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ยอมเขาก็จะใช้กำลังปราบ ตอนนี้เราจะกลับบ้านทั้งหมด”

อีกคน

“ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะไปรวมตัวที่สนามหลวง ความไม่พอใจจะขยายตัวไปทั่วประเทศ และผู้นำ (รัฐบาล) จะไปไหนได้ไหม”

คนกลุ่มนี้ยืนด่าทหารที่ตั้งแถวยืนขวางอยู่ตรงกลางสะพานผ่านฟ้ากว่า 200 นาย

“ไอ้เหี้ย! กลับบ้านไป!”

“ไปอยู่ใต้ไป! จะได้โดนตัดหัว”

“ไปใต้ไป! ไปใต้ไปโดนระเบิดคาร์บอม”
...
13.30 น.

ที่สนามหลวง

คนที่สนามหลวงชุมนุม

“ต้องมาเริ่มกันใหม่ เราไม่ยอมอยู่แล้ว ความยุติธรรมไม่มี เผด็จการอย่างนี้มันไม่ได้หรอก”

คนเสื้อแดงที่สวมเสื้อน้ำเงิน

“ถามสิ ไม่มีใครยอมรัฐบาลนี้และนักการเมือง ทุกคนเกลียด”

ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่ม

“ฉันไม่เกลียด แต่ฉันไม่ชอบสังคมที่ไม่มีความยุติธรรม”

อีกคน
“สื่อไทยเชื่อใจไม่ได้แล้ว สื่อ(แดง)ทุกอย่างปิดหมดเลย”

“พ่อ แม่ หัวใจของความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ความไม่เป็นธรรมที่มารังแกเรา ทหารต้องไปต่อสู้กับอริราชศัตรูใช่ไหม”

ผู้หญิงอีกคนพูดทั้งน้ำตา

“ช่วยพวกเราด้วย เขาฆ่าคน เขาเอาศพไป รัฐบาลบอกไม่ได้เอา... เขาโกหก”

เสียงตะโกนขึ้นมา

“เสน่ห์ จามริกอยู่ไหน”

บริเวณนั้นมีพระรูปหนึ่งถือป้าย “รัฐฆ่าพระ รัฐฆ่าประชาชน”

มีเสียงตะโกน
“ออกไป”

“ประเทศไทยเป็นของประชาชน”

อีกป้ายหนึ่ง “นายกฯ เปื้อนเลือด ไม่เอา!”

“ถ้าไม่มีเนวิน (ชิดชอบ) ออกมา ไม่มีเลือด ... ไอ้สัตว์เนี่ยลงทุนไปเยอะ” ผู้หญิงอีกคนตะโกน

16.14 น.
กลับไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ทหารวิ่งไล่กลุ่มคนที่รวมตัวอยู่บริเวณสะพานผ่านฟ้าแตกกระเจิงมาตามถนนราชดำเนินมุ่งไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ผู้เขียนถามทหารปืนใหญ่ผู้หนึ่งในกลุ่มว่าเรื่องจะจบได้ยังไง

“ผมว่ายาก คนเรามันเห็นไม่ตรงกันแล้ว” เขาตอบ

เสียงโทรโข่งจากทหารที่สั่งทหารชั้นผู้น้อยดังขึ้น

“ทหารต้องมีวินัยนะครับ อย่าไปตกใจ”

แดงตะโกนตอบ
“ควาย!”

“ยอมหมดแล้ว”

“พระยังฆ่า”

ทหารพูดผ่านโทรโข่ง
“ใครไม่เกี่ยวหลบไป หลบนะ ถ้าไม่หลบถือเป็นพวกเดียวกัน”

จากนั้นทหารกว่า 200 นายก็วิ่งเป็นแถวผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไป

หลังจากวิ่งไประยะหนึ่งก็หยุด เสียงทหารนายหนึ่งด้านหน้า พูดกับทหารชั้นผู้น้อย

“เราปฏิบัติตามหลักสากล อาชีพ เข้าใจคำว่ามืออาชีพไหม”

และสั่งอีกว่า “พร้อมแล้วปฏิบัติได้!”

ทหารผู้น้อยคนหนึ่งตะโกน
“อย่าไปทำเขาแล้วกัน”

อีกคน

“ให้กลับบ้านพอ”

กลุ่มทหารหยุดอยู่ที่ช่วงหนึ่งของถนนราชดำเนินกลาง เพราะพบเด็กวัยรุ่นอายุราว 15 ปีคนหนึ่งนั่งอยู่มีลักษณะคล้ายคนเมายา จึงนำไปตรวจสอบว่าเป็นเสื้อแดงหรือไม่

เมื่อพบว่าไม่ใช่จึงปล่อยตัว และกำชับว่า
“อย่าไปร่วมกลุ่มเขานะ”
...
ฝั่งตรงข้ามของกองสลาก ชาวบ้านคนหนึ่งพูดด่าเสื้อแดง
“มันไม่ใส่เสื้อแดงแล้ว แต่คำพูดมันเรารู้ เมื่อกี้มันบอกทหารยิงประชาชน ไอ้เหี้ย!”
..
17.00 น.
ที่สนามหลวง

ตำรวจกว่า 100 นายตั้งแถว และพยายามเคลื่อนเข้าใกล้กลุ่มผู้ชุมนุมราว 2-3 ร้อยคน ที่อยู่บริเวณนั้น ขณะนี้พวกเขาไม่ได้ใส่เสื้อสีแดงแล้ว แต่ยังคงพากันตะโกนด่าตำรวจ

ชายคนหนึ่ง

“ชาวนามันโง่ มันโง่ แล้วชาวนาก็รักพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน”

บรรยากาศค่อนข้างสับสน ไม่รู้ว่าใครเป็นแดงแท้แดงไม่แท้ มีผู้ชายคนหนึ่งพยายามบอกให้กลุ่มคนที่มาชุมนุมหยุดด่าตำรวจ จึงถูกตั้งคำถาม

“แล้วคุณเสื้ออะไร?”

ชายเสื้อฟ้าคนนั้นตอบ

“แหมมาถาม ผมเสื้อสีอะไร ผมอยู่ 2 ทุ่ม ถึง ตี 4 (ที่ทำเนียบ) ตำรวจไม่ล็อกเราก็ดีอยู่แล้ว เขาจับเราเขาก็จับได้”
...
17.10 น.
ตำรวจตั้งแถวแล้วเดินออก ผู้คนตบมือ ตะโกน

“ซ้าย ขวา ซ้าย”

ผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับนักข่าวต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
“คุณรู้ไหมเมืองไทยอยู่ภายใต้เงามืด”

ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
“นั่นมันสื่อไทยหรือเปล่า ถ้าสื่อไทยอย่าพูดให้เปลืองน้ำลายเลย ทีวีไทยโกหกทั้งนั้น”

ผู้ชุมนุมพากันมุงดูรูปที่อ้างว่าเป็นรูปของผู้ชุมนุมที่ถูกยิงตาย
...
17.30 น.
ตำรวจเดินแถวเข้ามาประชิดใหม่ เอากล้องวิดีโอมาบันทึกภาพผู้ชุมนุม ส่วนผู้ชุมนุมก็ได้หยิบกล้องมือถือมาออกมาบันทึกภาพตำรวจกลับไป พร้อมตะโกน

“ออกไป” และมีการนำรูปที่อ้างว่าเป็นศพเสื้อแดงไปให้ตำรวจดู

ชายคนหนึ่งตะโกน
“พวกกูใช่คนไทยหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ เหยียบเลย”

“คนไทย นี่ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ แล้วจะไปอยู่ที่ไหนวะ”

อีกคน
“ตำรวจอยู่ข้างประชาชนเลย”

อีกคน
“ที่พัทยาเราไม่โดนตีเพราะตำรวจ ตำรวจเพื่อนประชาชนครับ”

ช่างภาพชาวเยอรมันพูดกับผู้เขียน
“ถึงแม้คนเหล่านี้จะเลือกนายกฯ ที่คนอื่นไม่ชอบ แต่ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะทำ นี่คือจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย แต่มันถูกขยี้จนแหลกละเอียด”

ชายอีกคนพยายามพูดให้ผู้ชุมนุมสงบ
“ผมเสื้อแดงนะครับ แดงจริงๆ เดี๋ยวเรารอหาแกนนำที่ดีมาช่วยเราต่อ”

ชายวัยกว่า 50 ตะโกนใส่ตำรวจ
“นี่ไม่ใช่ 2 มาตรฐานแล้ว 3 มาตรฐาน”

คนเสื้อชมพู
“เราไม่แพ้! เราไม่แพ้! ยังไงมันก็ไม่ได้หัวใจของประชาชน”
...
17.50 น.

ตำรวจชุดแรกออกไป มีตำรวจชุดใหม่มาประจำการแทน

ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ ผู้เขียนหนังสือ “ทักษิณ Where Are You?” ได้เข้ามาบริเวณที่ชุมนุมและถ่ายวิดีโอ ได้ถูกนักข่าวต่างชาติขอสัมภาษณ์

“ทีวีไทยไม่ฉายภาพทั้งหมด หลายเหตุการณ์ถูกเซ็นเซอร์ สื่อไทยถูกเซ็นเซอร์ความจริงและไม่มีที่ให้กับอีกด้าน มีแต่ข้อมูลฝ่ายรัฐบาล ฉันอาจเอาสิ่งที่ฉันถ่ายวันนี้ขึ้นยูทูปแต่รัฐบาลก็อาจบล็อก ฉันไม่เห็นด้วยกันความรุนแรงทั้งจากทหารและฝั่งประชาชน แต่มันไม่ถูกที่กระสุนที่ใช้ฆ่าประชาชนมาจากภาษีของประชาชนเอง”

ในตอนท้าย เมื่อหมวดเจี๊ยบได้ทราบว่านักข่าวที่กำลังให้สัมภาษณ์ คือประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) หมวดเจี๊ยบซึ่งให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตาที่ซึมและไหลเป็นระยะอยู่แล้วได้ซบหน้าร้องไห้ที่ไหล่ของนักข่าวผู้นั้น

“มีคนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”

เสียงผู้ชายตะโกน
“เราไม่แพ้!”

“ฆาตกร!”

ชายอีกคน

“หมวดเจี๊ยบครับ คุณคือวีรสตรี!”

ชายอีกคน
“พวกเราไม่แพ้!”

18 เมษายน 2552

บันทึกปากคำผู้รอดตายสงกรานต์ทมิฬ:ผมเห็นคนตายเป็นใบไม้ร่วง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา วิทยุสนามหลวงคุ้ยข่าว
18 เมษายน 2552

ตอนแรกทหารก็ยิงแก๊สน้ำตามาก่อน พวกเราก็หมอบ แต่โดยไม่คาดคิดทหารก็กราดกระสุนใส่มาไม่ยั้ง เราก็หล่นลงเป็นใบไม้ร่วง โดยคนที่อยู่ข้างหน้าโดนก่อน ผู้หญิงคนหนึ่งไปลากศพสามีเขากลับมา แต่ได้เฉพาะกางเกงมา ทหารลากเอาศพสามีเขาไป เราก็ไม่คาดคิดว่าทหารจะกราดยิงมา เราก็ต้องหนีตาย บางคนก็หล่นตอนวิ่งหนีก็มี อีกคนโดนที่หัวใจเราก็ยกขึ้นรถกระบะไปปั๊มหัวใจ



เหตุการณ์ชุมนุมโดยสงบของกลุ่มคนเสื้อแดงนำไปสู่เหตุรุนแรง เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้สึกอับอายขายหน้าชาวโลกที่ต้องยกเลิกการประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่พัทยาในวันที่ 11 เม.ย.จากการประท้วงของเสื้อแดง พอส่งผู้นำประเทศต่างๆกลับบ้านแล้ว อภิสิทธิ์ได้เดินทางไปที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งที่ชลบุรี ที่เรียกกันว่าค่ายทหารเสือราชินี เขาออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนใช้ฮ.บินกลับกรุงเทพฯ และมีข่าวรัฐบาลจะประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินคุมสถานการณ์

กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไร บนเวทีปราศรัยค่ำวันที่ 11 เม.ย.ยังพูดกันเรื่องจะเล่นสงกรานต์หน้าทำเนียบ และประกวดเทพีสงกรานต์กันอยู่เลย แต่รุ่งเช้าวันที่12เม.ย.มีการจับกุมนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ผู้นำการประท้วงเสื้อแดงที่ไปประท้วงที่พัทยาจยนอาเซียนซัมมิตยกเลิก ทำให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมา

"ออฟ"เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์รุนแรงที่กระทรวงมหาดไทยช่วงบ่ายวันที่12 ต่อเนื่องมาถึงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงในกลางดึกคืนวันที่12ต่อเนื่องเช้ามิดวันมหาสงกรานต์13เม.ย.โดยตลอด เขาเล่าผ่านรายการวิทยุทางอินเตอร์เน็ต ชื่อสนามหลวงคุ้ยข่าว(อัพโหลดเพื่อฟังเสียงสัมภาษร์ออฟ คลิ้กที่นี่ )โดยระบุว่า บ้านผมอยู่นครศรีธรรมราช ผมนำรถส่วนตัวมาร่วมการชุมนุม ผมสังกัดอยู่กลุ่มนักรบพระเจ้าตากของเสธ. มาเป็นการ์ดอาสาให้การชุมนุมของเสื้อแดง แต่ไม่ได้มีอาวุธยืนยันได้ ปกติผมอยู่เต๊นต์thaipeoplevoice


เหตุการณ์มาแรงเอาในเช้าวันที่12เมษายนที่คุณกี้-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง โดนจับกุมตัวไป พวกเราก็ไปตามหาตัวเพื่อกดดันให้ปล่อยพี่กี้ร์ เราก็ไปปิดหน้าศาลอาญา หน้ากองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ปิดแห่งละ 20 นาที และสุดท้ายมาที่กระทรวงมหาดไทย เพราะเรารู้ข่าวว่าอภิสิทธิ์ กับสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมาประกาศพรก.ฉุกเฉินที่นี่ เราก็แค้นใจว่าเขาจับคุณกี้ไปแล้วยังหาเหตุประกาศพรก.ฉุกเฉินก็ไม่พอใจ

ทีนี้เกิดเรื่องก็เพราะ การ์ดของอภิสิทธิ์ยิงฝ่ายเราผู้หญิงโดนที่หัว2คน แล้วโดนลากศพเข้าไปในกระทรวง พวกเราจะไปแย่งศพ โดนมันเอาปืนตบหน้า(ดูคลิปวิดีโอ คลิ้ก) เราก็เลยไปทุบรถอภิสิทธิ์เพราะโกรธแค้นที่การ์ดของมันยิงผู้หญิงฝ่ายเรา2คน สื่อก็ถ่ายรูปไว้แต่ไม่นำเสนอ คล้ายๆตอนทุบรถอภิสิทธิ์ที่พัทยา สื่อก็นำเสนอเฉพาะว่าเราทุบรถอภิสิทธิ์ ไม่ได้นำเสนอว่าก่อนหน้านั้นรถของอภิสิทธิ์มาชนมอเตอร์ไซค์ของเสื้อแดงแล้วจะขับหนี

พอในคืนวันอาทิตย์ที่12เมษายน เรารู้ว่ามีการขนทหารจากต่างจังหวัดมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาปราบปรามผู้ชุมนุมหน้าทำเนียบ เราก็เลยเห็นว่าคนชุมนุมหน้าทำเนียบหลายหมื่นคนจะเป็นอันตราย จำเป็นต้องมีคนส่วนหนึ่งที่เสียสละไปตั้งด่านสกัดไม่ให้ทหารเข้ามาปราบปราม เราได้ข่าวว่ารถขนทหารจะมาลงที่ทางด่วนดินแดง เราก็ออกไปรอตั้งรับตั้งแต่ราวเที่ยงคืนวันที่ 12 เมษายน ก็มีจัดกำลังคน และมีคนจากที่ชุมนุมหน้าทำเนียบอาสาสมัครมาราว300คนรอรับทหารที่จะลงทางด่วนดินแดง

ตอนแรกยังไม่มีเหตุอะไร แต่ราวตีสี่ช่วงเรารออยู่ก็มีคนจากที่ชุมนุมใหญ่นำข้าวต้มมาให้ ผมกินเข้าไปได้ซัก3คำ ก็มีรถขนทหารมาลงห่างจากเราราว800เมตร เรามีTAXIจอดขวาง แล้วTAXIก็เข้าไปชนรถถัง(ลิ้งค์) ชนทหารล้มไป1คน ทหารก็กราดยิงแท็กซี่ และนำศพคนขับแท็กซี่ลงมาไปขึ้นรถGMC

ทางเราก็มีคนนำระเบิดเพลิงใส่ขวดกระทิงแดงไว้ป้องกันตัว แล้วเตือนทหารว่าอย่าเข้ามา ตอนแรกทหารก็ยิงแก๊สน้ำตามาก่อน พวกเราก็หมอบ แต่โดยไม่คาดคิดทหารก็กราดกระสุนใส่มาไม่ยั้ง เราก็หล่นลงเป็นใบไม้ร่วง โดยคนที่อยู่ข้างหน้าโดนก่อน ผู้หญิงคนหนึ่งไปลากศพสามีเขากลับมา แต่ได้เฉพาะกางเกงมา ทหารลากเอาศพสามีเขาไป เราก็ไม่คาดคิดว่าทหารจะกราดยิงมา เราก็ต้องหนีตาย บางคนก็หล่นตอนวิ่งหนีก็มี อีกคนโดนที่หัวใจเราก็ยกขึ้นรถกระบะไปปั๊มหัวใจ

ผมก็หมอบอยู่ กระสุนผ่านหัวไปแสงสีส้ม แต่พอฟ้าสางทหารเขาเอาปืนเก็บ แล้วไปเปลี่ยนเป็นโล่กระบองลงมาแทน"คนตายมากจริงๆครับ แต่เราเอาศพมาไม่ได้ ผมได้แต่นั่งร้องไห้มาในรถตอนออกจากที่เกิดเหตุ เพราะสงสารเขา ก่อนผมออกมาก็ไปเปลี่ยนชุด ไปยืนสังเกตดู ก็เห็นพวกหัวหน้าชุดของมัน3คนใส่สูทคอยสั่งแล้วให้ช่างภาพโทรทัศน์ถ่ายเฉพาะตอนพวกเราตอบโต้ ตอนมันยิงเราจะสั่งห้ามถ่าย"

หลังมันกราดยิงแล้ว พวกทหารก็เดินเข้ามาเป็นแนว ทหารก็ลากศพไปขึ้นรถยีเอ็มซี แล้วมียิงM79มาลูกหนึ่ง โดนสะเก็ดระเบิดไปคนหนึ่ง เราใส่รถกระบะส่งไปโรงพยาบาลรามาธิบดี หมอไม่รับรักษา ไม่รู้ว่าเพราะทำไม

ต่อมาก็ได้ยินว่าทหารขนศพไปทางยีเอ็มซี และมีแม่ค้าโทรมาแจ้งว่าขนใส่รถขนขยะไป 2 ศพ เราพยายามขอศพคืน ทางโรงพยาบาลก็ไม่อนุญาตให้เราเข้าไปนำศพออกมา 7 ศพ ทางหมอเหวงพยายามไปขอ ก็ไม่สำเร็จ

ส่วนทางเวทีชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พยายามติดต่อทีวีให้ออกสื่อข้อเท็จจริง แต่ไม่มีทีวีช่องไหนพร้อมจะนำเสนอข่าว เขาอ้างว่าอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ข่าวก็มีออกแต่ว่าเสื้อแดงไปก่อเหตุที่นั่นที่นี่มีเรื่องกับชาวบ้านที่อุรุพงษ์ ที่นางเลิ้ง ทั้งที่ผู้ชุมนุมก็ชุมนุมอย่างสงบอยู่หน้าทำเนียบ มีTPBSรับสายอยู่คนเดียว แล้วก็เงียบไป

ทางผมและการ์ดก็คิดว่ามันจะกวาดล้างเราแน่ เลยไปหารถเมล์มาส่วนหนึ่ง และทางคนขับรถเมล์นำรถมาจอดช่วยเราส่วนหนึ่ง หาถังแก๊สมาตั้งเป็นบังเกอร์เพื่อป้องกันตัวกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ก่อนที่วันที่14เมษายนทางเราก็ยอมยุติการชุมนุม เพราะแกนนำบนเวทีขอให้ยุติเพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุม เนื่องจากเราถูกใส่ร้ายผ่านสื่อมวลชนจนทำให้คนเข้าใจผิดว่าเสื้อแดงก่อความเดือดร้อนไปทั่ว ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

หมายเหตุเพิ่มเติม-ปากคำของผู้รอดตายเล่าเหตุการณ์ด้วยใบหน้านองน้ำตาจากวิดิโอคลิป (คลิ้ก )

รู้ทันโฆษณาชวนเชื่อก่อนตกเป็นเหยื่อมัน

โดย เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์
ที่มา บอร์ดเด็กดี

"If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. "

Adolf Hitler, Mein Kampf "Why the second reich collapse"

"หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า "เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย"

เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ

เคย สงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่น และเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้

นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวง

แน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

ทำอย่างไรเราจะรู้ทันการโฆษณาชวนเชื่อนี้ล่ะ


บทความนี้ไม่ได้มีเพื่อให้นำวิธีการต่างๆไปใช้ แต่เพื่อให้รู้เท่าทันและระวังตัวไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป
หลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัว และคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์

ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสตาลิน ในยุคลัทธิแม็คคาร์ธีของสหรัฐทศวรรษที่ 60 ว่าโหด ดุร้าย ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม

การสร้างข่าวโจมตีนายกฯวินสตัน เชอร์ชิลว่าเป็นคนโง่ ดื้อด้าน ของนาซี หรือแม้แต่การโฆษณาโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นอัตติลาชาวฮัน หรือทายาทซาตาน ตัวแทนสัตว์นรก 666 ของฝ่ายสัมพันธมิตรเอง

2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า "น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน" แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร(ฮา) เมื่อนำ้คำลมปากกรอกหูเข้าทุกวัน

สาวบางคนมีแฟนหนุ่มหล่อเท่อยู่ดีๆ วันเลวคืนร้ายเพื่อนตัวดีกริ๊งกร๊างมาว่า " นี่เธอ เพื่อนของฉันเห็นหนุ่มหล่อๆหน้าตาคล้ายๆแฟนเธอเดินควงอยู่กับหนุ่มที่ไหนก็ ไม่รู้ เนี่ย ชั้นล่ะสงสัยอยู่แล้วนะ ว่าแฟนเธอจะเป็นเกย์"

หนแรกไม่เชื่อหัวเราะใส่โทรศัพท์

หนสองเริ่มลังเล

หนสาม เอ๊ะ ชักไม่เข้าที ลองถามที่รักดูดีไหมนะ

หนสี่อดรนทนไม่ได้ถามออกไป ปรากฏว่าเป็นคุณแฟนพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลซะฉิบ

แต่คราวนี้ หนที่ห้าถ้ามีอีก คุณอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแฟนคุณโกหก แม่เพื่อนตัวดีก็ใส่ไฟใหญ่ "เนี่ย แฟนเธอโกหกชัดๆ ผู้ชายที่เพื่อนชั้นเห็นเดินควงกับแฟนเธอน่ะ ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย สัก 16-17 นี่แหละ จะเป็นคุณพ่อได้ยังไง"

หนที่หกเริ่มหงุดหงิดทุรนทุราย ออกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่เจอจังๆ

หนเจ็ด แฟนจับได้ว่าแอบตามเขาไป "นี่คุณไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนี้ เราเลิกกันดีกว่า"

ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า จะโทษเพื่อน เพื่อนตัวดีก็บอกว่า "ก็ขอโทษนะ ฉันไม่ได้เห็นเองนี่ เพื่อนของเพื่อนฉันบอกมาอีกที แถมเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนเธอนิ แค่หน้าคล้ายๆ"

แต่สุดท้าย คุณก็เห็นแม่เพื่อนตัวดีเดินจู๋จี๋กับแฟนเก่าคุณซะงั้น......

3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า



"The bigger the lie, the more it will be believed."
"ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น"
และ

"The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one."
"ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ"


การ โกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง

เช่น Iron Curtain : ม่านเหล็ก ที่ดูน่ากลัว, The Third Reich ที่ย้อนโหยหาคืนวันอันรุ่งเรืองในอดีต และมักใช้สถาบันที่สูงส่งเข้ามาสร้างภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วย เช่น Imperial Army : กองทัพบกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ของกองทัพญี่ปุ่น ถ้าจะหาเอาใกล้ๆก็เช่น ฟักแม้ว, หน้าเหลี่ยม, หมูกชมพู่, นอมินีเหลี่ยม, กะทิ, มารเฒ่าแซ่ลิ้ม, โจรโพกผ้าเหลือง เป็นต้น

ขนาดพันธบัตรยังใช้คำว่า พันธบัตรเสรีภาพเลย

5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของจอร์จ บุช จูเนียร์ เมื่อตัดสินใจบุกอิรักว่า "If you don't be aside with America, you are with terrorrist."

ใน โลกสีเทาหม่นๆของความเป็นจริง เราแสวงหาความดี ความถูกต้อง ตามหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อผู้โฆษณาชวนเชื่อตั้งธงให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่ จะหลงเชื่อในสิ่งที่เขากล่าวอย่างง่ายดาย และอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย

ใช่-ไม่ใช่พี่น้อง (ฮา)

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ



แต่ การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน

เช่น นาซีอ้างพระคัมภีร์ที่ว่ายูดาทรยศพระคริสต์ มาบ่มเพาะความเกลียดชังชาวยิวทั้งหมด โดยละเลยไปว่าพระคริสต์เองและอัครสาวกก็เป็นชาวยิว,ฏอลิบันอ้างกุรอ่าน ว่าห้ามบูชารูปเคารพ มาทำลายพระพุทธรูปโบราณที่บามิยัน ทั้งๆที่ไม่มีใครแถวนั้นบูชาอีกแล้ว เป็นเพียงมรดกศิลปะเก่าแก่เท่านั้น

7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี....

ยิ่ง ใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า "ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ"


ข้อนี้เราคงเห็นกันตามสื่อสารมวลชนอยู่ทุกวันแล้วนะครับ

ปกติ หน้าที่ของสื่อข้อหนึ่งคือ Gatekeeper ผู้คัดกรองข่าวสาร เลือกข่าวสารที่มีประโยชน์และเป็นจริง และกำจัดข้อมูลขยะที่เป็นเท็จและไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป

รวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อสื่อมาโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การคัดกรองข่าวสารก็จะบิดเบี้ยว

กลาย เป็นว่า คัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายตน มีประโยชน์ต่อตนเอง หรือหากข้อมูลเป็นกลางก็จะนำมาตัดแต่งเติมต่อตีความให้เข้ากับแนวคิดของตน เอง

รวมทั้งการเรียบเรียงให้ง่าย(simplification) ที่ตัดทอนและละเลยข้อเท็จจริงไป แล้วนำเรื่องยากซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงมาพูดเป็นเรื่องพื้นๆให้ คนเชื่อตาม

เ่อ่อ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างได้ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560

.....................................................................................

การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ
เพราะมันจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัว

คุณจะเห็นคนอื่นผิดหมด ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงคนเดียว
คุณจะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ

คุณจะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน

คุณจะพร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว

และเมื่อคุณรู้ตัว สังคมของคุณจะเหลือเพียงแต่กลุ่มคนที่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับคุณเท่านั้น

War is Peace
Freedom is Slavery
Knowledge is Ignorance

Big Brother is Watching You!



ระวัง! ผมอาจจะกำลังโฆษณาชวนเชื่อพวกคุณผู้อ่านอยู่เช่นกัน
000000000
อ้างอิง

กิติมา สุรสนธิ. การสื่อสารสาธารณมติ. คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550.
http://en.wikiquote.org
http://en.wikipedia.org/wiki/Propaganda
http://www.holocaustresearchproject.org/holoprelude/nazprop.html

ดาวประกายพรึก: อนิจจาทีวีไทย

โดย ดาวประกายพรึก
ที่มา เดลินิวส์
18 เมษายน 2552

ไม่ว่าจะเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือถูกอำนาจรัฐแทรกแซง หรือตรงกับ “อคติ” ลึก ๆ ที่อยู่ในใจ โทรทัศน์ สื่อสำคัญสุดของไทย ก็พร้อมใจกันปิดหูปิดตาประชาชนอย่างเต็มใจ โดยลืมนึกถึงหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง

13 เมษายน 2552 ถูกบันทึกอีกครั้งว่า เป็น สงกรานต์เลือด ไทยฆ่าไทย บ้านเมืองเหมือนอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง มีจลาจลหลายจุดสำคัญทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ถูกประกาศใช้โดยนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัด รวมพระนครศรีอยุธยา

ตำรวจไปอยู่แถวหลัง ทหารในเครื่องแบบถือปืนเอ็ม 16 เข้าทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อสยบม็อบเสื้อแดงที่นายอภิสิทธิ์ประกาศเป็น ศัตรูของชาติ ไปเรียบร้อยแล้ว

ทีวี สื่ออิทธิพลสูงสุดของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพราะมีทั้งภาพ เสียง และการเคลื่อนไหวทุกชนิด มีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของ คนดู ถูกอำนาจรัฐยึดครองเบ็ดเสร็จ ช่อง 3, 5, 7, 9 โดยไม่ต้องพูดถึงช่อง 11 รัฐบาลสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง โดยที่ องค์กรสื่อด้านวิทยุ ทีวี ทำเหมือนคนหูหนวกตาบอด สมยอมกับการละเมิดสิทธิการรับรู้ของประชาชนอย่างเต็มอกเต็มใจ ??

ละเลยจรรยาบรรณ ศักดิ์ศรีของสื่อ ที่ต้องให้ข้อมูลทุกด้าน แม้ถูกขัดขวางและมีอุปสรรค ก็ตาม

ไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหน มีแต่หน้านายอภิสิทธิ์ออกทีวีพูล พร้อมขุนศึกทุกเหล่าทัพ พูดความจำเป็นในการสลายม็อบ แอบเติมความเกลียดชังคนเสื้อแดง ว่าทั้งก่อจลาจล ล้มอาเซียนซัมมิท ปิดถนน ถูกจูงจมูก

มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล พ.อ.สรรเสริญ\แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย โผล่จอสลับกันเป็นระยะ กล่าวหาม็อบเสื้อแดงเตรียมก่อวินาศกรรมหลายพื้นที่ ขว้างระเบิดศาลรัฐธรรมนูญ และจ้างเผาแบงก์กรุงเทพ กับซีพี ด้วยค่ารับจ้าง 5 พันบาท ซึ่งตามมาด้วยมีการนำ 3 ผู้ต้องหาออกทีวีโชว์

มีการยอมรับ ใช้ปืนจริง แต่ยิงขึ้นฟ้า ขณะที่การเล็งยิงใส่ผู้ชุมนุม แค่กระสุนหลอก จะจริงหรือไม่ แต่ทั้งหมดเป็นการพูดข้างเดียวของผู้กระทำ โดยผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้พูดแม้แต่น้อย

เป็นความจริงว่า หลายอย่างเสื้อแดงควร ถูกประณาม เพราะเกินเลยจากการชุมนุมโดยสงบไปมาก เช่น บุกทุบกระจกโรงแรมรอยัลคลิฟฯ ปิดถนนตามอำเภอใจ การทำร้ายนายกฯและนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์!?!

แต่สื่อทีวีที่ยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว ก็สร้างความเกลียดชัง ทำให้เห็นว่า เสื้อแดง คือศัตรูชาติ ต้องถูกกำจัด แทบไม่ต่างจาก “เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19” ที่วิทยุยานเกราะ และทีวีทุกช่อง โฆษณาชวนเชื่อ ให้นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย กลายเป็นสัตว์ร้าย นำไปสู่การล้อมปราบและฆ่าหมู่เกิดขึ้น

เที่ยวนี้ คนไทยกับคนไทยฆ่ากันเอง ตายไป 2 คนแถวนางเลิ้ง เจ็บอีกนับร้อย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่ง

ขณะที่ตอนเสื้อเหลืองชุมนุม มี “เอเอสทีวี” ถ่ายทอดสดทั้งวันทั้งคืน เพราะได้รับการคุ้มครอง แต่ “ดีสเตชั่น” ช่องทางสื่อสารเดียวของคนเสื้อแดง ถูกสั่งตัดสัญญาณเป็นจอดำทันที ทีวีทุกช่องมีแต่บันเทิง เกมโชว์ ละคร รายการข่าว มีแต่การยึดรถเมล์ เผายางรถยนต์ การหาข้อเท็จจริงเรื่องขนม็อบชนม็อบของนายเนวิน มีน้อยมาก

โดยเฉพาะ ทีวีไทย ที่เอาเงินภาษีปีละ 2,000 ล้านไปละเลง ประกาศตัวเป็น ทีวีสาธารณะ เห็นความเอียงกระเท่เร่ ชัด ๆ เลย ตอนเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 51 ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมคนเสื้อเหลืองจะยึดรัฐสภา ทีวีช่องนี้เอาเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาที่ เรียกร้องประชาธิปไตยตอน 6 ตุลา 19 มาฉายเปรียบเทียบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำให้เห็นว่า ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน ขณะที่คนเสื้อเหลืองเป็นฮีโร่

แต่สงกรานต์เลือด ไทยฆ่าไทย ทีวีไทย เย็นชามาก ออกข่าวแทบจะด้านเดียว ไม่มีข่าวอีกด้าน ยังดีที่ยอมให้กลุ่มอาจารย์รักสันติจากหลาย มหาวิทยาลัย ซึ่งอดรนทนไม่ได้ ยกโขยงมาขอพูดบ้าง สร้างสมดุลข่าวอีกด้าน

แม้เที่ยวนี้คนเสื้อแดงจะถูกสลายไป แล้ว แต่ก็พิสูจน์ว่า ทีวีไทยก็แค่สาขาช่อง 11 ไม่สมศักดิ์ศรีทีวีสาธารณะแม้แต่น้อย เสียดายเงินภาษีของประชาชนที่ต้องเอาไปจ่ายเป็นเงินเดือนให้ทีวีไทย.

ดาวประกายพรึก