30 พฤษภาคม 2552

พรรคเหลืองและสื่อ


โดย คาดเชือก คาถาพัน
ที่มา ข่าวสด
30 พฤษภาคม 2552

แทบจะไม่มีเสียงคัดค้านการตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรักหรือฝ่ายชัง ทุกฟากฝั่งล้วนสนับสนุนให้ตั้งพรรคขึ้นมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ฝ่ายรักนั้น ด้านหนึ่งคงต้องการให้เกิดองค์กรอันถาวร สืบทอดเจตนารมณ์ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ให้ยาวนานต่อไป

ส่วนฝ่ายชังนั้น พากันแสดงความโล่งอกโล่งใจ ที่จะได้แปรสภาพจากม็อบ มาเป็นพรรคการเมืองเพื่อต่อสู้กันในระบบ วัดการสนับสนุนจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งให้รู้เหลืองรู้แดงกันไปเลย

เสียงกระแหนะกระแหนล่องลอยมาตามสายลมว่า

ที่เคยยึดทำเนียบ ยึดสภาอย่างยาวนานนั้น

คราวนี้คงจะได้เดินเข้าไปให้สมความมุ่งมาดปรารถนาอย่างปกติธรรมดา เพียงแต่ต้องผ่านการโหวตจากประชาชนให้ได้!

ส่วนที่มองแบบไม่เข้าข้างใคร เห็นว่า นี่เป็นโอกาสสร้างพรรคการเมืองที่มีมวลชนสนับสนุนอุดมการณ์แนวทางของพรรคการเมืองนั้นๆ อย่างชัดเจน

ถ้าพรรคพันธมิตรฯ ไม่เข้าไปเล่นการเมืองแบบเดิมๆ กลืนไปกับพรรคอื่นๆ

สามารถชูอุดมการณ์เจตนารมณ์ของตัวเองให้มั่นคง แล้วเดินไปในแนวทางนั้นให้ได้ รักษามวลชนเสื้อเหลืองของตัวเองให้เป็นฐานสนับสนุนต่อไปให้ได้

อันนี้จะเป็นนิมิตใหม่ของการเมืองไทย

เราจะได้เห็นพรรคแนวการเมืองใหม่ ต่อต้านทุนนิยมคอร์รัปชั่น ชาตินิยมจัด สถาบันนิยมสูง อย่างชัดเจน

แต่ปัญหาที่น่าขบคิดอยู่อย่าง กรณีที่พรรคการเมืองนี้ผูกพันอยู่กับความเป็นสื่อ

ทั้งที่พ้นฐานะการเป็นสื่อมวลชนไปนานแล้ว นับตั้งแต่จัดม็อบเคลื่อนไหวการเมือง

องค์กรด้านสื่อ ควรแสดงออกอย่างเป็นทางการ ให้สังคมรับรู้ว่า อันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของสื่อ!!

ปกติมีสื่อจำนวนหนึ่ง ที่ผันตัวเองไปเป็นนักการเมืองก็เป็นอันจบสิ้นความเป็นสื่อไปในทันที

ใครจะใช้สถานะความเป็นสื่อเพื่อเป็นกระดานหกไปสู่วงจรอำนาจ ถ้าไปแล้วก็ต้องไปลับ

สื่อที่แท้จริง ไม่มีขอบเขตหน้าที่ใดๆ ไปเกี่ยวข้องกับม็อบและการเข้าสู่อำนาจ!?!

29 พฤษภาคม 2552

อีแร้งในไร่ส้มสาวไส้กันเละ ค่ายลิ้มแฉมติชน-เนชั่นหลังโดนจิกสื่อการเมืองก่อน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ASTVผู้จัดการ

เวบไซต์ผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเสนอข่าวเรื่อง คำต่อคำ บิ๊กมติชน-ทีวีไทย เหน็บ “ASTVผู้จัดการ” สื่อการเมือง-เลือกข้าง จากนั้นก็รีบแฉโพยกลับเครือมติชนด้วยข่าวประจาน “บก.เก๊ะ” ข้อมูลชัด “มติชน” ฟาดโฆษณารัฐอิ่มแปล้! ซึ่งเป็นการเปิดศึกในแวดวงสื่อมวลชนครั้งล่าสุด ทำให้สังคมได้รับรู้ไส้ในอันฟอนเฟะของฐานันดรที่4ในทุกวันนี้


วันที่ 28 พ.ค. ที่อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung)จัดสัมมนาเรื่อง “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างหนาตา โดยผู้ร่วมสัมมนาบางส่วนได้กล่าวพาดพิงถึงการทำหน้าที่สื่อของ “เอเอสทีวี-ผู้จัดการ”

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน จะยอมรับกันหรือเปล่า ถ้ายอมรับก็ต้องแก้มาตรา 48 ครับ นี่เถียงกันให้ตกนะครับ อย่าไปอีแอบอยู่ จะเอาให้ตกก็ตก นักการเมืองควรไปจัดรายการไหม คนที่เป็นนักการเมืองครึ่งหนึ่ง เดี๋ยววันดีคืนนี้วันนี้เป็น ส.ว. วันนี้เป็นนักการเมือง พอตกงาน สอบตก พอคุณเกษียณไปจัดรายการวิทยุ จะเอาไหม พอเราปรับกิจการจะเอายังไง จะเล่นบทไหน วันหนึ่งสอบตกโผล่มาเป็นกลุ่มนี้ วันหนึ่งสอบได้กลับมาเป็นนักการเมือง วันหนึ่งตกไปโผล่ตรงนี้อีก

จะเอายังไงครับ เอาให้ตกนะครับตรงนี้ ไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้ว เพราะสามารถบริหารจัดการสื่อโดยตรง โดยอ้อม จะเอายังไงก็เอาให้ชัด ถ้าแก้ไม่ได้ แล้วสื่อท้องถิ่นทุกวันนี้ นักการเมืองท้องถิ่นทั้งนั้นเป็นเจ้าของ หนังสือพิมพ์ เขาโวยวายตั้งแต่ต้นตอนร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าเกิดทำไม่ได้ผมก็ไม่รู้ยังไง ของเยอรมันบอกต้องทำตามรัฐธรรมนูญให้ได้ ของเราบอกขอแหกให้ได้ก่อน มันตรงกันข้าม เรื่องวัฒนธรรม เถียงให้ตกนะครับ แล้วแก้ ถ้าไม่แก้ก็อยู่อย่างนี้ เถียงกันไป เดี๋ยวก็ยื่น ก็คงยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คุณเรืองไกรต้องยื่นมากหน่อยแล้วกัน ยื่นทั่วประเทศ


นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยกล่าวว่า มี 2-3 ท่านพูดถึงว่าทำไมคนไทยถึงได้หันไปหาสื่อที่เป็น จะเรียกว่าสื่อทางเลือก หรือสื่อเลือกข้างก็แล้วแต่ ที่เป็น ASTV และเป็น D-Station ถามว่าทำไมสื่อมวลชนที่เป็น Main Stream Media มันหายไปไหน ทำไมสื่อมวลชนทุกวันนี้ที่มีบทบาทอย่างมากเลยในการทำให้คนมีอารมณ์ ทำให้คนโกรธแค้น ทำให้คนชอบ/ไม่ชอบ เอาอะไร/ไม่เอาอะไร มันกลายเป็นสื่อที่เลือกข้าง มีสีของตนชัดเจนหมดเลย แต่สื่อที่ตามหลักการแล้วควรจะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้ประชาชนมีความคิดเห็นที่ดี ที่ถูกต้อง และสามารถนำความคิดเห็น นำข้อมูลเหล่านี้มาโต้เถียงกันได้ ค่อนข้างที่จะบทบาทหายไปจากสังคมนี้มากทีเดียว กลับกลายเป็นสื่อสองขั้วเป็นคนกำกับความรู้สึก เป็นคนกำกับความเห็นของประชาชน ค่อนข้างสูง

ผมคิดว่าเมืองไทยคงเป็นไม่กี่ประเทศในโลกขณะนี้ที่ความรู้สึกความเห็นของคนถูกกำหนดด้วยสื่อที่เลือกข้างแบบนี้ และผมคิดว่าระยะยาวแล้วอันตราย เพราะว่าทันทีที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าสื่อที่พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง มีเหตุมีผล ถกเถียงอย่างมีที่มาที่ไป มันไม่สนุกไม่ตื่นเต้นเหมือนกับสื่อที่มันสุดขั้ว ที่มันใช้ภาษาหยาบคาย ที่มันด่ากันฟังแล้วมันมันสะใจแล้วก็เชื่อเลย ผมคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ออกไปนานวันมากขึ้น ผมคิดว่าอันตรายที่มีต่อประชาธิปไตยผมคิดว่ามีสูงแน่

ผมขอตั้งข้อสังเกตนิดเดียวกับข้อกังวลของบางท่านที่บอกว่าถ้ามีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา และมีสื่อในมือของตัวเอง และแยกไม่ออกระหว่างความเป็นสื่อ กับการเป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยเป็นห่วงมากนัก เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคุณค่าที่สำคัญที่สุดของสื่อมันอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ เพราะว่าทันทีที่สื่อไหนก็ตามที่มีภาพชัดเจนว่าเป็นพรรคพวกของฝ่ายไหน เป็นของพรรคการเมืองไหน เป็นของการเมืองกลุ่มไหน ผมคิดว่าความน่าเชื่อถือก็คงจะค่อยๆ หายไป ผมคิดว่าพยายามมองในแง่ดีนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือทำยังไงให้สื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลัก Main Stream Media กลับกลายมาเป็นสถาบันที่ประชาชนคนในสังคมให้ความเชื่อถืออีกครั้งหนึ่ง”



เปิดสถิติ “มติชนรายวัน” ฟาดโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐทะลุ 60 ชิ้น/สัปดาห์ บ่งชี้ต้นเหตุ “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” นายกสมาคมนักข่าวฯ ออกมาโวย จะเอากันยังไงถ้าไม่มีโฆษณารัฐ นสพ.เจ๊ง-นักข่าวตกงานแน่ สื่ออาวุโสระบุ “โฆษณารัฐ” เยอะไม่เป็นไรแต่อย่ามีพฤติกรรมเลียนักการเมือง ให้เงินใต้โต๊ะ หรือทอนเงิน ขรก.-นักการเมือง ชี้แม้แต่เอากระเช้าไปให้นักการเมืองเมื่อได้ตำแหน่งก็ไม่เหมาะสม

จากกรณีที่วานนี้ (28 พ.ค.) นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หรือ “บก.เก๊ะ” บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวอภิปรายในงานสัมมนา “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung) ที่อาคารรัฐสภา 2 เกี่ยวกับกรณีปัญหาความจำเป็นในการพึ่งพิงโฆษณาจากภาครัฐของสื่อไทย รวมถึงกล่าวโจมตีสื่อเครือเอเอสทีวี-ผู้จัดการด้วยว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายประสงค์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนไทยจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองเป็นผู้คุมงบประมาณของโฆษณาภาครัฐอยู่ ซึ่งถ้าหากไม่มีโฆษณาจากภาครัฐสื่อจะทำกำไรไม่ได้ หรืออาจอยู่รอดไม่ได้ และพนักงานขององค์กรสื่ออาจจะต้องตกงาน

“เรื่องของทุนก็ต้องยอมรับกันว่าสื่อหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเครื่องมือทางการเมืองบ้าง อะไรบ้าง จะทำยังไงกับมัน กำไรก็ต้องมี พนักงาน 2,000 คน จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม ยิ่งเค้กก้อนเล็กลง โฆษณาก้อนเล็กลงขณะนี้จะเอายังไง

“แล้วก้อนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้บอกให้ตรงๆ นะครับ ก้อนใหญ่ที่สุดคือโฆษณา งบประมาณของเรา ในแง่โฆษณาประชาสัมพันธ์จะทำยังไง ซึ่งคนที่คุมก็คือนักการเมือง แต่ถ้านักการเมืองคุม นักการเมือง สปอตโฆษณาออกทีวีนี่หน้านักการเมืองทั้งนั้นเลยนะ จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม พวกผมเอาให้ตกงานไหม พูดลงลึกไปถึงระดับลูกจ้าง ลูกน้องจะตกงานหรือเปล่า อันนี้พูดความจริงกัน โครงสร้างการจัดการจะยอมให้เป็นสื่อแบบทุนนิยมแบบนี้ ทุนโดยรัฐ จะเอายังไงกับมัน สังคมจะทำยังไง จะตอบยังไง ก็พูดข้อเท็จจริงว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ ผมแก้ไม่ได้หรอก ให้ผมแก้ผมจะไปยอมได้ไง” บรรณาธิการในเครือมติชนกล่าว

ขณะที่ในอีกตอนหนึ่งนายประสงค์กล่าวว่า “เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน ...”

ทั้งนี้ เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทีมข่าวของ ASTVผู้จัดการออนไลน์ก็ได้รับแจ้งจากประชาชนผู้ติดตามสื่อซึ่งระบุว่า หากสังเกตให้ดีจะพบว่าตลอดระยะเวลาปลายปีที่ผ่านมาสื่อในเครือมติชน โดยเฉพาะ นสพ.มติชนรายวัน นั้นถือเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ที่ได้รับงบประมาณโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสื่อหนังสือพิมพ์อื่นๆ โดยบางวันในหนังสือพิมพ์ที่มี 32 หน้า (รวมส่วนโฆษณาย่อยแล้ว) มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่าสิบชิ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อผนวกเข้ากับคำอภิปรายของนายประสงค์ล่าสุดก็อาจจะเป็นการไขคำตอบได้ว่า ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด เมื่อนักการเมืองกลุ่มใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล สื่อบางส่วนจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเหล่านั้นเป็นพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบจำนวนโฆษณาภาครัฐของ นสพ.มติชนรายวัน ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 23 พ.ค. ถึงวันศุกร์ 29 พ.ค.52 ก็พบว่ามีหน่วยงานภาครัฐ หรือ หน่วยงานที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมากถึง 63 ชิ้น โดย ไม่นับรวมถึงโฆษณาสถาบันการศึกษาของรัฐ โฆษณาของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่แสวงหากำไร อีกทั้ง ไม่รวมโฆษณาในส่วนโฆษณาย่อย (Classified) และโฆษณาฉบับพิเศษ (Supplement) อื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า โฆษณาภาครัฐที่ลงใน นสพ.มติชนรายวัน จะกระจุกตัวอยู่ในช่วงวันทำการของราชการ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึงประมาณร้อยละ 50 ของโฆษณาทั้งหมดที่ลงในหนังสือพิมพ์แต่ละวัน สำหรับรายละเอียดของโฆษณาในแต่ละวันมีดังนี้

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 2 ชิ้น จาก
1.กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
2.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 1 ชิ้น จาก
1.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 12 ชิ้น จาก
1.กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
2.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
3.กรมการปกครอง
4.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
5.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
6.การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
8.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
10.สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กรมพัฒนาพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงาน

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 9 ชิ้น จาก
1.สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และกระทรวงอุตสาหกรรม
2.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (คปก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
6.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.กรมประชาสัมพันธ์
9.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 14 ชิ้น จาก
1.องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข
2.กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
3.การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5.สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
6.กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
7.การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
8.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
9.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
10.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กระทรวงสาธารณสุข
13.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
14.กรมประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 15 ชิ้น จาก
1.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักนายกรัฐมนตรี
2.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
4.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กระทรวงการคลัง
5.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง
6.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
10.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
11.สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม
12.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
13.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
14.กรมประชาสัมพันธ์
15.กรมประชาสัมพันธ์

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 10 ชิ้น จาก
1.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สำนักนายกรัฐมนตรี
2.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
3.สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
6.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
7.สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมประชาสัมพันธ์
10.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน กับหนังสือพิมพ์ประเภทเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น สยามรัฐ คมชัดลึก เดลินิวส์ ไทยรัฐ แล้วก็จะเห็นได้ชัดว่ามีจำนวนแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ด้านบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า การที่หนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งจะได้รับโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากเป็นพิเศษนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอาจะได้รับความนิยมสูงและอาจมีอัตราค่าโฆษณาถูกก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงหากหนังสือพิมพ์ฉบับใดมีพฤติกรรมการอิงแอบหรือเอาอกเอาใจนักการเมืองที่มีอำนาจ และยิ่งร้ายแรงกว่านั้น หากสื่อใดมีพฤติกรรม “จ่ายเงินใต้โต๊ะ” หรือ “ทอนเงิน” ให้กับข้าราชการหรือนักการเมืองเพื่อให้มีการจัดสรรงบโฆษณามาลงในสื่อหรือหนังสือพิมพ์

จากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า การที่ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวในทำนองที่ว่า หากไม่มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐแล้วหนังสือพิมพ์-สื่อจะไม่สามารถอยู่รอดได้ จะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ และหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่บางฉบับต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเป็นพิเศษ เพียงเพื่อหวังให้ธุรกิจอยู่รอดและทำกำไร อย่างเช่นกรณีที่เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2551 ประธานกรรมการบริษัทของเครือหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งได้ไปมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการนัดมอบดอกไม้หรือนัดรับประทานอาหารเพื่อแสดงความยินดีกับนักการเมืองในโอกาสที่ได้รับตำแหน่ง หรือ ในโอกาสพิเศษต่างๆ เป็นต้น

แมลงวันตอมแมลงวัน เบื้องหลังการนำเสนอข่าวที่อคติกรณีสงกรานต์เลือด


คำถามต่อนายก(สมาคมนักข่าว)-ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าว(เสื้อขาวใส่แว่นกลางภาพ)ขณะต้อนรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่สมาคมนักข่าวเชิญไปบรรยายเรื่องสื่อมวลชนที่พัทยาเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ตอนนี้สื่อมวลชนด้วยกันกำลังตั้งคำถามแรงๆกับเขา

โดย อภิชาติ สถิตนิรามัย
29 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุ:
(1) บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับปลายเดือนเมษายน ต่อมา ผู้เขียนได้รับการแจ้งว่าจะไม่ตีพิมพ์บทความดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 พ.ค. อย่างไรก็ตาม บทความนี้ได้ถูกตีพิมพ์ใน นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 21 พ.ค. 52

(2) อภิชาติ สถิตนิรามัย เป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองซ้ายมองขวา

เป็นไปได้ไหมครับที่ความไม่คงเส้นคงวาของพี่เป็นเพียงบทสะท้อนความคิดของสื่อกระแสหลักโดยทั่วไปที่กลัว “ผีทักษิณ” หลอกหลอน เช่นเดียวกับในยุคสงครามเย็นที่ต่างกลัว “ผีคอมมูนนิสต์” และด้วยความกลัวผีทักษิณนี้เองที่ทำให้การรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักไม่รอบด้าน


ผมเห็นด้วยกับบทความชื่อข้างต้นของพี่ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ( แค่พ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม )ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนรายวันฉบับวันที่ 18 เมษายน 2552 พี่ประสงค์สรุปว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์เลือดนั้น “นับเป็นการพ่ายแพ้ในทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง แต่การยอมยุติการชุมนุมครั้งนี้เป็นเพียงการพ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม เพราะ "รากเหง้า" ของปัญหายังคงดำรงอยู่ กลุ่มเสื้อแดงเพียงแต่ถอยเพื่อปรับกลยุทธ์การต่อสู้ สะสมกำลังรอเวลาที่จะเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งหนึ่ง” และกล่าวต่อไปว่า “แน่นอนว่าในกลุ่มคนเสื้อแดงอาจมีบางพวกที่มีวาระซ่อนเร้นต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงมีหลากหลายความคิด เช่น พวกที่เป็นผู้สนับสนุนและได้รับผลประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง พวกที่ไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พวกที่ต้องการประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารอย่างแท้จริง พวกที่ต่อต้านสถาบัน พวกที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ [พวกที่]เห็นว่าการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นธรรม ฯลฯ ดังนั้น แม้จะพ่ายศึก แต่ความรู้สึกของผู้ชุมนุมบางส่วนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมยังคงฝังแน่นก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและโอกาสอำนวยให้”


ความเห็นด้วยกับบทความนี้ของผมสิ้นสุดลงเพียงแค่ย่อหน้านี้เท่านั้น ผมเห็นด้วยว่าเสื้อแดงเพียงแค่พ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม เพราะตราบใดที่ปัญหา “รากเหง้า” ยังไม่ได้รับการแก้ไข ตราบนั้นปัญหารากเหง้าเหล่านี้จะเป็นเชื้อไฟอย่างดีให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรมได้ต่อไป (เสียดายที่พี่ประสงค์ไม่ระบุให้ชัดเจนว่ามันคืออะไรบ้าง!) ผมเห็นด้วยต่อไปว่า กลุ่มเสื้อแดงนั้นประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายความคิด มิใช่มีแต่เพียงม็อบรับจ้าง หรือชาวรากหญ้าผู้ขาดการศึกษา-โง่เง่า-ถูกหลอกใช้เป็นแค่เบี้ยหมากทางการเมืองโดยทักษิณและลูกสมุน ตามที่ชนชั้นกลางและสื่อเชื่อหรือพยายามทำให้เชื่อเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมเรือนแสน และมีจำนวนหลายพันคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตกับการถูกปราบด้วยกระสุนจริง (และกระสุนกระดาษของทหาร—ฮา) ทั้งที่ดินแดงและรอบทำเนียบรัฐบาล จะมีแต่เพียงแค่พวกโง่เง่าหรือพวกม็อบรับจ้าง


ดังนั้น ประเด็นสาระสำคัญที่ควรอภิปรายกันคือ อะไรเล่าที่เป็นรากเหง้าของปัญหา อะไรเล่าทำให้ผู้ชุมนุมที่มีความรู้สึกฝังแน่นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ ที่ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ชุมนุมอันหลากหลายตั้งแต่รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่สำหรับหลายคนไม่ว่าจะ “มีสักกี่คนที่รู้หรือ (แกล้ง) ไม่รู้ว่า” ความเลวร้ายของทักษิณมีทั้งสิ้นเพียงสี่ประการตามที่พี่ไล่เรียงมาให้ดู หรือมากกว่านั้นก็ตาม สังคมประชาธิปไตยก็ไม่มีสิทธิ์จะปลดทักษิณออกจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหาร มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่ความรู้สึกนี้ถูกสะสมเพิ่มพูนจากกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ตั้งแต่การยุบพรรคไทยรักไทย ต่อด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน (ซึ่งทำให้นายกฯ สมชายหลุดจากตำแหน่งไปด้วย) การหลุดจากตำแหน่งของนายกฯ สมัครในคดีชิมไปบ่นไป ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และการประชาพิจารณ์และการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายภายใต้ภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่


มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่ตั้งแต่การบุกยึดสถานนีโทรทัศน์ NBT การยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินทั้งระดับชาติและต่างจังหวัดของกลุ่มคนเสื้อเหลือง โดยที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสองครั้งของรัฐบาลสมัครและสมชายถูกทหารนั่งทับไว้เฉยๆ และไม่จัดการอะไรเลยกับม็อบมีเส้นสีเหลือง จะเพิ่มพูนความคับข้องใจให้กับเสื้อแดง รวมไปจนกระทั่ง ณ ขณะนี้ที่ผู้นำเสื้อเหลืองยังไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย


มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่เหตุการณ์ที่ผมไล่เรียงมานี้จะเป็นความพยายามของชนชั้นนำ— ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม โดยอาศัยช่องทางต่างๆ ในการจัดการ-ควบคุมกลุ่มพลังของชนชั้นล่างที่ตื่นตัวทางการเมืองและเริ่มเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบเดียวกับที่ชนชั้นกลางเคยทำมาในอดีต ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะกีดกันชนชั้นล่างออกจากส่วนแบ่งของอำนาจทางการเมือง หรือไม่ก็แย่ยิ่งไปกว่านี้คือ ความพยายามของชนชั้นนำที่จะหลอกคนอื่นและหลอกตัวเองด้วยว่า ความปั่นป่วนทางการเมืองในสามปีที่ผ่านมานั้นเป็นฝีมือของทักษิณเพียงคนเดียว โดยไม่มีพลังทางสังคมและชนชั้นรองรับ คิดราวกับว่าถ้าทักษิณวางมือเสียคนเดียวแล้วเราก็จะกลับเข้าสู่สังคมแห่งวันชื่นคืนสุขในอดีตทันที


พี่ประสงค์เขียนต่อไปว่า “ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กลุ่มบุคคลที่หลากหลายเหล่านี้ ยอมรับให้ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งสถาปนาตนเองเป็นผู้นำความคิดด้านประชาธิปไตยเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้” ตามด้วยการไล่เรียงความเลวร้ายสี่ประการของทักษิณเพื่อที่จะสรุปบทความว่า “การนำพฤติกรรมเหล่านี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณมาพูดถึงเพื่อต้องการบอกให้รู้ว่า วาทกรรมที่อวดอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยและมีความกล้าหาญเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ควรค่าแก่การรับฟัง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การดิ้นรนให้หลุดพ้นจากคดีที่ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและต้องการทวงทรัพย์สินกว่า 70,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้ในคดีร่ำรวยผิดปกติคืนเท่านั้น ถ้าได้รับชัยชนะอาจได้ "อำนาจ" กลับคืนเป็นของแถมอีกด้วย”


ย่อหน้านี้พี่เขียนสรุปราวกับว่า ผู้เข้าร่วมการชุมนุมเสื้อแดงทั้งหมดถูกทักษิณหลอกใช้ หรือไม่ก็เป็นผู้แกล้งโง่—ทำตัวไม่รู้ทันเป้าหมายที่แท้จริงของทักษิณ ทั้งๆ ที่ย่อหน้าแรกๆ ของบทความพี่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ผู้ชุมนุมประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดหลากหลาย ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมบทสรุปของพี่ไม่คงเส้นคงวากับตอนต้นของบทความ


เป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ ที่ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของทักษิณจะเป็นไปตามที่พี่เขียนหรือไม่ก็ตาม คนเสื้อแดงจำนวนมากแม้รู้อยู่เต็มอกถึงเป้าหมายแท้จริงเช่นเดียวกับพี่ แต่ก็ยังพร้อมที่จะยอมรับให้ทักษิณเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นคนๆ เดียวที่พวกเสื้อแดงแต่งตั้งขึ้นสู่อำนาจผ่านบัตรเลือกตั้ง และการยอมรับเป็นสัญลักษณ์นี้ก็ย่อมไม่เท่ากับการสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนๆ คนเดียว หรือรู้ไม่ทันทักษิณ ใช่ไหมครับ


เป็นไปได้ไหมครับที่ความไม่คงเส้นคงวาของพี่เป็นเพียงบทสะท้อนความคิดของสื่อกระแสหลักโดยทั่วไปที่กลัว “ผีทักษิณ” หลอกหลอน เช่นเดียวกับในยุคสงครามเย็นที่ต่างกลัว “ผีคอมมูนนิสต์” และด้วยความกลัวผีทักษิณนี้เองที่ทำให้การรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักไม่รอบด้าน ไม่พยายามเปิดพื้นที่ให้กับเสียงของคู่ขัดแย้งอย่างเท่าเทียม ไม่มีการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมอย่างหลากหลายพอเพียงจนทำให้ผู้เสพสื่อทั่วไปเห็นถึงความหลากหลายของผู้เข้าร่วมชุมนุม

รวมทั้งวาดภาพของผู้ชุมนุมว่าเป็นเพียงม็อบรับจ้าง ม็อบถูกหลอก ฯลฯ จนกระทั่งการทำข่าวของสื่อแบบนี้เองที่เป็นตัวตอกย้ำ/ เพิ่มพูนความรู้สึกอยุติธรรมของคนเสื้อแดง ที่น่ากลัวกว่าอย่างอื่นทั้งหมดคือ การทำข่าวเช่นนี้เกิดขึ้นจากความยินยอมพร้อมใจของสื่อเอง โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งๆ ที่ไม่ถูกกดดันจากรัฐบาลแบบสื่อทีวี

28 พฤษภาคม 2552

ใบตองแห้ง:ไม่ต้องเขินหรอกว่าลิ้มเป็นสื่อแล้วเป็นหัวหน้าพรรคไม่ได้


โดย ใบตองแห้ง
ที่มา ไทยโพสต์
28 พฤษภาคม 2552

ฉะนั้นเรื่องเสียสัตย์เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยครับ สุจินดายังงงไม่หายว่าทีจำลองเสียสัตย์กลับไปกินข้าว ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ม็อบมือถือคนชั้นกลางเรียกร้องนายกฯ จากเลือกตั้ง แต่พอได้นายกฯ อานันท์ กลับโห่ร้องกันใหญ่ เรื่องเป็นเจ้าของสื่อก็เหมือนกัน รัฐธรรมนูญ 50 ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ เพราะกลัวจะเหมือนทักษิณเป็นเจ้าของไอทีวี แต่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่น่าจะห้ามสื่อเป็นนักการเมือง เพราะทุกวันนี้สื่อก็เล่นการเมืองอยู่แล้ว (ฮา)


ไชโย พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่ออำมาตยาธิปไตยจัดตั้งขึ้นแล้ว ภายหลังได้ฉันทามติเป็นเสียงโห่ฮาสองนาทีในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ (ฮา-ด้วยคน เพราะผมหลงคิดว่าเขาจะใช้วิธีอารยะกว่านี้ เช่นให้ตัวแทนแต่ละจังหวัดมาลงคะแนนลับ)

มันแสดงให้เห็นว่า 5 แกนนำก็ยังสามารถเป่านกหวีดปี๊ดๆ ได้ตามเคย แม้ก่อนหน้านี้จะมี พธม.บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรค

ผมก็สนับสนุนให้พันธมิตรฯ ตั้งพรรคนะ นักวิชาการบางท่านบอกว่าเป็นการอัตวินิบาตกรรมตัวเอง แต่ผมมองว่ามันเป็นเหมือนคำสาป ถึงอย่างไรก็ต้องตั้ง ถึงอย่างไรก็ต้องเดินต่อไปในแนวทางนี้ อุตส่าห์ยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบินแล้วจะหยิบยื่นอำนาจให้โอบามาร์คกับปากห้อยเอาไปสะด๊วบ มันก็เหมือนฉี่ไม่สุดอย่างคุณว่า

คือพันธมิตรฯ ปลุกกันมาด้วยอุดมการณ์สุดขั้ว สุดขอบโลก ปฏิเสธนักการเมือง ปฏิเสธการเลือกตั้ง ไปหมดแล้ว จะมายอมให้ปรองดอง สงบ สันติ สามัคคี แบ่งเค้กรถเมล์ 4 พันคัน กันได้ไง

พูดง่ายๆ พันธมิตรฯ เป็นตัวแทนคนชั้นกลางจารีตนิยม ที่เชื่อว่าประเทศนี้กำลังมีภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวง จากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่จะมายึดสมบัติชาติ จากวัฒนธรรมตะวันตก ที่บ่อนทำลายลูกหลาน จากวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่จะทำให้คนจน เครียด กินเหล้า อ้างความเสมอภาค พันธมิตรฯ เชื่อว่าประเทศนี้จะต้องปกครองโดย "คนชั้นกลางในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ร่วมกับทหารและข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะยอมให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนไม่ได้แม้แต่น้อย

ถ้านึกภาพไม่ออกให้เอาตอลิบันหรือรัฐอิสลามหารสอง ใส่ Royalist เข้าไป เหยาะพุทธทาสกับความคิดประชาสังคมของหมอประเวศนิดๆ พอให้รสกลมกล่อม นั่นแหละอุดมการณ์พันธมิตรฯ

ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะทำให้ความพยายามสร้างกระแส "สงบ สันติ สามัคคี" แบบอำมาตยาเป็นผู้ชนะ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ อำมาตยาใช้พันธมิตรฯ เป็นเครื่องมือ พอชนะแล้วก็ไม่ต้องการใช้ต่อ แต่พันธมิตรฯ เหมือนผีชีวะที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วมีฤทธิ์ หมอผีก็เอาไม่อยู่

ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะนำไปสู่จุดจบของพันธมิตรฯ ของความสุดขั้วสุดโต่ง ที่จะถูกปฏิเสธจากสังคมในที่สุด แล้วสังคมจะได้รับบทเรียนว่ากระแสที่ปลุกกันมาโดยพันธมิตรฯ โดยสื่อ นักวิชาการ นั้นเลอะเทอะแค่ไหน

เหมือนดูหนังเรื่องลูกบ้าเที่ยวล่าสุด มันก็ต้องบ้าให้ถึงไคลแมกซ์ อย่ามาหยุดครึ่งๆ กลางๆ

ฉะนั้นเรื่องเสียสัตย์เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยครับ สุจินดายังงงไม่หายว่าทีจำลองเสียสัตย์กลับไปกินข้าว ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ม็อบมือถือคนชั้นกลางเรียกร้องนายกฯ จากเลือกตั้ง แต่พอได้นายกฯ อานันท์ กลับโห่ร้องกันใหญ่ เรื่องเป็นเจ้าของสื่อก็เหมือนกัน รัฐธรรมนูญ 50 ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ เพราะกลัวจะเหมือนทักษิณเป็นเจ้าของไอทีวี แต่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่น่าจะห้ามสื่อเป็นนักการเมือง เพราะทุกวันนี้สื่อก็เล่นการเมืองอยู่แล้ว (ฮา)

Conservative คือคิดว่าให้คนรวยรวยก่อนแล้วจะกระจายมาถึงคนจน ผ่านการจ้างงานผ่านการใช้จ่าย

Liberal คือคิดว่าต้องคุ้มครองคนจนจากกลไกแข่งขันเสรี และกระจายรายได้ (ซึ่งเป็นการสร้างกำลังซื้อ)

แต่ทั้ง Conservative และ Liberal ก็ต้องเป็นประชาธิปไตย แนวคิดของพันธมิตรฯ ที่จริงเป็น Liberal ทางเศรษฐกิจ แต่พิกลพิการที่ไม่เอาประชาธิปไตย กลับเอา Aristocrazy และเป็นอนุรักษนิยมสุดๆ ในทางสังคม

ขอแสดงความนับถือ

ใบตองแห้ง

26 พฤษภาคม 2552

ล้นหลาม หรือ หล๋อมแหล๋ม ?? .... เมื่อเดลินิวส์ ดูถูกประชาชน

โดย ทีมข่าว thaipresslog
26 พฤษภาคม 2552

เวบไซต์ dailynews ตีข่าว 'เสื้อเหลืองตบเท้าแสดงพลัง'

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่สนามกีฬา ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กลุ่มพันธมิตรฯ ได้จัดงาน “193 วันรำลึก 1 ปีแห่งการต่อสู้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตย” โดยมีแนวร่วมเสื้อเหลืองทยอยมาร่วมงานตั้งแต่ช่วงสายอย่างคึกคัก จนกระทั่งช่วงบ่าย มีจำนวนกว่า 4 หมื่นคน ก็จับจองที่นั่งจนเกือบเต็มอัฒจันทร์ทั้ง 4 ด้าน



คำถามถึงเดลินิวส์ จาก คุณ สารถีเขียวเหลือง (พันทิปราชดำเนิน)

คุณเป็นผู้สื่อข่าว หรือเป็นทาสรับใช้พันธมิตร ความเป็นจริงเป็๋นอย่างไรไม่สนแล้วหรือ สนามมีความจุ 2 หมื่นคน แต่เสนอข่าวว่า 4 หมื่น ในห้องนี้เสื้อแดงตั้งกระทู้เหน็บแนมเกี่ยวกับจำนวนคนว่า เสื้อเหลืองมากันน้อย ผมก็ไม่เคยไปช่วยทับถม

แต่เดลินิวส์มาเสนอข่าวโกหกแบบนี้ ผมรับไม่ได้ การทำแบบนี้ เป็นการดูุถูกประชาชนเป็นอย่างมาก คงคิดว่าประชาชนมันโง่ ที่ไม่รู้ข้อมูลว่า สนามแห่งนี้สามารถจุคนได้เท่าไหร่ กูอยากจะเขียนอะไรก็เขียน

หน้าด้านมากเลยนะครับ เดลินิวส์

================================
คุณ Vanipok

สื่อก่อนรายงานข่าว ...ช่วยตรวจสอบข้อมูลก่อนก็ดีนะครับ ...จะได้ไม่มั่ว

ผมว่า...ไล่พวกที่อยู่ในสนามให้ขึ้นมานั่งบนอัฒจรรย์...ก็ยังไม่เต็ม...

ข้อมูล สนามกีฬาหลัก
(Main Stadium) ศูนย์บริการกีฬา ม.ธรรมศาสตร์


เป็นสนามกีฬากลางแจ้งมาตรฐานขนาดใหญ่พร้อมลู่วิ่งยางสังเคราะห์ จำนวน 9 ช่องวิ่ง สำหรับเล่นและแข่งฟุตบอล กรีฑา และกีฬากลางแจ้งอื่นๆ มีไฟฟ้าส่องสว่างระดับมาตรฐานการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ มีอัฒจันทร์สำหรับนั่งชมโดยรอบ และมีหลังคาทั้งสองฝั่งสนาม ความจุของสนาม 20,000 คน

================================

คุณ เสรีชน จากเวบบอร์ด ประชาไท

เดลินิวส์ นสพ ฝ่ายพันธมารม็อบผ้าอนามัย หน้าแตกไม่ได้ เสียหน้าไม่ยอม

แม้ข่าวทุกช่อง พยายามจะบ่ายเบี่ยง ไม่พูดเรื่องจำนวนคน และภาพจากสื่อต่างๆ หลายสื่อ ยอมรับว่า บนอัฒจันทร์ มีคนเข้านั่งเพียงครึ่งเดียว ข้างล่างที่สนามหญ้าอีกจำนวนหนึ่ง

แต่เดลินิวส์ ทนอัปยศไม่ได้ เลยขอโกหกตรงๆ ว่า ช่วงบ่ายมีคนจำนวนกว่าสี่หมื่น จับจองที่นั่งเกือบเต็ม หน้า 9 คอลัมน์ 4 เดลินิวส์วันนี้

เหอะๆ แปดพันนี่เต็มที่แล้ว และการแหกตาของสื่อนรกฉบับนี้ ไม่เนียนเลย ในเมื่อสนามกีฬา มธ รังสิต จุคนได้เพียงสองหมื่น แต่สี่หมื่นนี่ แสดงว่าต้องนั่งตักกันแล้วครับ และที่สนามหญ้าเต็มที่ ไม่เกินพันห้าร้อยคน นี่เต็มที่แล้วนะ จริงๆ น่าจะประมาณ 800-900 คนเอง

แต่วันที่สนามรัชมังคลา สนามแทบแตก เดลินิวส์ให้ตัวเลขสามหมื่นเศษ

นี่เรื่องง่ายๆ สื่อยังโกหกหน้าตาเฉย ทั้งที่สนามรัชมังคลา คนมากกว่าที่ มธ หกเท่าตัวเป็นอย่างน้อยที่สุด

ทำให้เห็นแล้วว่า สื่อต้องการรักษาหน้า รักษาความผิด ที่โกหกประชาชนมาตลอด อ้างประชาชน เเต่สื่อทนรับความจริงไม่ได้ ที่ประชาชนกับชื่อทักษิณ ชินวัตร คือ สิ่งเดียวกัน

ถึงไม่แปลกใจที่เลือกตั้งทีไร สื่อเชียร์ใคร คนนั้นแพ้เลือกตั้ง เพราะสื่อไทยไม่ได้สะท้อนเสียงหรือบอกเล่าความจริงกับสังคม

อนิจจา นี่คือ ประเทศไทยในยุคที่เพรียกหาจริยธรรม แต่คนที่เพรียกหาเต็มไปด้วยอคติ มายาคติ และโมหะคติ !!!

ชาวเน็ตเอียนสื่อไทยข่าวเคอิโงะล้นจอ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดเฉลิมไทย พันทิป
26 พฤษภาคม 2552

เคอิโงะช่วยให้สื่อมวลชนไทยรอดตายไปได้อาทิตย์นึง วันที่เหลือถึงสิ้นเดือนก็ไปหาข่าวไข่ประหลาด วัวสองหัวพอเล่นได้ไปถึงวันที่ 1 เดือนหน้า แล้วก็ไปกดเงินเดือนมาประทังชีวิตไปได้อีกเดือน


ชาวเน็ตห้องเฉลิมไทยออกอาการรำคาญกับการนำเสนอข่าวเคอิโงะ เด็กน้อยตามหาพ่อญี่ปุ่นว่าเกินความพอดี เช่น กระทู้สื่อไทยเมาหมัด หลังลูกครึ่งยุ่น โผล่ตามหาพ่อ อีกหลายคน ตั้งโดยคุณดับอนาถ เขียนว่า

หากินกับเด็กจนได้เรื่องจิงๆ สื่อเมาชน คนไทยแลนด์ ตีข่าวโอเวอร์เกินเหตุ ทำข่าวยังกับเรียลริตี้โชว์ แย่งกับทำสกู๊ป เหมือนกระสือเดือน10 จนเด็กและป้าเขาไม่เป็นส่วนตัว พ่อเขาที่ญี่ปุ่นยังรำคานสื่อไทย ต้องแอบมาคุยกับลูก กลายเป็นละเมิดสิทธิส่วนตัวพ่อกับลูกไปชิบ

2-3นี้เลยโดนดี ลูกครึ่งยุ่นออกมาตามหาพ่อกันอีกหลายคน เมาหมัดละสิทีนี้ เล่นข่าวไม่ถูก เพราะยิ่งมีออกมาเยอะ จุดเด่นที่ไว้ขาย จะลดน้อยลง ไม่ใช่เรื่องแปลก

อันที่จิงก็ช่วยเขาตามหาแบบพองามก็พอ มันไม่เห็นจะต้องทำข่าวใหญ่โต วุ่นวายอะไร ทุกวันนี้เด็กเจอพ่อแม่ทิ้ง มีถมเถไป

ไปดู อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์สิ ลูกJI ทหารอเมริกัน ใข่ไว้ล้นอำเภอ ใครไปอยู่ที่นั่น จะเห็นสัปเหร่อ ที่หน้าตาหล่อระดับแอนดิวเกสสันหลายคน เห็นแล้วจะอึ้ง ไม่เอาไปทำข่าวอีกละ ผมว่าเขาก็คงอยากจะตามหาพ่อเหมือนกัน

เห่อ ..

จากนั้นคนร่วมแสดงความเห็นในกระทู้ต่างก็แสดงความเห็นในทางเดียวกันคือรำคาญสื่อไทย เช่น

-ถูกกกก! เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ

มันเกร่อมากเลยกับข่าวเด็กตามหาพ่อ

ตอนแรกก็สงสารน้องเค้าอ่ะนะ

แต่ตอนนี้เบื่อแล้ว ข่าวเยอะเกิน

เหมือนรายการเรียลลิตี้ที่ตามดูชีวิตคนๆนึงเท่านั้นเอง

-แล้วเด็กไทยที่โดนรถตู้ลักไปอ่ะ
ทำไมไม่ไปทำข่าวกันมั่ง ตำรวจก็ล่องลอยอยู่กับม็อบอ่านะ สื่อก็โงะก็แงะกันตามหาพ่อ

แต่ไม่นึกถึงผู้ปกครองที่ลูกหายไปมั่งอ่ะ เปิดเทอมแล้วน่าเป็นห่วงเด็กๆ

-เอ.......เท่าที่ทราบมา ข่าวเคอิโงะ นี่เพราะสมเด็จท่านทรงรับไว้

เลยเป็นกระแสมิใช่รึ

แล้วแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน
เลยเอานี้มากลบกระแสเศรษฐกิจและการเมืองให้อุ่นลงหน่อย

แต่คงเว่อร์ไปหน่อยเลยทำให้รู้สึกมากจนล้นเหลือที่จะบริโภค....

-ถ่ายตั้งแต่แต่งตัว ขี่จักรยานไปโรงเรียน เข้าแถว อ่านหนังสือในห้อง อ้ากกกๆๆๆๆๆๆๆ ดีนะ ไม่ตามไปถ่ายในห้องน้ำด้วย สงสารน้องเค้าอ่ะ แทบไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย

-เคอิโงะช่วยให้สื่อมวลชนไทยรอดตายไปได้อาทิตย์นึง วันที่เหลือถึงสิ้นเดือนก็ไปหาข่าวไข่ประหลาด วัวสองหัวพอเล่นได้ไปถึงวันที่ 1 เดือนหน้า แล้วก็ไปกดเงินเดือนมาประทังชีวิตไปได้อีกเดือน

นอกจากนั้นมีกระทู้แสดงความเบื่อสื่อไทยในกรณีข่าวเคอิโงะอีกจำนวนมาก คลิ้กตามลิ้งค์นี้ในห้องเฉลิมไทย

24 พฤษภาคม 2552

ยอดผู้อ่านไทยอีนิวส์ทะลุ10ล้านคลิ้กแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤษภาคม 2552



ไทยอีนิวส์ มียอดผู้เข้าอ่านครบจำนวน 10 ล้านเพจวิวในวันนี้ ภายหลังจากเริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บบล็อกอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2550


สถิติถึงช่วงเวลา14.00 น.วันที่ 24 พฤษภาคม 2552 ระบุจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมทั้งสิ้น 10,000,509 คลิ้ก โดยในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าเยี่ยมชมที่ไม่นับการเข้าเยี่ยมชมแบบซ้ำๆจำนวน 5,182,949 ครั้ง ผู้ที่มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมเป็นหนแรก 1,568,339 ครั้ง และผู้ที่ได้กลับมาเยี่ยมชมอีกครั้ง 3,614,610 คลิ้ก

ถือกำเนิดหลังรัฐประหารอัปยศ19กันยา49

หลังรัฐประหารครั้งอัปยศเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไทยอีนิวส์ได้กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ด้วยการนำเสนอบทความแรกชื่อ แถลงการณ์ขบวนทัพประชาชน ซึ่งมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ตามที่เขายัดเยียดให้

บรรดาเผด็จการอำนาจนิยม พวกอภิสิทธ์ชนกี่ยุคสมัยไม่เคยเปลี่ยนธาตุแท้ของพวกเขาเลย นั่นก็คือการกดขี่หยามเหยียดประชาชนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้การปกครองเยี่ยงทรราชย์ โดยไม่ยินยอมให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงมีเสรีภาพ มีการตั้งตัวแทนของตนขึ้นปกครองบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

อีกประการหนึ่งที่พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยมมักเข้าใจผิดก็คือ ดูถูกหมิ่นแคลนไม่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในพลังสามัคคีของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาล มักคิดสั้นๆว่าเมื่อเด็ดหัวขบวนผู้นำการต่อสู้แล้ว ขบวนแถวของประชาชนผู้รักชาติจะล่มสลายลง ซึ่งเป็นการคิดผิดทุกครั้ง

พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ทักษิณก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ต่างไปจากพลตรีจำลองในเดือนพฤษภาคม2535 หรือ13กบฎในกรณี14ตุลาคม2516 แม้จะเด็ดยอดจับกุมคุมขัง หรือขจัดให้พ้นเวทีการเมืองไปได้ แต่ไม่มีทางเลยที่จะหยุดยั้งขบวนทัพอันเกรียงไกรของประช่าชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมได้

เพราะขบวนทัพของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรม ในทางประวัติศาสตร์ไม่เคยขึ้นตรงต่อผู้ใด ธรรมชาติเป็นไปเพื่อการปกปักรักษามรดกประชาธิปไตยอันเป็นของปวงชนเอาไว้ด้วยเลือดเนื้อชีวิต และจักสืบสานการต่อสู้สืบทอดต่อไปยังอนุชนในอนาคต

พลังบริสุทธิ์ของผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบอภิสิทธิ์ชนล้าหลัง มีแต่เกียรติประวัติแห่งชัยชนะ ดังนั้นระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ก็เตรียมตัวเป็นรายต่อไปที่จะถูกบดขยี้ให้พังพินาศในเร็ววัน

ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ขอให้มีความเชื่อมั่นในพลังของขบวนทัพประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย มีความศรัทธาในเกียรติประวัติการต่อสู้ของพวกเรา และแน่นอนว่า ชัยชนะของประชาชนกำลังจะมาถึง พวกอสัตย์อธรรมกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้


บรรยากาศในระยะเริ่มต้นของไทยอีนิวส์และความกระหายข่าวสารของฝ่ายประชาธิปไตย

หลังการรัฐประหาร19กันยายน2549 ผู้เผด็จการเข้าควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด รวมทั้งสื่อกระแสหลักต่างเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างระมัดระวัง หลายสำนักสมคบคิดกับผู้เผด็จการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร มอมเมายาพิษแก่ประชาชน เราจึงได้เปิดสื่อทางเลือกออนไลน์คือไทยอีนิวส์ขึ้น โดยเน้นนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และบทความเปิดโปงต่อต้านเผด็จการ กับสมุนบริวาร และแสดงจุดยืนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย

ไทยอีนิวส์ได้รับการต้อนรับจากประชาชนผู้ต่อสู้ดิ้นรนเรียกหาประชาธิปไตยในทันทีในช่วงระยะแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศเพรียกหาประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการของประชาชนไทยกำลังเป็นไฟลามทุ่งออกไปอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตามบทบาทของไทยอีนิวส์ได้หยุดลงในระยะหนึ่ง เนื่องจากผู้เผด็จการคุกคามอย่างหนัก และกลับมานำเสนอยืนหยัดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2550 และเริ่มนับสถิติผู้เข้าเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2550

ตลอดปี2550 มีผู้เข้าเยี่ยมชมอ่านข่าว บทความ ทัศนะจากไทยอีนิวส์รวม 1,521,607 ครั้ง

ในปี2551 สถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นร้อนแรง แต่ข้อมูลข่าวสารจากสื่อกระแสหลักไม่อาจตอบสนองต่อผู้ที่ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และจุดยืนทัศนะที่เป็นประชาธิปไตยได้ ถือเป็นปัจจัยหลักให้สื่อออนไลน์ทางเลือกอย่างThaiE-newsมียอดผู้เข้าติดตามข้อมูลอย่างก้าวกระโดดในปีนี้ โดยมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากเกือบ 5 ล้านคลิ้กเฉพาะปีนี้ คือรวมทั้งสิ้น 4,979,167 คลิ้ก

ส่วนปี2552 ด้วยสถานการณ์ทางการเมือง และการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนไทยขึ้นสู่กระแสสูงนับแต่ต้นปีอย่างสืบเนื่อง ทำให้เวลาที่ผ่านไปเพียงยังไม่ครบ 5 เดือน มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้วถึง 3,499,735 คลิ้ก



สะบัดวงล้อมปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร สงกรานต์เลือดยอดผู้อ่านทะลักเกือบแสนต่อวัน

สถิติในปีกลาย คือพ.ศ.2551 ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมสูงสุดคือวันที่ 25 พฤศจิกายน และ 26 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นวันแรกและวันที่2ซึ่งกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยวันที่25มียอดผู้อ่าน61,343ครั้ง และวันที่26ยอดผู้อ่าน61,510ครั้ง ช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าว จากปากคำของชาวต่างชาติที่ติดค้างอยู่ในสนามบินกว่าหมื่นคน ปฏิกริยาของนานาชาติต่การเข้ายึดสนามบิน การให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรโดยชนชั้นนำ ท่ามกลางการแฉโพยเปิดโปงของสำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลก ส่วนสื่อกระแสหลักได้เพียงแต่เซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความระแวดระวัง หรือบางสำนักถึงขั้นบิดเบือนข้อมูลข่าวสารไปอีกทาง เพื่อสนองตอบต่อจุดยืนและผลประโยชน์ทางการเมืองของตน

ขณะที่ความพยายามที่ล้มเหลวของรัฐบาลที่จะบังคับใช้กฎหมาย การเพิกเฉยและสมคบคิดของกองทัพ ตำรวจกับกลุ่มพันธมิตรและชนชั้นนำ รวมทั้งเราเป็นสื่อแรกที่นำเสนอว่าพฤติการณ์ของพันธมิตรเป็นการ"ก่อการร้ายสากล"

อย่างไรก็ตามในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552 ได้ทำลายสถิติในการเข้าชมสูงสุดในคราวยึดสนามบินลง โดยยอดผู้เข้าชมซึ่งปกติก่อนหน้าเหตุการณ์ถึงจุดสุดขีดอยู่ระหว่าง35,000-45,000คลิ้กต่อวันโดยประมาณ ได้ทะยานขึ้นเป็น88,521คลิ้กในวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2552 และทะยานขึ้นเป็น97,606คลิ้ก หรือเกือบทะลุหลักแสนในวันจันทร์ที่ 13 เมษายน

สาเหตุที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากในช่วงวันดังกล่าวเนื่องจากรัฐบาลประกาศพรก.ฉุกเฉิน ควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อ ประกอบกับสื่อกระแสหลักเองก็นำเสนอข่าวลำเอียงมีอคติต่อกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย และเข้าข้างรัฐบาลอย่างโจ่งแจ้ง ขณะที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอเหตุการณ์ข่าวดังกล่าวอย่างรอบด้านทั้งรายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศ รายงานข่าวจากภาคประชาชน และรายงานข่าวจากฝั่งรัฐบาลแบบเกาะติดนาทีต่อนาที (อ่านรายงานข่าวช่วงนั้นในข่าว บันทึกนาทีต่อนาทีวันต่อวัน8-14เมษาฯประชาภิวัฒน์ )ทำให้ประชาชนผู้กระหายข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านได้เข้าเยี่ยมชมมากเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตามในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือด รัฐบาลได้สั่งการบล็อกไทยอีนิวส์ พร้อมกับเวบไซต์ฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า 60 แห่ง โดยอ้างว่าทำตามประกาศพรก.ฉุกเฉิน ทำให้เราต้องตั้งเวบสำรองขึ้นอีกแห่ง ขณะที่ผู้อ่านของเราก็พยายามอย่างยิ่งยวดในการฝ่าทะลวงการปิดกั้นของทางการเข้าสู่เวบบล็อกไทยอีนิวส์ทุกวิถีทาง

อย่างไรก็ตามจนเวลาล่วงเลยมาถึงขณะนี้ที่มีการยกเลิกพรก.ฉุกเฉินแล้วรัฐบาลก็ยังไม่ยกเลิกการบล็อกไทยอีนิวส์ในช่องทางปกติที่ผู้เข้าเยี่ยมชมเคยเข้าถึง และต้องเปลี่ยนเข้าสู่ช่องทางใหม่คือ http://www.thaienews.blogspot.comที่ท่านกำลังเยี่ยมชมอยู่ในขณะนี้

ทีมข่าวไทยอีนิวส์คืออาสาสมัครสื่อทางเลือกจุดยืนประชาธิปไตย

ไทยอีนิวส์เป็นการรวมตัวกันของอาสาสมัครที่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย โดยเราเคยเป็นเพียงนักท่องอินเตอร์เน็ตที่เข้าไปเยี่ยมชมและแสดงความเห็นในเวบบอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป แต่ต่อมาพันทิปมีการเซ็นเซอร์ตัวเองเข้มงวดขึ้น สื่อกระแสหลักต่างก็เซ็นเซอร์ตัวเองอย่างระมัดระวัง บางสำนักบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หันไปมอมเมาให้ยาพิษแก่ประชาชน สนับสนุนให้ท้ายเผด็จการ กลุ่มพันธมิตรที่ต่อต้านประชาธิปไตย ชนชั้นนำที่ทำทุกอย่างในการแทรกแซงการเมืองทำลายประชาธิปไตยของประชาชนไทย เราจึงได้เปิดสื่อทางเลือกคือไทยอีนิวส์ และไทยเพรสล็อกขึ้น โดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน เปิดโปงฝ่ายเผด็จการทำลายชาติต่อต้าน ประชาธิปไตย แสดงจุดยืนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของประชาชนไทยที่ต่อต้านคัดค้านเผด็จการ และเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

เรายังต้องการอาสาสมัครนักข่าวฝ่ายประชาธิปไตย ง่ายๆคุณก็ทำได้

ปัจจุบันไทยอีนิวส์มีอาสาสมัครร่วมงานกันเพียง 6 คน นำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่าน 2 เวบบล็อกหลักๆคือ
-ไทยอีนิวส์ และ
-ไทยเพรส http://www.thaipresslog.blogspot.comซึ่งนำเสนอข่าวสาร บทความ ทัศนะวิพากษ์ต่อแวดวงกระแสหลัก

ทีมข่าวไทยอีนิวส์ไม่มีสำนักงาน ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน และไม่รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดๆ เพื่อที่เราจะได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมาที่สุด แต่อาสาสมัครมีงานประจำของตนอยู่แล้ว ผู้อ่านสามารถสนับสนุนการทำงานของเราง่ายๆด้วยการแพร่กระจายเวบข่าวอิสระนี้ไปยังเพื่อนมิตรของท่านให้กว้างไกลที่สุด หรือส่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นการเปิดโปงฝ่ายเผด็จการ สนับสนุนประชาธิปไตย หรือแสดงความเห็นใดๆมาที่ thaienews@googlegroups.com และเรายังต้องการอาสาสมัครเพิ่มเติมในการช่วยนำข้อมูลข่าวสารต่างๆมานำเสนอในเวบของเรา โดยขอบเขตงานและคุณสมบัติดังนี้

*นำข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ ข่าว บทความ ทัศนะ ภาพถ่าย คลิปทั้งด้านการเมือง สังคม เหตุการณ์ต่างๆที่เป็นการคัดค้านเปิดโปงเผด็จการ พวกทำลายชาติ การเคลื่อนไหวต่างๆที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยมาเผยแพร่ต่อผู้อ่านที่ทวีขึ้นทุกๆวัน

*ท่านไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนกับทีมงานของเรา ขอให้มีเพียงทัศนะที่สอดคล้องกับเราคือสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย เปิดโปงเผด็จการทุกรูปแบบ

*ไม่หวังว่าจะได้รับค่าตอบแทนใดๆเป็นตัวเงิน ท่านอาจเริ่มเป็นอาสาสมัครตามสะดวกก่อน หากพร้อมก็ค่อยร่วมงานในฐานะอาสาสมัครเพิ่มมากขึ้นตามแต่สะดวก

คุณจะลงโฆษณาในไทยอีนิวส์หรือบริจาคสนับสนุนได้หรือไม่..

ได้ หากไม่มีข้อผูกมัด หรือก้าวก่ายจุดยืนการทำงานของเรา และไม่ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของทีมงานอาสาสมัคร เงินรายได้ทั้งหมด เราจะนำไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี หรือกิจกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยที่มีความจำเป็น โดยแจ้งความประสงค์มาได้ที่thaienews@googlegroups.com

ส่วนท่านที่ประสงค์อยากบริจาคสนับสนุนการทำงานของเรา คลิ้กที่นี่ โดยขอแจ้งต่อท่านผู้บริจาคให้ได้รับทราบว่า เงินทุนที่ท่านบริจาคให้เรามานั้น ล่าสุดเราได้นำบริจาคต่อให้กับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สงกรานต์เลือดแล้ว

22 พฤษภาคม 2552

จากพฤษภาทมิฬถึงสงกรานต์เลือด:สื่อเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Media Monitor
22 พฤษภาคม 2552

สื่อลืมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ตัวเองยืนอยู่ข้างประชาชนแล้วรายงานสิ่งที่รัฐ หรือทหารทำกับประชาชน แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราวสงกรานต์ปีนี้ สื่อเลือกที่จะไปยืนอยู่ฝ่ายทหารแล้วหันมุมกล้อง ไปในทิศทางเดียวกันกับกระบอกปืน


นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “ฟรีทีวีกับการรายงานข่าว การชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552” ในการประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อสารมวลชนระดับชาติ เมื่อวันที่ 16 - 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา

โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า ฟรีทีวีทุกช่องให้พื้นที่เสียงแก่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายนปช. ผลการศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะให้ สื่อฟรีทีวีทั้งหมด ควรวางตนเป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่ฝักใฝฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ นำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงของข่าวอย่างรอบด้าน หลากหลาย และเป็นธรรม ไม่ควรชี้นำความคิดของผู้ชมให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ ( อ่านรายละเอียดที่ข่าว ผลวิจัยตอกย้ำทีวีทุกช่องเสนอข่าวสงกรานต์เลือดอคติเอียงข้างรัฐบาล )

นายธีระพล อันมัย สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าววิจารณ์ผลงานศึกษาวิจัยข้างต้น ว่า สื่อทำหน้าที่เพียงแค่รายงานข่าวไม่ต่างจากอาชญากรรม สื่อสนใจเพียงแค่เหตุการณ์ความรุนแรง แต่ไม่ได้บอกสังคมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมคนเสื้อแดงจึงมาชุมนุม ในขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากอยู่ในความสงบ แต่มีกลุ่มหนึ่งออกมาสร้างความวุ่นวาย สื่อเลือกที่จะโฟกัสเฉพาะภาพความรุนแรงเท่านั้น เสียงที่หายไปคืออะไร ภาพที่หายไปคืออะไร เป็นคำถามที่ต้องตอบให้ได้ คนอีสานดูข่าวแล้วรู้สึกแย่เพราะเขาถูกนำเสนอด้วยตัวแทนของภาพความรุนแรง ทั้งที่คนจำนวนมากมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

“สื่อลืมเหตุการณ์พฤษภาฯ ทมิฬที่ตัวเองยืนอยู่ข้างประชาชนแล้วรายงานสิ่งที่รัฐ หรือทหารทำกับประชาชน แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสื่อเลือกที่จะไปยืนอยู่ฝ่ายทหารแล้วหันมุมกล้อง ไปในทิศทางเดียวกันกับกระบอกปืน"

กรณีที่สื่อบอกว่า กลุ่มเสื้อแดงไม่รับรองความปลอดภัยจึงออกจากที่ชุมนุมแล้วรายงานเรื่องราว ของเสื้อแดงน้อยลงนั้น ต้องถามกลับไปว่า ในเมื่อสื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้วยังต้องกลัวอะไร คุณกลัวชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ แล้วเลือกไปยืนอยู่ข้างหลังทหารเพราะเชื่อว่าปลอดภัยหรือ นั่นแสดงว่าคุณเชื่อว่าอยู่กับชาวบ้านไม่ปลอดภัยตั้งแต่แรก สื่อเลือกโฟกัสไปที่ความรุนแรง แต่ไม่ได้โฟกัสไปที่หัวใจของคนอีกจำนวนมากที่มาด้วยเจตนาบริสุทธิ์” นายธีระพล กล่าว

รศ.ดร.พีระ จิรโสภณ นักวิชาการอิสระ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ว่า วิธีการทำข่าวแบบจับคู่ความขัดแย้งนั้นต้องพิจารณาให้ดี เพราะปัญหาความขัดแย้งของสังคมไม่เหมือนเรื่องบนเวทีมวยที่มีเพียงฝ่ายแดง และน้ำเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมานอกจากเสียงของฝ่ายที่สามมีน้อยแล้ว ในจำนวนที่มีอยู่ยังเป็นนักวิชาการจากส่วนกลางเท่านั้น

“เหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เสียงของนักวิชาการในส่วนภูมิภาคหายไป รายงานข่าวกลายเป็นเรื่องรัฐใช้ความรุนแรงหรือไม่ ทหารใช้กระสุนจริงหรือปลอม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สื่อต้องเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว และต้องรายงานข่าวไปตามข้อเท็จจริง รอบด้าน ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” รศ.ดร.พีระ กล่าว

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่ข่าวของ นปช. และรัฐบาลว่า ช่วงก่อนเหตุการณ์รุนแรงนั้น พื้นที่ข่าวของ นปช. มากกว่า แต่หลังจากประกาศ พรก.ฉุกเฉิน รัฐบาลสามารถชิงพื้นที่ข่าวในโทรทัศน์ได้มากกว่า ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้ไม่พบข้อมูลว่าเกิดจากการแทรกของรัฐ โดยรัฐเพียงแต่บอกว่าขอความร่วมมือ แต่จากประสบการณ์ของคนที่เป็นผู้บริหารโทรทัศน์นั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มักจะมีความระมัดระวังในการรายงานข่าวเป็นพิเศษ

“การรายงานข่าวของสื่อนั้น หากพิจารณาแล้วพบว่าเรื่องใดเป็นความจริงหรือมีข้อมูลที่น่าสนใจ ก็มีโอกาสที่จะรายงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่าอยู่แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ ตัวผู้ชุมนุมเองที่ออกมาประกาศว่า ไม่รับรองความปลอดภัยกับสื่อมวลชน ก็เลยทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ แม้ในช่วงหลังจะมีแกนนำ นปช. ขอให้สมาคมนักข่าวฯ ส่งผู้สื่อข่าวลงไปในพื้นที่ชุมนุม แต่ในเวลานั้นสื่อไม่มีใครกล้าเข้าไปแล้ว”

สำหรับกรณีการนำเสนอภาพความรุนแรงนั้น นายประสงค์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของสื่อที่ต้องนำเสนอภาพเหตุการณ์รุนแรง ความขัดแย้ง เพราะคนชอบดูสิ่งเหล่านี้ ซึ่งอธิบายได้ด้วยทฤษฎีจิตวิทยามวลชน แต่การรายงานข่าวต้องอธิบายที่มาที่ไป หรือส่วนลึกของเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีการรายงานข่าวโดยจับคู่ความขัดแย้งนั้น นายประสงค์ กล่าว ว่า สาเหตุที่ไม่ปรากฏส่วนของนักวิชาการ หรือบุคคลที่สามในการรายงานข่าวนั้น เนื่องจากสื่อไม่ได้มีนักวิชาการให้เลือกมากนัก เพราะนักวิชาการหลายท่านต่างมีความคิดทางการเมืองเป็นของตัวเอง และตนรู้สึกว่านักวิชาการเหล่านั้นเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่ได้มีความเป็นกลาง รวมถึงประชาชนที่ไม่ได้มีบทบาทในสถานการณ์จึงไม่เกิดประโยชน์มากนัก

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ดังกล่าวสื่อโทรทัศน์ตอบสนองช้าไปในเรื่องของการรายงานเหตุการณ์ รุนแรง และไม่ได้ให้พื้นที่มากพอ ซึ่งเข้าใจได้ว่าการปรับผังรายการเพื่อเกาะติดสถานการณ์นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของกอง บก.ข่าว เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของเจ้าของสถานีโทรทัศน์ ฝ่ายรายการ ที่จะมาตัดสินใจร่วมกัน อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันหยุดยาว และคาดว่าเหตุการณ์จะสงบแล้ว ทำให้นักข่าวหรือบุคลากรด้านสื่อหายไปกว่าครึ่ง การรายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์จึงยังไม่ดีพอ สังเกตได้จากนักข่าวยังตื่นเต้นขณะรายงานข่าว

“นักข่าวต้องหัดตั้งคำถาม ไม่ใช่ปล่อยให้แหล่งข่าวพูดอะไรก็ได้ สื่อต้องทำหน้าที่นายประตูข่าวสาร ไม่ใช่นายไปรษณีย์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลอะไรมาแล้วก็เสนอออกมา ขณะเดียวกันประชาชนต้องดูข่าวด้วยความระมัดระวัง ใช้วิจารณญาณของตัวเอง และรับชมข่าวให้หลากหลายมากขึ้น” นายประสงค์ กล่าว

ผลวิจัยชี้ทีวีทุกช่องเสนอข่าวสงกรานต์เลือดอคติเอียงข้างรัฐ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
22 พฤษภาคม 2552

แหล่งข่าวพบว่าทุกช่องให้พื้นที่เสียงแก่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายนปช. ผลการศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะให้ สื่อฟรีทีวีทั้งหมด ควรวางตนเป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่ฝักใฝฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ นำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงของข่าวอย่างรอบด้าน หลากหลาย และเป็นธรรม ไม่ควรชี้นำความคิดของผู้ชมให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ


โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) สนับสนุนโดย สสส. ได้นำเสนอรายงานผลวิจัยการศึกษาเรื่อง"ฟรีทีวีกับการรายงานข่าวการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552"ต่อที่ประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อมวลชน ระดับชาติ ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพพิมพ์แห่งประเทศไทยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้

ผลการศึกษาพบว่า สถานีโทรทัศน์ที่ให้พื้นที่สัดส่วนข่าวการชุมนุมเฉลี่ยสูงสุดคือ สถานีโทรทัศน์ ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ รองลงมาคือสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ตามด้วยช่อง 9 โมเดิร์นไนน์, ช่อง 3 อ.ส.ม.ท. ช่อง7 และช่อง 5

ช่อง 3 พบว่าเน้นแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐมากกว่า


โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เกาะติดสถานการณ์ได้พอสมควร แต่จะเน้นรายงานในรายการข่าวหลักๆ ของสถานีตามผังรายการปกติ ตลอดทั้ง 7 วันในช่วงเหตุการณ์ ไม่มีรายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์เป็นกรณีเฉพาะ เน้นข่าวเหตุการณ์-สถานการณ์ มากกว่าข่าวเชิงลึก เน้นบรรยากาศการชุมนุม ประเด็นข่าวผลกระทบจากการชุมนุม ประเด็นข่าวค่อนข้างซ้ำกันในระหว่างวันทั้งภาคเช้า เที่ยง และค่ำ

ขณะที่รายการข่าว 3 มิติจะมีประเด็นข่าวที่แตกต่างกว่ารายการข่าวอื่นๆ มีการใช้ข้อมูลจากสื่อหนังสือพิมพ์ในหลายรายการคุยข่าว การใช้แฟ้มภาพข่าวซ้ำไปซ้ำมา ฉายภาพความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เน้นการรายงานข่าวในลักษณะลำดับเวลา ขาดการวิเคราะห์ และการอธิบายเนื้อหาข่าว เน้นการรายงานสถานการณ์สด บรรยากาศของการชุมนุม แต่ขาดรายละเอียด (และเสียงของแกนนำนปช.) ของการปราศรัย การอ้างอิงแหล่งข่าวไม่สมดุลครบ 3 ด้านและขาดความเห็นของนักวิชาการ

ในด้านแหล่งข่าว พบว่า เน้นการใช้ผู้สื่อข่าวภาคสนามเป็นแหล่งข่าว ส่วนใหญ่จะเป็นการรายงานสถานการณ์สดในที่เกิดเหตุ และบรรยากาศการชุมนุมโดยรอบ เน้นแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐ มากกว่า(นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร) รองลงมาคือฝ่ายนปช. (แกนนำ) ขณะที่ฝ่ายฝ่ายประชาชน/นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ/นักวิชาการ นั้นพบน้อยมาก

ช่อง 5 ขาดความสมดุลและเป็นธรรม โดยที่เน้นแหล่งข่าวฝ่ายรัฐมากกว่า


ในด้านความสมดุล และความเป็นธรรม พบว่า การรายงานขาดความสมดุลและเป็นธรรม เนื่องจากสถานีให้พื้นที่แก่แหล่งข่าวจากรัฐมากกว่าแหล่งข่าวฝ่ายนปช.และฝ่ายประชาชน/นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในพื้นที่ภาพและเสียง

โดยภาพรวมแล้วการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวการชุมนุมน้อยที่สุด เน้นการรายงานข่าวเหตุการณ์ ข่าวสั้น ขาดรายละเอียด เน้นบรรยากาศการชุมนุมโดยทั่วไป ขาดการวิเคราะห์ การให้พื้นที่แหล่งข่าวขาดความสมดุล โดยที่เน้นแหล่งข่าวฝ่ายรัฐมากกว่า มุมกล้องเน้นภาพการปะทะที่รุนแรงและมีฉายซ้ำ ไม่มีการนำเสนอข่าวเชิงลึก สืบสวน ข่าวเชิงวิเคราะห์ ไม่มีรายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์ชุมนุม

ช่อง 7 ค่อนข้างขาดความสมดุลและเป็นธรรม ให้พื้นที่แก่ฝ่ายรัฐมากกว่า


โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 พบว่า รายงานเกาะติดสถานการณ์ได้ล่าช้า เพราะต้องรอรายการข่าวต้นชั่วโมง ปริมาณสัดส่วนข่าวที่นำเสนอต่ำ ประเด็นข่าวตื้น เน้นข่าวเหตุการณ์-บรรยากาศ-สถานการณ์ทั่วไป ขาดการวิเคราะห์ และการอธิบายความข่าว

พบว่า การรายงานค่อนข้างขาดความสมดุลและเป็นธรรม เนื่องจากสถานีให้พื้นที่แก่แหล่งข่าวจากรัฐ มากกว่าแหล่งข่าวฝ่ายนปช. ขณะที่ฝ่ายที่สามเช่นประชาชน นักวิชาการ หรือความคิดเห็นภาคส่วนต่างๆ ก็ปรากฏน้อย

ช่อง9 เสียงแหล่งข่าวส่วนมากให้แก่ฝั่งรัฐบาล


โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. มีการเกาะติดสถานการณ์ได้ดี และข่าวมีความรอบด้าน แต่ยังขาดความลึก ขาดการเจาะประเด็น หรือหาความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยง ร้อยเรียงเหตุการณ์เพื่อหาทางออก การตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวเน้นรายงานเหตุการณ์เฉพาะหน้า (Real Time) พิธีกรข่าวในรายการคุยข่าวจะใช้ภาษา น้ำเสียงตื่นตระหนกประหนึ่งมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ในขณะที่พื้นที่เสียงของแหล่งข่าวขาดความสมดุล เสียงแหล่งข่าวส่วนมากให้แก่ฝั่งรัฐบาล ขาดเสียงฝ่ายที่สาม มักฉายภาพข่าวที่เห็นความรุนแรงจากการชุมนุม ขาดรายการวิเคราะห์ข่าว ขาดการรายงานข่าวแบบตีความ อธิบายความ

ช่อง 11 พบว่า การรายงานขาดความสมดุลและเป็นธรรม


พบว่า การรายงานขาดความสมดุลและเป็นธรรม เนื่องจากสถานีให้พื้นที่แก่แหล่งข่าวจากรัฐและฝ่ายประชาชน/นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ มากกว่าแหล่งข่าวฝ่ายผู้ชุมนุม

โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย-สทท. (NBT) ให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวการชุมนุมในระดับสูง เกาะติดสถานการณ์ได้ดีกว่าช่องอื่นๆ แต่ประเด็นข่าวยังเน้นสภาพปัญหาทั่วไป เช่นเรื่องสภาพการจราจร ผลกระทบการปิดถนน การท่องเที่ยว การรายงานข่าวไม่เจาะลึกถึงเหตุการณ์จริง ขาดความรอบด้าน ไร้เสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุการณ์ ไม่มีการตีความอธิบายข่าว รายงานเฉพาะเปลือกผิวของเหตุการณ์ เริ่มทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของข่าวสารเพื่อประชาชนหลังจากวันที่มีพรก. ฉุกเฉิน มีรายงานพิเศษ สกู๊ปเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดการเจาะลงปัญหาการเมือง เพราะเน้นเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมมากกว่า ขาดการอธิบายความหมายข่าว การตีความ การวิเคราะห์ข่าวการเมือง ขาดรายการให้ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ให้พื้นที่แก่ฝ่ายรัฐในการเป็นสื่อกลางแก้ไข ชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น ในช่วงหลังของเหตุการณ์

TPBS มีความรอบด้าน ภาพข่าวมีมุมที่แตกต่างจากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด


โดยภาพรวมแล้วการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยมีความครบถ้วน และเป็นการรายงานข่าวเชิงวิเคราะห์ อธิบายความ โดยใช้ความคิดเห็นจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนเสนอทางออกต่อเหตุการณ์ สำหรับการเกาะติดเหตุการณ์ชุมนุมช่องทีวีไทยอยู่ในระดับที่ดีมาก มีสัดส่วนข่าวที่สูง เนื้อหาข่าวมีความลึกของประเด็น ได้สาระที่แท้จริง มีความรอบด้าน ภาพข่าวมีมุมที่แตกต่างจากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด คือมีความใกล้ชิดกับเหตุการณ์มากกว่า

ความเป็นกลางและการตั้งคำถาม ของผู้สื่อข่าว พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการถามเพื่อทราบความคืบหน้าของสถานการณ์ โดยที่นักข่าวพยายามตั้งคำถามต่อแหล่งข่าวโดยใช้คำถามปลายเปิด ให้โอกาสแหล่งข่าวได้อธิบายท่าที จุดยืน หากเป็นแหล่งข่าวฝ่ายประชาชน นักวิชาการ นักข่าวจะตั้งถามเพื่อให้แหล่งข่าวช่วยอธิบาย และทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ทางการเมืองในเชิงวิชาการ และให้เสนอแนะทางออกแก้ไขความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการศึกษา


ความสมดุล และความเป็นธรรม พบว่า ในมิติด้านเนื้อหา ฝ่ายผู้ชุมนุมสามารถยึดครองพื้นที่ข่าวได้มากกว่าในช่วงแรก แต่หลังจากการประกาศพรก. ฉุกเฉิน ฝ่ายรัฐบาลจะมีพื้นที่ประเด็นข่าวได้มากกว่า ขณะที่ภาพข่าวส่วนมากเป็นภาพข่าวเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. และความความรุนแรงจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายคือรัฐและกลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะที่มิติเสียงของแหล่งข่าวพบว่าทุกช่องให้พื้นที่เสียงแก่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายนปช.


ความสมดุลของข่าวส่วนมากสมดุลในระดับ 2 ด้าน คือมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายนปช.และกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ค่อนข้างขาดฝ่ายที่ 3 คือ ประชาชน นักวิชาการ ตัวแทนจากกลุ่มอาชีพอื่นๆ ยกเว้นช่องทีวีไทยที่ให้พื้นที่ฝ่ายที่ 3 สูงกว่าฝ่ายใด

ความเป็นกลางและการตั้งคำถาม ของผู้สื่อข่าว พบว่านักข่าว/ผู้สื่อข่าวส่วนมากใช้ภาษาได้ เป็นกลาง มีความระมัดระวังการใช้คำพูด แต่เฉพาะการตั้งคำถามแก่แหล่งข่าว/หรือการเล่าข่าวในบางรายการที่อาจมีลักษณะสอดแทรกความคิดเห็นลงไปบ้าง

ข้อเสนอแนะจากโครงการฯ

1) สื่อโทรทัศน์ควรให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแทรกรายงานข่าวตลอดเวลาทั้งรูปแบบรายการข่าวด่วน รายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์ หรือการแทรกคำบรรยายข่าวบนพื้นที่ด้านล่างของหน้าจอโทรทัศน์ในรายการปกติ

2) สื่อควรลดการนำเสนอข่าวที่เน้นประเด็นความรุนแรงของเหตุการณ์ ซึ่งอาจนำเสนอผ่านภาพข่าว ภาษาพูดที่ส่งสัญญาณความรุนแรงที่มีลักษณะซ้ำไปซ้ำมา หรือการเน้นให้เห็นภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่นภาพตำรวจปราบปรามประชาชน การรุมทำร้าย การใช้กำลังอื่นใดในการสลายม็อบทั้งต่อคนและสิ่งของหรือแม้กระทั่งการนำเสนอภาพตำรวจพร้อมอาวุธครบมือ ถ่ายให้เห็นภาพการวางกำลัง การตรวจตรา การสกัด การควบคุม นอกจากนี้การแสดงสีหน้า ท่าทาง ของผู้ประกาศข่าวก็ควรละเว้นการแสดงอารมณ์ความรู้สึก

3) ในการรายงานข่าวการชุมนุม สื่อควรนำเสนอข้อมูลอย่างรัดกุม ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่จะสร้างความตระหนกแก่สาธารณะชนแต่ควรสร้างความตระหนักในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ นำเสนออย่างสร้างความเข้าใจ สร้างสรรค์ และสร้างสติให้กับสังคม

4) การตั้งคำถามของสื่อมวลชน ควรเป็นไปในลักษณะที่ไม่สร้างความแตกแยก เน้นคำถามที่หาทางออกของสถานการณ์ ถามเพื่อหาคำตอบเพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ถามคำถามที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความรุนแรง เช่น “จะใช้มาตรการใดในการจัดการสลาย” ควรถามว่า “จะใช้วิธีการใดที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับลุ่มผู้ชมุนุม” เพื่อชี้ช่องทางให้ไม่เกิดความรุนแรง เป็นต้น

5) สื่อควรเน้นการรายงานข่าวที่ให้ข้อมูลอธิบายสาระสำคัญของเหตุการณ์ที่เน้นการตอบคำถาม “ทำไม” (why?) มากกว่าเพียงการอธิบาย “ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-เมื่อไร-อย่างไร” ควรนำเอาข้อมูลในอดีต อธิบายพร้อมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

6) สื่อฟรีทีวีทั้งหมด ควรวางตนเป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่ฝักใฝฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ นำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงของข่าวอย่างรอบด้าน หลากหลาย และเป็นธรรม ไม่ควรชี้นำความคิดของผู้ชมให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ

20 พฤษภาคม 2552

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอนจบ):กำเนิดและอวสานมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้ยม ม.ม้าหาย

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
20 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ


พอผมเขียนเรื่องนี้ออกมา โอ้โหเป็นเรื่องเป็นประเด็นใหญ่โตในแวดวง ตอนนี้ก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปหมด แต่แทนที่พวกมันจะพูดว่า แม่งระยำจินๆพวกเราเนี่ย กรูว่าพวกเรามากลับตัวกลับใจเหอะนะ มันจะได้เลิกด่าพวกเรา เสือกถามหาแซ่ดว่า "ใครวะ? ใครวะ!ด่าพวกกู"...อ่าว!ไอ้เชี่ย มึงจะสนไปทำไมว่าใครด่ามึง สนแค่ว่าที่กรูด่ามาทั้งหมดเนี่ย มันใส่สีใส่ไข่ไหมลูกอีดอก หรือกรูเนื้อๆเน้นๆ...เอาว่าหากยังไม่กลับตัวกลับใจ พวกมึงเตรียมเจอเรียงเม็ดอีกยก มีต่อภาคสองแน่ๆ


มหากาพย์ลากไส้สื่อเหี้ย จากสงกรานต์เลือดไขปมไปสู่ไส้ทุกขดในวงการ

ไอ้ที่ผมได้เขียนเรื่องมหากาพย์ลากไส้ถลกหนังสื่อเหี้ยมาให้กากินนี่ ต้นเรื่องก็มาจากว่า ตอนพวกเสื้อแดงม็อบกันแล้วบานปลายเป็นเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี2552นะแหละ

พวกเสื้อแดงก็คับอกข้องใจเหลือคณาว่า ทำไมพวกสื่อทำตัวได้เหี้ยม ม.ม้าหายกันขนาดนี้ คือรุมกระทืบเสื้อแดงซะตายคาตีน ทีกับตอนพวกม็อบพันธมิตรเสื้อเหลืองทำไมมันถึงอวยกันจัง...สื่อทำไมมี2มาตรฐานวะ สัดดด!!?

คนนอกวงการก็คงได้แต่เดาส่งเดชกันไปว่าเพราะยังงุ้นเพราะยังงี้ อย่ากระนั้นเลยผมคนในแท้ๆ ไม่เอามาแฉให้ฟังนี่มันจะเป็นบาปกรรมตกแก่ตัว ก็เลยได้ลากไส้กันให้ฟังให้อ่าน ให้เสพ


ผมก็สรุปไว้อยู่ว่า เรื่องนี้มันมีทั้งปัจจัยผลัก(คือโดนเหลี่ยมเล่น จริงๆคือก็เล่นกันไปเล่นกันมา ผลัดกันเล่น)

กับปัจจัยดูด คือสื่อต้องไปพึ่งพาคนที่คุมอำนาจ ทรงพลัง ดลบันดาลสัมปทานคลื่น ความถี่ โคดสะนาให้ได้ เพื่อที่สื่อจะได้เลิกไส้แห้ง มันก็ต้องแลกด้วยการไปเชียร์พวกนี้ บังเอิญพวกนี้ก็เป็นศัตรูเหลี่ยมด้วย

พูดถึงตอนนี้มิตรรักแฟนเหลี่ยม หรือพวกเสื้อแดงแจ๋อาจจะไม่ชอบใจ แต่ฟังเอาไว้เถอะเพราะดันเป็นเรื่องจริง...คือเหลี่ยมมันก็ดันไปทำแสบกับไอ้พวกสื่อไว้เยอะมั้กมาก มันก็เลยโดนเขาเอาคืน

จริงๆแล้วคุณๆหากอ่านที่ผมเขียนด่ามาให้ดีจะพบข้อสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งก็คือว่า สื่อพวกนี้มันก็ใช่ว่าเกิดมาแล้วเป็นเหี้ยหางแดงเลยนะ...

มันก็มีมูลเหตุจูงใจ มีความเป็นไปเป็นมาทุกตัว ภาษาวิชาการเขาเรียกว่า"ปัจจัยผลัก-ปัจจัยดึง" ภาษาผมคือ"ปัจจัยถีบ-ปัจจัยดูดจ๊วบ"

ถ้าภาษาคอมมูนิสต์เขาเรียกว่า"คับแค้นทางจิตใจ ยากไร้ทางวัตถุ"เป็นปัจจัยให้คนมันลุกขึ้นมาสู้

ปัจจัยดูดจ๊วบนี่ไม่ต่างกันหรอก คือสื่อก็อยากหนีจากสภาพสื่อไส้แห้งมามีเงินมีทองเหมือนอาชีพอื่นๆเขามั่ง จะเบ่งให้พองหรือเข้าตลาดหุ้นก็ว่ากันไป แต่ความซวยของบ้านเมืองเราคือความที่เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ กับโครงสร้างทางสังคมแบบระบบอุปถัมภ์(แหม่...ชักจะวิชาการมากไปแล้วมั๊ยสัดดด) มันก็ต้องไปเลียตีนทหาร,ป๋า,เจ้าของคอกม้าเพื่อเอาสัมปทานคลื่น,ความถี่,โคดสะนา,เวลาออกอากาศ แล้วก็ต้องไปรับใช้เขา แล้วก็ทำร้ายประเทศชาติบ้านเมือง

พวกนี้มันวิวัฒนาการมาเป็นเหี้ยหมดแล้วแบบที่ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์เคยว่าไว้..เหี้ยเอากับเหี้ยนึกออกใช่มั๊ย?

มันสมประโยชน์กัน อุปถัมภ์กันไปมา ไอ้พวกกลุ่มพลังอำนาจและอำนาจลึกลับก็อยากหาคนช่วยเชียร์ หาหมาไว้เห่าไว้กัดศัตรู ไอ้พวกสื่อก็อยากได้คลื่น ได้สัมปทานทีวี วิทมยุ อยากได้โฆษณา มันก็สมประโยชน์กัน กับไอ้พวกสื่อมันก็มีคดีเก่ากับไอ้เหลี่ยมอยู่เยอะ มันอยากเช็กบิลอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

อย่างตอนสงกรานต์ทมิฬที่สื่อยำตีนพวกม้อบเสื้อแดง คนก็ไปสงสัยว่าเพราะสื่อกลัวพรก.ฉุกเฉินมั่ง เพราะสื่อถูกรัฐกดดันให้ต้องเสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาลมั่ง...พูดตรงๆรัฐจะไปทำอะไรไปบีบอะไรสื่อหละ คือเทียบกับว่าสื่อเป็นผู้หญิง รัฐเป็นผู้ชาย แค่รัฐแตะขาเบาๆ สื่อแม่งก็ถ่างซะจนน้ำบานแล้ว...ไม่รู้จะเทียบกับอะไร เลยเทียบให้แม่งจัญไรอย่างนี้แหละ

ส่วนปัจจัยถีบนี่ไปดูแต่ละเคสย้อนหลังที่ผมเล่ามาเลย เหมือนกันทุกตัว

-อย่างโล้นเนชั่นนี่เหลี่ยมก็เข้าไปเทกโอเวอร์ITV เข้าใจว่าคงเทกแบบไม่เป็นมิตร แบบที่ฝรั่งเรียกว่าhostile takeoverคือพวกหยุ่นก็วงแตกหนีหัวซุกออกจากITV(สมมุติขี่ไทม์แมชชีนไปแก้ไขได้ ทำไมไม่ทำข้อตกลงว่า กูจ่ายตังค์ ให้หยุ่นเป็นคนใส่content มันก็จบแบบwin-win) พอหยุ่นหัวซุกออกไปซบTTVพอมีช่องหายใจนิดๆหน่อยๆ เหลี่ยมตามไปตื้บซ้ำกะเอาให้เขาจมดินอีก

หยุ่นมันก็ต้องแค้นตาแม้น มีลูกบอกลูกมีหลานบอกหลาน พอดีไอ้แก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก หรือสรยุทธ์มันก็หัวอ่อนอย่างผมเขียนเล่ามา ประกอบกับมันเป็นพวกกากี่นั้ง อาจจะดูหนังกำลังภายในมาก มันก็ประกาศสิว่า"ข้าจะแก้แค้นให้ท่านพ่อ..."แล้วพวกมันอาจเผลอคิดไปว่ามันกำลังเป็นบู๊ลิ้มยุทธจักรออกตามล่าล้างแค้นจอมมารอสูรอยู่ ลืมไปว่ามึงกำลังทำหน้าที่ของสื่ออยู่นะสัดดด แม่งก็จะตามล้างแค้นให้ท่านพ่อเป็นหลัก...ไอ่เหี้ยเอ๊ย ก็ไอ้หยุ่นพอ่พวกมึงยังไม่ตาย มึงจะแค้นอะไรกันนักหนาวะ ไอ้หนก ไอ้ธีระ ไอ่สัดดด

-ลิ้มเลียอยู่ดีๆว่า"ทักษิณเป็นนายกฯดีที่สุดที่ไทยเคยมีมา"ตอนที่มันยังเอากันอยู่ ต่อมาเหลี่ยมก็หักเขา(จะหักเพราะเรื่องรัยก็ว่าอีกเรื่อง..)เช่น ไม่ต่อวีซ่าให้เฮียช้อยเป็นเอ็มดีแบงก์กรุงไทยเพื่อเคลียร์หนี้เน่าให้,ไม่ยก11news1
ให้,ปลดออกช่อง9เมืองไทยรายสัปดาห์,ฟ้องหมิ่นประมาทเรียก1,500ล้าน,ฟ้องคดีหมิ่นฯลฯ....ปัจจัยถีบให้ลิ้มมันประกาศตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง

-หรือพวกลูกน้องลิ้มอย่างกรณีสำราญ ที่ผมเล่าให้ฟังว่าสำราญไปช่วยปราบกบฎITVให้ ต่อมาก็อยากใช้เขาเป็นกระบอกเสียง เป็นหมาช่วยเห่าก็ไปบีบเขาเกิน คือเขาก็มีศักดิ์มีศรีของเขา พอเขาไม่ทำก็ปลดเขากลางอากาศ ตกงานตอนยังไม่แก่...สำราญก็ต้องวิ่งไปหาลิ้ม แล้วเอาคืน

-พี่เปลวไทยโพสต์ เหลี่ยมก็ให้สตง.ไปตรวจเงินเขา ไปบีบไม่ให้โรงพิมพ์พี่วิรับพิมพ์หนังสือพิมพ์เขา ไล่เขาไปจนตรอก...เขาก็ต้องหันกลับมาสู้

-จารย์เจิมก็ไปปลดเขาออกช่อง9มีรายการวิทยุก็ตามไปบี้เขา...แกก็ต้องไปออกASTV ไปออกเก้าสิบสองสลึงกับประชัย

-มติชนของพี่ช้าง เขาก็ด่าเปิงว่าจะไปเทกโอเวอร์เขา ทั้งที่มันเป็นสมบัติพระศุลีที่เขาสร้างมา หรือpostก็ไปซื้อเขาจะไปเทกเขา เพราะไม่พอใจที่โพสต์เขียนหนังสือพิมพ์ด่าให้ฝรั่งอ่าน(ไอ้ดิษฐ์เลขาสมาคมนักข่าว หยุดทำร้ายประเทศไทยมันก็กินเงินเดือนที่นี่ ไอ้ภัทระนายกสมาคมนักข่าวที่เอาสมาคมไปขายให้บัง มันก็กินเงินเดือนอยู่นี่ พวกนี้ก็แค้นว่าจะไปทุบหม้อข้าวพวกมัน)

-ฯลฯ

ว่าไปแล้วเรื่องพรรค์อย่างนี้ เพราะสังคมไทยเรามันไม่มีวุฒิภาวะกันเท่าที่ควร หากเราจะแปรความขัดแย้งในเรื่องเหลี่ยมกับสื่อให้มันไปสู่ทิศทางที่ก้าวหน้าขึ้น ผมว่าก็น่าจะพอไปได้ เช่น ก็มีการปฏิรูปไปซะว่า ระหว่างนักการเมืองกับสื่อต้องมีเส้นกั้นกลางอยู่แค่ไหน อย่าให้ล้ำเส้นกัน หรือวงการสื่อเองต้องปฏิรูปยังไง เช่นเรื่องใบอนุญาต หรือการมีหน่วยงานregulatorขึ้นมากำกับควบคุม เช่น หมอมีแพทยสภา วิดวะมีสภาวิศวกร พวกแบงก์เกอร์หรือวงการหุ้นมีกลต.กำกับ...หนังสือพิมพ์ก็ต้องมีถึงจะควร

สื่อกับนักการเมืองเรื่องของเหี้ยกัดเหี้ย

มีคนสงสัยถามมาเรื่องการคุกคามสื่อ กับการแทรกแซงสื่อมันเหมือนหรือต่างกันยังไง จะขอโม้ให้ฟังหน่อยนึง

คุกคามสื่อนี่ก็คือทางกายภาพหนะนะ ยิงตายนี่ก็สมัยรุ่นพ่อคุณอารีย์ ลีวีระ สมัยอัศวินเผ่านู้น หรือจับขังคุกรุ่นๆจิตร ภูมิศักดิ์ อุทธร พลกุล ช่วง2500+/- เอาโซ่ไปล็อกแท่นพิมพ์สมัยสฤษดิ์-ถนอม ช่วงกลางๆก็มีส่งคนไปตีกบาลแบบชัชรินทร์เจอ หรือยิงแบบลิ้มเจอ(หากคุณนับว่าลิ้มเป็นสื่อ)หรือพี่เปลวเจอบุกโรงพิมพ์มีเผารถกันอะไรกัน

หรือสมัยน้าชาติ เหลิมเป็นรมต.คุมสื่อไม่พอใจไทยรัฐด่ารัฐบาล กูเล่นมึงตรงๆไม่ได้กูให้ตำรวจไปปิดนาซ่าของป๊ะซะเลย ทุบหม้อข้าวแม่งซะ อะไรยังงี้

เบาๆลงมาก็เปิดโต๊ะขอเคลียร์ ในชีวิตผมเจอมา2หน มีตัวกลางขาใหญ่มาคนนึง มีขาใหญ่วงการหนังสือพิมพ์มาคนนึง มีไอ้คนที่โดนเราเล่นมาคนนึง มีทหารที่ชอบเอามือตะปบเอวเหมือนแม่งโดนมดกัดแถวเอวเรื่อยอีกตัว2ตัว แล้วก็บอกว่างานนี้เฮียขอเถอะวะ พรรคพวกกันทั้งนั้น อย่ามีเรื่องกันเลย

เบาๆนิ่มๆก็แบบเหลี่ยมเคยสั่งปปง.ตรวจสอบเงินทองของพี่เปลว หยุ่น หย่อง โสภณ องค์การณ์อะไรงี้...ที่เรียกว่าคุกคามเพราะมึงไปจ้องทุบหม้อข้าวเล่นล้วงกระเป๋าตังค์เขาเลย

ส่วนที่ฟ้องกันไปฟ้องกันมานี่จะไปหาว่ามันคุกคามก็คงไม่ได้ แต่ที่ผมเห็นนะ เอะอะแค่จะฟ้องหมิ่นประมาท หรือปชป.ไปโวยวายว่าเซีย ไทยรัฐเขียนการ์ตูนเล่นไอ่มาร์คทุกวัน จะไปร้องสภาการนสพ. อันนี้มาโวยว่าคุกคามไม่ได้หรอก ถือว่าเล่นกันตามกติกา

ส่วนแทรกแซงนี่คงเป็นใช้อำนาจ บารมี อิทธิพล เงินนะไปแทรกแซง เช่น ข่าวเหลี่ยมไปเทกมติชน บางกอกโพสต์อะไรงี้ คือหากเป็นเรื่องธุรกิจล้วนๆเห็นเป็นบริษัทในตลาดหุ้นเข้าเทกซะคงว่ากันไม่ได้ แต่เหลี่ยมแสดงชัดว่ากูไม่พอใจมติชนเล่นข่าวด่ากู โพสต์ก็ด่ากูเสียๆหายๆให้ฝรั่งอ่าน สำนักข่าวเมืองนอกก็โคว้ดจากโพสต์ไปด่ากูกทอด งั้นกูมีตังค์จะเทกโอเวอร์แม่งเลย...อันนี้ผมว่าแทรกแซง ความเป็นอิสระของสื่อ

แต่กรณีเหลี่ยมเทกไอทีวี ผมว่าสมควรแก่เหตุ เพราะตอนขอสัมปทานนั้น หยุ่นกลัวไม่ได้ก็เสนอค่าต๋งไปเป็นแสนล้าน แม่งบ้า พอไปไม่รอด เอาทรัพย์สินมาถือหุ้น เขาจะไปแตะอะไรก็ไม่ได้ บอกอิสระของกองบรรณาธิการ ทรัพย์สินก็เห็นทางข้างหน้าว่ากูเจ๊งแน่ต้องรีบปล่อยออก ตอนนั้นเหลี่ยมก็เข้ามาเทกฯ เขาก็ย่อมเทกได้เพราะเขายังไม่ใช่นักการเมือง เป็นเศรษฐีเฉยๆ เขาเข้ามาก็ต้องเป็นไปตามนโยบายของเขา หยุ่นก็ตั้งแง่จะด่าแม่เขาอย่างเดียว นักข่าวทะเลาะกับนายทุนสื่อทีไร นักข่าวมึงก็ต้องตกงานตลอดอยู่แล้ว เป็นกันงี้มาแต่โบราณ เป็นกันมาทั่วโลก จะหาว่าเขาแทรกแซงแม่งก็เลยฟังไม่ขึ้น

อย่างอื่นที่ว่าแทรกแซงเช่น เหลี่ยมบอกใครไม่ด่ากู หรือเชียร์กู กูให้โคดสะนาเครือชินคอร์ป แถมโคดสะนารัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่รัฐบาลคุม ใครเล่นกู ก็ถอนโคดสะนาเอาแม่งตาย หรือไปบีบโรงพิมพ์ไม่ให้พิมพ์หนังสือเขาแบบกรณีพี่เปลว อันนี้ถือว่าแทรกแซงแกมคุกคาม

สรุปว่าเรื่องสื่อกับเหลี่ยมนี่มันเป็นปัญหาประเทศด้อยพัฒนา คือตอนที่มันฮั้วกันได้แม่งก็แบ่งๆกันแดก พอน้ำแตกก็แยกทาง แต่วันดีคืนดีเสือกหักกัน ด้วยผลประโยชน์ก็ฟัดกัน ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะพวกมัน ดันมาก่อปัญหาให้ชาวบ้านร้านช่องพลอยซวยไปด้วย เหมือนบทกวีนิรนามที่ว่า

เหี้ยมาเกิดบรรเจิดมาภาษาเหี้ย
เหี้ยต่อเหี้ยพึ่งพาอัฌชาศัย
เหี้ยต่อเหี้ยกัดกันย่อมบรรลัย
เหี้ยหนึ่งไปเหี้ยหนึ่งอยู่คู่ฟ้าดิน


ยังพอมีหวังกับนักข่าวรุ่นหลัง เพราะพวกมันยังเขี้ยวไม่งอก

นักข่าวรุ่นหลังผมก็ชื่นชมพวกเขาครับอย่างน้อยพวกเขามีจุดยืนมีหลักการ รู้ว่าอะไรเหี้ยอะไรไม่เหี้ย อย่างตอน19กันยา พวกนายกสมาคมสื่อต่างๆ พวกคนหนังสือพิมพ์หัวหงอกหัวขาวสั่นระริกอยากเป็นสมาชิกสภาลากตั้งสนช. พวกน้องๆนักข่าวทำงานใต้ถุนสภาก็ยังมีใจเข้าชื่อกัน50กว่าคนไปคัดค้านให้พวกนายกสมาค
มสื่อถอนตัว

แต่ไอ้พวกหัวหงอกหัวขาวมันด้าน แถมไปลากหัวโล้นหัวหลิมขาใหญ่วงการ นายจ้างของพวกน้องๆนักข่าวสนามมาเป็นกรรมการห้ามมวย ไอ่กรรมการแม่งก็ต้องซูเอี๋ยไอ่พวกหัวหงอกหัวขาวให้ได้เป็นสมาชิกสภาลากตั้งกันจนสำเ
ร็จความใคร่ มีบางตัวก็อย่างไอ่เอ๋ ไอ่นูณแม่งสำเร็จความใคร่หนเดียวไม่พอ มันกระทำชำเธอประเทศชาติเป็นวุฒิลากตั้งต่ออีก...สันดาน!!

เนี่ยนักข่าวรุ่นใหม่เขาก็มีอุดมการณ์ ส่วนไอ่พวกหัวขาวหัวหงอกแม่งก็อุดมกามกันเป็นหลัก

เสียดายแต่ว่าทำงานข่าวเจาะข่าวสืบข่าวสีพกันไม่เก่งอย่างรุ่นก่อน อาจเป็นเพราะสื่อตอนนี้มันต้องการเอาไวเข้าว่า มาเร็วเอาไมค์จ่อปากเร็ว ส่งเข้าโรงพิมพ์หรือทีวีให้เร็ว...ไม่รู้มันจะแย่งกันเร็วไปทำห่าอะไรกันหนักหนา

ข่าวแนวเจาะแนวสีพแนวสืบที่เป็นอมตะอย่างคดีวอเตอร์เกทของเมกา หรือข่าวของไทยแบบที่ได้รางวัลอิศราอะไรนี่หากทำกันมั่ง เอาซัก10-20%ของปริมาณที่เสนอๆกันก็จะเป็นประโยชน์มากทีเดียว

ตัวอย่างการทำงานแบบนักวิชาชีพข่าวจริงๆจังๆที่ผมชื่นชมก็อย่างประชาชาติธุรกิจ

ประชาชาติทำงานดีมาตลอด โดยเฉพาะข่าวเจาะข่าวสืบข่าวสีพ('sive) ไม่ว่าตอนชลิตดูอยู่หรือตอนที่ประสงค์ วิสุทธิ์ดูแลเต็มๆ

ประสงค์นี่ของจริง แม้ชื่อเล่นของมันจะชื่อว่าเก๊ ในกระทู้นี้ผมชมไป2ครั้งแล้ว นี่เป็นหนที่สาม

เขาไม่เข้าออกใครด้วย คดีซุกหุ้นของเหลี่ยมนี่ก็ข่าวฝีมือของนายเก๊
ข่าวเสหนั่นซุกหนี้จนต้องนั่งพักไป5ปีก็ฝีมือของเขา

ดังนั้นพวกทีมประชาชาติธุรกิจเลยจะได้อิทธิพลไปจากนายเก๊เยอะพอสมควร
ผมก็ว่ามีความหวังกับนักข่าวพันธุ์นี้

ส่วนนายเก๊มันจะเจาะข่าวตีเหลี่ยมซุกหุ้น หรือเสธ.หนั่นซุกหนี้ ไม่ใช่ธุระของผมหรือของใครจะไปโกรธนายเก๊มัน หากเรื่องนั้นมันเป็นความจริง เพราะแม้แต่นายเหลี่ยมก็ยังหนีไม่ออกต้องเอาตัวรอดไปด้วยความและคำว่า"บกพร่องโดยสุจริต"

ขณะเดียวกันเสธ.หนั่นที่โดนใบแดง5ปีเพราะฝีมือนายเก๊ ก็ไม่เห็นต้องมาด่านักข่าวเหมือนกัน

หากต่างคนต่างทำหน้าที่ มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง มีความเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว ใครเค๊าจะไปด่า กรูก็ไม่ด่า เห็นมั๊ยทำดีอย่างไอ่เก๊กรูก็ชมเหมือนกานน

เสนอล้อมคอกสื่อเหี้ยต้องมีใบอนุญาตต้องมีบทลงโทษชัดๆแบบอาชีพอื่น

เมื่อไหร่บ้านเมืองเราแม่งจะทำอะไรให้เข้าเค้าซะที

คนเขาเป็นหมอ วิดวะ ถาปนิก พยาบาล แม้กระทั่งเป็นยามนี่เขาต้องอบรมร่ำเรียนมา มีหน่วยงานกลางออกใบอนุญาต ทำผิดพลาดมานี่โดนยึดใบอนุญาตตกงาน จับเข้าคุก

ไอ้นักข่าวนี่ไม่มีเหี้ยอะไรซักอย่าง ใบนุญาตเหี้ยอะไรไม่ต้องมี ผิดมาก็ไปลงหน้าในๆตัวเท่าหอยมด ไม่ต้องมีใครยึดใบนุญาต ไม่ต้องเจอคุก

แล้วอ้างเสรีภาพสื่อ

เสรีภาพส้นตีนสิ จะได้ทำเหี้ยๆตามอำเภอใจ

ภาระหน้าที่อันใหญ่ยิ่งย่อมต้องมาควบคู่กับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ พวกมึงไม่เคยได้ยินรึไง

มีอาชีพเหี้ยนี่แหละชี้เป็นชี้ตายให้บ้านเมือง ชี้ให้ดาราคนไหนเป็นเทวดา ใครต้องดับ เกี่ยวข้องกับประชาชนพลเมือง65ล้านคน ไม่ต้องรับยผิดชอบเหี้ยอะไรซักเรื่อง...

วันดีคืนดีบอกให้หยุดทำร้ายประเทศไทย ไอ้พวกส้นตีนแม่yeด


ถลกหนังสื่อยังจะมีต่อหากสื่อยังไม่กลับตัวกลับใจเลิกเหี้ยซะที

พอผมเขียนเรื่องนี้ออกมา โอ้โหเป็นเรื่องเป็นประเด็นใหญ่โตในแวดวง

ตอนนี้ก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปหมด

แต่แทนที่พวกมันจะพูดว่า แม่งระยำจินๆพวกเราเนี่ย กรูว่าพวกเรามากลับตัวกลับใจเหอะ

เสือกถามหาแซ่ดว่า "ใครวะ? ใครวะ!ด่าพวกกู"...อ่าว!ไอ้เชี่ย มึงจะสนไปทำไมว่าใครด่ามึง

สนแค่ว่ากรูด่ามานี่ใส่สีใส่ไข่ไหมลูกอีดอก หรือกรูเนื้อๆเน้นๆ

แล้วพวกมึงจะไปแก้ไขกันยังไง...เพราะหากพวกมึงแก้ตัวจังไรๆ กรูจะด่าแม่งต่อไป เพื่อความบันเทิงของคุณผู้ชมทางบ้านต่อไป

ใครทำเหี้ยอะไรที่ไหนไว้กับบ้านเมือง อย่าให้กูรู้ เพราะหากกูรู้ กูจะถลกหนังกำพร้าพวกมึง ลากไส้พวกมึงประจานอย่างที่เขียนมาทั้งหมดนี่แหละ...มีต่อภาคสองแน่นอน

บทความในซีรีส์ชุดนี้

-ตอน1:ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
-ตอน2:จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้ย
-ตอน3:ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
-ตอน4:สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
-ตอน5:ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
--ตอน6:ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
-(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!

-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
-(ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
-(ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
-(ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ

-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
-(ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
-(ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
-(ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อกะโปกห้อย

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน17):ประชาทรรศน์ ประดาบ ไฮทักษิณ สื่อลูกกะโปกห้อย

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
20 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

ประชาทรรศน์ซึ่งกลายเป็นสื่อสีน้ำเงินเนี่ย ตัวแสบนี่คือไอ่ทองเจือ ที่มันเคยทำสื่อเวบไซต์reporterหนะ(ผมยังตะหงิดๆว่าไอ่นี่น่าจะเป็นเจ้าของเวบhithaksinที่มีชื่อ"ประดาบ"เป็นนามปากกาดัง เพราะมันเคลื่อนไหวสอดคล้องไปทางเดียวกับเนวินมาตลอด ต่อมาใช้ชื่อเวบthaigrassrootแล้วใช้นามปากกา"ฟ้าฟื้น" แต่พอเหลี่ยมหักหลังไอ้ห้อย ไม่ยอมให้สมัครคัมแบ็คเป็นนายกฯรอบ2 แต่ดันไปตั้งน้องเขยคือสมชายขึ้นแทน ไอ้ห้อยเนวินก็ฟาดงวงฟาดงาบอกว่าเหลี่ยมหักหลังกู ไอ้ฟ้าฟื้นก็ปิดเวบthaigrassrootอีกหละ บอกว่าผิดหวังอกหัก

ทำไมไอ่ประดาบ ไอ้ฟ้าฟื้นนี่มันแกว่งตามไอ่ห้อยยังกะคอหอยกับลูกกระเดือก หรือมันเป็นลูกกะโปกไอ่ห้อย ไอ้ห้อยแกว่งไปทางไหน ไอ่เหี้ยนี่ต้องต่องแต่งแกว่งตามไปด้วย...ล่าสุดนี่มันมาเปิดเวบเหี้ยทักษิณ(www.herethaksin.com)..เอากับมันส ไอ่พวกระยำ




พอผมเขียนลากไส้ถลกหนังพวกสื่อเหี้ยทั้งหลายมา ก็มีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เอาไปเขียนแขวะว่า ถลกหนังสื่อก็ถึงพริกถึงขิงดีอยู่หรอก แต่ลากไส้เฉพาะสื่อเสื้อเหลือง ทีสื่อเสื้อแดงหละไม่ยอมแตะ แถมมีชม แต่กับสื่อเสื้อสีน้ำเงินไม่ยอมแตะเลย

อ้าวไอ่ชิปหาย ผมก็เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่าสื่อเนี่ยแม่งก็แบ่งเป็นสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน ถึงว่าประเทศชาติมันเลยวุ่นวายขายปลาช่อน เพราะพวกมึงเสือกทำตัวมีปลอกคอกันขึ้นมา จากเป็นฐานันดร4มีอิสระอยู่ดีๆนะ เสือกไม่รักดีกันซะงั้น

ส่วนเรื่องแซวว่าผมกัดเสื้อเหลือง ยกหางเสื้อแดง ละเว้นสีน้ำเงินนี่ ออกจะไม่ตรงหวะ ก็เลยขอแก้ข่าวยังงี้

คือที่ผมเขียนๆมานี่อย่าลืมว่าเขียนตามคำขอของแฟนๆกระทู้ใยเวบฟ้าเดียวกัน ไม่ได้เขียนตามที่ตัวเองอยากเขียนซักเท่าไหร่ แฟนๆกระทู้ขอใครมาก็จัดไป มันยังไม่มีใครขอพวกเสื้อน้ำเงินหนะ ก็เลยยังไม่ได้ฤกษ์หามยามซวยของพวกเหี้ยนี่ซักที ก็แค่นั้น

ส่วนที่ผมเชียร์นี่คือพวกที่มันไม่มักง่าย เป็นมืออาชีพ มีอุดมคติของคนหนังสือพิมพ์หลงเหลือมามั่ง อย่างที่เชียร์ไปก็สรยุทธ์งี้(อ่านดีๆผมเชียร์ไอ้เผือกไปซะเยอะ ละเว้นมันไว้คน กัดเฉพาะไอ้หนก ไอ้ฮุย) เชียร์ชัชรินทร์งี้(ทั้งที่มีคนบอกว่าหลังๆนี่เหลืองแล้ว) เชียร์ประสงค์ วิสุทธิ์ มติชนงี้(ค่ายนี้ก็กลางๆว่าไปแล้ว คือที่เหี้ยก็เหี้ยไปเลย ที่โอเคก็มีมาก อย่างประสงค์นี่ผมยกให้ว่าหากวงการมีคนอย่างนี้ซัก10-20%ก็เจริญไปแล้ว)เชียร์ใบตองแห้ง ไทยโพสต์งี้ เพราะเขามีจุดยืนมั่นคงเที่ยงตรง ไม่เป๋ไปเป๋มากับพี่เปลว หรือเชียร์อิ๋วศุภรัตน์ หรือจิรายุ ก็ในแง่ที่ว่าเขาไม่เอาความเป็นคนข่าวไปทำมาหาแดกในทางที่ผิด มันอยากเล่นการเมืองมันก็ลาออกมาเล่น ไม่ใช่เล่นการเมืองทุกวัน แต่บอกว่ากูเป็นคนข่าว

...ส่วนไอ้พวกที่ผมกัดเลือดสาด ก็ต้องดูว่ามในเหี้ยม ม.ม้าหายน่ากัดมั๊ย ไม่ใช่เพราะว่ามันสื่อเสื้อสีไหน...ขอให้เหี้ยก็กัดแม่งทั้งนั้นแหละ

ส่วนพวกสื่อเสื้อน้ำเงิน พูดกันตรงๆก็คือค่ายหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ที่มันเคยออกหนังสือพิมพ์มาปกป้องระบอบเหลี่ยม ด่าฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะลิ้มกับพันธมิตร และพวกประชาธิปัตย์ แล้วอยู่วันดีคืนดีประชาทรรศน์ก็หันมากัดพวกเหลี่ยมด้วยกันเอง ข่มเหงม็อบเสื้อแดง กระทืบซ้ำเป็นรายวัน แต่ก็ยังรักษาจุดยืนด่าลิ้มกับเสื้อเหลืองเนี่ย มันมีเหตุของมันยังงี้

คืออย่างที่ทุกคนในวงการก็รู้เหมือนทุกคนว่า ประชาทรรศน์เนี่ยมีพิธาน คลี่ขจาย น้องของสุภาพ ขี้กระจายเป็นบรรณาธิการอยู่ ถ้ารุ่นใหญ่อาจมีพวกสุคนธ์ ชัยอารีย์ เดลินิวส์เก่ากึ๊กอีกคน แล้วก็อาจมีไอ้ปุ๋ยนี่อีกตัว พวกกลางๆก็อย่างไอ้สุนทร ลูกน้องไอ้ทองเจือ

แต่ตัวแสบนี่คือไอ่ทองเจือ ที่มันเคยทำสื่อเวบไซต์reporterหนะ(ผมยังตะหงิดๆว่าไอ่นี่น่าจะเป็นเจ้าของเวบhithaksinที่มีชื่อ"ประดาบ"เป็นนามปากกาดัง เพราะมันเคลื่อนไหวสอดคล้องไปทางเดียวกับเนวินมาตลอด แต่ก่อนก็ลุยคมช.แหลกราญ เชียร์เหลี่ยมเต็มเหนี่ยว ด้วยซีรีส์ให้ทักษิณกลับบ้าน ต่อมาพอทักษิณกลับบ้าน ไอ้ห้อยเนวินบอกพวกเราหยุดเคลื่อนไหว ไอ้ประดาบก็ปิดเวบไฮทักษิณไปด้วย ต่อมาทักษิณหนีเผ่นไปนอก ไอ้นี่กลับมาใหม่ใช้ชื่อเวบthaigrassrootแล้วใช้นามปากกา"ฟ้าฟื้น" แต่พอเหลี่ยมหักหลังไอ้ห้อย ไม่ยอมให้สมัครคัมแบ็คเป็นนายกฯรอบ2 แต่ดันไปตั้งน้องเขยคือสมชายขึ้นแทน ไอ้ห้อยเนวินก็ฟาดงวงฟาดงาบอกว่าเหลี่ยมหักหลังกู ไอ้ฟ้าฟื้นก็ปิดเวบthaigrassrootอีกหละ บอกว่าผิดหวังอกหักที่เหลี่ยมไม่ยอมให้หมักเป็นนายกฯ...)

ทำไมไอ่ประดาบ ไอ้ฟ้าฟื้นนี่มันแกว่งตามไอ่ห้อยยังกะคอหอยกับลูกกระเดือก หรือมันเป็นลูกกะโปกไอ่ห้อย ไอ้ห้อยแกว่งไปทางไหน ไอ่เหี้ยนี่ต้องต่องแต่งแกว่งตามไปด้วย...เอาว่าผมไม่ปักใจไม่ฟันธง แต่ให้ข้อสังเกตไว้

เรื่องของเรื่องเว้ากันซื่อๆก็คือว่า ไอ่พวกประชาทรรศน์นี่ พวกนี้มันก็กินเงินเดือนเนวินหนะ มันก็รับใช้เนวินเต็มๆ สมัยเนวินรบให้เหลี่ยม มันก็รบตามเนวิน พอเนวินหันมาร่วมรัฐบาลหักกับเหลี่ยม มันก็เล่นตาม ก็ไม่ต่างจากลูกกะโปกเนวินหรอก คือเนวินแกว่งไปทางไหน ลูกกะโปกมันก็ต้องแกว่งตาม หากมึงไม่แกว่งตาม ก็ต้องไปหาเล่มใหม่ทำ...จบ

ทองเจือ ชาติกิจเจริญ นี่เคยโดนไอ้พวกเหี้ยสื่อหลักที่บอกว่ากูคือสื่อแท้ เคยด่าเปิดโปงว่ามันเป็น"สื่อเทียม"ถึงขั้นไพวกสมาคมสื่อออกมาบ้าจี้ออกแถลงการณ์ด่าสื่อเทียมมาแล้ว

จากที่ผมเสาะข่าวมาจากพรรคพวกที่อยู่ข้างในประชาทรรศน์มันบอกว่า ทองเจือเป็นตัวจริงแทนไอ่ห้อยในสื่อเครือนี้ โดยปูมประวัตินั้นทองเจือ เป็นเป็นนักข่าวสยามรัฐ กรุงเทพธุรกิจ และผู้จัดการรายวัน

เนวินห้อยก็ให้มันคุมประชาทรรศน์นอกนั้นก็ไปตั้งบริษัทหนึ่งเข้าไปเหมาช่วงเวลาของNBTกับวิทยุเครือกรมประชาสัมพันธ์มา5คลื่น โดยร่วมกับอดิศักดิ์ ชื่นชม ซึ่งเป็นญาติคนหนังสือพิมพ์ชื่อณรงค์ ชื่นชม เจ้าของรายการกรองสถานการณ์ช่อง11 (ตอนนี้ก็ชักแหม่งๆคือมีผู้ช่วยรฐมนตรีรัฐบาลมาร์คเข้ามาเสียบอีกราย...)

ทองเจือ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ของช่อง 11 เพราะเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วมันกับไอ้ป๊อบ-สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย แห่งบริษัท ทราฟฟิกคอนเนอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมคณะวารสารฯ ธรรมศาสตร์ ได้เข้าไปผลิตข่าวเต็มรูปแบบให้ช่อง 11 มาแล้ว โดยการประสานงานของ เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

หากยังจำกันได้ “ทองเจือ” คือผู้บุกเบิก “สื่อเทียม” ภายใต้ชื่อ “เดอะรีพอตเตอร์” ในรูปแบบทั้งเว็บไซต์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และข่าวเอสเอ็มเอส เพื่อเคลื่อนไหวโจมตีฝ่ายตรงข้าม “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ในช่วงที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเคลื่อนไหว จนกระทั่ง “3 องค์กรสื่อ” ต้องออกแถลงการณ์ ให้ระมัดระวัง “สื่อเทียม” ดังกล่าว

ทองเจือ เป็นชาวปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นเดียวกับไอ้ป๊อบสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย ผู้ก่อตั้งบริษัท ทราฟฟิก คอนเนอร์ เข้าทำงานครั้งแรกที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ กรุงเทพธุรกิจ และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หลังจากออกจากผู้จัดการ ทองเจือเข้าไปทำงานให้กับนายนิกร จำนง ในพรรคชาติไทย ทำให้รู้จักกับนายเนวิน ชิดชอบ จากนั้นจึงเข้าไปทำงานกับสุรพงษ์ ร่วมกันทำหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ตั้งแต่ร่วมก่อตั้ง

ยุคนี้ถือเป็นยุครุ่งเรืองของนายทองเจือ นอกจากก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว ในฐานะผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดรีมมีเดีย ในเครือของทราฟฟิกคอนเนอร์สยายปีกเข้าไปทำข่าวในช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และวิทยุในเครือกรมประชาสัมพันธ์จำนวน 5 คลื่น โดยไม่มีการเปิดประมูลหรือให้มีการแข่งขัน ภายหลังจากที่ตระกูลวงศ์สวัสดิ์เข้าถือหุ้นในทราฟฟิกคอนเนอร์ และในเวลาต่อมาสุรพงษ์ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ให้กับ พ.ต.ท.รวมนคร ทับทิมธงไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กลุ่มบริษัท อาร์เอ็นที ในขณะที่ทองเจือได้เข้าจัดตั้งทีมงานโดยรวบรวมนักข่าวจำนวนหนึ่ง ที่ผมเคยรู้จักก็มีอย่างพวกไอ้สุนทร เด็กปักษ์ใต้มาทำงานด้านสื่อให้กับเนวินเต็มตัว

จากรีพอร์ตเตอร์ก็จนมาถึงยุคประชาทรรศน์ที่ผมบอกว่าแกว่งไปแกว่งมาเป็นลูกกระโปกไอ่ห้อยนี่แหละ ส่วนในทางลับผมสงสัยว่ามันทำเวบไฮทักษิณกับไทยกราสสรูทด้วย เพราะมันแกว่งตามความเคลื่อนไหวของไอ่ห้อยทุกสเต็ปพอดีเพะ

ส่วนตัวเล่นทางเปิดคือบก.ติดคุกนี่ก็เป็นพิธาน คลี่ขจาย ก็เคยไปอยู่ค่ายเนชั่นกับพี่ชายหนะนะ แล้วมีเรื่องอะไรซักอย่างผมชักเลือนๆ คงประเภททางหยุ่นอยากเล่นสุภาพอยู่แล้ว เลยตีวัวกระทบคราดว่าพิธานทำเหี้ยซักอย่างก็ตั้งกรรมการสอบ พวกนี้ก็กระเซอะกระเซิงหนีออกจากเนชั่นมา ตอนนี้สุภาพก็มาทำช่อง11ที่เนวินคุมอยู่ พิธานก็มาทำประชาทรรศน์ ส่วนสุคนธ์ ชัยอารีย์ ไอ้ปุ๋ยคุมวิทยุประชาสัมพันธ์

ตอนนี้พอมีเรื่องTPBSปล่อยเสียงหลุดเรื่องวันตายของจิตร ภูมิศักดิ์แทรกงานวันฉัตรมงคลออกทีวี มันก็เลยหาว่าไอ่ก่อเขต เด็กเนชั่นเก่าวางยาไอ่หย่องมั่ง มีพิธานเอาคืนมั่ง

ในฐานะที่อยูในแวดวงมาของพรรค์อย่างนี้มันพลาดกันได้ มันเป็นเรื่องเทคนิคหนะว่าไปแล้ว ผมเดาคงเป็นว่าระหว่างถ่ายทอดสดงานฉัตรมงคลนี่ ช่วงเบรกทางช่างเทคนิคอาจเตรียมเทปผิด ดั๊นไปหยิบข่าวสารคดีจิตรตายมาพอดี เปิดมาปุ๊บก็เลยอย่างที่เห็นๆ มันไม่น่าถึงขั้นว่าวางยาอะไรกันหรอก...เรื่องพรรค์นี้มีพลาดกันบ่อยๆ แต่ก่อนช่อง11ก็ปล่อยหนังโป๊ออกอากาศอะไรแบบนี้นะ เพราะช่างเทคนิคในห้องส่งมันดันหยิบผิดหนะ


พูดเรื่องนักข่าวไปเป็นเบ๊ให้นักการเมืองนี่มันมีกันมาทุกรุ่นครับ และน่าจะมีกันอยู่ทุกสี หากมองกันว่าสื่อก็เสือกมีสีกับเขาด้วย

อย่างที่แสบๆอีกตัวนี่คือไอ้ไบ๋-อรัญ วงศ์อนันต์ แต่ก่อนมันเป็นเบ๊ให้พวกกร ราชครู
หลังๆนี่มาเกาะประสาร มฤคพิทักษ์ พวก14ตุลาเก่าที่มาเย้วๆปกป้องสถาบันนี่อีกตัว

ตอนก่อน19กันยาประสารแม่งก็ด่าเหลี่ยม เชียร์ให้รัฐประหาร พอเขาทำรปห.มันก็ได้รางวัลเป็นสนช. ตอนนี้ก็สว.ลากตั้ง เข้าแก๊งเดียวกับพวกไอ้เอ๋สมชาย คำนูณ รสนาอะไรเนี่ยนะ

ไอ้ไบ๋ก็มาเกาะประสารไปตั้งศูนย์วอร์รูมห่าเหวอะไรของมัน หน้าที่หลักๆคือดึงพวกนักข่าวเข้ามาเป็นพวกเผด็จการให้มากๆเข้าไว้ พากินข้าว ตีหม้อ ทัวร์เมืองนอกอะไรกันไป

ไอ้ไบ๋มันพวกสะตอปักษ์ใต้ด้วย คือใจมันก็ไปเยอะเป็นทุน มาเจอเหี้ยๆแบบประสารนี่ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่

ข่าวเชียร์คมช.อะไรนี่ตอนหลังรัฐประหาร ส่วนมากเป็นฝีมือของไอ้ไบ๋กับประสาร

สรุปว่าสื่อกับการเมืองนี่แม่งเป็นผีเน่ากับโลงผุครับ เวลาพวกคุณๆเสพสื่อก็ดูด้วยว่า พวกมันมีปลอกคอหรือไม่มี และปลอกคอสีอะไร จะได้เสพสื่อแล้วไม่ท้องร่วงท้องเสีย หรือขี้แตกขี้แตนแบบที่ประชาชนำพลเมืองไทยเจอมาซะอ่วมในรอบ3-4ปีมานี้
บทความในซีรีส์ชุดนี้

-ตอน1:ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
-ตอน2:จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้ย
-ตอน3:ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
-ตอน4:สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
-ตอน5:ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
--ตอน6:ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
-(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!

-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
-(ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
-(ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
-(ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ

-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
-(ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
-(ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?

19 พฤษภาคม 2552

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี หลังฉากพวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
19 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

ตอนนี้ว่ากันด้วยผู้ประกาศข่าว คนอ่านข่าว คนเล่าข่าวทีวีที่ดังๆเด่นๆเห็นกันประจำทางหน้าจอ 3 5 7 9 NBT ITV TPBS ASTV D-STATION พวกเขาและเจ้าหล่อนที่เห็นทางหน้าจอเป็นอย่างนี้ หลังฉากหลังจอพวกเขาและเจ้าหล่อนเป็นใคร ทำไมทำตัวน่ารักก็มี น่าถีบก็มาก ล้อมวงเข้ามานินทาแสบๆเช่นเคย



ตามคิวก็ต้องเริ่มที่บุญยอด



บุญยอดนี่เป็นคนเรียนเก่งคนหนึ่ง เป็นเด็กเตรียมมาก่อน แล้วจบนิเทศน์จุฬา ถือว่าคะแนนสูงสุดของสายศิลป์ จบมาเป็นผู้สื่อข่าวภูมิภาคช่อง7ระยะหนึ่ง ต่อมาก็มาอ่านช่อง5 แล้วก็มาทำวิทยุกับอัญชะนี...อันนี้แหละจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะความซี้ปึ้กกับอัญชะนี แนวคิดการบ้านการเมืองก็เลยจะไปทางเดียวกัน

ที่มาดังๆตอนท้ายนี่คือมาโดนปลดทางวิทยุ101 แล้วมาโดนปลดฟ้าผ่ารายการข่าววันใหม่รอบดึกทางช่อง3ตอนนั้นจัดกับน้องหมวย อริสราของผม(น้องหมายนี่ดีกรีด๊อกเตอร์แล้วนะ ต่อไปต้องเรียกด๊อกเตอร์หมวย) ตอนปลายปี48ลิ้มเริ่มจัดม็อบเช็ดเหลี่ยม มาเดือนกุมภา49ชักแรง บุญยอดก็ใส่อารมณ์อินกับลิ้มไปด้วย

เวลาอ่านข่าวนี่ใครเคยอ่านข่าวจะรู้ ตรงโต๊ะที่นั่งอ่านข่าวมันจะมีโน้ตมาแปะเรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่ผมเจอตอนสงกรานต์มันแปะโน้ตไว้ว่า"ห้ามผู้ประกาศข่าวใช้คำว่า"สลายม็อบ" แต่ให้ใช้คำว่า"กดดันให้ยุติการชุมนุม" และห้ามใส่ความเห็นใดๆลงไปในข่าวเด็ดขาด"!!...คือเป็นอันรู้กันว่าหากมึงไม่ทำตามนี้ก็ต้องตกงาน หรือย้ายช่องไปประกาศข่าวช่องอื่น(หากมีคนเขาเอามึงนะ...)

ตอนนั้นช่อง3ก็แปะไว้ประมาณนี้แหละเพราะเห็นบุญยอดมันชักแรงขึ้นเรื่อยๆ บุญยอดอาจจะอ่านโน้ตไม่ออก หรือแบ่บว่าไม่กลัวน้ำร้อนก็ใส่ไม่ยั้ง เหตุเกิดคืนวันที่10กุมภา พอเช้ามาก็ปลดกลางอากาศ มันเลยต้องไปออกASTVแทน ไปขึ้นเวทีพันธมารแทน ในที่สุดก็มาลงส.ส.อย่างที่เห็น คนกรุงเทพฯก็ชอบอยู่แล้วสเป็คขาวตี๋ด่าเหลี่ยมหนะนะ...มันก็ได้เป็น

ไอ่สื่อเสื้อสีน้ำเงินไปลงข่าวว่าบุญยอดเคยเล่นหนังอาร์ คนก็นึกว่ามันเล่นหนังเอากัน แต่จริงๆในเรื่องมันก็เล่นเป็นนักข่าวสัมภาษณ์ผู้หญิงคนนึงที่ไปเอากับยาม ก็แค่นั้น บุญยอดก็สมควรฟ้องแม่งจริงๆไอ่สื่อน้ำเงินประชาทรรศน์นะ หาเรื่องกัดไม่เข้าเรื่อง

เป็นส.ส.สมัยแรกน่าเสียดายตรงที่ว่าน่าจะใช้ความเป็นสื่อเก่า เด็กเรียนเก่ง ผ่านประบการณ์เรียนหนังสือเมืองนอก แต่ดั๊นมาทำหน้าที่จุกจิกลุกประท้วงจุกๆจิกๆ เสียของเปล่าๆ ใครรู้จักมันก็บอกมันหน่อย คนเค๊ารำราญมึงไอ้ห่า

อิ๋ว-ศุภรัตน์


อิ๋วก็เป็นคนที่สนิทกับติ๋ว-ศันศนีย์ นาคพงศ์มากคนหนึ่ง ตอนที่เคยเป็นผู้อ่านข่าวทางโทรทัศน์ช่อง7สีด้วยกัน

แล้วก็เพราะอยู่ช่อง7นี่เอง ชาวบ้านเห็นหน้าค่าตาบ่อย มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ หน้าตาก็ขึ้นกล้องก็เลยพลอยได้เกิด

ต่อมาติ๋วศันศนีย์ออกมาเล่นการเมืองในไทยรักไทยก่อน ได้เป็นส.ส.กรุงเทพฯสมใจ แล้วก็เรียกว่าอยู่วงในของทักษิณคนหนึ่ง(แต่จริงๆในเรื่องกิจกรรมทางการเมืองติ๋วจะสนิทมาทางจาตุรนต์มากกว่าขั้วอื่น รวมทั้งขั้วสายเจ๊หน่อย ในระยะหลังๆนี้การร่วมงานกับจาตุรนต์บ้านเลขที่111ดูจะใกล้ชิดกันขึ้น)

ติ๋วเป็นผู้อ่านข่าวรุ่นพี่ในช่อง7อย่างที่ว่ามา แล้วออกมาเล่นการเมืองก่อน ต่อมาก็ลากอิ๋วมาลงเรียนโทที่นิด้าด้วยกัน หลักสูตรเดียวกัน อึดอัดกับพฤติการณ์ของอาจารย์ที่ชื่อดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ที่ด่าเหลี่ยมเป็นอาชีพหลัก สอนหนังสือเป็นงานอดิเรกด้วยกัน(แต่ก็ฝืนๆเขียนข้อสอบให้มันผ่านๆไปด้วยกัน)ทั้งคู่รับปริญญาโทพร้อมกันในปี2548

หลังรัฐประหาร19กันยา49และมีเลือกตั้ง23ธันวา50 ติ๋วซวยเพราะอยู่บ้านเลขที่111 ส่วนอิ๋วลงสมัครส.ส.แบบเปิดซิงที่เขตสวนหลวง ผลคือกินแห้วท่ามกลางความสงสัยพอประมาณ เพราะผลexit pollนั้นสอบได้ แต่คะแนนออกมาจริงเสือกสอบตก แต่รัฐบาลสมัครให้รางวัลปลอบใจเป็นรองโฆษกรัฐบาล

อิ๋วบอกว่าก็ไม่ได้เสียดมเสียดายกับอาชีพผู้อ่านข่าวช่อง7เท่าไหร่หรอกว่าไปแล้ว เพราะก็อ่านงี้มาเป็น10ปีแว้ว และหากยังนั่งรากงอกอยู่ต่อไป ก็พอดีพวกรุ่นน้องมันก็ไม่ได้เกิด ก็ได้เวลามาทำงานสายการเมือง เพราะถึงจะจบตรีวารสารธรรมศาสตร์ แต่จบโทก็หลักสูตรการบริหารภาครัฐและเอกชนนิด้า ถือว่าก็อยากลองของจากที่เรียนมาพอดี

อิ๋วที่ผมรู้จักทั้งส่วนรวมและส่วนตัวเนี่ย มันยังหามุมด่าเขาไม่เจอหวะ ใครที่ลุ้นให้กูด่าเลยท่าจะกินแห้ว...แบ่บว่าคนมันมีใจให้กันอยู่เป็นทุนอ่ะนะจ๊ะอิ๋วจ๊ะ คะขาครับผม

จิรายุ-ไอ้นี่มันก็เป็นคนใช้ได้คนหนึ่งหนะว่าไปแล้วนะ

ไอ้ยุนี่เดิมมันเป็นนักข่าวสายรถยนต์ครับ ตั้งแต่สมัยมันอยู่ฐานเศรษฐกิจ แล้วก็ผ่านรายวันมาหลายเล่ม มันทำด้านข่าวรถยนต์มาตลอด เรียกว่าในวงการข่าวสายยานยนต์นี่มันเป็นตัวพ่อคนหนึ่ง ค่ายรถยนต์ต่างๆนี่จะเกรงใจมันเป็นพิเศษ

จริงๆมันก็บ้าเล่นรถด้วย พอดีที่บ้านรวย พ่อมันเป็นตำรวจใหญ่คนหนึ่ง มันก็จัดว่าเป็นคนหนู เรียนจบมาเป็นนักข่าวนี่ขับบีเอ็มมาโรงพิมพ์ บก.ของมันยังโหนรถเมล์ นั่งวินมอไซค์อยู่เลย ไอ้ห่านี่ล่อบีเอ็มมาซะเรี่ยม เพราะงั้นสาวๆนี่แม่งก็เลยตรึม ประกอบกับมันเป็นคนหน้าตาก็ใช้ได้

สมัยมาทำITVใหม่ๆนี่ นรากรเลยเสร็จมันตามระเบียบ ตอนแรกมันก็บอกกลับดึกเป็นห่วงไปส่ง...ต่อมาก็เลยกลายเป็นแม่ย่านางประจำรถไอ้ยุไปเรียบร้อย ตอนแรกๆมันก็ทำข่าวสายรถยนต์ ทดลองขับห่าเหี้ยอะไรไปตามเรื่อง

แต่มันก็เหมือนพวกITVโดยทั่วไป คือโดนตื้บบ่อย ตื้บหน้าตื้บหลัง โดนยึดITVหนีมาช่อง11โดนไอ้โจรศรีวิชัยบุกตื้บอีก สุดท้ายโดนปลดอีก มันก็เลยต้องออกมาเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทยนี่แหละ

ที่รู้จักไอ้ยุผ่านๆมันก็เป็นคนใช้ได้ ถึงมันจะเป็นคนหนูนะ บอกเฮ้ย!ยุ ชงกาแฟหน่อยวะ มันก็ชง(อันนี้หมายถึงซักราวๆ15ปีมาแล้วนะ ตอนนี้มันก็โตแล้ว มันคงใช้ไม่ได้แล้ว แล้วอีกอย่างจะไปใช้มันงี้ก็คงไม่ถูกเรื่อง)

สรุปว่า2ตัวเนี่ยคืออิ๋วกับไอ้ยุก็ไม่ได้เป็นคนเลวระยำหมามาจากไหน อิ๋วเขาก็เป็นคนมืออาชีพในวงการมานาน ก่อนมาเล่นการเมืองตามคำชักชวนของติ๋ว เขาก็ไปอัพเกรดจบโทด้านการบริหารจัดการอะไรมาแล้ว ส่วนไอ้ยุมันก็จริงๆมีโอกาสให้มันเหี้ยตลอดนะ ทำข่าวยานยนต์นี่ คิดดูง่ายๆค่ายรถยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกันก็ต้องเอาใจมันทั้งนั้น ไหนจะข้อเสนอขายรถให้ราคาถูกเป็นขี้ ให้ไปดูงานเมืองนอก ให้อะไรสารพัด แต่ที่ผมเห็นมันผ่านตามาก็ไม่ได้เห็นว่ามันเอาอาชีพนักข่าวไปทำมาหาแดกเลย

เดี๋ยวจะหาว่าแหมพอนักข่าวสายเสื้อแดงมึงไม่ด่า ดันเชียร์ซะงั้น...ก็มันไม่เหี้ย จะให้ด่าว่ามันเหี้ย กูก็เหี้ยซะเองดิ๊

ปลื้ม-ณัฏฐกรณ์ เทวกุล


ปลื้มนี่เขาแข็งนอกอ่อนในนะ

คนอาจคิดว่าเขาเป็นเหมือนอเมริกันที่พกพาความมาดมั่นไว้มากๆ

แต่จริงๆเขาก็มีอะไรที่เป็นไทยๆอยู่มาก มือไม้อ่อน เจอผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไหนมันยกมือไหว้ดะ บางทีผมเอ่อไปขี้อยู่ ขี้เสร็จเดินออกมา ปลื้มแม่งหันขวับมาเจอไหว้ป๊าบ...สัดดด กรูกำลังรูดซิปอยู๊ ขอโต้ดเลยไม่ได้รับไหว้มึง

ผมว่าหากหม่อมอุ๋ยส่งปลิ้มไปเรียนอังกฤษเหมือนพวกผู้ดีทั่วไป ก็คงกลับมาเมืองไทยเหมือนๆพวกไอ้มาร์ค หรือกรณ์ หรือไอ้โชคคือแม่งก็กลายเป็นชนชั้นปกครองอะไรกันไป แต่การไปเรียนอเมริกา มันก็ทำให้คนมีวิถีชีวิต วิธีคิดแบบอเมริกัน คือความมีหลักมีเกณฑ์ ความที่ว่าบ้านเมืองมันต้องให้โอกาสกับคนได้แสดงศักยภาพ หรือให้โอกาสที่ใครก็จะแจ้งเกิดหรือเติบโตได้

มันกลับมาเมืองไทยก็ดันมาเจอบ้านเมืองเชี่ยๆอย่างนี้ มันก็คงจะเบื่อ และเกิดการต่อต้าน และอยากเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น มันมาเจอคนแบบไอ้เผือก-สรยุทธ์นี่มันก็แอนตี้พอสมควรว่า ไอ้นี่อาศัยระบบว่ากูเก๋ากว่า ขี่ได้เป็นขี่ เรื่องจริงเอามาล้อเล่น ความที่ไม่มีจุดยินนโยบายอะไร หลักลอยเอาตัวรอดไปวันๆ เก่งแต่ปาก แต่กลวงใน ปลื้มมันก็รับไม่ไหว ก็ทำงานกับไอ้เผือกไม่ได้

เสียดายว่ารีบลงการเมืองเร็วไปนิดนึง คือตอนนั้นมันเห็นชื่อหม่อมสุขุมพันธ์ลงเลือกตั้งผู้ว่า มันก็คิดว่ามันสู้ได้แหงๆ แต่ปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยเสือกส่งแซมยุรนันท์ลงแข่งด้วย คนที่จะเลือกปลื้มก็เลยเปลี่ยนใจ คนกรุงเทพฯ6แสนกว่าคะแนนเสียงอยากเลือกปลื้ม แต่การไปเลิกแซมมันเป็นอะไรที่จะท้าทายชนชั้นนำและประชาธิปัตย์ว่ากูไม่เอาด้วยกับพวกมึง ปลื้มเลยได้คะแนนมาเกือบๆ3แสนเท่านั้น

ก็พูดง่ายๆว่าโดนตัดคะแนนกันเอง แทนที่จะแข่งกับหม่อมสุขุมพันธ์ ดันต้องมาแย่งคะแนนกลุ่มเป้าหมายเดียวกันคือพวกที่ต่อต้านอำมาตย์กับปชป. ก็เลยกอดคอกันสอบตกทั้งคู่แหละ

แต่อายุยังน้อย ยังมีเวลาอีกมากหนะ ก็สู้ใหม่แล้วกัน หาจังหวะดีๆแล้วกัน...

ส่วนทิชา สุทธิธรรม หรือน้องซอสนี่นะก็เข้าสเปคว่าขาวหมวยสวยเซ็กส์อ่ะ เขาก็น่ารักดี เป็นเด็กดีมืออาชีพคนนึง ก็ไปเรื่อยๆไม่ได้เปรี้ยงปร้างอะไร การเข้าคู่กับปลิ้มทำรายการก็ถือว่าไปกันได้

กิตติ สิงหาปัด

เป็นมือดีคนหนึ่ง เป็นเด็กสร้างของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล

ลี่-กิตติเป็นคนขอนแก่น มาจบเกษตรศาสตร์ เลยสมัครทำงานเป็นนักข่าวสายเกษตรกับอาจารย์ดร.สมเกียรติ แล้วขยับมาทำข่าวด้านสิ่งแวดล้อม แรกๆมีคู่หูอีกคนคือสุริยน จองลีพันธ์ (ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหน..รุ่นๆนี้ที่จำได้มีเพชรี พรมช่วยอีกคน) ทำข่าวด้านสิ่งแวดล้อมได้น่าสนุกน่าติดตามมาก

จากนั้นก็มาเป็นคนอ่านข่าวทางITVตั้งแต่ยุคหยุ่นบุกเบิก แล้วก็เหนียวมาก ใครมาใครไปก็อยู่มายาว จนถึงขั้นเปลี่ยนชื่อเป็นTITVก็ยังอยู่ แต่ก็จวนตัว ลูกเมียปากท้องต้องหากิน เงินเดือนไม่มีเลยเผ่นมาตั้งหลักช่อง9พักนึง สุดท้ายก็มาตั้งบริษัทผลิตรายการให้ช่อง3

ดูประว้ติว่าอยู่ITVมาได้ทุกยุคนี่ก็คงเห็นแล้วว่าลี่เขามีทีเด็ดคืออาจจะเข้ากับใครก็ได้ หรือไม่ยอมเป็นพวกใครที่เฮกันไปเฮกันมา แต่ขนาดนั้นยังไม่วายโดนพวกม้อบเหี้ยเหลืองกำปั้นชกหน้านะ ตอนที่เหี้ยเหลืองบุกยึดโทรทัศน์ช่อง11NBT วันนั้นไอ้ยุกับตวงพรอยู่ในห้องส่งเผ่นหนีทัน แต่ไอ้ลี่กิตติขับรถมาป้วนเปี้ยนจะมาทำรายการ พวกเหี้ยเหลืองก็ชกเข้าให้ เพราะมันนึกไว้ก่อนว่าพวกช่อง11นี่คือศัตรูมัน


จอม เพชรประดับ

จอมก็ทำงานกับITVมานาน แล้วก็ไปอยู่เมกาพักใหญ่ แต่ยังเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษให้ไอทีวี

ผมชื่นชมคนแบบจอมมากคือเขาเป็นมืออาชีพ ตรงไปตรงมา อย่างตอนเหลี่ยมโดนรัฐประหารหนีหัวซุกไปเมืองนอก จอมก็พยายามตามไปสัมภาษณ์ ก่อนลุงนวมทองจะฆ่าตัวตาย ไม่มีสื่อคนไหนสนใจ(จนแกต้องไปฆ่าตัวตายหน้าไทยรัฐ)จอมก็ไปสัมภาษณ์ก่อน มาจัดช่อง11ตัวจริงชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องเอาใจรัฐบาล

เสียดายว่าคนที่ดีๆมืออาชีพยังงี้ ดันไม่ค่อยมีที่ว่างให้เท่าไหร่ในบ้านนี้เมืองนี้ ฟังแล้วแม่งเศร้า

หากผมมีพันล้านจะเปิดทีวีซักช่อง ผมจะคิดถึงจอมเป็นคนแรกๆ

ชิบ จิตนิยม


คนนี้ซี้กับจอม เพชรประดับ
เล่าข่าวต่างประเทศทางไอทีวีมาก่อน ตอนจบนี่มีเหน็บเหี้ยเหลืองเป็นปาจำ
ผมชอบขานี้ แกแซวพันธมิตรได้แสบๆ

เคยเห็นแกไปงานศพท่านผู้หญิงพูนศุขกับจอมด้วยนะ
ไม่ได้ไปเพราะหน้าที่นักข่าว แต่ไปเพราะเป็นคนไทยคนหนึ่งที่อยากไปส่งท่านผู้หญิง

กฤษณะมนุษย์ล้อ


กฤษณะหากผมจำไม่ผิดเป็นคนขอนแก่นบ้านเดียวกับกิตติ-บัญชา

เคยเป็นนักข่าวสนามมาก่อน อยู่หนังสือพิมพ์มาก่อน มาเจออุบัติเหตุปี40ต้องมาเป็นมนุษย์ล้อ จัดรายการทัวร์บ้านนักการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ให้พวกนี้ช่วยเข็นไปทำรายการไป น่ารักดี ชื่อกฤษณะชวนชม

ผมว่ากฤษณะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พิการได้มาก และสร้างแรงบันดาลใจให้คนครบ32อย่างเราๆว่าหากจะคิดสั้นให้ดูมนุษย์ล้อคนนี้เป็นตัวอย่างไว้ เขาขาเสียอย่างนี้ แต่ใจไม่เสีย ยังเฮฮาหัวเราะ ทำงานทางสร้างสรรค์ได้

ในบรรดาคนเนชั่นผมชอบดูมนุษย์ล้อคนนี้มากที่สุด ไม่ใช่เพราะเขาพิการ แต่เพราะเขาพิการแล้วไม่ยอมแพ้ แถมทำเอาเราคนครบ32ที่เวลาประสาทแดกได้ฮาสัดดดๆๆไปด้วย

นรากร ตินายน

ต๊ะเป็นสาวเจียงใหม่หนะ มีชีวิตที่เหมือนนิยายเศร้าเคล้าน้ำตา ผมเห็นเธอตั้งแต่มาอ่านข่าวITVใหม่ๆไอ้ยุ-จิรายุควงไปไหนมาไหน
แต่ภาพที่ผมประทับใจสุดคือวันที่เธอกล่าวถ้อยอำลาITVวันสุดท้ายก่อนจอมืด เปลี่ยนเป็นTPBS ผู้หญิงคนนี้ช่างงดงามซะนี่กระไร มาดมั่นเข้มแข็งมั้กมาก...ชายฉกรรจ์โฉดๆอย่างผมยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ต๊ะไม่มีไหลซักหยด แต่หลังจอITVมืดมิดลง ผมก็ไม่รู้ว่าต๊ะจะกลั้นไว้ไหวมั๊ยนะ

เทียบกับติ่ง-มัลลิกา ฉายานักข่าวสาว(น่อง)เหล็กนี่ ต๊ะตัวเล็กๆแถมน่องไม่เหล็ก แต่ใจเหล็กกว่ากันแยะ

บัญชา ชุมชัยเวทย์

เป็นคนขอนแก่นเหมือนกิตติ เด็กๆเรียนดีจบสาธิต ขอนแก่น แล้วมาจบตรีเอแบค โทศศินท์ แล้วไปได้โทเมกาด้วย กลับมาอ่านข่าวเศรษฐกิจทางช่อง9 เลยมาได้กับรุ่งนภา ลูกน้องเด็กสร้างของหยุ่นที่ตาออกเหล่ๆหน่อย แล้วก็ไปอ่านข่าวพวกเศรษฐกิจมันนี่ แชนัล ของตลาดหลักทรัพย์ กับมาอ่านข่าวเศรษฐกิจช่วงเย็นของช่อง3 และเป็นคนเล่าข่าวเศรษฐกิจทางรายการข่าวเด่นประเด็นร้อน96.5

ผมชอบเวลาบัญชาเล่าข่าว มันดูactiveดี เหมือนๆพวกออกหน้าจอCNBC BLOOMBERGที่พวกนี้จะกระฉับกระเฉง ทำให้เรื่องเศราฐกิจหนักๆน่าดูน่าฟัง น่าสนุกไปด้วย

วิศาล ดิลกวาณิช


วิศาลนี่ยอมรับว่าไม่ทันกัน แต่มันเป็นคนอาภัพ ทำอะไรก็โดนคนดูด่า ทะเลาะกับชูวิทย์โดนศอก คนดูก็บอกยังน้อยไป น่าจะโดนหนักกว่านี้ ไปฟ้องชูวิทย์ขอค่าทำแผล3แสน ศาลตัดสินให้จ่าย ชูวิทย์หยามว่าทิปหมอนวดกับทิปนักร้องมากกว่านี้ นายวิศาลนี่ไปพูดว่า"ไม่มีใครใจกว้างอย่างผมแล้วนะ ผมเอาแค่นี้ยังน้อยไป"

คนดูก็หมั่นไส้ไปเขียนด่ามันลงบอร์ดเฉลิมไทย เวบพันทิปยาวเฟื้อย หาคนเห็นใจมันไม่ได้ แถมบอกจะลงขันกันให้ครบ3แสนไปตีศอกวิศาลอีกซักดอก...

เท่าที่ผ่านๆคือมันจบอเมริกามา แล้วก็มาทำITV
ชีวิตก็น่าสงสารพอสมควร พ่อของวิศาลนี่โดนโจรขึ้นบ้านฆ่าแกงกันทารุณมาก

เข้าใจว่าวิศาลคงcopy catพวกพิธีกรายการทีวีอเมริกามาหนะนะ ประเภทว่าขอทะเลาะแขกร่วมรายการออกหน้าจอ ให้เรทติ้งดี ก็คงไม่มีเจตนาอย่างอื่น กับอาจอินกับพรรคพวก30กว่าชีวิตกบฎITVมาก เลยอคติกับเหลี่ยม แอนด์ เดอะแก๊งค์นี่ไปด้วย เรื่องของเรื่อง

กรุณา บัวคำศรี

หนูนาเป็นรองเลขาธิการ สนนท.ตอนปี35ครับ ตอนนั้นปริญญา เทวานฤมิตกุล เป็นเลขาธิการ เข้าใจว่าเป็นนักศึกษาป.โทคนแรกนะที่เป็นเลขา ส่วนใหญ่ก่อนนั้น หรือหลังนั้นเป็นนศ.ป.ตรี

ยุคนั้นอาจารย์หนุ่มน้อยของธรรมศาสตร์คืออาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นที่ปรึกษาให้สนนท.

มีอยู่วันหนึ่งที่บิ๊กสุเข้ารับพระบรมราชโองการเป็นนายกฯ อาจารย์ที่ปรึกษาก็ผลุบเข้าผลุบออกที่ทำการสนนท.ตรงตึกอมธ.ท่าพระจันทร์ สรุปแล้วก็ไปจัดไฮปาร์คที่ลานโพ มีคนพูดหลักๆก็ปริญญา หนูนา อภิสิทธิ์ คนนั่งฟังผมนับได้ซัก20คน ในนั้นก็มีสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ที่มากับ2บำรุง จากอีสานคือบำรุง คะโยธา+บำรุง บุญปัญญา และเดช พุ่มคชา(พวกนี้เป็นNGOที่เดือดแค้นทหารมาเป็นนายกฯ)

ใน20คนที่ฟังอยู่นี้เป็นนักข่าว10คน

หลังจากนั้นก็เริ่มมีเดินไปสภามั่งอะไรมั่ง แต่เริ่มจุดติดตอนฉลาด วรฉัตรอดข้าว

................

ในราว 20 ปีต่อมา

อภิสิทธิ์คือนายกฯประเทศไทย
ปริญญา เป็นรองอธิการ มธ.ดูแลเรื่องชุดรัดติ้วนศ.สาวๆแล้วก็อย่างที่เห็นๆ
หนูนา เป็นกบฎไอทีวี ตอนนี้อยู่TPBSกับหย่อง..ก็อย่างที่เห็นๆ
สมเกียรติ ก็มาเห็นเหี้ยเหลือง ส.ส.ปชป.อย่างที่เห็นๆ

2บำรุงกับเดชยังเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไม่มีสร้อยต่อท้าย(คืออันมีทักษิณทุนสามานย์
เป็นนายกฯ)อย่างที่เห็นๆ

นักข่าวราว10ชีวิตที่ว่าในวันนั้น 7ใน10คนกำลังเรียกร้องให้หยุดทำร้ายประเทศไทย อย่างที่เห็นๆ


โชคดีที่มีสิ่งหนึ่งยังไม่ตอแหลไปกับวันเวลาที่เปลี่ยนไป

ลานโพก็ยังเป็นลานโพ...

เสรี วงษ์มณฑา

เฒ่าตุ๊ดเสรีนี่ก็ไม่มีเหี้ยอะไร แกก็ทำมาหากินอยู่กับเตี้ยบรรหาร
ตอนบรรหารจูบปากเหลี่ยม แกก็ได้เวลาออกITVเรื่อยเจื้อยไม่เป็นโล้เป็นพาย อุตส่าห์สอนวารสารซะเปล่า

พอเตี้ยบรรหารแตกกับเหลี่ยม ชิ่งออกมา ตุ๊ดเฒ่านี่ก็หันมาด่าเหลี่ยม

กับมีวันหนึ่งเชิญเฒ่าเปรมไปพูดให้นักศึกษาป.เอกที่แกจัดสอนหาเงินอยู่วค.สวนดุสิต แล้วตุ๊ดมองตาตุ๊ดก็ย่อมเข้าใจในตุ๊ด ตุ๊ดแก่กว่าบอกท่านไม่เอาเหลี่ยมแล้ว(ชี้มือขึ้นฟ้า) อาจารย์เห็นเป็นงัย? ตุ๊ดเฒ่าน้อยกว่าก็เลยออกมาเคลื่อนไหวเอาใจตุ๊ดแก่กว่า

สรุปว่าแล้วแต่นายจ้างคือเตี้ยบรรหารจะไปทางไหนหละหนึ่ง กับสองคือแกคิดว่าแกได้ข้อมูลทางลึกจากเปรมมา ก็เลยอย่างที่เห็นๆ

นันทขว้าง สิรสุนทร-เกี๊ยง

ก็ไม่แปลกที่สายกีฬาจะด่าแม่เหลี่ยม เพราะสายบันเทิงอย่างไอ้เกี๊ยงยังไปบ้าบอลแมนยูเลย

พูดเรื่องไอ้เกี๊ยงนี่ก็ขำมัน มันเป็นเด็กอีโก้จัดตัวหนึ่ง ตอนแรกๆนี่เป็นเด็กสร้างของไอ้เสือเตี้ย-สนานจิตต์ ไอ้เสือเตี้ยเคยเอาไปฝากพรรคพวกผมไว้ ไอ้เกี๊ยงตอนแรกก็ยังไม่ได้วิจารณ์หนัง เขียนสารคดีบันเทิง เขียนเสร็จส่งบก.ดู

บก.เขาก็บอกไอ้เกี๊ยงมึงเขียนยาวชิปหาย มึงจะทำเป็นซีรีส์เหรอสัดดด เขาก็ตัดฉับเหลืออยู่หน้าเดียว มันโวยวายใหญ่เลยไปฟ้องไอ้เสือเตี้ยลูกพี่มัน ไอ้เสือเตี้ยก็มาบอกบก.ว่า มึงอย่าไปตัดของมันซีว๊า...บก.ก็เลยบอก อ้าวแล้วมึงจะมีกูเป็นบก.ไว้ทำหอกเหรอ ถ้าไม่ให้กูตัด กูแต่งงานของเด็ก งั้นมึงเอางานมันไปดูเองไปไอ้เสือเตี้ย

ไอ้เสือเตี้ยบอก ก็กูเหลือจะรับมันแล้วไง เลยส่งมาให้มึงดูแล.....

สรุปไอ้เกี๊ยงก็เลยได้เกิดตั้งแต่วันนั้น คือมันจะเขียนเหี้ยอะไรก็เขียนไป ไม่ต้องมีบอกงบอกอ ดูอะไรทั้งสิ้น...

พชระ สารพิมพา-หมู
พชระหรือไอ้หมูนี่นะเขาก็เป็นคนข่าวอสมท.หนะนะ
เป็นกรรมการสหภาพพนักงานอสมท.ด้วย
เป็นกรรมการสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ที่สมชายเอ๋เคยเป็นนายกฯด้วย ข้อมูลที่เล่าว่าวงนอกวงในของเขาก็จะมาทางนี้แหละเป็นหลัก

พชระมาจัดรายการตอนแรกๆแทนเอ๋-พรชัย วีระณรงค์ บก.เก่าสยามรัฐ ที่เสียงแหบๆมหาเสน่ห์หนะน้ะ
จัดคู่กับพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อดีตนายกฯอมธ.สมัย6ตุลา

ตอนแรกก็ตื่นไมค์ชิปหายเลย ผมฟังไปก็หงิกแดกไปอยู่เกือบเดือน จากนั้นก็เข้าขากัน ก็ชักสนุก ตอนหลังพิเชียรไปเป็นสนช.หรือสสร.ผมจำไม่ได้ ก็เอาวิสุทธ์ คมวัชระพงษ์มาเป็นตัวชง บางทีก็เป็นลูกไล่ให้ไปกลายๆ

บางวันก็เอาไพศาล มังกรไชยา อดีตบก.บห.ผู้จัดการรายเดือนมาออกมั่ง แล้วก็มีช่วงเศรษฐกิจเอาดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตนายกอบจ.จุฬายุคปี29-30มาพูด อนุสรณ์ก็เป็นคนใช้ได้ ก็หวังดีกับบ้านกับเมืองคนหนึ่ง แม้บางทีจะโอเวอร์รีแอ๊คไปมั่ง แล้วก็บัญชา ชุมชัยเวช คนนี้จบMBAมาจากเมกา พื้นฐานเป็นคนทางขอนแก่นหรืออุดร ก็คึกคักดี เขาพูดจาactiveดี เป็นกากี่นั้ง สเป็คคนดู หลังๆเลยมาได้กับรุ่งนภาที่ตาเหล่ๆหน่อย ลูกน้องเก่าหยุ่นเนชั่น

พชระก็คงไม่มีอะไร เขาก็เม้าธ์เรื่องข่าวไปเรื่อยๆ ก็เป็นปกติของคนข่าวที่ตั้งป้อมกับเหลี่ยม ก็ไปตามกระแส แต่บางทีก็ได้ข่าวเจาะหรือข่าวซุบซิบจากเขาเหมือนกัน....

เสน่ห์ของไอ้หมูเวลาจัดวิทยุคือมันจะมีลูกเล้นประเภทว่ามันมีวงใน แต่หลายๆครั้งก็ทำอ้ำอึ้งๆกั๊กไปกั๊กมาจนน่ารำคาญหวะ...อิอิ

ถ้าให้ดีพชระก็ชวนพรรคพวกในสมาคมคติดกันหน่อยที่โดนลากไส้ด่ามายาวนี่จริงไม่จริง ถ้าจริงก็อย่าแก้ตัว ให้แก้ไขกันหน่อย ชาวบ้านเขาเอือมพวกสื่ออย่างพวกเอ็งเต็มแก่แล้ว

กำภู ภูริภูวดล

ในบรรดาคนเล่าข่าว ข่าวข้นคนเข้มช่อง9 กำภูนี่เข้าท่ากว่าไอ้2ตัวคือกนกกับไอ้ฮุย-ธีรระ

กำภูนี่เขาคนทางอีสานครับ
แล้วเขาก็เป็นนักข่าวสนามมาก่อน จะแน่นกว่า มีconceptualกว่าไอ้2ตัวนั่น
ผมเล่ามาถึงตรงนี้คงหายงงแดกดันแล้วนะว่า ที่เด็กนรกเนชั่นแหย่หางไปทั่ว3 5 7 9 นี่ไม่ใช่แม่งเก่งกว่าใครเขา
แต่เป็นเรื่อง"ข้อตกลงกับปีศาจ"

ที่ผมอนาถคือแม่งนึกว่าชาวบ้านไม่รู้ทันมันนี่แหละ


อัญชลีพร กุสุมภ์


จบวารสาร ธรรมศาสตร์มา แล้วก็มาแจ้งเกิดด้วยการอ่านข่าวช่อง7 ต่อมาไปอยู่ITV ช่วงอยู่ITVนี่พรรคพวกผมคนหนึ่ง เป็นด๊อกเตอร์ไปหลีๆอยู่พักใหญ่ เอาไปเอามาก็แคล้วคลาดกัน อัญก็ได้กับคนอื่นแทน พอITVโดนเหลี่ยมเทก ก็กระเซ็นกระสายกันไป แล้วก็มาเป็นคนอ่านข่าวASTV ก็ต้องทำงานตามนโยบายนายลิ้มหนะแหละ

แอน-จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ

อ่านข่าวอยู่ช่อง3นานเหมือนกันซัก10ปีได้ก็ไปเรื่อยๆ จนไอ่หมี-ยุทธิยง ลิ้มฯดึงตัวมาอยู่ASTV

โรซ่า-สโรชา พรอุดมศักดิ์

โรซ่าเป็นเด็กสร้างของหยุ่นรุ่นคัดเด็กเก่งภาษาอังกฤษ จากนั้นมาอยู่กับลิ้ม และมาดังกับคำพูดว่า"ค่ะ....ค่ะ....ค่ะ...ค่ะ"กับการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์กับลิ้ม และเป็นพิธีกรบนเวทีตอนลิ้มเริ่มจัดม็อบใหม่ๆ ใช่ไม่ใช่คุณแอ้ม..."ค่ะ"!

คนเราบทจะได้เกิดก็ไม่ต้องอะไรมาก ใช่ไม่ใช่แอ้ม...ค่ะ!

กมลพร วรกุล-น้องเก๋

ก็ได้เกิดตอนจัดรายการข่าวเช้าคู่กับเจ๊ปอง คือเป็นลูกคู่สลับลูกไล่ให้อัญชะนีหนะนะทางเวทีพันธมิตรASTV

ศศินา วิมุตตานนท์(สุทธิถวิล)-น้องอ้อ


เขาก็มีเส้นทางจากการประกวดนางงาม จากนั้นมาอ่านข่าวช่อง7 แล้วก็แจ้งเกิดจากการอ่านมุกสะเก็ดข่าวที่ตอนจบแต่ละข่าวมีเสียงอะวะว้าวอ๊าวๆๆๆ แล้วน้องอ้อเขาจะยิ้มขำๆอ้ะ

น้องอ้อมีลูกคนหนึ่งชื่อเด็กชาย"พอเพียง"

น้องอ้อเขาถือเป็นศิษย์ธรรมกายคนดังด้วยคนหนึ่ง เวลามีงานใหญ่ๆนี่ทางวัดชอบจับน้องอ้อแต่งตัวเป็นอย่างนางวิสาขาอะไรแบบนี้เชิญพุ่มพานดอกไม้ ก็ดีครับเข้าทางวัดทางวาดีกว่าทำชั่วนะว่าไปแล้ว

สายสวรรค์ ขยันยิ่ง-หนิง

หนิงจบนาฏศิลป์มานะ เวลาอ่านข่าวเลยจะออกแนวหวานๆเหมือนพวกเราได้ดูรำไทย ก็น่ารักดี

หมอยงยุทธ

แกจบหมอที่อังกฤษ เคยอยู่อังกฤษนาน10กว่าปี แล้วกลับมาเป็นอาจารย์หมอพระมงกุฎ แล้วก็อ่านข่าวช่อง5 แกเคยเล่นการเมืองลงสมัครส.ส.พรรคไทยรักไทยของเหลี่ยม แต่กินแห้ว แล้วก็ไปได้กับทุกขั้วอำนาจ สมัยเหลี่ยมแกก็ไปเข้ากับเหลี่ยม พอเหลี่ยมโดนปฏิว้ติ แกก็มาเป็นโฆษกคมช.

ใครจะขี้ช้างมาขี่ม้าไป แกก็มีรายการทำที่ช่อง5 แบ่บว่าแกเหนียว

จักรพันธุ์ ยมจินดา

จักรพันธ์ก็เคยเป็นส.ส.ไทยรักไทยระยองนี่นะ
แล้วเคยถูกวางตัวให้ลงส.ส.เขตบางกอกน้อยเพื่อดับรัศมีโย่งองอาจ คล้ามฯ

ตอนหลังช่วงทำเล่าข่าวช่อง5ดูแกก็วางตัวลำบากนะ จะยังไงก็โดนด่า คือเข้าข้างเหลี่ยมก็กลัวหลุดช่อง5 เข้าข้างทหารเดี๋ยวก็โดนด่าว่าเนรคุณเหลี่ยม ก็คงทำตัวลำบากหนะ

วีระ ธีรภัทร

เขาเริ่มต้นจากนักข่าวสายเศรษฐกิจครับ หลักๆก็ประจำแบงก์ชาติ วังบางขุนพรหม ประจำค่ายเดลินิวส์

มายุคสื่อเข้าตลาดหุ้น ทางประพันธ์เจ้าของหนังสือพิมพ์วัฏจักร ก็เห็นว่าวัฏจักรเป็นแค่หนังสือสมัครงานคงไม่ค่อยแน่นพอที่จะเข้าตลาดหุ้น ก็เลยได้ตัววีระมาทำวัฏจักรบุกข่าวเศรษฐกิจธุรกิจ แล้วก็มีคลื่นวิทยุให้ทำ วีระก็ไปจัดเรื่องหุ้น เอาไปเอามาคนเล่นหุ้นก็เรียกอาจารย์วีระเพราะแกเปิดสายให้คนโทรเข้ามาถามเรื่องหุ้น แกก็ออกแนวด่าคนฟังประมาณว่าโง่ ไปซื้อได้ไงหุ้นพรรค์ยังงี้...

ปรากฎที่ด่าไปเข้าทางพอดี เพราะไม่นานจากนั้นเกิดวิกฤตปี40เศรษฐกิจพัง ตลาดหุ้นก็แทบจะล้ม คนเล่นหุ้นเจ๊งระนาว วีระก็เลยได้ชื่อว่ากูแน่ กูอุตส่าห์ด่าไปเยอะแล้วยังไม่เชื่อกู

แต่ที่วีระพลาดมากๆก็คือไปตอบคำถามคนที่โทรเข้ามาถามในรายการเรื่องหุ้นบริษัทเงินทุนธนสยาม วีระก็บอกว่าไม่เจ๊งชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรรู้มั๊ย ก็เพราะใครหละถือหุ้นใหญ่ ใครอยากรู้ไปเปิดดูว่าใครถือหุ้นใหญ่(คนเล่นหุ้นก็ไปเปิดดู ก็ ทรงพระเจริญ ขึ้นมาทันที พากันซื้อหุ้นตัวนี้ยกใหญ่) แล้วคนถามเรื่องแบงก์กรุงไทยมา วีระบอกว่าได้ยินจิ้งจกตุ๊กแกแถววังบางขุนพรหมบอกจิ้กจกร้องเสียง"เจ๊งแน่ๆๆ"

ผลปรากฎว่าธนาคารกรุงไทยรอดมาทุกวันนี้ ธนสยามดันเจ๊งแน่ๆแทน คนที่ขายหุ้นกรุงไทยทิ้งมาซื้อหุ้นธนสยามก็ด่าแม่วีระเปิง ไปฟ้องกลต.ที่เป็นหน่วยงานคุมกฎกติกาตลาดหุ้นด้วย ทางกลต.เลยออกระเบียบมาว่าใครไม่มีใบอนุญาตห้ามพูดเรื่องหุ้น วีระก็เลยเลิกพูด แล้วกันไปพูดเรื่องเขมรอะไรไปแทน แล้วก็จัดทัวร์ไปเขมร แล้วก็หาเรื่องยาวๆแบบมหาภารตะยุทธอัดเทปขายอะไรของแกไป แล้วก็เปิดรายการคุยได้คุยดีกับทรินิตี้ เรดิโอ97.0ก็หลายปีนะ ดังเหมือนกัน

แกก็ดังทางด่าหนะว่าไปแล้ว มีคนไม่ชอบวีระก็เยอะ แต่คนชอบสไตล์พี่แกก็ไม่น้อย แท็กซี่ชอบเปิด ผมเคยถามว่าทำไมชอบ แท็กซี่ว่าอยากฟังอาจารย์วีระด่าไอ้พวกโง่ทั้งหลาย ผมก็ถามต่อว่าทำไมพวกโง่มันโทรเข้าไปให้วีระด่า แท็กซี่ก็ว่า คงเพราะมันอยากโดนด่า โดนแล้วมันอาจจะซี้ดสส์ เพราะสังเกตว่าไอ้ที่โทรเข้าไปให้วีระด่านี่ แม่งก็สมควรโดนเจงๆ

ทรินิตี้เรดิโอโดนยึดคลื่นคืนไปให้พรรคพวกของไอ้ห้อยได้สัมปทานแทน วีระก็เลยมาจัดที่96.5คือไปจัดที่ไหนก็มีคนแห่ตาม เพราะแฟนแน่นเหนียว

วีระเขาจะดีในแง่เอาข้อมูลพื้นฐานศก.มาเล่า ส่วนใหญ่ก็เอามาจากแบงก์ชาติ ก็ยังดี ดีกว่าฟังแกขายหนังสือ ขายเทป ขายทัวร์ลูกเดียว กับด่าพวกอาการมาโซคิสม์ คือไอ้พวกที่โดนกระทำแล้วซี้ดสสส์

บทความในซีรีส์ชุดนี้

-ตอน1:ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
-ตอน2:จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้ย
-ตอน3:ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
-ตอน4:สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
-ตอน5:ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
--ตอน6:ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
-(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!

-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
-(ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
-(ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
-(ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ

-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
-(ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง