30 มิถุนายน 2552

กรรมสนองสื่อหลักทยอยเจ๊งเรียงตัว ล่าสุดฐานฯปลดนักข่าว60คน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

กรรมสนองสื่อหลักทยอยเจ๊งอ้างพิษเศรษฐกิจ เครือเนชั่นเปิดเออร์ลี่บีบพนักงานออกหลายยก คลื่นบิสซิเนสเรดิโอของดนัย เอกมหาสวัสดิ์ปิดตัวเจ๊ง ล่าสุดฐานเศรษฐกิจปลดนักข่าว60คน


พิษเศรษฐกิจเล่นงาน "ฐานเศรษฐกิจ" ปลดพนักงาน 60 คน

ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน

นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้างเพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจยืนยันว่า พนักงานของบริษัทไม่มีการประท้วงหรือไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะปลดพนักงานออก ก็มีการชี้แจงกับพนักงานเป็นระยะๆ ถึงสถานการณ์ของบริษัทว่าเป็นอย่างไร ทุกคนก็เข้าใจดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาองค์กรไว้ด้วยการปรับลดขนาดลง

การปรับลดพนักงานครั้งนี้ ในส่วนของผมที่เป็น บ.ก.ข่าวไม่ได้รู้สึกแฮปปี้ มันเป็นความจำเป็นเรื่องขององค์กรและเรื่องของเศรษฐกิจล้วนๆ ผมบอกตรงนี้เลยว่าไม่มีใครอยากเอาเพื่อนที่ทำงานกันมานานให้ออกไป แต่เมื่อสภาพของเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อไปได้ หากองค์กรมีความพร้อมเมื่อไหร่ ก็ยินดีที่จะรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง นายชัยวัฒน์กล่าว

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อรายงานเพิ่มเติมว่า พนักงานของบริษัทฐานเศรษฐกิจซึ่งถูกเลิกจ้างได้รวมตัวกันจัดตั้งเว็บไซด์ http://ppnpthan.ning.com ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งแจ้งข่าวในการหาสถานที่การทำงานแห่งใหม่

พนักงานที่ตกงานบางรายได้ตั้งกระทู้บอกเล่าว่า เขาได้ไปยื่นขอใช้สิทธิ์ประกันสังคมจากการถูกเลิกจ้างครั้งนี้แล้ว

ไปสำนักงานประกันสังคมมาแล้วอ่ะ...ทำเรื่องไม่ยุ่งยากเลย ไม่ต้องใช้รูปถ่าย ใช้แต่สำเนาหนังสือเลิกจ้าง สำเนาบุคส์แบงก์ และสำเนาบัตรประชาชน ใครที่สงสัยว่า เราจะต้องเสียค่าประกันสังคมเองรายเดือนหรือไม่ในช่วงตกงาน ขอแจ้งว่าประกันสังคมจะคุ้มครองเราไปอีก 6 เดือนอ่ะ ส่วนเงินที่ประกันสังคมจะให้จะเข้าแบงก์ให้เป็นรายเดือนซึ่งเราต้องมารายงานตัวตามกำหนดทุกเดือนว่ายังอยู่ในสถานภาพตกงานหรือไม่ ถ้ามีงานใหม่แล้วก็จะงดจ่ายให้ขอรับ


อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ

29 มิถุนายน 2552

"คู่มือการรายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง" คู่มืออันล้มเหลวของแมลงวันที่ไม่ยอมตอมแมลงวัน


โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
แปลและเรียบเรียงโดย ทวีพร คุ้มเมธา
ที่มา ประชาไท

หนังสือ "คู่มือการรายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง" ซึ่งจัดพิมพ์โดย สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ศูนย์ข่าวอิศรา สถาบันอิศรา และมูลิธิฟรีดรีค เอแบร์ท อาจเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นด้วยความเจตนาดีที่จะให้เป็นคู่มือสำหรับสื่อมวลชนไทยในการายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง

โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน หากแต่มันกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการอธิบายว่า เพราะเหตุใด สื่อมวลชนกระแสหลักส่วนใหญ่จึงถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งและปัญหาทางการเมืองเสียเอง และมิได้เสนอวิธีหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม น่าเสียดายเพราะหนังสือเล่มนี้ลงเงินไปมิน้อย แถมเงินส่วนใหญ่มาจากเงินภาษีชาวเยอรมันโดยผ่านทางมูลนิธิฟรีดรีค เอแบร์ทผู้เป็นผู้สนับสนุนสำคัญ

นอกจากวิธีปฏิบัติที่รู้ๆ กันอยู่เช่น อย่าใส่เสื้อเหลืองเข้าไปในม็อบแดง และอย่าใส่เสื้อแดงเข้าไปในม็อบเหลือง และการพกผ้าเช็ดหน้าและขวดน้ำเพื่อป้องกันตนเองจากแก๊สน้ำตาแล้ว หนังสือคู่มือที่หนาถึง 186 หน้าเล่มนี้ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อะไรไปมากกว่านี้เท่าไหร่

(อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็มีบทที่ว่าด้วยการทำข่าวความขัดแย้งในภาคใต้ ความขัดแย้งจากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ และความขัดแย้งระหว่างรัฐ/สังคมกับคนชายขอบด้วย หากแต่บทความนี้จะวิจารณ์เฉพาะเนื้อหาที่ว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น)

การขาดความใส่ใจในประเด็นดังกล่าว สามารถเห็นได้ชัดตั้งแต่ในบทบรรณาธิการ โดย ธีรเดช เอี่ยมสำราญ ซึ่งมีความว่า สื่อกระแสหลักถูกกล่าวหาว่าเลือกข้าง และนักข่าวหลายคนก็ตกเป็นเป้าของการโจมตีโดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่ “ไร้เหตุผล”

จริงหรือที่ผู้ชุมนุมเหล่านั้น “ไร้เหตุผล”?

บรรณาธิการผู้นี้ควรเข้าใจว่า การที่นักข่าวกระแสหลักถูกทำร้ายโดยทั้งจากกลุ่มคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพราะความไร้เหตุผล หากเป็นเพราะพวกเขาผิดหวังกับสื่อกระแสหลักที่เขาเชื่อว่า เต็มไปด้วยอคติ ซึ่งหมายความว่า มีเหตุผลบางอย่างรองรับพฤติกรรมเช่นนั้น หาได้เป็นพฤติกรรมอย่างที่ธีรเดชเรียกว่า “ไร้เหตุผล” ไม่

ส่วนในบทที่สอง ซึ่งเป็นบทที่ว่าด้วยบทบาทของสื่อมวลชนไทยท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 เป็นต้นมา มีข้อความว่า

“แม้จะไม่มีการประกาศเลือกข้างอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าดูจากแนวทางการเสนอข่าวและบทความแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์แล้ว มีผลในทางลบกับทักษิณมากกว่า” (ข้อ 4. หน้า 21)

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ไม่พยายามที่จะอธิบายว่า ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์การเลือกข้างดังกล่าว และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ การที่สื่อกระแสหลักได้เลือกข้างไปแล้ว แต่ไม่ยอมรับว่าตนเลือกข้าง
เมื่อเปิดหน้าถัดไป ผู้อ่านก็จะได้พบกับข้อความที่เป็นการยอมรับว่าสื่อกระแสหลักเฉยเมยต่อรัฐประหาร อย่างไร้คำอธิบายว่า

“หลังจากการรัฐประหารปี (19 กันยายน 2549) ระยะหนึ่งจนกระทั่งมีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 สื่อมวลชนส่วนใหญ่ค่อยๆ และมีความพยายามในการปรับตัวในการเสนอข่าวให้รอบด้านมากขึ้น” (ข้อ 5. หน้า 22)

อีกครั้ง ที่หนังสือเล่มนี้ไม่ให้คำอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่เฉยชา ยอมรับ หรือแม้กระทั่งสนับสนุนการรัฐประหารแม้แต่น้อย

หากแต่มันเป็นความจำเป็นยิ่งที่หนังสือควรให้คำอธิบาย เพราะความเข้าใจว่า ทำไมสื่อกระแสหลักจึงเฉยเมยต่อรัฐประหารจะนำไปสู่คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมสื่อกระแสหลักจึงกลายเป็นศัตรูของคนเสื้อแดง และการไม่เอ่ยว่า ในช่วงนั้น สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐประหาร ย่อมถือได้ว่า เป็นความพยายามในการเขียนประวัติศาสตร์บทบาทสื่อเสียใหม่อย่างน่าละอาย

นอกจากนี้ เพื่อที่จะให้ความชอบธรรมว่า เพราะเหตุใดสมาคมนักข่าวฯ และองค์กรสื่ออื่นๆ จึงไม่ประณามสื่อที่เลือกข้างและพาดหัวอย่างเกินเลย หรือ "ไม่สามารถทำอะไรได้มาก" หนังสือเล่มนี้ได้ไว้อธิบายว่า

“สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้สมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมถึงสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติตกอยู่ในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถูกเรียกร้องให้ความคุมจริยธรรมการเสนอข่าวในเรื่องความเป็นกลาง แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำอะไรได้มากและถูกสองฝ่ายโจมตีอย่างรุนแรงว่า เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” (ข้อ 9. หน้า 22 – เน้นข้อความโดยผู้เขียน)

เหตุผลใดๆ ก็ไม่สามารถมารองรับการที่องค์กรอย่างสมาคมนักข่าวฯ เพิกเฉย ไม่ยอมออกแถลงการณ์ประณามการเสนอข่าวอย่างบิดเบือนได้ ไม่ว่าจะเป็นจะการบิดเบือนจากฝ่ายไหนก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น ประโยคที่ว่า “ไม่สามารถทำอะไรได้มากและถูกสองฝ่ายโจมตีอย่างรุนแรงว่า เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” ยังเป็นการแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมสื่อมวลชนไทยจึงถูกเปรียบเปรยว่า เป็นแมลงวันที่ไม่ยอมตอมแมลงวัน

และในข้อ 7. หน้า 38 ซึ่งกล่าวถึงสถานการณ์หลังการรัฐประหารว่า มีการยึดสื่ออย่างเต็มรูปแบบและ “ตรึงกำลังไปยังฟรีทีวี” โดยทหารที่ถูกส่งมาโดยคณะรัฐประหาร แต่คู่มือดังกล่าวก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงเลยว่า ทหารนั้นได้ไปตรึงกำลังที่สถานีโทรทัศน์บางช่องเป็นเวลานานหลายเดือน และสมาคมนักข่าวฯ ก็ไม่ได้ทำการประท้วงการคุกคามสื่อดังกล่าวเลย จนกระทั่งผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ วสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ด้วยตนเอง ในช่วงปลายปี 2551 ในงานเสวนาครั้งหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นที่สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า ถึงเวลาออกแถลงการณ์ประณามทหารแล้วหรือยัง จึงได้นำไปสู่การออกแถลงการณ์ดังกล่าวในที่สุด

ในหน้า 86 นั้น มีการเสนอผลสำรวจจากโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะทางสังคม หรือมีเดีย มอนิเตอร์ ซึ่งสำรวจการใช้ภาษาข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด และผู้จัดการรายวันในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 8-14 เมษายนที่ผ่านมา โดยสำรวจพบว่า การใช้ภาษาในหน้าหนังสือพิมพ์มีลักษณะรุนแรง ตัดสินและมุ่งประณามการกระทำ อย่างไรก็ตามในขณะที่ข่าวที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราศจากการ ประณามหรือตราหน้าใดๆ ทั้งสิ้น
ผลการศึกษายังได้ยกตัวอย่างกลุ่มคำที่ใช้เรียกผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยเช่น ‘แดงถ่อย’ ‘นรกแดง’ ‘แดงจัญไร’ ‘สัตว์นรกเสื้อแดง’ อย่างไรก็ตาม ทั้งมีเดีย มอนิเตอร์ และคู่มือเล่มนี้ก็มิได้แม้แต่ที่จะอธิบายว่า ทำไมจึงมีคำเรียกเช่นนี้ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เลยแม้แต่น้อย

หนังสือเล่มนี้กลับไม่พยายามหาข้อมูลมาเปรียบเทียบกับภาษาที่ในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงเหตุการณ์ตำรวจสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า สื่อกระแสหลักใช้ภาษาข่าวในลักษณะเดียวกันหรือไม่ ซึ่งจากการสำรวจสำรวจการใช้ภาษาข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด และผู้จัดการรายวันในช่วงดังกล่าวโดย จิรนันท์​​หาญธำ​รงวิทย์ พบว่า ภาษาข่าวที่ใช้ในช่วงดังกล่าวมีลักษณะตรงข้ามกับภาษาข่าวที่ใช้ช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างสิ้นเชิงนั่นคือ ไม่มีน้ำเสียงในแง่ลบต่อผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ไม่มีคำที่มุ่งประณามและตัดสินผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ตัวอย่างเช่น ‘ม็อบมือตบ’ ‘ประชาชนผู้รักชาติศาสน์กษัตริย์’ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ภาษาข่าวที่ใช้ในการเรียกรัฐบาลพรรคพลังประชาชนก็มีลักษณะประณาม ใช้คำตราหน้าอย่างรุนแรง เช่น ‘รัฐบาลทรราช’ ‘รัฐบาลมือเปื้อนเลือด’ ‘รัฐบาลฆาตกร’ ‘นายกฯซาตาน’ ‘รัฐบาลสัตว์นรก*

และในบทที่สาม ผู้อ่านก็ถูกนำสู่โลกอุดมคติแห่ง “Peace Journalism” หรือการสื่อข่าวเพื่อสันติภาพ ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับ “War Journalism” หรือการสื่อข่าวที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง อย่างสิ้นเชิง

หลักของการสื่อข่าวเพื่อสันติภาพคือ การหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีลักษณะตราหน้าว่า ดีหรือชั่ว พยายามทำข่าวที่แสดงให้เห็นถึงต้นตอและสาเหตุแห่งปัญหาโดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของคนในข่าวนั้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ใช้ภาษาที่เป็นกลาง และไม่เลือกข้าง

แต่ในที่สุดแล้ว หนังสือก็ไม่ได้ให้คำอธิบายว่า สื่อควรทำอย่างไรเพื่อให้หลุดจากวังวนแห่ง War Journalism ไปสู่ Peace Journalism เปรียบเสมือนหนังสือคู่มือให้คนเลิกสูบุหรี่ ที่บอกเพียงว่า ต้องเลิกสูบบุหรี่ แต่ไม่ได้อธิบายว่า จะเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างไร และไม่ได้อธิบายว่า ทำไมทั้งๆ ที่คนก็รู้ว่า การสุบบุหรี่นั้นเป็นอันตรายสุขภาพแต่ก็ยังมีคนที่สูบบุหรี่อยู่เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นแล้วคู่มือดังกล่าวจึงไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสื่อและปัญหาการเมือง ทั้งยังไม่สามารถปรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่น หลังจากผู้เขียนอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ไม่กี่วัน ก็พบพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง เรื่องการนัดชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ว่า "นัดทำร้ายประเทศ" และพาดหัวข่าวรองว่า "เสื้อแดงหลอน! ชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย./ประชาธิปัตย์ปูด 3 แผนขยี้ชาติ" ในสภาพเช่นนี้ โลกแห่งสื่อเพื่อสันติภาพจึงดูเหมือนจะเป็นคนละโลกกับสภาพสื่อไทยในปัจจุบัน และดูเหมือนหนังสือคู่มือที่พิมพ์มาก็มีไว้อ่านเล่น หรือไว้ดูโก้หรูเท่านั้น และไม่สัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริงของสื่อในปัจจุบัน

ส่วนอีกประเด็นสำคัญที่ขาดหายไปจากหนังสือเล่มนี้อย่างเหลือเชื่อคือ เรื่องบทบาทในการเซนเซอร์ตัวเองในสื่อกระแสหลัก ในเรื่องการตั้งข้อสันนิษฐานและตีความเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์โดยกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งมีการพูดกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ชุมนุมและมีนัยยะต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะจริงหรือเท็จ ปัจจัยหนึ่งที่สื่อไม่ยอมเขียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก็คงเป็นเพราะหวั่นเกรงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หนังสือเล่มนี้ก็ควรจะเขียนให้ชัดลงไปด้วยว่า มี "การข่มขู่ คุกคามสื่อมวลชน โดยตัวสื่อเอง” น่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ ไม่มีการกล่าวถึงการชนเซนเซอร์ตัวเองของสื่อ แต่กล่าวถึงแค่การเซ็นเซอร์สื่อโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น เพราะฉะนั้นในเมื่อสื่อยังไม่ยอมรับความจริง เรื่องปัญหาของสื่อเอง เราจะหวังให้สื่อมีส่วนช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองได้อย่างไร

แต่อย่างน้อยที่สุด การที่หลายประเด็นสำคัญที่ควรถูกพูดถึง แต่กลับไม่ถูกพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ มันก็เป็นคำตอบที่ดีของคำถามที่ว่า ทำไมสื่อกระแสหลักจึงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

27 มิถุนายน 2552

24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย(2)

โดย โดย อรรคพล สาตุ้ม
27 มิถุนายน 2552

บทความตอนที่ 2 สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 9 นั้น ในอดีต คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม มีตราสัญลักษณ์เป็นรูป "วิชชุประภาเทวี"แล้วการจนถึงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปดวงตาสีม่วง คือ โมเดิร์นไนน์ทีวี และกรณีตราสัญลักษณ์ ITV ทีวีเสรี-TITV และTPBS และในตอนที่2ของบทความกรณีตราสัญลักษณ์ NBT ถูกเปลี่ยนเป็นสทท.11 สัญลักษณ์มือถือหอยสังข์โดยบทความนี้เป็นตอนสุดท้าย


การเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ช่องทีวีไทย-ช่อง 11-NBT : ความเป็นไทยของสทท.11

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ (ชื่อย่อ: สทท.11, ช่อง 11; อังกฤษ: Television of Thailand Channel 11 ชื่อย่อ: TVT.11) ซึ่งมีสถานะความเป็นมาของช่อง 11 และวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารที่ทำการ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการ จากนั้นเป็นต้นมา จึงกำหนดให้ วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนา สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะที่เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ได้ดำเนินการเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางราชการ และนำเสนอรายการที่เป็นสาระความรู้โดยเฉพาะด้านการศึกษา, ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี มาโดยตลอด ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานนั้น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร จะดำเนินการถ่ายทอดรายการส่วนใหญ่ และบางช่วงเวลา จะให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ในส่วนภูมิภาคดำเนินการถ่ายทอดรายการของตนเฉพาะท้องถิ่นไป แล้วแต่ช่วงเวลานั้นๆ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงระยะเวลาแรกๆ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 มักถูกมองข้ามจากผู้ชมส่วนใหญ่

เนื่องด้วยความเป็นสถานีโทรทัศน์ของทางรัฐบาล ซึ่งไม่มีรายการที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้ โดยเฉพาะรายการประเภทบันเทิง เช่น ละครโทรทัศน์ หรือรายการเกมโชว์ และประกอบกับเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ไม่อาจมีโฆษณาได้ จึงทำให้ประเภทของรายการที่ออกอากาศทางสทท. 11 นั้น มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ผู้ชมนั้นมีไม่จำนวนไม่มากนัก อย่างไรก็ดี ในปีพ.ศ. 2539 สทท.11 ได้เสนอให้หน่วยงานภาคต่างๆ สามารถแพร่ภาพโฆษณาให้กับทางสถานีได้ และในบางครั้ง สทท.11 ก็ได้ผลิตโฆษณาออกอากาศภายในสถานีเอง แม้จะเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ จนกระทั่งในช่วงนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เริ่มมีชื่อเสียงทางด้านการถ่ายทอดสดรายการกีฬา ซึ่งแต่เดิม สทท. 11 เป็นที่รู้จักกันดีจากการเริ่มนำเอากีฬามวยปล้ำอาชีพมาออกอากาศทางสถานี แต่ทว่า นับตั้งแต่ที่สทท.11 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมถ่ายทอดสด การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 2002 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวีและไอทีวี ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ทศภาค จำกัด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ฮือฮามากในขณะนั้น ที่การถ่ายทอดสดกีฬาต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีพูล ตามที่เป็นปกติในวงการโทรทัศน์ก่อนหน้านั้น ซึ่งถ่ายทอดสดรายการกีฬาต่างๆ ร่วมกันทางทีวีพูล โดยมีโฆษณาคั่น แต่เมื่อสทท. 11 ได้ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2002 ร่วมกับโมเดิร์นไนน์ทีวี และไอทีวี โดยไม่มีโฆษณาคั่น แต่นั้น สทท. 11 ก็ได้ถ่ายทอดสดรายการกีฬาอีกหลายรายการจนเป็นที่ติดตามของผู้ชมกีฬาในประเทศเป็นอย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ช่อง11

เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง หลังจากการมีรัฐธรรมนูญ 2550 เปลี่ยนผ่านรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ประจำพรรคพระแม่ธรณี พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคพลังประชาชน หรืออดีตพรรคไทยรักไทย รวมทั้งกลุ่ม PTV เข้ามาบริหารงานทีวีช่อง11 โดยนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ได้มีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง สทท.11 เดิม เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบการบริหารงาน และตอบสนองเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานี ดังนั้น ในวันอังคารที่ 1เมษายน พ.ศ. 2551 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. และสทท.11 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (National Broadcasting Services of Thailand - NBT) ซึ่งเป็นการใช้ชื่อที่จดทะเบียนสมาชิกกับสหภาพวิทยุ-โทรทัศน์แห่งเอเชีย-แปซิฟิก(Asia-Pacific Broadcasting Union) และเปลี่ยนสีประจำสถานีเป็นสีแดงและได้ออกอากาศรายการในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สมประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานี และเพื่อประโยชน์สาธารณะ สำหรับการเสนอข่าวสารของเอ็นบีที จะมีความแตกต่างจาก สทท.11 คือ เอ็นบีที จะทำการเสนอข่าวในนามของทีมข่าวของสถานีเอง ซึ่งแยกออกจากสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ (ปัจจุบัน คือ สำนักข่าวแห่งชาติ) แต่ในการเสนอข่าวในยุค สทท.11 นั้น จะดำเนินการเสนอข่าวขึ้นตรงกับสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่

ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้นำอดีตผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีหลายคน ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น ตวงพร อัศววิไล, จอม เพชรประดับ, จิรายุ ห่วงทรัพย์ , ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, สร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ เป็นต้น ซึ่งทางเอ็นบีทีได้นำเสนอภาพลักษณ์ความเป็นสถานีข่าว ผ่านทางการให้เวลานำเสนอข่าวมากกว่า 13 ชั่วโมง และปรับรูปลักษณ์ของสถานีเพื่อให้มีความทันสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งในช่วงแรก เอ็นบีทีถูกจับตาอย่างยิ่งจากหลายฝ่าย จากการที่ประกาศตัวเป็นคู่แข่งกับสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย หรือไทยพีบีเอส ในลักษณะของ “สงครามสื่อโทรทัศน์ภาครัฐ” เนื่องจากเอ็นบีทีพยายามนำเสนอความเป็นทีวีสาธารณะของภาครัฐบาล ขึ้นรับมือกับไทยพีบีเอส ที่ประกาศตัวเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยไปก่อนหน้า และนอกจากนี้ เอ็นบีทียังถูกจับตามองอย่างยิ่ง ในแง่มุมของการเสนอข่าว ซึ่งมีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอ็นบีทีนำเสนอข่าวในลักษณะเข้าข้างรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นพิเศษ

เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีนโยบายปฏิรูปสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยจัดประกวดตราสัญลักษณ์ใหม่ ซึ่งกำหนดแนวคิดตราสัญลักษณ์ให้สื่อถึงความเป็นโทรทัศน์แห่งชาติ มีความทันสมัย ผสมผสานกับความเป็นไทย และตราสัญลักษณ์ใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี การใช้ชื่อเอ็นบีที โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เปิดตราสัญลักษณ์ใหม่ และเปิดตัวสถานีในฐานะสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ

ความเป็นมาของตราสัญลักษณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ถึง 5 ครั้ง นอกจากนี้ ยังใช้ตราราชการของกรมประชาสัมพันธ์ในบางโอกาสด้วย เช่น บนป้ายด้านหน้าที่ทำการสถานีฯ ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ปรากฏบนหน้าจอในการเปิดสถานีฯ ช่วงเวลาระหว่างประมาณ 03.40 น. รวมถึงเป็นสัญลักษณ์คั่นระหว่างข่าวแต่ละชิ้น บนแถบตัววิ่งข่าว (นิวส์บาร์) บริเวณด้านล่างของจอ ซึ่งทั้งหมดได้ใช้งานมาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551 (ในยุคของ สทท. 11 กรมประชาสัมพันธ์ )

ตราสัญลักษณ์นับตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2530 ( สทท.11 กรมประชาสัมพันธ์ ) เมื่อเริ่มทดลองออกอากาศ ในปี พ.ศ. 2528 นั้น ยังใช้เพียงตัวอักษรย่อ “สทท.11” พิมพ์ไว้บนหน้าจอเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ปรากฏหลักฐานว่า มีการออกแบบตราสัญลักษณ์ สำหรับใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์สถานีฯ เป็นเส้นทแยงมุมจากขวาบน ลงซ้ายล่าง แบ่งเป็นสามช่อง แต่ละช่องมีสามแม่สีแสง คือ แดง เขียว และน้ำเงิน เป็นพื้นหลัง มีตัวเลข 1 สีดำสองตัว ซ้อนเหลื่อมกัน ทับอยู่ด้านบน ซึ่งมีความหมายถึง ช่องสัญญาณที่ทำการแพร่ภาพออกอากาศ จากสถานีแม่ข่ายที่กรุงเทพมหานคร ในระบบวีเอชเอฟ (VHF) ความถี่สูง ช่องสัญญาณที่ 11 (BAND3 VHF-HIGH CH11) มีตัวอักษรย่อ “สทท.” ตัวเล็ก อยู่ถัดจากตัวเลขไปทางซ้าย ทั้งหมดอยู่ในกรอบโค้งมน ในรูปแบบของจอโทรทัศน์ โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ใช้อยู่สองปี

โดยมีการเปลี่ยนแปลงในพ.ศ. 2530-2544 ( สทท.11 กรมประชาสัมพันธ์ ) ซึ่งต่อมา ในปี พ.ศ. 2530 สทท.11 ออกแบบตราสัญลักษณ์ใหม่ โดยใช้กรอบลักษณะจอโทรทัศน์เช่นเดิม แต่เปลี่ยนแปลงลักษณะภายใน กล่าวคือ พื้นหลังสุดเป็นเส้นตรงสีน้ำเงิน ขนานตามแนวนอน บริเวณใจกลางของตราสัญลักษณ์ มีเลข 1 สองตัว ตัวทางซ้ายเป็นสีเขียว ตัวทางขวาเป็นสีแดง โดยพื้นที่ทางซ้ายของตัวเลขทางซ้าย เป็นเส้นตรงขนานสีเขียว และพื้นที่ทางขวาของตัวเลขทางขวา เป็นเส้นตรงขนานสีแดง ตามขนาดของตัวเลข ด้านล่างของตัวเลขทั้งสอง มีอักษรย่อ “สทท.” กำกับไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ใช้มาถึง 14 ปี จึงมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบตราสัญลักษณ์อีกครั้ง

จากนั้น ในปี พ.ศ. 2544 สทท.11 เปลี่ยนรูปแบบตราสัญลักษณ์ในรายละเอียดใหม่ โดยปรับปรุงจากการใช้เส้นขนานตามแนวนอน เป็นแถบสีสดใส โดยใช้สีตามสัญลักษณ์เดิม พร้อมนี้ ได้เปลี่ยนตัวเลข 1 ทั้งสองตัว เป็นสีขาว เดินเส้นขอบสีดำ และตัวอักษรย่อ “สทท.” เป็นสีขาวด้วย ซึ่งใช้อยู่เป็นระยะเวลา 7 ปี ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และในปี พ.ศ. 2551 สทท.เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จึงออกแบบตราสัญลักษณ์ขึ้นใหม่ โดยเน้นภาพลักษณ์ที่ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของสังคม โดยความหมายของตราสัญลักษณ์ดังกล่าว อธิบายว่า “วงกลมสีน้ำเงิน” หมายถึง ศูนย์กลางแห่งข้อมูลข่าวสาร ส่วน “สีน้ำเงิน” หมายถึงความหนักแน่นเป็นกลาง ส่วน “สามเหลี่ยมใต้วงกลม” หมายถึง ความเที่ยงตรง เป็นกลาง ในการนำเสนอข่าว อย่างไม่หยุดนิ่ง “วงรีสามวง” สื่อถึงแผนที่โลกที่แผ่ออกเป็นสองมิติ หมายถึง การนำเสนอเหตุการณ์สำคัญจากทั่วทุกมุมโลก ตัวอักษรภาษาอังกฤษ “NBT” ใช้สีขาว หรือโปร่งใส หรือเป็นวาวแสงคล้ายแก้ว หมายถึง ความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสาร ที่สามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551 เวลาประมาณ 15.15 น. เป็นต้นมา การแสดงตราสัญลักษณ์ของเอ็นบีทีบนจอโทรทัศน์ จะมีอักษรย่อ “สทท.” กำกับอยู่ด้านล่างของตราสัญลักษณ์ฯ ด้วย ซึ่งในเวลาดังกล่าว เป็นรายการ “หน้าต่างสังคม” เป็นต้น เมื่อเปลี่ยนพรรคการเมืองเป็นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในพ.ศ. 2552 ( สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ) สทท.มีโครงการให้ประชาชนส่งประกวดตราสัญลักษณ์ใหม่ของสถานี โดยกำหนดแนวคิดตราสัญลักษณ์ให้สื่อถึงความเป็นโทรทัศน์แห่งชาติ มีความทันสมัย แต่คงความเป็นไทย และมุ่งสู่สากล ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ผลงานของนาย เนติพิกัติ ตังคไพศาล กราฟิกดีไซเนอร์ จากทีวีไทย ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์ปาญจนันท์ โดยดัดแปลงเฉพาะส่วนที่เป็นมือถือสังข์ให้ทันสมัยมากขึ้น ตราสัญลักษณ์ใหม่ได้เริ่มใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี การใช้ชื่อเอ็นบีที[i]จึงถือว่าปิดฉากกลุ่มบริษัทตราสัญลักษณ์เดิมด้วย

การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ คือ การลบภาพลักษณ์ทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน เกี่ยวโยงลึกซึ้งถึงกลุ่มทางการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ในกลุ่มเอเอสทีวี(ASTV) ซึ่งปะทะกับกลุ่มPTV ในอดีตมาเป็นรายการความจริงวันนี้ ซึ่งวิกฤติการณ์จากข้อกล่าวหากระบอกเสียงรัฐบาลของกลุ่มPTV-ช่อง 11 และพันธมิตรฯ สืบเนื่องหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ก็เกิดกลุ่มทีวี เช่น PTV ซึ่งต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ โดยมีการประสานงานกับกลุ่มแนวร่วมต่างๆ ตรงกันข้ามกับกลุ่มสื่อผู้จัดการ-ASTV และพันธมิตรฯ ในปี พ.ศ. 2551 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ถูก วิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล(คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย) เช่น ให้มีการจัดรายการ “ความจริงวันนี้”กับทางสถานี NBT เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ตราสัญลักษณ์ของ NBT ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น ย่อมถูกเหมารวม เพราะมาจากเรื่องรายการความจริงวันนี้ ที่มีถูกกล่าวถึงว่า กระบอกเสียงของรัฐบาล โดยมีผู้เสียหายจากข้อเท็จจริงจนต้องออกมาฟ้องหมิ่นประมาทอยู่บ่อยครั้ง เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือ ปปช. รวมไปถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนำไปสู่การบุกยึดสถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ถือเป็นการเข้ายึดสถานีโทรทัศน์โดยประชาชนครั้งแรกในประเทศไทยนั้น ทำให้รู้ว่าตราสัญลักษณ์ช่อง 11 หรือ NBT จำเป็นต้องเปลี่ยนไป

กระนั้น ความเป็นไทย ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ และแบรนด์เนมของการเป็นธุรกิจการค้า ซึ่งการสร้างตราสัญลักษณ์ไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย จะไม่มีปัญหาปรากฏว่า เสื้อโบว์ลิ่งโวยช่อง 11 ละเมิดโลโก้ ที่มาข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ทำหนังสือเตือนถึงตน ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อขอให้ยุติการใช้โลโก้ใหม่ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ภายในเวลา 30 วัน (9 พฤษภาคม) เนื่องจากมีรูปร่างและลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท โกลเด้นโบล์ฯว่า ตนได้มอบหมายให้นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ไปเจรจากับตัวแทนบริษัทดังกล่าวแล้วว่า ช่อง 11 ไม่มีเจตนาละเมิดเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ใดๆ เนื่องจากโลโก้ช่อง 11 เป็นเพียงโลโก้ที่ใช้ออกอากาศเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในการผลิตสินค้าใดๆ จึงไม่น่าจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์บริษัทดังกล่าวที่ทราบว่า เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้า

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขั้นตอนการได้มาของโลโก้ใหม่ของช่อง 11 นั้น มาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่งเข้ามาประกวด เพื่อเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาให้กลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีผู้ส่งเข้ามาประกวดกว่า 2,000 ชิ้น และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากวงการสถาปนิก วงการโฆษณา และผู้เกี่ยวข้องอื่นเป็นผู้ตัดสิน จึงจำเป็นต้องไปทำความเข้าใจว่าไม่มีเจตนาลอกเลียนแบบแต่อย่างใด[ii]

โดยทางด้านบริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ได้ส่งสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค198773 และสำเนาเอกสารความแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าของบริษัทไปพร้อมกับโนติ๊ส พร้อมอธิบายโลโก้ของบริษัท ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน คือภาคส่วนแรกเป็นลวดลายเส้นในลักษณะประดิษฐ์เป็นลายเส้นมุมฉากลบมุมสองเส้น วางประกบกันด้านบนและล่าง และมีช่องว่างระหว่างเส้นทั้งสอง โดยเส้นที่อยู่ด้านซ้ายมือมีการลากเส้นยาวขึ้นด้านบนมีลักษณะคล้ายตัวอักษรโรมัน b ประดิษฐ์ และภาคส่วนที่สองเป็นคำอักษรโรมันคำว่า bowling รวมเรียกขานได้ว่า บี หรือ บี โบลิ่ง และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่สาธารณชนผู้บริโภคทั่วไปแล้ว

ดังนั้น ตราสัญลักษณ์สำหรับผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์ เหตุผลที่คณะกรรมการเลือกเพราะเห็นว่ามีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือสามารถสื่อความหมายว่าเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ มีเอกลักษณ์ที่แฝงความเป็นไทย จดจำง่ายและเด่นชัด รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับงานในหลายลักษณะ เช่น งานกราฟิกบนหน้าจอโทรทัศน์ นามบัตร ซองจดหมาย เป็นต้น แต่ว่าวิกฤติการณ์ทางการเมืองไทย ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ จึงทำให้เกิดอาการอ้างการว่าลอกแบบโลโก้โบวลิ่งดังกล่าว และความทันสมัยของตราสัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายช่วยสื่อกับคนไทย-นานาชาติ ที่มีการช่วงชิงตราสัญลักษณ์มารับใช้พรรคการเมือง ทั้งการสร้างแบรนด์ของช่อง11 และสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองไปในตัวเอง ในภาวะทีวีไทยอยู่ในวิกฤติการณ์ความขัดแย้งจากสื่อมวลชน-กลุ่มการเมือง และประชาชนทั่วไป

วิเคราะห์ตราสัญลักษณ์กับความเป็นไทยในโลกาภิวัตน์

จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ล่าสุดการเปลี่ยนแปลงของสื่อกลุ่มPTV-ความจริงวันนี้ และ D-Station หรือปัญหาเสื้อเหลือง-เสื้อแดง มาถึงกรณีตราสัญลักษณ์ช่อง 11 หรือ NBT ที่มีปัญหาต่อโลโก้โบวลิ่ง แสดงออกความแตกต่างจากกรณีตัวอย่างของตราสัญลักษณ์ช่องอื่นๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย เป็นศิลปะและการออกแบบที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ก็คือ การมีสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าสำนึกนั้นอาจไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นสิ่งที่สร้างหรือกระตุ้นกันขึ้นมาได้ ในเมื่อสิ่งเหล่านี้มีความหมายแทนตัวตน ผู้คนจึงไม่อาจแน่ใจว่า อัตลักษณ์ของเขาเองนั้นเป็นผลของการชักใย[iii]โดยอำนาจที่มองไม่เห็นชัดเจน คล้ายกับที่รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร เสนอเรื่องมือที่มองไม่เห็นทำร้ายรัฐบาล ซึ่งการออกแบบตราสัญลักษณ์ช่อง11 ก็คือ มือถือหอยสังข์ และการออกแบบตราสัญลักษณ์ ก็เหมือนกับแผนที่ ซึ่งเสนอความเป็นตราสัญลักษณ์(Logo) สร้างจินตนาการความเป็นไทยของแผนที่[iv]ซึ่งตราสัญลักษณ์ของทีวีช่อง 3-7-5 และตราสัญลักษณ์ช่อง 9,ไทยพีบีเอส,ช่อง 11 ก็เป็นการสร้างจินตกรรมเชื่อมโยงคน ที่มีการดูช่องทีวี คือ องค์ประกอบของวัฒนธรรมทางสายตาอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน

ทัศนะของผู้ชมทีวี ต่อกรณี ITV เปลี่ยนเป็น TPBS ด้วย จากการเปลี่ยนรูป ITV เป็น TITV ก่อนเป็น TPBS ที่เป็นรูปพิราบสะท้อนแนวทางเสรีนิยมแบบวิชาชีพสื่อสารมวลชน แต่เสียงอินเทอร์ลูดเข้ารายการเป็นเสียงเอื้อนแบบไทยๆ แถมนกเป็นลายกนก และช่อง 9 อสมท. เปลี่ยนจากแท่งสามสี กลายเป็น สีม่วงแกมขาว สะท้อนแนวคิดเปลี่ยนจากอำมาตยาธิปไตย เป็นเสรีนิยมใหม่แบบทักษิโนมิกส์(ระบอบทักษิณ)ในยุคที่มีการปฏิรูปช่อง 9 เป็น Modern 9 ส่วน ASTV สะท้อนความเป็นไทยแบบอนุรักษ์นิยมใหม่ แต่มีภาษาอังกฤษเพื่อหาที่ยืนในโลก กรณีทางด้านส่วน PTV เปลี่ยนมาเป็น D-Station เป็นแบบ เสรีนิยมใหม่ และแนวพวกฝ่ายซ้าย( Radical)[v]

โดยเรื่องตราสัญลักษณ์ สะท้อนทัศนคติของคณะกรรมการคัดเลือกตราสัญลักษณ์ มาจากโจทย์ที่กำหนดขึ้นเกี่ยวข้องความเป็นไทย ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทย
[vi]
และเหตุการณ์ตอนที่พระอินทร์เป่าสังข์นั้น ซึ่งรูปพระอินทร์เป่าสังข์เหาะลอยอยู่เหนือเมฆ มีวงกลมล้อมรอบ โดยอิงตามคติในวรรณคดีโบราณว่า พระอินทร์มีหน้าที่เป่าสังข์ชื่อ “ปาญจนันท์” ปลุกพระนารายณ์ให้ตื่นจากบรรทมสินธุ์ในสะดือทะเล เพื่อขึ้นมาปราบเหตุร้ายต่างๆ ในโลก และโดยความเชื่อในศาสนาฮินดู สังข์ถือว่าเป็นมงคล 3 ประการ คือ ถือกำเนิดจากพระพรหม ท้องสังข์เคยเป็นที่ซ่อนคัมภีร์พระเวท และตัวสังข์ มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์

พิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ จึงมีการเป่าสังข์เพื่อความเป็นศิริมงคล ก็สอดคล้องกับหลักการประชาสัมพันธ์ ที่เป็นการเผยแพร่ ชี้แจงประชาชนเข้าใจอย่างกว้างขวาง และสร้างความเข้าใจอันดี จึงเปรียบได้กับการเป่าสังข์เพื่อเรียกประชุมของเทวดา ตราสัญลักษณ์นี้ใช้สีม่วง ซึ่งเป็นสีของงานประชาสัมพันธ์เป็นสีหลักของตรา และใช้เรื่อยมาถึงกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน[vii]

อย่างไรก็ดี ตราสัญลักษณ์ สทท.พระอินทร์เป่าหอยสังข์ มีที่มาแรงบันดาลใจจากตราสัญลักษณ์กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจาก “กองโฆษณาการ” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานโฆษณาการ” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปีเดียวกัน เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมโฆษณาการ” เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2483 และเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประชาสัมพันธ์” ดังเช่นปัจจุบันเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 7 เล่มที่ 64 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2490 กำหนดเครื่องหมายราชการ “กรมโฆษณาการ” ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลเลือกตรานี้ เพราะยึดโยงกับความเป็นไทย และความเชื่อ รวมทั้งศิริมงคลจากจุดกำเนิดของกรมประชาสัมพันธ์

พรรครัฐบาลเข้ามากุมอำนาจทางการเมือง ซึ่งมองสื่อด้วยทัศนคติเป็นการประชาสัมพันธ์ จากการเผยแพร่ ค่านิยมความเป็นไทย ใช้สังข์เป็นสื่อแทนการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ เน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของโทรทัศน์แห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวและสร้างความเข้าใจอันดีไปสู่ประชาชน[viii]ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความทันสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ บวกกับความเก่าแก่ จึงทำให้เกิดความลั่กลั่นย้อนแย้งว่าด้วยความชัดเจนของตราสัญลักษณ์นั้น สื่อสารรูปสังข์ ดูครั้งแรกเหมือนตัวอักษรภาษาอังกฤษ b (= broadcasting) หรือ b คือ bowling มากกว่ารูปสังข์ จึงทำให้เกิดปัญหาตามมากกว่าสร้างแบรนด์ได้ชัดเจน ไม่มีประโยชน์ต่อช่อง 11 เท่ากับตราสัญลักษณ์ NHK,BBC,CNN และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวสตาร์ เป็นต้น

ดังนั้น จากอิทธิพลของประเทศอินเดียสู่ไทย ผ่านทางพุทธศาสนา-พราหมณ์ จึงเกี่ยวโยงความเป็นไทยคงรักษาไว้ยากมาก เนื่องจากการแสวงหาอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์ให้เป็นไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ โดยสะท้อนผ่านตัวอักษร-ตัวพิมพ์แบบไทยของไทยพีบีเอส ที่มีที่มาภาษาจากยุคพ่อขุนรามคำแหง ในการผสมผสานทางความคิดของการประดิษฐ์ประเพณีสู่ตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย โดยปรากฏตราสัญลักษณ์ ช่องทีวีสี ITV กลายเป็นไทยพีบีเอส (Thai PBS) รูปนก และตราสัญลักษณ์ มือพระอินทร์ถือสังข์(ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ)ของ NBT ช่อง11 สทท.แตกต่างตรงกันข้ามกับตราสัญลักษณ์ของช่องทีวี 3,(ททบ.5) ,7,9 โดยชัดเจนว่า “ตัวเลขไม่ใช่แบบตัวเลขไทย” ซึ่งสะท้อนความลักลั่นขัดแย้งกับตราสัญลักษณ์ของไทยพีบีเอส และNBT สะท้อนการรับรู้ของผู้ดูทีวี


ในที่สุดแล้ว ไทยพีบีเอส สื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตยไทยๆ และบ่งบอกแบรนด์ของชื่อทีวีไทยได้เป็นอย่างดี และตราสัญลักษณ์ NBT หรือสทท.11 ต่อวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งการเข้าถึงวัฒนธรรมประเพณีของไทย ผ่านวัฒนธรรมทางสายตาจากการดีไซน์ ก็คือ การออกแบบความเป็นไทย ผ่านตราสัญลักษณ์จากช่อง4 หรือ 9 โมเดิรน์ไนน์อันเสนอความทันสมัย ตรงกันข้ามกับไทยพีบีเอส และสทท.11 ที่มีความขัดแย้งกับเสื้อโบวลิ่ง จนถึงเสื้อแดง คือ กลุ่มการเมืองพรรคพลังประชาชน-พรรคเพื่อไทย สะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองไทยในปัจจุบัน

สรุป

กล่าวโดยสรุป การเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ทีวีไทย เกี่ยวข้องสอดคล้องผ่านขั้นตอนการประดิษฐ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งเชื่อกันว่ามีจุดกำเนิดมาตั้งแต่โบราณ แท้จริงแล้วไม่ได้มีการปฏิบัติมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ได้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

ตัวอย่างประกอบด้วย “การสร้างวัฒนธรรมประจำชาติ” ของไทย ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม เช่น ผัดไทย และเพลงชาติไทย ซึ่งคำว่า ประเทศไทย ก็เพิ่งเกิดขึ้นมาหลังเปลี่ยนนามประเทศสยามเป็นไทย ซึ่งเห็นได้ชัด คือ วันปีใหม่ในประเทศไทยทางราชการ โดยคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงครามให้ถือวันชาติ 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่มีการสื่อถึงเลขเป็นรหัส เช่น ปีกสี่ด้านของอนุสาวรีย์ฯสูง 24 เมตร หมายถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รวมทั้งการสร้างงานศิลปกรรม ละคร เพื่อปลูกต้นรักชาติ เป็นต้น และเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา

มีกิจกรรมที่นิยมปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ ได้แก่ การทำบุญตักบาตรที่วัด ซึ่งการประดิษฐ์ประเพณีขึ้นมาใหม่ แล้วแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงคำว่า สยามกลายเป็นไทย

โดยทุกวันนี้ เราก็เรียกแผนที่ของเราว่า แผนที่ประเทศไทยด้วย ซึ่งต่อมาตราสัญลักษณ์ของกรมโฆษณาการ-กรมประชาสัมพันธ์ โดยพระอินทร์เป่าสังข์ ก็มีรากจากอินเดีย ไม่ใช่มาจากไทย และสร้างตราสัญลักษณ์ทีวีช่อง 4 ซึ่งความเป็นสยามของลักษณะเทวดา ที่มีความชัดเจนที่สุด คือ พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาสยาม แต่ว่าไม่ใช่ลักษณะตรงกับคำว่า เทวดาไทย และการสร้างขนบประเพณีวัฒนธรรมของชาติไทย จนถึงตราสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ แสดงออกทำให้เป็นที่มาต่อพระอินทร์ถือสังข์ คือ ตราสัญลักษณ์ NBT- สทท. (ช่อง 11)

ความย้อนแย้งดังกล่าวนั้น จึงเห็นได้ว่าเพื่อค้นหาความเป็นไทย อัตลักษณ์ และตัวตน ซึ่งมีลักษณะสังคมโหยหาอดีต โดยประเพณีเป็นกลไกของรัฐและกลไกทางการเมือง ในทำนองเดียวกันกับกลไกของประวัติศาสตร์ของรัฐประชาชาติ แต่เมื่อรัฐประชาชาติเป็นผลผลิตของสภาวะสมัยใหม่ ก็ทำให้ประเพณีต้องกลายเป็นผลิตผลของสภาวะสมัยใหม่ไปโดยปริยาย หรือ ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ประเพณีเป็น “สิ่งใหม่” อันเป็นที่ต้องการของสภาวะสมัยใหม่ เมื่อเป็นของใหม่ก็ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะบอกว่า อะไรเป็นของแท้ดั้งเดิม อะไรเป็นของเทียมอันเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่[ix]

ความจริงนั้น อดีตที่นำมาใช้สื่อถึงตราสัญลักษณ์ของ NBT ก็ไม่ได้เก่าแก่จริงแท้ เพราะคำว่าประเทศไทย และตรากรมประชาสัมพันธ์ ก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ซึ่งแนวคิดเรื่องการประดิษฐ์ประเพณี (invention of tradition[x]) ซึ่งอีริค ฮอบสบอว์ม (Eric Hobsbawm) เป็นผู้เสนอความคิดดังกล่าวนั่นเอง ส่วนบทความการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ทีวีไทย ก็ต้องมองให้เห็นรื่องชาตินิยมโดยผู้เขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับการประดิษฐ์ประเพณีของชาติไทย ที่มีที่มาจากตรากรมประชาสัมพันธ์ ก็ไม่ได้เก่าแก่มากมาย และทำให้สะท้อนภาพว่า การออกแบบตราสัญลักษณ์ของนักออกแบบ ก็ต้องอิงกับแนวคิดการออกแบบทางขนบประเพณีชาตินิยมเช่นเดียวกัน

ดังนั้น การวิเคราะห์ถึงอัตลักษณ์ในกรณีศึกษา ตราสัญลักษณ์ช่อง11 หรือ สทท. และไทยพีบีเอสนั้น แสดงถึงแนวความคิดเรื่อง “พื้นที่แห่งความทรงจำ”ผ่านตราสัญลักษณ์ เพราะว่า กรณี ช่อง 11 เห็นชัดเจนถึงรัฐบาลกับการออกแบบอำนาจในการเลือกสรรความทรงจำ และควบคุมสังคมว่าควร “จำ” หรือ “ลืม” ตราสัญลักษณ์ช่องทีวีเดิมโดยสร้างปฏิบัติการทางสังคม-วัฒนธรรม เพื่อค้ำจุนให้ “ความทรงจำ” นั้นๆ ดำรงอยู่กับเรา เช่นเดียวกับ การเขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์-สร้างอนุสาวรีย์ และพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น โดยบริบทของกรณีตราสัญลักษณ์ของช่อง4 หรือ ช่อง 9 คือ ตัวแทนของการถูกลืม-เปลี่ยนวันชาติ 24 มิถุนา[xi] ทำให้ความทรงจำหายไป

ส่วนแนวคิดเรื่อง “การประดิษฐ์ประเพณี” แสดงให้เห็นว่าประเพณีไม่ได้ มีการสืบทอดต่อเนื่องยาวนาน แต่ถูกประดิษฐ์ใหม่เพื่อตอบสนองต่อชนชั้น และความเป็นประเพณีประดิษฐ์ของรัฐบาล ผ่านตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย จึงซ่อนเร้นอุดมการณ์ ผลประโยชน์ ที่มีการเลิกสัญญาบริษัทผลิตข่าว ซึ่งเดิมเป็นของ บริษัทดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง จำกัด ไปตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552 หลังเปลี่ยนเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมีข่าวว่าเป็นของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมือง ต่อมานักการเมืองเนวิน ก็เข้ามามีบทบาทกับพรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน ผูกพันกับปัญหาพันธมิตรประชาชน กรณีโพกผ้าเขียนว่ากู้ชาติบุก NBT ต่อมาเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ โดยเสียงบประมาณการจัดงานพิธีเปิดวันเปลี่ยนโลโก้ใหม่ในวันที่ 1 เม.ย. บวกค่าถ่ายทอดสด และจัดงานไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท ค่าใช้จ่ายประกวดโลโก้ใหม่ ที่ประมาณการใช้ภาษีประชาชนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท[xii] ซึ่งก็ซ่อนเร้นโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจไว้อย่างแนบเนียน

อย่างไรก็ดี ยุคโลกาภิวัตน์ และสื่ออินเตอร์เน็ตของโลกไร้พรมแดน แต่ว่ารัฐบาลกับการใช้ประเพณีประดิษฐ์ผ่านตราสัญลักษณ์ ช่อง 11ได้ก่อให้เกิด “วาทกรรม” ในสังคมขึ้นว่า เป็นการสร้างเพื่ออนุรักษ์ความเชื่อแบบดั้งเดิมในบริบทสังคมไทย ยิ่งกว่านั้นยังถือเป็นภาพสะท้อนอีกตัวอย่างหนึ่งของวิกฤตการณ์ความทันสมัยของสังคมไทย ที่เกิดขึ้นจากกระแสบริโภคนิยมและข้อมูลข่าวสาร ที่ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างมากในวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไป เพราะว่า ในท้ายที่สุด ตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย ก็ทำให้มองเห็นว่า การออกแบบตราสัญลักษณ์ ก็สะท้อนวิกฤติการณ์ทางการเมือง และเศรษฐศาสตร์เชิงธุรกิจ ต่อความคลุมเครือของตราสัญลักษณ์ NBT-ช่อง 11(สทท.) อยากคงไว้ทั้งความทันสมัย และอนุรักษ์ไทย แต่ก็ลั่กลั่นต่อความหมายของความเป็นไทย ที่ถูกนิยามสร้างขึ้นมาไม่นาน

ดังนั้น โจทย์ของรัฐ ก็สร้างกรอบความคิดของการออกแบบตราสัญลักษณ์ไม่ให้หลากหลายเกี่ยวกับความเป็นไทย เมื่อตัวแทนของรัฐบาล ก็ต้องมาตอบว่าไม่ได้ลอกแบบตราสัญลักษณ์โบว์ลิ่ง ท่ามกลางบริบทวิกฤติการณ์ทางการเมือง ซึ่งการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย ไม่ได้ออกแบบกันง่ายดายให้เข้ากับสังคมไทยได้ชัดเจน เหมือนกับรูปแผนที่ประเทศไทย คือ ตราสัญลักษณ์ว่าด้วยรูปด้ามขวาน ก็มีปัญหาภาคใต้ว่าด้ามขวานถูกลบออกไป หรืออาจจะมองแผนที่ด้านข้างเป็นรูปหัวช้าง มีงวงก็อาจจะแหว่งจากแผนที่ไทย สิ่งที่คิดว่า แผนที่รูปขวานทองของไทย อยู่ยั่งยืนมายาวนานกับความเป็นไทย ยังสั่นคลอนไม่แน่นอน โดยวิกฤติการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย กลุ่มพันธมิตรฯ-กลุ่ม 24มิถุนาฯในนปช.-เสื้อแดง จึงชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งต่อการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ของทีวีช่อง 11 ของไทย รวมทั้งทีวีช่อง4 หรือ ช่อง 9-ทีวีไทย ต่างๆ ดังกล่าวในยุคสื่อสารไร้พรมแดน

ซึ่งทุกคนอาจจะระลึกถึงความสำคัญในวันชาติ 24 มิถุนายนของประเทศไทยไม่ให้เสื่อมสลายหายไป เช่นเดียวกับการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์กรณีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตราสัญลักษณ์ช่อง4 บางขุนพรหม มีตราสัญลักษณ์เป็นรูป "วิชชุประภาเทวี" หมายถึงเทวดาผู้หญิง ที่เป็นเจ้าแห่งสายฟ้า หรือนางพญาแห่งสายฟ้า ประดับด้วยลายเมฆ และสายฟ้า อยู่ภายในรูปวงกลม คือ สัญญะความเชื่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในอดีต และตราสัญลักษณ์ NBT

ซึ่งสูญสลายหายไปจากจอโทรทัศน์ไทย
.................
[i]ช่อง 11 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
[ii]“สาทิตย์” สั่งบอร์ดอสมท.สู้คดี “สรยุทธ”ฟ้อง 249 ล. ปฏิเสธเอ็นบีทีลอกโลโก้ “โกลเด้นโบล์”ที่มา วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:00:22 น. มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1240579433&grpid=00&catid=05
[iii]ดีไซน์+คัลเจอร์ : ประชา สุวีรานนท์ ที่มา http://www.faylicity.com/book/book2/designCulture.html
[iv]เบน แอนเดอร์สัน ; กษิร ชีพเป็นสุข...(และคณะ),ชุมชนจินตกรรม : บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2552 : 319-320
[v]ความคิดเห็นของผู้ดูทีวีสงวนนามคนหนึ่ง
[vi]26 มีนาคม 2520 ถึง 26 มีนาคม 2552 : ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน
http://thaienews.blogspot.com/2009/03/26-2520-26-2552.html
[vii] กรมประชาสัมพันธ์ ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

25 มิถุนายน 2552

มันโผล่มาหลอน!เปรมสุมหัวสื่อโล้นยิงมุกแป้กแผนตากสิน2หวังสกัดเสื้อแดงชุมนุมใหญ่27มิ.ย.


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มิถุนายน 2552

เปรมกับสื่อโยนมุกรับมุกสกัดเสื้อแดงชุมนุม

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเปิดงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 13” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 25 มิถุนายนพร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายงานข่าวจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคงระบุกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมใช้แผนตากสิน 2 ในการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 27 มิถุนายน ว่า ทราบเจากการอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตามในฐานะคนไทยรู้สึกห่วงประเทศชาติเหมือนกัน แต่การดูแลทั้งหมดเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

โทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมได้สิทธิในการถ่ายทอดสดงานสหกรุ๊ปแฟร์ โดยพิธีกรคู่หูกนก-ธีระ กล่าวถึงพลเอกเปรมว่า"ฯพณฯท่านพลเอกเปรม"ทุกคำ ก่อนการถ่ายทอดสดเริ่มขึ้นนั้น เป็นบทวิเคราะห์ของนายสุทธิชัยเรื่อง"แผนตากสิน2"โดยอ้างตามสูตรว่าหากมีแผนนี้จริงๆทักษิณต้องเป็นคนรับผิดชอบ

เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อค่ายนายสุทธิชัยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความวุ่นวายของประเทศในระยะ3ปีอย่างต่อเนือง โดยอาศัยความเป็นคนสงขลาเช่นเดียวกับพลเอกเปรมเข้าไปทำหนังสือประวัติของบิดาพลเอกเปรมให้ และนำเสนอข่าวในทิศทางเดียวกับนโยบายของพลเอกเปรม แลกกับการได้เข้าไปทำรายการข่าวทางโทรทัศน์ช่องต่างๆทั้ง 3 5 7 9 11 และส่งนายเทพชัย หย่องเข้าไปคุมไทยทีวี(TPBS)ทำให้ค่ายเนชั่นประคองสถานการณ์มาได้ หลังจากยอดขายทรุดเพราะประชาชนเสื่อมความนิยม จนต้องขายตึกเนชั่นหาเงินใช้หนี้ และมีนโยบายปลดนักข่าวจำนวนมาก

ตู่จตุพรชี้เป็นแผนสกัดการชุมนุมใหญ่เสื้อแดง27มิ.ย.

ทางด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ที่ท้องสนามหลวง ไม่มียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า แผนตากสิน 2 เพื่อล้มรัฐบาลตามที่มีกระแสข่าว โดยยืนยันว่า การชุมนุมจะเป็นไปด้วยความสงบและไม่ยืดเยื้อ

"การกล่าวอ้างถึงการใช้ยุทธวิธีแผนตากสิน 2 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการปล่อยข่าวของฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำลายความชอบธรรมของกลุ่ม นปช." นายจตุพร กล่าว

นพดลเผยนสพ.ปฏิปักษ์ทักษิณจินตนาการทำลายภายหลังเห็นความนิยมยังสูง

ส่วนนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแผนตากสิน 2 ว่า เป็นแนวคิดและจินตนาการกันไปเองของฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีแผนดังกล่าวตามที่กล่าวหา และเป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอข่าวออกมาเพื่อสกัดและดิสเครดิต พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องเท็จ ไม่น่าเชื่อถือ และอาจจะเป็นการปล่อยข่าวของบางกลุ่ม ที่ไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศ การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อความสมานฉันท์

"ผมยืนยันว่าแผนดังกล่าวไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลัง และไม่รู้เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ อยากเป็นความปรองดองในชาติ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องแผนตากสินอย่างที่ถูกกล่าวหา" นายนพดล กล่าว

เมื่อถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าได้เห็นแผนดังกล่าวแล้วทางสื่อ นายนพดล กล่าวว่า การพูดอย่างนี้ แสดงให้เห็นว่านายสุเทพไม่มีข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ เพราะข้อเท็จจริง ไม่มีเรื่องนี้ ดังนั้นควรจะไปหาข้อมูล และศึกษาความถูกต้องจากหน่วยงานรัฐ ก่อนที่จะออกมาพูดอะไร ตนขอฝากฝ่ายบ้านเมืองอย่าบริหารประเทศจากข่าวลือ ควรให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหา รัฐบาลอย่าไปตกใจ หรือตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งตามข่าวลือ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีแผนอะไรก็คงเป็นแผนเรื่องของการอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ และเรื่องของประชาธิปไตย และความรู้รักสามัคคีของคนในชาติเท่านั้น ยืนยันการนัดชุมนุม ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ ก็จะมีการใส่ร้ายมากขึ้น ดังนั้น ขอให้เลิกใช้วิธีการนี้เสีย"

จิ๋วย้อนถามสื่อ"แล้วมันมีจริงหรือเปล่าหละ?"

ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมสัมมนางาน "60 ปีสยามรัฐจับชีพจรไทย" ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ว่า "ผมไม่รู้สึกเป็นห่วง เพราะทุกอย่างคงเรียบร้อยใจเย็นๆ"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เสถียรภาพของรัฐบาลจะอยู่ได้นานหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า คงต้องไปถามหมอลักษณ์ เรขานิเทศ คิดว่าคงจะเรียบร้อยทุกคนต้องช่วยกันให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง อันไหนไม่ดีก็เตือนก็บอกก็ช่วยกัน และเวลาช่วยก็ไม่ต้องบอก พยายามช่วยท่านลับหลังอยู่ก็ได้

เมื่อถามว่า วิตกกังวลเกี่ยวกับแผนตากสิน 2 ที่กำลังออกมาว่าจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาอีกรอบหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า "มันจริงหรือเปล่าล่ะ คำถามก็คือจริงหรือเปล่า พอมีข่าว เราอย่าเพิ่งไปกลุ้มใจทั้งหมด แต่ต้องเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง และเลือกฟังหูไว้หูหรือเก็บไว้ครึ่งหู"

24 มิถุนายน 2552

สรยุทธ์ เรื่องเล่าเช้านี้:24มิถุนาเป็นวันสำคัญครบรอบวันเกิด"ไตรรงค์"พร้อมให้ทายอายุชิงเสื้อยืดหมีแพนด้า


24 มิ.ย. - กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน มารวมตัวกันบริเวณหมุดคณะราษฏร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกการครบรอบ 77 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475(ที่มาภาพและคำบรรยาย:มติชน)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มิถุนายน 2552

สื่อมวลชนกระแสหลักให้ความสนใจต่อกิจกรรมรำลึกวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยน้อยมาก โดยสำนักข่าวออนไลน์อย่างมติชน และไอเอ็นเอ็นทำเป็นข่าวประกอบภาพเล็กๆ ส่วนการจัดกิจกรรมของสำนักงานก.ก.ต.จัดรำลึกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเพียงโทรทัศน์ไทย(TPBS)ไปทำข่าวเสนอช่องเดียว ส่วนรายการเล่าข่าวยอดฮิตอย่าง"เรื่องเล่าเช้านี้"ทางช่อง3นำเสนอว่าเป็นวันครบรอบคล้ายวันเกิด65ปีของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี พร้อมให้ผู้ชมทายอายุของนายไตรรงค์ เพื่อแจกเสื้อ"หมวยแพนด้า"


สรยุทธ สุทัศนะจินดา จัดรายการ"เรื่องเล่าเช้านี้"ในเช้าวันที่24มิถุนายน2552 โดยบอกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด65ปีของดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกผู้อาวุโสพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับนำการ์ดเชิญไปร่วมงานวันเกิดเย็นนี้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยระบุว่าได้ใช้โอกาสนี้เชิญพรรคร่วมรัฐบาลไปกินข้าวเย็นแฮปปี้เบิร์ธเดย์กัน เพื่อสร้างความสมานฉันท์ของพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากที่ผ่านมาเกิดความกระทบกระทั่งกัน

สรยุทธยังให้แฟนรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทายเข้ามามาด้วยว่า ดร.ไตรรงค์เกิด24มิถุนายน ครบรอบวันเกิดปีที่เท่าไหร่ สำหรับผู้ทายถูกจะได้เสื้อยืด"หมวยแพนด้า"5ตัว พร้อมกับถ่ายทอดสดเรียลลิตี้หมีแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่ประกอบตามที่นำเสนอทุกวัน

ทีวีไทยนำเสนอ"ข่าวเดี่ยว"ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

TPBSรายงานข่าวภาคเที่ยงถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง24มิถุนายน2475 สั้นๆ และว่ามีหลายหน่วยงานจัดรำลึก นอกจากกลุ่มเสื้อแดงจัดที่หมุดคณะราษฎร์ บริเวณอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าแล้วก็มี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.)ที่ไปจัดงานที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยก.ก.ต.เผยว่าจะทำคู่มือพื้นฐานประชาธิปไตยแจกจ่ายให้แก่สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน เช่น การรู้จักเข้าแถว

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีเพียงโทรทัศน์ทีวีไทย หรือTPBSไปทำข่าวนี้เพียงช่องเดียวเท่านั้น

INNรายงานเสื้อแดงจัดงานรำลึก77ปี เปลี่ยนการปกครอง



สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานภาพข่าวเล็กๆว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ จัดพิธีร่วมรำลึก 77 ปี 24 มิ.ย. เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ภาคประชาชน ประมาณ 100คน นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา เดินทางมารวมกันที่บริเวณหมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกการครบรอบ 77 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

ซึ่งในการชุมนุมครั้งนี้ มีการกล่าวสดุดีวีรชนคนในคณะราษฎร เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนานายเตียง ศิริขันธ์ เพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติ รักประชาธิปไตยให้เกิดขวัญกำลังใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแก่ประชาชน โดยกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมยังได้ร่วมจุดเทียนสีแดง วางดอกกุหลาบประดับที่หมุด และยืนไว้อาลัยให้กับวีรชนคณะราษฎร ก่อนจะสลายตัวอย่างสงบ เมื่อเวลา 07.00 น. และจะเดินทางกลับมารวมตัวชุมนุมอีกครั้งที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น

ส่วนมติชนออนไลน์ รายงานข่าวเล็กๆประกอบภาพข่าวดังนี้

"เสื้อแดง"ร่วมรำลึก77ปี 24มิ.ย.เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 06.05 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน ประมาณ 100 คน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน พร้อมด้วยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ได้มารวมตัวกันบริเวณหมุดคณะราษฏร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกการครบรอบ 77 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

จากนั้น ได้มีการกล่าวสดุดีวีรชนคนในคณะราษฎร เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.พระยาพหลพยุหเสนา นายเตียง ศิริขันธ์ เพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติรักประชาธิปไตยให้เกิดขวัญกำลังใจในการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยแก่ประชาชน โดยกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมยังได้ร่วมจุดเทียนสีแดง วางดอกกุหลาบประดับที่หมุดและยืนไว้อาลัยให้กับวีรชนคณะราษฎร ก่อนจะสลายตัวอย่างสงบเมื่อเวลา 07.00 น .ก่อนจะกลับมารวมตัวชุมนุมจัดกิจกรรมปราศรัยอีกครั้งที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น

23 มิถุนายน 2552

24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย(1)

โดย อรรคพล สาตุ้ม
23 มิถุนายน 2552


สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 9 นั้น ในอดีต คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม มีตราสัญลักษณ์เป็นรูป "วิชชุประภาเทวี"แล้วการจนถึงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปดวงตาสีม่วง คือ โมเดิร์นไนน์ทีวี และกรณีตราสัญลักษณ์ ITV ทีวีเสรี-TITV และTPBS และในตอนที่2ของบทความกรณีตราสัญลักษณ์ NBT ถูกเปลี่ยนเป็นสทท.11 สัญลักษณ์มือถือหอยสังข์



วันชาติและตราสัญลักษณ์สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยช่อง 4 หรือ ช่อง 9

สถานีโทรทัศน์ไทย คือ ทีวีช่อง 4 หรือ TTV (อังกฤษ: Thai Television Channel 4) นับว่าเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้การบริหารของบริษัท “ไทยโทรทัศน์” จำกัด (อังกฤษ: Thai Television Co.,Ltd. ชื่อย่อ: ท.ท.ท.) โดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 มีชื่อเรียกขานตามอนุสัญญาสากลว่าด้วยวิทยุโทรทัศน์ว่า HS1-TV ตั้งอยู่ที่วังบางขุนพรหม ที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน อันเป็นที่มาของชื่อสถานีฯ ที่รู้จักกันทั่วไปคือ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 ถือกำเนิดขึ้นจากดำริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และบรรดาข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น ว่าต้องการที่จะให้ประเทศไทย มีการส่งโทรทัศน์ในประเทศขึ้น ผู้นำรัฐบาลจึงได้ให้ “กรมประชาสัมพันธ์” จัดตั้ง โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ ต่อที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2493 และต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งวิทยุโทรภาพและตั้งงบประมาณขึ้น ในปี พ.ศ. 2494 และในระหว่างเดือนกันยายน- พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 เหล่าข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์ทั้ง 7 คน ได้จัดตั้ง บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ขึ้น เพื่อดำเนินการส่งโทรทัศน์ครั้งแรกในประเทศไทย

คณะผู้ก่อตั้งบริษัท มีอยู่ 7 คน ประกอบไปด้วย หลวงสารานุประพันธ์ , ขาบ กุญชร , ประสงค์ หงสนันทน์, เผ่า ศรียานนท์, เล็ก สงวนชาติสรไกร, มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ และ เลื่อน พงษ์โสภณ หลังจากนั้นกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 11 ล้านบาท และหน่วยงานภาครัฐแห่งอีก จำนวน 8 แห่ง ถือหุ้นมูลค่า 9 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 20 ล้านบาท และวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2497 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 โดยมีพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (อธิบดีกรมตำรวจ ในขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี เมื่ออาคารดังกล่าวสร้างเสร็จ และติดตั้งเครื่องส่งแล้ว จึงมีพิธีเปิด สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 เมื่อวันศุกร์ที่24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งถือเป็นวันชาติ และวันต้นไม้ประจำปีของชาติในสมัยนั้น

โดยมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ในช่วงแรกมีการแพร่ภาพออกอากาศในวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น. ต่อมา จึงได้เพิ่มวันและเวลาออกอากาศมากขึ้นตามลำดับ โดยใช้เครื่องส่งขนาด 10 กิโลวัตต์ แพร่ภาพขาวดำ ระบบ 525 เส้นต่อภาพ 30 ภาพต่อวินาที และเพลงเปิดการออกอากาศของ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 และ สถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด คือเพลงต้นบรเทศ ในวันออกอากาศวันแรก ซึ่งระหว่างพ.ศ. 2495-พ.ศ. 2519 ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ใช้ตราสัญลักษณ์เป็นรูป “วิชชุประภาเทวี” หมายถึงเทวดาผู้หญิง ที่เป็นเจ้าแห่งสายฟ้า หรือนางพญาแห่งสายฟ้า ประดับด้วยลายเมฆ และสายฟ้า อยู่ภายในรูปวงกลม ที่ออกแบบโดย กรมศิลปากร ซึ่งแสดงออกเป็นต้นแบบแห่งความเป็นทีวีไทย

ตราสัญลักษณ์ช่อง 4






จากช่อง 4 เปลี่ยนเป็นทีวีสีช่อง 9 และตราสัญลักษณ์

ช่วงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2517 เมื่อท.ท.ท. ได้หยุดทำการออกอากาศในระบบ 525 เส้น ทางช่อง 4 โดยได้ย้ายห้องส่งโทรทัศน์ไปที่ถนนพระสุเมรุ แขวงบางลำพู และประมาณปี พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2518 ได้เปลี่ยนระบบการออกอากาศ จากภาพขาวดำ เป็นภาพสี ในระบบ 625 เส้น ระบบวีเอชเอฟ ทางช่อง 9 อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ออกอากาศจริงในราวปีพ.ศ. 2519 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ยุบเลิกกิจการ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ส่งผลทำให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 สิ้นสุดลงด้วย

และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ได้ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อังกฤษ: Mass Communication Organisation of Thailand ชื่อย่อ: อ.ส.ม.ท., M.C.O.T.) เพื่อดำเนินกิจการสื่อสารมวลชนของรัฐ ให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นที่น่าเชื่อถือต่อสาธารณชน อ.ส.ม.ท.จึงรับโอนกิจการ สถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (อังกฤษ: Thai Television Channel 9) มาดำเนินการต่อ ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2520 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนา อ.ส.ม.ท. โดยรัฐบาลมอบทุนประเดิม จำนวน 10 ล้านบาท

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารที่ทำการ อ.ส.ม.ท.ที่มีห้องส่งโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2524 บนเนื้อที่ 14 ไร่ ต่อมา ในราวปี พ.ศ. 2529 ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีกรรายการความรู้คือประทีป ในขณะนั้นตอบรับคำเชิญของผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ในขณะนั้น ให้เข้ามาช่วยปรับปรุงการนำเสนอ ข่าว 9 อ.ส.ม.ท. ร่วมกับบริษัท แปซิฟิค คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ส่งผลให้คู่ผู้ประกาศข่าวที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น ก็คือ ดร.สมเกียรติ และนางสาวกรรณิกา ธรรมเกษร นั่นเอง

โดยต่อมาปี พ.ศ. 2535 นาย แสงชัย สุนทรวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. ในช่วงที่ อ.ส.ม.ท.ถูกเรียกว่า “แดนสนธยา” เนื่องจากมีกลุ่มอิทธิพลมืดฝังตัวอยู่ในองค์กร แต่นายแสงชัยก็สามารถขจัดอิทธิพลมืดเหล่านั้นได้สำเร็จ รวมถึงสามารถพัฒนา อ.ส.ม.ท.ได้เป็นอย่างดี แต่แล้วนายแสงชัยก็ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธปืนเสียชีวิต ระหว่างนั่งรถยนต์เดินทางกลับบ้านพัก ที่เมืองทองธานีถนนแจ้งวัฒนะ จากผลการสอบสวนของตำรวจระบุว่า นางอุบล บุญญชโลธร จ้างวานให้ นายทวี พุทธจันทร์ บุตรเขย ส่งมือปืนไปลอบสังหารนายแสงชัย ต่อมา นางอุบลถูกลอบสังหารเสียชีวิตบนรถยนต์ ก่อนกลับถึงบ้านพัก เช่นเดียวกับนายแสงชัย

ซึ่งตั้งแต่พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา จะเห็นถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ แดนสนธยา และบริบทพัฒนาการของการเมืองประชาธิปไตยครึ่งใบต่อทวีไทย


พัฒนาการช่อง4 หรือ ช่อง9 จากอดีต-ปัจจุบัน

กระนั้น หลังจากที่สถานีได้เปลี่ยนไปออกอากาศในระบบวีเอชเอฟ ทางช่อง 9 แล้ว จึงได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ เป็นรูปกรอบจอโทรทัศน์ ภายในเป็นรูปคลื่นกระจายสัญญาณ โดยฝั่งซ้ายมีสีที่กระจายอยู่ 3 สี คือแดง เขียว น้ำเงิน และตัวเลข 9 สีดำ อยู่ภายในวงกลมสีเหลือง ซึ่งอยู่ฝั่งขวา แต่อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์นี้ใช้อยู่เพียงระยะสั้นๆ ก่อนจะโอนกิจการไปเป็นของ อ.ส.ม.ท. ในปี พ.ศ. 2520 แล้วไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ซึ่งมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปกรอบจอโทรทัศน์ ภายในแบ่งเป็นแถบเส้นโค้งสามแถบ ก็มีสามแม่สีแสง คือ แดง เขียว น้ำเงิน และตัวเลข 9 สีดำ ทับอยู่ใจกลางสัญลักษณ์ ทั้งหมดเดินเส้นด้วยสีขาว และมีเส้นขอบสีดำอยู่ภายนอกสุด แต่ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2520 อ.ส.ม.ท. ได้จัดตั้งขึ้น ก็ได้มีการเพิ่มคำย่อของหน่วยงานว่า อ.ส.ม.ท. ประทับไว้อยู่ข้างล่างสุดของตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ซึ่งแสดงออกการเปลี่ยนแปลงของทีวีขาว-ดำ สู่การเชื่อมโยง แม่สีทางแสงประกอบด้วย สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน โดยผ่านยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นเอง

กำเนิดสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ และตราสัญลักษณ์

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ถือกำเนิดขึ้นจากดำริของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ในขณะนั้น ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และฉับไว ในด้านการรายงานเสนอข่าวสาร สาระความรู้ และความบันเทิงทั้งหมด และเพื่อทันต่อเทคโนโลยี การสื่อสารของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ และเพื่อเป็นการปราศจากความเป็นแดนสนธยาภายในองค์กรอีกด้วย และวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 มีพิธีเปิดตัว สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. เป็นสักขีพยาน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ประกอบด้วย การเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปดวงตาสีม่วง คือ โมเดิร์นไนน์ทีวี มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปวงกลม มีเส้นตัดกันอยู่ทางซ้ายมือ แทนลูกโลก ทางขวามือมีตัวเลข 9 สีม่วงซ่อนอยู่ ด้านบนมีเส้นโค้งสีเทา ลักษณะโดยรวมคล้ายดวงตา ด้านล่างมีตัวอักษรย่อ “MCOT” หรือ “อสมท” สีส้ม เดินเส้นขอบสีเทา กำกับอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นตราแรก ก่อนที่ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย จะถูกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา และการปรับรูปแบบการนำเสนอเป็นสถานีข่าว 24 ชั่วโมง เพิ่มข่าวต้นชั่วโมง และแถบตัววิ่งข่าว (News Bar) เพิ่มช่วงแมกกาซีนออนทีวี ในข่าวภาคค่ำ นำเสนอข่าวสาร และสาระความรู้ ในประเด็น และการนำเสนอแบบสบายๆ โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบนิตยสาร รวมถึงประกาศเพิ่มความสัมพันธ์ และเพิ่มบทบาทให้กับเครือข่ายข่าวชั้นนำทั่วโลก เช่น สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (สหรัฐอเมริกา) สถานีโทรทัศน์บีบีซี (สหราชอาณาจักร) สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค (ญี่ปุ่น) สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (จีน) เป็นต้น โดยได้เริ่มออกอากาศตั้งแต่เวลา 18:30 น. เป็นต้นมา

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ดำเนินการผลิตรายการโทรทัศน์ การออกอากาศโทรทัศน์ ตลอดจนการควบคุมการออกอากาศ โดยแพร่ภาพออกอากาศ จากกรุงเทพมหานคร ไปยังสถานีเครือข่ายในส่วนภูมิภาค 32 สถานี สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 79.5ของประเทศ มีประชากรใน ขอบเขตการออกอากาศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 96.5 ของประเทศ โดยมีรายการประเภทข่าวสาร สาระความรู้ ความบันเทิง กีฬา และรายการเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้จัดให้มีรายการประเภทข่าวสาร และสาระความรู้ในด้านต่างๆ นำเสนอในช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุด (Prime Time) เพื่อให้ผู้ชมได้รับข่าวสาร และความรู้ ที่เป็นประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน และมุ่งหวังว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน

แม้ปัจจุบัน ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จะเปลี่ยนเป็น โมเดิร์นไนน์ทีวีแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเรียกโมเดิร์นไนน์ทีวีว่า “ช่อง 9” แทนคำว่า โมเดิร์นไนน์ทีวี ในปัจจุบัน เนื่องจากเรียกง่ายๆ เป็นตัวเลขส่งระบบวีเอชเอฟและเป็นชื่อเดิมของสถานี ซึ่งมาจากคำว่า “ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.” และความเป็นสมัยใหม่ของทีวีไทย ซึ่งต้องการตอบสนองการบริโภคความเป็นไทย หลังวิกฤติการณ์ทางการเมืองปี2535-รัฐธรรมนูญปี 2540-วิกฤติเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ โดยนำเสนอผ่านตราสัญลักษณ์ดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวทางออกแบบใหม่เพื่อแบรนด์ของทีวี และต่อมาความขัดแย้งทางการเมืองสงครามสื่อกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยกลุ่มสื่อเครือผู้จัดการ(ASTV) จนถึงช่วงรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นรัฐประหารในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)

ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะและขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ข่าวการรัฐประหารโดยได้พยายามติดต่อช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อการออกโทรทัศน์ แต่เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมไว้ จึงทำให้การออกโทรทัศน์ไม่ได้ และมีการโฟนอินไปยังช่อง 9 ประกาศใช้ พ.ร.ก สถานการณ์ฉุกเฉิน เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งนั่นก็เป็นผลสืบเนื่องต่อปัญหาทางการเมืองไทย และจะอธิบายถึงตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย

กรณีตราสัญลักษณ์ ITV ทีวีเสรี-TITV และTPBS : วิกฤติทับซ้อนทางเศรษฐศาสตร์การเมืองความเป็นไทย

เมื่อปัญหาทางการเมืองของระบอบทักษิณดังกล่าว ที่มีจากตัวอย่างของช่อง 9 เกี่ยวเนื่องช่วงระยะเวลาทับซ้อนมาโดยมองผ่านไอทีวี ซึ่งนำเสนอความเป็นทีวีเสรี แตกต่างจากช่อง 3,5 ,7 และมิติเวลาการเกิดช่อง ITV (อังกฤษ: Independent Television ชื่อย่อ: itv) หลังจากยุคเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งล้อมรอบด้วยฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ในยุคที่มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 และ17พฤษภาคม 2535 โดยสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ถือกำเนิดจากดำริของรัฐบาลในสมัยที่ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ต้องการให้มีสถานีโทรทัศน์เสรี เพื่อการนำเสนอข่าวสาร และสาระความรู้สู่ประชาชน

โดยเปิดให้เอกชนเช่าสัมปทาน เพื่อให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยในโครงการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีดังกล่าวนั้น ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งไว้ว่า ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 สถานีโทรทัศน์ทั้งหมด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งสามารถบิดเบือนการนำเสนอข่าว ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้ ประชาชนจึงไม่สามารถรับรู้ข่าวที่ทหารเข้าปราบปรามประชาชนในช่วงนั้นได้ ประจวบเหมาะกับการที่มีเสียงเรียกร้องของประชาชน ให้รัฐบาลใช้นโยบายจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีดังกล่าว เพื่อเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง และรายการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้นมา แต่ก็พบกับปัญหาว่า ไอทีวี ถูกแทรกแซงสื่อโดยกลุ่มทุนชินวัตร เข้าไปถือหุ้นส่วนของไอทีวี ต่อมาถึงการประสบปัญหาการขาดทุนในการบริหารงาน

อนึ่ง ทำให้เกิดเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ของ ITV และเปลี่ยนชื่อเป็นTITV-TPBS คือ สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ จัดตั้งพร้อมองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดตั้ง สถานีโทรทัศน์สาธารณะ ขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในปี 2550 ขณะนั้น ซึ่งหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ต้องการจะนำช่องสัญญาณระบบยูเอชเอฟ ออกอากาศช่อง 29 ซึ่งเดิมเป็นสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่ถูกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียึดคืนสัมปทาน หลังจากบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทาน และบริหารกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ไม่ชำระค่าสัมปทาน และค่าปรับกว่า 97,000 ล้านบาท โดยนำช่องสัญญาณนี้มาจัดทำเป็น สถานีโทรทัศน์สาธารณะ

นับเป็นมิติใหม่ของวงการสื่อสารมวลชนไทย ภายหลังจากที่แนวความคิดของ สถานีโทรทัศน์เสรี ล้มเหลว ทั้งนี้ ส.ส.ท. ได้รับการจัดตั้งขึ้น โดยได้เข้ามาบริหารคลื่นความถี่ช่อง 29 ซึ่งเป็นของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ก็ดำเนินการสถานีโทรทัศน์เป็นการชั่วคราว และได้เตรียมความพร้อมเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนที่สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ (หรือชื่อในขณะนั้นคือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) จะเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 หลังจากผ่านการทดลองออกอากาศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งตราสัญลักษณ์ของTPBS ก็ผ่านการประกวดคล้ายคลึงกับกรณี ตราสัญลักษณ์ของ ช่อง 11 โดยการประกวดอัตลักษณ์ของสถานีฯ ขึ้นใหม่ อันได้แก่ สัญลักษณ์ (Logo) และ Interlude ของทางสถานี



ตราสัญลักษณ์ iTV-TITV-TPBS





ผลการประกวดดังกล่าวได้ตัดสินให้แบบของทีม KITWIN ได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแนวคิดในการออกแบบคือความเป็นอิสระ โดยใช้นกเป็นเครื่องหมายของความมีอิสระ ประกอบกับอักษรไทยคำว่า “ไทย” และมีอักษรภาษาอังกฤษคำว่า “ThaiPBS” กำกับที่ตอนบน และตราสัญลักษณ์ดังกล่าวนั้น องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยได้แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการประกาศเปลี่ยนชื่อสถานีโทรทัศน์เป็น ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551 และเริ่มใช้อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

โดยต่อมา เนื่องจากมีผู้ชมจำนวนมากเกิดความสับสนเกี่ยวกับชื่อสถานีว่า ควรจะอ่านว่า ไทยพีบีเอส หรือทีวีไทย หรือไทยทีวี ทำให้ทางองค์การฯ ได้ปรับปรุงตราสัญลักษณ์ใหม่ โดยทำออกมาเป็น 3 รูปแบบ คือตราสัญลักษณ์ขององค์การฯ ตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย และตราสัญลักษณ์ของวิทยุไทย โดยมีกำหนดเปิดตัวสัญลักษณ์ใหม่ในวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการก่อตั้งองค์การฯ

ทั้งนี้ ในส่วนของสัญลักษณ์ใหม่ที่องค์การฯ จะใช้ ยังคงอัตลักษณ์ของทีม KITWIN ซึ่งเป็นภาพนกสีส้มกำลังกระพือปีกบินไว้เช่นเดิม แต่จะปรับปรุงส่วนหัวของนกเป็นสีส้ม เช่นเดียวกับส่วนปีก เพื่อแยกสัญลักษณ์รูปนก กับตัวอักษร ย ในคำว่า ไทย ออกจากกัน แล้วนำชื่อของสถานีฯ ทีวีไทย ประทับอยู่ส่วนล่างสุดของตรา โดยใช้สีส้มที่เข้มขึ้นกว่าสีในตราเดิม โดยเป็นตราที่จะใช้ร่วมกับ ส.ส.ท. และวิทยุไทย ซึ่งจะเปลี่ยนเพียงตัวอักษรส่วนล่างของตราเท่านั้นและได้มีการเพิ่มตัวอักษร “thaipbs.or.th” ลงไปบริเวณด้านล่างของตราสัญลักษณ์ที่ใช้ออกอากาศเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์เวปไซต์ของทางสถานี

ดังนั้น ความซับซ้อนของความวุ่นวายทางการเมืองหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การแสวงหาอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์ ท่ามกลางความขัดแย้งของบริบททางการเมือง รวมทั้งการเกิดกรณี PTV-ASTVและกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งจะสะท้อนผ่านช่อง 11 ด้วย โดยการสร้างอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์จากไอทีวี ซึ่งไม่เคยปรากฏคำว่า “ไทย”มาก่อนกลายเป็นตราสัญลักษณ์ ที่มีคำว่าไทย( Thai PBS) จุดเปลี่ยนทางประวัติความเป็นมาของทีวีไทย

ดังนั้น สถานการณ์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งบ่งบอกรับรู้ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่เหมือนกับกำเนิดของช่อง 4 และพัฒนาการเป็นช่อง 9 จนกระทั่งถึงตราสัญลักษณ์ช่อง 3, 5, 7 ซึ่งไม่มีวิกฤติของการออกแบบเพื่อความเป็นไทยแบบช่องไทยพีบีเอส นั้นเอง......................

เอกสารอ้างอิง

i ช่อง 9 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki และดูเพิ่มเติม ตำนานโทรทัศน์กับจำนง รังสิกุล และสินิทธ์ สิทธิรักษ์ กำเนิดโทรทัศน์ไทย (พ.ศ. 2493-2500)วันที่ 24 มิ.ย. 2498 โดยสินิทธ์ สิทธิรักษ์ ตั้งเป็นข้อสังเกตว่า จอมพลป. มักเกี่ยวข้องกับวันชาติด้านเทคโนโลยี สื่อ 24 มิ.ย. 2494 เปิดสถานีวิทยุ 10 กิโลวัตต์ และ 24 มิ.ย. 2496 วิทยุ 50 กิโลวัตต์ เป็นต้น
ii สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2547: 72-121
iii อรรคพล สาตุ้ม “24 มิถุนา , 28 กรกฏา,14-6ตุลา,4 ธันวา-10 ธันวา”และ Young PAD ที่มา http://www.prachatai.com
ivช่อง 9 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki เพิ่งอ้าง
v รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki

17 มิถุนายน 2552

สื่อกับรัฐบาลหุ่นเชิดด้านได้ที่ ขึ้นเวทีสลับกันแจกโล่ เสื้อแดงปรี๊ดแตกรวมพลประท้วงตอแหลแลนด์


โดย ผู้หญิงเสื้อแดง
ที่มา เวบเสธ.แดง
17 มิถุนายน 2552

*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:อนาถ!สื่อไทยมั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ฮือต้านตัดสินรางวัลสุดนิ่มจิกหัวเสื้อแดงคว้าภาพยอดเยี่ยม

หนังสือพิมพ์บ้านเมืองรายงานว่า สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จะจัดงานแจกรางวัลข่าวภาพยอดเยี่ยม โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในการแจกรางวัล ในวันที่ 18 มิถุนายน 2552 เวลา 16.30–18.30 น. ที่ห้องวิภาวดีบอลรูม

นอกจากรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมแล้ว ยังมีการคัดเลือกบุคคลดีเด่นในสายตาของช่างภาพสื่อมวลชน โดยเน้นถึงผลงานการทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ซึ่งได้แก่ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสมาคมลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายวิชัย รักศรีอักษร แห่งบริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.

ทางด้านกลุ่มเสื้อแดงได้กล่าววิจารณ์ว่าสื่อมวลชนไทยได้ฮั้วกับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลแบบต่างตอบแทนกันคือแต่ละฝ่ายก็แจกโล่ให้กันโดยที่บิดเบือนทำลายประชาธิปไตย จึงขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดง ไปประท้วง สมาคมผู้สื่อข่าว วันที่18 ที่เซ็นทรัลโซฟิเทล

ผู้ใช้ชื่อว่า"ผู้หญิงเสื้อแดง"แจ้งข่าวทางเวบบอร์ดเสธ.แดงว่า ขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ผู้สื่อข่าวทำร้ายเธอด้วยวิธีการ โป้ปด มดเท็จ

ร่วมด้วยช่วยกันนะคะ วันที่ 18 มิถุนายน เวลาบ่ายโมง พบกันที่ข้างโรงเรียนหอวัง ฝั่งโรงแรมเซ็นทรัลโซฟิเทล

รางวัลอัปยศ พูลิตเซอร์

เราขอประท้วงสมาคมผู้สื่อข่าวประเทศไทยที่ส่งเสริมคนปั้นเรื่องเท็จ

ภาพของนายกวีไกร ซึ่งอดีตเป็นการ์ดพันธะมิตร กระชากผมผู้หญิงเสื้อแดงลากไปกับถนน ที่ได้รับการเสนอรางวัลนั้น

ภาพนี้เป็นภาพที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกทำร้าย เพียงเพราะเธอทนไม่ได้กับการกระทำป่าเถื่อนของทหารไทย ที่ไล่ยิงไล่ล่า ประชาชนด้วยกระสุนจริง จึงออกมาต่อว่าด้วยความคับแค้นใจ และนายกวีไกรก็ปลอมปนไปอยู่ในนั้นเสมือนเป็นช่างภาพ อยู่ที่นั่นด้วยจึงเกิดการโต้เถียง และลงเอยด้วยการที่เธอถูกทารุณกรรม ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

โดยที่ เหตุการณ์เกิดต่อหน้าผู้สื่อข่าวและ ทหาร ที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน แต่ก็ยังปล่อยให้ผู้ชายหน้าตัวเมียคนหนึ่งจิกผมผู้หญิงลากไปถึงสองเมตร โดยไม่มีใครช่วยห้ามปราม และเห็นใจเธอ แต่กลับเอาภาพของเธอมานำเสนอข่าวบิดเบือน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยอ้างว่ากลุ่มชาวบ้านดินแดง(นายกวีไกร)ไม่พอใจคนเสื้อแดง จึงทะเลาะกัน ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งออกไปเรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยสองมือเปล่าไร้อาวุธ
เธอได้รับบาดเจ็บ และอับอาย เพิ่งจะปรับสภาพจิตใจให้ดี ขึ้นได้บ้าง
กลับถูกย่ำยี จากผู้สื่อข่าวอีกครั้ง ที่นำเสนอภาพนี้ออกมาโดยตั้งรางวัล
กลายเป็น ความดีความชอบ ที่น่าชื่นชมของผู้นำเสนอข่าวที่บิดเบือน

มันสมควรแล้วหรือ ?

สิ่งที่สมาคมผู้สื่อข่าวควรจะรับผิดชอบ
- สืบหาเรื่องราวที่แท้จริงของการนำเสนอข่าว ในวันนั้น
- ควรนำเสนอข่าวที่เป็นกลาง ไม่บิดเบือน ไม่เลือกข้าง

และได้โปรดระงับ รางวัลอัปยศนี้ด้วย
นี่คือใบปลิวที่พรุ่งนี้จะเอาไปแจกค่ะ)

16 มิถุนายน 2552

อนาถ!สื่อไทยมั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ฮือต้านตัดสินรางวัลสุดนิ่มจิกหัวเสื้อแดงคว้าภาพยอดเยี่ยม


ภาพเจ้าปัญหาคว้ารางวัลพูลิตเซอร์-ภาพข่าวชายคนหนึ่งจิกหัวหญิงเสื้อแดงในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดลงหน้า1ไทยรัฐคว้ารางวัลภาพยอดเยี่ยมประจำปี แต่ตอนนี้เป็นที่ถกเถียงเพราะว่า ภาพข่าวที่ไทยรัฐนำเสนอนั้นผิดไปจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ขณะที่ไทยรัฐนำเสนอว่าเป็นภาพชาวแฟลตดินแดงทนไม่ไหวจึงจิกหัวเสื้อแดง แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าชายผู้นี้เป็นการ์ดพธม.ฮาร์ดคอร์ที่เคยก่อเหตุยิงเสื้อแดงมาแล้ว และภาพนี้มีที่เกิดเหตุย่านประตูน้ำ ไม่ใช่แฟลตดินแดงด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท และฟ้าเดียวกัน
16 มิถุนายน 2552

ภาพหนุ่มเสื้อเหลืองจิกหัวสาวเสื้อแดงลากพื้นได้รางวัลภาพยอดเยี่ยมแห่งปี

ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 14 มิ.ย. และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. พาดหัวข่าว “ไทยรัฐคว้า ภาพยอดเยี่ยม” โดยมีเนื้อหาเป็นการรายงานข่าวสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ประกาศผลการตัดสินรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยม ครั้งที่ 13 ประจำปี 2551-2552 ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว เมื่อ 14 มิ.ย.

โดยปีนี้มีผู้ส่งภาพเข้าประกวด 600 ภาพ และภาพข่าวทีวี 46 เรื่อง แบ่งออกเป็น 35 รางวัล รวมมูลค่าประมาณ 7 แสนบาท ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า ภาพข่าวยอดเยี่ยมในปีนี้ได้แก่ภาพชื่อ 'ทนไม่ไหว' เป็นภาพเหตุการณ์วันที่ 13 เม.ย. เป็นภาพผู้หญิงเสื้อแดงชื่อ น.ส.มินตรา โสรส ถูกนายกวีไกร โชคพัฒนาเกษมสุข อดีตการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตรงเข้าไปดึงผมจนล้ม หลังบุกเข้ามาด่าทหารที่เข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณถนนราชปรารภ ฝีมือลั่นชัตเตอร์โดยนายประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม น.ส.พ.ไทยรัฐ ได้รับถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท

นายกฯ สมาคมเผยได้รางวัลเพราะภาพได้อารมณ์ไม่ต้องบรรยาย ‘มาร์ค’ เตรียมมอบรางวัล

นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการให้รางวัลด้วยความยุติธรรมโปร่งใสทุกขั้นตอน ภาพ 'ทนไม่ไหว' ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ เพราะกรรมการเห็นว่ามีความโดดเด่นและองค์ประกอบของภาพครบจากเหตุการณ์ความชุลมุนวุ่นวาย ในภาพจะเห็นว่ามีช่างภาพยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ยืนในจุดที่ต่างจากคนอื่น จึงลั่นชัดเตอร์ได้เพียงคนเดียว ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย กรรมการทุกคนเห็นแล้วต่างลงคะแนนให้ชนะเป็นเอกฉันท์

สำหรับงานมอบรางวัลจะมีขึ้นวันที่ 18 มิ.ย. ที่ รร.โซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานและจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี เวลา 16.30-18.30 น.

เผยภาพรางวัลยอดเยี่ยมไทยรัฐ เคยบรรยายภาพพลาด

โฉมหน้าของหนุ่มจิกหัวสาวเสื้อแดง-กวีไกรคนที่จิกหัวหญิงเสื้อแดง ไม่ใช่ชาวบ้านย่านแฟลตดินแดงที่ทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหวตามข่าว แต่เป็นการ์ดของพันธมิตรที่เคยเป็นการ์ดตอนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และอ้างว่าเคยนำปืนไปยิงใส่กลุ่มเสื้อแดงมาก่อนหน้านี้แล้ว

ประชาไทรายงานว่า สำหรับภาพข่าว ‘ทนไม่ไหว’ ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ได้รับรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยมประจำปี 2551-2555 นั้น เป็นภาพที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง ในฉบับวันที่ 14 เมษายน 2552 ซึ่งประชาไทเคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ว่ามีการรายงานคำบรรยายภาพใต้ภาพผิดพลาด โดยในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับดังกล่าวเขียนว่า

"ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงจะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง"


โดยหลังจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ภาพและคำบรรยายภาพดังกล่าว ต่อมาเมื่้อ 16 เม.ย. ทั้งใน กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน และเว็บบอร์ดประชาไท ฯลฯ ได้มีผู้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และพบว่าเหตุการณ์ที่มีชายชุดเขียวจิกศีรษะผู้หญิงเสื้อแดงนั้น เกิดขึ้นที่ ถ.ราชปรารภ ย่านถนนราชปรารภ 12 ซึ่งอยู่ห่างจากย่านแฟลตดินแดงเป็นระยะทางไกลมาก

โดยในวันดังกล่าว ไม่เพียงแต่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจะรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ชาวแฟลตดินแดงออกมาทำร้ายสตรีเสื้อแดงเพราะไม่พอใจที่มีการนำรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงแล้ว สื่อมวลชนหลายสำนักยังรายงานคาดเคลื่อนเช่นกัน รวมถึงรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ดำเนินรายการและประกาศข่าวโดย นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และ น.ส.กฤติกา ศักดิ์มณี ซึ่งออกอากาศเมื่อเช้าวันที่ 14 เม.ย. 52 ด้วย

นอกจากนี้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยังมีการสืบค้นและพบว่าชายชุดเขียวที่จิกศีรษะ น.ส.มินตรา ดังกล่าว คือนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อายุ 30 ปี เคยเป็นการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา น.ส.อัญชะลี ไพรีรักษ์ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ ASTV ยังได้สัมภาษณ์นายกวีไกรทางโทรศัพท์ถึงสาเหตุที่นายกวีไกรกระทำการดังกล่าวในเหตุการณ์เมื่อ 13 เม.ย. ที่ผ่านมาด้วย

มติชนออนไลน์ ยังได้เผยแพร่บันทึกของนายกวีไกร ที่ประกาศไว้ใน Hi5 ของเขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "ผมไม่สงสารตัวเองกับคนที่มาด่าประณามผมเพราะผมควรที่จะได้รับ ... แต่ยอมรับว่าผมไม่รู้สึกที่จะขอโทษผู้หญิงคนนั้นหรือสงสาร" และนายกวีไกรเคยสอบถามไปยัง สน.พญาไท ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุว่า น.ส.มินตรา ไปแจ้งความหรือไม่ โดยเขาประกาศว่าหากมีการไปแจ้งความเมื่อไหร่เขาจะไปมอบตัวทันที

ชาวเน็ตโวยไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของสมาคมช่างภาพที่ให้ได้รับรางวัล

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนข้อความลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของสมาคมช่างภาพสื่อในการให้รางวัลชนะเลิศ ภาพ "ทนไม่ไหว" โดยช่างภาพไทยรัฐ โดยระบุว่า ก่อนอื่น ขอย้ำว่า ผมไม่ได้ให้ความเห็นในแง่ของ composition ของภาพ หรือ เทคนิค (ภาพชัดคม ฯลฯ) เพราะ นี่เป็นภาพถ่ายสื่อมวลชน นั่นคือ ภาพนี้ก็เหมือนส่วนอื่นๆของสื่อมวลชน คือ การรายงานเหตุการณ์ ตามความเป็นจริงให้มากที่สุด ซึ่งตามบรรทัดฐานนี้ ภาพนี้ ไม่สมควรได้รางวัลชนะเลิศ

นี่คือการให้เหตุผลของคณะกรรมการ ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ภาพนี้ได้รางวัลชนะเลิศ (ดูโดยเฉพาะส่วนที่ผมเน้นด้วยตัวหนา)
http://www.thairath.co.th/today/view/12919

ทั้งนี้ นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการให้รางวัลด้วยความยุติธรรม โปร่งใสทุกขั้นตอน สำหรับภาพ "ทนไม่ไหว" ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ เพราะกรรมการเห็นว่ามีความโดดเด่นและองค์ประกอบของภาพครบจากเหตุการณ์ ความชุลมุนวุ่นวาย ในภาพจะเห็นว่ามีช่างภาพยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ยืนในจุดที่ต่างจากคนอื่น จึงลั่นชัตเตอร์ได้เพียงคนเดียว ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย กรรมการทุกคนเห็นแล้วต่างลงคะแนนให้ชนะเป็นเอกฉันท์



ก่อนอื่น คณะกรรมการ สมควรทราบแล้วว่า ชื่อภาพนี้ และคำบรรยายภาพนี้ เมื่อปรากฏในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นชื่อภาพและคำบรรยายที่ผิดข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง

นี่คือคำบรรยายใต้ภาพเมื่อตีพิมพ์ครั้งแรก

ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดง จะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง


บัดนี้เราได้ทราบแล้วว่า ชายคนที่ลากหญิงคนนั้นไปตามพื้น หาได้ ทำไป เพราะ "ทนไม่ไหว" เพราะเหตุการณ์รถแก๊ส หรือแม้แต่เหตุการณ์ใดๆในวันนั้นแต่อย่างใด

เพราะชายผู้นั้น คือนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ผู้เป็นพวกพันธมิตรฯ ในลักษณะที่เรียกว่า "ฮาร์ดคอร์" คือเป็นพวกที่เป็นปฏิปักษ์กับคนเสื้อแดงอยู่นานแล้ว ไม่ว่า คนเสื้อแดง จะทำอะไรหรือไม่ในวันที่ 13 เมษา นั้น

นายกวีไกรเองเล่าว่า เขาเคยถึงกับลอบเอาปืนไปยิงใส่การชุมนุมของเสื้อแดง (โดยไม่ได้มีสาเหตุเฉพาะหน้ากระทบต่อเขาแต่อย่างใด) นี่คือสิ่งที่เขาเล่าไว้เอง ใน hi-5 ของเขา (ขณะนี้ปิดไปแล้ว) :

กูทำกับพวกมึงก่อนหน้านั้นไว้เยอะกว่าที่มึงเห็นแค่ตอนไอ้สาวเสื้อแดงโดนกูจิกหัว แค่ที่ผ่านมาไม่เป็นข่าว เช่น ตอนที่พวกมึงไปที่สนามกีฬาแห่งชาติ กูก็ไปดักยิงคนของพวกมึงที่กำลังเดินกลับบ้าน ยอมรับว่าเสียดายยิงพลาดไม่โดน กูในอนาคตคิดแผนใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ กูคิดว่ากูคนเดียวก็ป่วนพวกมึงหลายคนได้แล้ว



ดังนั้น การกระทำของชายผู้นั้น จึงหาใช่เป็นเรื่องของการ "ทนไม่ไหว" กับสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หรือกระทั่งในวันนั้น แต่อย่างใด

นายกวีไกร หาใช่กระทำดังกล่าว เพราะ "ทนไม่ไหว" กับเรื่องรถบรรทุกแก๊สแต่อย่างใด แต่ "ทนไม่ไหว" เพียงเพราะถูกผู้หญิงในภาพด่าทอ เพราะความที่เป็น "ฮาร์ดคอร์" ของพันธมิตร ที่ไม่ชอบเสื้อแดงอย่างรุนแรง (ถึงขั้นเคยเอาปืนไปยิงใส่ โดยไม่มีสาเหตุเฉพาะดังกล่าว)

ภาพสื่อมวลชน เป็นส่วนหนึ่งของการรายงานความจริง การตั้งชื่อภาพ และการบรรยายภาพ จึงเป็นองค์ประกอบของการรายงานความจริงนี้ด้วย ดังนั้น ลำพังชื่อภาพ ก็ไม่ตรงความจริงแล้ว คำบรรยายเมื่อตีพิมพ์ครั้งแรก บัดนี้ ก็เป็นทีทราบกันแล้วว่า ผิดความจริง ภาพนี้ จึงไม่ใช่ภาพที่สะท้อนความจริง แต่เป็นภาพเสนอความเท็จ ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด

ที่คณะกรรมการลงความเห็นว่า

ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย



ขอถามว่า "อารมณ์" ที่ว่า คืออะไร?

และ "ไม่ต้องบรรยาย" คืออะไร?

คำบรรยายในการตีพิมพ์ครั้งแรก และแม้แต่ชื่อภาพ ที่ยังคงใช้ในการประกวดครั้งนี้ ก็ผิดแล้ว จะกล่าวว่า "โดยไม่ต้องบรรยาย" ได้อย่างไร?

ภาพนี้ ลำพังสิ่งที่แสดงในภาพเอง ไม่มีทางให้ "สาร" หรือ "ข้อมูล" อะไรได้ ถ้าคนอ่าน ไม่รู้ว่า ชายคนนั้น คือ "ฮาร์ดคอร์" ของ พันธมิตร ไม่ใช่ "ชาวบ้าน" ธรรมดา

ลำพังภาพ ถ้าไม่มีการบรรยาย ข้อเท็จจริงนี้ประกอบ จึงมีลักษณะ misleading คือ ทำให้ไขว้เขว หาได้ทำให้ทราบความจริงแต่อย่างใด

การที่คณะกรรมการอ้างว่า "ไม่ต้องบรรยาย" จึงขัดกับความจริงโดยสิ้นเชิง

อย่าลืมว่า ในการตีพิมพ์ครั้งแรก ไทยรัฐ ต้องการเสนอว่า การแสดงออกของชายในภาพ เป็นการแสดงออกของ "ชาวบ้าน" ที่ "ทนไม่ไหว" ในการกระทำเรื่องรถแก๊สของคนเสื้อแดง

บัดนี้ เมื่อความจริงปรากฏแล้ว การกระทำของชายผู้ซึ่งเป็น "ฮาร์ดคอร์" ของพันธมิตร ผู้นี้ (ผู้มีประวัติในลักษณะชวนให้คิดว่า จิตใจ ไม่ปกติด้วยซ้ำ) ยังจะสามารถถือเป็นการแสดงออกในลักษณะทีเป็น "ตัวแทน" ของ "ชาวบ้าน" ที่ "ทนไม่ไหว" ได้หรือ?

หมายเหตุอ่านข่าวประกอบ:แค่จิกหัวหญิงไม่พอ เผยกวีไกรเคยยิงเสื้อแดง เหิมขู่ฆ่าเหมือนผักปลา

12 มิถุนายน 2552

NBCประจานสื่อไทยสับสนระหว่างการลงภาพอุจาดกับความศิโรราบ

โดย Warangkana Chomchuen จาก NBC
ที่มา NBC News
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

หนังสือพิมพ์ไทยสับสนระหว่างการลงภาพที่อุจาดตากับความศิโรราบ

สื่อไทยเป็นแหล่งความสับสนของความขัดแย้งกันเอง


ในระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประเทศไทยมีกฏหมายที่เคร่งครัดมากและไม่อนุญาตให้ตีพิมพ์หรือกระจายข้อมูลที่เข้าข่ายหมิ่นหรือโจมตีสถาบันกษัตริย์

แต่เมื่อมีการลงข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศและความรุนแรงแล้วประดุจหนึ่งนรกแตก

ข่าวอาชญากรรมนั้นลงลึกไปในรายละเอียดจนทำให้ดูอุจาดบาดตา ซึ่งในกรณีของการตายของ David Carradine เป็นตัวอย่างล่าสุดของการรายงานข่าวที่เกินความจำเป็น

ตรงกันข้าม กฏหมายหมิ่นฯที่มีมากว่าหลายสิบปีได้ทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเองและระมัดระวังเป็นอย่างมากเวลาที่รายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ ทหาร ขบวนการยุติธรรม หรือเรื่องที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง กฏหมายบ่งบอกว่าใครที่ทำลายชื่อเสียง หมิ่น หรือข่มขู่สถาบันกษัตริย์อาจจะถูกลงโทษจำคุก 3 ถึง 15 ปี (ถึงแม้ว่าการจะมีการอภัยโทษหลังจากการตัดสิน)

Carradine แน่นอนไม่ได้รับการปรนณิบัติอย่างเจ้า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ลงภาพที่น่าสหยดสยองของนักแสดงบนหน้าหนึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ภาพดังกล่าวถึงแม้ว่าจะถุกแรเงาเพื่อปิดบังร่างกายแสดงถึงการแขวนตัวเองโดยเชือกภายในตู้เสื้อผ้า

ครอบครัวของ Carradine โกรธมากและทนายของพวกเขาขู่ที่จะฟ้องร้องสื่ออื่นๆที่ลงภาพของเขา แต่การวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่านคนไทยมีน้อยมาก

เป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน แม้แต่การรายงานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยยังถูกเผชิญกับการลงโทษที่สาหัส ในหลายปีที่ผ่านมา พลเมืองไทยและต่างชาติหลายคนที่ถูกตัดสินว่าผิดจากการละเมิดกฏหมายหมิ่นฯ ตั้งแต่ชาวออสเตรเลียที่เขียนเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารเพียงแค่สองบรรทัดในหนังสือที่พิมพ์โดยตนเองจนถึงชาวสวิสที่ไปขีดเขียนบนภาพพระพักตร์ของกษัตริย์ไปจนถึงนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการที่พูดุยกันในการถกเถียงและอภิปรายกันในสาธารณะ

นอกจากนั้น ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นฯเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกต่อผู้มีอำนาจเพื่อที่จะกำจัดศัตรูทางการเมือง (และเป็นเพราะสื่อไม่สามารถจะตีพิมพ์ข้อความหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นฯ ไม่มีใครรู้ว่ามีคำพูดหรือการกระทำอะไรเกิดขึ้นที่ "ทำให้สถาบันฯเสื่อมเสีย" ) มันยังถูกใช้เพื่อเปลี่ยนการปกครอง การอ้างว่าเป็นการไม่เคารพต่อกษัตริย์เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ใช้โดยทหารในการรัฐประหารรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549

ทั้งหมดมันหมายความว่าข่าวที่เกี่ยวกับราชวงศ์ไทยจะเป็นข่าวเกี่ยวกับราชพิธีและการกุศลเท่านั้น

ถ้ามีเลือดออก เป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่

ที่ขัดแย้งกับสิ่งเหล่านี้คือการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มีผู้อ่านกว่าล้านคนและหนังสือพิมพ์รายวันอื่นๆ สตรีผู้เป็นเหยื่อการข่มขืนมักจะถูกล่าโดยนักข่าวเพื่อเอาเรื่องราวของพวกเขาและถูกซักไซร้เรื่องการถูกทำร้ายโดยละเอียดยิบ และถึงแม้ว่าชื่อของผู้ถูกข่มขืนจะถูกกล่าวโดยนามแฝงแต่ที่อยู่ของพวกเขาจะถูกตีพิมพ์ลงในข่าว

ไม่ค่อยมีการขอความช่วยเหลือเท่าไหร่ การฟ้องร้องดำเนินคดีมันค่อนข้างจะแพงและซับซ้อน และการฟ้องร้องหนังสือพิมพ์เพื่อรับผิดชอบต่อการลงข่าวข้อมูลส่วนตัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย กลับกัน เราอยู่ในวัฒนธรรมของคำว่า ""ไม่เป็นไร" ที่เปิดประตูให้สื่อละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

Carradine ไม่ได้เป็นคนแรกที่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยหนังสือพืมพ์ไทยและเขาคงจะไม่ได้เป็นคนสุดท้ายด้วย

9 มิถุนายน 2552

บันทึกสมุดสีแดง (ตอน2):ว่าด้วย สื่อ การสร้างสื่อและการจัดตั้งของคนเสื้อแดง


โดย สมุดบันทึกสีแดง
9 มิถุนายน 2552

ก่อนเข้าสู่ประเด็นเรื่องสื่อ ผู้เขียนอยากชวนเพื่อนๆเสื้อแดงให้มาร่วมกันพัฒนาเสนอแนวคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ปัจจุบันมาตรฐานในสังคมไทยมันอยู่ในขั้นเน่าเฟะ ไม่ว่าจะเป็นระบบความยุติธรรม มาตรฐานในการเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนกระแสหลัก กติกาความเป็นประชาธิปไตย การอัดฉีดอุดมการณ์ขวาจัดแบบไทยๆที่ใช้ราชวงศ์เป็นเครื่องมือหลักอย่างเว่อร์ๆมอมเมาประชาชน องค์ประกอบเหล่านี้ การปฏิรูปภายในกรอบเดิมนั้นไม่สามารถที่จะเยียวยาสังคมไทยมันเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมดอย่างถอนรากถอนโคน


อย่างไรก็ตามโครงสร้างเน่าๆจริงอยู่มันมีความเสื่อม แต่ความเสื่อมนี้จะไม่ตายไปเองอย่างอัตโนมัติ หน้าที่ของพวกเราคือจี้จุดอ่อนของมันให้มากที่สุดเพื่อลดความชอบธรรมของการดำรงอยู่ของมัน เปิดโอกาสให้โครงสร้างสังคมที่เหมาะสมกับทุกคนเกิดขึ้นมา ความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้มันมีหน่ออ่อนของสังคมใหม่

ในหลายด้านพวกเราคนธรรมดานี่แหละได้ช่วยกันสร้างขึ้นมาภาระกิจต่อไปนั้นเราต้องช่วยกันคิดและพัฒนาต่อ เพราะพวกนักวิชาการเสื้อเหลืองจะคิดหาทุกวิธีการพยุงโครงสร้างเน่าๆให้กดขี่เราต่อไป (ล่าสุด บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกจับผิดว่าพร้อมจะโกหกเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ ในสังคมสากล แต่คนแบบนี้หน้าด้านไม่อายใคร) คนเสื้อแดงอยู่ในทุกส่วนของสังคมฉะนั้นเราเริ่มจากตรงนั้นได้เพราะเรารู้ดีว่าในวงการของเรามันแย่อย่างไร มันรับใช้ใครอย่าง และเราอยากให้มันเป็นอย่างไร

สื่อ

วงการสื่อสารมวลชนมันจะเลวร้ายกว่านี้ไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันเดินทางมาถึงจุดต่ำสุดของความเสื่อมทรามในทุกด้าน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาติดๆจากวิกฤติ คือ การเกิดขึ้นของคลื่นลูกใหม่ที่น่าทึ่งในหลากหลายรูปแบบ การใช้บล็อก ใช้อินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือต่อสู้กับเผด็จการ

ปรากฎการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น มันเกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ว่าจะเป็น อิหร่าน อียิปต์ หรือ ประเทศจีน ก็เช่นเดียวกัน คนเสื้อแดงต้องแปรเปลี่ยนอารมณ์โกรธให้เป็นพลัง เป็นหอกทิ่มแทงพวกอำมาตย์ ในระยะยาวเราต้องรณรงค์ให้เอาสื่อมาเป็นของประชาชน พร้อมๆกับต้องจัดการกับพวกสื่อเหลืองขี้ข้ารับใช้เผด็จการ การรณรงค์เรื่องสื่อเราจะต้องทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้

สื่อล้างสมองคนได้จริงหรือ?

คำโกหกติดปากของพวกเหลือง คือ ชาวบ้านเข้าไม่ถึงข้อมูล หรือ ได้ข้อมูลมาก็ถูกหลอก ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกนั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในตรรกะของการเมืองว่าชาวบ้านเป็นเหยื่อ..โง่ ส่วนความวิตกกังวลของเสื้อแดงนั้นจะอยู่ที่ประเด็นการคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จของเผด็จการ ทำให้ความเป็นจริงในสังคมถูกผูกขาด? ทำให้สังคมไม่เข้าใจคนเสื้อแดง? ความกังวลที่มีเหตุผลเหล่านี้เราต้องมาพิจารณาจากข้อมูล ความเป็นจริงที่ดำรงอยู่

ตัวอย่างที่หนึ่ง ข่าว(เซ็นเซอร์) ข่าวนี้มีออกอากาศทุกวันเพื่อสร้างภาพว่าพวกนี้ทำเพื่อประชาชนและประชาชนรัก คนที่ชอบดูและเลื่อมใสจริงก็คงมี แต่คนที่เห็นต่างก็มีด้วยอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเรามีโอกาสดูร่วมกับชาวบ้านบางส่วนจะพบว่าเขาดูข่าวนี้แบบ “ดูไปด่าไป” ข่าวลือในเชิงลบทั้งหลายถูกใส่สีตีไข่สนุกสนานเพื่อฆ่าเวลา หรือ การฉวยโอกาสที่มีข่าว(เซ็นเซอร์)ไปอาบน้ำอาบท่า หรือ ออกไปสูบบุหรี่เพื่อเตรียมตัวดูละครทีวีน้ำเน่าอันเป็นความบันเทิงราคาถูกที่สรรหาได้ง่าย แล้วก็เปิดทีวีทิ้งไว้ให้หมาให้แมวดูข่าวใน(เซ็นเซอร์)แทน ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าว่าคนไม่ได้เป็นเหยื่อของสื่อ

ตัวอย่างที่สอง ข่าวการลงประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เมื่อก่อนพวกเหลืองมักอ้างว่ายุคทักษิณนั้นรัฐบาลแทรกแซงสื่อ แต่พอรัฐประหาร 19 กันยา พวกท๊อปบู๊ทเข้ามาคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ พวกเหลืองก็ไม่มีใครมาวิจารณ์เรื่องนี้สักแอะ! หนำซ้ำยังช่วยรณรงค์อย่างขันแข็งให้ประชาชนช่วยๆรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปก่อน มีปัญหาแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง ในขณะเดียวกันนั้นรัฐบาลเผด็จการทหารได้ห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้มีการโฆษณารณรงค์เพื่อไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลเผด็จการทหารได้ใช้สื่อทุกชนิดเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญของตนเอง เท่านั้นยังไม่พอยังมีการประกาศกฎอัยการศึกกว่า 30 จังหวัดบังคับไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งกินความถึงการรณรงค์ไม่รับร่างฯ 50 ด้วย ผลออกมาประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 แต่ด้วยคะแนนเฉียดฉิวเท่านั้น ทั้งๆที่เผด็จการใช้สื่อในทุกช่องทาง ตัวอย่างนี้ก็ยืนยันอีกว่าประชาชนคิดเองและเลือกเองได้ มีอีกหลายตัวอย่างที่ยืนยันว่าสื่อมีขีดจำกัดในการล้างสมอง

จะจัดการสื่อขี้ข้าเผด็จการอย่างไร

สื่อมีขีดจำกัดในการชักชวนให้คนเชื่อเผด็จการ แต่ความจริงข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้พวกนี้เห่าไปเรื่อยๆ คนเสื้อแดงต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านตรวจสอบสื่อที่รับใช้เผด็จการโดยเฉพาะในด้านจรรยาบรรณ มาตรฐานแท้ในสังคมถึงจะเกิดขึ้นได้ หนทางมีหลายสายให้เลือก เช่น คนเสื้อแดงจะต้องมาเริ่มจัดเรตความน่าเชื่อถือของสื่อ ข่าวแต่ละช่องมีความน่าเชื่อถือกี่ % หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับมีความเชื่อถือฉบับละกี่ % นักวิเคราะห์ข่าวแต่ละคนจุดยืนเหลืองกี่% ยึดมั่นประธิปไตยกี่% นักข่าวคนไหนชอบโกหก เปิดโปงออกมาให้หมดไปตามเครือข่ายของพวกเรา และชักชวนให้ส่วนอื่นของสังคมมาร่วมตั้งคำถามกับสื่อพวกนี้ด้วย จากนั้นอาจจะจัดงานเพื่อมอบรางวัลนักข่าวยอดแย่ แต่ยอดเยี่ยมในการรับใช้เผด็จการเปิดโปงให้สุดๆไปเลย นี่เป็นการเขียนประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลัง รุ่นลูกรุ่นหลานของเราดูอย่างเป็นรูปธรรม อย่าให้พวกนั้นมันทำเราฝ่ายเดียว ถ้านักข่าวภาคสนามของสื่อกระแสหลักอยากพิทักษ์ความจริง คนเสื้อแดงก็ต้องชักชวนนักข่าวภาคสนามให้สู้กับกอง บก. ของพวกเขาเองว่าต้องรายงานข่าวทั้งสองด้าน ถ้าพวกกอง บก.มันไม่เอา ให้ส่งข่าวเหล่านั้นมาที่สำนักข่าวของเสื้อแดงเพื่อตีแผ่ความจริง

ใครควรเป็นเจ้าของสื่อ

ประเด็นต่อไปที่เราจะต้องชัดเจน คือ ใครควรจะเป็นเจ้าของสื่อ ปัจจุบันคนที่เป็นเจ้าของคือรัฐบาล นายทุนหนังสือพิมพ์ และทหาร ตามหลักการแล้วคนที่ควรจะเป็นเจ้าของสื่อคือประชาชน นั่นหมายความว่าเราต้องขับไล่ทหารออกไปจากวงการสื่อสารมวลชนให้หมด มันไม่ใช่หน้าที่ของพวกสีเขียวแม้แต่น้อยที่จะมาจุ้นจ้านเรื่องสื่อ สำหรับสื่อหนังสือพิมพ์ยุคนี้ถูกควบคุมโดยนายทุนใหญ่ที่หมอบคลานกับอำมาตย์ ในอนาคตหนังสือพิมพ์ไม่ควรจะตกอยู่ภายใต้อำนาจนายทุนใหญ่แต่ควรจะมีรูปแบบสหกรณ์ที่บริหารโดยนักข่าวเองภายใต้จรรยาบรรณการเสนอความจริงของนักหนังสือพิมพ์ สื่อที่สามคือสื่อของรัฐบาลซึ่งไม่ควรถูกควบคุมโดยรัฐบาลแต่ควรจะเป็นสื่อสาธารณะที่มีผู้แทนประชาชน เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารโดยสะท้อนทุกมุมมองของสังคม ซึ่งจะต่าง TPBS ในยุคนี้หรือ NBT ที่ถูกควบคุมโดยอิทธิพลของพวกเสื้อเหลือง

ถ้าจะมีสื่อเสรีจะต้องยกเลิก กฎหมายเซ็นเซ่อร์ กฎหมายหมิ่นฯ กฎหมายคอมพิวเตอร์ เพราะกฎหมายพวกนี้มันทำลายมาตรฐานของระบบสื่อสารมวลชนลงอย่างย่อยยับ รัฐบาลไม่ควรจะมีสิทธิในการตรวจสอบเนื้อหาของวิทยุชุมชนหรือสถานีวิทยุที่ถ่ายทอดผ่านอินเตอร์เนต เพราะอำนาจแบบนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามในสังคมอารยะจะต้องมีการควบคุมสื่อแบบ ASTV ที่จงใจโกหกและชักชวนให้มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่รักประชาธิปไตย

ทีนี้เราต้องมาดักคอข้อเสนอของพวกเหลืองในประเด็นว่าใครควรจะเป็นเจ้าของสื่อ พวกนี้จะเสนอเป็นประจำว่าว่า ต้องมีการแต่งบอร์ดบริหารโทรทัศน์โดยผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความสามารถซึ่งบอร์ดบริหารเหล่านี้จะต้องเป็นอิสระ คอนเซพต์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำโกหกคำโต เพราะในรูปธรรมคำว่าอิสระนั้นมันเป็นความอิสระจากการตรวจสอบของประชาชน เราต้องฟันธงไปเลยว่าโทรทัศน์มันต้องเป็นของประชาชน หากต้องการฝ่ายค้านนั้นก็ให้เลือกตั้งตัวแทนแต่ละฝ่าย ต้องเอาคนที่กล้าประกาศตรงๆว่าเป็นสีเหลือง เป็นสีแดง ในปริมาณที่เท่ากันให้มาคานกัน ส่วนพวกที่อ้างว่าเป็น “กลาง” (อีแอบ) เราต้องเขี่ยออกไปเช่นเดียวกันเพราะพวกนี้ตอแหลเรื่อยๆเพื่อให้ตัวเองดูดี สุดท้ายมันก็เป็นเหลืองอ๋อยหมด อย่างไรก็ตามในขณะที่สื่อมันยังไม่ได้เป็นของประชาชน คนเสื้อแดงต้องมีสื่อเป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายระยะยาวเราต้องเอาสื่อมาเป็นของประชาชน

สื่อของคนเสื้อแดง


ลักษณะหน่ออ่อนที่น่าชื่นชมและต้องช่วยกันประคับประคอง คือ ในระดับชาวบ้านจะเจอปรากฎการณ์ข่าวเราๆเล่าเองผ่านวิทยุชุมชน รูปแบบเหมือนที่พวกเขาเห็นในทีวีนั่นแหละแต่ทิศทางนั้นตรงกันข้ามกับนักข่าวน้ำเน่าในทีวี ชาวบ้านเสื้อแดงวิจารณ์นักการเมืองทั้งสองฝ่าย ตบท้ายด้วยการด่าเผด็จการเชิดชูประชาธิปไตย มันคือความน่าทึ่งของคนธรรมดาที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำเป็นผู้ตามอย่างมีคุณภาพเพราะมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน สังคมในโลกไซเบอร์ก็เช่นเดียวกันเราเห็นนักวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นมาอย่างหลากหลายข้อเสนอเหล่านี้ก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็วิจารณ์กลับภายใต้การใช้เหตุผลให้ข้อมูลเพิ่มซึ่งเป็นลักษณะของการร่วมกันนำในระดับฐาน บางคนเริ่มจากการด่า เมื่อด่าเบื่อแล้วก็หันมาสนใจในระดับแนวความคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และอะไรคืออุปสรรคแท้ที่เป็นก้างขวางคอประชาธิปไตยอยู่

เอาเข้าจริงๆคนที่สังเกตุคนเสื้อแดง แม้แต่คนเสื้อแดงเองก็เห็นว่านักการเมืองเก่ามีขีดจำกัดในการนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน เพราะเป็นนักเลือกตั้งและต้องการอยู่ในกติกาของกรอบปัจจุบัน บ่อยครั้งประเด็นทางการเมืองจึงย่ำอยู่กับที่ในขณะที่คนธรรมดาทั้งใจและอารมณ์นั้นไปไกลแล้ว เพียงแต่หาทางกำหนดรูปร่างองค์กรของตัวเองยังไม่ได้ แต่ใช่ว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะไม่มีนักการเมืองหัวก้าวหน้า ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคน ซึ่งพวกเขาทำได้โดยมีองค์กรจัดตั้งทางการเมืองของตัวเอง เช่น ปรีดี พนมยงค์ คณะราษฏร พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นักการเมืองแนวสังคมนิยมในยุคหลัง 14 ตุลา หรือบางส่วนของนักการเมืองในกลุ่มเสื้อแดงปัจจุบัน

วกเข้าสู่หน่ออ่อนสื่อของคนเสื้อแดง ซึ่งลักษณะเหล่านี้มันเป็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของแต่ละคน แค่ข่าวการเมืองไม่พอ เริ่มมีการนำข่าวสถานการณ์เรื่องเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศที่เขียนเกี่ยวกับประเทศไทยคนที่รู้ภาษาต่างประเทศก็ช่วยกันแปลผ่านการเปิดบล็อคอย่างง่ายๆ เพราะทนกับท่าทีของนักข่าวน้ำเน่าไม่ได้ หน่ออ่อนเหล่านี้พัฒนาตนเองภายใต้เป้าหมายที่อยากให้พวกเราเข้าใจความจริงมากที่สุด มีประชาธิปไตยมากที่สุด มีการระดมเงินทุนกันเองเพื่อสนับสนุนให้สื่อทางเลือกเหล่านี้คงอยู่ ความจริงอันนี้บอกได้อย่างเดียวว่า “น่าทึ่งและตื่นเต้น”

วิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อที่มีความสำคัญลำดับต้นๆของคนเสื้อแดง พวกเราคงต้องทำงานหนักเพื่อต่อสู้ให้ได้สิทธิในวิทยุชุมชนมา หากรัฐบาลมันพยายามปราบและห้ามไม่ให้คนเสื้แดงใช้มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงใต้ดิน เพื่อหาทางใช้คลื่นให้ได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ต้องอาศัยช่างเทคนิคของคนเสื้อแดงช่วยกันคิดค้นหาวิธีการ บทเรียนจากประเทศอื่นยุคที่รัฐบาลคุมสื่อทั้งหมด ได้มีความพยายามสร้างสถานีวิทยุของของตนเองขึ้นมา เป็นการส่งคลื่นความถี่แบบเถื่อนๆ เอาเครื่องส่งสัญญานใส่ในรถกะบะหรือบนเรือ แบบนี้พวกฝ่ายรัฐมันจะจับไม่ได้ว่าแหล่งส่งข่าวออกมาจากไหน

ลักษณะสื่อของคนเสื้อแดง

ขอสดุดีช่างเทคนิคที่เปิดเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในงานวันนั่งเก้าอี้ของ(เซ็นเซอร์) ตอนนี้เรากำลังทำสงครามทางความคิดกับฝ่ายเผด็จการ ซึ่งหนังสือพิมพ์ของเสื้อแดงมีความสำคัญตรงที่มันจะเป็นกลไกในการติดอาวุธทางความคิดเพื่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นหมายความว่าหนังสือพิมพ์นี้จะต้องจัดหาความรู้ทฤษฏีทางการเมืองชนิดต่างๆ อันไหนให้ผลประโยชน์กับพวกเผด็จการอันไหนให้ผลประโยชน์สำหรับเสื้อแดง เก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้ในต่างประเทศว่าเขาทำกันอย่างไร เรียนบทเรียนในประวัติศาสตร์ของเราเองเพื่อสร้างสังคมใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ เช่น อุดมการณ์ของคณะราษฏร คืออะไร โมเดลทางเศรษฐกิจของคณะราษฏรที่เคยมีการนำเสนอคืออะไร ลักษณะของรัฐสวัสดิการในแถบสแกนดิเนเวียเป็นอย่างไร การมีเนื้อหาแบบนี้เป็นการประกาศจุดยืนของคนเสื้อแดงและเป็นวิธีที่จะนำคนที่ยังไม่มีจุดยืนเข้ามาเป็นพรรคเป็นพวก

จากนั้นหนังสือพิมพ์เสื้อแดงจะต้องเปิดโปงการคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบของฝ่ายสีเหลือง เช่น สำนักงานทรัพย์(เซ็นเซอร์)มีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ เสียภาษีเท่าไหร่ เคยไล่ที่ชาวบ้านบ้างหรือไม่ ถือหุ้นในบริษัทไหนบ้าง จ่ายค่าแรงในระดับที่คนงานพอใจไหม อนุญาตให้คนงานจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือไม่ สำนักแห่งนี้นี้ควรจะถือสินทรัพย์เท่าไหร่ ควรจะยกให้แผ่นดินเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนเท่าไหร่? ลองออกแบบงบประมาณว่าควรจะใช้ไปในทางไหน งบประมาณทหาร งบพิธีกรรม ถ้านำเงินเหล่านี้มาเป็นทุนการศึกษา พัฒนาบริการสาธารณสุขจะมีคุณค่าเพียงไร คุณภาพของแต่ละคนในสังคมไทยจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน

สื่อของคนเสื้อแดงจะต้องทำหน้าที่สำรวจความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างเป็นระบบ เสนอการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างๆเพื่อให้กำลังใจกับคนเสื้อแดงอื่นๆ พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่มันควรจะเป็น สื่อกระแสหลักเลือกไม่ทำและไม่อยากทำ พวกนี้ยินดีที่จะถ่ายทอดชีวิตคนแก่ที่ถูกทอดทิ้ง เด็กๆถูกทอดทิ้ง พร้อมกับโยนความผิดไปที่สมาชิกของครอบครัวนั้น มากกว่าจะแตะสาเหตุแท้ของปัญหานั่นคือความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั่นเอง ทั้งสองลักษณะข้างต้น คือ การเรียนทฤษฏีทางการเมืองและเปิดโปงความฉ้อฉลของทุกสถาบันอย่างเป็นระบบนั้น ทำให้หนังสือพิมพ์รูปแบบนี้จะไม่เหมือนรูปแบบเหมือนหนังสือพิมพ์รายวัน

หนังสือพิมพ์เสื้อแดงจะต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่การติดอาวุธทางความคิดและการเปิดโปงการคอรัปชั่นหรือการกระทำความผิด สื่อของคนเสื้อแดงควรจะให้ข้อมูลทางเทคนิคในเรื่องการเผยแพร่ข่าวสาร เช่น การใช้วิทยุชุมชน การใช้อินเตอร์เนต การใช้บล็อค การถ่ายเอกสาร การเชื่อมโยงกับชาวบ้านที่ไม่มีอินเตอร์เนตใช้ และการหลีกเลี่ยงการปราบปรามโดยรัฐ

การจัดตั้ง


การจัดตั้งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงคนเสื้อแดงจากคนที่แค่ลงคะแนนเสียงให้ไทยรักไทยหรือคนที่แค่รับรู้ข่าวสารมาเป็นคนที่ร่วมสร้างขบวนการเคลื่อนไหวหรือพรรคการเมือง หรือ กลุ่มของคนเสื้อแดง ดังนั้นประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้งคือการรวมกลุ่ม การมีสมาชิก การมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวที่มากกว่าผู้บริโภคทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีกิจกรรมร่วมกันสม่ำเสมอ ต้องมีโครงสร้างและระบบในการจัดตั้งที่ชัดเจน ต้องมีรายชื่อสมาชิกเราจะต้องปกป้องรายชื่อสมาชิกจากฝ่ายรัฐ ต้องมีการเชื่อมโยงเพื่อการเคลื่อนไหวระยะสั้นและระยะยาว เนื้อหาหนังสือพิมพ์ของคนเสื้อแดงที่กล่าวไปข้างต้นจะมีบทบาททำให้คนเสื้อแดงคิดเป็นและวิเคราะห์สถานการณ์ยากๆเองเป็น ไม่ได้อาศัยผู้นำคนใดคนหนึ่งคิดแทนพวกเราในทุกๆเรื่องเพราะเป็นเรื่องอันตรายและมีความผิดพลาดสูง เช่น เรื่องการที่เราจะคล้อยตามคนอย่าง ชูพงศ์ ถี่ถ้วน

หนังสือพิมพ์เสื้อแดงนอกจากจะเป็นช่องทางในการสื่อสารข่าวสารของคนแดงแล้ว หนังสือพิมพ์ของคนเสื้อแดงจะต้องเป็นมีบทบาทในการจัดกิจกรรมของคนเสื้อแดงอีกด้วย

การสร้างสรรค์กิจกรรมนั้นขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน เพราะพวกเราแต่ละคนสังกัดหน่วยทางสังคมอยู่แล้ว และที่สำคัญปัจจุบันมีการจับกลุ่มทางการเมืองในเกือบทุกพื้นที่ กลุ่มย่อยๆทางการเมืองเหล่านี้ต้องหาทางรวมตัวกันภายใต้สถาบันเสื้อแดง กลุ่มเสื้อแดงก้าวหน้า หรือพรรคเสื้อแดง ซึ่งการมีองค์กรจะทำให้เสื้อแดงเมืองกับเสื้อแดงชนบทต้องมีกิจกรรมร่วมกันหลากหลายมากขึ้นกว่าการมาร่วมชุมนุมกันที่กรุงเทพเพียงอย่างเดียว

สำหรับคนชั้นกลางเสื้อแดงในเมืองอาจจะไปออกค่ายเพื่อไปพบปะเสื้อแดงในพื้นที่ชนบท อาจจะจัดงานแรลลี่โดยอาศัยสถานการณ์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วง หน้าหนาว หน้าร้อน หน้าฝน เช่น ถ้าหากพี่น้องเสื้อแดงในชนบทเจอน้ำท่วมเราก็ต้องไปช่วย ฉวยโอกาสนี้คุยกับคนเสื้อแดงว่าถ้ารัฐดูแลประชาชนมากกว่านี้เราจะไม่ลำบากขนาดนี้ ถ้าประเทศไทยมีการเสียภาษีก้าวหน้าเราจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าปัจจุบัน มีความมั่นคงในชีวิต รวมถึงอาจจะพูดคุยว่าเราจะควบคุมนักการเมืองที่เราเลือกเข้าไปอย่างไร หรือ การเจาะกลุ่มเป้าหมายกับแรงงานคนหนุ่มสาวซึ่งโดยส่วนใหญ่มาจากชนบทให้มาเข้าร่วมกิจกรรมกับคนเสื้อแดง ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่พวกเราจะนำข่าวสารที่รัฐบิดเบือนรวมถึงข่าวสารของคนเสื้อแดงเมืองกรุงลงสู่ชนบทอีกด้วย

เราสร้างกิจกรรมขึ้นมาอย่างเดียวไม่พอ พวกเราคนเสื้อแดงจะต้องมีจุดยืนทางการเมืองต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เช่น กรณีคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตากใบ จุดยืนของเรานั้นจะต้องพูดว่าระบบศาลไม่ยืนอยู่บนหลักการของความเป็นธรรม บางทีเราควรมีคำขวัญให้ระบบศาลว่า “ฆ่าคนตายเป็นเรื่องปกติ พูดความจริงเป็นอาชญากร

หรือ การแบนสารคดีชีวิตเกี่ยวกับคนเป็นเอสด์ไม่ให้ออกอากาศฯ การมีจุดยืนทางการเมืองกรณีต่างๆคือการร่วมบริหารสังคมของพวกเราเองอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการลดอำนาจของคนส่วนน้อย (พวกเหลือง พวกอำมาตย์ พวกเหลือบไรในนามระบบเทวดา )ที่พยายามควบคุมสังคม