27 สิงหาคม 2552

สื่อเห้รวมหัวรัฐบาลโจรปล้นชาติต่างตอบแทน



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
27 สิงหาคม 2552
*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:แฉ!ไอ้ต้อยนักข่าว100ล้านTNEWSกับภารกิจ"ลึกลับระดับสูง"จากพฤษภาทมิฬสู่การปูดข่าวป้ายสีเสื้อแดงล้มสถาบัน
-ซีรีส์สุดมันส์:ลากไส้สื่อเหี้ย!

รัฐบาลหุ่นเชิดกับสื่อโจรที่ร่วมกันล้มล้างรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา ตอนนี้ทำอะไรไม่ต้องเกรงใจเจ้าของประเทศกันแล้ว โจ่งครึ่มทั้งมาร์คพารัฐมนตรีครึ่งครม.พาเหรดไปแต๊งค์กิ้วปาร์ตี้เปิดทีวีช่องใหม่ให้ลิ้มในวันครบรอบ1ปีที่โจรพันธมิตรยึดทำเนียบไว้ให้ ทั้งต่างตอบแทนนำเงินภาษีไปซื้อโฆษณาทีวีของเนชั่นพุ่งพรวดในงวดครึ่งปีแรกสวนกระแสธุรกิจแขนงเดียวกันที่ทรุดฮวบ ขณะที่ไทยโพสต์เปลวสีเงินได้โฆษณาหราหน้า1ไทยโพสต์ ทั้งใช้สำนักข่าวที่มีบทบาท"ลึกลักระดับสูง"มาก่อนออกโรงป้ายสีเสื้อแดงล้มสถาบัน




โจ๋งครึ่ม-อภิสิทธิ์กับทีมงานรัฐมนตรีครึ่งครม. รวมทั้งกษิต ภิรมย์แห่กันมาเปิดงานทีวีช่องภาษาอังกฤษของASTV ซึ่งเป็นของสนธิ ลิ้ม หัวโจกตัวเอ้ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน และผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ให้อภิสิทธิ์ครบ 1 ปีในวันนี้

กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตร เวบผู้จัดการรายงานข่าวว่า นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดรายการช่องข่าวภาษาอังกฤษ “TAN Network” ในเครือ ASTV ณ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ให้กับชาวต่างชาติทั้งในและต่างประเทศได้รับรู้ข่าวสารมากขึ้น

วานนี้ (26 ส.ค.) เมื่อเวลา 19.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด รายการช่องข่าวภาษาอังกฤษ “TAN Network” ในเครือ ASTV ณ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณ Eden Zone โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง เป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในครั้งนี้

เนื่องจากทางช่อง ASTV ได้เดินหน้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการนำเสนอข่าวและได้ปรับปรุงเวบไซด์ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ให้กับชาวต่างชาติทั้งในและต่างประเทศ และเผยแพร่ให้นักธุรกิจและทูตานุทูตได้รู้จักช่อง TAN Network มากขึ้น



ทั้งนี้ ภายในงานยังมีบุคคลสำคัญมาร่วมงาน อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งบรรยากาศในงานได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

มาร์คจ้างเนชั่นเชียร์คุ้ม ทุ่มซื้อโฆษณาทีวีพุ่ง แต่เจอเสื้อแดงบอยคอตหนักขาดทุนบักโกรก


มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน ขนาดพระยังไม่เว้นถลกจีวรด่าหากขวางทางสื่ออัปยศกับรัฐบาลอัปลักษณ์ แต่ยอดขายหนังสือพิมพ์หล่นเหวเจอเสื้อแดงบอยคอต ยอดขายสายเหนืออีสานร่วงต้องขนกลับกองพะเนิน พลิกสถานการณ์จากเคยกำไรมาขาดทุนบักโกรก110ล้าน ขณะที่เปลวไทยโพสต์ได้อานิสงส์แห่งแรงเชียร์โฆษณาสำนักนายกฯหราหน้า1


มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปีนี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35


ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

อย่างวันที่17สิงหาคมที่เสื้อแดงถวายฎีกา สื่อที่เต็มไปด้วยอคติอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ และมีโฆษณาจากกระทรวงพาณิชย์ลงประจำ หลังป๋าเปลวไปเขียนเชียร์รัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอนอย่างออกนอกหน้า ก็ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้

จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

ก็นี่แหละครับผลงาน(หว่านเงินซื้อ)ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขนาดนรกจะกินกบาลก็ไม่เกรงกันเลยทีเดียว

พี่น้องประชาชนคนเสพสื่อก็คงได้แต่เจ็บกระดองใจกันไปตามระเบียบ ทนไม่ไหวก็อย่าดูอย่าอ่านเลยครับสื่อพรรค์นี้ ปากบอกมีอุดมการณ์ แต่มูมมามยัดห่ากันตาเหลือก แต่ดันไปชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้เลว

พระเจ้ายังไม่รู้จักเว้น เวรกรรมคงมาถึงไม่ช้า ทั้งคนซื้อและคนขายโฆษณา เอางบปวงประชาไปถลุงกัน ที่สำคัญยังปากคาบคัมภีร์เที่ยวสั่งสอนใครต่อใคร ประทานโทษ ขอ”ถุย”ซักที คงจะไม่ว่ากัน
.....

26 สิงหาคม 2552

ฉลองครบ1ปีโจรบุกยึดทำเนียบไว้ให้โจร มาร์คจัดแต๊งค์กิ้วปาร์ตี้ควงกษิตพาเหรดเปิดลิ้มทีวี



โจ๋งครึ่ม-อภิสิทธิ์กับทีมงานรัฐมนตรี รวมทั้งกษิต ภิรมย์แห่กันมาเปิดงานทีวีช่องภาษาอังกฤษของASTV ซึ่งเป็นของสนธิ ลิ้ม หัวโจกตัวเอ้ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน และผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ให้อภิสิทธิ์ครบ 1 ปีในวันนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
26 สิงหาคม 2552

กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตร เวบผู้จัดการรายงานข่าวว่า นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดรายการช่องข่าวภาษาอังกฤษ “TAN Network” ในเครือ ASTV ณ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ให้กับชาวต่างชาติทั้งในและต่างประเทศได้รับรู้ข่าวสารมากขึ้น

วันนี้ (26 ส.ค.) เมื่อเวลา 19.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด รายการช่องข่าวภาษาอังกฤษ “TAN Network” ในเครือ ASTV ณ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณ Eden Zone โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง เป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในครั้งนี้

เนื่องจากทางช่อง ASTV ได้เดินหน้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการนำเสนอข่าวและได้ปรับปรุงเวบไซด์ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ให้กับชาวต่างชาติทั้งในและต่างประเทศ และเผยแพร่ให้นักธุรกิจและทูตานุทูตได้รู้จักช่อง TAN Network มากขึ้น


ทั้งนี้ ภายในงานยังมีบุคคลสำคัญมาร่วมงาน อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งบรรยากาศในงานได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

25 สิงหาคม 2552

แฉ!ต้อยนักข่าว100ล้านTNEWSกับภารกิจ"ลึกลับระดับสูง"จากพฤษภาทมิฬสู่การปูดข่าวป้ายสีเสื้อแดงล้มสถาบัน


แผนสมคบคิด?-สนธิญาณ หนูแก้ว เคยมี"ภารกิจลับระดับสูง"ในการใช้สื่อวิทยุของเขาที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินฯเปิดประเด็นสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ"บิ๊กสุ"ได้เสียสัตย์เพื่อชาติเป็นนายกฯ นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จากนั้นเขาก็เป็นคนวิ่งเต้นเส้นสายให้อานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกฯพระราชทานรอบ 2 และเข้าไปประมูลสถานีโทรทัศน์itvจากรัฐบาลอานันท์ชนะ การกลับมามีบทบาทกล่าวหาเสื้อแดงล้มสถาบันคราวนี้ของสื่อในมือต้อยหรือจะเป็น"ภารกิจลับระดับสูง"ซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ...?


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 สิงหาคม 2552

เมื่อค่ำวานนี้สำนักข่าวtnewsของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือสนธิญาณ หนูแก้ว ได้ออกมาเปิดสกู๊ปทางโทรทัศน์ช่อง 11 ให้ร้ายว่าเสื้อแดงเคลื่อนไหวล้มสถาบันเบื้องสูง (ดูคลิปข่าว คลิ้กที่นี่)

พร้อมกันนั้นที่เวบไซต์ tnewsก็ขึ้นข้อความบนหัวเวบว่า"ขบวนการล้มเจ้าแฝงปลุกระดม เครือข่ายทักษิณพร้อมทำสงคราม"พร้อมกับมีรูปประกอบดังนี้

ในซีรีส์ชุด"ลากไส้สื่อเหี้ย"นั้นผู้เขียนคือคุณ"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"กล่าวในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า สนธิญาณ หนูแก้ว ดูจะมี"ภารกิจลับ"ในการใช้สื่อวิทยุของเขาที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินฯในการเปิดข่าวสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ"บิ๊กสุ"ได้เสียสัตย์เพื่อชาติเป็นายกฯ นำไปสู่การประท้วงขับไล่สุจินดาออก จากนั้นเขาก็เป็นคนวิ่งเต้นเส้นสายให้อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทานรอบ 2 และเขาเข้าไปประมูลสถานีโทรทัศน์itvจากรัฐบาลอานันท์ได้ แต่หุ้นส่วนแตกคอกันเสียก่อน

การกลับมาของสนธิญาณหนนี้ในการใช้สื่อช่อง 11 โจมตีว่าเสื้อแดงจะล้มสถาบัน และประกาศโจมตีทางเวบไซต์tnewsของเขาจึงน่าจับตามองว่าต้อยสนธิญาณได้รับภารกิจลับระดับสูงอะไรมาอีกหรือไม่?

ด้านล่างนี้คัดมาจากซีรีส์ลากไส้สื่อเหี้ย ตอน"จากไดโนเสาร์วิวัฒนาการมาเป็นเหี้ย"


สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว) ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวINNซึ่งมีบทบาทสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่สุดบิ๊กสุต้องเสียสัตย์เพื่อชาติมาเป็น นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเขาต้องตามไปแก้ไขในตอนจบของเหตุการณ์แบบลึกลับ

ทีนี้เพื่อตอบคำถามว่าทำไมชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เพื่อนผู้พี่ของต้อย ตอนนี้ดูจะออกแนวเหลืองๆ ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เป็นเรื่องที่ชัชรินทร์เคยบอกคนใกล้ชิดว่าเขาจะเก็บเรื่องนี้ให้ตายไปกับตัว ...

อย่างที่ผมเล่าไปว่าชัชรินทร์ชอบคบคนไม่มีอำนาจ หรือหมดอำนาจแล้ว มันก็มีองค์กรหนึ่งเคยมีอำนาจ ดันมาหมดอำนาจเพราะป่าแตก ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์...ชัชรินทร์ก็ไปเอาพิรุณ ฉัตรวณิชกุล กรรมการกลางพรรคฯมาลงสัมภาษณ์ในหนังสือรายสัปดาห์ของเขา พิรุณก็พูดไปหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องสมัชชา4พคท.ที่ทำให้ป่าแตก แล้วก็แนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ

แต่ความซวยมาเยือน ทางการจับพิรุณได้พร้อมกับเมียคืออาจารย์ชล ตอนนั้นตั้งท้องแก่อยู่เป็นที่น่าอนาถมาก ชัชรินทร์ก็ต้องไปนอนคุกด้วย ตรงนี้จะเห็นว่าชัชโดนคุกข้อหาเป็น”แดง” มาวันนี้เสือกออก”เหลือง”นี่คนคงงองู2ตัวแดก

ชัชรินทร์ยังมีความสนิทสนมกับพวกป่าแตกอีกหลาย ในนั้นรวมทั้งคนเขียนหนังสือเรื่อง”จากดอยยาวถึงภูผาจิ”ชื่อนามปากกาจันทนา ฟองทะเล ฟังแล้วออกหญิงแต่แกเป็นผู้ชายนะฮะ แล้วก็ไปทำงานที่มหาลัยรังสิต กลายเป็นมือขวาดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ไป

ในยุครสช.มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรมขึ้นพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนประธานสภาดร.อาทิตย์ได้เป็น และเป็นหนแรกในรอบหลายสิบปีที่ให้ประธานสภาผู้แทน เป็นประธานรัฐสภา มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อทูลเกล้าใครเป็นนายกฯ

ตามคิวก็ต้องเป็นพ่อเลี้ยงณรงค์ แต่พ่อเลี้ยงณรงค์ดันโดนสำนักข่าวINNที่เพิ่งตั้งได้หมาดๆแฉว่าแกค้าผงขาวตราสิงโตคู
่เหยียบลูกโลก จนอเมริกาไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ


สำนักข่าวINNนั้นก่อตั้งโดยเพื่อนผมคือไอ้ต้อย-สนธิญาณ หนูแก้ว(ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นชื่นฤทัยในธรรม เพราะมันชักแก่วัด) ไอ้ต้อยนี่เป็นคนปักษ์ใต้ ตัวดำสะตอพันธุ์แท้ เข้าป่ามาออกมายังไงไม่รู้ เสือกไปสนิทกับอาจารย์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยาซะงั้น อาจารย์จิรายุก็คือผู้อำนวยการทรัพย์สินฯไง พูดง่ายๆคือคนหาเงินให้ข้างบน

ไอ้ต้อยก็ให้อาจารย์จิรายุหนุนตั้งสำนักข่าวขึ้นมา ส่วนว่าINNไปเล่นพ่อเลี้ยงณรงค์จนชวดเก้าอี้นายกฯ เลยไปจบที่สุจินดา จนบานปลายเป็นพฤษภาทมิฬนี่ถือเป็น”แผนสมคบคิด”กันหรือเปล่า ผมก็ไม่อยากเดา เพราะไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่มันมีความเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ ใครจะอยากสงสัยก็เชิญ ผมไม่เกี่ยว

พอเกิดพฤษภาทมิฬ ไอ้ต้อยก็ไปม็อบลุยกันใหญ่วันที่ยิงกันหน้าโรงแรมรอแยล ใครจะหนีก็ช่าง แต่ไม่ใช่ไอ้ต้อย ไอ้นี่บัญชาการลุยแถวหน้าเลยทีเดียว มันบอกมี"พระดี"เลยรอดมาได้

พอพฤษภาทมิฬจบ ในหลวงเรียกเด็กๆเข้าไปหมอบ แล้วฟาดก้นคนละป๊าบให้เลิก แต่ปัญหาไม่จบ เพราะต้องตั้งนายกฯใหม่ พวกพรรคสามัคคีธรรมก็หน้าด้านบอกว่า ก็พวกประท้วงอยากได้นายกฯจากการเลือกตั้งไม่ใช่เหรอ งั้นพวกกูก็ขอใช้สิทธิ์ให้หัวหน้าพรรคคนใหม่คือพล.อ.อ.สมบุญ ระหงส์ เป็นนายกฯ คนก็ยี้กันทั้งประเทศ ขอให้ยุบสภา แต่ตอนนั้นนายกฯก็ไม่มี มันก็ต้องหา หาไม่โดนใจเดี๋ยวมีม็อบภาค2อีก เพราะม็อบยังไม่แตกสนิท ไอ้ตู่จตุพรพาคนหลบไปสมรภูมิม.รามฯอยู่

อันนี้เรื่องของเรื่องเลยมาถึงบทตัวพระออกโรง คือชัชรินทร์นี่รู้จักกับจันทนา ฟองทะเล มือขวาของดร.อาทิตย์ที่เป็นประธานสภา อีกฟากก็สนิทกับไอ้ต้อย มือขวาอาจารย์จิรายุชนิดเป็นพี่น้องรักกันมาก ชัชรินทร์เลยต้องเป็นmatch makerไป

ชัชรินทร์เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า เขาก็ได้ตัวประธานสภามาอยู่กับเขา แล้วเขาก็ได้ดร.จิรายุพาเข้าวัง ตอนเข้าวังไปนี่ชัชรินทร์ซึ่งเคยถูกจับข้อหาคอมฯก็บอกว่าทึ่งมาก เพราะในห้องทรงงานเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ไฮเทค ชนิดที่ว่าแฟ็กซ์นี่เพิ่งมีกันในเมืองไทยตอนนั้น แต่ห้องทรงงานนั้นน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันแล้ว...อย่าลืมว่าเป็นพ.ศ.2535นะ

ขอข้ามเรื่องวงในไป เดี๋ยวผมจะซวยฐานรู้มากแล้วเอามาเผยในที่แจ้ง สรุปก็คือตามที่คนไทยและชาวโลกตกตะลึงกันตอนนั้นคือ แทนที่รถของวังจะนำตราตั้งพระบรมราชโองการไปบ้านพล.อ.อ.สมบุญที่แต่งตัวชุดขาวรออยู่ท่ามกลางสำนักข่าวเพียบ และเสียงคนด่าแม่ทั้งประเทศ ก็ขับเลยไปบ้านนายอานันท์ ปันยารชุน และก็เรียบร้อยโรงเรียนจิตรลดาอย่างที่รู้กัน อานันท์เป็นนายกบร๊ะราชทานรอบ2!

ความสัมพันธ์ของชัชรินทร์กับสนธิญาณก็เหนียวแน่นยาวนานมาป่านนี้ ตอนนี้สนธิญาณก็ตั้งกลุ่มห่าเหวอะไรซักอย่างมั้ง ที่ให้สินบน1ล้านจับไอ้เหลี่ยมนั่นแหละ ส่วนชัชรินทร์ก็มาสัมพันธ์กับพี่เปลว ไทยโพสต์ที่แกเกลียดเหลี่ยมยังกะขี้ด้วย ก็เลยอาจจะเหลืองไปด้วย

คนหนังสือพิมพ์นี่อย่างผมด่าไปหากไม่ขายวิญญาณให้ซาตานเพราะกลายเป็นหมาหิวเงิน ก็อาจขายด้วยเหตุผลพิเศษอื่นๆ อย่างกรณีของชัชรินทร์นี่ไม่รู้ขายไปหรือยัง ก็ลองสดับดู...

และส่วนว่าไอ้ต้อยคัมแบ็คมามีบทบาททางการเมืองหนนี้มันมีมิชชั่นลับ"ระดับสูง"เหมือนตอนพฤษภาทมิฬหรือไม่ ก็คอยดูๆกันไป

สายสัมพันธ์สนธิญาณ+จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ+บุญชัยอดีตเจ้าของDTAC

นักข่าว100ล้าน-ต้อยกับครอบครัวในคฤหาสถ์เนื้อที่เกือบ1ไร่ติดทะเลสาบ


ต้อย สนธิญาณเล่าให้นิตยสารwho? magazine ฟังถึงชีวิตเขาจากกุ๊ยมาเป็นนักข่าวรวยระดับ100 ล้านในวันนี้ ก็เพราะได้ไปมีความสัมพันธ์กับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบุญชัย เบญจรงคกุล อดีตนายใหญ่ยูคอม เจ้าของDTAC คู่แข่งคู่กัดมือถือของทักษิณ ชินวัตร ดังความข้างล่างนี้

สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้ ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ

เส้นทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สมัยที่ประชา มาลีนนท์ ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์ เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก ร่วมกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (INN) บุกเบิกการนำเสนอข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

จวบจนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ” ในนามของสยามทีวี แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น เขาได้รับมอบหมายจาก ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้ ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่งสามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด สู่สยามทีวี และเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาสทำสำเร็จ เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้ ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็นไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัส ก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่ 2

ไม่นาน สนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับเรื่องเงินลงทุน เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและโทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน

และเป็นเวลาเดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง ยูคอมจึงกลายมาเป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้งสถานีวิทยุ BUSINESS RADIO FM 96.5 จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ คลื่นหญิงพลังหญิง และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม สำนักข่าว T-NEWs, บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ FM101 MHz, 102.5 MHz, 103.5 MHz, 104.5 MHz

23 สิงหาคม 2552

มาร์คจ้างเนชั่นเชียร์ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวีพุ่งพรวด แต่เจอเสื้อแดงบอยคอตหนักสรุปขาดทุนบักโกรก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 สิงหาคม 2552

มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน ขนาดพระยังไม่เว้นถลกจีวรด่าหากขวางทางสื่ออัปยศกับรัฐบาลอัปลักษณ์ แต่ยอดขายหนังสือพิมพ์หล่นเหวเจอเสื้อแดงบอยคอต ยอดขายสายเหนืออีสานร่วงต้องขนกลับกองพะเนิน ขณะที่เปลวไทยโพสต์ได้อานิสงส์แห่งแรงเชียร์โฆษณาสำนักนายกฯหราหน้า1


มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปีนี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35


ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

อย่างวันที่17สิงหาคมที่เสื้อแดงถวายฎีกา สื่อที่เต็มไปด้วยอคติอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ และมีโฆษณาจากกระทรวงพาณิชย์ลงประจำ หลังป๋าเปลวไปเขียนเชียร์รัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอนอย่างออกนอกหน้า ก็ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้

จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

ก็นี่แหละครับผลงาน(หว่านเงินซื้อ)ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขนาดนรกจะกินกบาลก็ไม่เกรงกันเลยทีเดียว

พี่น้องประชาชนคนเสพสื่อก็คงได้แต่เจ็บกระดองใจกันไปตามระเบียบ ทนไม่ไหวก็อย่าดูอย่าอ่านเลยครับสื่อพรรค์นี้ ปากบอกมีอุดมการณ์ แต่มูมมามยัดห่ากันตาเหลือก แต่ดันไปชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้เลว

พระเจ้ายังไม่รู้จักเว้น เวรกรรมคงมาถึงไม่ช้า ทั้งคนซื้อและคนขายโฆษณา เอางบปวงประชาไปถลุงกัน ที่สำคัญยังปากคาบคัมภีร์เที่ยวสั่งสอนใครต่อใคร ประทานโทษ ขอ”ถุย”ซักที คงจะไม่ว่ากัน
.....

18 สิงหาคม 2552

หนก รัตน์วงศ์สถุลยุเลิกทำบุญพระยื่นฎีกาแดง เปลวไถเงินด่าท้านรกคุ้มเงินมาร์คทุ่มซื้อโฆษณา

สื่อเอี้ยแค้นแน่นอก-กนก รัตน์วงศ์สถุล กับคู่หูเนชั่วธีระ ธัญวงศ์ไพบูลย์ สับแหลกที่พระดร.มหาโชว์นำคณะสงฆ์เดินนำหน้าเสื้อแดงยื่นฎีกาวานนี้ เสียดสีว่ามีพระนำเหมือนแห่ศพ และชี้นำให้คนเลิกทำบุญใส่บาตรพระ ทั้งที่มหาเถรฯชี้ชัดไม่ผิดธรรมวินัยก็ตาม ส่วนเปลว ไถเงิน ด่าพระชนิดไม่กลัวนรกกินหัวคุ้มค่าราคาโฆษณาที่มาร์คจ่ายให้ทุกสลึง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา -The Washington Post และ ไทยโพสต์
แปลและเรียบเรียงโดย - chapter 11 เวบLiberal Thai
18 สิงหาคม 2552



ข่าวเสื้อแดงถวายฎีกาเป็นบทพิสูจน์ระหว่างสื่อมืออาชีพ กับคนมีอาชีพสื่ออีกวาระ ขณะที่สื่อต่างประเทศอย่างวอชิงตันโพสต์นำเสนออย่างรอบด้านครอบคลุม ทั้งเจาะลึกว่างานนี้ไม่ใช่แค่การออกมาช่วยทักษิณ แต่บ่งว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องการแสดงพลังถึงความไม่พอใจต่อการเมืองในประเทศที่ไม่เป็นธรรมด้วย แต่สื่อเลียตีนเผด็จการอย่างคู่หูนรกเนชั่นกนก-ธีระถือโอกาสสับเละพระนำหน้าเดินขบวนถวายฎีกา ทั้งที่มหาเถรสมาคมชี้ชัดไม่ผิดธรรมวินัย ยังยั่วยุให้คนเลิกทำบุญด้วย


กรุงเทพฯ - วอชิงตัน โพสต์รายงานข่าวว่า ผู้สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อื้อฉาว และกำลังอยู่ระหว่างการลี้ภัยในขณะนี้ ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้นำของเขาเมื่อวันจันทร์

การยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ซึ่งฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้จัดรวบรวมขี้น และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ที่เกรงกันว่า จะเกิดการปะทะกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล และฝ่ายสนับสนุนทักษิณจำนวน ๓๐,๐๐๐ คนที่ชุมนุมกันกลางกรุงเทพ แนวร่วม นปช. กล่าวว่ามีรายชื่อที่ร่วมยื่นถวายฎีกาถึง ๖ ล้านชื่อ

การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้มีนโยบายประชานิยมซึ่งถูกกองทัพทำรัฐประหารปล้นอำนาจในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ด้วยข้ออ้างว่าฉ้อราษฎร์ หลังจากนั้่น ทักษิณได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาไม่ไปปรากฎตัวต่อศาลจากคดีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการซื้อที่ดินของอดีตภรรยา ทักษิณได้หลบออกนอกประเทศก่อนการพิจารณาคดี ผลที่ตามมา เขาถูกศาลตัดสินจำคุกสองปี ขณะนี้เขากำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัย ถูกยึดพาสปอร์ตไทย และทรัพย์สินที่เขาสร้างตัวมาจากธุรกิจโทรคมนาคม ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทำการอายัดทรัพย์

นายฌอน บุญประคอง โฆษกของ นปช. กล่าวว่า "เรารู้สึกได้ถึงการนำกฎหมายมาใช้โดยวิธีเลือกปฎิบัติ ขั้นตอนทางกฎหมายได้พังไปหมดแล้ว"

ทักษิณยังคงมีอิทธิพลต่อการแบ่งขั้วของการเมืองไทยและทางสังคม การต่อสู้ระหว่างฝ่ายสนับสนุนเขาซึ่งเป็นชาวชนบททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและส่วนใหญ่แล้วยังยากจน ซึ่งได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากนโยบายประชานิยม กับฝ่ายศักดินาที่มีฐานในกรุงเทพฯ

การประกาศของฝ่ายสนันสนุนทักษิณที่ใช้เสื้อแดงเป็นสัญญลักษณ์แสดงความนิยมในตัวเขา ที่จะทำการรวมรวมรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ กระตุ้นให้เกิดปฎิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากรัฐบาลและข้าราชการต่างๆ

พวกเขาออกแถลงการณ์ว่า การลงรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกานี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และสนับสนุนให้ข้าราชการลงชื่อคัดค้านการยื่นถวายฎีกา พวกเขายังกล่าวหาอีกว่า ผู้ร่วมลงชื่อนั้นถูกหลอก และได้ตั้งโต๊ะตามศาลากลางจังหวัดต่างๆให้ชาวบ้านมาถอนรายชื่อ

คริสต์ เบเกอร์ นักวิเคราะห์การเมือง ซึ่งได้แต่งหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยไว้หลายเล่มกล่าวว่า "
ผมไม่คิดว่า ปฎิกิริยาเช่นนี้ เพียงเพื่อตัวทักษิณและโอกาสที่จะให้ทักษิณกลับมา ผมคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงพลังของจำนวนคนเสื้อแดงมากกว่า"


การเคลื่อนไหวของผู้สนับสนุนทักษิณจำนวนมหาศาลนี้ แสดงให้เห็นว่าการแตกแยกซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงเมื่อต้นปีนี้ ยังคงอยู่ ยังไม่ไปไหน และได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามของรัฐบาลที่จะทำการสมานฉันท์นั้นยังไม่เพียงพอ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ซึ่งเข้ามามีอำนาจเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่แล้ว ได้กล่าวว่า เขาจะสร้างความปรองดองให้เกิดขี้นในประเทศ แต่ประเทศยังคงจมปลักอยู่กับการเมืองที่ไม่มีทางออก

คริสต์ เบเกอร์กล่าวว่า “"เรื่องที่น่ารำคาญจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มาจากการที่รัฐบาลยกเลิกความหวังที่จะให้เกิดความสมานฉันท์ จากความคิดที่ว่า พวกเขาสามารถสร้างระบบการเมืองขี้นมาใหม่ เพื่อให้เหมาะกับพวกเขามากขี้น"

คู่หูนรกเนชั่วเอาอีกแล้วรังควานพระที่ถวายฎีกา

ขณะที่สื่อมวลชนต่างประเทศได้รายงานข่าวอย่างรอบด้านลุ่มลึก สื่อที่เต็มไปด้วยอคติของไทยอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว ไถเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้


จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

15 สิงหาคม 2552

บันทึกเกียรติยศวันสันติภาพ:จำกัด พลางกูร"เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ"


เพื่อชาติ เพื่อHumanity-เป็นโอวาทที่ปรีดี พนมยงค์ให้ไว้แก่จำกัด พลางกูร ก่อนออกเดินทางไปเพื่อภารกิจกอบกู้เอกราชของชาติในต่างประเทศ จำกัดยึดมั่นปณิธานนี้จวบวาระสุดท้าย และยังส่งต่อมาถึงภรรยาหม้ายของเขาที่ยังมีชีวิตมาจนทุกวันนี้

เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
16 สิงหาคม 2552

เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..-เสนีย์ ปราโมช


หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 64 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพเพื่อชาติในขบวนการอย่างน้อยก็ 3 ท่าน คือการะเวก ศรีวิจารณ์ สมพงษ์ ศัลยพงษ์ และจำกัด พลางกูร ซึ่งเราได้ทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้


จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยพร้อมกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว

ส่วนจำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี

ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457

มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 95 ปี

กำเนิด-บุตรคนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์



เพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉลบชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา6ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น7ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา (ภาพล่าง:[ฉลบชลัยย์นั่งกลาง]กับบุตรสาวของปรีดี พนมยงค์ ขณะไปรับศพท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อปีกลาย)


สมรส-กับนางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 93 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่ เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ในขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน

การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ

-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดมศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)

การทำงาน-หลังกลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483

การปฏิบัติงานเสรีไทย

-8 ธันวาคม 2484 ไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอมสละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ

1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น


-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"

-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่าแขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน

เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง

-19 มีนาคม 2486 เดินทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง

-7 เมษายน โทรเลขถึงเสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัวไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว

-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่องทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย

จีนทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้วให้ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ

-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้งนี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา

-ปลายเดือนพฤษภาคม จีนปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทางมาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.

-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้

-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด

-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน

-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดีส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ

-7 ตุลาคม 2486 ระหว่างรอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับเสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ

สงวนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม

-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

หลังสิ้นสุดสงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี

อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ


เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า
"..เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."


-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า

"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"


ปัจจุบัน-อัฐิของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 93 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ อย่างแน่วแน่มั่นคง

0000000000000


อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2552-เชิญร่วมงานวันสันติภาพ-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

สถาบันปรีดี พนมยงค์ และโครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานรำลึก ๖๔ ปี วันสันติภาพไทย วันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ อาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม ถนนเสรีไทย ซอย ๕๓ กรุงเทพมหานคร

กำหนดการจัดงาน

เวลา ๘.๐๐ น. ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก
เวลา ๘.๓๐ น. รับประทานอาหารว่าง
เวลา ๙.๐๐ น. พิธีเปิดงานรำลึก ๖๔ ปี วันสันติภาพไทย
เวลา ๙.๓๐ น. อุทัย สุจริตกุล บรรยายเรื่องเสรีไทยกับการประกาศ “วันสันติภาพไทย” ยืนไว้อาลัย
เวลา ๑๐.๐๐ น. พิธีทางศาสนา ๓ ศาสนา (อิสลาม คริสต์ พุทธ)
เวลา ๑๐.๓๐ น. ประกาศสดุดีเสรีไทย และประชาชนทั่วไปที่สนับสนุน และต่อสู้เพื่อ เอกราชและอธิปไตยของชาติ โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
เวลา ๑๐.๔๕ น. เสวนาเรื่อง “ความเป็นมาและภารกิจของเสรีไทย โดย สมาคมเตรียมธรรมศาสตร์ - จุฬาอาสาศึก ปี ๒๔๘๘ และ ขบวนการเสรีไทย” วิทยากร พล ต.ดร.สวัสดิ์ ศรลัมภ์ สุวรรณ ดาราวงษ์ ร.ต.ปราโมทย์ สูตะบุตร ปิยะ จักกะพาก
เวลา ๑๑.๔๕ น. รับประทานอาหารกลางวัน

ภาคบ่าย กิจกรรมเยาวชน เพื่อการเรียนรู้เสรีไทย

สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐๒-๓๗๔-๖๗๐๐ (ในเวลาราชการ) โทร. ๐๒-๓๘๑-๓๘๖๐-๑

13 สิงหาคม 2552

ดับอนาถคาจอ"ประดาบ"สื่อลูกกะโปกห้อย


ดาบหัก-นามปากกา"ประดาบ"ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังจากเคยประกาศ"เก็บดาบ"แต่แทนที่จะได้แจ้งเกิดอีกรอบ กลายเป็นดับอนาถกลางจอ เมื่อแสดงตัวตนธาตุแท้ว่าเป็นเพียงสื่อลูกกะโปกห้อยที่ไร้ราคาในสายของผู้รักประชาธิปไตย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
13 สิงหาคม 2552

ผู้ใช้นามแฝง"ประดาบ"แห่งเวบhi-thaksin ซึ่งเคยมีผลงานลือลั่นออกมาต่อต้านโจมตีคมช.และสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร ในอดีต ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณเรื่อง ยุติความแตกแยกของสังคมไทย และ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในบอร์ดประชาไท แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามคือมีคนออกมาแฉว่า แท้ที่จริงแล้ว"ประดาบ"คือนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ "สื่อเทียม"ที่เป็นลูกกระโปกของเนวิน ชิดชอบ

โดยมีการแฉในกระทู้ดังกล่าวว่า "ประดาบ"มีทิศทางการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับนายเนวินทุกย่างก้าว ในตอนแรกที่คมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายเนวินถูกคมช.จับแก้ผ้าปล่อยลงรถตู้ ประดาบก็ออกมาสร้างเวบไซต์www.hi-thaksin.orgโจมตีต่อต้านคมช.และสนับสนุนนายกฯทักษิณ ครั้นต่อมาเมื่อทักษิณได้กลับประเทศหลังการจัดตั้งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ประดาบได้ประกาศ"เก็บดาบ"ยุติเวบไฮทักษิณ

ต่อมาเมื่อรัฐบาลนายสมัครถูกพันธมิตรโจมตีหนัก ประดาบก็กลับมาในนามใหม่คือ"ฟ้าฟื้น"จัดทำเวบthaigrassroot.com และเมื่อนายเนวินผิดหวังการสนับสนุนนายสมัครมาเป็นนายกรัฐมนตรีระลอกสอง เพราะมีการแต่งตั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ประดาบในนามของฟ้าฟื้นก็ปิดเวบลง อ้างว่าผิดหวังที่นายสมัครไม่ได้เป็นนายกฯรอบสอง พร้อมกับการที่นายเนวินประกาศกับทักษิณว่า"มันจบแล้วครับนาย!" และหันไปร่วมมือกับอำมาตย์ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ช่วงเนวินทรยศไปตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งฟ้าฟื้นและประดาบหายไป ท่ามกลางความสงสัยของชาวโลกไซเบอร์ แต่แล้วก็ปรากฎเวบใหม่คือwww.herethaksin.comหน้าตาของเวบคล้ายกับhi-thaksinและthaigrassroot จึงมีการเปิดเผยว่าประดาบไปเปิดเวบนี้โจมตีทักษิณสนองนโยบายนายเนวิน แต่จุดกระแสไม่ติด จึงได้เปิดเวบใหม่ล่าสุดชื่อwww.silence-power.org

ผู้เขียนข้อความแฉในกระทู้ดังกล่าวบอกว่าประดาบเป็นลูกกะโปกของเนวินมาตั้งแต่การก่อตั้งเวบไซต์reporter.comเพื่อตอบโต้พันธมิตรในยุคปลายรัฐบาลทักษิณแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นhi-thaksinกระทั่งปัจจุบันคือเวบsilence-power.org และเป็นผู้ที่ดูแลการจัดทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เป็นกระบอกเสียงของเนวิน

กระทู้ที่ประดาบเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณมีความบางตอนดังนี้

เพื่อเป็นการป้องกันสังคมไทยแตกแยก และ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งเพื่อให้ประชาชนคนไทย กลับคืนสู่ความรัก ความสามัคคี โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ สืบเนื่องต่อไป ดังที่เคยเป็นมาช้านานนับแต่โบราณสมัยจนถึงปัจจุบัน และเป็นการสกัดยับยั้งความพยายามของกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ให้บรรลุเป้าหมาย ผมจึงกราบขอร้องมายังท่านนายกฯ ได้โปรดกรุณาดำเนินการตามที่ท่านเห็นสมควร เพื่อยับยั้งเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงอันไม่พึงประสงค์สำหรับคนไทย และ ประเทศไทย

ผมขอกราบเรียนท่านนายกฯ ว่า ผมยังคงเคารพรักท่านเหมือนเดิม แม้จะมีเสียงครหาว่า “ประดาบ” เปลี่ยนไป ไม่เคยออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนท่านอีกเลยนับแต่ บอกลาเมื่อครั้งปิดเวปไซต์ Hi-thaksin แต่ผมขอยืนยันว่า ”ประดาบ” ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะแนวคิดและอุดมการณ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ การเทิดทูนสถาบันพระมหา กษัตริย์ ดังที่ผมได้แสดงออกในเวปไซต์ Hi-thaksin ดังปรากฎเป็นที่ประจักษ์แล้ว ส่วนใครอื่นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมไม่อาจก้าวล่วง เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้นั้น อีกทั้งการดำรงอยู่ในเส้นทางประชาธิปไตย ย่อมจะต้องอาศัยความรักและความเข้าใจ การเห็นอกเห็นใจต่อกัน เป็นพื้นฐาน มิใช่นำความเกลียดชังและโกรธแค้นมาเป็นตัวตั้งในการดำเนินงาน เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นการโดดเดี่ยวตัวเอง ในที่สุด


ส่วนผู้ที่ออกมาแฉประดาบได้ยกบทความที่ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เคยเขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน และไทยอีนิวส์นำมาเผยแพร่บางตอนดังนี้ (อ่านรายละเอียดที่ข่าว ลากไส้สื่อเห้:ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อกะโปกห้อย )

ตัวแสบนี่คือไอ่ทองเจือ ที่มันเคยทำสื่อเวบไซต์reporterหนะ(ผมยังตะหงิดๆว่าไอ่นี่น่าจะเป็นเจ้าของเวบhithaksinที่มีชื่อ"ประดาบ"เป็นนามปากกาดัง เพราะมันเคลื่อนไหวสอดคล้องไปทางเดียวกับเนวินมาตลอด แต่ก่อนก็ลุยคมช.แหลกราญ เชียร์เหลี่ยมเต็มเหนี่ยว ด้วยซีรีส์ให้ทักษิณกลับบ้าน ต่อมาพอทักษิณกลับบ้าน ไอ้ห้อยเนวินบอกพวกเราหยุดเคลื่อนไหว ไอ้ประดาบก็ปิดเวบไฮทักษิณไปด้วย ต่อมาทักษิณหนีเผ่นไปนอก ไอ้นี่กลับมาใหม่ใช้ชื่อเวบthaigrassrootแล้วใช้นามปากกา"ฟ้าฟื้น" แต่พอเหลี่ยมหักหลังไอ้ห้อย ไม่ยอมให้สมัครคัมแบ็คเป็นนายกฯรอบ2 แต่ดันไปตั้งน้องเขยคือสมชายขึ้นแทน ไอ้ห้อยเนวินก็ฟาดงวงฟาดงาบอกว่าเหลี่ยมหักหลังกู ไอ้ฟ้าฟื้นก็ปิดเวบthaigrassrootอีกหละ บอกว่าผิดหวังอกหักที่เหลี่ยมไม่ยอมให้หมักเป็นนายกฯ...)

ทำไมไอ่ประดาบ ไอ้ฟ้าฟื้นนี่มันแกว่งตามไอ่ห้อยยังกะคอหอยกับลูกกระเดือก หรือมันเป็นลูกกะโปกไอ่ห้อย ไอ้ห้อยแกว่งไปทางไหน ไอ่เหี้ยนี่ต้องต่องแต่งแกว่งตามไปด้วย...ล่าสุดนี่มันมาเปิดเวบเหี้ยทักษิณ(www.herethaksin.com)..เอากับมันสิไอ่พวกระยำ


คนที่เข้าไปแสดงความเห็นในกระทู้ต่างบอกว่า ในที่สุดข่าวร่ำลือว่าประดาบเป็นสื่อลูกกระโปกเนวินก็จนด้วยหลักฐานในวันนี้ และถือว่าประดาบหมดราคาไปเรียบร้อย

ประชาชนเขารู้มาก รุ้ลึกเกินความเข้าใจของประดาบ
ประดาบเองคงจะ งง นะ กับความคิดเห็นในกระทู้นี้

อาจจะผิดหวังที่อุตส่าห์เปิดตัวหนังภาคใหม่ออกมา
คิดว่าจะมีคนตอบรับล้นหลาม นอกจากเขาไม่ซื้อบัตร
ยังตามมาด่าหน้าโรง

ม้วนเสื่อกลับบ้านไปเถิดประดาบ

การ์ตูนGag Lasvegas:ครอบครัวหรรษา

11 สิงหาคม 2552

ไทยอีนิวส์โพลล์จี้สื่อหลักให้ความสำคัญคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินมากกว่าคดียิงหัวลิ้ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 สิงหาคม 2552

คดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเจอ"ตอ"ของจริง หัวโจกที่ถูกออกหมายเรียกยังลอยนวล หลังกลายเป็นผู้ก่อการดีชั่วข้ามคืน ครูประทีป-หมอเหวงคนร้องทุกข์กล่าวโทษกลับต้องขึ้นศาลเพราะตามเอาผิดผู้ต้องหาเส้นใหญ่ ไทยอีนิวส์โพลล์ท่วมท้น87%ถือเป็นคดีสำคัญสูงสุดที่รัฐบาลและสื่อต้องให้ความสำคัญเร่งรัด ไม่ใช่มัวแต่ไปเร่งคดียิงหัวลิ้ม ซึ่งมีความสำคัญน้อยกว่าคดีแก๊งปาหินซะอีก


โพลล์ไทยอีนิวส์เร่งรัดคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสำคัญกว่าคดียิงหัวลิ้ม

ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสอบถามท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"คดีใดที่มีความสำคัญต้องเร่งดำเนินคดี และสื่อควรให้น้ำหนักมากกว่ากัน?"มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,430 ตัวอย่าง ผลปรากฎเป็นดังนี้

-คดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน 2,128 ตัวอย่าง คิดเป็น 87%ของผู้ตอบแบบสอบถาม
-คดีแก๊งปาหิน 91 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-คดียิงหัวสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าผู้ก่อการร้ายพันธมิตร 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เห็นว่ามีความสำคัญพอๆกันทุกคดี 150 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้อ่านของไทยอีนิวส์เห็นว่าคดียึดสนามบินมีความสำคัญสูงที่สุดที่ต้องเร่งรัด และสื่อควรให้ความสำคัญมากที่สุด หลังจากผ่านไปกว่า 260 วัน หรือมากกว่า 8 เดือนยังไม่มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด และน่าสังเกตว่าคดีแก๊งปาหินซึ่งรายการโทรทัศน์เรื่องเล่าเช้านี้ของนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดารณรงค์ว่าผ่านไปแล้ว75วันมีความสำคัญรองลงมา และให้ความสำคัญมากกว่าคดียิงหัวสนธิลิ้ม ซึ่งผานไปแล้ว145วัน โดยสื่อมวลชนกระแสหลักให้ความสำคัญที่สุด และรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด ถึงขั้นพยายามปลดผบ.ตร.เพื่อเร่งรัดจับกุมผู้กระทำผิดในคดีนี้

คดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเจอตอของจริง โจรลอยนวลแต่คนร้องเร่งคดีต้องขึ้นศาล

นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯได้ไปเข้าไปยึดและปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2551ถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2551 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ทางกลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตยได้ไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯมาเป็นเวลา 7 เดือนแล้ว แต่ผลออกมาเพียงรับทราบข้อกล่าวหา โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯและพวกปฏิเสธที่จะรับข้อกล่าวหาและยังเรียกร้องให้พนักงานสอบสวยเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาดังกล่าวอีกด้วย

นอกจากนั้นกลุ่มพันธมิตรฯยังได้ไปกล่าวโทษนางประทีปกับพวกต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในข้อหาหรือฐานความผิด แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ร้องทุกข์กล่าวโทษข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งศาลนัดไต่สวนในวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมานี้ ซึ่งตนและพวก จึงขอความเป็นธรรมจาก กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส หัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบิน มาชี้แจงความคืบหน้าในคดีนี้และขอสำเนาหมายเรียกพล.ต.จำลอง และพวกในข้อหาก่อการร้ายด้วย

แนะทนายเสื้อแดงลุยเอามาร์ค,เทือกเข้าคุกฐานละเว้นจับโจรยึดสนามบิน

ประชาชนที่ติดตามคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินได้เรียกร้องให้มีการแจ้งดำเนินคดีฐานละเว้นหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และหัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ฐานละเว้นต่อหน้าที่ ไม่ออกหมายจับผู้ก่อการร้ายพันธมิตร หลังจากออกหมายเรียกให้มารายงานตัวเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับมีการยกพวกไปม็อบกดดันจนตำรวจต้องล่าถอยเพื่อไปประชุมถอนข้อหาก่อการร้ายให้

"ผมเห็นเงียบไปเลย หลังจากพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส เจ้าของคดีชมว่าเป็นผู้ก่อการดี พันธมิตรก็ไล่กลับให้ไปเปลี่ยนข้อหา ตำรวจก็ดันบ้าจี้จะไปเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้พวกมัน ตามกฎหมายแล้วให้เกียรติกันออกหมายเรียก ตามขั้นตอนเมื่อออกหมายเรียกแล้วไม่มารายงานตัว(แต่เสือกมาม็อบกดดันตร.แทน)ขั้นตอนต่อไปก็ต้องออกหมายจับไม่ใช่เหรอ"คือข้อความในกระทู้ที่บอร์ดประชาไท

พร้อมกับได้เสนอให้ทีมทนายของเสื้อแดง หรือพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งสัมมนาไปวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า หากตำรวจไม่ดำเนินการตามกฎหมายคือออกหมายจับผู้ก่อการร้าย แต่จะไปเปลี่ยนข้อหาโดยถอดข้อหาก่อการร้ายออก ก็ต้องแอ็คชั่นด้วยการแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดนายกรัฐมนตรี รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่คุมตำรวจคือสุเทพ เทือกสุบรรณ และพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส หัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบิน

ทั้งนี้กฎหมายอาญากำหนดไว้ว่า “มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

พงศ์เทพหยันให้ตร.ออกหมายกราบขอความเมตตาโจรก่อการร้าย

มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง "ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2ส.ค. มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษามูลนิธิ 111 ไทยรักไทย และโฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

โดย นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรถือเป็นการสร้างความหายนะให้กับประเทศกว่าแสน ล้านบาท เป็นการกระทำที่ถือว่าประทุษร้ายต่อร่างกาย จิตใจ รวมถึงเสรีภาพ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบขนส่งและระบบโทรคมนาคม การกระทำเช่นนี้ถือว่าทำผิดกฎหมายหลายมาตรา แต่ความผิดที่ชัดเจนที่สุดคือการก่อการร้าย โดยโทษหนักที่สุดถึงขั้นประหารชีวิต

"ที่ผ่านมายังไม่เคยมีคนเลวคนไหน หรือคนเลวกลุ่มใด ที่เพียงแค่สิบวัน ทำประเทศเสียหายไปกว่าแสนล้านบาท ผมอยากเตือนว่า ความผิดในครั้งนั้นไม่ได้เป็นความผิดเฉพาะกลุ่มแกนนำเท่านั้น แต่ผู้ที่เข้าร่วมทั้งหมดที่มีกว่าหมื่นคนจะมีความผิดเช่นเดียวกัน โทษฐานที่เป็นตัวการการก่อการร้ายด้วย แต่เรื่องนี้ตำรวจคงไม่ต้องออกหมายเรียก แต่ต้องออกหมายกราบขอความเมตตาให้มารายงานตัวแทน เพราะมิเช่นนั้นอาจจะถูกกดดันอีก และเรื่องนี้ทำให้สังคมไทยเกิดความผิดเพี้ยนมาก" นายพงษ์เทพกล่าว

เหวงยันโจรก่อการร้ายจะอ้างใช้สิทธิตามรธน.มิได้

น.พ.เหวง กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตร เห็นได้ชัดว่ามีความผิดฐานเป็นผู้ก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 รวมทั้งผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2551 เนื่องจากมีพฤติกรรมทำให้การบินหยุดชะงัก ทำลายทรัพย์สิน ขัดขวางการจราจร หากผลสรุปออกมาว่าการใช้อาวุธยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตร เป็นก่อการดีตามที่นายตำรวจผู้ใหญ่บางคนพูด ตนก็ไม่รู้ว่าคนไทยในประเทศจะมีหน้ายืนอยู่ในสังคมโลกได้อย่างไร นอกจากนี้การอ้างว่าการชุมนุมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ตนเห็นว่า กลุ่มพันธมิตร ไม่ควรได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะเห็นได้ชัดว่ามีทั้งอาวุธ มีเจตนาที่จะประทุษร้าย และทำให้คนในสังคมหวาดกลัว อยากให้จับตาดูการตัดสินคดีของกลุ่มพันธมิตร ว่าจะออกมาในทิศทางใด โดยอยากให้เปรียบเทียบกับคดีของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนตัวเชื่อว่าอีกไม่นานคดีดังกล่าวก็จะเงียบหายไป เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีสองมาตรฐาน

เตือนจะเป็นบรรทัดฐานให้มีการยึดสนามบินต่อรองในอนาคต

ด้านนายสงคราม กล่าวว่า คำว่าผู้ก่อการดีคือคนที่ต้องต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย ส่วนคำว่าผู้ก่อการร้าย คือการใช้ความรุนแรง คุกคาม เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์าทางการเมืองของกลุ่มบุคคล จนทำให้ประชาชนหวาดกลัว เหมือนที่กลุ่มพันธมิตร ได้กระทำการ ส่งผลทำให้ประเทศชาติเสียหายกว่าแสนล้านบาท ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต่อการท่องเที่ยว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยระบุตัวเลขความเสียหายไว้กว่า 2.9 แสนล้าน นอกจากนี้การก่อการร้ายครั้งนี้ไม่ใช่การก่อการร้ายธรรมดาแต่เป็นการก่อการ ร้ายสากล ทำให้ประเทศไทยต้องตกเป็นประเทศที่มีอันดับความเสี่ยงเป็นอันดับสองของ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตนเชื่อว่า หากผลสรุประบุว่าการบุกสนามบินเป็นการกระทำที่ก่อการดี ในอนาคตอาจจะมีการยึดสนามบินเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองอีกอย่าง แน่นอน ทั้งนี้ระหว่างการเสวนาได้มีการนำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มพัน ธมิตร ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถืออาวุธมาเปิดให้ผู้ร่วมฟังเสวนาได้ชมด้วย เพื่อเป็นการยืนยันการเสวนา

ไทยอีนิวส์เปิดหลักฐานโต้หลักแถมัดคอผู้ก่อการร้ายโทษประหาร

สรุป เมื่อหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ การที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรอ้างว่า พวกตนไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบิน เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้ยุติการยึดสนามบินและนำมวลชนออกจากสนามบินทันที เพราะเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และยังเป็นการกระทำผิดคำสั่งศาลอีกด้วย


การที่พันธมิตรโต้แย้งว่า การกระทำผิดของพวกตนไม่เข้าข่ายความผิดก่อการร้าย ตามกฎหมายอาญามาตรา135/1 โดยอ้างว่าเนื่องจากกฎหมายระบุยกเว้นให้"การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย(ดูรายละเอียดกฎหมายตาม ลิ้งค์ )

อย่างไรก็ดีหากย้อนไปที่เหตุการณ์พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิจะพบว่า ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551นั้น"ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้พันธมิตรยกเลิกการชุมนุมยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นการชุมนุมยึดสนามบินจึงเป็นการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ และขัดต่อคำสั่งศาล เพราะหลังจากศาลมีคำสั่งให้ยุติการยึดสนามบินแล้ว การณ์ปรากฎว่าพันธมิตรยังคงกระทำผิดต่อมาถึงวันที่3ธันวาคม2551

ทั้งนี้ศาลแพ่งได้ไต่สวนฉุกเฉินกรณีบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ยื่นฟ้องพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อค่ำวันที่26พฤศจิกายน2551 หลังจากการยึดสนามบินผ่านไปเกือบ2วัน โดยมีคำสั่งให้แกนนำพันธมิตรนำมวลชน ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้แม้พันธมิตรฯ จะมีเสรีภาพในการชุมนุม แต่ไม่สามารถหน่วงเหนี่ยวเสรีภาพของบุคคลอื่น ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรค 1

ศาลแพ่งรัชดามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณี นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่ากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯกับ พวก รวม 13 คน ในความผิดฐานละเมิดและขับไล่ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกไปจากบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

โดยศาลวิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้ง 13 คนที่ทำการขับไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยการชักนำมวลชนมาร่วมชุมนุม ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 มาตรา 34วรรค 1 ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิได้ตามปกติ กรณีมีเหตุผลอันสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวพิพากษามาบังคับใช้ จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 13 คน ออกไป และนำกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้พนักงานผู้ให้บริการและประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการได้ตามปกติในทันที

สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา34วรรค1 กำหนดไว้ดังนี้ "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ ภายในราชอาณาจักร

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์"

สรุป เมื่อหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ การที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรอ้างว่า พวกตนไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบิน เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น เนื่องจากศาลมีคำสั่งแล้วว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และยังเป็นการกระทำผิดคำสั่งศาลอีกด้วย

ตบเกรียนโจรก่อการร้าย ตรงไหนที่ไม่ใช่ก่อการร้าย ตรงไหนที่ว่าเว่อร์

เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจอย่างแท้จริง ไทยอีนิวส์จึงขอให้พิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อโต้กระแสทวนการแถของโจรก่อการร้ายพันธมิตรดังต่อไปนี้

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต นอกจากผิดกฎหมายก่อการร้ายตามมาตรา135/1ยังผิดกฎหมายสากลอีกด้วย ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท

เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?

Q-แต่กฎหมายอาญา135/1ก็ยกเว้นไว้นะว่าหากเป็นการชุมนุมทางการเมืองก็ไม่เข้าข่ายฐานความผิดก่อการร้าย แบบนี้มั่วหรือเปล่า

อย่างที่อธิบายไปข้างบนแล้วว่า การกระทำของโจรก่อการร้ายพันธมิตรไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลมีคำสั่งแล้วว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และสั่งให้ออกจากสุวรรณภูมิทันที จึงไม่เข้าข่ายต้องยกเว้นให้แต่อย่างใด แถมเป็นการทำผิดคำสั่งศาลอีกต่างหาก

Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับสัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย
ดูคลิปข่าวกษิตยึดสุวรรณภูมิ (คลิ้ก )
A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

Q-เป็นข้อหาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?

A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน

-ตอนแรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด

-มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่

-สุดท้ายก็ว่ารอให้กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง

แต่ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก

Q-แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกเสื้อแดงข้อหาก่อการร้ายบ้าง ทีพันธมิตรทำไมโดนหนักๆทั้งกบฎ ทั้งก่อการร้าย

A-เสื้อแดงเขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินสากล มีพิธีสารมอนทรีออลคุ้มครองไหมหละ ถึงต้องโดนคดีก่อการร้าย เขาได้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นานเป็นเดือนๆเพื่อล้มล้างรัฐบาลไหมหละ ถึงต้องโดนข้อหากบฎ เขาได้บุกยึดโทรทัศน์NBTจนต้องโดนข้อหาบุกรุกและคุกคามสื่อหรือไม่

Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้

A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ

Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ

A-??!! ก็ลองดูหลักฐานต่อไปนี้ดูว่าเกินกว่าเหตุไหม เว่อร์ไหม ที่จริงโจรก่อการร้ายพันธมิตรต่างหากที่ประท้วงเว่อร์และทำเกินกว่าเหตุ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่ต้องโดน

-คลิปข่าว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดกลางสภาว่าพาคนไปยึดสนามบินเอง คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพันธมิตรคลุมหน้าไอ้โม่งบุกปิดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าว ร.ต.แซมดินมือขวาของจำลองพาพันธมิตรคลุมหัวไอ้โม่งบุกยึดหอบังคับการบิน คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพลตรีจำลองเป็นตัวแทนพันธมิตรส่งมอบคืนสนามบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

6 สิงหาคม 2552

คลิปสัมภาษณ์เซียไทยรัฐ:ผมเลือกข้างมานานแล้ว


ค่าของสื่อมืออาชีพ-ภาพการ์ตูนที่เซีย ไทยรัฐ ลงตีพิมพ์ในไทยรัฐเช้าวันรุ่งขึ้นหลังรัฐประหาร19กันยายน2549 คือประกาศนียบัตรเกียรติยศของคนสื่อมืออาชีพ ในท่ามกลางสถานการณ์ที่คนมีอาชีพสื่อส่วนใหญ่เซ็นเซอร์ตัวเองเอาตัวรอด หรือหันไปสวามิภักดิ์รับใช้เผด็จการอย่างไร้ยางอาย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบcbnpress
6 สิงหาคม 2552


ศักดา เอียว หรือ"เซีย ไทยรัฐ"ผู้ประกาศจุดยืนผ่านการ์ตูนหน้า3ไทยรัฐอย่างชัดเจน ลูกหลานขุนศึกตระกูลหยางผู้นี้ เริ่มต้นงานเขียนการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์มาตุภูมิรายวัน และก้าวเข้ามาเขียนการ์ตูนหน้า 3 ของไยรัฐ แทนประยูร จรรยาวงศ์ ผู้ล่วงลับ

บทบาทจุดยืนที่โดดเด่นเข้มข้นของเขา ทำให้ล่าสุดฝ่ายรัฐบาลได้ร้องเรียนไปยังสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติว่า รัฐบาลโดนสื่อคุกคาม(ฮา!)

แต่เซียก็ประกาศจุดยืนว่า ก็ไหนตอนก่อนที่เป็นฝ่ายค้านมาบอกว่าให้คนต้องเลือกข้าง ตอนมาเป็นฝ่ายรัฐบาลกลับจะมาร้องทำไม และความจริงผมก็เลือกข้างความถูกต้องมานานแล้ว นานตั้งแต่ผมเริ่มอาชีพเขียนการ์ตูนเสียอีก

ชมคลิปวิดิโอสัมภาษณ์การ์ตูนเซีย ไทยรัฐ คลิ้กที่

http://www.cbnpress.com/index.php/component/hwdvideoshare/?task=viewvideo&video_id=2180

5 สิงหาคม 2552

เผด็จการข่มขู่พระคุกคามวิทยุชุมชน

โดย คุณW_Whisky
ที่มา ประชาไทบอร์ด
5 สิงหาคม 2552

ขณะนี้ รัฐบาลเผด็จการอำมาตยาธิปไตยมันทำอะไรโดยไร้ยางอายมากขึ้นทุกวันๆ

เหตุเมื่อวานนี้ ที่สถานีวิทยุชุมชนก่อน้อย FM 100.75 MHz (คนเสื้อแดง) อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ ได้มีบุคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ไปใช้อำนาจข่มขู่ พระอาจารย์สมพงษ์ เจ้าอาวาส พูดจาดุดัน สั่งให้นำเอกสารแสดง รายการออกอากาศ รายงานพวกเขา ทำเอา จนท.ประจำสถานีและพระอาจารย์ยืนฟังด้วยความวิตก มึนๆ

สุดท้ายพระอาจารย์ท่านก็ได้รับปากที่จะส่งรายการออกอากาศ ในวันพรุ่งนี้ คือวันที่ 5 ส.ค. (วันนี้) ขณะที่กำลังเตรียมเอกสารเพื่อนำส่งก็ได้สืบเสาะว่าคนกลุ่มนี้มีหน้าที่ และมีอำนาจอย่างไร จึงสอบถามจนได้เรื่องว่า คนพวกนี้คือ ตร.สันติบาล พระอาจารย์ท่านเลยแปลกใจว่า สันติบาลทำไมต้องมายุ่งเกี่ยวกับงานวิทยุ ซึ่งมันเป็นหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ และศูนย์ตรวจสอบเฝ้าฟัง แต่คนกลุ่มนี้กลับใช้อำนาจเหมือนมีหน้าที่จัดการได้ทุกเรื่อง

ก่อนหน้านั้นก็มีการโทรศัพท์ข่มขู่กันมาโดยตลอด ทั้งๆที่ทางสถานีวิทยุก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันผิดกฎหมาย เพียงแต่การนำเสนอข่าวที่ออกจากอินเตอร์เน็ทบ้าง ข่าวทางทีวีพีทีวี สลับไปๆมากับการสอนธรรมมะ ซึ่งก็มีรายการเพลงตามคำขอเหมือนๆกับวิทยุทั่วๆไป

ผลสรุปทั้งหมดเพียงแค่ สถานีวิทยุนี้ ไม่เชียร์รัฐบาลเผด็จการมาร์ค จึงไร้สิทธิ์ความเป็นคน.......

ตอนนี้พระอาจารย์ขวัญหนี ไม่กล้าอยู่ที่วัด แจ้งว่าคนพวกนี้น่ากลัวมากๆ ขอให้พี่น้องเราไปให้กำลังใจท่านอาจารย์ที่วัดด้วยนะครับ ที่อยู่ กม.50 สายอุบลฯ-ยโสธร

ลูกจ๊อกกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายเมากร่าง



โดย เนชั่น
5 สิงหาคม 2552

ขณะที่ ร.ต.ท.สากล รัศมีบรรพตกุล รองสวป.สน.ลุมพินี ปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้รับแจ้งทางวิทยุ ว่ามีเหตุชายเมาสุราอาละวาดหน้าบริเวณห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่า ถนนราชดำริ แขวง-เขตลุมพินี กรุงเทพฯ จึงรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุบริเวณถนนราชดำริฝั่งมุ่งหน้าแยกราชประสงค์ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์โตโยต้าอัลติส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฌง 6117 กรุงเทพฯ ข้างรถติดสติ๊กเกอร์ “ข่าว” จอดปิดทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่าอยู่ 1 ช่องทางเดินรถ โดยมีชาวบ้านกว่า 20 คน ช่วยกันควบคุมตัวนายระวีศักดิ์ แย้มกุล อายุ 46 ปี ผู้ช่วยช่างภาพสำนักข่าว ASTV อยู่บ้านเลขที่ 69/29 หมู่ 2 ตำบลบางคูวัด อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งอยู่ในสภาพเมามายอยู่บริเวณฟุตบาทข้างทาง โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุนั้น นายระวีศักดิ์ ซึ่งอยู่ในสภาพมึนเมาตะโกนด่าตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคาย แล้วผลักอกเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทั้งทำการท้าชกต่อย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสงบสติอารมณ์ที่ สน.ลุมพินี

จากการสอบสวนทราบว่า นายระวีศักดิ์ ได้เดินทางมาที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเดนทัล โดยมารอทำข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดการเดินทางมาประชุมพรรคร่วม 6 พรรค ยังสถานที่ดังกล่าว ระหว่างนั้นได้ดื่มสุราจนเมามาย ก่อนขับรถยนต์มาจอดบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วลงจากรถมาทำการโบกรถยนต์อยู่บริเวณกลางถนนราชดำริ เมื่อรปภ.เข้าไปห้ามปรามเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ จึงทำให้นายระวีศักดิ์เกิดอาการโมโห ก่อนจะปรี่เข้าไปทุบรถยนต์ของประชาชนที่สัญจรไปมา แล้วกระชากคอเสื้อคนขับรถจักรยานยนต์ จนเกือบเสียหลักล้ม ก่อนชาวบ้านในระแวกกว่า 20 คน ช่วยกันจับกุมในที่สุด

3 สิงหาคม 2552

5ธันวา52:100ปีชาตกาลขุนพลภูพาน วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์


สหายศึกเสรีไทย-ครูเตียง ศิริขันธ์ หรือ"พลูโต"(กลาง)กับทหารอังกฤษ พ.ต.เดวิด สไมเลย์ แห่งกองกำลัง136(ซ้าย) และส.อ."กันเนอร์"คอลลินส์ พนักงานวิทยุของผู้พันสไมเลย์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 สิงหาคม 2552

ปฏิทิน 100 ปีชาตกาลขุนพลพูพาน:วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์

-5 ธันวาคม 2452 เตียง ศิริขันธ์ เกิดที่จังหวัดสกลนคร
-พ.ศ.2473 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
-พ.ศ.2477 ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นครูที่อุดรธานี
-7พ.ย.2480เป็นส.ส.สมัยแรก และเป็นต่อมาอีก5สมัย
-8ธ.ค.2484วันญี่ปุ่นบุกยึดไทย นายเตียงเข้าพบปรีดี พนมยงค์ขอให้ตั้งขบวนการเสรีไทย
-ปฏิบัติงานเสรีไทยใช้รหัสชื่อ"พลูโต"เป็นหัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานจนถึงวันประกาศสันติภาพ16ส.ค.2488
-31ส.ค.2488 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรก
-9 มิ.ย. 2489 เกิดกรณีร.8สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ลาออก
-8 พ.ย.2890 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจ กลุ่มนายปรีดีถูกขจัดออกจากอำนาจ
-26ก.พ.2492 นายปรีดีพยายามยึดอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฎวังหลวง
-4 มี.ค.2492 อดีต4รัฐมนตรีสายปรีดีถูกสังหารโหดที่บางเขนคือดร.ทองเปลว ชลภูมิ,ถวิล อุดล,จำลอง ดาวเรือง,ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ แต่ครูเตียงรอด
-12 ธ.ค.2495 ครูเตียงถูกพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เชิญไปพบและหายสาบสูญ ขณะอายุ 43 ปี หลายปีต่อมาถูกเปิดเผยว่าโดนฆ่ารัดคอและเผาที่กาญจนบุรี
-วันนี้ ชาวสกลนครกำลังระดมทุนราว3ล้านบาทเพื่อสร้างอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติขุนพลภูพานให้ทันวันชาตกาล100ปี 5 ธันวาคม2552
-5 ธันวาคม 2552 คาดว่าจะได้เปิดอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน


100ปีวีรบุรุษที่กำลังจะมีอนุสาวรีย์-ในวันที่ 5 ธันวาคม 2552 นี้เป็นวันครบรอบชาตกาล 100 ปีของขุนพลภูพาน ชาวสกลนครกำลังระดมทุนตามมีตามเกิดสร้างอนุสาวรีย์บริเวณถ้ำเสรีไทย ภูพานให้กับวีรบุรุษเตียง ศิริขันธ์ (*ชมคลิปวิดิโอ สำรวจสถานที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน คลิ้กที่นี่)

สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จังหวัดสกลนคร กำลังระดมทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ของนายเตียง ศิริขันธ์ "ขุนพลภูพาน" ณ ลานจอดรถทางเข้าถ้ำเสรีไทย ซึ่งเป็นถ้ำบนเทือกเขาภูพาน ที่ใช้ในการซุกซ่อนอาวุธที่ได้รับจากฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นในรหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยแบบที่ทำไว้ในการก่อสร้าง เป็นรูปปั้นเหมือน ตั้งบนฐานคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้างX ยาวX สูง 6 เมตร ทั้งนี้การก่อสร้างต้องใช้งบประมาณ 3 ล้านบาท ขณะนี้ยังขาดทุนทรัพย์ในการก่อสร้างอีกจำนวนหนึ่งจึงฝากประชาสัมพันธ์ถึงท่านที่ต้องการสมทบทุนสร้าง ร่วมกันเป็นเป็นเจ้าภาพในการบริจาคสมทบทุนก่อสร้าง ได้ที่สมาคมข้าราชการนอกประจำการจังหวัดสกลนคร

ติดต่อ คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธ์ โทรศัพท์ 042-711915 เพื่อให้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเอกราชอธิปไตยชาติไทยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป


สถานที่ก่อสร้างนี้ ตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถถ้ำเสรีไทย กรมอุทยานแห่งชาติ กม.22 ถ.สกลนคร-กาฬสินธุ์ บ้านลาดกะเฉอ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร หลังจากได้รับอนุมัติจากกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งชาติ ในการสำรวจและเตรียมพร้อมพื้นที่ก่อสร้าง อนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษเสรีไทยสามัญชน เตียง ศิริขันธ์

นายเตียง ศิริขันธ์ อดีตเป็นหัวหน้าใหญ่ของกองทัพขบวนการเสรีไทยสายอีสาน ที่สร้างวีรกรรมที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคและตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรก ที่จังหวัดสกลนคร เพื่อทำกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น

จากนั้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ได้ประกาศสันติภาพกับฝ่ายพันธมิตรว่าประเทศไทยไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม และไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ มีเอกราชอธิปไตย สมบูรณ์มาถึงทุกวันนี้

จากความหล้าหาญเสียสละในการต่อสู้ปกป้องเอกราชและอธิปไตย คนไทยทั้งประเทศและชาวจังหวัดสกลนคคร มีความภาคภูมิใจ ในวีรกรรมของ นายเตียง ศิริขันธ์ ถึงแม้จะล่วงลับไปแล้ว แต่ขบวนการสายเลือดเสรีไทยในจังหวัดสกลนครที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงใช้โอกาสที่นายเตียงมีชาตกาลครบ 100 ปีในวันที่ 5 ธันวาคม 2552นี้ระดมทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ดังกล่าว


ขุนพลภูพานกับสหายศึก1ใน4รัฐมนตรี-เตียง ศิริขันธ์ กับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ (9มิ.ย.2449-4มี.ค.2492 สิริอายุ 43 ปี) ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในสกลนคร ทั้ง2เป็นเสรีไทย เป็นรัฐมนตรีในสายปรีดี พนมยงค์ และเป็นเหยื่อฆาตกรรมทางการเมืองเช่นกัน


นภาพร วงศ์กาฬสินธ์ ข้าราชการบำนาญวัย 70 ปี เป็นหนึ่งในผู้ระดมทุนจัดสร้างอนุสาวรีย์ของวีรชนผู้นี้ ท้าวความย้อนไปเมื่อ 72 ปีก่อน ตั้งแต่เตียงจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับประกาศนียบัตรครูมัธยม (ป.ม.) สมัยนั้นยังไม่เปิดเรียนระดับปริญญาตรี จากนั้นไปเป็นครูที่ ร.ร.มัธยมหอวัง อีก 4 ปีต่อมาในปี 2477 ย้ายไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ร.ร.อุดรพิทยานุกูล สอนวิชาภาษาไทย อังกฤษ และประวัติศาสตร์

ที่นี่เองที่ครูเตียงถูกจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน คือ ครูปั่น แก้วมาตย์ ครูสุทัศน์ สุวรรณรัตน์ และครูญวง เอี่ยมศิลา เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าจะฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในโรงเรียน เมื่อมีการชักธงรูปค้อนเคียวอันเป็นสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่ยอดเสาธง โดยถูกคุมขังอยู่ราว 2 เดือน ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้อง มีเพียงครูญวงคนเดียวที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี

การได้รับอิสรภาพครั้งนั้น ผลักดันให้ครูเตียงหักเหชีวิตจากครูก้าวเข้าสู่วงการเมือง ในปี 2480 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สกลนคร ด้วยวัยเพียง 28 ปี มีโอกาสร่วมทำงานกับ ส.ส.อีสานที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต่อสู้เพื่อคนยากจน เช่น ถวิล อุดล จากร้อยเอ็ด จำลอง ดาวเรือง จากมหาสารคาม ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จากอุบลราชธานี จนถูกขนานนามว่า สี่รัฐมนตรีอีสาน หรือขุนพลอีสาน มีผลงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้แก่คนทุกข์ยาก เคียงบ่าเคียงไหล่ "ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์" อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งคณะราษฎร

ครูเตียงและเพื่อนร่วมกันก่อตั้งพรรคสหชีพ ซึ่งมีนโยบายเพื่อเกษตรกรและคนทุกข์ยากในสังคมไทย เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม กระจายอำนาจและรายได้สู่ประชาชนระดับล่าง แนวทางใกล้เคียงกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่มี ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสเป็นแกนนำ

ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มครูเตียงพยายามนำเสนอแนวคิดดังกล่าว ขณะเดียวกันก็โจมตีนโยบายบริหารประเทศของผู้นำทหาร ที่มักจัดสรรงบประมาณให้กองทัพมากเกินไป แทนที่จะกระจายไปสู่งานการศึกษาและพัฒนาด้านอื่นๆ ในชนบท สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้นำทหารตลอดมา

หลังจากกองทัพลูกพระอาทิตย์ยกพลขึ้นบนที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น เตียงเป็นคนหนึ่งที่เข้าพบปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านสีลมเมื่อค่ำวันนั้น และร่วมกันจัดตั้ง"องค์การต่อต้านญี่ปุ่น"ขึ้น ซึ่งต่อมาคือขบวนการเสรีไทย

ปรีดี พนมยงค์ ชื่อรหัส"รูธ"เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ ดำเนินการลับติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อให้เข้าใจสภาพอันแท้จริงของไทยที่เสียอิสรภาพ และพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในต่างประเทศ

ครูเตียงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเสรีไทยประจำภาคอีสาน มีนามลับว่า "พลูโต"

ช่วงนั้นมีการชักชวนชาวบ้านมาร่วมฝึกอาวุธ เป็นกองทัพประชาชน จัดทำสนามบิน 3 แห่ง ที่บ้านโนนหอม บ้านเต่างอย และตาดภูวง ค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะขณะนั้นมีการประกาศกฎอัยการศึก และเสี่ยงต่อการถูกทหารญี่ปุ่นจับ มีโทษถึงประหารชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารป่าเสรีไทยได้ไปเดินสวนสนามที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนกันยายน 2488 เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทางราชการในเวลาต่อมา" นภาพร เท้าความหลัง

ชีวิตเจ้าของฉายาพลูโตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีชื่ออยู่ในรัฐบาลทวี บุณยเกตุ รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2490 จึงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อเดินทางไปสหรัฐฯ ในฐานะรองตัวแทนการเจรจาประนีประนอมระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส

ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ได้ยึดอำนาจการปกครอง ล้มล้างรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และโค่นอำนาจปรีดี พนมยงค์ เชิญพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลขัดตาทัพ

ด้านครูเตียงเมื่อได้ข่าวการรัฐประหารจึงหลบขึ้นเทือกเขาภูพาน จัดตั้งกำลังต่อต้านคณะรัฐประหาร แต่ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ที่สิงคโปร์ ได้ออกอากาศทางวิทยุห้ามพลพรรคเสรีไทยต่อสู้กับคณะรัฐประหาร เพราะไม่ต้องการให้คนไทยเข่นฆ่ากันเอง ครูเตียงจึงยุติการจัดตั้งกองกำลังและซ่อนตัวอยู่บนภูพานนับแต่นั้นเป็นต้นมา

รัฐบาลสั่งการให้ พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ ตามล่าตัวครูเตียง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนหนังสือพิมพ์ยุคนั้นพร้อมใจกันตั้งสมญานามให้ว่า "ขุนพลภูพาน" ต่อมาหลวงพิชิตธุรการจึงใช้วิธีข่มขู่ให้ชาวบ้านบอกที่ซ่อนของขุนพลภูพาน โดยจับครูครอง จันดาวงศ์ และมิตรสหายของครูเตียงอีก 15 คน สร้างแรงกดดันจนเขาตัดสินใจมอบตัวต่อทางการในเดือนมีนาคม 2491 ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดนอีสาน แต่ท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง

4 ปีต่อมา เดือนพฤศจิกายน 2495 รัฐบาลได้กวาดล้างจับกุมฝ่ายค้านจำนวนมากในข้อหากบฏ ที่เรียกกันต่อมาว่า "กบฏสันติภาพ" และออกกฎหมายคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

ระหว่างนี้เตียงดำรงตำแหน่ง ส.ส. เขาไปประชุมคณะกรรมการนิติบัญญัตินัดพิเศษที่บ้านมนังคศิลา ในเวลาราว14.00 น. วันที่12ธันวาคม 2495 พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจให้ตำรวจเชิญตัวไปพบ ตั้งแต่นั้นมาก็หายสาบสูญไป ไม่ปรากฏตัวอีกเลย

อย่างไรก็ตามภานยหลังพล.ต.อ.เผ่าสิ้นอำจ หลักฐานต่อมาปรากฏว่า เตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2495 หรือ 2 วันหลังจากถูกตำรวจเรียกตัวไป โดยถูกสังหารพร้อมด้วย เล็ก บุนนาค, ผ่อง เขียววิจิตร, สง่า ประจักษ์วงศ์ และชาญ บุนนาค โดยการฆ่ารัดคอ แล้วนำศพไปเผาทิ้งที่เชิงเขาโล้นกาญจนบุรี ห่างจากแยกลาดหญ้าที่ก.ม.9ประมาณ 2 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี


เตียง เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน 9 คนของนางอ้ม ศิริขันธ์ กับนายบุดดี ศิริขันธ์ (ขุนนิเทศพาณิช) หรือที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปว่า "นายฮ้อยบุดดี" เนื่องจากเป็นนายฮ้อยยุคค้าควายไทย-พม่า อันเป็นที่มาของตำนานนายฮ้อยแห่งภาคอีสาน การเดินทางไปขายของในเมืองแต่ละครั้ง จะมีพ่อค้านำกองเกวียนรวมไปด้วย 20-30 ราย เดินทางไปจนถึง จ.ขอนแก่น นครราชสีมา หรือบางครั้งไกลถึงกรุงเทพฯ นานเป็นแรมเดือน บางครั้งก็นำวัว-ควายไปขายถึงเมืองมะละแหม่ง-ย่างกุ้ง ประเทศพม่า นับว่าเป็นผู้มีรายได้ดี มีฐานะเป็นคหบดีคนหนึ่งของสกลนคร

ฉายา "ขุนพลภูพาน" ของเตียง ศิริขันธ์ หมายถึง การเป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ในการฝึกหัดเสรีไทยนับพันคนหลายรุ่น มีอัธยาศัยไมตรีเป็นที่ไว้วางใจของชาวสกลนคร ขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมคติที่จะต่อสู้กับนักการเมืองที่มีอิทธิพล จนถูกยัดเยียดข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม สุดท้ายถูกอำนาจทางการเมืองสั่งฆ่า

จากวีรกรรมการต่อสู้เพื่อคนทุกข์ยาก วันนี้สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จ.สกลนคร ร่วมกับครอบครัวศิริขันธ์ มีความพยายามสร้างอนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษไทยสามัญชน "เตียง ศิริขันธ์" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรกที่สกลนคร เพื่อก่อตั้งกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยมีเอกราชไม่ตกเป็นประเทศแพ้สงคราม

ปณิธานสำคัญของครูเตียงที่ก้องจากวันที่เขามีชัวิตโลดแล่นบนถนนการเมืองไทย และยังต้องแสวงหาสัจธรรมนี้กันอีกต่อไปก็คือ

"ข้าพเจ้าต้องการให้ทุก ๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้ เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง"