27 มกราคม 2553

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(27ม.ค.):จรรยาบรรณเ(สื่อ)ม


จรรยาบรรณเ(สื่อ)ม-งานเสวนาวงเล็ก Mirror Talk 3.5 วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม บ่ายโมง ที่ลานเสรีภาพ อิมพิเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 พบกับวิทยากร จอม เพชรประดับ สมยศ พฤกษาเกษมสุข รศ. สุดสงวน สุธีสร โทร. 084-0910707 (ไม่มีค่าเก็บบัตรผ่านเข้างาน)


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันพุธที่ 27 มกราคม 2553 สถานการณ์ข้นคลั้กเช่นเคย นอกจากเรื่องเครียดๆเข้มๆ สังคมข่าวกิจกรรม ภาพข่าวต่างๆ อย่าลืมดู"สาวสวยเสื้อแดง"ปิดท้ายคอลัมน์ ขอบอกว่าหากมีรูปอื่นน่ารักๆ ไม่ว่าจะหนุ่มหล่อเสื้อแดง หนูน้อยเสื้อแดง คุณป้าคุณย่าคุณยายเสื้อแดง ก็จะนำมาลงเช่นกัน เดี๋ยวหาว่าเจ้าของคอลัมน์"นักข่าวชาวรากหญ้า"ออกแนว"ขี้หลี"555 ส่งข่าวคราวกิจกรรม หรือรูปภาพกิจกรรมมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.com***


***หลังมีรถถังโผล่กลางกรุง คุณakausaรายงานข่าวล่าสุดจากแอลเอ สหรัฐอเมริกาว่า แกนนำเสื้อแดงUSAเรียกประชุมแล้ว…เตรียมต่อต้านสุดๆ..ถ้าหากมีรัฐประหาร โดยเสื้อแดงแอลเอจะรวมพลังกับเสื้อแดงในอเมริกาทุกรัฐและเสื้อแดงทั่วโลก นัดปฎิบัติการพร้อมๆกัน
แผนการหลักๆในการเตรียมการต่อต้านครั้งนี้…คือ…


1. ปิดล้อมสถานทูตไทย
2. ส่งจดหมายต่อต้านเปิดผนึก ไปยัง UN หนังสือพิมพ์และสำนักข่าวต่างๆ
3. จะร่วมมือร่วมใจกับพี่น้องประชาชนไทย ต่อสู้กับพวกที่ทำรัฐประหารทุกรูปแบบ


ทั้งนี้ จะนำรายละเอียดของการวางแผนต่อต้านมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง คุณakausaบอกว่า พิมพ์มาถึงตรงนี้ ก็อดนึกถึงคณะเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้ ซึ่งผมภูมิใจในการกระทำของพวกเขามาก ผมจะเป็นเสรีไทยรุ่นใหม่….ครับ…ผมจะเป็นเสรีไทยรุ่นใหม่…แต่ครั้งนี้จะต่อสู้ ต่อต้านอำมาตย์ไทย ที่มันกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบประชาชนระดับรากหญ้าทุกเมื่อเชื่อวัน ขอเป็นหนึ่งในหลายๆล้านคน ที่จะต่อสู้เอาประชาธิปไตยกลับคืนสู่พี่น้องปวงชนชาวไทยให้ได้***

***ภาพงานโต๊ะจีน(พะเยาอาร์มี่) อ.ปง จ.พะเยา



เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2553ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงพะเยา ในนาม "พะเยาอาร์มี่" ได้จัดงานโต๊ะจีนเวทีเสื้อแดงขื้นที่ ตลาดคลองถม อ.ปง จ.พะเยา พี่น้องที่นี่เป็นสมาชิก "พะเยาอาร์มี่" ทั้งนั้น ถึงจะเป็นแค่อำเภอเล็กๆแต่มวลชนคนเสื้อแดงเหนียวแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ที่สำคัญวันนี้ จ.พะเยา ได้จัดเวทีคนเสื้อแดงพร้อมกันถึง2ที่ คือ อ.เชียงคำ และ อ.ปง แต่มวลชนยังมากขนาดนี้ ยอมรับจริงๆ
ต้องขอขอบคุณท่าน สส.ลดาวัลลิ์ วงค์ศรีวงค์ และแกนนำพะเยาอาร์มี่ ทุกท่านที่อำนวยความสะดวกให้ทีมงานCHIANGRAI POWER
และ ที่น่าจะเหน็ดเหนื่อยที่สุด คงจะเป็นท่านแกนนำ นปช.ส่วนกลาง ณัฐวุฒิ,วิภูแถลง,สมชาย,เสธแดง,หมอเหวง และอีกหลายท่านที่ต้องวิ่งไปมา2เวที แต่งานก็ประสบความสำเร็จไปได้ดีมาก ต้องขอบอกว่า กลุ่มคนเสื้อแดงพะเยาเยี่ยมจริงๆ****

***ขอเชิญร่วมฟัง การเสวนา "ยุติธรรม2มาตรฐาน"ในวันพุธที่ 27 มกราคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น.
ณ สำนักงานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย โดย

1.นักวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม โดย รศ.สุดสงวน (อ.ตุ้ม) สุธีสร
2. นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี โดย รศ.ดร. วรพล พรหมิกบุตร
3. อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
4 นายประสบ บุษราคัม
***

***เห็นดิ้นกันพล่าน สีข้างเข้าถูว่า"รัฐบาลถูกองค์กรสิทธิฯต่างประเทศใส่ร้าย" ทางมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตยนำโดย : อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานมูลนิธิฯ ขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุม แสดงความคิดเห็นต่อรายงานของ Human Rights Watch เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทย ปี 2552 ในวันที่ 28 ม.ค. 53 เวลา 13.30 - 16.30 น. ณ.ห้องสีดา 3 โรงแรมรัตนโกสินทร์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-2332-5368,08-9500-7232***

***ขอเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง กับนักวิชาการไทยเสื้อเหลือง

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร ( www.konthaiuk.com ) โดย คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ ร่วมกับ กลุ่ม REDSIAM โดย อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์

เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ มีปัญหามากมาย ในเรื่อง คอรัปชั่น การใช้สองมาตรฐาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนชาวไทย และ ต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ จึงต้องส่งคน ไปเดินสายไปสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในครั้งนี้ พวกเราคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษ และ ภาคพื้นยุโรป ก็จะได้ต้อนรับ นักวิชาการไทยเสื้อเหลืองนำโดย คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ คุณสุจิตร บุญบงการ

ดังนั้นจึง ขอเชิญชวน พี่น้องชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่อยู่ใน ประเทศอังกฤษ และภาคพื้นยุโรป เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและโต้แย้ง และร่วมกันตั้งคำถามต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ได้ทำร้าย และทำลายประเทศไทย

ในวัน ศุกร์ ที่ 29 มกราคม 2553

เวลา 17.30 -21.00 น.

ที่ at Brunei Gallery Lecture Theatre,

10 Thornhaugh Street Russell Square

London ประเทศอังกฤษ

จัดเป็นภาคภาษาอังกฤษ

ในงานนี้ จะได้พบกับ ดีเจ www.konthaiuk.com อาทิ เช่น DJ Shanamy , DJ Noi-Nah, DJ Cheeky , DJ Konpa และ สมาชิกคนไทยยูเค ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ


ท่านที่สนใจจะเข้าร่วมกับเรา สามารถติดต่อได้ที่ คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ (ป้าอุ๊, thaitiger) โทร +44-07780801763

พวกเราชาวสีแดงผู้รักประชาธิปไตยจะไม่ปล่อยให้นักวิชาการของอำมาตย์เสนอข่าวเท็จด้านเดียว ***



***กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญร่วมกิจกรรม “พูดคุยสบาย สบาย สไตล์กรรมกรแดง”ในประเด็น : ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีจริงหรือไม่ ? วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 เวลา 18.00-22.00 น. พบกับแกนนำกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย และ อธิการบดีสนามหลวง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ณ บ้านปลดแอกตำนานเพื่อชีวิต (ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย)ติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 087-7063092, 084-3840561***

***แดงออสเตรเลียขอเชิญพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงาน"สังสรรค์ประสานใจThai RED AUSTRALIA กิน ฟ้อน ร้อง รำ"ในงานพบกับโฟนอินจากนายกฯทักษิณ 7 กุมภาพันธ์นี้ที่Petersham tawnhall(ใกล้สถานีรถไฟPetersham)17.00-22.30น. ติดต่อซื้อบัตรโทร0403 979 889 บัตรราคา$15(ไม่รวมเครื่องดื่ม)***

***คิวกิจกรรมของทีมนปช.แดงทั้งแผ่นดิน วันนี้-สิ้นเดือนมกราคม 2553

ศุกร์ 29 มกราคม 18.00-24.00 น. ปราศรัยที่อำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี นำทีมโดย ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,แรมโบ้,เจ๋ง,วันชนะ,ไวพจน์,อุดมรัตน์,พายัพ

เสาร์ 30 มกราคม 18.00-24.00 น. อำเภอเมือง กาญจนบุรี นำทีมปราศรัยโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร

อาทิตย์ 31 มกราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง ขอนแก่น ปราศรัยใหญ่ถ่ายทอดสดพีเพิลแชนัล นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร,นิสิต,แรมโบ้,เจ๋ง ดอกจิก


***กำหนดการสัมมนา เรื่อง “ การก้าวเดินของพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” วันที่ 31 มกราคม พ.ศ 2553 เวลา 10.00 น. – 16.30. น.ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์


สืบเนื่องจากคณะบุคลกลุ่มหนึ่งที่พยายามฟื้นฟูการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับ ประชาชนในยามวิกฤตและสับสนต่อความเป็นประชาธิปไตย ความพยายามของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งที่จะให้ใช้ชื่อ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย จึงได้มีความพยายามปรับเปลี่ยนให้ตรงกับระเบียบของคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อความสมบูรณ์ของการเป็นพรรคการเมืองไทยโดยใช้ชื่อ “แนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” โดยมีนาย ประชา อุดมธรรมมานุภาพ เป็นหัวหน้าพรรค และกำหนดจัดสัมมนาขึ้น มีกำหนดการดังนี้

10.00 น. – 10.30 น. ลงทะเบียน
10.30 น. - 10.45 น. หัวหน้าพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย กล่าวเปิดตัว พรรค และแสดงวิสัยทัศน์
10.45 น. – 11.00 น. ปาฐกถา “สังคมนิยมไทยไม่มีวันตาย” โดย พ.อ สมคิด ศรีสังคม
11.00 น. – 12.00 น. กระบวนการต่อสู้ของประชาชน โดย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรน์
12.00 น. – 13.00 น. แสดงความยินดีในการฟื้นฟู อุดมการณ์สังคมนิยมกับพรรคการเมือง โดย คำสิงห์ ศรีนอก
13.30 น. – 15.30 น. สัมมนา เรื่อง รัฐสวัสดิการ และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรป ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี
15.30 น. – 16.30 น. ความเป็นมาของสังคมนิยมไทยในอดีต โดย ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
17.00 น. ปิดการสัมมนา


ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ 080 0369301 , 081 8601129

***ปิดท้ายวันนี้กับภาพ สาวสวยเสื้อแดง เธอเป็นใคร เธอมาจากไหน ผมก็ไม่รู้ หนุ่มๆคนไหนไปร่วมกิจกรรมชุมนุม เจอเธอก็ถามไถ่กันเองเน้อ***

22 มกราคม 2553

นสพ.ไทยเรดนิวส์ชี้แจงกรณีรัฐบาลอำมาตย์แจ้งจับ


ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์
22 มกราคม 2553

ไทยเรดนิวส์ชี้แจงการถูกรัฐบาลอำมาตย์แจ้งจับ

เรียน ท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านไทยเรดนิวส์ที่เคารพ

สมาชิกและท่านผู้อ่านหลายท่าน ได้อ่านข่าวในสื่อต่างๆ ทั้งสื่อเอกชนและสื่อของรัฐแล้ว ได้โทรมาถามด้วยความกังวล ว่า “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” เปิดมาได้ยังไม่ถึงปี จะถูกปิดเสียแล้วหรือ คงยังหรอกครับ ขอทุกท่านกรุณาทำความเข้าใจ กรองเนื้อข่าวตามสีสื่อด้วย ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ของอำมาตย์ เขาจะพยายามให้ร้ายด้วยถ้อยคำ ที่ว่าเราเป็นหนังสือพิมพ์ “หางแดง” บ้าง “ไข่แม้ว” บ้าง ซึ่งเรานิ่งและเห็นเป็นคำของ “ทาสที่ปล่อยไม่ไป” ที่พยายามใส่ไคล้ใส่ความเราเท่านั้น จึงขอให้ท่านได้วิเคราะห์ด้วย

ที่สำคัญวันนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดกับเรา ขอทุกท่านไม่ต้องกลัว ที่จะร่วมกันสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป โดยไม่ต้องกลัวอะไร และขอท่านร่วมทำใจกับพวกเรา ในกองบก. และในคณะที่ปรึกษาด้วย หากเราถูกทำร้าย ด้วยกฎหมายที่อาจจะไม่ใช่กฎแห่งประชาธิปไตย ไม่ใช่กฎเพื่อสิทธิเสรีภาพของคนไทย เพราะพวกเขาเองก็ไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไร เขาไม่เคยรับรู้ว่า สิทธิในการแสดงความคิดความเห็นของมนุษย์ มีความ สำคัญมากเพียงใดด้วย


อนุสนธิ ที่ทำให้มีการแจ้งความต่อ กองปราบฯให้จับไทยเรดนิวส์นั้น ก็น่าจะเกิดจากการที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้กระทำการเขียน และเสนอด้วยจิตวิญญาณของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และต่อต้าน อำนาจเผด็จการ ต่อต้านพวกกบฏ มาตั้งแต่ต้น หนังสือพิมพ์เราออกครั้งแรกเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ก่อนชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยสาระในสื่อสิ่งพิมพ์ของเรา ต้านกบฎ ต้านเผด็จการ ดังนั้นพวกเผด็จการที่กุมอำนาจอยู่ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะต้องกำจัดเราให้ได้ แต่เราก็ไม่เคยตีพิมพ์ข้อความอะไรที่จะเป็นการทำ ผิดกฎหมาย หรือให้ถูกฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นประมาทได้ แต่สุดท้ายเขาก็อาจจะใช้วิธีกล่าวหานี้ (ว่าไม่จดแจ้ง) ที่ถือว่าน่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย โดยที่การกล่าวหาอาจจะเป็นเพียงการดำเนินการ ตามคำสั่งของอำนาจเผด็จการที่พยายามจะกำจัดเรา เพื่อไม่ให้ไปรบกวนเขาในการ ครองประเทศโดยไม่ชอบธรรม แต่เราพร้อมสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม

กล่าวถึงข้อกล่าวหา เนื้อเรื่องตามข่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๙ ม.ค. ๕๒ ที่ นายธีระ สลักเพชร รมว. วัฒนธรรมฯ พรรค ปชป. ที่ดูแลกรมศิลปากร ที่มีนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต เป็นอธิบดี มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักหอสมุดแห่งชาติ ที่มีนางวิลาวัณย์ ทรัพย์พันแสน เป็นผู้อำนวยการ ได้ร่วมกันเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ต่อกองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ ๑๔ ม.ค. ๕๒ เพื่อดำเนินคดี นายสมยศ พฤษาเกษมสุข บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ด้วย ๒ ข้อหา คือ


๑) กระทำผิดต่อ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ว่าไม่จดแจ้งการพิมพ์ ตามมาตรา ๒๕ ที่ตราว่า “ผู้ใดออกหนังสือพิมพ์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับจดแจ้งตามมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ


๒) กระทำผิดต่อมาตรา ๙ ที่กำหนดว่า “ให้ผู้พิมพ์ ส่งสิ่งพิมพ์ ตามมาตรา ๘ จำนวน ๒ ฉบับให้กับหอสมุดแห่งชาติ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันเผยแพร่ แต่หอสมุดฯไม่เคยได้รับนสพ.ฉบับนี้เลย” ตามข่าวรายงาน

หนังสือพิมพ์นี้ที่ชื่อเต็มว่า “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” ขอชี้แจงตามข้อกล่าวหาดังนี้คือ


๑)เจตนาการออกหนังสือพิมพ์นี้ ถือว่าออกเป็นสื่อ ที่การประกันด้วยหลักแห่งสิทธิเสรีภาพในการคิด การเขียนและการสื่อสาร ตามกฎบัตรสหประชาชาติและรัฐธรรมนูญของประชาชน หนังสือพิมพ์ฉบับเริ่มแรก ที่เราตีพิมพ์ ชื่อ “Red News” หรือ “คนเสื้อแดง” ฉบับแรกพิมพ์ขาวดำ ออกครั้งแรก เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ขนาดแท็บลอยด์ ๑๒ หน้า เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจ ของกลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารด้านสังคมการเมือง เพื่อสื่อสารในการต่อสู้ เรียกร้องประชาธิปไตย ของคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะสื่ออื่นๆไม่เสนอข่าวสาร ตามความเป็นจริง ที่เห็นโดยกลุ่มคนที่เรียกร้องประชาธิปไตย โดยสงบและปราศจากอาวุธ


ต่อมาเมื่อรัฐบาลอำมาตย์ ได้สลายการชุมนุมเมื่อ ๑๔ เมษายน ๕๒ สื่อหนังสือพิมพ์เรา จึงต้องหยุดไปพร้อมกับทีวี D-Station ที่ถูกปิดโดยเผด็จการ หลังจัดงานระดมทุนทำ นสพ.กันอีกเมื่อ ๒๓ พ.ค. ๕๒ ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว ก่อนออก นสพ.ฉบับใหม่ เราได้ไปขอจดแจ้งตามกฎหมาย ในชื่อนสพ. “เรดนิวส์” หรือ “ไทยเรดนิวส์” หรือ “คนเสื้อแดง” ฯลฯ แต่หอสมุดแห่งชาติไม่อนุญาตให้จดแจ้ง โดยให้เหตุผลว่ามีชื่อพ้องกับที่คนอื่นได้จองชื่อไว้แล้ว

ต่อมามีคนบางคนติดต่อเรา เพื่อขอเงินส่วยหลายแสนบาท เพื่อให้เราซื้อหัวหนังสือ ที่เขาจดแจ้งไว้ โดยไม่ได้ทำอะไร หอสมุดฯก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีระเบียบอะไร ไม่มีคำแนะนำอะไรให้หอสมุดดำเนินการอะไรอย่างใด กับผู้ที่จดจองชื่อไว้เฉยๆอีกด้วย


โดยที่พวกเราไม่ยินดีจ่ายเงินส่วย ให้พวกหาประโยชน์มิชอบที่มาขอส่วยค่าหัวหนังสือพิมพ์ เพราะไม่ใช่วิสัยเรา เราจึงได้ใช้หัวหนังสือพิมพ์ชื่อ “วิวาทะ” ที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เพื่อนร่วมงานเราได้ จดแจ้งตามกฎหมายไว้นานแล้ว จึงเป็นชื่อหนังสือนี้ตลอดมา โดยมีชื่อหนังสือพิมพ์เป็นทางการว่า “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” ดังที่เห็น เช่นเดียวกับหลายๆฉบับในท้องตลาดในวันนี้ ที่มีทั้งชื่อรองชื่อหลัก

ด้วยเราต้องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เราจึงใช้ชื่อหนังสือพิมพ์ว่า “วิวาทะ ฉบับไทยเรดนิวส์” มาตั้งแต่ต้น ตามที่ได้จดแจ้งไว้ และใช้มาจนบัดนี้ ขณะเดียวกัน เรากำลังเตรียมการเพื่อให้จดแจ้งชื่อใหม่นี้ให้ได้อีกด้วย จึงขอเรียนชี้แจงทุกท่านว่าเราจดแจ้งการพิมพ์แล้ว และพวกเราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย มาตรา ๒๕ ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

การที่รัฐบาลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไปแจ้งความที่กองปราบปราม โดยไม่มีการเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้านั้น จึงน่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหน้าที่ ของเจ้าพนักงานของรัฐ ตามกฎหมายอีกด้วย อาจจะเป็นการเข้าใจผิด หรือเป็นเพราะความไม่รู้ หรือเพราะนโยบายปราบสื่อประชาธิปไตย ของรัฐบาลเผด็จการ ด้วยสาระหนังสือเราต่อต้านอำนาจกบฎและเผด็จการนั่นเอง

เราจึงขอให้คำชี้แจงนี้ เป็นการชี้แจงต่อ จนท.กองปราบปราม ให้ได้รับทราบความจริงด้วย และให้รู้ด้วยว่าพวกเราไม่ใช่อาชญากร ที่ทำการก่อการร้ายต่อใคร ต่อสังคมใด ยกเว้นเจตนาเพื่อล้มล้างอำนาจเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เท่านั้น จึงไม่ประสงค์ให้สื่อมวลชนเทียมฉบับใด ที่เป็นทาสเผด็จการ แสดงความสะใจหรือดีใจออกนอกหน้า ที่เราถูกแจ้งจับ โดยไม่ได้กระทำผิด ขอพวกเราสื่อมวลชนทั้งหลาย ได้ช่วยกันพัฒนาจิตใจและยกระดับจรรยาบรรณวิชาชีพของพวกเราด้วยเถิด


๒) ตามกฎหมาย มาตรา ๘ ที่ให้เรานำส่งหนังสือพิมพ์ จำนวนสองฉบับให้หอสมุดแห่งชาตินั้น ก็ไม่เคยมีการแจ้ง เตือนหรือติดต่อใดๆ จากหอสมุดแห่งชาติ หรือจากใครมาก่อน ตามธรรมเนียมของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ อย่างตรงไปตรงมาเลย ทั้งๆที่เราไม่แน่ใจว่าท่าน ใช้มาตรฐานปฏิบัติต่อเรา เป็นมาตรฐานเดียว เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับหรือไม่ หอสมุดฯได้รับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ตีพิมพ์หรือไม่ อย่างไรก็ตามเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หนังสือพิมพ์ “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์” ได้นำส่งหนังสือพิมพ์เราทุกฉบับ ให้หอสมุดแห่งชาติแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๒ ถือว่าเราได้ทำตามกฎหมาย ที่ถูกแจ้งกล่าวหาไว้ในข้อสองแล้ว หวังว่าจะไม่มีสองมาตรฐาน


แท้จริงแล้ว ข้อกล่าวหาของท่านนั้น เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่มีขึ้นทีหลังในยุคเผด็จการ ที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นหอสมุดแห่งชาติ ด้วยกฎหมายที่เกิดจากอำนาจเผด็จการ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ผู้แต่งตั้งสมาชิกสภา คือพล อ.สนธิ บุณยรัตกลิน เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นแทนกฎหมายเดิม ที่กรมตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบมาก่อน ที่เราได้จดแจ้งไว้ จึงขอว่าท่านไม่ควรใช้กฎหมายนี้ย้อนหลังด้วย เพราะผิดต่อหลักนิติธรรม และหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราขอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เคารพสิทธิเสรีภาพของคน ตามหลักแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย


จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงให้ท่านสมาชิก และท่านผู้อ่านไทยเรดนิวส์ทราบ และขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรวมทั้งกองปราบปราบ ได้กรุณาทราบด้วย


ด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมืองอย่างยิ่ง

(ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น)
ผู้อำนวยการบริหาร
หนังสือพิมพ์ “วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์”

12 มกราคม 2553

ปิดศักราช 2553 คุยกับคนสร้างสื่อใหม่(ตอนที่ 1):ไทยอีนิวส์


ไทยอีนิวส์ เว็บไซต์ที่เสื้อสีไหนก็อยากอ่าน แต่ผู้อ่านไม่มีโอกาสรู้จักที่มาที่ไป ประชาไทจับเข่าคุย‘สมศักดิ์ ภักดิเดช’ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เจาะลึกวิธีคิด วิธีการทำงาน และการนิยามตัวเอง


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์
12 มกราคม 2553

ประชาไทเปิดศักราชใหม่ ด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองกับเหล่าคนทำสื่อในโลกไซเบอร์ ว่าเขานิยามการทำงานของตัวเองอย่างไร ประเดิมบทสัมภาษณ์แรกด้วย “สมศักดิ์ ภักดิเดช” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งไทยอีนิวส์

ความตื่นตัวของการมีส่วนร่วมทางสังคมผ่านโลกออนไลน์ที่เติบโตขึ้น ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารและการแสดงพลังทางสังคมของผู้คนทั้งในประเทศไทยและระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากจำนวนของ citizen journalist หรือ cyber activist ที่คืบคลานเข้ามาสู่โลกแห่งการสื่อสารแบบใหม่นี้ ไม่ว่าคุณจะสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วยความหวาดระแวงคลางแคลงใจ หรือชื่นชมยินดีก็ตาม มันก็เข้ามามีบทบาทในโลกจริงแล้วอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

การตรากฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เป็นตัวอย่างชั้นดีของการตอบสนองจากรัฐต่อช่องทางการสื่อสารใหม่นี้ ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์หลักของประเทศต้องปรับกลยุทธ์แบ่งสรรเนื้อหาออนไลน์กับฉบับตีพิมพ์อย่างชัดเจน หลังยอดขายเริ่มส่งสัญญาณในทางลบ

ไม่เพียงการเปลี่ยนแปลงเรื่องผลตอบแทน หากแต่วัฒนธรรมใหม่ที่มาพร้อมอินเตอร์เน็ตคือ ไม่มีใครเป็นผู้ยึดกุมความถูกต้อง สิ่งนี้ท้าทายขนบธรรมเนียมการสื่อสารแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่เชื่อว่าสื่อสามารถกำหนดวาระทางสังคม ปรากฏการณ์ข่าวเจาะจากเว็บพันทิปโดยผู้เล่นอินเตอร์เน็ต เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า ผู้เล่นอินเตอร์เน็ตสามารถกำหนดวาระสื่อได้เช่นกัน

ประชาไทเปิดศักราชใหม่ด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองกับเหล่าคนทำสื่อในโลกไซเบอร์ ว่าเขานิยามการทำงานของตัวเองอย่างไร อะไรเป็นแรงผลักดันให้หันมาใช้สื่อใหม่เหล่านี้ เขามีข้อสังเกตอะไรบ้างต่อพื้นที่ออนไลน์ และมันช่วยเติมเต็มเสรีภาพในการสื่อสารได้จริงหรือไม่ เพียงใด


000
เจาะลึก ‘ไทยอีนิวส์’ สื่อกระแสทวนในยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง

ไทยอีนิวส์ เว็บไซต์ที่เสื้อสีไหนก็อยากอ่าน แต่ผู้อ่านไม่มีโอกาสรู้จักที่มาที่ไป ประชาไทจับเข่าคุย‘สมศักดิ์ ภักดิเดช’ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เจาะลึกวิธีคิด วิธีการทำงาน และการนิยามตัวเอง

-------------------------------------------------


“Thai E-News
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ”


นี่คือคำประกาศ (โฆษณา) ของเว็บบล็อกยอดนิยมลำดับต้นๆ ในบรรดาเว็บข่าวสารการเมือง ....“ไทยอีนิวส์”

เว็บนี้เป็นเว็บเนื้อหาล้วน ไม่มีเว็บบอร์ดให้แลกเปลี่ยน ที่สำคัญ ไม่กระมิดกระเมี้ยนว่า “แดง” กระนั้นก็ยังเป็นแดงที่มีกลิ่นประหลาด และมักนำเสนอประเด็นต่างๆ ของทุกแวดวงอย่างแหลมคมให้ฮือฮาอยู่เสมอ

ไทยอีนิวส์เกิดขึ้นมาอย่างเงียบๆ ดำรงอยู่อย่างลึกลับ และไม่รู้ว่าแวดวงสื่อมวลชนจะนิยามมันอย่างไร อาจเป็น “สื่อเทียม” “เครื่องมือนักการเมือง” “ตัวอย่างของการใช้สื่อสร้างสงครามการเมือง” ฯลฯ รู้แต่เพียงมันเป็นพื้นที่ข้อมูลข่าวสารในอีกด้านหนึ่งที่ไม่มีใครนำเสนอบนเว็บบล็อกอันแสนธรรมดา แต่มีคนคลิ๊กอ่านเฉลี่ยแล้วกว่า 40,000 ครั้งต่อวัน

วันนี้เราจะเขยิบเข้าไป “อ่าน” ให้ใกล้อีกนิด อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อทำความเข้าใจปรากฎการณ์การสื่อสารในโลกไซเบอร์ ซึ่งมีจุดแข็งปั๋งตรงที่อำนาจในการผลิตและเสพสื่ออยู่ที่สองมือของคนทุกคนอย่างเท่าเทียม


“สมศักดิ์ ภักดิเดช” เป็นนามแฝงของหนึ่งในผู้ก่อตั้งไทยอีนิวส์ ผู้ซึ่งไม่เคยมีความรู้เรื่องไอที อาศัยแต่เพียงเป็น ACTIVE CITIZEN ผู้ฝักใฝ่การเมือง ประชาธิปไตย และการแลกเปลี่ยนในเว็บบอร์ด !

การก่อตัวของเว็บนี้ค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะทีมงานที่มีไม่กี่คนนั้นไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเลย พวกเขามีภูมิลำเนาดั้งเดิมอยู่ที่เว็บบอร์ดพันทิป ห้องราชดำเนิน พูดคุยเรื่องการเมืองกันมาตั้งแต่ปี 48-49 และมีแนวคิด แนวทางใกล้เคียงกัน

“นโยบายของเราคือ ไม่ต้องรู้จักกัน ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ แต่รู้จักความคิดกันและกัน”

“อันที่จริง ในห้องราชดำเนินก็มีทั้ง pro ทั้ง con คุณทักษิณ สำหรับตัวผมเอง ก่อนหน้านั้นผมอยู่ฝ่ายคัดค้าน ผมก็คัดค้านคุณทักษิณเหมือนกับที่เอ็นจีโอคัดค้านนั่นแหละ ตั้งแต่เรื่องตากใบ เรื่องconflict of interest หลายกรณี”

เมื่อเห็นสนธิ ลิ้มทองกุล เคลื่อนขบวนมาถึงช่วงใกล้รัฐประหาร พวกเขาเริ่มเป็นกลุ่มก้อนที่เหนียวแน่นมากขึ้นด้วยความรู้สึกว่า ขบวนการนี้ “เกินเลย” ไปจากบทบาทของภาคประชาชน กระทั่งถึงฟางเส้นสุดท้ายเมื่อหัวค่ำของวันที่ 19 กันยายน 2549

ไทยอีนิวส์ถือกำเนิดในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 หรือ หลังรัฐประหารประมาณเดือนครึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศแสนอึดอัด เพราะพันทิปมีนโยบายปิดบอร์ดราชดำเนิน “เพื่อความปลอดภัย”

“ช่วงรัฐประหารหลายคน ทั้งโปรประชาธิปไตย ทั้งโปรทักษิณ ไม่มีที่ไป ก็เลยแห่เข้าไปยึดเว็บบอร์ดประชาไท ผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น”

สมศักดิ์บอกว่า จุดเริ่มต้นของการลงมือสร้างพื้นที่ไทยอีนิวส์อีกประการหนึ่งก็คือมองเห็นปัญหาใหญ่มากในเรื่องของ “สื่อ” ซึ่งเขาเห็นว่า สื่อกระแสหลักล้วนชัดเจนว่ามีอคติในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

“ฝ่ายทักษิณทำอะไรก็เป็นดำไปหมด เราจึงอยากจะสร้างสื่อ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่สื่อทางเลือกด้วย แต่เป็นสื่อกระแสทวน คือทวนต่อทิศทางที่เป็นกระแสหลัก ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ให้ระบอบเผด็จการ”


นิยามของสื่อกระแสทวน ก็คือ “อันไหนไม่เป็นข่าวในสื่อกระแสหลัก ที่นี่จะเป็นข่าวให้ อันไหนเป็นข่าวกระแสหลักที่เป็น propaganda หรือ black propaganda เราจะทวนกระแสโต้ตอบ แล้วเอาความจริงอีกมุมหนึ่งมานำเสนอ เอากันง่ายๆ บทสัมภาษณ์คุณทักษิณในไทมส์ออนไลน์ เมื่อแปลตัวบทอย่างเคร่งครัดก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าทักษิณพูดอย่างหนึ่ง ขณะที่สื่อกระแสหลักไปนำเสนอว่าทักษิณจะล้มสถาบันอย่างนู้นอย่างนี้ เราก็มีหน้าที่แปลทั้งหมดออกมานำเสนอซะ”

“อย่างไรเสีย จุดยืนของเราคือ Pro ประชาธิปไตย ส่วน Pro ทักษิณนั้นเป็นเรื่องรอง”

ในด้านเนื้อหาที่ปรากฏ บนเว็บบล็อกที่เนื้อหาทุกเรื่องเรียงลงมาอย่างทื่อๆ เราจะเห็นความหลากหลายคล้ายแกงโฮะหม้อใหญ่ ตั้งแต่บทวิเคราะห์การเมือง บทความประวัติศาสตร์การเมือง บทวิพากษ์วิจารณ์ภาคประชาชน สื่อมวลชน ข่าวที่ไม่ใช่การเมืองอย่างข่าวยูเอฟโอที่สุดท้ายกลายเป็นแค่ลูกโป่ง ข่าวความเคลื่อนไหวคนเสื้อแดง กระทั่งการประกาศขายบ้าน ขายอสังหาริมทรัพย์ของคนเสื้อแดง ฯลฯ

“ไอ้ที่เห็นมีการประกาศขายของนั้น เพราะเราเห็นแล้วว่าการชุมนุม การรวมกันแต่ละครั้งของเสื้อแดงมีแต่ต้องควักตังค์ ต้องระดมทุน จึงมีคนเสนอว่าควรให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนการทำมาค้าขายกันซักหน่อย มันก็คล้ายๆ ข่าวสังคม ไทยรัฐหน้า4 ส่วนเรื่องกิจกรรมนั้นคนขยันส่งมาเยอะ ทุกมุมของประเทศ รวมไปถึงต่างประเทศด้วย และพอเขามีกิจกรรมแล้ว เจ้าภาพก็ต้องส่งข้อมูล ส่งข่าวมา เพราะเราไม่มีนักข่าวไปทำ”

เนื้อหาทั้งหมดนี้อาศัยเพียงอีเมล์คุยกันในกลุ่มคนทำงาน และต่างคนต่างทำตามที่ตัวเองถนัด บางคนมีฝีมือทางการเขียน การวิเคราะห์ บางคนถนัดการแปล บางคนเก่งเรื่องเทคนิค บางคนชอบท่องเว็บต่างๆ แล้วรู้ว่าแหล่งไหนมีอะไรน่าสนใจที่จะดึงมา

“ตัวผมเองมีประสบการณ์ทำงานสื่อมาหลากหลาย ผมรู้จักสื่อ และรู้จักธรรมชาติของสื่อดี และเราก็เป็นกระแสทวนในทุกวงการ นอกเหนือจากสื่อแล้ว เราจะเห็นว่าในแวดวงอื่นก็น่าตกใจ เช่น แวดวงเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม นักวิชาการ ซึ่งโดยธรรมชาติ โดยความเป็นมา ประสบการณ์ที่เรารับรู้ น่าจะเป็นฝ่ายโปรประชาธิปไตย ดังนั้นจึงเริ่มต้นการวิเคราะห์ว่าทำไมพวกเขาส่วนใหญ่จึงเห็นดีเห็นงาม รับใช้เผด็จการ คนที่เขาเขียนมาก็เขียนให้เห็นที่ไปที่มา เครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน รวมถึงผลประโยชน์ที่เขาได้รับ”

นอกจากนั้นก็อาศัยเครือข่ายที่จะส่งงานมาลง หรือกระทั่งค้นข้อมูลจาก “นักข่าวไซเบอร์” ทั้งหลายตามเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งไปร่วมเหตุการณ์สำคัญแล้วบันทึกภาพ บันทึกเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ รวมถึงข้อสังเกตต่างๆ เช่นกรณีการค้นพบว่าผู้หญิงเสื้อแดงที่โดนจิกหัวนั้นไม่ใช่บริเวณแฟลตดินแดง และไม่ใช่เพราะชาวแฟลตดินแดงทนไม่ไหวตามที่สื่อกระแสหลักรายงาน

“มันมีเรื่องให้กระแสทวนต้องเหนื่อยเป็นประจำ ต้องสืบค้น ต้องหาข้อมูลมาเปรียบเทียบ กรณีของผู้หญิงที่ถูกจิกหัว สุดท้ายก็ได้ภาพข่าวดีเด่นรางวัลอิศราฯ อะไรด้วย..”

“ส่วนที่อาศัยรูปแบบของบล็อก็เพราะฟรีและง่าย ใช้แค่สองอย่าง คือ แรงกับใจ ไม่มีค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องหารายได้ และมันง่ายขนาดคนไม่รู้ไอทีอะไรเลยยังทำได้”

เมื่อชัดเจนถึงจุดยืนทวนกระแสแล้ว คำถามสำคัญของมือกระบี่ไร้กระบวนท่าอย่างไทยอีนิวส์ก็คือ ไทยอีนิวส์เป็นการ propaganda ในด้านกลับกันหรือไม่

“เราถูกตั้งคำถามเรื่องนี้อยู่มาก เราเองก็ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ (หัวเราะ)”

“ความจริงแล้วเรามีความเป็นห่วงอยู่ 2-3 เรื่อง หนึ่งคือ ความน่าเชื่อถือ เราก็จะโค้ดที่ไปที่มาค่อนข้างละเอียด อย่างน้อยก็น่าจะช่วยได้บ้าง สอง คนอาจว่าเป็น propaganda สู้กับ propaganda ผมกับทีมคุยเรื่องนี้กันอยู่มาก ถ้าเขาเป็นดำเราเป็นขาว ถ้าเขาเป็นขาวเราเป็นดำ มันก็ไม่ต่างกัน ในสิ่งที่เราคิดเห็นคือ อย่างน้อยเราไม่ควรจะทำ black propaganda ชนิดที่เอาความมดเท็จมานำเสนอ เราไม่เคยทำ ถ้าเสื้อแดงทำอะไรเลวๆ ซักอย่างแล้วเราจะไปบอกว่าเสื้อแดงทำดีมาก เราก็ไม่เคยทำ”

“ยกตัวอย่างวันที่ 7 ตุลา ที่พันธมิตรฯ มาชุมนุมกัน มันเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ แต่มันมีคนขาขาด มีคนตาย เราต้องนำเสนอไปตามนั้นว่ามีคนตายคนบาดเจ็บ เพราะเห็นกันอยู่ ขณะที่หลายๆ คนในบอร์ดต่างๆ ไปนำเสนอว่าคนนี้เป็นคนขาด้วนมาก่อน”

“แต่ถ้าจะบอกว่าเรา propaganda อีกด้านเพื่อสู้อีกด้าน ก็อาจว่าได้ ในเมื่อสื่อกระแสหลักมันโถมเป็นกระแสใหญ่ซัดใส่สังคมขนาดนั้น แล้วเราเห็นว่ามันเป็นเท็จ แล้วเรานำเสนอจากฝ่ายประชาธิปไตยว่าความจริงมันเป็นอีกแบบ ถ้าจะเรียกว่านี่เป็น propaganda เราก็คงต้องมีภาระจำยอมที่ต้องทำอย่างนี้ไปก่อน”

อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะนับรวมภารกิจนี้อยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอย่างชัดเจน แต่ก็สะท้อนความเป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเองพอสมควร โดยยกตัวอย่างของการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวบางส่วนของคนเสื้อแดง เช่น การออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่จะไปบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อ 19 ก.ย.52 เพราะพล.อ.เปรมไม่ได้อยู่ที่บ้าน หากเคลื่อนขบวนไปก็เสี่ยงต่อโดนปราบเปล่าๆ สมศักดิ์ว่านั่นนับเป็นการออกแถลงการณ์ฉบับแรกตั้งแต่ตั้งไทยอีนิวส์มา

“ถ้าทักษิณเกิดทำอะไรบ้าๆ บอๆ นอกลู่นอกรอย หรือเสื้อแดงทำอะไรที่เราว่าไม่เข้าท่า เราก็มีอิสระจะวิพากษ์วิจารณ์ เราไม่ควรติดเรื่องเสียขบวน ถ้ามัวแต่กลัวเรื่องนี้มันจะยิ่งหนักกว่าการเสียขบวน”



สมศักดิ์ยังวิเคราะห์กลุ่มคนอ่านของเขาว่า น่าจะเป็น “นักปฏิรูป” เพราะดูจากผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่องทางการเมืองต่างๆ แนวคิดอย่างที่ต้องการสาธารณรัฐนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่เพียงต้องการรัฐธรรมนูญ 40 การเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่าน มาจาก กทม.45% ต่างประเทศ 10% และต่างจังหวัด 35%

นอกจากนี้ยังพบผลสำรวจที่ทำขึ้นบนหน้าเว็บในช่วงการถวายฎีกาด้วยว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 75% และเห็นด้วยกับการถวายฎีกาเพื่อให้ทักษิณเพียง 2%

“เราเชื่อว่าคนก้าวข้ามทักษิณแล้ว อย่างน้อยในบริบทคนอ่านไทยอีนิวส์” สมศักดิ์กล่าว

นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติตั้งแต่เมษายน 2550 จนปัจจุบัน ไทยอีนิวส์ถูกคลิ๊กไปแล้วกว่า 13.5 ล้านคลิ๊ก เฉลี่ยแล้ววันละ 40,000คลิ๊ก และจะพุ่งเป็นแสนกว่าคลิ๊กช่วงสถานการณ์ร้อน

เมื่อคุณอ่านข่าวสาร บทความ บทวิเคราะห์ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็คงไม่สามารถจะแลกเปลี่ยนที่ท้ายชิ้นงาน หรือวิจารณ์ในเว็บบอร์ดได้ เพราะที่นี่ไม่เปิดเว็บบอร์ด โดยผู้ก่อตั้งชี้แจงว่าเพราะไม่เชี่ยวชาญด้านนั้น และไม่ได้มุ่งเน้นในการสร้างพื้นที่การสื่อสารสองทางอย่างที่เว็บที่มีเนื้อหาการเมืองส่วนใหญ่เป็น

“ถ้าเปิดให้แสดงความคิดเห็นแล้วดูแลยาก ทำให้ต้องเสียแรงเยอะมากกับตัวป่วน ที่สำคัญต้องหาคนมาดูแล ซึ่งสร้างภาระและไม่สอดคล้องกับโครงสร้างที่ไม่มุ่งหารายได้แม้แต่น้อย”

เมื่อถามถึงเป้าหมาย หรือการประเมินตัวเองต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น คนทำไทยอีนิวส์ออกตัวอย่างถ่อมตน “คนที่อ่านเราถือว่าน้อยมาก คนเหล่านี้จะก่อความเปลี่ยนแปลงได้ขนาดไหน ผมก็ไมได้หวังมากมายนัก แต่อย่างน้อยคนโปรประชาธิปไตยก็อ่านเรา คนเกลียดทักษิณมากๆ ก็อ่านเรา เราจะนำเสนออย่างไรไม่ให้คนก่อสงครามกลางเมือง เพราะรูปการณ์ตอนนี้มันนำไปสู่เรื่องนั้นนะ เทียบกับตอนสงกรานต์ เสื้อแดงมีแต่นักพูด เวลานี้มีทหารเข้ามา มีคุณพัลลภ เตรียมทหาร 10 ใครต่อใคร มีการพูดว่า คราวนี้กูจะไม่ให้พวกมึงยิงพวกกูฟรีแล้ว มึงยิงมากูยิงกลับเหมือนกัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งที่เขาครองอำนาจรัฐอยู่ เขาพร้อมจะใช้ความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา ตลอดประวัติศาสตร์เราเห็นอยู่ว่าพวกนี้นิยมจะใช้ความรุนแรงกับขบวนการประชาธิปไตย ไม่พอยังเสือกใช้สื่อกระแสหลักบิดเบือนอีกว่า พวกมึงพวกสร้างความรุนแรง นิยมความรุนแรง ทำอย่างไรจะห้ามทัพได้ ทางสันติก็มีอยู่ เช่น แก้รัฐธรรมนูญเสีย ทำปฏิญญาว่าจะเคารพเสียงประชาชนอะไรทำนองนี้”

ถามว่า ถ้าสถานการณ์คลี่คลายไทยรักไทยกลับมาเป็นรัฐบาลได้ ภารกิจของไทยอีนิวส์จะสิ้นสุดลงหรือไม่

“เรายึดหลักประชาธิปไตยเป็นด้านหลัก เรื่องของทักษิณเป็นด้านรอง ในแวดวงของสื่อเสื้อแดงมีหลายเฉด มีแดงแจ๊ด แดงระเรื่อ แดงอมชมพู ของเราจะยืนในเรื่องหลักประชาธิปไตย สิ่งที่เราพยายามนำเสนอมาตลอดก็คือนี่เป็นสายธารประชาธิปไตย เราชอบที่จะยกอ้างหลักประชาธิปไตยจากคณะราษฎร และปรีดี และจะไปข้างหน้ายังไง หลักประชาธิปไตยก็อย่างที่โสเครตีสพูดไว้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค หลักนิติรัฐ หลักการเคารพเสียงข้างมาก ไม่ละเมิดเสียงข้างน้อย

“ถามว่าเลือกตั้งใหม่ ทักษิณ กลับมา ทีมเราคิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่ก็คือ เมื่อใดประเทศนี้จะเคารพในหลักประชาธิปไตย ทำตามกฎกติกาประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เราควรจะยอมรับได้ เลือกตั้งวันพรุ่งนี้พรรคภูมิใจไทยชนะเราก็ควรจะยอมรับเขา เอแบคโพลล์บอกว่าคุณอภิสิทธิ์ได้รับความนิยม 70% ถ้าเขาเลือกตั้งชนะก็ต้องยอมรับเขา แต่ปัญหาในบ้านเมืองของเรามันเป็นรัฐซ้อนรัฐ เราละเมิดหลักประชาธิปไตยอยู่ทุกข้อ”

“หากสภาพมันกลับคืนสู่ปกติ เป็นประชาธิปไตย สื่อทำหน้าที่ของตัวเอง กระแสทวน ก็ไม่รู้จะทวนอะไร”

“แต่ตอนนี้ อาจเป็นยุคที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเสรีภาพ มีคนโดนจับกุมคุมขังด้วยข้อหาทางความคิดเยอะมาก”

“อย่างวันนี้ผมควรจะบอกได้ว่าผมเป็นใคร และสิ่งที่ผมคิดได้ แต่ผมก็บอกไม่ได้”

นี่คือทั้งหมดของไทยอีนิวส์ อีกหนึ่งเว็บบล็อกการเมืองฝีมือ active citizen กลุ่มหนึ่ง ส่วนการนิยามว่ามันคืออะไร ในยุคที่ความหมายของ ซ้าย ขวา ขาว ดำ ต่ำ สูง เคลื่อนย้ายไปมาสับสนอลหม่าน คงให้เป็นหน้าที่ของคนอ่าน

4 มกราคม 2553

สื่อกระแสหลักปี52:ความไร้ยางอายของสมาคมนักข่าว



สมาคมนักข่าวไร้ยางอาย!-สมาคมนักข่าวฯกล่าวสรุปรายงานว่ามีการใช้สื่อการเมืองเพื่อผลทางการเมือง ในขณะที่ตัวสมาคมนักข่าวเองฯไม่ได้ย้อนดูตัวเองว่าทำสารพัดในสิ่งที่ตนประนาม นับตั้งแต่เรียกร้องนายกฯมาตรา7,เข้าไปรับใช้เผด็จการด้วยการเป็นสมาชิกสนช.หลังรัฐประหาร,ปฏิบัติ2มาตรฐานกับ2ม็อบ โดยเข้าไปกราบกรานพันธมิตรให้เลิกคุกคามนักข่าวภาคสนาม แต่ออกแถลงการณ์หนุนให้รัฐบาลใช้ประกาศฉุกเฉินปราบเสื้อแดงช่วงสงกรานต์ แล้วให้รางวัลภาพข่าวดีเด่นแก่ไทยรัฐในภาพข่าวสงกรานต์เลือด โดยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก...ทั้งหมดนี้ใครคือสื่อการเมืองกันแน่?!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มกราคม 2552

สมาคมนักข่าวฯพฤติการณ์ที่ไร้ยางส่งท้ายปี

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำรายงานสถานการณ์สื่อ ปี 2552 ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง (คลิ้กดูรายละเอียด)มีรายละเอียดตอนหนึ่งดังนี้

สื่อการเมืองได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทั้งโดยนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม ทำให้สื่อเหล่านี้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หนังสือพิมพ์ เว็บไซด์ฯลฯ ซึ่งสื่อการเมืองเหล่านี้ ได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้ามมีการนำเสนอในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของตัวเอง

ในประเด็นนี้สมาคมนักข่าวฯเห็นว่า เป็นปีที่แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้


ย้อนรอยดูสมาคมสื่อทรราชแถลงการณ์ออกใบอนุญาตปราบเสื้อแดงโยนบาปทักษิณ

ปัญหามีอยู่ว่าสื่อการเมือง หรือสื่อรับใช้การเมืองนั้น แท้ที่จริงดูเหมือนสมาคมนักข่าวจะมีบทบาทด้านนี้ที่สุด..โดยมีพฤติการณ์ดังนี้

-สมาคมนักข่าวฯมีบทบาทนับแต่การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ โดยการออกแถลงการณ์ร่วมกับสภาทนายความขอให้มีการเปลี่ยนนายกฯโดยใช้มาตรา 7

-ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายกสมาคมนักข่าวก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เสียเอง

-เมื่อพันธมิตรฯจัดการชุมนุมก่อความรุนแรงทั้งยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน พันธมิตรคุกคามนักข่าวสารพัด แต่สมาคมนักข่าวฯไม่เคยมีแถลงการณ์ใดๆปกป้องนักข่าวสนาม แต่นายกสมาคมกับเลขาสมาคมพากันดั้นด้นไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอความกรุณาจากแกนนำพันํมิตรวิงวอนไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อนักข่าวในลักษณะสมยอมกัน

-แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงจัดการชุมนุมขึ้น สื่อกระแสหลักได้นำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง และยั่วยุประชาชนให้เกลียดชังผู้ชุมนุม ยุแหย่ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมแล้ว สมาคมสื่อต่างๆยังได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันที่ 13 เมษายน 2552 โดยมีเนื้อหาที่โยนบาปไปให้ทักษิณว่าเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง โดยไม่มีการประณามรัฐบาลที่ใช้กองกำลังทหารปราบปรามด้วยความรุนแรงแต่อย่างใด พร้อมทั้งเปิดทางให้ปราบปรามผู้ชุมนุม

โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ 7 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วมกัน 5 ข้อ ( คลิ้กดูรายละเอียดที่นี่ )

แถลงการณ์ร่วมขอให้ใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤตประเทศ

จากการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปิดถนนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ ๙ และ ๑๐ เมษายน และบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน จนทำให้รัฐบาลต้องเลื่อนการประชุมดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน และเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตอนเช้าตรู่วันที่ ๑๓ เมษายน ที่สามเหลี่ยมดินแดงนั้น องค์กรทั้งหลายตามรายชื่อข้างท้าย มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ จึงขอเสนอความคิดเห็นดังต่อไปนี้

๑. การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น อย่าใช้ในการปราบปรามหรือสลายการชุมนุม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปจนอาจกลายเป็นจลาจล และเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วที่สุด

๒. สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การชุมนุมของ นปช. ในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกโรงแรม บุกกระทรวงมหาดไทย ทุบทำลายรถในขบวนของนายกรัฐมนตรี การปิดถนนสายต่างๆ การยึดรถเมล์ การยึดรถก๊าซ ล้วนแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายทั้งสิ้น แกนนำ นปช. ต้องยุติการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และต้องควบคุมผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการสร้างความเกลียดชังผ่านทางสื่อในเครือข่ายดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดมที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และถ้าหากเกิดเหตุร้ายแรงมากไปกว่านี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้

๓. ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับ นปช. ก็ต้องดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มอื่นที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญด้วยอย่างเสมอกัน

๔. ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีและการเจรจาในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นหนทางในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รัฐบาลควรต้องเปิดการเจรจากับแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง และขอให้ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. กลับมาใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

๕. สื่อมวลชนทุกแขนง ต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่จะรายงานออกไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า

กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง

เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕
เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง


๑๓ เมษายน ๒๕๕๒

นักวิชาการยี้แถลงการณ์2มาตรฐาน ยุครัฐบาลสมัคร-สมชายรุมด่ารัฐให้ลาออก

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนกระทู้หัวข้อเรื่อง "2 บรรทัดฐาน" ของ ทหาร, สื่อมวลชน, นักวิชาการ เอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการออกแถลงการณ์ข้างต้นเป็น2มาตรฐานหากเทียบกับที่เคยออกแถลงการณ์ในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยดร.สมศักดิ์กล่าวถึงในยุครัฐบาลนายสมัครนั้น หลังเกิดการปะทะในคืนวันที่ 1-2 กันยายน 2551 ซึ่ง นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ของ นปช. ถูกคนของพันธมิตรฯ ทำร้าย จนเสียชีวิต รัฐบาลสมัครได้ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่า นอกจากทหาร ที่รับมอบหน้าที่ ไม่ยอมปฏิบัติอะไรทั้งสิ้นแล้ว วงการสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ยังพร้อมใจกันออกมาประณามรัฐบาลสมัคร และเรียกร้องให้ สมัคร ลาออก และยกเลิกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน นี่เป็นรายงานข่าว ของบางตัวอย่างของปฏิกิริยาของบรรดาสื่อมวลชน เอ็นจีโอ ในขณะนั้น (ความจริง ยังมีตัวอย่างอีกมาก)

อันที่จริง อาจกล่าวได้ว่า การไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของทหาร และการพร้อมใจกันออกมาคัดค้าน ความพยายามดำเนินการยุติการชุมนุมของพันธมิตรฯของรัฐบาลสมัครในขณะนั้น ของสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ มีส่วนรับผิดชอบ ต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นที่ตามมา

เคลื่อนไหวต้านเสื้อแดง อ้างหยุดทำร้ายประเทศไทย

เมื่อเทียบกับตอนที่เพิกเฉยต่อพันธมิตรที่ทำการประท้วงอย่างรุนแรง สมาคมนักข่าวกลับทำหน้าที่เป็นสื่อการเมืองอย่างเอาการเอางานด้วยการร่วมกับเอ็นจีโอเสื้อเหลือง ในการเคลื่อนไหวรณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"ในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงออกมารณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย

"หลังจากออกแถลงการณ์เหมือนให้ใบอนุญาตปราบปรามพวกเสื้อแดงอย่างนองเลือดแล้ว พวกเอ็นจีโอก็ดัดจริตออกมาร่วมกับสมาคมนักข่าวตั้งเครือข่ายรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย"ผู้เขียนวิจารณ์สื่อระบุในตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เปิดโปงพฤติการณ์เสนอข่าวผิดๆแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆของสื่อไทย

นี่ไม่ใช่หนแรกที่สื่อกระแสหลักมีพฤติการณ์ทำนองเป็นสื่อการเมือง เมื่อไวๆนี้สื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวว่าตำรวจเชียงใหม่จับการ์ดเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง6,000ลูกไว้ก่อเหตุช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่พอพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นเพียงประทัด สื่อก็เงียบเฉย

ช่วงก่อนนั้นสื่อไทยรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์TIMES ONLINEหมิ่นสถาบันฯ พอTIMESเปิดเผยคำสัมภาษณ์อย่างละเอียดว่าทักษิณไม่ได้หมิ่นฯเลย แต่กลับแสดงจงรักภักดี สื่อไทยก็ไม่ได้แก้ไขข่าวใดๆ

ช่วงเสื้อแดงประท้วงตอนสงกรานต์ สื่อไทยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง แต่เกิดแถวถนนเพชรบุรี และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก

ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวยังมอบรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปีให้กับไทยรัฐกรณีจิกหัวผู้ประท้วงหญิงเสื้อแดง โดยไร้สำนึกว่าสื่อนำเสนอข่าวผิด

มาถึงเวลานี้คงต้องย้อนถามไปยังสมาคมนักข่าวฯแล้วว่า การชี้หน้าใครต่อใครว่าเป็นสื่อการเมือง แล้วพฤติการณ์ของสมาคมนักข่าวฯที่ผ่านมานี่ ไม่ใช่สื่อการเมืองที่ทั้งน่าเกลียดน่าชังดอกหรือ?