30 มีนาคม 2553

หยุ่นแอ่นรับมาร์คออกโพลล์ยุบVSไม่ยุบสภา วอร์รูมกระหน่ำทีเดียว6,500โหวตไม่ยุบ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มีนาคม 2553

นายสุทธิชัย หยุ่น นายใหญ่สื่อค่ายเนชั่น ซึ่งเป็นกองเชียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างออกนอกหน้า และคอยให้ร้ายความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง และทักษิณอย่างต่อเนื่องได้แอ่นรับข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างทันท่วงที หลังจากวานนี้ในการเจรจานายอภิสิทธิ์ท้าทายว่า หากสำรวจความคิดเห็นของประชาชนตอนนี้ก็เชื่อว่าส่วนใหญ่จะไม่สนับสนุนให้ยุบสภา

สุทธิชัยได้เปิดโพลล์ไว้ที่ http://twtpoll.com/r/7x21tj จากนั้นก็เผยแพร่ผ่านสื่อเครือเนชั่นทุกช่องทาง เชิญชวนคนมาโหวตไม่ยุบสภา และให้คนส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ไปชักชวนให้คนมาโหวตไม่ยุบสภา

ผลการลงมติทางอินเตอร์เน็ตจนถึงเวลา13.00 น. มีผู้ลงมติ 59,362 โหวต(โดยไม่ห้ามโหวตซ้ำ) มีผู้ลงเสียงว่าไม่ควรยุบสภา49,716 โหวต คิดเป็น 84% คิดว่าควรยุบสภา8,782โหวต คิดเป็น 15% และไม่แน่ใจ 864 โหวต คิดเป็น 1%

เวบsiamzaไม่ยุบ80% แฉบ้านเดียวกระหน่ำ6,500โหวต กังขาวอร์รูมปชป.กระหน่ำเอง

นอกจากนั้นที่เวบไซต์www.siamza.comก็มีการเปิดให้โหวตแบบเดียวกัน และผลออกมาพอๆกันโพลล์ของสุทธิชัยคือ 82%ไม่ยุบสภา และยุบสภา16% แต่เจ้าของเวบไซต์ได้ออกมาระบุว่า

ทางเว็บไซต์ได้ตรวจสอบความผิดปกติของผลโหวต และปรากฏว่ามีคนโหวตเข้ามาสูงกว่าปกติ จาก 3,739 คนที่ควรจะเป็น กลายเป็น 10,000 กว่าคน เนื่องจากพบกว่าจากคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เข้ามาโหวต มากกว่า 6,500 ครั้ง โดยระบุ ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา แต่ทางจากตรวจสอบหมายเลขบัตรประชาชนที่ใช้ในการโหวตเป็นหมายเลขที่ถูกต้อง แต่เป็นไปไม่ได้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวจะมีคนใช้พร้อมกันถึง 6 พัน กว่าคนได้ ดังนั้นเว็บไซต์จึงได้ทำการลบ Record ที่เข้าข่ายน่าสงสัยออก และจึงขอเรียนขอความร่วมมือให้ท่านที่ต้องการให้ผล POLL ออกมาอย่างไม่ถูกต้อง หยุดการกระทำดังกล่าว เพื่อเราจะได้เห็นความต้องการที่แท้จริงของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ครับ


เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค

สงขลาคอนเน็คชั่น-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเชียร์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่า เป็นโชคดีของคนไทยที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงก็คงใช่ โดยเฉพาะคนไทย ชาวสงขลาบ้านเดียวกับเปรมที่ชื่อว่าสุทธิชัย หยุ่น


องครักษ์พิทักษ์เปรม แก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึกหนุ่มเสก

กล่าวกันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆ และว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากสุดๆ และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจเป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอกเปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."



เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด


อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"คราใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลังรัฐประหาร19กันยายน2549 สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11 ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วงนี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่นหรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด


หลังเกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก


เรื่องไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of interst หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐประหาร


ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ในบทความชุด"ลากไส้สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า...คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ไม่เคยนะครับที่จะร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช. ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอแหล!)

เจ๊หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร...

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก...

ความที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย เรื่องมันก็หึ่งออกไป พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการเมือง จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ.....

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกันเขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนักข่าวสนามก็ใบ้แดก เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงินเดือนหยุ่นซะเยอะ มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้ ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน....

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า
"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."


เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง

นอกจากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่าน้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น...โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

ส่วนเปรมจะปรากฎตัวไปงานทำนองนี้ไม่บ่อยนัก แต่งานประจำที่ต้องไปคืองานของสปอนเซอร์พันธมิตรรายสำคัญ คืองานแฟร์ประจำปีของเครือสหพัฒน์

แน่นอนอยู่แล้วว่าเนชั่นแชนัลได้สิทธิในการถ่ายทอดสดงานสหกรุ๊ปแฟร์ โดยพิธีกรคู่หูกนก-ธีระ กล่าวถึงพลเอกเปรมว่า"ฯพณฯท่านพลเอกเปรม"ทุกคำ ตรงข้ามตอนพูดถึงอดีตนายกฯทักษิณ สองคนนี้จะพูดแค่"ทักษิณ"เฉยๆ หรือบางทีก็เรียกแบบยาวๆว่า"นักโทษชายทักษิณที่อยู่ระหว่างหนีคดี"

ก่อนการถ่ายทอดสดประจำปีนี้จะเริ่มขึ้นนั้น ก็มีบทวิเคราะห์ของสุทธิชัยออกทางเนชั่นแชนัลเรื่อง"แผนตากสิน2"โดยอ้างตามสูตรว่าหากมีแผนนี้จริงๆทักษิณต้องเป็นคนรับผิดชอบ

พอเปรมไปปรากฎตัวที่งานสพัฒน์ก็ปรากฎว่าให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่องแผนตากสิน2เป็นตุเป็นตะ แต่พูดราวกับก๊อปปี้มาจากสุทธิชัย ยังไงยังงั้น



มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน


มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปี2552นี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35


ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2552ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

สัมภาษณ์ดร.สุดา รังกุพันธ์:ความจริงกรณีสื่อผู้จัดการแพร่ข่าวลือทำข้อสอบหายกลางม็อบแดง


หวังว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติกับดิฉัน เพียงเพราะดิฉันมีทัศนะร่วมกับคนเสื้อแดง ดิฉันไม่ได้ท้อใจค่ะ คิดว่าจะตั้งใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างให้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมายังทำงานให้ประชาชนไม่มากพอ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มีนาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เวบไซต์ผู้จัดการASTV ได้พาดหัวข่าวว่า ลือหึ่งอาจารย์คณะอักษร รั้วจามจุรีสีชมพู ผู้ฝักใฝ่การชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดง หอบ “ข้อสอบประมวล” ของนิสิตปริญญาโทไปตรวจกลางม็อบแดง ผลปรากฏข้อสอบหายทั้งปึก นิสิตซวยเจอให้สอบใหม่ และต่อมาผู้จัดการASTVรายงานข่าวว่า ผศ.ดร.นิรดา สีมากุล รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯเผยว่า อาจารย์ผู้รับผิดชอบ ที่ทำข้อสอบหายไปนั้น คือ ดร.สุดา รังกุพันธ์ แต่ไม่ได้เกิดในช่วงของการชุมนุมขณะนี้ เป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว ซึ่งทำให้นิสิตต้องสอบรายวิชานั้นใหม่จริง พร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า ดร.สุดา เป็นอาจารย์นักกิจกรรม ออกไปนอกคณะบ่อยครั้ง แม้ไม่ได้ระบุว่า ออกไปทำกิจกรรมอะไร เกี่ยวกับวิชาการ หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่การออกไปทำกิจกรรมบ่อยๆ ก็อาจมีผลต่อการเรียนการสอน

ไทยอีนิวส์ได้สัมภาษณ์ดร.สุดาในเรื่องดังกล่าว ดังต่อไปนี้


ไทยอีนิวส์:อยากทราบข้อเท็จจริงเรื่องข่าวทำข้อสอบหายกลางม็อบ?

ดร.สุดา:ขอชี้แจงก่อนว่า ดิฉันไม่ได้เป็นกรรมการสอบประมวลดังกล่าวปีนี้ จึงไม่มีข้อสอบไปทำหายนะคะ

แต่ก็จริงอยู่ที่ดิฉันได้ทำคำตอบข้อสอบนิสิตหายเมื่อราวเดือนมีนาคมปีที่แล้วค่ะ ได้มีการแจ้งกก.และจัดสอบใหม่ จนนิสิตรุ่นนั้นได้จบการศึกษาไปแล้ว และไม่จบบางคน

ไทยอีนิวส์:หลังจากข่าวเผยแพร่ทางเวบผู้จัดการแล้ว มีปฏิกริยาอย่างใดตามมาบ้าง?

ดร.สุดา: ยังไม่ได้รับทราบอะไรจากนิสิตหรืออาจารย์ทางอื่น นอกจากทางอีเมล์ FB (เฟสบุ๊ค) และในเว็บบอร์ดบางแห่งค่ะ


สำหรับคนที่รู้จักกันก็ให้กำลังใจเป็นส่วนใหญ่ค่ะ คนที่ประณาม ด่าว่าเสียหายเข้ามา ก็บางส่วนไม่มีตัวตน เช่น ใน FB เมื่อเข้าไปตรวจสอบประวัติ จะพบว่ามีเพื่อน ๑ คนเป็นต้น ส่วนอีเมล์ ก็เป็นชื่อแปลกๆ ที่ไม่ใช่ชื่อคนไทย และมักมีลักษณะ "แอบจิต" โดยใส่หัวเรื่องมาว่า "ให้กำลังใจ" พอคลิกอ่านเมล์ ปรากฏว่าด่ารุนแรง ก็น่าสนใจดีค่ะ

หลักสูตร EIL นี้ เป็นหลักสูตรนานาชาติ ดิฉันไปช่วยเป็นภาระงานเพิ่มเติมจากภาระงานปกติ ที่จริงไม่ได้อยากสอนเลย แต่เนื่องจากในบางช่วงก็ขาดอาจารย์ ก็ต้องช่วยกันค่ะ เรื่องข้อสอบหาย ดิฉันก็รู้สึกแย่มากๆ

เงินทองหาย ยังไม่เท่าคำตอบข้อสอบนิสิตหายเลย เพราะเรารู้ว่ามันสำคัญแค่ไหนกับนิสิต เป็นครูมา ๙ ปี ทุกการสอบมีแต่ครูอยากให้มันผ่านไปไม่มีปัญหา นิสิตขาดสอบคนหนึ่ง เราก็เครียดแล้ว ต้องไปให้อาจารย์ผู้สอนออกข้อสอบใหม่ อำนวยการให้นิสิตได้สอบ สำหรับคนเป็นครู ก็มีเรื่องเครียดอยู่เท่านี้ค่ะ

ดังนั้น หากดิฉันสมควรได้รับโทษตามวินัยอันใดในกรณีดังกล่าว ก็สมควรอยู่ค่ะ แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยนะคะ ไม่ใช่การมาจัดการย้อนหลัง ดิฉันคิดว่าไม่มีระเบียบแบบนี้ เพราะดิฉันรายงานต่อคณะกรรมการทันที แม้จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ผู้ใหญ่บางท่านให้ใช้วิธีอื่นแก้ปัญหา แต่ดิฉันเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ได้ยืนยันรายงานต่อกรรมการบอร์ดหลักสูตรตามตรง มีโทษทางวินัยอะไร ก็พร้อมรับตามความผิดอยู่แล้วค่ะ

แต่ในเมื่อปีที่แล้ว มาจนตอนนี้ไม่มีการดำเนินการทางวินัยอะไร บอร์ดต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องก็ต้องได้รับรายงานไปแล้ว ไม่ดำเนินการก็ถือมีความผิด หรือไม่ได้รับรายงาน บอร์ดก็ควรผิดด้วย และกรณีอื่นๆ ในมหาลัยดำเนินการอย่างไร ดิฉันหวังว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติกับดิฉัน เพียงเพราะดิฉันมีทัศนะร่วมกับคนเสื้อแดง

ไทยอีนิวส์:ที่มีข่าวผศ.ดร.นิรดา สีมากุล รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯแสดงความคิดเห็นว่าดร.สุดาไปทำกิจกรรมนอกคณะ อยากให้ชี้แจงด้วย

ดร.สุดา:กรณีอ.นิรดามาชี้แจงว่าเป็นข้อสอบปีที่แล้ว และให้ความเห็นเรื่องการทำกิจกรรมนอกคณะของดิฉันก็มีความคลาดเคลื่อนมาก ดิฉันได้ท้วงติงอาจารย์ไปหลายเรื่องว่า อาจารย์นิรดาเป็นอาจารย์ที่สถาบันภาษา ไม่ใช่คณะอักษรฯ รู้ได้อย่างไรว่าดิฉันเอาเวลางานไปทำกิจกรรมข้างนอก กิจกรรมอะไร ดิฉันก็งงอยู่ เพราะดิฉันไปทำรายการวิทยุชุมชนวันเสาร์อาทิตย์ หรือตอนค่ำๆ การไปออกรายการโทรทัศน์ ก็เป็นเรื่องปกติ อาจารย์ท่านใดๆ ก็รับเชิญไปออกได้ และก็ไม่ได้บ่อยเท่าไร

อาจารย์นิรดาเป็นรองผู้อำนวยการหลักสูตรในสมัยเดียวกับที่ดิฉันเป็นรองผู้อำนวยการหลักสูตร ดิฉันก็แปลกใจที่อาจารย์เขาให้สัมภาษณ์เกินบทบาทหน้าที่ของเขาหลายประเด็น แต่ได้รับการยืนยันจากอ.นิรดา ว่าหลายเรื่องอาจารย์ไม่ได้พูดดังในข่าว นี่ก็แสดงให้เห็นการบิดเบือนข้อมูลของสื่อนี้

สัปดาห์นี้ดิฉันจะติดต่อขอเข้าพบคณบดีเพื่อเรียนชี้แจงเพราะข่าวได้สร้างความเสียหายให้กับองค์กร ก็ต้องรอฟังค่ะ

ไทยอีนิวส์:กรณีที่สื่ออย่างผู้จัดการนำเสนอข่าวเพื่อหวังโจมตีนักวิชาการที่ร่วมกับเสื้อแดงสะท้อนถึงอะไร?

ดร.สุดา:สิ่งที่อยากบอกสังคมคงจะต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง ตั้งใจจะเขียนบทความชำแหละวิธีการใช้ภาษาทำลายชื่อเสียง โจมตีบุคคลของสื่อประเภทนี้ โดยส่วนตัวดิฉันเป็นผู้สนับสนุน free speech ไม่ต้องการให้มีการไปปิดสื่อนั้นสื่อนี้ โดยฝ่ายการเมืองที่เรืองอำนาจ

ดิฉันสนับสนุนการดำรงอยู่ของทุกสื่อ แต่ไม่สนับสนุนการกุมอำนาจสื่อของรัฐ อยากเห็นเสรีภาพสื่อแบบอเมริกามากกว่า ให้คลื่นวิทยุโทรทัศน์ และมีการแข่งขันเสรี และอยากให้คลื่นวิทยุโทรทัศน์เป็นของเอกชนให้มากที่สุดหรือทั้งหมด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าสื่อเสนออะไรผิดข้อเท็จจริง เราต้องฟ้องร้องเอาเองแบบอเมริกา ไม่รู้จะฝันไกลไปหรือเปล่า เพราะเมื่อเจอกับตัวเอง แค่นึกถึงการขึ้นศาลยังเหนื่อยเลย เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ค่ะ

ข้อสังเกตเบื้องต้นของการใช้ภาษาในข่าวชิ้นแรกของเขาคือ เขารายงาน "ข่าวลือ" ดังนั้นเขาอาจอ้างว่าไม่รับผิดชอบต่อความจริงเท็จ เหมือนการเขียนคอลัมน์ซ้อเจ็ด แล้วก็จะมีคนมาแสดงความเห็นชี้นำไปในทิศทางที่ต้องการ ในกรณีของดิฉัน ชัดเจนว่าส่วนใหญ่โจมตีเรื่องการมาร่วมกับเสื้อแดง ไม่ใช่เรื่องข้อสอบหายสักเท่าไหร่

ไทยอีนิวส์:อยากบอกอะไรกับสังคมบ้างจากกรณีนี้

ดร.สุดา:ฝากเรียนผ่าน thaienews ว่าดิฉันไม่ได้ท้อใจค่ะ คิดว่าจะตั้งใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างให้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ที่ผ่านมายังทำงานให้ประชาชนไม่มากพอ สังคมไทยต้องมี free speech (เสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น) เว็บที่สนับสนุนเสรีภาพทางความคิดอย่างคนเหมือนกัน หรือเป็นสื่อทางเลือกอย่างประชาไท และเสนอข่าวด้านอื่นๆ ที่กระแสหลักละเลยอย่าง thaienews ต้องมีที่อยู่ที่ยืนในสังคมไทย

สื่อผู้จัดการก็ไม่ได้ก่อผลเสียหายไปเสียทั้งหมด วิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสื่อเลวๆ คือติดอาวุธทางการวิเคราะห์แยกแยะให้กับประชาชน และเพิ่มกลไกการช่วยเหลือด้านการร้องเรียนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการการให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายจากสื่อ

ในฐานะนักภาษาศาสตร์ ดิฉันเห็นว่าสังคมไทยที่อาศัยวิธีการสื่อสารด้วยข่าวลือเป็นผลมาจากการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของรัฐไทย หรือพูดให้ชัดตามแนวการวิเคราะห์สังคมของคนเสื้อแดงคือ รัฐอำมาตย์ไทยนั่นเอง

นักภาษาศาสตร์ควรถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องตีแผ่ความจริงอันเกี่ยวเนื่องกับปัญหาสังคมนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร ในโลกปัจจุบันที่มีการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสาร จากผลของวิทยาการเทคโนโลยีการสื่อสารรวดเร็วและทะลุทะลวงทุกพื้นที่

29 มีนาคม 2553

สมาคมสื่ออย่างหนาบอกทีวีเป็นเครื่องมือรัฐแล้วไง? ไม่เอื้อนซักแอะรัฐคุกคามแทรกแซงเต็มลำ



ใบสั่งเผด็จการถึงทีวีไทย-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่ ให้ชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลออกพรบ.ความมั่นคง ให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด หากมีปัญหาให้ตัดภาพหรือเสียงผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์โดยเด็ดขาด


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มีนาคม 2553

องค์กรสื่อออกแถลงการณ์ “หยุดคุกคามสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม” แต่ไม่ค้านซักแอะโดนรัฐคุกคาม

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์กรณีการคุกคามองค์กรสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม แต่ไม่มีซักแอะที่จะกล่าวถึงการถูกคุกคามแทรกแซงโดยรัฐ หลังจาก"ไทยอีนิวส์"นำหลักฐานออกมาแสดงก่อนหน้านี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีผู้ลอบวาง ปาและยิงระเบิดตามสถานที่ต่างๆทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และพื้นที่สาธารณะกว่า 20 ครั้ง รวมทั้งเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2553 ในห้วงเวลาที่ห่างกันไม่ถึง 3 ชั่วโมง มีผู้ขว้างระเบิดใส่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และยิงลูกระเบิดชนิด เอ็ม 79 ใส่อาคารของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย

จากหลักฐานและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่งชี้ว่า ผู้กระทำการดังกล่าวไม่เพียงแต่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความสับสน วุ่นวายเท่านั้น แต่มุ่งหวังให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตายด้วย เพราะมีการเลือกเป้าหมายที่เป็นตัวบุคคล

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอันประกอบไปด้วย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ข้างต้นว่า อาจเป็นชนวนเหตุให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายจนนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดได้ จึงมีความเห็นร่วมกันดังต่อไปนี้

1.แม้สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 จะเป็นสื่อของรัฐ และอาจถูกมองจากฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล เช่นเดียวกับสื่อของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ถูกมองในลักษณะเดียวกัน แต่การใช้อาวุธสงครามโจมตีสถานีโทรทัศน์ทั้งสองแห่งเป็นการกระทำไม่อาจอาจยอมรับได้ เพราะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา

การกระทำดังกล่าวของผู้ก่อการจึงมุ่งหวังที่สร้างความวุ่นวายและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ดังนั้น จึงอาจจะขยายขอบเขตโจมตีไปยังองค์กรสื่อมวลชนทั่วไปซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในการรายงานข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้

2. สื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงานภาคสนามหรือองค์กรสื่อไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร และพยายามทำหน้าที่ในการรายงานข่าวและความคิดเห็นอย่างรอบด้านที่สุด แต่ก็ไม่อาจทำให้ทุกฝ่าย ซึ่งมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันพึงพอใจได้ทั้งหมด

การนำเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นใดๆที่ประชาชนเห็นว่า ไม่ถูกต้องหรือละเมิดจริยธรรม ก็สามารถใช้กลไกทางกฎหมายหรือกลไกทางวิชาชีพได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนนั้นๆได้

3. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอประณามการกระทำอันเป็นการคุกคามสังคมและสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม และขอให้เพื่อนร่วมวิชาชีพหนักแน่นในการทำหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงนี้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันใดๆ

4. ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งเร่งสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว

เปิดหลักฐานจะๆรัฐเผด็จการคุกคามแทรกแซงสื่อ แต่สมาคมสื่อทำเฉย


แหล่งข่าวในวงการโทรทัศน์เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลและกองทัพได้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของโทรทัศน์ทุกช่องอย่างเข้มงวด ทั้งการสั่งการ การขอความร่วมมือผ่านทางเอกสารราชการ และการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องถูกฝ่ายรัฐบาลกลั่นกรองอย่างละเอียด แม้แต่การนำเสนอภาพที่แท้จริงของผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นในการชุมนุมใหญ่หลายครั้ง รวมทั้งในวันนี้(28มี.ค.)ที่เสื้อแดงจะเคลื่อนตัวไปชุมนุมที่ร.11 ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้เห็นแถวชบวนอันเหยียดยาวของเสื้อแดง แม้ว่าโทรทัศน์บางช่องจะมีเลิคอปเตอร์ที่พร้อมจะถ่ายทอดสดภาพจากมุมสูงก็ตามที

ขนาดนำเสนอข่าวภายใต้การแทรกแซงอย่างเข้มงวดขนาดนี้ โทรทัศน์บางช่องก็ยังไม่วายพ้นจากการถูกคุกคาม เช่น มีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถูกผู้มีอำนาจของรัฐบาลต่อว่า ข่าวช่อง 3 ให้เนื้อที่เรื่องเสื้อแดงมากเกินไป โดยเฉพาะรายการ"ข่าว3มิติ" ซึ่งมีนายกิตติ สิงหาปัด เป็นหัวหน้าทีมและผู้ดำเนินรายการ ถูกนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลอสมท. หน่วยงานผู้ให้สัมปทานช่อง 3 ช่อง 9 และTRUEVISION มีคำสั่งห้าม ก่อนหน้านั้นนายกิตติพยายามจะนำเฮลิคอปเตอร์ถ่ายภาพมุมสูงการชุมนุมก็ต้องยกเลิกไป

สำหรับช่อง 3 มี ฮ. เตรียมพร้อมอยู่บนหลังคาของตึก มาลีนนท์ ทาวเวอร์ 1 สามารถขึ้นบินได้ทุกเวลา อีกทั้งยังมีกล้อง High Solution อยู่บนเสาสูงของอาคาร 1 อีกหนึ่งตัว สามารถหมุนถ่ายภาพมุนสูงได้ 360 องศา ดูเหตุการณ์ในกรุงเทพฯได้ไกลหลายกิโลเมตร อุปกรณ์เหล่านี้ สามารถถ่ายทอดภาพได้อย่างดี แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเหตุผลการเมืองที่ต้องการปิดข่าวความสำเร็จของคนเสื้อแดงที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก


เปิดเอกสารอสมท.สั่งโทรทัศน์ให้ทำข่าวหนุนรัฐ-คุมรายการเล่าข่าว



สำหรับช่อง 3 ที่มีรายการเล่าข่าวที่คนติดตามชมมากอย่างเรื่องเล่าเช้านี้ หรือเรื่องเด่นเย็นนี้ กรรมการผู้อำนวยการ อสมท. ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้การกำกับของรัฐบาลมีหนังสือสั่งไปยังนายประวิทย์ มาลีนนท์ เจ้าของช่อง 3 มีเนื้อหาว่า ให้ควบคุมรายการเล่าข่าว หรือวิเคราะห์ข่าวอย่างเข้มงวด หากจะทำให้เกิดปัญหาก็ให้ตัดภาพและเสียงโดยเด็ดขาด และขอให้ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจเหตุผลในการที่รัฐบาลได้ออกพรบ.ความมั่นคง และให้นำเสนอในแง่มุมต่างๆที่รัฐบาลได้ออกพรบ.นี้ และให้เสนอแนวคำวินิจฉัยของศาลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมว่าทำอะไรบ้างที่ผิดกฎหมาย และให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด(อ่านรายละเอียดคลิ้กภาพด้านบนเพื่อขยาย)

ในท้ายหนังสือฉบับนี้มีการแจ้งให้ส่งหนังสือถึงนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และนายกิตติ สิงหาปัด นักเล่าข่าวชื่อดังให้รับไปปฏิบัติด้วย

เปิดใบสั่งกองทัพให้ทีวีรายงานข่าวในทางที่เป็นผลลบต่อการชุมนุม

ขณะที่กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว


พร้อมทั้งขอให้โทรทัศน์ออกข่าวเป็นตัววิ่ง โดยจะส่งให้ทุกวัน นี่เป็นเหตุการณ์สั่งโทรทัศน์ช่อง 9 ก่อนที่นปช.จะเริ่มการชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ

ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%

ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%

ข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555

เปิดใบสั่งกองทัพบกห้ามนำเสนอข่าวเทเลือดประท้วง



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีบทบาทในการออกใบสั่ง เช่น เหตุการณ์เสื้อแดงไปประท้วงเทเลือดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ได้มีหนังสือสั่งการไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยกำชับว่าอาจลดเวลาการเผยแพร่ภาพข่าว หรือการกรองภาพข่าวเทเลือด โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ทำให้เกิดความน่ากลัวสยดสยอง อาจส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชน


วันหนึ่งสั่งหลายรอบให้เป็นไปตามแนวทางรัฐ-ศอ.รส.

ศอ.รส.ซึ่งตั้งอยู่ที่ร.11ยังสั่งการไปยังโทรทัศน์ทุกช่องให้รายงานข่าวไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากคืนก่อนหน้านั้นท่านผู้หญิงวิระยา นำเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพรในหลวงแล้ว ทางศอ.รส.ก็สั่งไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆว่าให้ขึ้นตัววิ่งดังนี้

-การแสดงออกความจงรักภักดีที่แท้จริง สิ่งที่คสรกระทำคือ การนำพระบรมราโชวาทมาน้อมนำปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องความรู้รักสามัคคี"


โดยบางวันก็สั่งการมาหลายเที่ยวให้ลงข้อความข่าวของรัฐบาล และดิสเครดิตทางผู้ชุมนุม เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมมาอีกชุด(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)



ผู้บริหารทีวีรับใบสั่งกำชับฝ่ายข่าวและผู้ประกาศข่าวห้ามนำเสนอชัยชนะ-ความสำเร็จเสื้อแดง



ทั้งนี้รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ

ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้

-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด



สื่ออเมริกาวิพากษ์สื่อทีวีไทยอคติตัวการสร้างความแตกแยก

หนังสือพิมพ์ christian science monitor ซึ่งเป็น นสพ.ชั้นแนวหน้า และมีคนอ่านล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐฯ เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึง 7 ครั้ง มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times ได้รายงานข่าวเรื่อง ทีวีไทยที่มีอคติกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย ( Biased TV stations intensify divides in Thailand protests )โดยระบุตอนหนึ่งว่า การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง ทีวีไทยก็แพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสารพัดของการประท้วง รวมทั้งดิสเครดิตผู้ประท้วงอย่างไร้จรรยาบรรณ

"ความแตกต่างของข่าวทำให้คนดูมืดมน บก.ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกเล่นงาน บอกเราว่า รัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็ทำเช่นกัน แต่ตอนนี้ มันหนักกว่าเก่ามาก เขากล่าว"

27 มีนาคม 2553

เปิดหลักฐานใบสั่งเผด็จการมาร์คคุกคามสื่อ สิ้นหวังได้เห็นภาพมุมสูงมวลชนเสื้อแดงอันยิ่งใหญ่ไพศาล


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มีนาคม 2553

แหล่งข่าวในวงการโทรทัศน์เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลและกองทัพได้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของโทรทัศน์ทุกช่องอย่างเข้มงวด ทั้งการสั่งการ การขอความร่วมมือผ่านทางเอกสารราชการ และการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องถูกฝ่ายรัฐบาลกลั่นกรองอย่างละเอียด แม้แต่การนำเสนอภาพที่แท้จริงของผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นในการชุมนุมใหญ่หลายครั้ง รวมทั้งในวันพรุ่งนี้(28มี.ค.)ที่เสื้อแดงจะเคลื่อนตัวไปชุมนุมที่ร.11 ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้เห็นแถวชบวนอันเหยียดยาวของเสื้อแดง แม้ว่าโทรทัศน์บางช่องจะมีเลิคอปเตอร์ที่พร้อมจะถ่ายทอดสดภาพจากมุมสูงก็ตามที

ขนาดนำเสนอข่าวภายใต้การแทรกแซงอย่างเข้มงวดขนาดนี้ โทรทัศน์บางช่องก็ยังไม่วายพ้นจากการถูกคุกคาม เช่น มีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถูกผู้มีอำนาจของรัฐบาลต่อว่า ข่าวช่อง 3 ให้เนื้อที่เรื่องเสื้อแดงมากเกินไป โดยเฉพาะรายการ"ข่าว3มิติ" ซึ่งมีนายกิตติ สิงหาปัด เป็นหัวหน้าทีมและผู้ดำเนินรายการ ถูกนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลอสมท. หน่วยงานผู้ให้สัมปทานช่อง 3 ช่อง 9 และTRUEVISION มีคำสั่งห้าม ก่อนหน้านั้นนายกิตติพยายามจะนำเฮลิคอปเตอร์ถ่ายภาพมุมสูงการชุมนุมก็ต้องยกเลิกไป

สำหรับช่อง 3 มี ฮ. เตรียมพร้อมอยู่บนหลังคาของตึก มาลีนนท์ ทาวเวอร์ 1 สามารถขึ้นบินได้ทุกเวลา อีกทั้งยังมีกล้อง High Solution อยู่บนเสาสูงของอาคาร 1 อีกหนึ่งตัว สามารถหมุนถ่ายภาพมุนสูงได้ 360 องศา ดูเหตุการณ์ในกรุงเทพฯได้ไกลหลายกิโลเมตร อุปกรณ์เหล่านี้ สามารถถ่ายทอดภาพได้อย่างดี แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเหตุผลการเมืองที่ต้องการปิดข่าวความสำเร็จของคนเสื้อแดงที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก


เปิดเอกสารอสมท.สั่งโทรทัศน์ให้ทำข่าวหนุนรัฐ-คุมรายการเล่าข่าว
สำหรับช่อง 3 ที่มีรายการเล่าข่าวที่คนติดตามชมมากอย่างเรื่องเล่าเช้านี้ หรือเรื่องเด่นเย็นนี้ กรรมการผู้อำนวยการ อสมท. ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้การกำกับของรัฐบาลมีหนังสือสั่งไปยังนายประวิทย์ มาลีนนท์ เจ้าของช่อง 3 มีเนื้อหาว่า ให้ควบคุมรายการเล่าข่าว หรือวิเคราะห์ข่าวอย่างเข้มงวด หากจะทำให้เกิดปัญหาก็ให้ตัดภาพและเสียงโดยเด็ดขาด และขอให้ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจเหตุผลในการที่รัฐบาลได้ออกพรบ.ความมั่นคง และให้นำเสนอในแง่มุมต่างๆที่รัฐบาลได้ออกพรบ.นี้ และให้เสนอแนวคำวินิจฉัยของศาลที่เกี่ยวข้องกัลบการชุมนุมว่าทำอะไรบ้างที่ผิดกฎหมาย และให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด(อ่านรายละเอียดคลิ้กภาพด้านบนเพื่อขยาย)

เปิดใบสั่งกองทัพให้ทีวีรายงานข่าวในทางที่เป็นผลลบต่อการชุมนุม

ขณะที่กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว

พร้อมทั้งขอให้โทรทัศน์ออกข่าวเป็นตัววิ่ง โดยจะส่งให้ทุกวัน นี่เป็นเหตุการณ์สั่งโทรทัศน์ช่อง 9 ก่อนที่นปช.จะเริ่มการชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ

ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%

ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%

ข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555

เปิดใบสั่งกองทัพบกห้ามนำเสนอข่าวเทเลือดประท้วง

ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีบทบาทในการออกใบสั่ง เช่น เหตุการณ์เสื้อแดงไปประท้วงเทเลือดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ได้มีหนังสือสั่งการไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยกำชับว่าอาจลดเวลาการเผยแพร่ภาพข่าว หรือการกรองภาพข่าวเทเลือด โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ทำให้เกิดความน่ากลัวสยดสยอง อาจส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชน


วันหนึ่งสั่งหลายรอบให้เป็นไปตามแนวทางรัฐ-ศอ.รส.

ศอ.รส.ซึ่งตั้งอยู่ที่ร.11ยังสั่งการไปยังโทรทัศน์ทุกช่องให้รายงานข่าวไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากคืนก่อนหน้านั้นท่านผู้หญิงวิระยา นำเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพรในหลวงแล้ว ทางศอ.รส.ก็สั่งไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆว่าให้ขึ้นตัววิ่งดังนี้

-การแสดงออกความจงรักภักดีที่แท้จริง สิ่งที่คสรกระทำคือ การนำพระบรมราโชวาทมาน้อมนำปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องความรู้รักสามัคคี"


โดยบางวันก็สั่งการมาหลายเที่ยวให้ลงข้อความข่าวของรัฐบาล และดิสเครดิตทางผู้ชุมนุม เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมมาอีกชุด(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)


ผู้บริหารทีวีรับใบสั่งกำชับฝ่ายข่าวและผู้ประกาศข่าวห้ามนำเสนอชัยชนะ-ความสำเร็จเสื้อแดง



ทั้งนี้รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ

ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้

-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด


สื่ออเมริกาวิพากษ์สื่อทีวีไทยอคติตัวการสร้างความแตกแยก

หนังสือพิมพ์ christian science monitor ซึ่งเป็น นสพ.ชั้นแนวหน้า และมีคนอ่านล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐฯ เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึง 7 ครั้ง มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times ได้รายงานข่าวเรื่อง ทีวีไทยที่มีอคติกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย ( Biased TV stations intensify divides in Thailand protests )โดยระบุตอนหนึ่งว่า การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง ทีวีไทยก็แพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสารพัดของการประท้วง รวมทั้งดิสเครดิตผู้ประท้วงอย่างไร้จรรยาบรรณ

"ความแตกต่างของข่าวทำให้คนดูมืดมน บก.ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกเล่นงาน บอกเราว่า รัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็ทำเช่นกัน แต่ตอนนี้ มันหนักกว่าเก่ามาก เขากล่าว"

สำหรับรายละเอียดของรายงานข่าวมีดังต่อไปนี้

ขณะที่การประท้วงในไทยดำเนินไปจนถึงสัปดาห์ที่สองแล้ว สถานีโทรทัศน์ที่เป็นคู่แข่งกันก็รายงานการชุมนุมทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็เน้นเรื่องผลกระทบด้านลบของการชุมนุม

กลุ่มเสื้อแดงพากันท่องไปทั่วกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์, รถกระบะ และ รถจักรยานยนต์ เมื่อวันเสาร์ (20) ที่ผ่านมา ในการชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งล่าสุด ตำรวจระบุว่ามีผู้ชุมนุมราว 65,000 รวมขบวน ที่มีความยาวหลายไมล์

แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง โทรทัศน์ของไทยที่เป็นสื่อที่คนนิยมดู บอกว่ามีผู้เข้าร่วม 25,000 คน และเช่นเคย ภาพข่าวของผู้ชุมนุมถูกการแถลงข่าวของรัฐบาลคลุมทับไปหมด ไม่มีการนำเสนอเรื่องของผู้ชุมนุมโดยทั่วไป

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมีผู้ชุมนุมประท้วงด้วยการเทเลือดหน้าทำเนียบรัฐบาล สื่อที่สนับสนุนรัฐบาลก็พากันโหมเรื่องอันตรายต่อสุขภาพ เรื่องการใช้เลือดในเชิงจริยธรรม ขณะที่สื่อผ่ายต้านรัฐบาลเน้นเรื่องการใช้สัญลักษณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลั่งเลือดเพื่อประท้วง

และหลังจากที่การประท้วงดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สื่อกระแสหลักของไทยก็ควรถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งจริง ๆ ระยะเวลาที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและการแบ่งขั้ว 4 ปี ที่ผ่านมา ก็น่าจะพิสูจน์ได้แล้ว มีนักวิจารณ์บอกว่าช่องสถานีฟรีทีวีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือกองทัพนั้นเต็มไปด้วยอคติ

ด้วยเหตุนี้เอง ชาวไทยหลายคนเริ่มหันไปหาสื่อที่อยู่ข้างเดียวกันอย่างพวกเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน และอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกทางการเมืองลึกขึ้น และทำให้การหาจุดร่วมทำได้ยากขึ้น

วันจันทร์ (22) ที่ผ่านมา แกนนำผู้ชุมนุมปฏิเสธไม่ยอมรับการเจรจากับรักษาการนายกรัฐมนตรี และยืนยันอยากเจรจากับตัวนายกรัฐมนตรีเอง ตัวนายกฯ อภิสิทธิ์เองก็ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ให้เขายุบสภาและเลือกตั้งใหม่

ก่อนหน้านี้อคติในสื่อไทยก็เคยทำให้เกิดความขัดแย้งมาแล้ว ในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535) เมื่อทหารยิงผู้ชุมนุมในกทม. ช่องสถานีของรัฐบาลรายงานว่ามีพวกคอมมิวนิสต์ปลุกระดมให้เกิดจลาจล ภาพที่ถูกใส่ความว่าเป็นการต่อต้านเชื้อพระวงศ์ในหนังสือพิมพ์ปี 1976 (เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519) ก็ทำให้เกิดการสังหารหมู่นักศึกษาโดยกลุ่มที่ถูกจัดตั้งโดยกองทัพ

ไม่กี่ปีที่ผ่านมากลุ่มนักกิจกรรมที่ขัดแย้งกันทั้งสองฝ่ายต่างกดดันสถานีโทรทัศน์เรื่องการเสนอข่าว และมีการคุกคามผู้สื่อข่าวที่นำเสนอจำนวนผู้ชุมนุมน้อยกว่าความจริง จากกรณีนี้เองทำให้สื่อบางแห่งหลีกเลี่ยงการประเมินจำนวนผู้ชุมนุม "พวกเราไม่อยากมีปัญหา เราจึงหลีกเลี่ยงการรายงานเรื่องจำนวน" บรรณาธิการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งกล่าว

สถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอคนละมุม

เรื่องที่ทำให้ยิ่งเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้นคือการที่แต่ละฝ่ายต่างมีสื่อของตัวเอง ฝ่ายเสื้อแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากคนชนบทและจากชนชั้นแรงงานของไทย เปิดสถานีพีเพิลแชนแนล ที่ถ่ายทอดการประท้วงตลอดวันตลอดคืน ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือเสื้อเหลืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางสิทธิเลือกตั้งก็รับข่าวสารจาก เอเอสทีวี ทั้งสองช่องล้วนแต่มีอคติสูง

สุภิญญา กลางณรงค์ นักรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อกล่าวว่า การแพร่ขยายของ 'สื่อใหม่' (new media) ทำให้เกิดการตรวจสอบการควบคุมข่าวสารของรัฐบาล เธอกล่าวอีกว่าสื่อโทรทัศน์ไม่มีพลังในการบิดเบือนความจริงได้มากเท่าในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬพ.ศ. 2535) อีกแล้ว เพราะพวกเขาต้องแข่งกับสื่ออื่น ๆ รวมถึงการส่งรูปและข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต

"ฉันคิดว่า (รัฐบาล) รู้ว่าหากพวกเขาใช้การควบคุมหรือบงการมากเกินไป ประชาชนจะไม่เชื่ออีกต่อไป" สุภิญญากล่าว

บรรณาธิการข่าวโทรทัศน์ผู้ไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกคุกคามบอกอีกว่า ความแตกต่างจะทำให้ผู้ชมตกอยู่ในความมืด เขาบอกอีกว่ารัฐบาลแทรกแซงการนำเสนอข่าว ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ "แต่ในตอนนี้มันเลวร้ายกว่าเดิม" เขากล่าว

มีเดียมอนิเตอร์ชี้ชัดสื่อทีวีเอียงข้างรัฐบาล

พบว่า ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล


โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) หรือมีเดียมอนิเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.ได้จัดทำรายงานเรื่อง"มีเดียมอนิเตอร์ชี้ข่าวชุมนุมเสื้อแดงในทีวี พบเน้นเฝ้ารอสถานการณ์ มากกว่าเฝ้าระวัง แข่งรายงานบรรยากาศสด จราจร มาตรการรับรุนแรง แนะเสนอข่าวเชิงรุก ลึก สันติภาพ" ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

จากเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ที่จัดชุมนุมในช่วงวันที่ 12 – 14 มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ ก่อให้กระแสความตื่นตัวในสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งและความรุนแรงนี้ ผู้คนในสังคมต่างจับตาการทำหน้าที่ของสื่อว่าจะสามารถเป็นไปอย่างมีจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพได้หรือไม่ อีกทั้งการรายงานข่าวนั้นมีส่วนช่วยลดหรือขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร

โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ทำหน้าที่การเฝ้าระวังการรายงานข่าวของสื่อในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 (สมัยกลุ่มพันธมิตรฯ) จนรัฐบาลปัจจุบัน เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางการเมือง สังคมและสื่อมวลชน โครงการฯ พิจารณาแล้ว จึงจะเฝ้าระวังการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม ใน 10 ช่องสถานีโทรทัศน์ตลอด 24 ชั่วโมง (ได้แก่ ฟรีทีวี 6 ช่อง คือ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, ทีวีไทย, และ เคเบิ้ลทีวีหรือทีวีผ่านดาวเทียมอีก 4 ช่องคือ เนชั่นชาแนล, เอเอสทีวี, ทีเอ็นเอ็น และ ดีสเตชั่น) ว่ามีลักษณะเนื้อหาข่าวเช่นไร

ผลการศึกษา เปรียบเทียบในระดับภาพรวม (ของวันที่ 12 มีนาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 00.00-16.00 น.) ดังนี้

1. การให้พื้นที่ข่าว พบว่า โดยรวมสื่อโทรทัศน์ทุกช่องสถานี ให้พื้นที่ข่าวการชุมนุมเป็นข่าวหลักในทุกช่วงข่าว และให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวมากกว่าปกติ ช่องที่ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อยได้แก่ช่อง 5 และช่อง 7

2. ประเด็นข่าว พบว่า โดยรวมเน้นประเด็นเหตุการณ์-สถานการณ์/บรรยากาศ/ความพร้อมของกลุ่มผู้ชุมนุม ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศและในกรุงเทพ เน้นใช้ภาพถ่ายทอดจำนวนผู้ชุมนุม ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล ค่อนข้างขาดรายงานพิเศษ – บทวิเคราะห์ทางการเมือง ผลกระทบทางการเมือง-สังคม วัฒนธรรม แต่จะเน้นประเด็นข่าวเหตุการณ์/บรรยากาศ

3. แหล่งข่าว ส่วนมากข่าวเน้นบรรยากาศ/เหตุการณ์การเดินทางมาชุมนุม มีการใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดจากกองบังคับบัญชาตำรวจนครบาล (บก.02) ประกอบการรายงานข่าว เน้นเฝ้าระวังเหตุการณ์และรายการงานสภาพการจราจรตามจุดต่างๆ และแหล่งข่าวฝ่ายแกนนำ แต่ไม่มากและไม่เด่นชัด

โดยมากเป็นการรายงานโดยผู้สื่อข่าวภาคสนาม และเน้นสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร รัฐมนตรี นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

4. การใช้ภาพข่าว ส่วนมากเป็นภาพบรรยากาศการรวมตัวของผู้ชุมนุม กิจกรรมการตั้งขบวน พิธีกรรมของผู้ชุมนุม การเดินทาง การตรวจค้นผ่านด่าน ณ จุดต่างๆ โดยใช้ภาพจากผู้สื่อข่าวภาคสนามและภาพกล้องจรปิด ขณะที่ช่องเอเอสทีวีมีการปล่อยสกู๊ปพิเศษเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงการชุมนุมเดือนเมษายน 2552

ภาพข่าวที่สื่อนำเสนอ อาจมุ่งเน้นไปที่การสื่อความหมายในเชิงความรุนแรง (ภาพกองกำลังตำรวจและภาพกลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะการเตรียมความพร้อมการปะทะ)

5. การใช้ภาษาข่าว โดยรวมพบว่าใช้ภาษาค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ และการแสดงความคิดเห็น


ผลการศึกษา สรุปแยกรายช่อง ดังนี้

ช่อง 3 :

รายการข่าวในช่วงผังข่าวปกติ เน้นเกาะติดสถานการณ์การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมในเส้นทางสายต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน รวมถึงจำนวนผู้ชุมนุม การรวมตัวของผู้ชุมนุมตามจุดสำคัญในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่ใช้มักมาจากฝั่งรัฐบาล ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุมจะเน้นการสรุปเหตุการณ์โดยผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าวภาคสนามแทน

เน้นประเด็นข่าวมาตรการของรัฐในการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ อุปกรณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เส้นทางการจราจรในกรุงเทพฯ วิถีชีวิต ผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องหรือความคิดเห็นอื่นๆ จากผู้ชุมนุมมากนัก อีกทั้งพบว่าทิศทางการรายงานข่าวนั้นมุ่งนำเสนอทิศทางหรือเหตุการณ์ในประเด็นการรุก-รับของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก

ช่อง 5 :

นำเสนอข่าวตามผังปกติ สลับกับการรายงานสดสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น และรายงานข่าวการชุมนุมในช่วงรายการข่าว เน้นประเด็นข่าว เรื่อง การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด (การเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ) สภาพการจราจร บริเวณต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และประเด็นการเตรียมตัวรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พื้นที่ข่าวมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยกว่าช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด

เน้นการรายงานสดจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามายังห้องส่ง เช่น อนุสาวรีย์หลักสี่ วงเวียนใหญ่ วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง

ช่อง 7 :

พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อย แต่เด่นในช่วงรายงานพิเศษ เน้นสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้น
มีการรายงานสดแทรกในรายการปกติ (ภาพยนตร์เกาหลีและถ่ายทอดสดการแข่งขันชกมวย) ใช้ชื่อรายการว่า “รายการเกาะติด สถานการณ์ชุมนุมเสื้อแดง” เน้น 3 ประเด็นข่าว คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด ประเด็นสภาพปัญหาการจราจร บริเวณต่างๆ และประเด็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและรักษาความเป็นกลาง

ช่อง 9 :

ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างมาก นำเสนอในทุกช่วงข่าวและเป็นข่าวสำคัญของทุกช่วง มีข่าวต้นชั่วโมงบ่อยและถี่มากกว่าช่องอื่นๆ เน้นประเด็น บรรยากาศการแถลงการณ์ชุมนุม รัฐคุมเข้ม การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด สภาพการจราจร การตั้งด่านตรวจตรา ณ จุด บริเวณต่างๆ

เพิ่มการรายงานความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัด ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ และ จ.นครสวรรค์, ภาคอีสาน จ.ศรีสะเกษ, ภาคใต้ จ.สงขลา และภาคกลาง จ.นนทบุรี

การใช้ภาษาข่าวของผู้ประกาศข่าว ค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ ความคิดเห็น รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์/ความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ไม่พบ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ ส่วนรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง พิธีกรชายใส่อารมณ์ขณะรายงานข่าว แต่ไม่ได้รายงานผิดไปจากข้อเท็จจริง

ช่อง 11 :

ให้พื้นที่ข่าวในระดับกลาง รายงานข่าวในช่วงผังข่าวปกติ มีเพลงรณรงค์สันติภาพในช่วงข่าว เน้นการรายงานเรื่องสภาพการจราจร ณ จุดต่างๆ ให้รายละเอียดเรื่องความคืบหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดต่างๆ ให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย มีการเสนอภาพกราฟฟิกผลโพลล์สำรวจ และหน่วยงานที่สามารถสอบถามปัญหาการจราจร หลายๆ ช่วง ทั้งการรายงานโพลล์จากกรุงเทพฯ โพลล์ และภาพกราฟฟิกศูนย์ปฏิบัติการทางการแพทย์ในพื้นที่ 10 จุด มี Vox Pop ของประชาชนที่ไม่สนับสนุนการชุมนุม ผู้ประกาศรายงานข่าวอย่างสุภาพ

เน้นการสัมภาษณ์เรื่อง การชุมนุมอย่างสันติวิธี จากนักวิชาการมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แทรกด้วยรายงานสดทางโทรศัพท์จากผู้สื่อข่าวในพื้นที่รวมทั้งประชาสัมพันธ์ของจังหวัดสมุทรปราการที่รายงานความคืบหน้าการชุมนุมตั้งแต่ต้น แต่การรายงานค่อนข้างใช้คำที่ให้ภาพลบกับฝั่งผู้ชุมนุม เช่น ออกมากล่าวปราศรัยว่า “ที่ออกมาชุมนุมเท่านี้แค่น้ำจิ้มนะ วันที่ 14 จะทำให้รัฐบาลหวั่นไหวมากกว่านี้” หรือผู้ชุมนุมออกมาส่งเสียงเชียร์เสียงดัง และยังทำให้รถติดยาวเหยียดหลายสิบกิโล นอกจากนี้ยังให้รายละเอียดเรื่องเส้นทางการเดินทางต่างๆทั้งทางรถ และทางเรือด้วย พิธีกรในรายการไม่ค่อยมีปัญหาในการรายงาน ไม่ได้ให้น้ำหนักไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

เน้นรายงานความคืบหน้าจากที่ชุมนุมเป็นหลัก มีการรายงานหน้าสทท.ที่ผู้ชุมนุมเดินทางมาชุมนุมด้วย แต่ออกมารายงานหลังจากที่ผู้ชุมนุมเดินขบวนไปแล้ว ไม่มีภาพขณะผู้ชุมนุมมาถึงมารายงาน มีภาพความรุนแรงตอนที่เสื้อแดงทำร้ายประชาชนนำเสนอด้วย ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวภาคสนามใช้ภาษาสุภาพในการรายงานข่าว

ทีวีไทย :

เน้นภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม ให้รายละเอียดการเคลื่อนขบวน ณ จุดต่างๆ กำลังทำอะไรอยู่บ้าง ไม่มีการสัมภาษณ์แกนนำหรือกลุ่มผู้ชุมนุม การรายงานข่าวทางฝ่ายรัฐบาลเน้นที่ตัวนายกรัฐมนตรีว่ากำลังไปไหน และทำอะไรอยู่ มีการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้มีการให้รายละเอียดเรื่องการจราจรกับผู้ชมว่าบริเวณที่มีการชุมนุมมีสภาพการจราจรเป็นอย่างไร รายละเอียดของสภาพแวดล้อมในบริเวณใกล้เคียง ทั้งร้านค้า ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน ว่ามีที่ไหนเปิดบริการและที่ไหนปิดบริการไปแล้ว

มีการนำเทปรายการ ตอบโจทย์ ที่มาออกอากาศซ้ำ โดยนำคำสัมภาษณ์ของแกนนำนปช.และฝ่ายรัฐบาลที่เป็นประเด็นสำคัญมาออกอากาศให้ชม มีการรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การชุมนุม และมี Vox Pop ของประชาชนเกี่ยวกับสันติวิธีในการชุมนุม

ผู้ประกาศใช้ภาษาข่าวสุภาพ มีการตั้งคำถามในเชิงรุกต่อแหล่งข่าวและผู้สื่อข่าว ภาคสนามเพื่อต่อยอดประเด็นต่างๆ ออกไป ให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ในขณะนั้น

ช่อง TNN :

เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่มักรายงานสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น เนื้อหามุ่งนำเสนอการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมในภาคส่วนต่างๆ ทั้งแกนนำ จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ การเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในรัฐบาล และเน้นหนักไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สถาบันทางการเงิน ตลาดหุ้น การจราจรในกรุงเทพฯ ข้อมูลที่ได้มักมาจากผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ และบุคคลในรัฐบาลมากกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเปิดพื้นที่เพียงการสรุปความโดยผู้สื่อข่าว และผู้ประกาศข่าวเท่านั้น

ช่อง เอเอสทีวี :

ให้พื้นที่ข่าวอย่างต่อเนื่อง เน้นรายการสนทนา และนำเสนอผลกระทบจากการชุมนุม เช่น สถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ เน้นวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมากกว่ารายงานข่าวการติดตามสถานการณ์ มีการใช้ภาพข่าวความรุนแรงจากการชุมนุมมานำเสนอประกอบ (ภาพเก่าช่วง เม.ย.52) ในลักษณะสารคดี เน้นการใช้ภาษาบรรยายที่สื่อถึงความรุนแรง ใช้คำสนทนาระหว่างพิธีกรที่แสดงความคิดเห็นรุนแรง เช่น “ชั่วช้าที่สุดเลย”, และในช่วงรายการบิสสิเนสเฮดไลน์ พิธีกรพูดว่า “เรามาติดตามลิ่วล้อระบบทักษิณ” เน้นแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่ากลุ่มเสื้อแดง และมีการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนขบวนของกลุ่มเสื้อแดง

ช่อง D Station :

เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื้อหามุ่งนำเสนอความเคลื่อนไหวของการชุมนุมในลักษณะของการปลุกระดม ผ่านการให้ข้อมูลโดยแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และพบว่าผู้ประกาศข่าวมีบทบาทในการสรุปเหตุการณ์ ให้ข้อมูล บรรยาย หรือแม้กระทั่งร่วมแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยข้อมูลมุ่งวิพากษ์บุคคลในรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ องคมนตรี และมักปรากฏถ้อยคำลักษณะ “ประกาศสงคราม” อยู่เสมอ

ทิศทางการนำเสนอไม่ได้อธิบายเหตุการณ์ในมุมของกลุ่มผู้ชุมนุมมากนัก แต่มักนำเสนอการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ดูแลควบคุมการชุมนุม และให้พื้นที่มากเป็นพิเศษกับการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลุ่มทหาร และมุ่งสร้างความเกลียดชังฝั่งรัฐบาลอย่างชัดเจน มีการใช้คำชักชวนผู้ชุมนุมให้ออกมาชุมนุม เช่น “ผมขอเชิญให้ประชาชนออกมาร่วมกันชุมนุมเพื่อทำสงครามครั้งสุดท้าย….”

26 มีนาคม 2553

ไอ้คลั่งสุนันท์ปลุกระดมผ่านสื่อฆ่าหมู่เสื้อแดง พฤติกรรมเลียนแบบวิทยุแห่งความตายรวันดา


ไอ้คลั่งรวันด้าเมืองไทย-สุนันท์ ศรีจันทรา นักจัดรายการF.M.96.5 FM92.25และโทรทัศน์เนชั่นแชนัล ใช้สื่อในมือด้วยความคลุ้มคลั่งปลุกปั่นให้เสื้อเหลืองและคนกรุงเทพฯรวมตัวกันที่สวนลุมฯวันพรุ่งนี้และรวมตัวกันทุกซอกซอยแล้วใช้กำลังจัดการกับเสื้อแดงให้หมด โดยระบุว่าเพราะเสื้อแดงเป็นเศษมนุษย์ เป็นม็อบรับจ้าง เุถื่อน ถ่อย เมาเหล้าขาว ไม่ได้เป็นม็อบมีอุดมการณ์แบบพันธมิตรที่สุนันท์เคยเข้าร่วม วงการวิตกจะซ้ำรอยวิทยุยานเกราะสมัย6ตุลาฯ และ"วิทยุแห่งความตาย"ที่ปลุกระดมให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันด้า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มีนาคม 2553

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำนปช.กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 27 มี.ค. คนเสื้อแดงจะปรับวิธีไม่ใช้การตระเวนสื่อสารกับคนกรุงเทพฯ แต่จะเปลี่ยนเป็นการรวมตัวบนถนนราชดำเนินและตัดสินใจร่วมกัน เพื่อกำหนดมาตรการปลดแอกรัฐไทยออกจากอำนาจทหาร โดยเชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย หากเกิดการปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดงกับกลุ่มจัดตั้งรัฐบาลต้องรับผิดชอบ สื่อมวลชนเสื้อเหลืองก็ได้ปลุกระดมให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยออกมาจัดการกลุ่มเสื้อแดงด้วยกำลัง

ผู้ที่มีบทบาทหลักในเรื่องนี้คือนายสุนันท์ ศรีจันทรา พิธีกรผู้ดำเนินรายการเกี่ยวกับหุ้นทางคลื่นวิทยุF.M.96.5 อสมท. รายการหุ้นทางNATION CHANNEL และASTV รวมทั้งปักหลักทำรายการที่F.M.92.25ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ โดยนายสุนันท์เคยมีบทบาทอย่างสูงในเวทีพันธมิตรฯในตอนยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน โดยทำหน้าที่โจมตีรัฐบาลสมัยนั้นด้านเศรษฐกิจ เคยเป็นแกนนำบุกกระทรวงการคลัง

แม้จะทำรายการหุ้นในปัจจุบัน แต่นายสุนันท์กลับเอาเวลาส่วนใหญ่มาปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อคนเสื้อแดง

สุนันท์ ศรีจันทราคลั่งหนักยุมวลชนฆ่าหมู่"เศษมนุษย์เสื้อแดง"

ในคลื่นวิทยุF.M.92.25วันนี้ นายสุนันท์ ศรีจันทรา จัดรายการโดยโจมตีว่ารัฐบาลไม่ยอมปราบปรามคนเสื้อแดงทั้งที่พวกนี้เป็นม็อบรับจ้างทักษิณมาค่าหัววันละ 200 บาท ตกดึกเมาเหล้าขาว เป็นแค่"เศษมนุษย์"ที่สร้างความปั่นป่วนเดือดร้อน ดังนั้นจึงขอสนับสนุนให้ชาวกรุงเทพฯออกมาระดมกำลังกันกวาดล้าง โดยยกตัวอย่างว่าสมัยคานธีเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษสำเร็จ เกิดการแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับชาวอิสลามถึงขั้นแตกแยกเป็น 2 ประเทศ เพราะมีชาวฮินดูคนหนึ่งทนไม่ไหวขว้างก้อนหินใส่ชาวอิสลาม จึงเกิดการจลาจลสังหารมหมู่กันขึ้น

"เมืองไทยเราก็ต้องทำแบบอินเดียแล้วหละครับ วันเสาร์27นี้หากพวกเสื้อแดงไปก่อความวุ่นวายที่ไหน พวกเราต้องออกมาตามซอกซอยต่างๆตัดตอนตลบหลังมันแล้วเอาแบบอินเดียเขาทำ ให้มันตายกันเป็นเบือไปเลย"นายสุนันท์กล่าว

นายสุนันท์ปลุกระดมให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับม็อบเสื้อแดง พากันใส่เสื้อสีชมพูออกมารวมตัวกันที่สวนลุมพิีนี โดยเขาได้เตรียมป้ายประท้วงด้วยถ้อยคำหยาบคายไว้ให้มากมายแล้ว และเนื่องจากเสื้อแดงเป็นพวกเศษมนุษย์ต้่องจัดการให้สิ้นซากแตกกระเจิง จากนั้นเขาจะตามไล่บี้พวกแกนนำตามไปจัดการถึงบ้านให้หมดทุกราย

"ในเมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ใจมด มีกฎหมายมีกำลังในมือแต่ไม่ยอมปราบปรามพวกเรื้อนแดงถ่อยที่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่ว ผมก็อยากเชิญชวนประชาชนชาวกรุงเทพฯ หรือพันธมิตร หรือสีไหนก็ได้ตั้งกลุ่มรวมตัวกันมากๆ พวกถ่อยแดงมันอยู่ไหน หรือวันเสาร์27นี้จะยกพวกไปปิดถนนก่อความรำคาญที่ไหน ก็ให้ยกพวกไปปิดล้อมพวกมัน ก็คงจำเป็นที่ประชาชนต้องใช้กำลังจัดการเอง เพราะรัฐบาลไม่ยอมจัดการ"นายสุนันท์กล่าวในตอนหนึ่งทางคลื่นวิทยุF.M.92.25MHzช่วง15.00น.วานนี้

เขากล่าวว่าพวกม็อบเสื้อแดงต่างจากเสื้อเหลือง เพราะม็อบเสื้อเหลืองมาด้วยอุดมการณ์ มาบริจาคเงินให้พันธมิตรต่อสู้ล้มรัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร-สมชาย แต่เสื้อแดงมีแต่ไอ้พวกโง่ๆจนๆรับจ้างม็อบจากทักษิณ แล้วก็ขนกันมาจากบ้านนอกได้ค่าแรงวันละ200 ตกดึกก็งัดเหล้าขาวมาเมากันสนุก ตื่นเช้าก็ออกสร้างความปั่นป่วนให้คนกรุงเทพฯ มีแต่ไอ้พวกถ่อยๆเถื่อนๆทั้งสิ้น

ล่าสุดในการชุมนุมวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ก็ได้ทราบว่ามีการจ้างมอเตอร์ไซค์ให้ออกมาป่วนกรุงเทพฯหัวละ1,500บาท แล้วมีการจ้างคนไปเชียร์ตามสะพานลอย แต่วันที่27นี้จะมีการจ้างคนไปยืนตามห้างพาราก้อน ห้างแถวสยาม อาจให้ใส่เสื้อสีอื่นก่อน พอม็อบป่วนเมืองเสื้อแดงมาถึงก็จะให้เปลี่ยนเป็นเสื้อแดงออกมาเชียร์

"อย่างวันก่อนไอ้พวกเถื่อนถ่อยนี้ก็ไม่กล้าไปสภา เพราะมันใจมดเจอของจริงทหารอยู่เต็ม แต่รัฐบาลก็ใจมดดำไม่ยอมลงมือปราบปรามเสียที ผมกต้องบอกประชาชนครับต้องรวมตัวกันมากๆมันอยู่ราชดำเนินเราก็ไปล้อม มันจะยกเข้าสีลม สาธร ไปสยามเราก็ไปล้อม ก็คงต้องออกแรงกันหน่อยหละครับ ในเมื่อรัฐบาลไม่ยอมจัดการเอง"

ทั้งนี้ในสัปดาห์ก่อนนานสุนันท์พูดออกทุกสื่อที่เขาเป็นพิธีกรว่า ฟันธงว่าเสื้อแดงจะฝ่อไปเองในวันพุธที่ 17 ก็จบแล้วเพราะท่อน้ำเลี้ยงหมด ทั้งพวกรับจ้างก็ได้เงินแล้ว แดดก็ร้อน 3เกลอหัวขวดก็แบ่งเงินกันแล้ว

อย่างไรก็ตามปรากฎว่านายสุนันท์ธงหัก เพราะเสื้อแดงยังชุมนุมกันต่อมาถึงวันนี้

บทเรียนจากสื่อรวันดาบงการฆ่าหมู่5แสนศพผ่านสื่อถึงไอ้คลั่งสุนันท์ สุดท้ายโดนประหาร



ไอ้คลั่งเหลืองอ๋อย-บทบาทของสุนันท์ ศรีจันทรา บนเวทีพันธมิตรทั้งช่วงยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน และเคยนำทีมดาวกระจายบุกกระทรวงการคลัง รวมทั้งผูกพันกับพรรคการเมืองใหม่ที่มี"สำราญ รอดเพชร"ซี้ของสุนันท์เป็นโฆษกพรรคอยู่ สุนันท์ยังเป็นเพื่อนสนิทของสนธิญาณ หนูแก้ว แห่งสำนักข่าวT-NEWSที่มีบทบาทกล่าวหาว่าเสื้อแดงล้มเจ้าอีกด้วย



ในปี ค.ศ. 1994 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร) ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 500,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่) นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยสื่อมวลชนมีบทบาทในการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงโดยเฉพาะสื่อวิทยุทำงานอย่างจริงจัง อย่างจงใจ และเป็นระบบในการก่อให้เกิดการสังหารหมู่ โดยแสดงบทบาทดังต่อไปนี้

1. สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ และถ้อยคำหยาบคายที่จงใจทำให้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มีความคิดเห็นหรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างกลายเป็นศัตรูที่ต้องถูกกำจัดหรือกวาดล้าง กระบวนการสร้างความเกลียดชังทำในสองรูปแบบหลักคือ หนึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม ในกรณีนี้ดีเจสถานีวิทยุ Radio-Télévision Libre des Milles Collines (RTLM) ซึ่งเป็นสถานีวิทยุเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของผู้นำฮูตูขวาจัด และมีบทบาทหลักในการยุยงปลุกปั่นความเกลียดชัง จนได้ฉายาอันอื้อฉาวว่า “วิทยุแห่งความตาย” จงใจเรียกชาวตุดซี่ว่าเป็นแมลงสาบตลอดเวลา เพื่อชี้ว่าชาวทุตซี่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อหรือจิตวิญญาณเหมือนชาวฮูตู เป็นขยะของสังคมที่ควรจะถูกกวาดล้างเพื่อทำให้สังคมบริสุทธิ์ เหมือนกำจัดแมลงสาบออกไปจากที่พักอาศัย (ฆ่าแมลงสาบไม่บาป)

นอกจากเทคนิคที่กดให้ฝ่ายตรงข้ามต่ำกว่าตนแล้ว เทคนิคอีกประการหนึ่งคือ วาดภาพให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปเสีย ซึ่งก็เป็นการทำให้พวกเขาไม่ใช่มนุษย์มนาไปอีกแบบหนึ่ง คือ ดูน่ากลัวเสียจนฝ่าย “พวกเรา” ต้องสามัคคีกันเพื่อกำจัด มีการปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุ RTLM ว่าชาวทุตซี่มีแผนการจะสังหารหมู่ชาวฮุตูให้สิ้นซากไปจากประเทศ และแปลงรวันดาให้กลายเป็นดินแดนของชาวทุตซี่แต่ลำพัง เทคนิคประการที่สองนี้มุ่งสร้างให้เกิดความกลัวและตื่นตระหนกเสริมเข้าไปกับความเกลียดชัง

2.สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมืองหัวรุนแรงกับเครือข่ายของพวกเขา มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างที่ควรจะทำในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง แต่แปลงร่างตัวเองเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเชื้อชาตินิยมขวาจัดในการโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม (รวมทั้งชาวฮูตูด้วยกันที่ไม่เห็นสอดคล้องกับแผนการณ์ของตน) ที่น่ากลัวคือ ผู้ประกาศข่าวและเจ้าหน้าที่ของสถานีนี้ไม่เพียงแต่บิดเบือนข้อเท็จจริง โกหกมดเท็จ และปั้นนำเป็นตัวเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการของการสังหารหมู่เลยทีเดียว มีการประกาศรายชื่อชาวตุ๊ดซี่ที่เป็นเป้าหมายของการสังหารออกอากาศสด นอกจากชื่อเสียงเรียงนาม ดีเจประจำสถานียังให้ข้อมูลที่อยู่เสร็จสรรพว่าจะไปตามฆ่าคนเหล่านี้ได้ที่ไหน รวมทั้งมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ชาวตุดซี่ไปชุมนุมหรือหลบซ่อนอยู่ ข้อมูลจากองค์กรนานาชาติและนักวิจัยพบว่า รายชื่อบุคคลที่สถานีวิทยุ RTLM ประกาศออกอากาศ ทุกรายถูกฆ่าตายให้หลังเวลาการออกอากาศไม่นาน และสถานที่หลบภัยทั้งหลายถูกเผาทำลายและโจมตีอย่างแม่นยำหลังจากมีการประกาศผ่านสถานีวิทยุ เนื่องจากความแพร่หลายของสื่อวิทยุ ซึ่งเป็นสื่อราคาถูกและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในสังคมรวันดา ทำให้การประสานงานในการฆ่าดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในขอบเขตทั่วประเทศ

3.สื่อทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรงเป็นทางออกและจำกัดทางเลือกของการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี บทบาทของสื่อในข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น สื่อวิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับในรวันดาจงใจชี้นำสาธารณะว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง “พวกเรา-คนส่วนใหญ่” กับ “พวกเขา-คนส่วนน้อย” เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว และตอกย้ำว่าความรุนแรงเท่านั้นที่เป็นทางออกจากความขัดแย้งนี้ คำขวัญที่ถูกอ่านออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงนั้นคือ เลือกเอาว่าคุณ “จะฆ่าหรือจะเป็นฝ่ายถูกฆ่า” (to kill or to be killed) โดยการชี้นำเช่นนี้ สื่อทำหน้าที่อันเลวร้ายสองอย่าง หนึ่ง ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้าใจความประเด็นทางการเมืองในแบบอื่นๆ เลย นอกจากการเมืองของสีขาวกับสีดำ เทพกับมาร การตีกรอบปัญหาทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้สังคมขาดวุฒิปัญญาและไม่พร้อมต่อการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน สอง สื่อทำหน้าที่เป็นโฆษกของความรุนแรงและโหมกระพือความแตกแยกในสังคมแทนที่จะเป็นสติให้กับสาธารณชน

บทเรียนจากรวันดาคือ สื่อในสังคมไหนๆ ก็สามารถเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการก่อความรุนแรงได้ เมื่อใดก็ตามที่มันยุติการทำหน้าที่ของการเป็นผู้รายงานข้อเท็จจริงและนำเสนอความเห็นอันรอบด้านแก่สาธารณะ และแปลงตัวเองไปเล่นบทกระบอกเสียงของความเกลียดชัง

ประหารดีเจคลื่นวิทยุแห่งความตายหลังสงครามยุติ

ในปี ค.ศ. 2003 ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (International Criminal Tribunal for Rwanda : ICTR) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตผู้ประกาศสองคนของสถานีวิทยุ RTLM และนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง (นับจากศาลนูเรมเบิร์กที่จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อพิจารณาการสังหารหมู่ชาวยิว) ว่า แม้สื่อมวลชนไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ลงมือฆ่าโดยตรง หากทำหน้าที่ยุยงปลุกปั่นและชี้นำให้มีการใช้ความรุนแรง ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายต่ออาชญกรรมที่เกิดขึ้นด้วย

FM92.25สื่อคลั่ง อดีตผู้นำนศ.6ตุลาปลุกระดมฆ่าหมู่เศษมนุษย์เสื้อแดง


6ตุลาฯแปรธาตุ-ผมอึดอัดจริงๆปล่อยให้เสื้อแดงป่วนอยู่ได้ รัฐบาลก็เฉยทั้งที่มีกฎหมาย มีอำนาจในมือ พันธมิตรก็ไม่ยอมออกมา แบบนี้คนกรุงเทพฯก็ต้องออกมาจัดการกันเองซะแล้วหละครับ-พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ แกนนำชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย พูดทางวิทยุFM92.25


ไอ้คลั่งยุฆ่าเศษมนุษย์เสื้อแดง-สมัยคานธีเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษสำเร็จ เกิดการแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับชาวอิสลามถึงขั้นแยกเป็น2ประเทศ เพราะมีชาวฮินดูคนหนึ่งทนไม่ไหวขว้างก้อนหินใส่ชาวอิสลาม จึงเกิดการจลาจลสังหารหมู่กันขึ้น เมืองไทยเราก็ต้องทำแบบอินเดียแล้วหละครับ วันเสาร์27นี้หากพวกเศษมนุษย์เสื้อแดงไปก่อความวุ่นวายที่ไหน พวกเราต้องออกมาตามซอกซอยต่างๆตัดตอนตลบหลังมันแล้วเอาแบบอินเดียเขาทำ ให้มันตายกันเป็นเบือไปเลย-สุนันท์ ศรีจันทรา นักธุรกิจ อดีตคนเดือนตุลาฯกล่าวทาง92.25 เวลาราว15.00น.วานนี้




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มีนาคม 2553

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แฉภุชงค์1,800 อดีตนักศึกษา6ตุลาฯ,สหายยุทธ,ยุวประชาธิปัตย์ สมุนอำมาตย์

พิเชียรอดีตผู้นำนักศึกษา6ตุลาแปลงร่างคลั่งยุปราบเสื้อแดง

นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อดีตผู้นำนักศึกษายุค 6 ตุลาคม 2519 ได้ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาลไม่ให้ยุบสภา และโจมตีความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ในนามของชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยที่นายพิเชียรเป็นแกนนำอยู่

ชมรมนี้นอกจากนายพิเชียรแล้วก็มีนายประสาร มฤคพิทักษ์ ที่เข้าไปรับใช้เผด็จการ และได้รับตำแหน่งสว.สรรหาตอบแทน เคยเคลื่อนขบวนรถจากย่านสีลมเข้ามาสมทบกับพันธมิตรฯที่เคลื่อนไหวยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินมาก่อนในช่วงปี2551

นายพิเชียรเคยได้รับรางวัลจากเผด็จการให้เป็นกรรมการโทรคมคมแห่งชาติ(กทช.)แต่ต่อมาคณะกรรมการชุดนั้นล้มเลิกไป ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุทางคลื่นF.M.92.25 MHz ซึ่งมีบทบาทต่อต้านเสื้อแดง และทำตัวเหมือนวิทยุยานเกราะยุค6ตุลาฯคือผู้ดำเนินรายการบางคนอย่างนายสุนันท์ ศรีจันทรา ออกมาเร่งเร้าให้มีการจัดตั้งมวลชนปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง แม้แต่การปะทะหรือการสังหารหมู่

นายพิเชียรจัดรายการเกี่ยวกับเศรษฐกิจในช่วงเวลาเที่ยงถึงบ่ายโมงเศษ โดยช่วงที่เสื้อแดงเข้ามาชุมนุม เขาได้แสดงความอึดอัดแบบเดียวกับนายสุนันท์ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ยอมปราบปรามเสื้อแดง หรือสลายการชุมนุมแม้มีกฎหมายในมือ เขาจึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรออกมาจัดการกับเสื้อแดง

"แต่พันธมิตรก็ยังเฉยๆไม่ยอมทำอะไรเลย รัฐบาลก็เฉยทั้งที่มีกฎหมาย มีอำนาจในมือ แบบนี้คนกรุงเทพฯก็ต้องออกมาจัดการกันเองซะแล้วหละครับ"นายพิเชียรกล่าวปลุกระดมในการจัดรายการตอนหนึ่งเมื่อวานนี้ ทั้งนี้ในยุค6ตุลาคม2519 ซึ่งมวลชนฝ่ายขวาร่วมกับทหารตำรวจเข้าปราบปรามนักศึกษาที่จัดการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างนองเลือด

สุนันท์ ศรีจันทราคลั่งหนักยุมวลชนฆ่าหมู่"เศษมนุษย์เสื้อแดง"

ในคลื่นวิทยุเดียวกัน เวลา15.00 น.วานนี้ นายสุนันท์ ศรีจันทรา ซึ่งอ้างว่าเป็นคนเดือนตุลาอีกราย จัดรายการโดยโจมตีว่ารัฐบาลไม่ยอมปราบปรามคนเสื้อแดงทั้งที่พวกนี้เป็นม็อบรับจ้างทักษิณมาค่าหัววันละ200ตกดึกเมาเหล้าขาว เป็นแค่"เศษมนุษย์"ที่สร้างความปั่นป่วนเดือดร้อน ดังนั้นจึงขอสนับสนุนให้ชาวกรุงเทพฯออกมาระดมกำลังกันกวาดล้าง โดยยกตัวอย่างว่าสมัยคานธีเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษสำเร็จ เกิดการแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับชาวอิสลามถึงขั้นแตกแยกเป็น2ประเทศ เพราะมีชาวฮินดูคนหนึ่งทนไม่ไหวขว้างก้อนหินใส่ชาวอิสลาม จึงเกิดการจลาจลสังหารมหมู่กันขึ้น

"เมืองไทยเราก็ต้องทำแบบอินเดียแล้วหละครับ วันเสาร์27นี้หากพวกเสื้อแดงไปก่อความวุ่นวายที่ไหน พวกเราต้องออกมาตามซอกซอยต่างๆตัดตอนตลบหลังมันแล้วเอาแบบอินเดียเขาทำ ให้มันตายกันเป็นเบือไปเลย"นายสุนันท์กล่าว

มีรายงานว่านายพิเชียร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้น ไม่ได้อยู่ในที่ชุมนุม ภายหลังเขาอ้างกับเพื่อนที่ประสบชะตากรรมว่าวันเกิดเหตุนองเลือดนั้นเขา"ป่วย"อยู่ที่บ้าน อย่างไรก็ตามนายพิเชียรยังอาศัยดอกผลจากการเป็นคนเดือนตุลาคมออกมาเคลื่อนไหว โดยอ้างว่าเขาเป็นอดีตผู้นำนักศึกษาที่ผ่านการต่อสู้เพื่อประเทศและประชาชนมาโดยตลอด

สวมเสื้อชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยต้านยุบสภา

ล่าสุดวานนี้(25 มีนาคม )ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยของพิเชียรได้ ออกแถลงการณ์ไม่ต้องการให้ “ยุบสภา” ประณามการใช้ความเหลื่อมล้ำของฐานะของประชาชนสร้างเงื่อนไข “สงครามชนชั้น เชิญชวนให้ชาวไทยทุกฐานะ ทุกจังหวัด ร่วมแสดงจุดยืนต้องการความสงบสุข และความรักสามัคคีในแผ่นดิน" โดยมีรายละเอียด ดังนี้

0 0 0

แถลงการณ์ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 1/2553


ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย คือกลุ่มนักธุรกิจเอกชนที่มีอุดมการณ์รักชาติ และรักระบอบประชาธิปไตย มีความเชื่อว่า นักธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมต้องการความสงบ และต้องการประชาธิปไตยแท้ในแผ่นดิน ดังที่ได้รณรงค์กิจกรรม “สีลม สีเขียว” ในการสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ชมรมฯขอประกาศจุดยืน ดังต่อไปนี้

1. เรารักประชาธิปไตย เราไม่ต้องการให้ “ยุบสภา” สภาผู้แทนฯชุดนี้ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง และจัดตั้งรัฐบาลอย่างถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน และสภาผู้แทนฯชุดเดียวกันตั้งแต่รัฐบาล ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึง ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะยุบสภาในขณะนี้ รัฐสภานี้มีอายุจำกัดตามหลักประชาธิปไตย อย่างช้า ปลายปี 2554 ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตามวาระอยู่แล้ว

2. ชมรมฯ ขอสนับสนุนการชุมนุมแสดงความคิดเห็นตามแนวทางประชาธิปไตย เฉพาะในกรอบของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ควรละเมิดสิทธิ์ของพี่น้องชาวไทยร่วมชาติ เช่น การกีดขวางการจราจร เป็นต้น การเอื้อให้คนไทยสามารถทำมาหากินกันได้ตามปรกติ ไม่เป็นปัญหาต่อการท่องเที่ยว และการลงทุน จะทำให้ประชาชนไทยมีรายได้ดี การจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนสะพัด และเป็นผลดีต่อคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง

3. ชมรมฯประกาศจุดยืนต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรง หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สะท้อนถึงความรุนแรง ชมรมฯเห็นว่า คนไทยพึงรักสามัคคี ไม่เป็นศัตรูกัน การใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายกัน การวางระเบิด การยิงระเบิด หรืออื่นๆ เลือดเนื้อของคนไทย ไม่ว่าฐานะอย่างไร สวมเสื้อสีใด ก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น พึงรู้รักสามัคคี ไม่ควรมีใครยุยงแบ่งแยกให้เกลียดชังหรือทำร้ายกัน

4. ชมรมฯ ไม่สนับสนุนและขอประณามการใช้ความเหลื่อมล้ำของฐานะของประชาชนสร้างเงื่อนไข “สงครามชนชั้น” ชมรมฯ ประกอบด้วยนักธุรกิจทุกระดับ เรามีฐานะที่พัฒนาเติบโตมาด้วยพระคุณแผ่นดินไทย ได้รับสิทธิและเสรีภาพในระบบเศรษฐกิจเสรี ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขมายาวนาน ไม่เห็นเป็นปัญหาการปิดกั้นโอกาสจากปัญหาการแบ่งชนชั้นแต่อย่างใด กลับเห็นว่านักธุรกิจการเมืองบางยุคบางสมัยนำการทำธุรกิจโดยเอื้อกิจการของตนและพวกพ้อง จนมีฐานะร่ำรวย ทั้งที่เปิดเผย ซุกซ่อนผ่านคนใกล้ชิด และซุกซ่อนในต่างประเทศอันผิดรัฐธรรมนูญ ชาวไทยไม่ควรที่จะหลงเชื่อว่ามีปัญหาแบ่งแยกชนชั้นในสังคม ความคิดแบ่งแยกชนชั้นเช่นนั้นมักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆประเทศ โดยมักนำไปสู่ความยากจนทั่วกัน เช่นในเวียดนามเหนือ หรือเกาหลีเหนือ ประชาชนก็มีฐานะยากจนกว่าเวียดนามใต้ หรือเกาหลีใต้ที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเสรีที่ประชาชนมีสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่สร้างความรู้สึกแตกแยกของชนชั้นในสังคม

5. ชมรมฯรณรงค์เชิญชวนให้ชาวไทยทุกฐานะ ทุกจังหวัด ร่วมแสดงจุดยืนต้องการความสงบสุข และความรักสามัคคีในแผ่นดิน ด้วยการร่วมกันประดับธงชาติที่บ้าน หรือรถยนต์ เพื่อส่งเสริม ความรัก การให้อภัยกัน และการมองกันในแง่ดีด้วยหัวใจความเป็นไทยทุกคน

ชมรมฯขอรณรงค์ให้ชาวไทยร่วมใจรักสามัคคี ร่วมรักษาความสงบร่มเย็น ประชาธิปไตย และความชอบธรรมในแผ่นดิน เพื่อความสันติสุขและความเจริญยั่งยืนตลอดไป