29 เมษายน 2553

ไทยคมแจงยิบตามล้างตามปิดPTV ยังไม่วายเจอเทือกขู่เลิกสัมปทาน


ยังๆ ฉันยังไม่ตาย ยังหายใจสบาย และยิ้มได้เต็มหน้า-อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ยืนอยู่กับธงชาติของมอนเตเนโกร เพื่อยืนยันสุขภาพของเขา ภาพนี้ถูกถ่ายไว้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 "ทักษิณตอนนี้เป็นพลเมืองของมอนเตเนโกร และพำนักในมอนเตเนโกรในเวลานี้"Tamara Ralevic โฆษกตำรวจมอนเตเนโกรระบุ(ภาพข่าว:รอยเตอร์)ทั้งนี้ฝ่ายต่อต้านทักษิณหวังว่า หากทักษิณตายซะคน วิกฤตการณ์เมืองไทยจะจบ ม็อบจะยุติ พรรคเพื่อไทยจะแตก ซึ่งสะท้อนถึงความสิ้นหวังสุดขีดของฝ่ายที่ต่อต้านเขา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2553

บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวว่ารัฐบาลจะยกเลิกสัมปทานดาวเทียมไทยคม ความละเอียดดังต่อไปนี้

ตามที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้สั่งการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อยกเลิกสัญญาสัมปทานกับบริษัท เพราะบริษัทไม่ดำเนินการปิดสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนัล(PTV)ตามที่รัฐบาลร้องขอนั้น ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

1.บริษัทได้ให้ความร่วมมือและดำเนินการตามคำสั่งของกระทรวงไอซีที และศอฉ.อย่างเต็มที่ตลอดมา แต่เนื่องจากบริษัทไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการส่งสัญญาณของPTV และPTVไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัท การส่งสัญญาณPTV เป็นการดำเนินการของลูกค้าบริษัทในต่างประเทศ จึงไม่สามารถหยุดการส่งสัญญาณของPTVตามที่ไอซีที และศอฉ.แจ้งมาได้โดยตรง และโดยทันที

2.ในทันทีที่บริษัทได้รับแจ้งจากไอซีทีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 บริษัทได้แจ้งไปยังลูกค้าผู้ใช้บริการของบริษัทที่ต่างประเทศให้หยุดการส่งสัญญาณของPTV ขึ้นสู่ดาวเทียมเพื่อออกอากาศ โดยในช่วงที่ลูกค้าของบริษัทยังมิได้หยุดส่งสัญญาณนั้น บริษัทได้รบกวนสัญญาณในย่านC-band ของPTVตามคำสั่งการของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 ศอฉ.ได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทยุติการส่งสัญญาณของPTVในย่านความถี่Ku-bandที่ส่งขึ้นสู่ดาวเทียมโดยลูกค้าบริษัทในกประเทศหนึ่ง บริษัทจึงได้ประสานงานกับลูกค้าประเทศนั้นขอให้ยุติการส่งสัญญาณ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ บริษัทจึงดำเนินการเข้ารหัส(Encrypt)เพื่อไม่ให้อุปกรณ์รับสัญญาณKu-bandในประเทศไทยรับสัญญาณนี้ได้

3.ต่อมาบริษัทได้ยื่นคำขาดให้ลูกค้าของบริษัทในต่างประเทศให้หยุดส่งสัญญาณของPTV โดยกำหนดเวลาที่ชัดเจนให้กับลูกค้า มิฉะนั้นบริษัทจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อยุติการออกอากาศของPTV รวมถึงการปิดช่องสัญญาณดาวเทียมทุกช่องที่มีการส่งสัญญาณของPTV ไม่ว่าจะเป็นช่องสัญญาณC-band หรือKu-band โดยลูกค้าของบริษัทในต่างประเทศได้ยุติการส่งสัญญาณของPTVตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2553 จึงไม่มีการออกอากาศของPTVบนดาวเทียมไทยคมอีกต่อไป

4.บริษัทได้รายงานการดำเนินการของบริษัทเพื่อยุติการออกอากาศของPTVบนดาวเทียมไทยคมแก่ไอซีที และศอฉ.ทราบเป็นระยะๆ โดยสม่ำเสมอ

5.จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บริษัทได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ในอันที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของไอซีที กับศอฉ. แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้พนักงานและทรัพย์สินของบริษัทอยู่ในอันตราย เนื่องจากผู้ชุมนุมได้เข้ามาชุมนุมในบริเวณพื้นที่สถานีดาวเทียมไทยคม ทั้งที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี และที่ถนนรัตนาธิเบศร์ นนทบุรี เพื่อเรียกร้องไม่ให้มีการปิดสัญยาณPTV โดยที่ลาดหลุมแก้วผู้ชุมนุมได้มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอย่างรุนแรงดังที่ปรากฎเป็นข่าวใหญ่ ส่วนที่แครายก็มีผู้ชุมนุมมาชุมนุมอยู่โดยรอบบริเวณสถานี ตราบจนถึงปัจจุบัน

6.บริษัทขอยืนว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานดาวเทียมทุกประการตลอดมา และได้ปฏิบัติตามคำสั่งของไอซีทีและศอฉ.อย่างสุดความสามารถที่จะทำได้ แม้ว่าลูกค้าของบริษัทจำนวนหนึ่งที่ใช้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมของบริษัทจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของบริษัทในเรื่องของPTVนี้ก็ตาม

7.ในขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับแจ้งหรือได้รับการติดต่อใดๆจากไอซีที ซึ่งเป็นคู่สัญญาของบริษัทในเรื่องการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานแต่ประการใด

ไทยคมชี้แจงกรณีเกิดสัญญาณรบกวนช่อง NBT

ก่อนหน้านี้เมื่อ 28 เมษายน 2553 ไทยคม ชี้แจง กรณีที่เกิดสัญญาณรบกวนช่องสัญญาณของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือ NBT เมื่อวันที่ 25 เมษายน เวลา 09:04 น.ในช่วงรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า

ทางบริษัทฯ ได้ตรวจพบและมีการประสานงานกับ NBT ในทันที โดยแนะนำให้ NBT ดำเนินการเพิ่มกำลังส่งสัญญาณ ซึ่งเป็นขั้นตอนการแก้ปัญหาขั้นต้นกรณีเกิดสัญญาณรบกวน การที่ NBT เพิ่มกำลังส่งจากสถานีภาคพื้นดินก็จะเป็นการเพิ่มกำลังส่งจากดาวเทียมเช่นเดียวกัน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนของสัญญาณ โดยสัญญาณรบกวนช่วงแรกนี้กินเวลาประมาณ 8 นาที อย่างไรก็ตาม ไทยคมสามารถจับสัญญาณรบกวนในช่วงที่สองได้อีกครั้งที่เวลา 09:15 น. แต่สัญญาณโทรทัศน์จากสถานี NBT ยังสามารถใช้งานได้ เนื่องจากทั้ง NBT และไทยคม ได้ดำเนินการป้องกันโดยการเพิ่มกำลังส่งไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับสาเหตุของสัญญาณรบกวนดังกล่าวอยู่ในช่วงของการตรวจสอบ ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาของอุปกรณ์ภาคพื้นดินของลูกค้ารายอื่น ๆ ที่ใช้งานร่วมกันผ่านดาวเทียมไทยคม หรืออาจเกิดจากความตั้งใจส่งสัญญาณขึ้นไปรบกวนดาวเทียม ซึ่งอาจมาจาก ณ ที่ใดก็ได้ภายใต้พื้นที่ให้บริการของดาวเทียม ทั้งนี้ ระบบตรวจสอบสัญญาณรบกวนของไทยคมจะตรวจสอบได้เพียงว่าเกิดสัญญาณรบกวนขึ้นหรือไม่ และสัญญาณรบกวนดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร เท่านั้น ไม่สามารถตรวจสอบในการค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของสัญญาณรบกวนได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ NBT พร้อมหาแนวทางร่วมกันในการแก้ปัญหาและลดโอกาสของการเกิดสัญญาณรบกวนขึ้นอีกในอนาคต

ไก่อูย่ามใจยึดสื่อเบ็ดเสร็จปั่นหัวคนไทยรายวัน โกหกทุกเม็ดมั่วขบวนล้มเจ้า-จัดฉากม็อบซุกM79ไม่เนียน


โกหกรายวัน-วันก่อนศอฉ.เผยแพร่แผนผังขบวนการล้มเจ้า ซึ่งมีข้อสังเกตความมั่วหลายจุด ทำให้คนที่ถูกพาดพิงทั้งทักษิณ บิ๊กจิ๋ว นักวิชาการ และนปช.ฟ้องกลับกราวรูด


งามหน้า..ชายชาติทหาร?-เมื่อค่ำวานนี้พันเอกสรรเสริญนำทีมตำรวจ ทหารอากาศ DSI แถลงออกทีวีเป็นตุเป็นตะจับอาวุธM79ได้เพียบ ม็อบซุกมา ชี้เป็นการก่อการร้าย ต้องจัดการเฉียบขาด แต่ความจริงปรากฎจ่าตำรวจคูคต ปทุมธานี ที่กำลังหลบหนีเป็นคนซุกมาเอง แต่ศอฉ.กลับไม่พูดความจริง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2553

ศอฉ.ย่ามใจโกหกคนไทยรายวันใช้สื่อรัฐป้ายสีเสื้อแดงรายวัน

พฤติการณ์ย่ามใจของรัฐบาลระบอบหุ่นเชิดที่คิดว่าสามารถยึดกุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ นำไปสู่กิจกรรมการโกหกรายวัน เพื่อให้ร้ายป้ายสีความเคลื่อนไหวของฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตย ที่เห็นได้ชัดในระหว่างนี้คือ วันก่อนหน้านี้ศอฉ.ได้เปิดเผยแผนผังที่อ้างว่าเป็นขบวนการ"ล้มเจ้า"พาดพิงถึงฝ่ายการเมืองตรงข้ามอย่างไร้ข้อมูล ทำให้คนที่ถูกพาดพิงทั้งทักษิณ บิ๊กจิ๋ว นปช. และนักวิชาการฟ้องดำเนินคดี

ส่วนเมื่อคืนนี้ก็ออกมาแถลงว่าในการปะทะกับเจ้าหน้าที่วานนี้ ผู้ชุมนุมนปช.มีลูกระเบิดเอ็ม79 โดยจับได้62ลูก แต่ไม่ยอมบอกให้หมดว่า ผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีไปได้เป็นจ่าตำรวจคนหนึ่ง จากสภต.คูคต ปทุมธานี

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นผู้นำทางความคิดขบวนการล้มเจ้า และมีอดีตภรรยานามสกุลชินวัตร:อย่าว่าแต่ "อดีตภรรยา" หรือ "กิ๊ก" เลยครับ ในชีวิต 52 ปีของผม นี่ไม่เคยแม้แต่เจอตัวหรือคุยกับใครที่นามสกุลชินวัตร เลย


ดร.จุฬาฯใช้สิทธิฟ้องสรรเสริญหลังโดนพาดพิงเป็นขบวนการล้มเจ้า

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ คือความพยายามของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ ทำลายสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน และนำเอากรณีล้มล้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ที่จะกวาดล้างปราบปรามประชาชนเช่นในกรณี ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙


ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งดังต่อไปนี้

อนุสนธิจากการที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของ ศอฉ.ได้แถลงข่าวในวันจันทร์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ โดยกล่าวถึงเครือข่ายที่มีการส่อถึงการล้มสถาบันเบื้องสูง ปรากฏว่าในแผนผังของเครือข่ายกลุ่มบุคคลที่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวถึง ได้ปรากฏชื่อของข้าพเจ้า สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อยู่ในเครือข่ายนั้นด้วย และทำให้พี่น้อง เพื่อนฝูง โทรมาถามข่าวว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

จากนั้น ต่อมา ในวันที่ ๒๗ เมษายน รายการต่างๆ ทางวิทยุ และโทรทัศน์ก็นำเอาข่าวและแผนผังนี้มาเผย และมีรายการบางรายการ ได้โจมตีกลุ่มบุคคลที่ปรากฏชื่อในแผนผังอย่างรุนแรง เป็นการจงใจบิดเบือนให้ร้าย โดยไม่ไต่ถามที่มา หรือข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังออกมาแถลงต่อด้วยซ้ำ ว่าจะออกหมายจับตามรายการนี้อีกด้วย

ในกรณีเช่นนี้ ข้าพเจ้า ในฐานะครูสอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่คงจะไม่มีมหิทธานุภาพที่จะไปต่อกรอำนาจกับ ศอฉ.ได้ แต่ข้าพเจ้าก็มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องสิทธิของตนเอง ก่อนที่จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกทางการเมืองที่มากกว่านี้ ข้าพเจ้าจึงต้องขอแถลงดังนี้

๑. ข้าพเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า เครือข่ายที่มีพฤติกรรมล้มสถาบันใดๆ และไม่เห็นด้วยว่า จะมีเครือข่ายอะไรในลักษณะเช่นนี้ นอกจากการใส่ร้ายป้ายสีที่ ศอฉ.สร้างขึ้นมาเอง เพื่อทำลายล้างทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่กำลังต่อต้านและเรียกร้องรัฐบาลให้ยุบสภา

๒. ข้าพเจ้าจะขออำนาจศาลเพื่อคุ้มครองในกรณีที่อาจจะเกิดภัยจากการถูกใส่ร้ายในข้อหาร้ายแรง

๓. เพื่อที่จะปกป้องสิทธิของข้าพเจ้า ก็จะดำเนินการฟ้องร้องแก่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด หรือ ศอฉ. โดยจะดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งภายในสัปดาห์นี้

ข้าพเจ้าเห็นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ คือความพยายามของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ ทำลายสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน และนำเอากรณีล้มล้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ที่จะกวาดล้างปราบปรามประชาชนเช่นในกรณี ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งการกระทำเช่นนั้น คงไม่อาจจะชอบธรรมได้

จึงมีความเห็นว่า รัฐบาลจะต้องเลิกภาวะฉุกเฉินโดยทันที คืนเสรีภาพแก่สื่อมวลชน ต้องยุติการโฆษณาให้ร้ายป้ายสีเรื่องขบวนการล้มเจ้า และหาทางแก้ไขปัญหาการเมืองโดยสันติวิธี จึงจะเป็นหนทางอันถูกต้อง

ศอฉ.โกหกด้านๆออกทีวีม็อบซุกM79เพียบ สุดท้ายโอละพ่อตร.ซุกมาแล้วหนี


เมื่อวานนี้ ในเวลา21.00 น. พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด นำทีมตำรวจและทหารอากาศแถลงในนามศอฉ.ตอนหนึ่งระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยขับมอเตอร์ไซค์หลบหนี และพบลูกระเบิดM79จำนวน 62 ลูก ซึ่งพันเอกสรรเสริญสรุปว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง ขณะที่อธิบดีDSIอ้างว่าจะต้องดำเนินคดีก่อการร้าย

อย่างไรก็ตามเวบไซต์เนชั่นรายงานข่าวนี้ตั้งแต่ก่อนศอฉ.แถลงข่าวแล้ว โดยนำเสนอข่าวในช่วงเวลา20.25น. ต่อมารายการข่าว 3 มิติ โทรทัศน์ช่อง3รายงานตอกย้ำในตอนดึกว่า เหตุนี้เกิดตอน 16.20 น. เจ้าหน้าที่พบชายขับขี่รถจักรยานยนต์มาบนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า ใกล้ถึงด่าน ชายดังกล่าวได้จอดรถแล้ววิ่งหนีไป เมื่อตรวจสอบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง ทะเบียน พขน 68 กรุงเทพ พบระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 63 ลูก เอกสารระบุชื่อ จ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตร สังกัดสถานีตำรวจภูธรคูคต จังหวัดปทุมธานี แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนที่วิ่งหนีไปหรือไม่ หลังจากนั้นทางศอฉ.ตรวจสอบอีกคั้งและนำระเบิดเอ็ม 79ทั้งหมดไปที่ ศอฉ.

ต่อมา พ.ต.อ.นราเดช ทิพย์รัก ผกก.สภ.คูคต จ.ปทุมธานี กล่าวว่าตนทราบเรื่องนี้แล้วแต่ยังไม่ได้พบตัวจ.ส.ต.ปริญญา เนื่องจากในวันนี้เป็นวันหยุดยังไม่สามารถติดต่อได้ หากติดต่อได้จะเรียกตัวมาสอบสวนในเบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดจริงจะส่งตัวนำเนิดคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับนิสัยจ.ส.ต. ปริญญา เป็นตำรวจมีนิสัยชอบเล่นปืนและไม่เคยมีนิสัยกร้าวร้าว และไม่เคยขาดงาน

ดังนั้นจึงน่าประหลาดใจว่าเหตุใดในการแถลงข่าวของศอฉ.จึงได้โกหกคนทั่วประเทศว่าM79ที่จับได้เป็นของผู้ชุมนุมเสื้อแดง หากไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหวังดิสเครดิต หรือต้องการหาเหตุปราบปรามผู้ชุมนุม

ศอฉ.โคตรตอแหลแถลงเป็นตุเป็นตะม็อบมีm79ไว้ก่อการร้าย

ค่ำวานนี้ (28 เม.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 21.05 น. ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงข่าวผ่านโทรทัศน์รวมกาลเฉพาะกิจ เพื่อแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารความคืบหน้าการคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่ง พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ต.อานนท์ จารยะพันธุ์ ผู้บังคับการทหารอากาศดอนเมือง และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุดังนี้

พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวอีกว่า วันนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแกนนำได้ 14 คน และยึดรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือยึดอาวุธสงครามชนิดเอ็ม 79 อีกทั้งยังยึดส่วนประกอบเครื่องยิงเอ็ม 203 ที่ใช้สำหรับการยิงกระสุน 40 มิลลิเมตร

พล.อ.ต.อานนท์กล่าวรายงานต่อว่า จุดที่เกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าฐานทัพอากาศดอนเมือง ฝั่งถนนวิภาวดีขาเข้า ซึ่งได้มีการสนธิกำลังกันและกองทัพอากาศได้รับมอบหมายให้ดูและและป้องกันไม่ให้ผู้ก่อความไม่สงบสามารถใช้อาวุธร้ายแรงยิงลงไปด้านล่างได้ แต่เหตุการณ์วันนี้มีผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงพยายามฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามจะเข้าไปตรวจค้นแต่ผู้ต้องสงสัยหลบหนี จนทิ้งถุงสีดำปริศนาไว้ ทางเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิดเข้าทำหน้าที่ตรวจสอบปรากฏว่าพบเครื่องกระสุนเอ็ม 79 จำนวน 62 ลูก ซึ่งแบ่งเป็นกระสุนเจาะเกราะจำนวน 42 ลูก กระสุนหัวธรรมดาอีก 20 ลูก

นายธาริตกล่าวรายงานต่อว่า สิ่งสำคัญคือเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมอาวุธร้ายแรงได้ ซึ่งตอนนี้การนำอาวุธสงครามไปใช้ก่อเหตุถือว่าเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเร่งดำเนินการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษต่อไป

จับผิดทอ.ไม่ได้จับM79แต่เป็นตำรวจจับได้

ในการแถลงข่าวของศอฉ.นั้น ฝ่ายทหารอากาศอ้างว่าได้เป็นฝ่ายเข้าปฏิบัติการกรณีM79 แต่ข่าวเนชั่นในเวลา20.25ก่อนหน้าศอฉ.แถลงข่าวระบุว่า เมื่อเวลา 16.20 น. พ.ต.ท.ยงยุทธ์ ซื่อสัตย์คมสันต์ สารวัตรงานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร หัวหน้าชุดด่านตรวจความมั่นคงฯ บนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า บริเวณแยกธูปเตมีย์ ซึ่งขณะนั้นการปะทะกลุ่มเสื้อแดงนปช.กับทหาร เพิ่งจะสงบลงไม่นาน เจ้าหน้าที่พบชายขับขี่รถจักรยานยนต์มาบนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า ใกล้ถึงด่าน ชายดังกล่าวได้จอดรถแล้ววิ่งหนีไป

เมื่อตรวจสอบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง ทะเบียน พขน 68 กรุงเทพ พบระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 63 ลูก เอกสารระบุชื่อ จ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตร สังกัดสถานีตำรวจภูธรคูคต จังหวัดปทุมธานี แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนที่วิ่งหนีไปหรือไม่ หลังจากนั้นทางศอฉ.ตรวจสอบอีกคั้งและนำระเบิดเอ็ม 79 ทั้งหมดไปที่ ศอฉ.

28 เมษายน 2553

รู้จัก2หัวโจกสำนักข่าวINN


หัวโจกINN-ชุมชัย แก้วแดง หรือ "ลุง"สะตอพันธุ์แท้ลูกหม้อสำนักข่าวINNกับทีมผู้บริหารสำนักข่าวชุดปัจจุบัน หรือหากเรียกภาษาข่าวที่สำนักข่าวนี้ชอบใช้คือเป็น"หัวโจกINN" ถือเป็นรุ่นที่2ต่อจากสนธิญาณ หนูแก้ว กับสมชาย แสวงการ ที่ปัจจุบันสนธิญาณไปปลุกผีขบวนล้มเจ้าที่ช่องหอยม่วง สมชายไปเป็น40สว.ลากตั้ง แต่แนวทางการเมืองนั้นถอดแบบมาได้ทุกเม็ด

โดย แมลงวันเหม็นเขียว
28 เมษายน 2553


สำนักเต้าข่าว?-นอกจากชุมชัย แก้วแดง หรือ"ลุง"(กลาง)แล้วค่ายนี้ก็ยังมี"เปอ"ศักดา ธิวัธยากุล (ซ้าย)เป็นอีกแรงแข็งขัน โดยเปอเพิ่งสร้างวีรกรรมเต้าข่าวเรื่องที่หลายประเทศ หลายหมู่เกาะชื่อแปลกๆให้แหล่งลี้ภัยทักษิณเมื่อราว เกือบ 2 ปีก่อน จนถูกค่ายมติชน"ตอมแมลงวัน"ด้วยกัน โดยนำมาสาวไส้อยู่หลายวันว่าINNเต้าข่าว นั่งเทียนเขียนข่าว โดยที่INNได้แต่อ้อมแอ้มไปมา แต่หนีไม่ออกเรื่องการ"เต้าข่าว"

ปัจจุบันINNเป็นสำนักข่าวที่ส่งข่าวทางSMSรายใหญ่ มีจุดเด่นเรื่องทำข่าวในสนามได้สดและไว แจ้งข่าวรวดเร็ว แต่ปัญหาที่ตามมาคือความเร็วทำให้ขาดความรอบคอบ หรือขาดความน่าเชื่อถือ ไม่นับรวมเรื่องที่เคยถูกค่ายมติชนแฉเรื่องการนั่งเทียนเขียนข่าว

สำหรับจุดยืนทางการเมืองของค่ายนี้ แม้จะพยายามกระมิดกระเมี้ยนจุดยืนของตนเอง ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนค่ายASTV หรือเนชั่น แต่ถ้อยคำในการเรียกฝ่ายต่างๆก็อาจสะท้อนทัศนะของสำนักข่าวนี้ได้อย่างดี

ฝ่ายรัฐบาล-SMSของสำนักข่าวนี้จะใช้คำว่า นายกฯ ท่านประธานองคมนตรี หรือรองนายกฯสุเทพ
ฝ่ายชุมนุม-SMSของสำนักข่าวนี้จะใช้คำแทนแบบเหมารวม ไม่"หัวโจก" ก็"โจก" หรือ"โจกแดง"

เช่น ข่าวทางSMSเวลา10.17 น.วันนี้ของINNแจ้งว่า
"แดงบุกตลาดไทพบปะMOBปทุมขวางจทน.สกัด ขวัญชัยนำ แต่โจกอื่นไม่กล้าไป"


INNก่อตั้งโดยสนธิญาณ หนูแก้ว โดยมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทุนถือหุ้นใหญ่ แต่เมื่อไม่นานนี้สนธิญาณและสำนักงานทรัพย์สินฯขายหุ้นให้บุญชัย เบญจรงคกุล อดีตนายใหญ่ค่ายUCOM เจ้าของมือถือDTAC คู่แข่งตลอดกาลค่ายAIS ซึ่งเคยเป็นของครอบครัวทักษิณ

สนธิญาณออกไปตั้งสำนักข่าวTNEWSป้อนรายการประเภทปลุกผีขบวนการล้มเจ้าป้อนให้ช่องหอยม่วง ส่วนลุงกับเปอบริหารข่าวINNในปัจจุบัน

ทีมงานส่วนใหญ่ในINNเป็นคนปักษ์ใต้พันธุ์แท้ ประเภท"สะตอสามัคคี"ที่ชอบพรรคการเมือง"ของเรา และคนของเรา" ไม่ชอบคนปักษ์ใต้แบบณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วีระ จตุพร จรัล ดิษฐาอภิชัย วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย สุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งเป็น"หัวโจกเสื้อแดง"..ว่าไปออกแนว"เกลียด"คล้ายๆคนปักษ์ใต้บ้านเราส่วนใหญ่นั่นเอง

เรื่องนี้หากไม่เชื่อให้ถามกับเมียของ"ลุง"ได้...เพราะสะตอสามัคคีอย่างแรงไปถึงแรงที่สุด แหล่งข่าววงในแอบกระซิบมา

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-มติชนแฉINNเปิดโฉม"จอมบงการ"สั่งเต้า"ข่าวลวงโลก?"

-ลากไส้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้านผนึกเตี้ย ใช้สำนักเต้าข่าวT-NEWSยึดช่องหอยม่วงป้ายสีเสื้อแดง


-รวมฮิตลากไส้สื่อเห้ ทุกค่าย ทุกสำนัก แฉรายตัวใครเป็นใคร ไส้มีกี่ขด

27 เมษายน 2553

วิกฤตการเมืองไทย ถ้าหาทางออกไม่ได้ก็ให้กลับไปที่ทางเข้า


มาถึงตอนนี้ก็ต้องกลับไปดูที่ประตูเข้า สู่วิกฤตในครั้งนี้ ....โดยสั่งการให้ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ รีบยุบประชาธิปัตย์ เสีย เพื่อล้างไพ่กันใหม่ เลือกตั้งกันใหม่ แล้วอย่าลืมจัดระเบียบกับสื่อมวลชนเลวๆ ที่สร้างการเมืองแบบสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนเสียด้วยละครับ ท่านมหาอำมาตย์


โดย Terminator 2010
27 เมษายน2553

มาถึงตอนนี้การเมืองไทยเดือนเมษายน 2553 ก็ลุกลามปานปลายกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านการเมืองของชาติที่เลวร้ายไปอีกรอบแล้ว

และคราวนี้ประเทศไทยที่รักอาจสูญสิ้นความเป็นชาติ ถ้าไม่อาจแก้ปัญหาโดยการบริหารจัดการที่ดีได้

ที่จริงแล้วสาเหตุของวิกฤต......เป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มการเมือง กับกลุ่มอำมาตย์ ตั้งแต่ 4-5 ปีที่แล้ว จนบานไม่หุบมาจนวันนี้...... โดยมีประชาชน และสถาบันเป็นตัวประกัน

รัฐบาลกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุม เป็นผู้ก่อการร้าย จึงจะต้องทำการปราบปรามสลายการชุมนุม จนเกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปแล้วสองรอบ....คือวันที่ 10 เมษายน และ 22 เมษายน 53

ในขณะที่ คนเสื้อแดงชุมนุมกันนับหมื่นคนที่ศูนย์การค้าแยกราชประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน เพราะมีความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า พวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง รัฐบาลปัจจุบันปล้นอำนาจของพวกเขา และพวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ........

ในขณะที่ รัฐบาลใช้อำนาจและกลไกของฝ่ายบริหารเข้า ควบคุมการสื่อสารมวลชนทุกชนิด ปิดการสื่อสารของกลุ่มคนเสื้อแดง และทำการโฆษณาชวนเชื่อ ว่าคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มก่อการร้าย ต้องการล้มเจ้า มายึดถนนสาธารณะ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพฯ ทำความเสียหายแก่ประเทศชาติ จึงจะต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย จะต้องทำให้เป็นนิติรัฐไทยให้ได้

ถ้าใช้กำลังทหารตำรวจปราบปรามคนเสื้อแดงไม่ได้ก็ต้องใช้วิชามาร ม็อบชนม็อบ...

นอกเหนือจากนั้น สื่อมวลชนสายพันธมิตร เอเอสทีวี เนชั่น ยังปลุกผี พันธมิตร ให้คนคลั่งว่ากลุ่มเสื้อแดงต้องการล้มเจ้า ยุยง ปลุกปั่นให้ประชาชนอีกกลุ่มออกมาต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง และพร้อมจะห้ำหั่นแตกหักกับกลุ่มคนเสื้อแดง.....

ล่าสุด อหังการถึงกับประกาศจะจัดการกับคนเสื้อแดงเองภายในเจ็ดวันถ้ารัฐบาลดำเนินการปราบเองไม่ได้.....

จึงมองว่าสถานการณ์ขณะนี้พร้อมที่จะเกิดการปะทะกัน เลือดนองแผ่นดินได้ในทุกนาที

และถ้าทหารเกิดหน้ามืดตามัว เดินหน้าปราบคนเสื้อแดงอย่างที่พล.ต.จำลอง หนึ่งในแกนนำพันธมิตร หรือพลพรรครัฐบาลอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ต้องการ คนเสื้อแดงก็จะสูญเสียล้มตายดั่งใบไม้ร่วง คนเจ็บคนตายจะต้องนับพันคน

ปัญหาก็ยิ่งไม่จบ หนำซ้ำจะยิ่งบานปลายไม่หุบเหมือนสามจังหวัดชายแดนใต้

ผลพวงที่จะตามมา อาจถึงกับเลือดนองแผ่นดิน สูญสิ้นความเป็นชาติไทย ในคราวนี้

เหตุการณ์นองเลือดคงไม่จบง่ายๆอย่างในสมัย 6 ตุลาคม 19

เพราะมันเป็นคนละยุคสมัยกันแล้ว ความคิด การเข้าถึงแหล่งข้อมูลทำได้ง่ายบนปลายนิ้ว

ชัยชนะของรัฐบาลและพันธมิตรคือความหายนะของประเทศอย่างแน่นอน....

จึงทำให้ระลึกถึงมุกตลกคาเฟ่ ที่เอาไปเล่นกันว่า

ถ้าหาทางออกไม่เจอก็ให้ไปหาที่ทางเข้า.......

จึงจำต้องขอย้อนรอยเหตุการณ์ ของวิกฤตการทางการเมืองในคราวนี้ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ตั้งแต่การสร้างม็อบไล่นายกทักษิณ

โดยการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือเนชั่น....

ปล่อยให้สื่อสารมวลชนที่ดำเนินการในลักษณะการเมืองแบบโฆษณาชวนเชื่อสร้างความเกลียดชังระหว่างกลุ่มมวลชนกับนายกทักษิณ.....

พรรคการเมืองปฏิเสธไม่ลงเลือกตั้ง

ทหารทำการปฏิวัติรัฐประหาร

ยุบพรรค ไทยรักไทย

พันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาลนายสมัคร.....โดยไม่มีความผิด

ยุบรัฐบาลนายกฯ สมัคร ข้อหานายกฯจัดรายการทำอาหารทางทีวี

พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ.......โดยไม่มีความผิด

ยุบพรรคพลังประชาชน

ยุบรัฐบาลนายกฯสมชาย........

จัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ในค่ายทหาร โดยเอา สส.แตกพรรคมาจากพลังประชาชน

จึงสร้างความเคียดแค้นชิงชัง กับคนที่รักความยุติธรรมทั่วประเทศ

ทำให้ประชาชนจำนวนมาก เห็นว่าคนชั้นกลาง ชั้นสูง โกง อำนาจอธิปไตย และรังแกคนชนบท

บริหารประเทศแบบสองมาตรฐาน

จึงเกิดการต่อต้านรัฐบาลกันไปเกือบทั้งประเทศ..........

เกิดม็อบต่อต้าน และเกิดสงกรานต์เลือดไปแล้วรอบหนึ่งเมื่อปี 2552

ผมไม่ทราบว่าสิ่งต่างๆข้างต้นนั้นใครเป็นคนบงการชักใยให้เกิดขึ้นหรอกครับ

แต่ก็มั่นใจว่าจะต้องมีการจัดการที่เป็นกระบวนการแบบ ซูปเปอร์เพาวเวอร์....


จึงขอเสนอแนะกับสังคมในอีกแนวทางหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของชาติในคราวนี้ว่า

เมื่อเข้ามาประตูไหนก็ออกไปประตูเดิมนั้นแหละครับ

ตัดตอนเอาบทสุดท้ายที่ .............

ระหว่างที่พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่

ใครก็ไม่รู้.... สั่งการ.......มีโพยให้

กกต.ยุบพรรคพลังประชาชน

เพื่อให้ประชาธิปัตย์และทหารจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับ............

มาถึงตอนนี้ก็ต้องกลับไปดูที่ประตูเข้า สู่วิกฤตในครั้งนี้ ....โดย

การสั่งการให้ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ รีบ ยุบประชาธิปัตย์ เสีย....


เพราะ.........ก็มีความเชื่ออยู่แล้วว่านักการเมืองไทยนั้นเลวพอกัน.......ไม่ว่าพรรคไหน....

ก็เข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากเงินงบประมาณของรัฐ.......เพียงแต่จะต้องมีความเป็นฒน์ประชาธิปไตย เพื่อสร้างภาพในสังคม โลกาภิวัฒน์

เพื่อล้างไพ่กันใหม่แล้ว........เลือกตั้งกันใหม่.. ...สู่เส้นทางประชาธิปไตยไทยๆ

แล้วอย่าลืมจัดระเบียบกับสื่อมวลชนเลวๆ ที่สร้างการเมืองแบบสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนเสียด้วยละครับ ท่านมหาอำมาตย์......

อย่างน้อยก็แก้วิกฤตกันไปได้อีกซักระยะหนึ่งครับ...........

25 เมษายน 2553

สมาคมสื่ออมสากคุกคามนักข่าวสาวช่อง3 วาสนาลับลวงพรางคิวต่อไปโดนแบนต้องยุติทำรายการวิทยุ


รายล่าสุด-วาสนา นาน่วม เป็นสื่อมวลชนรายล่าสุดที่โดนเผด็จการคุกคามการทำหน้าที่ต่อจากฐปนีย์ เอียดศรีไชย ในการรายงานข่าวสองด้าน ขณะที่เผด็จการอยากให้นำเสนอข่าวเข้าข้างอย่างเดียว ได้ยุติการดำเนินรายการ"ลับลวงพราง"ไว้ก่อน จนกว่าสื่อจะมีเสรีภาพ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ข่าวสด
25 เมษายน 2553

ยังไร้วี่แววการออกมาร้องว่า"คุกคามสื่อคือการคุกคามประชาชน"ของสมาคมสื่อต่างๆ หลังจากผู้บริหารโทรทัศน์ช่อง3สั่งห้ามฐปนีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวสนามช่อง3ที่เขียนในทวิตเตอร์ถึงเหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจไม่ให้ตามจับกุมม็อบที่เป็นมวลชนทหารก่อเหตุปาระเบิดขวดที่สีลม วันเกิดเหตุถล่มM79 จนสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลเผด็จการหาว่ากระทบความมั่นคง

ล่าสุดก็เกิดเหตุคุกคามวาสนา นาน่วม ผู้ดำเนินรายการลับลวงพรางอีกราย โทษฐานไปสัมภาษณ์พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ตำหนิรัฐบาลและเสนอเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างผู้นำกองทัพกับแกนนำเสื้อแดง ทำให้วาสนาต้องงดจัดรายการไปก่อน จนกว่าสื่อจะมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว

"วาสนา"น่วม รบ.สั่งห้ามสัมภาษณ์ทหารแตงโม เตรียมไขก๊อกรายการ "ลับ ลวง พราง "


เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการ “ลับลวงพราง” ทางสถานีวิทยุ 100.5 เมกกะเฮิร์ซ ซึ่งเป็นรายการวิเคราะห์ข่าวด้านการทหาร ความมั่นคง และข้อมูลเชิงลึกในกองทัพ ปกติมีนายพัชร สารพิมพา รักษาการ ผอ.คลื่น 100.5 จัดร่วมกับน.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร หนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ แต่วันเดียวกันนี้ปรากฏว่ามีนายพัชร จัดรายการเพียงคนเดียว โดยอ้างว่าน.ส.วาสนาติดภารกิจ ทั้งที่ปกติแล้วถ้าผู้จัดไม่เข้ามาที่ห้องส่ง อสมท จะจัดรายการทางโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าน.ส.วาสนาไม่ได้จัดรายการทางโทรศัพท์แต่อย่างใด

สอบถามน.ส.วาสนาระบุเพียงว่าช่วงนี้สถานการณ์การเมืองอ่อนไหว ไม่สามารถจัดรายการได้เต็มที่ในแนวทางของตนเองที่จะเสนอข่าวของทุกสีทุกขั้ว เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ฟังทุกฝ่ายได้ จึงของดจัดรายการไปก่อนจนกว่าเหตุการณ์คลี่คลาย หรือเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและความคิดเห็นจะดีขึ้น หรือหาก อสมท. หาผู้จัดรายการคนใหม่แทนได้ พร้อมจะเลิกจัด ที่สำคัญไม่อยากทำให้คน อสมท. เดือดร้อนจากการจัดรายการของตนเอง เพราะได้ยินคน อสมท.บ่นเสมอว่าผู้จัดรายการคนนอก ทำให้ อสมท. เดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุที่น.ส.วาสนาขอยุติการจัดรายการชั่วคราว เพราะมีคำสั่งจากนายสุเทพไม่ให้สัมภาษณ์นายทหารฝ่ายเสื้อแดง ต้องสัมภาษณ์แต่เฉพาะนายทหารที่สนับสนุนรัฐบาล น.ส.วาสนาเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ ไม่สามารถทำหน้าที่ของสื่อได้เต็มที่ ปกติรายการ “ลับ ลวง พราง” จะมีการถ่วงดุลคือสัมภาษณ์ทหารทั้งสองสีสองฝ่าย แต่เมื่อรัฐบาลให้สัมภาษณ์ฝ่ายเดียวจึงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ กลายเป็นรายการที่ถล่มโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งรายการประเภทนี้มีเยอะมากแล้ว

“ปกติรายการจะสัมภาษณ์ทหารสองฝ่าย แต่ฝ่ายรัฐบาลมักไม่สนใจภาพรวมของรายการ ว่าเป็นการเสนอข่าวสองด้าน และต้องการให้ผู้ฟังที่มีทุกขั้วทุกสี เปิดใจกว้างรับฟังความเห็นที่แตกต่าง แต่เมื่อสัมภาษณ์ทหารสายเสื้อแดงเมื่อใด รัฐบาลจะไม่พอใจ บี้มาทาง อสมท. เสมอ ทำให้น.ส.วาสนาอึดอัดใจ” แหล่งข่าวระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. มีการสัมภาษณ์ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. จำนวน 5 คนจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2รอ.) หรือบูรพาพยัคฆ์ ส่วนใหญ่ตำหนิผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ใช้ความรุนแรงทำร้ายทหาร บางคนถูกระเบิด แต่ม็อบไม่ยอมให้รถไปส่งคนเจ็บ ทหารบางคนถูกลากลงมาทำร้ายซ้ำอีก จากนั้นสัมภาษณ์พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ. ญาติผู้พี่ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ตำหนิรัฐบาลใส่ร้ายคนเสื้อแดงว่า เป็นการก่อการร้าย พร้อมเสนอพา พล.อ.อนุพงษ์ไปเจรจากับแกนนำเสื้อแดงเพื่อยุติปัญหา ทำให้รัฐบาลไม่พอใจเป็นอย่างมากถึงกับเรียกผู้บริหาร อสมท. ไปต่อว่า


ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสนามโทรทัศน์ช่อง 3:"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"(ภาพนี้ เมื่อครั้งโดนม็อบพันธมิตรฮือล้อมสมัยเป็นนักข่าวไอทีวีที่ไม่พอใจการรายงานจำนวนผู้ชุมนุม)

แฉบิ๊กช่อง 3 สั่งแบนฐปนีย์แล้ว

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวานนี้(24เม.ย.) รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงบ่ายววันที่ 23เม.ย. ทางผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้เรียก น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชยเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงถึงกรณีที่ โพสต์เหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจ จากนั้นจึงมีคำสั่งไม่ให้น.ส.ฐปณีย์เข้าไปทำข่าว และให้หยุดการรายงานข่าวในพื้นที่ชุมนุมไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะเกิดความไม่ปลอดภัย เนื่อง จากขณะนี้สังคมมีความเห็นที่ขัดแย้งมาก นอก จากนี้ยังขอให้ลบข้อความดังกล่าวที่โพสต์ลงในทวิตเตอร์ทิ้งและขอให้หยุดการใช้ทวิตเตอร์ทั้งหมด




รายงานข่าวจากนักข่าวสาว ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง 3 ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว ไม่ผ่านสื่อกระแสหลัก ชี้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกี่ยวข้องกับการปาระเบิดเพลิง (ไม่ใช่เหตุการณ์ M79 ที่ทำให้คนเสียชีวิต) ซึ่งเกิดขึ้นหลังสี่ทุ่มคืนวาน (22 เม.ย.) มีความเกี่ยวข้องกับทหารที่เข้าประจำการที่สีลม

คุณฐปนีย์ เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว http://twitter.com/thapanee3miti แจ้งว่าตนเองนั้นได้อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี หรือกลุ่มประชาชนเสื้อเหลืองเก่าเมื่อวานนี้

"นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหาร แต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้อง"

"ตำรวจบอกกลุ่มคนที่ก่อเหตุไม่ใช่คนสีลมหรือเสื้อหลากสี แต่เป็นกลุ่มจัดตั้งนี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความเห็นนะคะ"

"โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามนะคะ นี่คือข้อเท็จจริงจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้เข้าข้างใครแต่ทวิตจากสายตาที่เห็นหูที่ได้ยินคะ"

"ถามทหารแล้วไม่พูดไร แต่ตำรวจที่ถูกเอาปืนจ่อหัวเป็นระดับรองผกก และผบ.หมู่ แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าก็ทำได้เท่านี้ ย้ำแค่บอกในสิ่งที่เห็น"

"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"


นสพ.ข่าวสด’ รายงานข่าวทหารปืนจ่อหัวตำรวจช่วงคุมสถานการณ์กลุ่มหนุนมาร์ค

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า
นสพ.ข่าวสด รายงานมีเหตุทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจที่สีลมคืนวันที่ 22 เม.ย. จริงหลังตำรวจคุมสถานการณ์กลุ่มเสื้อหลากสีใช้สิ่งของขว้างปา แต่ทหารห้ามตำรวจติดตามต่อบอกเป็นมวลชนของทหาร ด้านสื่อนอกบันทึกภาพช่วงกลุ่มเสื้อหลากสีหนีไปหลังแนวทหารได้ ‘ฐปณีย์’ แจง 'ทวิตเตอร์' เรื่องตำรวจไล่ชายฉกรรจ์ที่หนีไปหลังแนวทหารเป็นเรื่องปาระเบิดขวดไม่ใช่เอ็ม 79 ยันรายงานข่าวยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ

ข่าวสดรายงานข่าวตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัว หลังสลายม็อบหนุนมาร์ค

งานว่า วานนี้ (23 เม.ย.) เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข่าวกล่าวว่าตามที่มีข่าวว่ามีนายตำรวจถูกทหารใช้ปืนจี้ศีรษะระหว่างการเข้าจับกุมบุคคลที่สร้างความวุ่นวายในบริเวณแยกศาลาแดงเมื่อคืน 22 เม.ย. โดยนายตำรวจรายนี้คือ พ.ต.ท.ไกรศรี สุวรรณงาม รอง.ผกก.ป.สน.พระโขนง ซึ่งถูกสั่งการให้มากำกับดูแลกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อป้องกันการปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อหลากสี ต่อมาในช่วงกลางคืน กลุ่มคนเสื้อหลากสีได้พยายามใช้เศษวัสดุขว้างปาใส่กลุ่มคนเสื้อแดง แต่เนื่องจากตำรวจตั้งแนวกันการปะทะอยู่ระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ทำให้วัสดุต่างๆ ที่ขว้างปาโดนตำรวจเป็นส่วนใหญ่

พ.ต.ท.ไกรศรี พยายามเข้าจับกุม เพื่อไม่ให้เกิดการขว้างปาสิ่งของใส่กันอีกกลุ่มคนดังกล่าวจึงวิ่งหนี กลับเข้าไปในแนวของทหารที่อยู่ด้านหลังกลุ่มคนสีลม พ.ต.ท.ไกรศรี ได้วิ่งติดตาม แต่ถูกทหารที่ถือปืนเอ็ม16 กั้นไม่ยอมให้เข้าจับกุม แต่ พ.ต.ท.ไกรศรี ได้แหวกแนวทหารเข้าไป จนเมื่อมาถึงด้านหลังแนวทหาร ได้มีนายทหารสัญญาบัตร สวมหมวกและใส่แว่นตากันสะเก็ดระเบิด ได้เข้ามาประชิดตัว พร้อมชักปืนพกสั้นออกมาจี้ที่ศีรษะ พร้อมบอกว่าให้ออกไป คนเหล่านี้เป็นมวลชนของฝ่ายทหาร พ.ต.ท.ไกรศรี จึงแจ้งว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ก่อเหตุใช้สิ่งของขว้างปาขอเข้าจับกุม แต่นายทหารคนดังกล่าวก็ยังปฏิเสธไม่ยอม ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดต้องออกมาจากแนวทหาร (อ่านข่าวของ นสพ.ข่าวสด ที่นี่)

ขณะเดียวกันมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ คือ BreakNewPress สามารถบันทึกภาพช่วงที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อหลากสีด้วย แต่ในภาพบันทึกเหตุการณ์ถึงช่วงที่ตำรวจใช้โล่และกระบองผลักดันกลุ่มเสื้อหลากสีที่หลบเข้าไปอยู่หลังแนวของทหารเท่านั้น คลิกที่นี่

ฐปณีย์แจงกรณีแกนนำ นปช. นำข้อความทวิตเตอร์ไปขยายผลคาดเคลื่อน

นอกจากนี้ในการรายงานของเนชั่นทันข่าวเมื่อวานนี้ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ของช่อง 3 ก็เผยแพร่คำชี้แจงไปยังสื่อมวลชนกรณีการทวิตข่าวผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์เมื่อคืน 22 เม.ย. ซึ่งเป็นการรายงานเหตุการณ์เดียวกับกรณีของ พ.ต.ท.ไกรศรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

“สืบเนื่องจากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช.ได้นำข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว3 มิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งใช้นามว่า @yam3miti หรือ @thapanee3miti ที่ระบุเรื่องตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวไปเรียกร้องให้ ศอฉ.ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ และถูกนำไปตีความในหลายประเด็น

ดิฉันขอชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ ดิฉันไม่เคยรายงานข่าวว่า ทหารเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เกิดระเบิด m79 บริเวณย่านสีลมเมื่อคืน วันที่ 22 เมษายน และไม่เคยรายงานกล่าวหาประชาชนชาวสีลม หรือ ประชาชนกลุ่มเสื้อหลากสีว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ระเบิดขวด ตามที่มีการเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์กันในเว็บไซด์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้จากข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน ซึ่งมีการส่งข้อความอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 เมษายน จนถึงเช้าวันที่ 23 เมษายน แต่ดิฉันได้ทวิตข้อความข่าวที่ระบุว่า “นี่คือข้อเท็จจริงจากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คน ที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามไป” จริง แต่ไม่เคยระบุเลยว่าทหารเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งได้ส่งข้อความย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือในช่วงเวลาหลัง 22.30 น.และเป็นกรณีกลุ่มก่อกวนปาระเบิดขวดไม่ใช่เรื่องระเบิด m79 หลายครั้ง ดังปรากฏอยู่ในทวิตเตอร์

ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเข้าใจผิดในการส่งต่อข้อความจาก ทวิตเตอร์ไปในแหล่งอื่นๆทางอินเตอร์เน็ตจนเกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์คลาด เคลื่อน ซึ่งหากติดตามข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉันจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดว่าดิฉันไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาผู้ใดโดยไม่มีหลักฐาน เนื่องจากการส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถส่งต่อไปถึงเพื่อนกลุ่มอื่นได้ ซึ่งในปัจจุบันผู้สื่อข่าวนิยมส่งข่าวผ่านทวิตเตอร์เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร กันทำให้สามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ทางการเมืองนักข่าวหลายสำนักก็มักจะส่งข้อความ ผ่านทวิตเตอร์และติดตามกัน รวมทั้งตัวดิฉันด้วย จึงเป็นเหตุให้ข้อความต่างๆถูกส่งต่อไปได้ง่ายโดยผ่านการติดตามข้อความที่ ต่อเนื่อง ซึ่งการรายงานข่าวในทวิตเตอร์เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ เสนอข่าวในรายการข่าว 3 มิติ หรือการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แต่อย่างใด เป็นการรายงานสถานการณ์สดผ่านมือถือส่วนตัวเท่านั้นไม่ได้ดำเนินการเป็น ธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ของใคร

ดิฉันขอยืนยันว่า ด้วยเกียรติของการทำหน้าที่สื่อมวลชนมา 10 ปี ไม่เคยคิดร้ายกับประเทศชาติและเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง ไม่เคยคิดที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ ทำงานโดยยึดหลักของความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างดีที่สุด ทั้งการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเสนอข่าวอย่างรอบด้าน เป็นกลาง และไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน แม้ในบางสถานการณ์จะทำงานด้วยความยากลำบากก็ตาม แต่พยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนให้ดีที่สุด

โดยไม่คิดว่าข้อความเพียงไม่กี่ข้อความในทวิตเตอร์จะนำมาซึ่งการวิพากษ์ วิจารณ์ต่างๆ ในสังคม หากข้อความใดทำให้ผู้อื่นเสียหายก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ยืนยันว่าทุกคำพูดผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอไปสู่สาธารณะ โดยทุกคนที่กล่าวอ้างมีตัวตนเอง ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักและผู้สื่อข่าวที่อยู่ร่วม เหตุการณ์ด้วย รวมทั้งได้รายงานไปตามสถานการณ์ที่เห็นจริง ไม่ได้แต่งเติมข้อความใด ๆ

จึงขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการติดตามข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีข่าวระหว่างตำรวจกับทหาร เป็นข้อเท็จจริงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ซึ่งดิฉันเองก็พร้อมรับผิดชอบกับการทำหน้าที่ครั้งนี้”

สื่อค่ายเหลืองปั่นต่อ วิจารณ์ฐปณีย์หนัก

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ น.ส.ฐปณีย์ ยังคงถูกนำไปบิดเบือนใน “รายงานการเมือง” ของผู้ใช้นามปากกาว่า “แสงตะวัน” เผยแพร่ใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ ที่ระบุว่า น.ส.ฐปณีย์ทวิตว่า “เห็นทหารเอาปืนจ่อหัวตำรวจที่วิ่งไล่จับผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้ยิงเอ็ม 79 ใส่ ประชาชนที่สีลม” พร้อมทั้งวิจารณ์ น.ส.ฐปณีย์ อย่างหนัก ทั้งที่ น.ส.ฐปณีย์ทวิตเมื่อ 00.30 น. ของวันที่ 23 เม.ย. ใน @thapanee3miti status ที่ 12652676359 ว่า “นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามต่อไป” ซึ่งเป็นเรื่องการรายงานเหตุการณ์ปาระเบิดขวด ไม่ใช่เหตุการณ์ยิง M 79 อย่างที่ ASTVผู้จัดการออนไลน์นำเสนอแต่อย่างได้

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) น.ส.ปฐณีย์ทวิตว่า “น้อมรับทุกคำวิจารณ์และข้อกล่าวหา คงไม่สามารถบอกให้ใครเชื่อว่าเป็นนักข่าวไม่มีสีขอให้ผลงานและกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จนกว่าจะหมดลมหายใจ”

“หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ”

“ย้ำหากสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติมเชื้อไฟและถูกมองว่า เป็นสิ่งเลวร้ายมากก็ขอแสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวคะ” ทวิตเตอร์ของฐปณีย์ระบุ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนประณามการคุกคามฐปนีย์

ประชาไท รายงานด้วยว่า องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในไทยหลังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุมีการปิดเว็บไซต์โดยอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินกว่า 350 เว็บไซต์ ประหลาดใจที่ศาลยอมให้ปิดพีเพลชาแนลโดยอ้างอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมประณามการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดสีไชย ผู้สื่อข่าวทีวีที่รายงานเรื่องทหารไม่ให้ตำรวจติดตามผู้ต้องสงสัยที่สีลมเมื่อ 22 เม.ย.

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรติดตามการละเมิดเสรีภาพสื่อทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่คำแถลง "ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน" ("Thaïlande: Violences et état d’urgence frappent les médias") โดยห่วงเรื่องการละเมิดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยหลังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

000

ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยหลังจากที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพและอนุญาตให้สื่อสามารถทำงานได้

"แรงกดดันจากวิกฤติครั้งนี้ยิ่งทำให้ต้องเคารพในสิทธิของการสื่อสารข้อมูล โดยที่ข่าวลือจะไม่มีอำนาจอยู่เหนือความจริง" องค์กรเสรีภาพสื่อกล่าว "แต่ความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ผู้สื่อข่างทั้งชาวไทยและต่างประเทศอยู่ในสภาพสุ้มเสี่ยงจน กว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมา"

มีช่างภาพชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดย่านสีลม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ทราบชื่อหรือสังกัดสื่อที่เขาอยู่

ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ บอกว่า ในช่วงไม่กี่วันมานี้สภาพของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเลวร้ายลงกว่าเดิม ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ได้รับการฝึกฝนมาน้อยมากในการทำข่าวใน "พื้นที่ความขัดแย้ง" มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินและขวดน้ำที่ขว้างปามาจากผู้ชุมนุม มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางส่วนที่ไม่ได้ระมัดระวังในเรื่องนี้พยายาม 'ทำข่าว' การประท้วง โดยหวังว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดิโอการปะทะกันไปขาย

มีนักข่าวหลายคนเริ่มสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายหรือสวมเสื้อยืดที่แจกโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เพื่อบ่งบอกตนเอง

อย่างไรก็ตามทางสมาคมผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนไม่เห็นด้วยกับการที่กลุ่มเสื้อแดงขอให้ผู้สื่อข่าวสวมปลอกแขนสีเขียวที่มีคำว่า "ยุบสภา"

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังขอประณามการการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ จากการที่เธอรายงานทาง Twitter เรื่องที่มีทหารบางคนห้ามไม่ให้ตำรวจไล่ตามผู้ต้องสงสัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดวันที่ 22 เม.ย.

ทางองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินของศาลที่ยกฟ้องการที่รัฐบาลปิดสัญญาณโทรทัศน์ของพีเพลชาแนล โดยศาลให้เหุผลว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลทำให้มีการใช้อำนาจดังกล่าวได้

มีกรณีใกล้เคียงกันเกิดขึ้นในวันที่ 23 เม.ย. เมื่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไทที่เป็นเว็บไซต์ข่าวอิสระ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสั่งปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. โดยขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และให้ยกเลิการปิดเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยทางศาลตัดสินว่าทางรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเกินเลยเนื่องจากอยู่ภาย ใต้การประกาศ พรก.ฉุกเฉิน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

การเซ็นเซอร์และคุกคามสื่อกำลังส่งผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ถูกแบนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากคำสั่งการประกาศ พรก. ฉุกเฉิน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ประกาศในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่ามีการปิดเว็บไซต์แล้วอีกกว่า 350 เว็บไซต์ หลังจากที่ในสัปดาห์ก่อนหหน้านี้ปิดเว็บไซต์ไปจำนวน 190 เว็บไซต์ และมีอยู่ 36 เว็บไซต์ที่ถูกปิดตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.

ทำให้จำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 เว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ถูกปิดทั้งหมดตอนนี้เชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง และมีภาพถ่ายและวิดิโอที่บันทึกการชุมนุม แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นเว็บไซต์สำนักข่าวอิสระ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนขอให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นโดยทันที และจะสั่งปิดสื่อก็ต่อเมื่อสื่อนั้นๆ ยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง และปิดหลังจากที่มีการดำเนินการตามกระบวนการศาลก่อน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส อย่างถึงที่สุดในการสืบสวนการเสียชีวิตของฮิโระ มุราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ซึ่งควรมีผลการตรวจสอบออกมาในวันที่ 26 เม.ย. "รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้" คำแถลงของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุ

24 เมษายน 2553

ฐปนีย์นักข่าวช่อง3:เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ ก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ


ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสนามโทรทัศน์ช่อง 3:"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"(ภาพนี้ เมื่อครั้งโดนม็อบพันธมิตรฮือล้อมสมัยเป็นนักข่าวไอทีวีที่ไม่พอใจการรายงานจำนวนผู้ชุมนุม)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 เมษายน 2553

ฐปนีย์ เอียดศรีชัย ผู้สื่อข่าวสนามของโทรทัศน์ช่อง 3 ออกโรงชี้แจงหลังกรณีที่เธอtwitterผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวกรณีทหารใช้ปืนจ่อหัวพันตำรวจโทห้ามไม่ให้จับมวลชนของทหารที่ก่อเหตุปาระเบิดขวดที่สีลมวันเกิดเหตุบึ้มM79 โดยตำหนิแกนนำนปช.ที่นำไปขยายผลว่าทหารยิงเอ็ม79เองซึ่วงคลาดเคลื่อนจากความจริง แต่ก็ยืนยันเหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวห้ามตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุปาระเบิดขวดวิ่งไปหลบหลังแนวทหาร ย้ำ"หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ" พ้อ "เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ" กระบอกเสียงลิ้มรุมยำ ขณะที่องค์กรนักข่าวไร้พรมแดนออกแถลงการณ์ป้องแล้ว





รายงานข่าวจากนักข่าวสาว ฐปนีย์ เอียดศรีชัย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง 3 ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว ไม่ผ่านสื่อกระแสหลัก ชี้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกี่ยวข้องกับการปาระเบิดเพลิง (ไม่ใช่เหตุการณ์ M79 ที่ทำให้คนเสียชีวิต) ซึ่งเกิดขึ้นหลังสี่ทุ่มคืนวาน (22 เม.ย.) มีความเกี่ยวข้องกับทหารที่เข้าประจำการที่สีลม

คุณฐปนีย์ เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว http://twitter.com/thapanee3miti แจ้งว่าตนเองนั้นได้อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี หรือกลุ่มประชาชนเสื้อเหลืองเก่าเมื่อวานนี้

"นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหาร แต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้อง"

"ตำรวจบอกกลุ่มคนที่ก่อเหตุไม่ใช่คนสีลมหรือเสื้อหลากสี แต่เป็นกลุ่มจัดตั้งนี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความเห็นนะคะ"

"โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามนะคะ นี่คือข้อเท็จจริงจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้เข้าข้างใครแต่ทวิตจากสายตาที่เห็นหูที่ได้ยินคะ"

"ถามทหารแล้วไม่พูดไร แต่ตำรวจที่ถูกเอาปืนจ่อหัวเป็นระดับรองผกก และผบ.หมู่ แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าก็ทำได้เท่านี้ ย้ำแค่บอกในสิ่งที่เห็น"

"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"


นสพ.ข่าวสด’ รายงานข่าวทหารปืนจ่อหัวตำรวจช่วงคุมสถานการณ์กลุ่มหนุนมาร์ค

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า
นสพ.ข่าวสด รายงานมีเหตุทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจที่สีลมคืนวันที่ 22 เม.ย. จริงหลังตำรวจคุมสถานการณ์กลุ่มเสื้อหลากสีใช้สิ่งของขว้างปา แต่ทหารห้ามตำรวจติดตามต่อบอกเป็นมวลชนของทหาร ด้านสื่อนอกบันทึกภาพช่วงกลุ่มเสื้อหลากสีหนีไปหลังแนวทหารได้ ‘ฐปณีย์’ แจง 'ทวิตเตอร์' เรื่องตำรวจไล่ชายฉกรรจ์ที่หนีไปหลังแนวทหารเป็นเรื่องปาระเบิดขวดไม่ใช่เอ็ม 79 ยันรายงานข่าวยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ

ข่าวสดรายงานข่าวตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัว หลังสลายม็อบหนุนมาร์ค

งานว่า วานนี้ (23 เม.ย.) เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข่าวกล่าวว่าตามที่มีข่าวว่ามีนายตำรวจถูกทหารใช้ปืนจี้ศีรษะระหว่างการเข้าจับกุมบุคคลที่สร้างความวุ่นวายในบริเวณแยกศาลาแดงเมื่อคืน 22 เม.ย. โดยนายตำรวจรายนี้คือ พ.ต.ท.ไกรศรี สุวรรณงาม รอง.ผกก.ป.สน.พระโขนง ซึ่งถูกสั่งการให้มากำกับดูแลกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อป้องกันการปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อหลากสี ต่อมาในช่วงกลางคืน กลุ่มคนเสื้อหลากสีได้พยายามใช้เศษวัสดุขว้างปาใส่กลุ่มคนเสื้อแดง แต่เนื่องจากตำรวจตั้งแนวกันการปะทะอยู่ระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ทำให้วัสดุต่างๆ ที่ขว้างปาโดนตำรวจเป็นส่วนใหญ่

พ.ต.ท.ไกรศรี พยายามเข้าจับกุม เพื่อไม่ให้เกิดการขว้างปาสิ่งของใส่กันอีกกลุ่มคนดังกล่าวจึงวิ่งหนี กลับเข้าไปในแนวของทหารที่อยู่ด้านหลังกลุ่มคนสีลม พ.ต.ท.ไกรศรี ได้วิ่งติดตาม แต่ถูกทหารที่ถือปืนเอ็ม16 กั้นไม่ยอมให้เข้าจับกุม แต่ พ.ต.ท.ไกรศรี ได้แหวกแนวทหารเข้าไป จนเมื่อมาถึงด้านหลังแนวทหาร ได้มีนายทหารสัญญาบัตร สวมหมวกและใส่แว่นตากันสะเก็ดระเบิด ได้เข้ามาประชิดตัว พร้อมชักปืนพกสั้นออกมาจี้ที่ศีรษะ พร้อมบอกว่าให้ออกไป คนเหล่านี้เป็นมวลชนของฝ่ายทหาร พ.ต.ท.ไกรศรี จึงแจ้งว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ก่อเหตุใช้สิ่งของขว้างปาขอเข้าจับกุม แต่นายทหารคนดังกล่าวก็ยังปฏิเสธไม่ยอม ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดต้องออกมาจากแนวทหาร (อ่านข่าวของ นสพ.ข่าวสด ที่นี่)

ขณะเดียวกันมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ คือ BreakNewPress สามารถบันทึกภาพช่วงที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อหลากสีด้วย แต่ในภาพบันทึกเหตุการณ์ถึงช่วงที่ตำรวจใช้โล่และกระบองผลักดันกลุ่มเสื้อหลากสีที่หลบเข้าไปอยู่หลังแนวของทหารเท่านั้น คลิกที่นี่

ฐปณีย์แจงกรณีแกนนำ นปช. นำข้อความทวิตเตอร์ไปขยายผลคาดเคลื่อน

นอกจากนี้ในการรายงานของเนชั่นทันข่าวเมื่อวานนี้ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ของช่อง 3 ก็เผยแพร่คำชี้แจงไปยังสื่อมวลชนกรณีการทวิตข่าวผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์เมื่อคืน 22 เม.ย. ซึ่งเป็นการรายงานเหตุการณ์เดียวกับกรณีของ พ.ต.ท.ไกรศรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

“สืบเนื่องจากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช.ได้นำข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว3 มิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งใช้นามว่า @yam3miti หรือ @thapanee3miti ที่ระบุเรื่องตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวไปเรียกร้องให้ ศอฉ.ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ และถูกนำไปตีความในหลายประเด็น

ดิฉันขอชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ ดิฉันไม่เคยรายงานข่าวว่า ทหารเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เกิดระเบิด m79 บริเวณย่านสีลมเมื่อคืน วันที่ 22 เมษายน และไม่เคยรายงานกล่าวหาประชาชนชาวสีลม หรือ ประชาชนกลุ่มเสื้อหลากสีว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ระเบิดขวด ตามที่มีการเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์กันในเว็บไซด์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้จากข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน ซึ่งมีการส่งข้อความอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 เมษายน จนถึงเช้าวันที่ 23 เมษายน แต่ดิฉันได้ทวิตข้อความข่าวที่ระบุว่า “นี่คือข้อเท็จจริงจากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คน ที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามไป” จริง แต่ไม่เคยระบุเลยว่าทหารเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งได้ส่งข้อความย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือในช่วงเวลาหลัง 22.30 น.และเป็นกรณีกลุ่มก่อกวนปาระเบิดขวดไม่ใช่เรื่องระเบิด m79 หลายครั้ง ดังปรากฏอยู่ในทวิตเตอร์

ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเข้าใจผิดในการส่งต่อข้อความจาก ทวิตเตอร์ไปในแหล่งอื่นๆทางอินเตอร์เน็ตจนเกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์คลาด เคลื่อน ซึ่งหากติดตามข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉันจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดว่าดิฉันไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาผู้ใดโดยไม่มีหลักฐาน เนื่องจากการส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถส่งต่อไปถึงเพื่อนกลุ่มอื่นได้ ซึ่งในปัจจุบันผู้สื่อข่าวนิยมส่งข่าวผ่านทวิตเตอร์เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร กันทำให้สามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ทางการเมืองนักข่าวหลายสำนักก็มักจะส่งข้อความ ผ่านทวิตเตอร์และติดตามกัน รวมทั้งตัวดิฉันด้วย จึงเป็นเหตุให้ข้อความต่างๆถูกส่งต่อไปได้ง่ายโดยผ่านการติดตามข้อความที่ ต่อเนื่อง ซึ่งการรายงานข่าวในทวิตเตอร์เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ เสนอข่าวในรายการข่าว 3 มิติ หรือการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แต่อย่างใด เป็นการรายงานสถานการณ์สดผ่านมือถือส่วนตัวเท่านั้นไม่ได้ดำเนินการเป็น ธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ของใคร

ดิฉันขอยืนยันว่า ด้วยเกียรติของการทำหน้าที่สื่อมวลชนมา 10 ปี ไม่เคยคิดร้ายกับประเทศชาติและเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง ไม่เคยคิดที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ ทำงานโดยยึดหลักของความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างดีที่สุด ทั้งการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเสนอข่าวอย่างรอบด้าน เป็นกลาง และไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน แม้ในบางสถานการณ์จะทำงานด้วยความยากลำบากก็ตาม แต่พยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนให้ดีที่สุด

โดยไม่คิดว่าข้อความเพียงไม่กี่ข้อความในทวิตเตอร์จะนำมาซึ่งการวิพากษ์ วิจารณ์ต่างๆ ในสังคม หากข้อความใดทำให้ผู้อื่นเสียหายก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ยืนยันว่าทุกคำพูดผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอไปสู่สาธารณะ โดยทุกคนที่กล่าวอ้างมีตัวตนเอง ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักและผู้สื่อข่าวที่อยู่ร่วม เหตุการณ์ด้วย รวมทั้งได้รายงานไปตามสถานการณ์ที่เห็นจริง ไม่ได้แต่งเติมข้อความใด ๆ

จึงขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการติดตามข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีข่าวระหว่างตำรวจกับทหาร เป็นข้อเท็จจริงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ซึ่งดิฉันเองก็พร้อมรับผิดชอบกับการทำหน้าที่ครั้งนี้”

สื่อค่ายเหลืองปั่นต่อ วิจารณ์ฐปณีย์หนัก

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ น.ส.ฐปณีย์ ยังคงถูกนำไปบิดเบือนใน “รายงานการเมือง” ของผู้ใช้นามปากกาว่า “แสงตะวัน” เผยแพร่ใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ ที่ระบุว่า น.ส.ฐปณีย์ทวิตว่า “เห็นทหารเอาปืนจ่อหัวตำรวจที่วิ่งไล่จับผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้ยิงเอ็ม 79 ใส่ ประชาชนที่สีลม” พร้อมทั้งวิจารณ์ น.ส.ฐปณีย์ อย่างหนัก ทั้งที่ น.ส.ฐปณีย์ทวิตเมื่อ 00.30 น. ของวันที่ 23 เม.ย. ใน @thapanee3miti status ที่ 12652676359 ว่า “นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามต่อไป” ซึ่งเป็นเรื่องการรายงานเหตุการณ์ปาระเบิดขวด ไม่ใช่เหตุการณ์ยิง M 79 อย่างที่ ASTVผู้จัดการออนไลน์นำเสนอแต่อย่างได้

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) น.ส.ปฐณีย์ทวิตว่า “น้อมรับทุกคำวิจารณ์และข้อกล่าวหา คงไม่สามารถบอกให้ใครเชื่อว่าเป็นนักข่าวไม่มีสีขอให้ผลงานและกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จนกว่าจะหมดลมหายใจ”

“หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ”

“ย้ำหากสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติมเชื้อไฟและถูกมองว่า เป็นสิ่งเลวร้ายมากก็ขอแสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวคะ” ทวิตเตอร์ของฐปณีย์ระบุ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนประณามการคุกคามฐปนีย์

ประชาไท รายงานด้วยว่า องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในไทยหลังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุมีการปิดเว็บไซต์โดยอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินกว่า 350 เว็บไซต์ ประหลาดใจที่ศาลยอมให้ปิดพีเพลชาแนลโดยอ้างอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมประณามการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดสีไชย ผู้สื่อข่าวทีวีที่รายงานเรื่องทหารไม่ให้ตำรวจติดตามผู้ต้องสงสัยที่สีลมเมื่อ 22 เม.ย.

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรติดตามการละเมิดเสรีภาพสื่อทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่คำแถลง "ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน" ("Thaïlande: Violences et état d’urgence frappent les médias") โดยห่วงเรื่องการละเมิดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยหลังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

000

ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยหลังจากที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพและอนุญาตให้สื่อสามารถทำงานได้

"แรงกดดันจากวิกฤติครั้งนี้ยิ่งทำให้ต้องเคารพในสิทธิของการสื่อสารข้อมูล โดยที่ข่าวลือจะไม่มีอำนาจอยู่เหนือความจริง" องค์กรเสรีภาพสื่อกล่าว "แต่ความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ผู้สื่อข่างทั้งชาวไทยและต่างประเทศอยู่ในสภาพสุ้มเสี่ยงจน กว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมา"

มีช่างภาพชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดย่านสีลม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ทราบชื่อหรือสังกัดสื่อที่เขาอยู่

ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ บอกว่า ในช่วงไม่กี่วันมานี้สภาพของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเลวร้ายลงกว่าเดิม ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ได้รับการฝึกฝนมาน้อยมากในการทำข่าวใน "พื้นที่ความขัดแย้ง" มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินและขวดน้ำที่ขว้างปามาจากผู้ชุมนุม มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางส่วนที่ไม่ได้ระมัดระวังในเรื่องนี้พยายาม 'ทำข่าว' การประท้วง โดยหวังว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดิโอการปะทะกันไปขาย

มีนักข่าวหลายคนเริ่มสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายหรือสวมเสื้อยืดที่แจกโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เพื่อบ่งบอกตนเอง

อย่างไรก็ตามทางสมาคมผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนไม่เห็นด้วยกับการที่กลุ่มเสื้อแดงขอให้ผู้สื่อข่าวสวมปลอกแขนสีเขียวที่มีคำว่า "ยุบสภา"

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังขอประณามการการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ จากการที่เธอรายงานทาง Twitter เรื่องที่มีทหารบางคนห้ามไม่ให้ตำรวจไล่ตามผู้ต้องสงสัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดวันที่ 22 เม.ย.

ทางองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินของศาลที่ยกฟ้องการที่รัฐบาลปิดสัญญาณโทรทัศน์ของพีเพลชาแนล โดยศาลให้เหุผลว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลทำให้มีการใช้อำนาจดังกล่าวได้

มีกรณีใกล้เคียงกันเกิดขึ้นในวันที่ 23 เม.ย. เมื่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไทที่เป็นเว็บไซต์ข่าวอิสระ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสั่งปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. โดยขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และให้ยกเลิการปิดเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยทางศาลตัดสินว่าทางรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเกินเลยเนื่องจากอยู่ภาย ใต้การประกาศ พรก.ฉุกเฉิน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

การเซ็นเซอร์และคุกคามสื่อกำลังส่งผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ถูกแบนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากคำสั่งการประกาศ พรก. ฉุกเฉิน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ประกาศในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่ามีการปิดเว็บไซต์แล้วอีกกว่า 350 เว็บไซต์ หลังจากที่ในสัปดาห์ก่อนหหน้านี้ปิดเว็บไซต์ไปจำนวน 190 เว็บไซต์ และมีอยู่ 36 เว็บไซต์ที่ถูกปิดตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.

ทำให้จำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 เว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ถูกปิดทั้งหมดตอนนี้เชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง และมีภาพถ่ายและวิดิโอที่บันทึกการชุมนุม แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นเว็บไซต์สำนักข่าวอิสระ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนขอให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นโดยทันที และจะสั่งปิดสื่อก็ต่อเมื่อสื่อนั้นๆ ยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง และปิดหลังจากที่มีการดำเนินการตามกระบวนการศาลก่อน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส อย่างถึงที่สุดในการสืบสวนการเสียชีวิตของฮิโระ มุราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ซึ่งควรมีผลการตรวจสอบออกมาในวันที่ 26 เม.ย. "รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้" คำแถลงของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุ

22 เมษายน 2553

สื่อลิ้มบังอาจ:อัญเชิญสมเด็จทักษิณขึ้นครองราช!!!



อิทธิฤทธิ์Black propaganda- (บน)สำนักข่าวต่างประเทศเสนอภาพข่าวกลุ่มพรางชมพูที่แปลงร่างเป็นม็อบเสื้อหลากสีชูธงพระปรมาภิไธย พร้อมกับภาพตัดต่อทักษิณเป็นคนป่วยหนักใกล้ตาย อีกภาพตัดต่อเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักโฆษณาชวนเชื่อเครือสนธิลิ้มถนัด (ล่าง)ม็อบนี้มักนำพระบรมฉายาลักษณ์มาทำเป็นหมวกใส่ชุมนุมเสมอ ซึ่งพวกนี้ทำไปในนามผูกขาดความจงรักภักดี แต่หากเป็นฝ่ายอื่นทำจะโดนข้อหา"จาบจ้วง"ทันที(ภาพ:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 เมษายน 2553

บทความของอัญชะลี ไพรีรักษ์ หัวข้อเรื่อง อัญเชิญสมเด็จทักษิณขึ้นครองราช!!! ในเวบสื่อกระบอกเสียงสนธิลิ้ม อาจเป็นตัวสะท้อนวิธีคิดวิธีให้ร้ายป้ายสีของนักโฆษณาชวนเชื่อชนิดพลิกขาวเป็นดำ(Black propaganda)แห่งค่ายASTVผู้จัดการได้เป็นอย่างดี

และก็สะท้อนถึงบรรดาผู้เสพสื่อนี้ คนเสื้อเหลืองที่มาพรางชมพู และอ้างเป็นเสื้อหลากสีในวันนี้ได้อย่างดียิ่ง..

กล่าวคือคนพวกนี้มักจะอ้างให้ร้ายป้ายสีทักษิณ หรือฝ่ายเสื้อแดงแบบลอยๆ ไม่มีที่ไปที่มา แล้วก็นำไปขยายผล หากเป็นพวกที่ไปเล่นตามอินเตอร์เน็ต หรือเฟสบุ๊คก็มักนำรูปตัดต่อไปตัดต่อเอง ชงเอง และรับมุกกันเอง ตอนนี้ขยายไปยังม็อบของพวกพรางชมพูด้วย

อัญชะลีเขียนในตอนท้ายบทความของเธอว่า "..แท็กซี่สีแดง ที่ปากซอย วิภาวดี 16 โชคชัยร่วมมิตร แจกเอกสารทุกวันๆ ละมากๆ ใจความบาดใจจนเจ็บว่า

ขอให้พี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศ รวมตัวกันเพื่อร่วมมือแสดงจุดยืนบีบรัฐบาลยุบสภา และอันเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จทักษิณ ที่เราเคารพและบูชามาอยู่คู่ไทยและอยู่ในใจปวงชนชาวไทยทุกคน ช่วยกันเพื่อให้สมเด็จทักษิณได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทย เพื่อขึ้นครองราชสืบต่อไป ปกครองประเทศ และคนไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข


เอาละเหวย ลิเกคนบ้าที่ท้ายตลาดสด มันกลับมาอีกแล้วโว้ย แต่คราวนี้มาแรง เห็นจะไม่ใช่มีดไม้มารบชิงบ้านชิงเมืองชิงราชบัลลังก์นะสิ....เมษาปีนี้ทำไมมันร้อนอย่างนี้นะ "

แต่อัญชะลีก็ไม่ได้บอกว่าแท็กซี่สีแดงที่ว่าแจกเอกสารแบบนี้ทุกๆวัน วันละมากๆนั้น ชื่อ นามสกุลอะไร เลขทะเบียนรถอะไร ในเมื่อแจกเอกสารที่ว่าทุกวัน วันละมากๆทำไมไม่มีพสกนิกรผู้จงรักภักดีไปแจ้งความดำเนินคดีกับแท็กซี่คนนี้

ชงเองกินเอง-ป้ายแบบนี้ที่พวกผู้จัดการASTVใช้คำนี้ล้างสมองผู้เสพสื่อจนติดหู แล้วก็นำไปแปะแถวที่ชุมนุมสีลม แน่นอนว่ากลายเป็นข่าวพาดหัวในนสพ.ASTVผู้จัดการในวันรุ่งขึ้น และวนเวียนทางASTVตลอด24ชั่วโมง

คนเหล่านี้ใช้หลักโฆษณาชวนเชื่อแบบง่ายๆ หยิบฉวยข่าวลอยๆขึ้นมาแล้วขยายผล ผลิตซ้ำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไร้หลักฐานใดๆ ก็ใช้รูปตัดต่อ หรือทำสติ๊กเกอร์ไปแปะเองแบบสติ๊กเกอร์"ประธานาธิบดีทักษิณแห่งรัฐไทยใหม่" จากนั้นก็ขยายผลวนเวียน และทำให้ชนชั้นกลางผู้ฉาบฉวยได้เสพแบบสำเร็จรูป และกลายเป็นพวกซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก พร้อมจะออกมาเข่นฆ่าเสื้อแดง หรือป้ายหัวเป็นผู้ก่อการร้ายที่ต้องเจอฆ่าด้วยกฎอัยการศึก

การโฆษณาชวนเชื่อและblack propagandaเจริญขึ้นทุกๆวัน นั่นก็เป็นเครื่องสะท้อนถึงความฉาบฉวย และขลาดเขลาของชนชั้นกลางผู้เสพสื่อขยะแบบที่อัญชะลีและพวกกระบอกเสียงสนธิลิ้ม แสยะยิ้มในผลงานกระหายเลือดของพวกมัน.

17 เมษายน 2553

ปิดเวบไร้ผลเมื่อคนกระหายความจริง ทะลวงด่านเผด็จการอ่านไทยอีนิวส์10เมษาเลือด170,000คลิ้ก


ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ-แม้สุเทพ เทือกสุบรรณ จะลงนามปิดกั้นไทยอีนิวส์ในวันที่ 8 เม.ย.จะพบว่ายอดผู้อ่านกลับสูงขึ้นตามความกระหายข้อมูลข่าวสาร โดยวันที่ 10 เม.ย.มีผู้เข้าเยี่ยมชม170,000ครั้ง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 เมษายน 2553

การประกาศปิดกั้นเวบไซต์ของฝ่ายประชาธิปไตยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยอาศัยอำนาจประกาศฉุกเฉินในตอนแรกเมื่อวันที่ 7เมษายน 2553 จำนวน 36 เวบไซต์ไม่ปรากฎว่ามีรายชื่อของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด เวบที่มีชื่อเสียงยอดนิยมที่โดนปิดในคราวนี้คือประชาไท

อย่างไรก็ตามในวันต่อมาคือ 8 เมษายน นายสุเทพสั่งปิดอีก 58 เวบไซต์ คราวนี้จึงมาถึงคิวของไทยอีนิวส์ โดยมีรายชื่อในลำดับที่ 21 (ดูรายละเอียด) ในวันดังกล่าวผู้อ่านของเราแจ้งว่าเข้ามาอ่านทางwww.thaienews.blogspot.com ไม่ได้ แต่ยังเข้าอ่านทางhttp://thaienews.blogspot.com ได้ตามปกติ

ต่อมาหลังการปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 10 เมษายน ช่องทาง http://thaienews.blogspot.com เริ่มเข้ายาก และถูกปิดกั้นสนิทในวันที่ 14 เมษายน

อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านของเราดูจะไม่ละความพยายามที่จะเข้ามาอ่านไทยอีนิวส์ดวยความกระหายข้อมูลข่าวสารความจริง โดยข้อมูลจาก www.statcounter.com ที่เป็นเวบนับจำนวนคนที่เข้าเยี่ยมชมเวบไซต์ต่างๆบอกว่า ในวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีการปราบปรามประชาชนนั้น มีผู้เข้าเยี่ยมชมทั้งสิ้น 170,472 ครั้ง

ส่วนวันที่ 14 เมษายน ซึ่งช่องทางเข้าเยี่ยมปกติถูกปิดตาย ยังมียอดผู้เข้าอ่านข่าวทั้งสิ้น 60,481 ครั้ง และล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 16 เมษายน มียอดผู้เข้าอ่านข่าวทั้งสิ้น73,725 ครั้ง

ทั้งนี้เหตุที่ยอดผู้อ่านตั้งแต่วันที่ 14 ลดลงมากหากเทียบกับวันเสาร์ที่ 10 เมษายนนั้น เป็นไปตามความสนใจต่อเหตุการณ์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ในระหว่างที่เราถูกปิดกั้นนี้ กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตามปกติ ท่านผู้อ่านสามารถเข้าเยี่ยมชมไทยอีนิวส์ได้ผ่าน 2 ช่องทางเลือกต่อไปนี้

ช่องทางที่ 1 เข้า http://www.google.co.th จากนั้นคลิ้กที่"แปลภาษา" แล้วพิมพ์คำว่า www.thaienews.blogspot.com ลงไป แล้วคลิ้กคำว่า แปล ก็จะสามารถเข้ามาอ่านไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ (แต่ระบบแปลอาจทำให้ผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะหากต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ โปรแกรมภาษาจะแปลเป็นไทยแบบsubนรกเล็กน้อย)

ช่องทางที่ 2 เข้าเยี่ยมชมผ่านพร็อกซี่ หรือโปรแกรมทะลวงบล็อค โดยดูที่แถวขวาสุดของไทยอีนิวส์หน้าแรก ตรงคำว่า"โปรแกรมทะลวงบล็อค" แล้วท่านก็จะอ่านไทยอีนิวส์ได้ โดยไม่เจอsubนรกให้หงุดหงิดใจเหมือนแบบแรก

ส่วนท่านผู้อ่านที่อยู่ในต่างประเทศ หรือใช้ipต่างประเทศยังสามารถเข้าเยี่ยมชชมไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ

ไทยอีนิวส์เริ่มเปิดให้บริการข้อมูลข่าวสาร บทความของฝ่ายที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการอำมาตย์มาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 หรือหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ราว 1 เดือนครึ่ง

เราเริ่มนับยอดจำนวนท่านผู้อ่านเมื่อเดือนเมษายน 2550 หรือ 3 ปีมานี้ ถึงปัจจุบัน มีท่านผู้อ่านเข้าอ่านไทยอีนิวส์แล้วทั้งสิ้นเกือบ 17 ล้านคลิ้ก (ยอดผู้อ่านถึงเที่ยงวันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2553 อยู่ที่16,913,320 ครั้ง)
**********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ประชาไทสัมภาษณ์เปิดใจ ไทยอีนิวส์คือใคร คิดอย่างไร ทำงานกันอย่างไร เพื่อใคร?

16 เมษายน 2553

ถึงเพื่อนมิตรสื่อมวลชน:อย่าปล่อยให้วิญญาณขาดหายไป จงเป็น “ขบถ” กันเถิด


สื่อฆ่าซ้ำสอง-สำเริง พ่อผู้สูญเสียลูกชายจากการถูกทหารปราบปรามนองเลือดเมื่อวันเสาร์ที่10เมษายน เอื้อมมือสัมผัสรูปลูกชายในงานศพที่เสื้อแดงจัดขึ้นที่วัดหัวลำโพงเมื่อวานนี้ ขณะที่รัฐบาลไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ และได้ให้สื่อมวลชนของรัฐบิดเบือนข่าวเสมือนการ"ฆ่าซ้ำสอง"ต่อผู้วายชนม์ พร้อมกับปิดกั้นสื่อที่สนับสนุนฝ่ายประท้วงอย่างเต็มที่(ภาพข่าว:รอยเตอร์)


โดย สมสุริยะ ทองสุกใส
16 เมษายน 2553

“ ฉันขบถ ฉันมีชีวิตอยู่ ” - อัลแบร์ กามู



คงไม่มีใครปฏิเสธกันหรอกว่า สื่อมวลชน ในโลกปัจจุบัน มีอิทธิพลสำคัญในการกำหนดชีวิตผู้คนในหลายมิติหลายด้าน

เพราะว่า บทบาทของสื่อมวลชน ได้เสนอ “ความจริง” ไม่ว่า “ความจริง” นั้นจะ ”จริง”หรือไม่ ? ก็ตาม

“ความจริง” นั้นจะถูกปรุงแต่งอย่างไร แต่ก็เป็น “ความจริง” ที่ถูกสร้างขึ้น ถูกตอกย้ำ บ่อยๆซ้ำๆ จนกลายเป็นความคิดความเชื่อของผู้คนไปโดยไม่รู้ตัวว่า เป็น “ความจริง” และผู้คนก็ยังหลงเชื่อกันว่า ตัวเองมีเสรีภาพ ที่จะเชื่อที่จะเลือก

แม้ว่า โดยแท้แล้ว ย่อมมีชุดความจริงหลายชุด แต่สื่อมวลชนมักสร้างชุดความจริงชุดเดียว เพื่อครอบงำผู้คน อยู่เสมอ

เรื่องราวต่างๆของชีวิตผู้คน ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

การต่อสู้ทางการเมืองในสังคมการเมืองไทย ก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งสื่อมวลชนไทย ภายใต้อำนาจและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทางตรงทางอ้อมของผู้บริหาร ได้กำหนดให้สื่อมวลชนในอำนาจบัญชาการของเขาเสนอชุดความจริงชุดเดียว ที่เอื้อประโยชน์ให้กับระบอบอำมาตย์ ซึ่งมีกระบวนการทั้งเปิดเผย แยบยล ซ่อนเงื่อน และเนียนๆ

อาทิเช่น การเลือกที่จะเสนอบางส่วนของข่าวทั้งหมด การเลือกนักวิชาการฝ่ายเดียวกัน การตัดต่อบทสัมภาษณ์ตัดต่อข่าว ปั้นข่าว การสรุปงานเวทีสัมมนา การตั้งคำถามนำของผู้ดำเนินรายการ ฯลฯ เพื่อให้ความชอบธรรมกับระบอบอำมาตย์ เพราะสื่อมวลชนมีจุดยืนฝ่ายอำมาตยาธิปไตย

ในโลกอุดมคิตที่ควรจะเป็นนั้น สื่อมวลชนควรมีจุดยืนในการเสนอข่าวสารข้อเท็จจริง อย่างเป็นกลาง เที่ยงธรรม รอบด้าน

ในโลกอุดมคิตที่ควรจะเป็นนั้น สื่อมวลชนเติบโตพร้อมๆกับสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย สื่อมวลชนจึงควรรักหวงแหนประชาธิปไตย

ในโลกแห่งความเป็นจริง มีสื่อมวลชนไม่น้อยหลงใหลเป็นปลื้มกับระบอบเผด็จการทหาร

ในโลกแห่งความเป็นจริง สื่อมวลชนจำนวนมากมีส่วนเปิดทางให้ความชอบธรรม เผด็จการทรราชย์เข่นฆ่าประชาชนผู้เรีกยร้องเสรีภาพ ความยุติธรรมและประชาธิปไตย

ในโลกแห่งความเป็นจริง มีสื่อมวลชนทำหน้าที่ สร้างข่าว ปั้นสาร ตกแต่งเนื้อหาเพื่อปกป้องแก้ต่างให้กับอำนาจทมิฬเถื่อนเข่นฆ่าประชาชนผ็มีสองมือเปล่าต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

กระนั้นก็ตาม ผู้มีอาชีพทำหน้าที่ สื่อมวลชนจำนวนมาก พวกเขาเข้าสู่วงการนี้ ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยอุดมคติ มีความหวัง ความใฝ่ฝันที่จะร่วมสร้างสังคมอุดมคติ สังคมที่มีความเสมอภาค สังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เส้นทางเลือก สื่อมวลชน น่าจะเป็นเส้นทางหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีความคุณค่า หาความหมายได้ตราบที่ยังมีลมหายใจในโลกใบนี้ และวงการสื่อก็น่าจะมีเสรีภาพให้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

แต่โลกสื่อมวลชนที่เป็นจริงในสังคมไทยนั้น อำนาจกับรวมศูนย์เฉกเช่นกลไกราชการของระบอบอำมาตย์เช่นกัน มีการบังคับบัญชาลำดับชั้น มีการรวมศูนย์ทิศทางข่าวของคนเพียงน้อยนิด มีเส้นสายอุปถัมป์ในวงการ ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวภาคสนามมักไร้ซึ่งอำนาจเสนอข่าวที่ตัวเองพบเจออย่างแท้จริง แต่อำนาจกลับอยู่ที่บรรณาธิการที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ผู้ฟังคำสั่งของเจ้าของไม่กี่คนอย่างเชื่องนัก โดยไม่มีสิทธิโต้แย้งบรรณธิการได้ เมื่อบรรณาธิการเลือกข่าวบางอย่างปฏิเสธข่าวบางด้าน เพื่อรับใช้ระบอบอาตย์

นักสื่อสารมวลชน หลายคน มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี แต่ไม่มีสิทธิที่จะคิดเห็นแย้งกับบรรณาธิการ

การจัดโครงสร้างองค์กรของสื่อมวลชน จึงไม่เป็นประชาธิปไตย ยังล้าหลังคร่ำครึและอนุรักษ์นิยม

นักอุดมคติสื่อมวลชนไม่น้อย จึงไร้ความหวัง

ทางเดียวเท่านั้นสำหรับ นักอุดมคติต้องต่อสู้ ต้องต่อต้าน ต้องรวมตัวกันสร้างพลังต่อรองกับผู้บริหาร กับเจ้าของสื่อ และบรรณาธิการข่าวต่างๆ

เพราะนักสื่อสารมวลชน ไม่ใช่เครื่องจักรกล
เพราะผู้สื่อข่าว หาใช่หุ่นยนต์ แต่เป็นมนุษย์ ที่มีชีวิต จิตใจ ที่ต้องมีเสรีภาพ
เพราะนักสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่รักประชาธิปไตย มีความใฝ่ฝันที่แสนงาม
เพราะนักข่าว จำนวนมากรับไม่ได้ที่ทรราชย์สั่งฆ่าประชาชน
อย่าปล่อยให้วิญญาณขาดหายไป


เพราะ “ฉันขบถ ฉันมีชีวิตอยู่”

14 เมษายน 2553

เนชั่วพาดหัว "รัสเซียปฏิเสธออกวีซ่าให้ทักษิณ"



by APTU
Wed, 04/14/2010 - 21:09

มีข้อความไหนบ้างที่ทางรัสเซียระบุว่าปฏิเสธการออกวีซ่าให้.. พาดหัวกับเนื้อข่าว เป็นคนละเรื่องแบบหน้าด้าน ๆ
เขากำลังด่ากลับไอ้กสัด แบบนิ่ม ๆ ที่เที่ยวไปโพทะนา ว่าคุณทักษิณเป็นผู้ก่อการร้าย เทียบเท่าฮิตเลอร์ หรืออัลไกดา
ว่า "....ไม่ได้รับทราบข้อมูลอย่างเป็นทางการ ที่น่าเป็นห่วง ถึงการเข้าสู่ดินแดนรัสเซีย..."
นั่นก็คือ คุณทักษิณ ไม่ได้นำมาซึ่งอันตรายใด ๆ แก่ประเทศรัสเซีย ดังนั้น จะเข้า หรือจะออกก็ได้ ไม่มีปัญหาสำหรับเขา
ไอ้กสัด กับรัฐบาล รวมทั้งไอ้สื่อเท็จ เลิกบ้าได้แล้ว ไม่มีใครเขาให้ความสนใจบ้าตามไปกับพวกเมิงหรอก !

12 เมษายน 2553

อี้-แทนคุณจากหัวหอกไล่สมัครทำกับข้าวออกทีวีโดนปลด ถึงบทบาทพิธีกร'ซึนเดเระ'ช่องหอยม่วง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 เมษายน 2553

รู้จัก"อี้ แทนคุณ-จิตต์อิสระ"พิธีกรผู้ดำเนินรายการช่องหอยม่วง ที่ชงแต่ละคำถามให้ร้ายป้ายสีเสื้อแดง และเชียร์รัฐบาลเต็มสูบ แต่ชอบออกตัวว่าเขาเป็นกลางทางการเมือง ความจริงเขาเคยเคลื่อนไหวขับไล่นายสมัคร สุนทรเสวชมาก่อน

อี้-แทนคุณมักประกาศว่าเขาเป็นผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แต่ในบทบาทของพิธีกรทางช่องหอยม่วง ก็ดูเขาไม่ได้รู้สึกสลดใจใดๆต่อการปราบปรามเข่นฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หากแต่เขามองคนเหล่านี้มาร่วมประท้วงเพราะ"รู้เท่าไม่ถึงการณ์"

พฤติการณ์แบบอี้-แทนคุณมีพฤติกรรมแบบ""ตีสองหน้า"เป็นที่รู้จักกันในวงการวัยรุ่นด้วยศัพท์ว่า"ซึนเดเระ"คือความจริงมีความโหดเหี้ยมดุร้ายในกมลสันดาน แต่ชอบแสดงออกว่าเขาเป็นคนเคร่งศาสนา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 หลังจากที่พรรคพลังประชาชนมีมติสนับสนุนให้ “สมัคร สุนทรเวช” กลับเข้ามารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ภายหลังศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานทำกับข้าวออกทีวี ส่งผลให้ 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่น ได้ตัดสินใจรวมตัวกันถวายฎีกาไม่เอาสมัครเป็นนายกฯ โดยมี “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ดาราและพิธีกรชื่อดังเป็นหนึ่งในตัวแทนขององค์กรต่างๆ เข้าถวายฎีกาด้วย

ในตอนนั้น ดาราพิธีกรชื่อดังได้เปิดเผยถึงเหตุที่จะต้องถวายฎีกาว่าเป็นเพราะ นายสมัครขาดจริยธรรม ทำความผิดไม่สมควรกลับมาเป็นนายกฯ วอนให้สำนึก ลดละเลิกอยากได้ตำแหน่ง ย้ำชัดอย่าเอาคนโกงกลับมาทำชั่วในสภาอีก

“ผมเป็นตัวแทนในนาม 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่นเพื่อช่วยทำให้ปัญหาคลี่คลายและยุติ โดยองค์กรของเรานั้นจะเน้นย้ำป้องกันไม่ให้เกิดการคอรัปชั่น สร้างมาตรฐานคุณธรรมต่อสังคม คนคดโกงไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษในการอยู่รอด ไม่งั้นก็จะเป็นต้นแบบไม่ดีกับเยาวชน คนที่ทุจริตประพฤติไม่ดีไม่เหมาะสม กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีก บางคนอาจจะไม่กลัวเพราะมีสิทธิมีอำนาจ และพร้อมจะกลับมาทำชั่วในสภาได้อีก”

“โดยส่วนตัวเราไม่ได้มีเรื่องกับใคร ไม่ได้มีอะไรกับคุณสมัคร วันนี้ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครเราก็จะทำแบบนี้ ต้องทำให้เป็นต้นแบบต่อไป ผมเองทำงานเพื่อภาคประชาสังคมประมาณ 7 - 8 ปีแล้ว และเป็นประธานกลุ่มธรรมะเยาวชน เน้นความพอเพียง เสียสละ ซื่อสัตย์ เราทำงานเยาวชนมาเยอะ ถ้าพูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่งคนเขาจะไม่เชื่อถือ มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเรา สำคัญที่ต้นแบบคนที่เป็นตัวอย่าง ถ้าต้นแบบสร้างมาไม่ดีประเทศชาติก็จะพังพินาศ เราสอนให้เขาซื่อสัตย์อย่าโกง แต่ถ้าสิ่งที่สอนกับสิ่งที่ทำขัดแย้งกันสิ้นเชิง แล้วองค์กรเราจะไปสอนเยาวชนได้อย่างไร”

“นักการเมืองยุคนี้เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไปสร้างเด็กรุ่นใหม่ดีกว่า ไม่งั้นเกิดเด็กไปเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี และยึดเอาไปปฏิบัติตามจะทำให้ประเทศชาติพินาศกว่าเดิม”

“นายกไม่ใช่บุคคลธรรมดา เป็นคนสาธารณะ เรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องถ้าเห็นว่ามันไม่ถูกไม่ควร ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกลียดใครมาก ชอบใครมาก หรือแค้นใครมาก แต่เป็นการทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมบนความถูกต้อง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเราต้องทำให้เป็นมาตรฐานของนักการเมือง ไม่ใช่มีอำนาจก็สามารถซื้อได้ทุกอย่าง”

“เด็กในวันนี้วันหนึ่งก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ซักวันหนึ่งก็ต้องแก่เฒ่า จะได้อยู่อย่างสงบสุข ท่านเองก็สูงอายุขึ้นทุกวัน น่าจะได้อยู่อย่างภาคภูมิใจมีศักดิ์ศรีที่ไม่ทำผิดไม่ละอายว่าเคยทำอะไรลงไป ขอให้มีความละอายในการทำชั่วกลัวบาป คนเราไม่ทำชั่วก็เพราะกลัวบาปกรรม เมื่อกลัวแล้วจะได้ทำบาปน้อยลง ทุกวันนี้มีอำนาจเยอะ แต่อย่าลืมว่าอำนาจนั้นมาจากประชาชน ถ้าสำนึกจริยธรรมไม่มีก็ต้องให้โอกาสเขาปรับตัว ทำดีคนก็ชื่นชมศรัทธา แต่ถ้าทำชั่วก็ต้องเชิญออก”

“ขอยืนยันว่าเราไม่ได้รักใครชอบใคร แต่ที่ต้องออกมาทำตรงนี้เพราะปัญหามันจะไม่มีที่สิ้นสุดไล่ไปก็มาใหม่ ฉะนั้นเราต้องแก้ที่ต้นเหตุ และที่เลือกวันพรุ่งนี้เพราะอาจมีการปะทะกัน ถ้าไม่ทำอะไรมัวแต่หลบอยู่เฉยๆ ดีกว่า เดี๋ยวก็แก้ปัญหาเองได้มันไม่ได้ ต้องช่วยกันอย่าผลักภาระแล้วอยู่เฉยๆ ไม่เจ็บตัวไม่ถูกใครว่า แล้วถ้าเราไม่ทำใครจะทำผลักไปเรื่อยๆ”

“ที่ผ่านมาทางองค์กรได้ติดตามมาสถานการณ์มาตลอด และคิดว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะจบ น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็จะเสนอชื่อเข้ามาอีก มันชัดเจนแล้วว่าพึ่งนักการเมืองไม่ได้ พึ่งระบบเดิมๆ ไม่ได้ การเมืองใหม่ที่เราอยากเห็นคือคนไทยมีส่วนร่วมมากที่สุด ใครก็ได้ที่จะทำอะไรเพื่อเรียกร้องให้เกิดความถูกต้องไม่ทุจริตคอรัปชั่นก็ทำเถอะครับ”

“การที่เขาไม่อยากจะสำนึก ก็อยากให้เห็นแก่ส่วนรวมว่า ตำแหน่งบางตำแหน่งไม่เหมาะสมก็ขอให้ละเลิกความอยากนั้นเสีย ถ้าเลิกไม่ได้มันไม่สง่างาม ในเมื่อศาลก็ตัดสินออกมาแล้วว่าคนนี้มีความผิดจริง ถึงแม้จะเป็นความผิดเล็กๆ แต่มีผลต่อภาพลักษณ์”

“ท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ผมไม่ได้ก้าวร้าวอะไร แต่มันเป็นการทำงานที่ใหญ่หลายองค์กร ผมเป็นประชาสัมพันธ์อบรมเด็กเยาวชน ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่อบรมบ่มสอน พวกเราสำนึกมาตลอดว่า ถ้าเราไม่ร่วมเด็กเยาวชนทำเฉย พอชาติพังก็รับแต่ซากปรักหักพัง ถูกโกงกินจนหมดแล้วจะไปเรียกร้องอะไร ตอนนี้ประชาธิปไตยก้าวหน้าไปมาก เราต้องลุกออกมาแสดงออกสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เอาคนโกงไม่เอาคนทุจริต”

แม้ว่าการเลือก “สมัคร” กลับมาอีกครั้งจะเป็นไปได้ตามหลักกฏหมาย แต่มันผิดหลักจริยธรรม

“จริยธรรมสำคัญกว่านะ กฏหมายมีช่องโหว่โดนแบบนี้กลับมาได้อีก การที่ศาลตัดสินแบบนี้คือการลงโทษที่สุดแล้วสำหรับผู้นำประเทศ ไม่ควรจะกลับมาอีก ควรจะคิดได้เองเลยไม่ได้มีการเขียนบทลงโทษ แบบนี้ถือว่ารุนแรงแล้วควรที่จะรู้ตัวเองแล้ว บางตำแหน่งให้คนอื่นทำดีกว่าเหอะ ถ้ามีมลทินแล้วให้คนอื่นทำ ถ้าเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งอย่างเดียวก็ออกไปเถอะ”

เผยการเมืองมาถึงทางตัน ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลยังเลือกสมัครเป็นนายกฯ ประชาชนจะหมดศรัทธา

“ถ้าพรรคร่วมยังจะเลือกเขาเป็นนายกฯ ก็คงจะแล้วแต่จิตสำนึกนะครับ มันถึงทางตันแล้ว วันที่ 25 ที่จะถึงนี้ก็จะมีการตัดสินคดีเกิดขึ้นอีก คำตอบก็มีอยู่แล้ว ความศรัทธาของพรรคต่างๆ ก็จะก็ลดลงไปด้วย ประชาชนกับพรรคการเมืองต้องพึ่งพาอาศัยกัน นักการเมืองไม่มีอุดมการณ์ประชาชนก็ไม่ศรัทธา เมื่อไม่ศรัทธาก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือ คิดว่าอนาคตอันใกล้คนไทยคงได้เห็นนิสัยจริงๆ ของนักการเมืองแต่ละคนแต่ละพวก ว่าควรค่าที่เชื่อใจหรือไม่”

“การที่นักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลก็เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เราควรจะเคารพศาลคนที่ไม่เคารพศาลไม่เคารพกฏหมายก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็ไม่รู้วาเบื้องหลังมีใคร มีกฏหมายเตือนไว้อย่าละเมิดอำนาจศาล ถ้าละเมิดก็จะแย่ด้วยตัวเราเอง”

“วันนี้ประเทศชาติมันแย่แล้ว เราออกมาทำตรงนี้ไม่ได้คิดว่าโหนกระแส ไม่ได้รอจังหวะ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง พรุ่งนี้คาดการณ์ว่าจะเกิดการแตกหักปะทะกัน ถ้าการกระทำบางอย่างช่วยลดความเปลี่ยนแปลงตึงเครียดก็ต้องทำ ถ้าการกระทำด้วยวิธีใดๆ สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์รุนแรงได้ถือเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่มาก”

“ฉะนั้นเราต้องหาวิธีทางที่ทำให้เขาเชื่อ ซึ่งการถวายฎีกาน่าจะเป็นทางรอดทางเดียวในสังคมปัจจุบันที่กำลังหาที่พึ่ง”

โดยในวันดังกล่าวในเวลา 13.00 น. มีการนัดรวมตัว 84 องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นที่บริเวณวัดพระแก้ว เพื่อทำพิธีสวดมนต์ และจะเดินทางไปถวายฎีกาที่สำนักราชเลขาธิการเวลา 13.30 น.

10 เมษายน 2553

เย้ยสมาคมสื่อกระทืบซ้ำปิดพีแชนัล-ประชาไท ทีสื่อกระหายเลือดปลุกฆ่าหมู่เสื้อแดงถูกเพิกเฉย

แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยต่อจุดยืนของ3สมาคมสื่อ

ตามที่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ลงวันที่ 9 เมษายน 2553 เรื่องแถลงการณ์ร่วม ฉบับที่ 2 เรื่อง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนท่ามกลางวิกฤต โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกรณีรัฐบาลอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีดาวเทียม รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมืองบางส่วน และมีมติให้แสดงจุดยืนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

1.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นว่า การใช้สื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือเอกชน ทั้งในรูปแบบของสถานีโทรทัศน์ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม สถานีวิทยุและวิทยุชุมชน รวมทั้งเว็บไซต์ ในการเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่เราไม่เห็นด้วยและขอประนามการใช้สื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง ยุยงให้มีการใช้ความรุนแรง รวมทั้งกระทำการใดๆ ที่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง

2.องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันเร่งรัดให้เกิดกระบวนการบังคับใช้กฎหมายประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในการวางกรอบกติกา และหลักเกณฑ์ในการควบคุมและตรวจสอบการใช้สื่อทุกประเภทให้เป็นไปตามกฎหมาย

3. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันจุดยืนคัดค้านการคุกคามสื่อมวลชนในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังเข้าปิดล้อมข่มขู่ การก่อวินาศกรรม รวมทั้งการคุกคามในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ขอสนับสนุนต่อถ้อยแถลงนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้อยแถลงที่ว่า

เราไม่เห็นด้วยและขอประนามการใช้สื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง ยุยงให้มีการใช้ความรุนแรง รวมทั้งกระทำการใดๆ ที่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง


เนื่องจากพบว่าสื่ออย่างASTVได้บิดเบือนข้อเท็จจริงยุงยงให้เกิดความเกลียดชัง รวมทั้งยั่วยุให้ประชาชนยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ปิดล้อมสภา ก่ออาชญากรรมต่างๆมานาน เช่นเดียวกับสื่อเครือเนชั่นก็มีพฤติการณ์ดังนี้มานาน สื่อวิทยุF.M.92.25นั้น ผู้ดำเนินรายการได้ยุยงให้เกิดการฆ่าหมู่ผู้ชุมนุมเสื้อแดง(ดูรายละเอียด) สื่ออย่างเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ที่ได้แนะนำให้นายกรัฐมนตรีต้องมือเปื้อนเลือดฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงเหมือนเครือซีพีฆ่าไก่(รายละเอียด)

เสียดายแต่ว่าสมาคมองค์กรสื่อออกมาประณามพฤติการณ์ของสื่อเหล่านี้ช้าไป 4 ปี

อย่างไรก็ตามหากแถลงการณ์สมาคมสื่อจะหมายถึงเฉพาะโทรทํศน์พีเพิลแชนัล หรือเวบไซต์ที่ต่อต้านรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นแถลงการณ์ที่ 2 มาตรฐานเลือกข้าง และขอประณามสมาคมสื่อทั้ง 3 สมาคมในโอกาสนี้

สมาคมสื่อทั้งสาม จะได้รับความชื่นชม หรือก่นประณามก็จึงขึ้นอยู่กับ"จิตเจตนา"ของ3สมาคมนั่นเอง

ไพโรจน์ จันทรนิมิ
ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

9 เมษายน 2553

สาธุ!สมาคมสื่อออกโรงปิดพีแชนัล-36เวบไซต์ ชี้ชัดรัฐบาลทำขัดรัฐธรรมนูญ




คำสั่งปิด36เวบไซต์-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยกาีรศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยลงนาม อาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิด 36 เวบไซต์ โดยอ้างว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง จะพบว่าไม่มีรายชื่อของไทยอีนิวส์ แต่ในเวลาต่อมาICTกลับปิดโดยพลการ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท
8 เมษายน 2553

นอกเหนือจากการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีเพิลแชนัล สื่อของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงแล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยกาีรศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยได้ลงนามสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร(ICT) โดยอาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิด 36 เวบไซต์ โดยอ้างว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

ในรายชื่อทั้งหมด 36 เวบไซต์จะพบว่าไม่มีรายชื่อของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา เมื่อเข้าไทยอีนิวส์จะขึ้นข้อความปรากฎดังนี้

เว็บไซต์ที่ท่านต้องการเข้าชมได้ถูกระงับการเผยแพร่ตามคำสั่งจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
อาคาร 9 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทร 0-2505-7147, 0-2568-2498


อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านสามารถติดตามไทยอีนิวส์ได้โดยผ่านพร็อกซี่ เช่น
http://www.hidemyass.com/
http://www.proxydom.com/
http://www.spiderproxy.com/

การกระทำดังกล่าวของICTนับว่าอยู่นอกเหนือคำสั่งของนายสุเทพ และไม่ได้แจ้งเหตุผลใดๆในการปิดกั้นไทยอีนิวส์

เวบไซต์ทั้ง 36 แห่งนี้ก็รวมทั้งหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในอันดับต้นๆของผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านการเมืองด้วย

เวบประชาไทโดนสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯลงนามปิด ระหว่างนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ใน http://facebook.com/prachatai ในส่วนของเว็บบอร์ด (http://prachataiwebboard.com) ยังใช้การได้ตามปกติ

สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงนามปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่เช้าวันนี้ ผอ.แจงโดนปิดเป็นทางการครั้งแรก แม้แต่ช่วงหลังรัฐประหารยังไม่เคยมีคำสั่งปิด เตรียมสู้ทุกช่องทาง เผยแพร่ข่าวผ่านเฟสบุ๊ก บล็อก ฯ จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บระบุแม้ใครไม่ชอบเนื้อหาแต่ยังอยู่ในกรอบเสรีภาพในการแสดงความเห็น ปิดไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ


8 เม.ย.53 จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทออนไลน์ชี้แจงถึงกรณีการปิดเว็บไซต์ประชาไทว่า ในช่วงเช้าวันนี้เวลาประมาณ 9.00 น.ไม่สามารถเข้า http://prachatai.com ซึ่งเป็นส่วนของเว็บข่าวและบทความได้ จึงได้ทำการตรวจสอบกับบริษัทอินเตอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ data center ที่ประชาไทได้ใช้บริการฝากวางเซิร์ฟเวอร์ไว้ ทางไอเน็ตยืนยันว่ามีคำสั่งให้ปิดเว็บดังกล่าว เป็นผลให้ไม่สามารถเข้าถึงเว็บได้ และเป็นการบล็อกในระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่สามารถใช้ proxy ในการเข้าถึงด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า คำสั่งดังกล่าวลงนามโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
จีรนุช กล่าวว่า ในบรรยากาศขัดแย้งทางการเมือง เว็บไซต์ประชาไทก็ไม่เคยถูกปิดกั้นแม้กระทั่งในช่วงรัฐประหาร นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีการปิดกั้นอย่างเป็นทางการ โดยที่ผ่านมาประชาไทไม่ได้ย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปไว้ต่างประเทศ เพราะเชื่อมั่นว่าสังคมไทยนั้นเคารพในเสรีภาพของสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลในการปิดเว็บ ไซต์ และได้ส่งจดหมายไปสอบถามเหตุผลที่กระทรวงไอซีที รัฐมนตรีสำนักนายกฯ และร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว รวมทั้งจะดำเนินการผ่านช่องทางของศาลปกครองด้วย เพราะถือว่าเป็นการปิดกั้นอย่างไม่ชอบธรรมที่สุด

ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทกล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังย้ายข้อมูลไปไว้ยังเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าเร็วๆ นี้ จะสามารถเปิดให้เข้าถึงเว็บได้อีกครั้งผ่านทาง http://prachatai.net ระหว่างนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ใน http://facebook.com/prachatai ในส่วนของเว็บบอร์ด (http://prachataiwebboard.com) ยังใช้การได้ตามปกติ

“สถานการณ์ตอนนี้ดูสับสนและเริ่มมีการปิดกั้นข่าวสารอย่างชัดเจน แต่ยิ่งปิดกั้นก็จะยิ่งสร้างความตื่นตระหนก และจะสร้างความวุ่นวายในทางข่าวสาร ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้น เราเห็นว่าข่าวสารควรมีสมดุล ผู้อ่านควรได้รับการรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน” จีรนุช กล่าว

จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งปัจจุบันเป็นคณะกรรมการนโยบายทีวีไทย กล่าวว่า ไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการปิดเว็บไซต์ประชาไท เนื่องจากเป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสื่อ โดยตนและเพื่อนได้ริเริ่มก่อตั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยุคนั้นมีปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่ไม่ถูกเปิดเผย หลังจากนั้นในปี 2549 ประชาไทก็เป็นพื้นที่สำหรับผู้ต่อต้านการรัฐประหาร หากดูเนื้อหาของเว็บไซต์ในขณะที่ถูกปิดนี้ก็พบว่าไม่มีเนื้อหาใดที่จะผิดกฎหมาย หรือน่าเป็นห่วง

“ในระยะหลังแม้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาไท รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับประชาไทในหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่เหตุที่ใครจะมาปิดกั้นได้ พื้นที่นี้อาจมีความเห็นที่รัฐบาลหรือคนบางส่วนไม่ชอบ แต่ยังอยู่ในกรอบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เราต้องปกป้องสิทธิของสื่อที่จะประชาชนจะใช้เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นแม้จะเป็นอย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่ไม่ได้เป็นการยุยงให้คนฆ่ากัน หรือก่อความรุนแรง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยก็ได้รับรองสิทธิในการแสดงความดคิเห็น และเสรีภาพสื่ออยู่แล้ว” จอนกล่าวและมองว่าประชาไทไม่ใช่เวทีของ นปช. แม้จะมีผู้นิยมฝ่ายเสื้อแดงเขียนบทความมาร่วมเยอะ แต่ที่ผ่านมาก็ถือมีความหลากหลายของข่าวสารข้อมูลพอสมควร และเป็นเวทีให้คนทุกฝ่าย บทความที่เชียร์พันธมิตรฯ หรือวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายแดงก็มี

จอนกล่าวด้วยว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งการในเรื่องนี้ และข้อมูลที่นำเสนอต่อศาลเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ต้องมีการอุทธรณ์ และควรต้องนำไปสู่ศาลปกครอง เพราะถือเป็นการดำเนินการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของการปิดกั้นสื่ออื่น เช่น สื่อของคนเสื้อแดงโดยตรงในสถานการณ์เช่นนี้นั้น จอนมองว่า กรอบที่ควรจะมีคือการมีกฎหมายในการควบคุมไม่ให้มีสื่อที่ปลุกปั่นหรือยุยงคนให้ทำผิดกฎหมายหรือใช้ความรุนแรง ขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้นั้นคือสิ่งที่พิสูจน์ว่ากฎหมายฉุกเฉินต่างๆ ทำให้รัฐสามารถละเมิดสิทธิของประชาชนได้อย่างง่ายดาย อยากปิดปากใครก็ทำได้โดยไม่ต้องรีรอ

ปิดพีเพิลแชนัล อดิศรลั่นจะเปิดใหม่ให้ได้วันนี้

ขณะเดียวกันได้มีการสั่งปิดโทรทัศน์พีเพิลแชนัล โดยรัฐบาลอ้างว่ามีการบิดเบือนข่าว ช่วง16.00 น.วันนี้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉฬแถลงว่า หลังจากปิดพีเพิลแชนัล ทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมน้อยลง ที่ราชประสงค์เหลือเพียง3พันคน ที่ผ่านฟ้าเหลือเพียง 2,500 คน ซึ่งจะทำให้ควบคุมการชุมนุมง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามที่เวทีคคนเสื้อแดงราชประสงค์ ซึ่งมีผู้ชุมนุมมากกว่าทุกวันได่พากันโห่ฮาใส่การแถลงข่าวดังกล่าวว่าเป็นการบิดเบือน เพราะภายหลังปิดพีเพิลแชนัล คนมาชุมนุมมากกว่าปกติ เนื่องจากนัดหมายกันไว้แล้วว่าหากพีแชนัลโดนปิดให้มาพบกันที่ชุมนุม และศาลากลางทั่วประเทศทันที

นายอดิศร เพียงเกษ ประธานพีแชนัลประกาศบนเวทีว่าจะพยายามเปิดพีแชนัลใหม่ให้ได้ภายในวันนี้

ขณะนี้ people channel ถูกรัฐบาล ส่งสัญญาณรบกวน ล่าสุดขณะนี้ สามารถดูทางเน็ต ที่
http://www.uddthailand.com/
http://www.chiangrai24.tv/
http://www.ustream.tv/channel/chiangrai-24
http://www.cbnpress.com/index.php/component/content/article/39-2008-12-27-13-26-42/1766-people-channel-online
-http://www.powerdmc.org/home/tv//player.swf

ฟังวิทยุได้ที่
-วิทยุผ่านฟ้าคลื่น 106.80
-วิทยุแทกซี่ 107.75 หรือ91.30
-คนรักไทย FM 95.25 หรือ www.konrukthai.com

สาธุ!สมาคมสื่อออกแถลงการณ์รัฐบาลทำขัดรธน.

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ร่วม ซัดรัฐบาลปิดช่องเสื้อแดง เว็บปลุกม็อบ ขัดรัฐธรรมนูญ ม.45 ชี้ พ.ร.ก.ให้อำนาจแค่ห้ามนำเสนอบางข่าว ส่อ 2 มาตรฐาน ไม่ปิดบางช่องที่มีลักษณะคล้ายกัน เชื่อปลุกคนร่วมม็อบ จ่อเกิดสถานการณ์รุนแรง เตือนเพื่อนสื่อระวังการนำเสนอข่าว จี้แดงอย่าเอาแถลงไปสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มตัวเอง

วันนี้ (8 เม.ย.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกรณีการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และเว็บไซต์ โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลอ้างอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมือง เช่น เว็บไซต์ www.prachatai.com ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมานั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้

1.การปิดกั้นสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า
“การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรา นี้ จะกระทำมิได้”
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ ก็เพียงการห้ามเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น

2.การที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่า การดำเนินการปิดกั้นสัญญาณ และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการบิดเบือนข่าวสาร ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ขณะที่รัฐบาลเองยังใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐในการเสนอรายการที่มีลักษณะนำเสนอข้อมูลด้านเดียว อีกทั้งยังปล่อยให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอื่นๆ นำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่รัฐบาลอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “สองมาตรฐาน” และสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ชุมนุมมากขึ้น

3.การปิดกั้นสื่อในลักษณะนี้ ย่อมเป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน จึงอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นสื่อดังกล่าว ออกมาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความครบถ้วนรอบด้าน โดยนำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพใน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา

สุดท้ายนี้การแสดงจุดยืนของทั้งสองสมาคมเป็นไปตามหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง

7 เมษายน 2553

ธงชัย วินิจจะกูล:สื่อไทยมีส่วนในการก่ออาชญากรรม


สื่อนำเสนอภาพข่าวกองกำลังทหารเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยไม่มีความเห็นใดๆ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่าทหารเพียงแต่กำลังทำมวลชนสัมพันธ์กับผู้ประท้วงอยู่ ซึ่งเป็นการโกหก.. สื่อกระแสหลักในเวลานี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในความเป็นสื่อมืออาชีพ ในด้านหนึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จในการก้าวมาเป็นสื่อแห่งความตายแบบรวันด้าด้วย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


หมายเหตุไทยอีนิวส์:ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐฯ อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประสบการณ์ที่ขมขื่นจากการที่สื่อบางส่วนในยุคนั้นบิดเบือนว่าผู้ชุมนุมเล่นละครพาดพิงองค์รัชทายาท และนำไปสู่การกวาดล้างสังหารหมู่ผู้ชุมนุม ได้แสดงความเห็นต่อบทบาทของสื่อมวลชนในเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองล่าสุด ดังนี้


ธงชัย วินิจจะกูล:สื่อไทยมีส่วนในการก่ออาชญากรรม

ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนี้เป็นผลลัพธ์จากสื่อสารมวลชนอำมาตย์ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ จะบอกว่าเพราะการแทรกแซงของรัฐบาลก็ดูจะไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล่าวเช่นนั้นได้ ที่มันเลวร้ายก็เพราะนอกจากการควบคุมอย่างเต็มที่ของรัฐบาลแล้ว ยังต้องแยกแยะระหว่างสื่อสารมวลชนมืออาชีพกับสื่อที่ไม่ใช่มืออาชีพด้วย ทว่าสื่อมืออาชีพอย่างหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่และโทรทัศน์ รวมทั้งไทยพีบีเอส ก็นำเสนอด้วยอคติและขาดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง รัฐบาลอยากจะนำเสนอข่าวสารที่โกหกออกอากาศเมื่อไหร่อย่างไรก็ได้ ทั้งที่สื่อก็ควรจะเลือกสรรคัดกรองเพื่อนำเสนอต่อประชาชนก็ย่อมจะได้

พวกสื่อมวลชนได้รายงานข่าวอย่างยุติธรรมแล้วหรือ ปราศจากแม้แต่คอมเม้นต์ใดๆ บางทีก็อาจจะยังดีกว่าเสีนอีก พวกเขานำเสนอภาพข่าวกองกำลังทหารเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อวานนี้ โดยไม่มีความเห็นใดๆ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่าทหารเพียงแต่กำลังทำมวลชนสัมพันธ์กับผู้ประท้วงอยู่ ซึ่งเป็นการโกหก นี่สื่อได้รายงานอย่างยุติธรรมแล้วหรือ

สื่อกระแสหลักในเวลานี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในความเป็นสื่อมืออาชีพ ในด้านหนึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จในการก้าวมาเป็นสื่อแห่งความตายแบบรวันด้าด้วย

สื่อสารมวลชนของไทยเป็นส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมในเวลานี้ หากเกิดการล้มตายขึ้น พวกเขาต้องมีความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้กระผิดในการก่ออาชญากรรม

Thongchai Winichakul:Thai media is part of the crime

The conflict today is partly the result of the atrocious media, esp TV. The government's "interference" is not the only reason to blame. It is bad enough that the government have the full control of one TV channel with outcries only from a fraction of media professionals and none from media professional bodies. But the media professionals at major newspapers and other TV channels including the ThaiPBS do it out of their own biases and horrible lack of professionalism. The government may take some minutes to tell a lie live on air. But the journalists themselves intentionally report and unreport selective news at their own volitions.


Had they reported fairly, without even a tiny bit of comment, things could have been better. Had they showed the pictures of the troops confronting the Red demonstrator yesterday, without a word of comment, Abhisit's lies that the soldiers were for public relations would have become a lie. Had they reported fairly, without a single syllable of comments, people would form their better views about the conflict and solutions.


The mainstream media right now not only fails as a professional media. Instead they are successfully becoming a Rwanda-like media.

THAI MEDIA ARE PARTS OF THE CURRENT TRAGEDY. IF THERE ARE CASUALTIES, THEY MUST BE HELD ACCOUNTABLE FOR THEIR COMPLICITY TO CRIMES.

00000000

บทเรียนจากสื่อรวันด้าบงการฆ่าหมู่5แสนศพผ่านสื่อสุดท้ายโดนประหาร


ในปี ค.ศ. 1994 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร) ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 500,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่) นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยสื่อมวลชนมีบทบาทในการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงโดยเฉพาะสื่อวิทยุทำงานอย่างจริงจัง อย่างจงใจ และเป็นระบบในการก่อให้เกิดการสังหารหมู่ โดยแสดงบทบาทดังต่อไปนี้

1. สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ และถ้อยคำหยาบคายที่จงใจทำให้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มีความคิดเห็นหรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างกลายเป็นศัตรูที่ต้องถูกกำจัดหรือกวาดล้าง กระบวนการสร้างความเกลียดชังทำในสองรูปแบบหลักคือ หนึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม ในกรณีนี้ดีเจสถานีวิทยุ Radio-Télévision Libre des Milles Collines (RTLM) ซึ่งเป็นสถานีวิทยุเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของผู้นำฮูตูขวาจัด และมีบทบาทหลักในการยุยงปลุกปั่นความเกลียดชัง จนได้ฉายาอันอื้อฉาวว่า “วิทยุแห่งความตาย” จงใจเรียกชาวตุดซี่ว่าเป็นแมลงสาบตลอดเวลา เพื่อชี้ว่าชาวทุตซี่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อหรือจิตวิญญาณเหมือนชาวฮูตู เป็นขยะของสังคมที่ควรจะถูกกวาดล้างเพื่อทำให้สังคมบริสุทธิ์ เหมือนกำจัดแมลงสาบออกไปจากที่พักอาศัย (ฆ่าแมลงสาบไม่บาป)

นอกจากเทคนิคที่กดให้ฝ่ายตรงข้ามต่ำกว่าตนแล้ว เทคนิคอีกประการหนึ่งคือ วาดภาพให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปเสีย ซึ่งก็เป็นการทำให้พวกเขาไม่ใช่มนุษย์มนาไปอีกแบบหนึ่ง คือ ดูน่ากลัวเสียจนฝ่าย “พวกเรา” ต้องสามัคคีกันเพื่อกำจัด มีการปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุ RTLM ว่าชาวทุตซี่มีแผนการจะสังหารหมู่ชาวฮุตูให้สิ้นซากไปจากประเทศ และแปลงรวันดาให้กลายเป็นดินแดนของชาวทุตซี่แต่ลำพัง เทคนิคประการที่สองนี้มุ่งสร้างให้เกิดความกลัวและตื่นตระหนกเสริมเข้าไปกับความเกลียดชัง

2.สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมืองหัวรุนแรงกับเครือข่ายของพวกเขา มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างที่ควรจะทำในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง แต่แปลงร่างตัวเองเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเชื้อชาตินิยมขวาจัดในการโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม (รวมทั้งชาวฮูตูด้วยกันที่ไม่เห็นสอดคล้องกับแผนการณ์ของตน) ที่น่ากลัวคือ ผู้ประกาศข่าวและเจ้าหน้าที่ของสถานีนี้ไม่เพียงแต่บิดเบือนข้อเท็จจริง โกหกมดเท็จ และปั้นนำเป็นตัวเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการของการสังหารหมู่เลยทีเดียว มีการประกาศรายชื่อชาวตุ๊ดซี่ที่เป็นเป้าหมายของการสังหารออกอากาศสด นอกจากชื่อเสียงเรียงนาม ดีเจประจำสถานียังให้ข้อมูลที่อยู่เสร็จสรรพว่าจะไปตามฆ่าคนเหล่านี้ได้ที่ไหน รวมทั้งมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ชาวตุดซี่ไปชุมนุมหรือหลบซ่อนอยู่ ข้อมูลจากองค์กรนานาชาติและนักวิจัยพบว่า รายชื่อบุคคลที่สถานีวิทยุ RTLM ประกาศออกอากาศ ทุกรายถูกฆ่าตายให้หลังเวลาการออกอากาศไม่นาน และสถานที่หลบภัยทั้งหลายถูกเผาทำลายและโจมตีอย่างแม่นยำหลังจากมีการประกาศผ่านสถานีวิทยุ เนื่องจากความแพร่หลายของสื่อวิทยุ ซึ่งเป็นสื่อราคาถูกและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในสังคมรวันดา ทำให้การประสานงานในการฆ่าดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในขอบเขตทั่วประเทศ

3.สื่อทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรงเป็นทางออกและจำกัดทางเลือกของการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี บทบาทของสื่อในข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น สื่อวิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับในรวันดาจงใจชี้นำสาธารณะว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง “พวกเรา-คนส่วนใหญ่” กับ “พวกเขา-คนส่วนน้อย” เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว และตอกย้ำว่าความรุนแรงเท่านั้นที่เป็นทางออกจากความขัดแย้งนี้ คำขวัญที่ถูกอ่านออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงนั้นคือ เลือกเอาว่าคุณ “จะฆ่าหรือจะเป็นฝ่ายถูกฆ่า” (to kill or to be killed) โดยการชี้นำเช่นนี้ สื่อทำหน้าที่อันเลวร้ายสองอย่าง หนึ่ง ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้าใจความประเด็นทางการเมืองในแบบอื่นๆ เลย นอกจากการเมืองของสีขาวกับสีดำ เทพกับมาร การตีกรอบปัญหาทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้สังคมขาดวุฒิปัญญาและไม่พร้อมต่อการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน สอง สื่อทำหน้าที่เป็นโฆษกของความรุนแรงและโหมกระพือความแตกแยกในสังคมแทนที่จะเป็นสติให้กับสาธารณชน

บทเรียนจากรวันดาคือ สื่อในสังคมไหนๆ ก็สามารถเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการก่อความรุนแรงได้ เมื่อใดก็ตามที่มันยุติการทำหน้าที่ของการเป็นผู้รายงานข้อเท็จจริงและนำเสนอความเห็นอันรอบด้านแก่สาธารณะ และแปลงตัวเองไปเล่นบทกระบอกเสียงของความเกลียดชัง

ประหารดีเจคลื่นวิทยุแห่งความตายหลังสงครามยุติ

ในปี ค.ศ. 2003 ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (International Criminal Tribunal for Rwanda : ICTR) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตผู้ประกาศสองคนของสถานีวิทยุ RTLM และนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง (นับจากศาลนูเรมเบิร์กที่จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อพิจารณาการสังหารหมู่ชาวยิว) ว่า แม้สื่อมวลชนไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ลงมือฆ่าโดยตรง หากทำหน้าที่ยุยงปลุกปั่นและชี้นำให้มีการใช้ความรุนแรง ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายต่ออาชญกรรมที่เกิดขึ้นด้วย