29 มิถุนายน 2553

บันทึกสีแดงจากที่คุมขังถึงมาร์ค



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาประชาไท

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย อดีตผู้ถูกคุมขังคดีฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะไปยื่นหนังสือต่อสำนักงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยฃนแห่งชาติให้ดำเนินการเคลื่อนไหวปล่อยตัว"บก.ลายจุด"นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งให้ยกเลิกประกาศฉุกเฉินด้วย

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้าเยี่ยมนายสมบัติเปิดเผยภาพถ่ายบันทึกลายมือของนายสมบัติเขียนด้วยปากกาสีแดงหลายฉบับ ระหว่างถูกควบคุมตัวในที่คุมขัง ค่ายตชด.ปทุมธานี ซึ่งมีเนื้อหาบางตอน ดังนี้

เบื้องบนมีเพดาน
เบื้องล่างมีพื้นปูน
เบื้องหน้ามีลวดหนาม
เบื้องลึกยังมีความคิดจักยังต่อสู้

ยุงกินเลือดเราแต่น้อยเพื่อมันดำรงอยู่
กระสุนกินเลือดเราหมดร่างเพื่ออำนาจผู้สั่งการดำรงอยู่

ห้ามฉันพูด ฉันก็จะพิมพ์
ห้ามฉันพิมพ์ ฉันก็จะเขียน
ห้ามฉันเขียน ฉันก็จะคิด
หากห้ามฉันคิด ก็ต้องห้ามลมหายใจฉัน

ขอบคุณที่อภิสิทธิ์พาฉันมาปรองดองที่ค่ายตำรวจตระเวณชายแดน วันหนึ่งคุณคงได้มีโอกาสมานอนปรองดองที่นี่บ้าง ฉันจะรอ

ฉันคว้าปากกาสีแดง แล้วเดินไปที่ป้ายที่ติดไว้บนตึกนอน หาพื้นที่ว่างบนป้ายนั้น แล้ววาดรูปพระอาทิตย์หกแฉกลงไป ข้างๆตัวอักษรเขียนว่าประกาศ

ฉันหยิบเสื้อแดงตัวเก่าที่ยังไม่ได้ซักมาใส่ เพื่อต้อนรับคนเสื้อแดงที่มาเยี่ยม มันคงไม่สกปรกไปกว่ามือที่เปื้อนเลือดของใครบางคนที่ล้างไม่มีทางออก

นายตำรวจยศพล.ต.ต.ท่านหนึ่งขอนั่งคุยกับผมในฐานะหัวหน้าชุดอะไรสักอย่าง เขาเป็นผู้ฟังที่ดีมากคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย เขาเรียกการสนทนานี้ว่า"การซักถาม"ไม่ใช่การสอบสวน ส่วนผมบอกกับเขาว่า ผมเรียกสิ่งนี้ว่า"การสนทนา" เพียงแต่ว่าบทสนทนานี้จะถูกเขียนเป็นรายงานให้กับผู้บังคับบัญชา

อย่ามาบอกผมว่า ผมมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิอะไร
สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ผมมีมาตั้งแต่เกิด
แต่สิ่งที่คุณต้องพูดคือ คุณละเมิดสิทธิของผมอย่างไรต่างหาก

ความคิดที่เสรีบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกควบคุม
ความคิดและการกระทำในการละเมิดสิทธิของประชาชนต่างหาก ที่ต้องถูกควบคุม

via;@สมบัติ บุญงามอนงค์

16 มิถุนายน 2553

ทักษิณเปิดเกมรุก ส่งทนายชำแหละมาร์ค! สื่อเทศรุมวิพากษ์ไทยเมืองเถื่อน



ประเด็นที่ถือเป็นการ"ตบหน้ารัฐบาลไทยแบบฉาดใหญ่" คือการที่นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ระบุว่าอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากจะต้องยอมเปิดทางให้ "หน่วยงานตรวจสอบจากนานาชาติ"เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์นองเลือดที่ขึ้นกลางกรุงเทพฯ เพียงสถานเดียวเท่านั้น


ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอันต้องถูกโจมตีแบบ "สาดเสียเทเสีย"จากภายนอกประเทศนับครั้งไม่ถ้วน

ซึ่งในจำนวนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามานั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เสียงที่ดูจะทำให้รัฐบาลต้องเจ็บๆ แสบๆ คันๆ มากที่สุดเสียงหนึ่งคงหนีไม่พ้นถ้อยแถลงที่หลุดออกมาจากปากของ "รอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" ทนายความชื่อดังสัญชาติแคนาดา วัย 54 ปี เจ้าของสำนักงานกฎหมายระดับโลก "อัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีร็อฟฟ์"


ซึ่งได้ออกโรงโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างรุนแรงว่า"ไร้ความน่าเชื่อถือ"จากกรณีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตั้งกรรมการอิสระสอบสวนเหตุรุนแรงทางการเมืองในประเทศช่วงที่ผ่านมา

และประเด็นที่ถือเป็นการ"ตบหน้ารัฐบาลไทยแบบฉาดใหญ่" คือการที่นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ระบุว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากจะต้องยอมเปิดทางให้ "หน่วยงานตรวจสอบจากนานาชาติ"เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์นองเลือดที่ขึ้นกลางกรุงเทพฯ เพียงสถานเดียวเท่านั้น..

ในถ้อยแถลงของอัมสเตอร์ดัมที่มีการนำออกมาเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ส่วนตัว ยังมีการกล่าวโจมตีรัฐบาลไทยด้วยถ้อยคำที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ"ตราหน้า"ว่า รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ นั้น ปราศจากความเหมาะสมทุกประการในอันที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ตัวตั้งตัวตี" ในการสอบสวนเหตุการณ์สังหารกลุ่มผู้ประท้วงทางการเมืองในกรุงเทพฯที่ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 90 รายในช่วงที่ผ่านมา

โดยอัมสเตอร์ดัม ซึ่งได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า จะขอทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ยังชี้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สมควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนอิสระดังกล่าวแม้แต่เพียงนิดเดียวเสียด้วยซ้ำ เพราะในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ของไทยได้จัดประเภทให้กลุ่มคนเสื้อแดงมีสถานะเป็น "ผู้ก่อการร้าย" มาโดยตลอด และจนถึงขณะนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยังคงควบคุมตัวกลุ่มผู้ประท้วงทางการเมืองเอาไว้มากกว่า 400 คน โดยยังไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหา และยังไม่มีการพิจารณาคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย

ซึ่งการกระทำของรัฐบาลไทยเช่นนี้กำลังสร้างความกังวลใจให้กับประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น อัมสเตอร์ดัมซึ่งมีกิตติศัพท์อันโด่งดังไปทั่วโลกว่าหากเขาตัดสินใจรับว่าความให้กับลูกค้ารายใดแล้ว ลูกค้ารายนั้นแทบ " ไม่เคยแพ้คดี " ยังออกโรงสับคณะกรรมการอิสระที่ทางการไทยเป็นผู้ตั้งขึ้นเพื่อให้เข้ามาสอบสวนเหตุรุนแรงทางการเมืองในกรุงเทพฯ ระหว่างเดือนมี.ค.-พ.ค.ว่าเป็นคณะกรรมการที่มี "คุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ" อันประกอบไปด้วย การขาดความชอบธรรม, ไม่มีความเป็นกลาง, และไร้อิสระในการทำหน้าที่

ในเว็บไซต์ของอัมสเตอร์ดัมยังมีการเผยแพร่ความเห็นจาก "Human Rights Watch" องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลกซึ่งมีฐานอยู่ที่มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่า แม้ท่าทีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ดูเหมือนจะมีภาพของความพยายามให้เกิดความปรองดอง ด้วยการเสนอแผนสมานฉันท์ 5 ประการ แต่ลึกๆแล้วดูเหมือนนายกรัฐมนตรีของไทยจะยังคงต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าต่อไปเสียมากกว่า สังเกตได้จากการตัดสินใจประกาศแต่งตั้ง "คณิต ณ นคร" ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น

โดยทางฮิวแมน ไรต์ส ว็อตช์ระบุว่า " การไต่สวนแบบข้างเดียว" ที่มีลักษณะของการ "ตั้งเอง ชงเรื่องเอง ตัดสินเอง"ของทางการไทยเช่นที่ว่านี้กำลังจะกลายเป็นตัวทำลายความพยายามของทุกฝ่ายที่กำลังมองหาทางออกให้กับปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

นอกเหนือไปจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก รอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมและฮิวแมน ไรต์ส ว็อตช์แล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีการนำเสนอความเห็นของ"ชอว์น ดับเบิลยู.คริสพิน"บรรณาธิการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ"Asia Times" ที่ออกมาระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคใหม่ของเผด็จการทหาร"

เนื่องจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องยอมมอบ"อำนาจพิเศษที่มากล้นเกินกว่าปกติ" ให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศซึ่งก็คือ "ทหาร"ให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจับกุมคุมขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้โดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดี

รวมถึง ยังปล่อยให้ทหารเข้าไปมีบทบาทในการเซ็นเซอร์การนำเสนอข่าวของสื่อ และห้ามการชุมนุมทางการเมืองอีกด้วย จนทำให้ในขณะนี้มีหลายคนหลายฝ่ายหลงเข้าใจผิดไปแล้วว่า "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน" หรือ ศอฉ.ดูจะมีบทบาทมากขึ้นทุกขณะจนอาจเปรียบได้กับการเป็น " รัฐบาลเงา" ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้าไปทุกทีแล้วในขณะนี้

ขณะเดียวกัน โจชัว เคอร์แลนซิคต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองของภูมิภาคเอเชียได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ล่าสุดของตัวเขาเองเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยลงใน "นิวสวีค" นิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์สัญชาติอเมริกัน โดยมีเนื้อหาที่ระบุว่า "ชื่อเสียงอันดีงาม" ของประเทศไทยในเรื่องของความมีน้ำใจของผู้คน ความรักสงบ และเอกลักษณ์ในเรื่องของการเป็น "สยามเมืองยิ้ม" กำลังจะถึงกาลอวสานเสียแล้ว อันเป็นผลพวงมาจากการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ประกาศว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากในรูปของขบวนการใต้ดินเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

เคอร์แลนซิคต์ชี้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทยตอนนี้คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือตลอดหลายสิบปีที่มา โดยเตือนรัฐบาลไทยต้องแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป

แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ต้องเข้าใจ และยอมรับความจริงด้วยว่าความผิดพลาดของนโยบายการบริหารประเทศของไทยในช่วงที่ผ่านมามีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความแตกแยกและความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทยอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน บทวิเคราะห์ของเคอร์แลนซิคต์ยังระบุด้วยว่ารัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมาไม่เคยมีนโยบายที่จะพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศอย่างจริงจังอันมีผลทำให้คนไทยขาดโอกาสในการพัฒนาความคิดและศักยภาพของตนเอง

ซึ่งการละเลยของรัฐบาลไทยที่ว่านี้ ไม่แตกต่างอะไรกับการเต็มใจเฝ้าดูพลเมืองของตนมีคุณภาพ"ด้อยลงเรื่อยๆ"อันจะเห็นได้จากกรณีของการวัดระดับความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยโดยเฉลี่ยที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ "เกือบรั้งท้าย"ของเอเชียมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้บุคลากรของไทยไม่สามารถก้าวเข้าสู่การแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ และทำให้สถานะของไทยที่เคยประกาศตัวว่าจะเป็น"พี่ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" กำลังเสื่อมถอยอย่างร้ายแรง จนประเทศไทยแทบไม่มี "ที่อยู่ที่ยืน" ในประชาคมระหว่างประเทศอีกต่อไปแล้ว

เช่นเดียวกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญแต่เฉพาะการทำให้ไทยกลายเป็นฐานสำหรับรองรับการผลิตสินค้านานาชนิดให้กับต่างชาติเพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยให้ความสำคัญกับการพัฒนา " นวัตกรรมของตัวเอง"รวมถึง การโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทางการไทยที่มุ่งเน้นให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเป็นจำนวนมากๆ แบบ"เน้นปริมาณ"เพียงอย่างเดียวโดยยังไม่มีแนวทางปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

มิหนำซ้ำหลายโครงการของภาครัฐยังเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเสียเอง เช่น โครงการตัดถนนผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งที่อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทยแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น " มรดกแห่งอาเซียน " มาตั้งแต่ปี 1984 และยังได้รับการคัดเลือกเป็น "แหล่งมรดกโลก" โดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปี 2005

หรือแม้แต่กรณีการอนุญาตให้กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามา "ปู้ยี่ปู้ยำ" สภาพแวดล้อมของไทยจนเสียหายยับเยิน เช่น กรณีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งที่เข้ามาถ่ายทำกันบนเกาะพีพีเล จังหวัดกระบี่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

คำถามจึงอยู่ที่ว่าในขณะนี้มันเกิดอะไรกับสังคมไทยกันแน่ ทำไมคนไทยถึงปล่อยให้ประเทศชาติอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองต้องประสบกับภาวะ"ถอยหลังเข้าคลอง" ในแทบทุกเรื่อง ไม่ใช่แต่เฉพาะในเรื่องการเมือง และมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศจะช่วยกันหยุดยั้งและกำจัดสิ่งเลวร้ายและความเสื่อมถอยต่างๆ

เพื่อช่วยกันนำพาประเทศไทยของเราให้สามารถเริ่มออกก้าวเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งเสียที

15 มิถุนายน 2553

มุมกลอน: กลอนแปดไม่สุภาพ - รัฐบาลนายอภิสิทธิ์

ดูเขาทำ ดูเขาทำ

ผู้นำของประเทศ

สิ่งที่เห็นมันน่าทุเรศ

ดั่งผีเปรตภูตจัญไร

ปากบอกว่าปรองดอง

แต่สร้างความมัวหมองทั่วไป

เรื่องที่ดีเอาเข้าตัวอย่าซักไซ้

เรื่องจัญไรปัดออกไปให้ไกลตัว

ปากก็พูดตูดก็ขมิบ

วาจาอภิสิทธิ์ระงมไปทั่ว

จะปรองดองต้องคิดเห็นเหมือนตัว

ห้ามคิดมั่วห้ามคิดต่างไม่เข้าที

เขาบอกว่าเขามีนิติรัฐ

แต่เลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน

ใครเห็นพ้องใครเห็นด้วยกับรัฐบาล

เขากล่าวขานสรรเสริญเยินและยอ

กลุ่มสีเหลืองกับพวกหลากสีสัน

ออกมายกยอปอปันสอพลอด้วย

ยึดสนามบินยึดทำเนียบทำเอออวย

ทำเฮงซวยทำชาติล่มล้มบรรลัย

บอกว่าเขาเป็นพวกก่อการดี

ทำอัปรีย์เช่นไรย่อมทำได้

เขาคือพวกอุ้มชูให้มีชัย

ช่วยให้ได้เป็นนายกฯสมอุรา

อีกพวกหนึ่งคิดต่างอย่างเต็มที่

คนพวกนี้เป็นพวกโง่และบ้า

ออกมาร้องแย้ว ๆ ให้ยุบสภา

ไม่เกรงกลัวอาชญานิติธรรม์

แล้วว่าเขาเป็นพวกก่อการร้าย

ต้องทำลายให้ราบให้อาสัญ

จะต้องฆ่าจะต้องจับให้ดับพลัน

อย่าให้อยู่รวมกันอีกต่อไป

ฆ่าเสร็จสรรพจับยัดข้อกล่าวหา

เขาคือพวกพกพาอาวุธร้าย

ไม้หลาวแหลมหนังสติ๊กระเบิดไฟ

เป็นพิษร้ายเป็นภัยต่อบ้านเมือง

หยาดหยดเลือดที่ไหลริน

หยาดหยดเหงื่อที่รินไหล

เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

แต่ก็ได้เพียงแต่ลม

กี่ร่างล้มกี่ร่างสิ้น

กี่เลือดไหลรินลงทับถม

กี่ชีวิตต้องอยู่อย่างทุกข์ระทม

สุดขื่นขมไร้ซึ่งความเป็นธรรม

สักวาขมขื่นมีหมื่นแสน

ไม่เทียบแทนความขื่นขมระทมไหน

สักกี่ครั้งสักกี่หนประเทศไทย

ถึงจะได้ผ่านพ้นเผด็จการ

หึ่ง!ผู้เชี่ยวชาญต้านค่าโง่หมื่นล้านผลาญซื้อไทยคม ปิดหูปิดตาประชาชนอ้างเป็นช่องถ่ายทอดทีวีเสื้อแดง




อยุติธรรม-ตำรวจปราบจลาจลพากันลากหญิงคนหนึ่งที่พยายามนอนขวางทางรถขนผู้ต้องหาแกนนำนปช.ไปขังที่เรือนจำ หลังจากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว 11 แกนนำที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย ขณะที่หญิงอีกรายหนึ่งโดดขึ้นโหนข้างรถเพื่อประท้วงต่อความอยุติธรรม(ภาพ:รอยเตอร์)


ยืนหยัดเพื่อสัจธรรม-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมแกนนำคนสำคัญของนปช.ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อฝากขังคดีรัฐบาลกล่าวหาเป็นแกนนำก่อการร้าย โดยคนเสื้อแดงไปให้กำลังใจจำนวนมากเมื่อเช้าวันนี้ โดยแกนนำนปช.คัดค้านการนิรโทษกรรม เพราะเห็นว่าเป็นข้ออ้างเพื่อยกเว้นโทษการเข่นฆ่าประชาของรัฐบาลกับพรรคพวกมากกว่า และยืนหยัดจะต่อสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์(ภาพ:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 มิถุนายน 2553


หากซื้อคืนเฉพาะดาวเทียมมีค่าโง่11,000ล้าน ผู้เชี่ยวชาญต้านแล้ว

ศาสตราจารย์ถวิล พึ่งมา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมได้คัดค้านการเข้าซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ โดยระบุว่าไม่สอดคล้องต่อทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านความมั่นคงที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM กล่าวว่า กรณีดังกล่าวนั้นคงเป็นขั้นตอนการเจรจากับผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีที่รัฐบาลบอกว่า เหตุผลที่ต้องซื้อหุ้นไทยคมคืน เพราะเกี่ยวกับเหตุผลความมั่นคง ก็ต้องถามว่าความมั่นคงคืออะไร หากจะเป็นเรื่องวงโคจรก็ยังคงเป็นของประเทศไทยเช่นเดิม และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเป็นของต่างประเทศ หรือว่าจะเกี่ยวกับการปิดสัญญาณของกลุ่ม นปช. ก็ต้องตอบให้ชัดเจนว่า THCOM ไม่ให้ความร่วมมือตรงไหนบ้าง หากจะซื้อในตอนนี้ หากคิดตามมูลค่าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็ต้องมีอย่างน้อย 10,000 ล้านบาท

วันนี้รัฐมนตรีบางคนของพรรคประชาธิปัตย์คือนายจุติ ไกรฤกษ์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์อ้างว่า หากตรวจสอบพบว่าไทยคมฝ่าฝืนคำสั่งรัฐบาลด้วยการให้สัญญาณถ่ายทอดแก่โทรทัศน์พีเพิลแชนัลของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็อาจเป็นช่องทางในการยึดสัมปทานคืน ไม่จำเป็นต้องซื้อคืนเท่านั้น

อย่าไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาบริษัทไทยคมได้ ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า บริษัทได้ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลโดยเคร่งครัดแล้ว(อ่านรายละเอียด)

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ทรินิตี้ จำกัด (มหาชน)เปิดเผนในรายงานบทวิจัยว่าหากรัฐบาลจะซื้อคืนเฉพาะดาวเทียม ตรงนี้มีมูลค่าทางบัญชีอยู่ 11,695 ล้านบาท หากรัฐต่อรองซื้อได้ถูกที่สุดก็ต้องใช้เงินราว 5,847 ล้านบาท แต่หากซื้อหุ้นไทยคมคืนในส่วนที่เทมาเส็กถือผ่านบริษัทชินคอร์ปฯต้องใช้เงินขั้นต่ำ3,874ล้านบาท(อ่านรายละเอียดคลิ้ก)

อภิสิทธิ์เดินตามรอยสนธิบังปลุกกระแสชาตินิยมซื้อดาวเทียมไทยคม

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินตามรอยพลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน อดีตประธานคมช.ที่เคยประกาศไว้สมัยทำรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆว่าจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากสิงคโปร์ เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม และตามบี้ปฏิปักษ์การเมือง เรื่องที่น่าประหลาดก็คือ"วอลล์เปเปอร์"คนใกล้ชิดของนายอภิสิทธิ์ออกมาเป็นตัวขับเคลื่อนในการซื้อคืนดาวเทียมในครั้งนี้ หลังจากสมัยที่พลเอกสนธิมีแผนจะซื้อ เขาเป็นคนสำคัญในการคัดค้าน โดยอ้างว่าจะเสียค่าโง่นับหมื่นล้านบาท

“อภิสิทธิ์” รับจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากเทมาเส็กอ้างความมั่นคง

ทั้งนี้ช่วงเที่ยงวานนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ทางรัฐบาลไทยจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจาก บ.เทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ ว่า เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งหากคำนึงถึงผลกระทบเกี่ยวกับความมั่นคงในเรื่องดาวเทียม ก็ถือว่ามีเหตุผล แต่ว่าก็ต้องดูว่าถ้าไปดำเนินการซื้อ จะต้องมีความโปร่งใสในเรื่องราคาและเงื่อนไขต่างๆ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากย้อนไปดูตอนที่ บ.เทมาเส็ก มาซื้อหุ้นจากบริษัทแม่ ก็ได้เคยชี้แจงต่อสาธารณะและต่อตลาดหลักทรัพย์ ว่า เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาซื้อดาวเทียม ตรงนี้จึงอยู่ในข่ายที่น่าพิจารณา ทางกระทรวงการคลังจึงอยู่ระหว่างการเจรจา

“ผมคิดว่า มีความเป็นไปได้ ส่วนจะได้มาอย่างไรนั้น เป็นเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังไปเจรจากับเทมาเส็ก และต้องมาดูด้วยว่าถ้ามีการซื้อ เมื่อมาเป็นเจ้าของแล้ว องค์กรการบริหารควรจะอยู่ในรูปแบบไหนในสังกัดใด การซื้อจะซื้อมาเฉพาะดาวเทียม ไม่ได้ซื้อบริษัทเทมาเส็กกลับคืนมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการดาวเทียม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่า เป็นประโยชน์หากจะได้คืนมา แต่ว่าก็ต้องดูความสมเหตุสมผลในเรื่องของเงื่อนไข ราคาต่างๆ ส่วนจะใช้เวลาอีกนานหรือไม่ อยู่ที่กระทรวงการคลัง ราคาก็ยังไม่มีการรายงาน

ราคาหุ้นไทยคมชนซิลลิ่งเหตุราคาต่ำกว่ามูลค่าบัญชีครึ่งต่อครึ่ง

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นด่วเทียมไทยคม หรือTHCOMวิ่งชนเพดาน หรือปรับตัวขึ้น30%ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยช่วงายวานนี้ หรือวิ่งขึ้นมาปิดที่7.05บาท และยังคงวิ่งขึ้นต่อในวันที่ 15 มิถุนายนอีกราว15% ทั้งนี้เนื่องจากนักลงทุนคนเล่นหุ้นเห็นว่าราคาหุ้นในกระดานยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ระบุไว้14.01บาท(ดูเพิ่มเติม)

โดยทั่วไปบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มักมีการซื้อขายอิงจากราคามูลค่าทางบัญชี

วอลล์เปเปอร์แอ่นรับมาร์คควงกรณ์บินสิงคโปร์เจรจาซื้อคืน

วันเดียวกันช่วงบ่าย นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดที่รัฐบาลจะซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) จากบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของประเทศสิงคโปร์ ว่า ดาวเทียมเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้นำไปขายให้สิงคโปร์ รัฐบาลจึงมีความคิดที่อยากจะนำดาวเทียมกลับมาเป็นทรัพย์สินของคนไทยอีกครั้ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความคิดตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าสล็อตวงโคจรดาวเทียมเป็นทรัพย์ของคนไทย จึงไม่ควรถูกนำไปขายให้ต่างชาติ และเมื่อพรรคมาเป็นรัฐบาล เราก็เห็นว่าดาวเทียมมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก จึงมีนโยบายที่จะเอาดาวเทียมไทยคมคืนมา ซึ่งจะต้องมีการไปพูดคุยกับบริษัท เทมาเส็กฯ ที่เป็นเจ้าของดาวเทียมไทยคม ทั้งนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และตน ได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์เพื่อพูดคุยเรื่องนี้ในเบื้องต้นกับทางเทมาเส็กฯแล้ว เมื่อ 1 - 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทางเทมาเส็กฯไม่ขัดข้อง แต่จะขอดูเงื่อนไขต่างๆ เพราะมันเป็นเงื่อนไขในเชิงธุรกิจ เนื่องจากเขาต้องตอบผู้ถือหุ้นของเขาให้ได้

นายศิริโชค กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการซื้อหุ้นดังกล่าว มีหลายแนวทาง ซึ่งรัฐบาลต้องให้กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ไปพูดคุยตกลงกันว่าจะให้รัฐวิสาหกิจใดไปซื้อ เช่น อสมท. หรือบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) เป็นต้น เพราะรัฐวิสาหกิจอาจมีเงินสะสมของเขาอยู่แล้ว ซื้อในราคาที่เท่าไหร่ และประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของได้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลก็อาจตั้งเป็นกองทุนซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนมา โดยจัดเป็นหน่วยลงทุนให้ประชาชนระดมทุนเข้ามา และเมื่อได้ข้อสรุปรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ รัฐบาลก็จะดำเนินการยื่นข้อเสนอในการขอซื้อหุ้นต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะซื้อกลับมาหมดหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า ต้องดูที่ตัวบริษัท ไทยคมฯ ซึ่งมีธุรกิจหลักเป็นอย่างไร เพราะที่ถ้าดูตามรายได้หลัก คือ การให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศลาว และธุรกิจที่ลงทุนมาก คือ ในส่วนของดาวเทียม ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะซื้อทั้งหมดหรือซื้อเฉพาะในส่วนของดาวเทียม เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายศิริโชค กล่าวว่า ความคิดโดยรวมตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน และเมื่อดูทิศทางการทำงานของนายกรัฐมนตรี ก็เห็นว่านายกรัฐมนตรีค่อนข้างเห็นด้วยในการที่จะนำดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของไทย

สนธิบังเคยปลุกกระแสชาตินิยมแต่โดนวอลล์เปเปอร์สมัยเป็นฝ่ายค้านต่อต้าน

ประเด็นการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมคืนจากสิงคโปร์นี้เคยจุดกระแสขึ้นครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคมช.พูดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ว่าเพื่อความมั่นคงของชาติและัศักดิ์ศรีของชาติเพราะชื่อดาวเทียมไทยคมนั้นในหลวงพระราชทานชื่อให้ ต้องเอาดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของไทย โดยอาจระดมทุนจากคนไทยซื้อคืนมาเป็นของชาติ

เวบไซต์ASTVผู้จัดการเคยนำเสนอข่าวเรื่อง ปชป.ซัดสุรยุทธ์หลงทางทวง"ไทยคม" ทุ่ม 1 หมื่นล้านซื้อชินแซทไม่คุ้ม! ไว้เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ซึ่งตอนนั้นเป็นสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ดังต่อไปนี้


ปชป.เชื่อสัญญาซื้อขายลวง-ไม่ขายดาวเทียมจริง

นาย ศิริโชค โสภา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า ขณะนี้เรื่องดาวเทียมไทยคมนั้นยังมีความสับสนและเข้าใจผิดในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นการซื้อคืนนั้นแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่คุ้มค่า โดยสิ่งที่รัฐบาลควรทำที่สุดเวลานี้คือนำสัญญาซื้อขายระหว่างกองทุนเทมาเส็กกับกลุ่มชินวัตร กลับมาดูรายละเอียดใหม่ รวมถึงเปิดเผยรายละเอียดสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐกับกลุ่มชินคอร์ป และเร่งตรวจสอบคุณสมบัติของชินคอร์ปว่าเป็นไทยหรือต่างชาติ แทนการตั้งกองทุนเพื่อไปซื้อหุ้นคืน

การนำสัญญาซื้อขายมาดูรายละเอียดนั้น เพราะไม่เชื่อว่าจะมีการซื้อขายดาวเทียมเกิดขึ้นจริง ข้อตกลงซื้อขายในสัญญาดังกล่าวน่าจะมีความสลับซับซ้อน สิ่งที่ต้องไปดูให้ละเอียดคือในข้อตกลงดังกล่าว มีสัญญาซื้อคืนหรือไม่ มีการสวอปหุ้นหรือไม่ หรือสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่

'ตอนที่ทำข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ รับรู้มาว่าสิ่งที่กลุ่มชินวัตรต้องการขายคือ ธุรกิจมือถือ เพราะถึงจุดที่พัฒนาได้ยาก ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลจากการเปลี่ยนจากระบบดิจิตอลเป็น 3 G หรือ 3.5 G และมีคู่แข่งกับมือถือระดับโลก แม้กระทั่ง DTAC เอง ซึ่งไม่คุ้มที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป และธุรกิจที่กลุ่มชินวัตรจะใช้เป็นธุรกิจรายได้หลักนั้นเป็นธุรกิจดาวเทียม เพราะชินคอร์ปเองก็มีการกู้เงินจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาสร้างไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นดาวเทียมดวงแรกในโลกที่ให้บริการธุรกิจบรอดแบรนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วย ตอนนั้นกลุ่มชินวัตรก็ยืนยันว่าธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจหลักที่ทำรายได้หลักให้กับกลุ่มชินวัตร ตัวคุณทักษิณเองก็ภูมิใจในธุรกิจดาวเทียม ในหนังสือตาดูดาวเท้าติดดินก็พูดถึงแต่ธุรกิจดาวเทียม แต่อยู่ดีๆ ก็มาขาย จึงน่าสงสัยว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีการซื้อขายดาวเทียมจริง ๆหรือเปล่า เป็นข้อตกลงซื้อขายที่แลกเปลี่ยนอะไรกันหรือเปล่า ซึ่งจนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครเห็นสัญญาซื้อขายเลย'

ระวัง!เสียค่าโง่ซื้อชินแซทคืน

ต่อจากนั้นจึงกลับไปดูข้อสัญญาการให้สัมปทานดาวเทียมระหว่างกระทรวงคมนาคมกับชินคอร์ป ดูอย่างถี่ถ้วนว่าสัญญาข้อตกลงซื้อขายระหว่างชินคอร์ปกับเทมาเส็กนั้น ผิดต่อสัญญาการได้รับสัมปทานตรงไหนบ้าง หรือสัญญาสัมปทานดังกล่าวมีความครอบคลุมขนาดไหน เช่นประเด็นดาวเทียมที่มีการยิงขึ้นวงโคจรจริง ๆ มี 4 ลูก ลูกที่ 5 เป็นลูกสำรอง ก็ต้องดูว่าจริง ๆ แล้วสัมปทานเขียนหรือไม่ว่าดาวเทียมทั้ง 4 ลูกต้องมีดาวเทียมสำรองอย่างละลูกหรือเปล่า หรือดาวเทียมสำรองเมื่อมีการนำไปใช้ประโยชน์ต้องมีการเก็บเงินเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ยังไม่มีการพูดถึง

โดยในฐานะกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม ที่เป็นหน่วยงานเดิมในการให้สัมปทาน จึงเห็นว่ารัฐบาลควรให้กรมไปรษณีย์โทรเลขมาเป็นคนตรวจสอบและดูรายละเอียดสัญญาสัมปทานให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคนในกรมไปรษณีย์โทรเลขส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการจึงมั่นใจว่าน่าจะมีความจริงใจในการตรวจสอบสัญญาสัมปทานระหว่างกรมฯ กับ บริษัทชินคอร์ปในเวลานั้น

ที่สำคัญข้อมูลที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างคือจริง ๆ แล้วสัญญาสัมปทานดาวเทียมนั้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานดาวเทียมสื่อสารในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 30 ปีนั้นคือบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือชินคอร์ป และมีการตั้งบริษัทชินแซทขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการดาวเทียมเท่านั้น แต่สัญญาสัมปทานยังเป็นของชินคอร์ป

ความคิดของรัฐบาลที่จะใช้เงิน 1 หมื่นล้านบาทไปซื้อชินแซทคืนมาจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ เพราะเป็นการซื้อบริษัทในส่วนของบริหารจัดการ ไม่ได้ซื้อคืนสัมปทานดาวเทียมแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะไปซื้อชินคอร์ปคืนมาจากกองทุนเทมาเส็ก เพราะอย่าลืมว่าเงินจำนวน 1 แสนล้านบาทนี้ เป็นเงินที่ตีมูลค่าหุ้นของชินคอร์ปสูงเกินกว่าความเป็นจริง เพราะไม่มีการหักลบกลบหนี้ของบริษัทไอทีวี ที่ยังมีปัญหาเรื่องค่าสัมปทานกับรัฐบาลอยู่ การไปซื้อชินคอร์ปกลับมาทั้งยวง จึงเท่ากับว่านอกจากต้องซื้อแพงเกินความเป็นจริงแล้ว ยังต้องรับเอาบริษัทที่กำลังมีปัญหากลับมาด้วย ซึ่งทั้งสองวิธีคือซื้อคืนชินคอร์ปหรือซื้อคืนชินแซท คิดยังไงก็ไม่คุ้ม คือพูดง่ายแต่ทำจริงได้ยาก

ฉะนั้นจึงยืนยันว่ารัฐบาลไทยน่าจะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมาย โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่าบริษัทกุหลาบแก้วเป็นนอมีนีให้กองทุนเทมาเส็กจริงหรือไม่ ในประเด็นความผิด 2 ประเด็นคือ ขัดต่อสัญญาสัมปทาน และผิดกฎหมายความมั่นคง ซึ่งต้องมีการฟ้องศาลเพื่อพิจารณา ท้ายที่สุดอาจจบที่ว่าบริษัทชินคอร์ปไม่สามารถขายหุ้นให้ต่างชาติได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วต่างชาติก็ต้องเคารพในกฎหมายไทย เมื่อพิสูจน์ว่าสัญญาซื้อขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีใครต่อว่าประเทศไทยได้

'วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลควรยึดเป็นแนวทาง อย่าไปคิดเรื่องซื้อคืนเลย มันยาก รัฐบาลต้องเร่งรีบทำความกระจ่างให้รู้ว่าชินคอร์ปเป็นไทยหรือเทศ ถ้าจะทำกันจริง ๆ มันใช้เวลาไม่นาน สามารถปรึกษากฤษฎีกาขออำนาจศาลให้การดำเนินการฉุกเฉินได้ ซึ่งศาลก็จะมีมาตรการทุเลาความเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติเอง'

อย่างไรก็ดี เข้าใจว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้ยาก เพราะเป็นรัฐบาลที่ยึดอำนาจมา ไม่ได้รับความร่วมมือจากระบบข้าราชการมากนัก อีกทั้งระบอบทักษิณยังคงความแข็งแกร่งในระบบราชการ การหาหลักฐานที่ชัดเจนทำได้ยาก แต่ก็ต้องทำให้ได้เพื่อพิสูจน์ฝีมือคมช.และรัฐบาล
ทั้งนี้การทวงคืนไทยคมหรือทำให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะนี้ ไม่อยากให้รัฐบาลใช้แต่วิธีเรียกคะแนนเสียงทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงความถูกต้องมากกว่า

'ไม่เห็นด้วยที่จะไปทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เพราะเป็นเรื่องทางกฎหมาย หากตามกฎหมายเป็นเรื่องผิดและประชาชนไม่เห็นด้วย ก็จะไม่เอาผิดเขาอย่างนั้นหรือ หรือไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เร่งกระบวนการสอบสวน แต่ประชาชนบอกว่าต้องทวงคืน แล้วจะไปทวงคืนดาวเทียมมาได้อย่างไร เป็นเรื่องที่เสียเวลามาก อย่ามัวแต่เล่นแต่กระแสความรู้สึก แต่ควรจะเร่งดำเนินการตามกฎหมาย ต้องแยกแยะให้ออก ไม่ใช่มัวแต่ห่วงคะแนนเสียง'

อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำอีกประการคือ ทำแผนรองรับว่าหากได้สัมปทานดาวเทียมคืนมาจะบริหารจัดการดาวเทียมอย่างไร เพราะเป็นดาวเทียมในเชิงพาณิชย์ มีเกทเวย์ทั้งหมดว่า 18 เกทเวย์ทั่วโลก ซึ่งต้องดูว่าทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่า หากไม่เตรียมแผนรองรับ ก็เท่ากับว่าจะเสียเวลา และเสียรายได้จากดาวเทียมไปโดยเปล่าประโยชน์

14 มิถุนายน 2553

Thaksin and me : Blog at Reuters

By Andrew Marshall
Source blogs.reuters.com
12 June 2010


Like many foreign correspondents, as a result of my reporting on Thailand’s political crisis I have frequently been accused of naïveté, breathtaking stupidity, and a total inability to grasp the complexities of the situation.

That’s OK. Even my closest friends regularly call me an idiot. And they are usually right.

But the international media have faced other accusations: that we have been duped and brainwashed by some fiendishly effective propaganda campaign launched by former Prime Minister Thaksin Shinawatra, or worse, that we have been bribed by him to peddle damaging lies about what is going on in Thailand.

This is ludicrous nonsense. Those who think that it would be possible for Thaksin to bribe the entire foreign press corps operating in Thailand to misrepresent the situation clearly have a very limited understanding of how the global media industry works. And those who think that journalists who have risked their lives for the principles of fairness and honesty could be bought off by a fugitive former tycoon clearly have very limited insight into human nature.

But instead of pointing out all the numerous flaws and fallacies in the arguments of self-appointed experts on the subject, I’d like to tell you a story about Thaksin and me.

I arrived in Bangkok for the first time in May 2000, as deputy bureau chief for Reuters. The country was slowly emerging from the pain of the 1997/98 Asian crisis, and a new political force had recently burst onto the scene — Thaksin Shinawatra and his Thai Rak Thai party (the name he chose for his political vehicle seems particularly ironic now, in light of the bitter divisions and hatreds that have since erupted in Thai society).

I covered Thaksin’s political rise, his campaign promises and the January 2001 elections in which Thai Rak Thai swept to power with the most seats ever won by a single party in Thailand.

Nowadays, Thaksin is portrayed in Thailand as an evil genius, a shadowy mastermind with vast wealth who is almost singlehandedly dragging the country towards catastrophe and ruin. But in his first few months as prime minister, Thaksin was very different from this caricature. Far from appearing to be an evil genius, he gave the impression instead of being not particularly smart at all.

A series of gaffes and blunders dented his image, and things went from bad to worse when a senator of doubtful sanity claimed to have found an incredible hoard of gold and U.S. bonds left behind by the retreating Japanese army at the end of World War Two, stashed inside a train carriage surrounded by the skeletons of Imperial Army soldiers who had committed hara-kiri and hidden deep in a cave near Kanchanaburi.

Most of the country took these claims with a pinch of salt. Not Thaksin. He was so excited he rushed to the cave in a helicopter and later announced he would make use of a friend’s satellite to pinpoint the location of the treasure. You can read my reporting on the saga here, here, here and here.

What made the issue important was that hanging over the early months of the Thaksin administration was a looming Constitutional Court decision on whether the prime minister should be barred from politics for five years for concealing some of his wealth. This was a difficult test of Thai democracy – it was quite clear to anybody who looked at the evidence that Thaksin had tried to hide some of his assets, and he had even made enormous share transfers to his maid and chauffeur. But he had also just won the biggest election victory in Thai history. Would the judges really be willing to ban a prime minister who had massive public support, even if he was guilty of the charges against him?

This meant that despite his overwhelming electoral mandate, it was critical for Thaksin to avoid blunders that undermined his popularity as this could embolden the judges to rule against him.

I made this point in an analysis on April 19, 2001:

Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra faces a mounting risk of being flung from office over graft claims as the strong public support that has been his most effective shield takes a battering from a series of gaffes.

Thaksin’s defence against the accusations of the National Counter Corruption Commission (NCCC) must be fought on two fronts – not just in the halls of the country’s Constitutional Court, but also before the wider jury of public opinion.

Suddenly both battles look to be going against him. ”One thing is for sure, the honeymoon is over,” said the head of research at a foreign brokerage in Bangkok. “The climate has changed very quickly.”


The analysis went on to discuss some of Thaksin’s recent missteps, including the Japanese gold hoax:
The latestThe latest blow to Thaksin’s credibility came from the farcical saga of a mythical World War Two treasure trove.

A maverick senator said a multi-billion-dollar hoard of gold and U.S. bonds left behind by the retreating Japanese army had been found in a remote jungle cave. It was not the first time he had made such claims and newspapers treated the story as a joke.

But Thaksin took the reports seriously enough to fly to the cave by helicopter on Friday, and senior government ministers said the haul could be valuable enough to pay off the 2.8 trillion baht national debt and rescue the crisis-hit economy.

Amid a chorus of jeering headlines, the government later admitted the find was almost certainly a hoax. The Nation daily said Thaksin had exposed himself to “international ridicule”.


The following morning, as usual, I grabbed a taxi near my apartment in Soi Somkid to head to the Reuters bureau in the U Chu Liang building on Rama IV. The driver was listening to a phone-in talk show, and while my Thai language ability was very basic back then, it was clear that callers were phoning the show to express their anger about something. They were clearly not happy, not happy at all.

I started listening more closely when I heard somebody mention Reuters.

I started listening even more closely when I heard somebody mention Andrew Marshall.

And while I could not understand what they were saying, I could tell they were not phoning the talk-show to say what a great guy I was. Two words I did know were “ไม่ดี” (no good) – and people seemed to be saying that a lot.

I arrived in the Reuters bureau to find ashen-faced staff looking at the front page of Matichon newspaper:



In the middle of the front page, in giant letters, was the headline “Foreign media says Maew is an international clown”.

Maew is Thaksin’s nickname. The foreign media, in this instance, was me.

And while I had not of course called Thaksin an international clown, it seems Matichon had translated my article rather loosely, and had seized on the quote from the Nation that Thaksin had exposed himself to international ridicule.

Inside the newspaper, the story continued. Those who read Thai can see the whole article in pdf format here.

If this had been published in 2010, I would have been hailed as a hero by most of the Thai media, and there would be a Facebook group with thousands of members called “We hate Dan Rivers but we ♥ Andrew Marshall”.

But this was 2001. Most Thais supported Thaksin and even those who didn’t were not amused to learn that some arrogant foreign reporter had allegedly called their prime minister a clown.

My boss was in a state of panic. The phones in the newsroom were ringing off the hook. A letter arrived from the government, denouncing my reporting. Almost the entire population of the Kingdom of Thailand, it seemed, was very cross with me.

As the day wore on, things got worse. Thaksin was questioned by Thai reporters who wanted to know what he thought about Reuters calling him a clown. As is by now widely known, Thaksin is not a big fan of journalists, unless they agree with him without fail 100 percent of the time. He is also not very good at dealing with criticism. And he gets annoyed fairly easily. All of these personality traits were amply demonstrated in Thaksin’s colourful comments about me, which were then replayed over and over again on the many televisions that are constantly monitored in the Reuters Bangkok bureau. My Thai colleagues helpfully kept up a running commentary of translations of Thaksin’s comments: “He just said Andrew Marshall is a disgraceful journalist… He said if he has time he will come to Reuters and beat you up… The foreign media are conspiring against Thaksin, he says, and you are involved…”

The next day, the story continued to dominate the TV and newspaper headlines. Here is the front page of Naew Na newspaper from April 21:



The headline says “Thaksin threatens to beat up Reuters after they rub salt in his wounds.”

I have the dubious honour of being probably the first journalist, either Thai or foreign, singled out by Thaksin for public criticism. As we know by now, I was by no means the last.

Thaksin never did come to beat me up. But over the next couple of years, I managed to annoy him with my reporting many more times. I covered Thaksin’s surprise acquittal by the Constitutional Court, after a couple of judges changed their vote at the last minute, allegedly after pressure from powerful figures. I reported on the sustained intimidation of the media, both Thai and international, as they increasingly came under attack. I covered the relentless erosion of the institutional checks and balances Thailand had put in place to prevent abuse of power, as one by one they were sabotaged and rendered toothless. I watched the Muslim insurrection in southern Thailand grow steadily more intractable after a series of policy missteps. I reported on the extrajudicial killing of hundreds of alleged small-time narcotics dealers, while powerful drug lords continued to operate unscathed. I watched corruption flourish.

In late 2002, with war in the Middle East looking inevitable, I was assigned to Kuwait to prepare for the U.S. invasion of Iraq. Later, after Saddam Hussein was overthrown by American forces I became the Reuters bureau chief in Baghdad. I lived there for two years as the country spiralled into escalating bloodshed and chaos, and as conditions for journalists became frighteningly extreme. Our reporting was frequently denounced and attacked, most commonly by U.S. officials who insisted the rebuilding of Iraq was going well and who resented the fact we covered the shocking violence that ravaged the country , and the appalling incompetence and corruption that characterised the early years of the occupation. It was sometimes stressful to be in charge of a Reuters bureau out in the “Red Zone” in the middle of a viciously dangerous city, facing enormous pressure and scepticism from armchair experts thousands of miles away who accused us regularly of bias and dishonesty. But I learned that good reporting almost always offends powerful people somewhere, and almost always attracts anger and criticism. The only response is to do your job extremely well, to hold on to your values and principles, and stand by your story.



Every two months or so I got a break from Baghdad, and I would often spend it in Thailand. Some of my best friends in the world are there, and back then it was a place I could go to rest and recover after the stresses and dangers of Iraq. It still felt like a haven of peace, in those days. So I witnessed Thailand’s gathering storm, as social and political divisions became wider, and the “yellow shirt” movement was born, and a bloodless coup ousted Thaksin but failed to heal the country’s wounds.

Since 2008 I have been back in Asia, as Reuters chief correspondent for political risk, with a beat that spans the whole continent from Afghanistan in the west to Japan and Australia and New Zealand in the east. Of all the countries in Asia, the one that has seen the most precipitous decline in the past few years is, without any doubt, Thailand.

A once-booming “Asian tiger” is becoming the region’s basket case. The economy has been doing surprisingly well despite the political chaos – Thailand has the most export-oriented economy in Asia after Hong Kong and Singapore, and is getting a massive boost from a surge in demand as the region emerges from the global economic crisis. But in the longer term, the damage will be severe. Tourists have been scared away en masse. And more seriously, foreign multinationals have written off the country as a location for new investment projects. Thailand’s politics have always been fairly tumultuous, but until recently investors could safely ignore the periodic coups and upheavals, knowing they would not undermine Thailand’s competitive advantage. No longer. This crisis has been very different, with the airports paralysed by the “yellow shirt” blockade in 2008 and downtown Bangkok occupied by “red shirt” protesters this year, culminating in the tragic events of April and May when Thais were killing Thais on the streets of their beautiful capital. The death toll was at least 88, including my colleague Hiro Muramoto, a Japanese cameraman for Reuters killed while filming clashes between protesters and soldiers on April 10.

It is almost certain that there will be many more deaths in Thailand before this crisis is resolved.

And hanging over everything is the issue everybody is aware of but nobody can speak of fully in public: Thailand’s widely beloved King Bhumibol Adulyadej is old and frail, and his likely successor is as divisive a figure as Bhumibol is unifying. And by explicitly taking sides during the current political crisis, some of Bhumibol’s family members and advisors have endangered the future of the monarchy in Thailand.

It has been heartbreaking to watch Thailand’s decline. It must be infinitely sadder for proud citizens of Thailand caught in the middle of it.

Yet there seems to be a pervasive attitude of denial among many Thais, particularly the middle and upper classes in Bangkok. Their view tends to be that Thailand remains a harmonious Land of Smiles in which everybody knows their place in society and happily accepts it. And they seem to believe that this state of affairs can continue indefinitely, were it not for the baleful influence of Thaksin, trying to stir up trouble in paradise for his own selfish ends. Thaksin, they argue, has duped and bribed the Thai peasantry in the north and northeast of the country to forget their place, to lose sight of the fact that their purpose in life is to cheerfully and uncomplainingly service the needs of the rich. They think that if he can be stopped, by any means, however unethical, Thailand can return to this idealised state, and everything can go back to normal.

This is clearly a delusional point of view. Yet domestic attempts to challenge it are being rigorously censored, and international journalists like me who suggest that maybe the situation is more complex are told that as foreigners, we are incapable of understanding the complexities of Thailand, and that we have also probably been bribed or brainwashed by Thaksin.

So let me spell it out. As should be clear by now, Thaksin Shinawatra and I are not the greatest of friends. I have no illusions about who he is or what he stands for. I am well aware that he is no democrat. And there is considerable evidence that his role during the events of April and May worsened the violence in Thailand and prevented a peace deal from being reached.

But to believe the crisis is just a story of Thaksin versus Thailand, and has nothing to do with social justice, democracy and equal rights, is to totally misunderstand what is happening. Those Thais who dismiss the red shirt movement as nothing more than a rabble of witless peasants who have no understanding of the concepts of democracy and fairness, who have no legitimate grievances, and who have been paid or duped into backing the sinister machinations of Thaksin Shinawatra, are displaying exactly the condescension and double standards and contempt for the poor that they claim do not exist in Thailand.

Thailand is a beautiful country that is being torn apart by severe social injustices, entrenched corruption, double standards, censorship, militarism, a refusal by the elites to accept the consequences of democracy, and creeping authoritarianism. It is, of course, a complex and difficult situation, not easily reduced to black and white (or red and yellow) and full of nuance and shades of grey. But refusing to acknowledge the serious problems and grievances at the heart of the crisis is no way to solve it.

If there is one thing that I learned from the story of Thaksin and me, it is that one of the most important things we can do as journalists is to call a spade a spade, to acknowledge the elephant in the room, to point out that the emperor has no clothes.

If we see a steaming pile of buffalo dung, it is our duty to say clearly that it is a steaming pile of buffalo dung. However hard the rich and powerful try to convince us it is a dazzling crock of gold.

7 มิถุนายน 2553

มีเดียชิฟ: วิกฤติในประเทศไทยนำไปสู่การปราบปรามเน็ตและการเซ็นเซอร์

Crisis in Thailand Leads to Net Crackdown, Censorship
June 3, 2010
by Clothilde Le Coz
ที่มา – MediaShift
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

หมายเหตุ: บทความนี้ได้รับการแนะนำจาก Political Prisoners in Thailand หัวข้อเรื่อง “เซ็นเซอร์อย่างไม่ลดละ” ซึ่งพีพีทีกล่าวว่า ผู้อ่านอาจจะสนใจในบทความนี้ เพราะพีบีเอสเป็นแหล่งข้อมูลข่าว และทั้งความเห็นที่สำคัญในสหรัฐฯ ดังนั้นบทความนี้จึงมีความสำคัญมาก บทความได้มาจาก Reporters Without Borders ไม่มีข่าวใหม่มากนัก – แต่การสัมภาษณ์สั้นๆกับ ฟาบิโอ โพเลนกี้ นักข่าวอิตาลีซึ่งถูกสังหารจากการปราบปรามผู้ประท้วงเสื้อแดงของรัฐบาล มีคุณค่าน่าติดตามชม

อย่างน้อย ๘๐ ศพที่ถูกสังหารในระหว่างการปะทะครั้งล่าสุดในประเทศไทย แต่ทั้งความสับสน และอันตรายซึ่งมีอยู่หลายแห่งในกรุงเทพ ไม่ได้ให้ความกระจ่างว่าทำไมคนไทยจำนวนมาก และนักข่าวต่างชาติจึงถูกยิงนับตั้งแต่เดือนเมษายน นักข่าวสองคนที่เสียชีวิต สถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงไม่ได้ทำให้การสกัดกั้นเว็บไซต์ต่อต้านกษัตริย์ ที่มีมากกว่า ๔,๐๐๐ เว็บของผู้นำประเทศนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง

ตามที่เราแห่งองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) ได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติการของรัฐบาลไทยว่า “ข้อมูลที่ถูกต้องนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าครั้งใดๆ ในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติ” ใช่ นักข่าวจำนวนมากถูกยิงจนเสียชีวิต และอินเตอร์เน็ตกำลังตกเป็นเหยื่อของการเซ็นเซอร์ จนถึงเวลานี้ มีเว็บไซต์ประมาณ ๔,๕๐๐ เว็บที่ถูกสกัดกั้นโดยความพยายามของรัฐบาลที่จะทำการเซ็นเซอร์ข่าวบางข่าวในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมาเก้าเดือน ทวิตเตอร์ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรได้ถูกปิดกั้นนับตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม

ในวันเดียวกันนั้น ศอฉ.ได้สกัดกั้นเฟสบุ้ค และทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นแหล่งข่าวสำรองหลังจากสถานีโทรทัศน์เริ่มส่งสัญญาณเสนอรายการเฉพาะในการควบคุมของรัฐบาล ในวันเดียวกันนั้น สำนักงานใหญ่ของทีวีช่อง ๓ ถูกผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลทำการเผา และหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษค่ายยักษ์ใหญ่ทั้งบางกอกโพสต์ และเนชั่น ต้องให้คนงานเลิกงานตั้งแต่บ่ายสาม เนื่องจากกลัวว่าสำนักงานของพวกเขาจะถูกเสื้อแดงเข้าโจมตี ถึงจุดนี้ นักข่าวในประเทศเกือบทั้งหมดต่างเลี่ยงที่จะออกไปทำข่าวบนท้องถนน เพราะต่างเห็นว่าเป็นการเสี่ยง

ตามเก็บข่าวในสภาพแวดล้อมที่คับขัน

นักข่าวรวบรวมข้อมูลผ่านทางเว็บเครือข่ายสังคม ทางโทรศัพท์ และจากคำบอกเล่าของประชาชนที่ติดกับอยู่ในวัดปทุมวนาราม (ซึ่งอยู่ติดกับราชประสงค์ ซึ่งผู้ประท้วงเสื้อแดงได้ชุมนุมกันที่นั่น) มีเพียงนักข่าวต่างชาติไม่กี่คนทำการรายงานในภาคสนาม นี่เป็นการสัมภาษณ์ทางวิดีโอของนักข่าวและช่างภาพชาวอิตาลี ฟาบิโอ โพเลนกี้ ซึ่งเขาได้อธิบายถึงการปฏิบัติที่แตกต่างระหว่างนักข่าวไทย และนักข่าวต่างชาติ:


สัมภาษณ์นักข่าวอิตาลี ฟาบิโอ โพเลนกี้ – องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการเสียชีวิตของนักข่าว และช่างภาพชาวอิตาเลี่ยน ฟาบิโอ โพเลนกี้ เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ในระหว่างที่กองทัพใช้กำลังบุกเข้าปราบ “เสื้อแดง” ในกรุงเทพ

นี่เป็นวิดีโอสั้นๆของนักข่าวซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างแพร่หลาย เขาดูผ่อนคลาย และมีความสุข เพียงไม่กี่วันก่อนที่จะเสียชีวิต

ฟาบิโอ โพเลนกี้: สวัสดีครับ ผม ฟาบิโอ โพเลนกี้ ผมทำงานให้กับเดอะนิวส์พิกเจอร์ ผมไม่มีปัญหาใดๆกับเสื้อแดง หรือกับตำรวจ และไม่มีใครในนี้คุกคามผม ทุกอย่างโอเคครับ

ผู้ถาม: คุณรู้จักนักข่าวไทย พวกที่สร้างปัญหาบ้างไหม

ฟาบิโอ โพเลนกี้: ที่แน่ๆคือ พวกนี้บางคนหลบหน้าไปเลย เพราะพวกนี้ถูกสงสัยว่าทำรายงานข่าวเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ไม่มีใครต้องการพวกเขาเหล่านั้น แต่ผมก็เห็นนักข่าวไทยเยอะนะ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร

เป็นเรื่องเศร้า ที่โพเลนกี้ได้เสียชีวิตในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ในระหว่างการบุกโจมตีเสื้อแดงของกองทัพในกรุงเทพ

นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม จนถึงวันนี้ นักข่าวสองคนได้ถูกสังหาร และหลายคนได้รับบาดเจ็บ จากคำสารภาพต่างๆที่องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้รับ นักข่าวต่างชาติต่างรายงานถึงความรู้สึกของตัวเองที่ตกเป็นเป้า อาร์นอล ดูบัส นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส “ลิเบอเรชั่น” และรายการวิทยุสากลของฝรั่งเศส กล่าวกับเราว่า “นี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ผมรู้สึกว่า นักข่าวต่างชาติกำลังตกเป็นเป้าอย่างแท้จริง”

อนุสัญญาเจนีวาห้ามไม่ให้ทหารยิงนักข่าว ประเทศไทยถูกเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกสภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม และในเวลานี้ ประเทศไทยได้ละเมิดกฎระเบียบทั้งทางด้านมนุษยธรรมและหลักกฎหมายสากล

การปราบปรามทางออนไลน์อย่างไม่ลดละ

การสกัดกั้นทวิตเตอร์ และเฟสบุ้คไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่ของไทย อย่างน้อยตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ การสกัดกั้นเหล่านี้กลายเป็นงานประจำของตำรวจไทย จนกระทั่งวันนี้ สุวิชา ท่าค้อ บล็อกเกอร์เพียงคนเดียวที่ถูกจับขังคุกจากการกระทำทางออนไลน์ ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว สุวิชาถูกศาลอาญาฯรัชดาซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพ มีคำสั่งพิพากษาจำคุก ๑๐ ปี เนื่องจากเนื้อหาที่สุวิชาโพสต์ออนไลน์เชื่อว่าเป็นการหมิ่นฯกษัตริย์ สุวิชาถูกกักขังในเรือนจำคลองเปรม กรุงเทพตั้งแต่วันที่ ๑๔ มกราคม

เรื่องหนึ่งที่ท้าทายสำหรับอินเตอร์เน็ตซึ่งไม่ได้รับการควบคุมที่ดีพอในประเทศไทย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ปี ๒๕๕๐ เต็มไปด้วยความคลุมเครือ นั่นหมายถึงคดีที่กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาของ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บข่าวประชาไท ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างของคดี จีรนุชอาจจะถูกศาลสั่งจำคุกถึง ๕๐ ปีด้วยข้อหาที่ไม่ลบความเห็น “ล่วงละเมิด” ต่อกษัตริย์ซึ่งเขียนลงในเว็บไซต์ได้ทันท่วงที

การจับกุมจีรนุชเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม และหลังจากนั้นอีกสามชั่วโมงต่อมา เธอได้รับการปลดปล่อยเมื่อน้องสาวได้ประกันตัวในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นข้อกำหนดของเจ้าหน้าที่ของศาล

จีรนุชกล่าวกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า “ถ้าในเวลาที่มีเหตุการณ์ปกติ ฉันคงมั่นใจมากขึ้นกับการพิจารณาคดีเริ่มแรกนี้” “ฉันหวังว่าศาลจะยอมยกโทษ”

ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งเจ้าของ และบรรณาธิการของเว็บไซต์จะถูกดำเนินคดีหากพวกเขายอมให้ความคิดเห็นซึ่งดูเหมือนจะผิดกฎหมายได้หลุดรอดออกไป เจ้าของเว็บไซต์นั้นต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นผู้แสดงความคิดเห็นเอง

เว็บไซต์ รวมถึงเฟสบุ้ค และทวิตเตอร์ของจีรนุชได้ถูก ศอฉ.ตะบี้ตะบันสกัดกั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกนับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเริ่มต้นเหตุการณ์วิกฤติในทางการเมือง ประชาไทเว็บข่าวได้เริ่มเปิดตัวเมื่อปี ๒๕๔๗ – ในขณะที่ทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัยในขณะนี้ ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ – โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการหาแหล่งข่าว ส่วนข่าวของประชาไทมีผู้เข้าชมมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คนต่อวัน สำหรับเว็บบอร์ดของประชาไทมีคนเข้าชมประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนต่อวัน

การคุกคามเครือข่ายพลเมืองเน็ตนั้นแพร่กระจายออกไปทั่วไม่เพียงแค่ในประเทศไทย ในปี ๒๕๔๙ แอนโทนี่ ชัย พลเมืองอเมริกันจากแคลิฟอร์เนีย ได้ถูกสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ทางการของไทยในประเทศไทย และยังตามมาสอบสวนถึงในสหรัฐฯ ด้วยข้อกล่าวหาว่า หมิ่นฯกษัตริย์ในปี ๒๕๔๙ ชัยมาจากประเทศไทย และแปลงสัญชาติเป็นอเมริกันในปลายทศวรรษ ค.ศ. ๑๙๗๐ (พ.ศ. ๒๕๑๓) เขาอาจจะโดนจับหากเขาเดินทางกลับเมืองไทย เขากล่าวว่า “เหมือนกับว่าในเวลานี้สหรัฐฯยอมให้คนอเมริกันถูกสอบสวนจากเจ้าพนักงานต่างชาติ บนผืนแผ่นดินสหรัฐฯ” คุณสามารถอ่านคดีของชัยได้ที่นี่

(คลอททิลด์ เลอ คอซ (Clothilde Le Coz) ทำงานกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนในปารีสตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ขณะนี้เธอเป็นบรรณาธิการที่วอชิงตันเพื่อคอยช่วยเหลือส่งเสริมเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพในการแสดงออกทั่วโลก ในปารีส คอซรับผิดชอบต่อโต๊ะเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต และทำงานโดยเฉพาะในประเทศจีน อิหร่าน อียิปต์ และประเทศไทย ในระหว่างที่ทำงานในปารีส คอสยังได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติม “คู่มือสำหรับบล็อกเกอร์ และนักเคลื่อนไหวไซเบอร์ (Handbook for Bloggers and Cyberdissidents)” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ๒๕๔๙ บทบาทของคอซในขณะนี้นั้นคือการเผยแพร่ข่าวสารเพื่อให้ผู้อ่าน และนักการเมืองต่างๆได้รับรู้ถึงการข่มขู่ต่อนักข่าวอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งขณะนี้ได้เสนอต่อหลายประเทศ)

ทนายสืบสวนความจริงเหตุปราบผู้ชุมนุมเสื้อแดง เขียนบทความโต้บทบรรณาธิการเดอะเนชั่น

ที่มา ประชาไท
4 มิถุนายน 2553

จากเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ชื่อ "ทนายของทักษิณมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ" ซึ่งเตือนไม่ให้ ศาตราจารย์ เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมสงครามร่วมทีมสืบสวนของทนายความ โรเบิร์ท อัมสเตอดัม โดยในบทบรรณาธิการฉบับนี้บอกว่าทีมทนายของโรเบิร์ทได้รับการจ้างวานมาจากอดีตนายกฯ ทักษิณ อีกทั้งยังกล่าวหาอีกว่าโรเบิร์ท เป็นปากกระบอกเสียงให้ทักษิณและก่อนหน้านี้เคยทำตัวเป็นนักล็อบบี้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย อีกทั้งยังแสดงความเห็นว่าทีมกฏหมายที่เข้ามาสืบสวนพิสูจน์หลักฐานการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงนั้นไม่น่าจะทำงานด้วยความสุจริต

ในเว็บไซต์ของโรเบิร์ท อัมสเตอดัม ตีพิมพ์บทความตอบโต้ชื่อ "ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น" ซึ่งกล่าวถึงการที่เนชั่นพาดพิงถึงตนและนูปส์ โดยชวนให้นึกถึงสื่อไทยที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลที่พยายามสร้างความสมจริงในรูปแบบของตัวเองขึ้นมาและชวนให้คนรับสื่อเชื่อโดยทำให้พวกเขาแยกระหว่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรื่องแต่งออกจากกันไม่ได้

โดยโรเบิร์ท ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มทนายที่จะเข้ามาสืบสวนการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงของรัฐบาล เป็นทนายผู้มีชื่อเสียงจากการทำคดีระดับโลก เช่นคดีของบริษัท Yukos-Group MENATEP ในรัสเซีย นิตยสาร เดอะ ลอว์เยอร์ ของอังกฤษเคยจัดอันดับให้โรเบิร์ทติดหนึ่งในร้อยอันดับทนายร้อนแรงของอังกฤษ

ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น

บทบรรณาธิการวันนี้ ของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลไทย ได้พาดพิงถึงงานของผมและของเพื่อนผมคือทนาย เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ นอกเหนือจากการกล่าวหาโจมตี การกล่าวเท็จ และหมิ่นประมาทตามปกติแล้ว ยังมีส่วนพูดถึงเรื่องทางการเมืองอย่างเลวร้ายด้วย บทบรรณาธิการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายตั้งไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วในการลดคุณค่าของผลการสืบสวนเชิงสิทธิมนุษยชนต่อเรื่องการที่รัฐบาลไทยละเมิดกฏหมายอาชญากรรมสงครามในการใช้ความรุนแรงช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา

จริงผมไม่ค่อยเน้นถึงเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะจะทำให้ดูเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นที่สำคัญจริง ๆ แต่เรื่องดังกล่าวนี้ชวนให้ไตร่ตรองถึงผู้อ่านต่างชาติ ในฐานะที่มันได้แสดงให้เห็นแนวทางที่รัฐบาลใช้จัดการ การปั่นกระแส (spin) ของข้อเขียนดังกล่าวแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจน (พวกเขาแม้กระทั่งใช้คำว่า "ชั่ว") [1] แต่น้ำหนักของมันออกไปในทางการหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นอย่างการกักขังโดยอำนาจเบ็ดเสร็จ การสังหารโดยใช้ศาลเตี้ย และการใช้กำลังอย่างไม่เลือกเป้าหมายในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา นี่เป็นประเทศที่เพิ่งจะมีประชาชน 88 คนถูกสังหารโดยทหารบนท้องถนนไปหมาด ๆ แต่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กลับใช้เวลาไปกับการโจมตีทนายอย่างเป็นส่วนตัวและด้วยข้อกล่าวหาที่สร้างขึ้นมาเอง เวลาที่เหลือนอกจากนั้นพวกเขาอุทิศให้กับการโจมตี CNN อย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีที่ภาพแทนใด ๆ อีกแล้ว ทีจะแสดงให้เห็นธรรมชาติของรัฐบาลเผด็จการทหารได้น่าเศร้าไปกว่านี้

ก่อนที่จะนำเสนอบทบรรณาธิการเช่นนี้ออกมา นักข่าวหลายคนและบรรณาธิการควรหาแหล่งข้อมูลประกอบในเรื่องที่ตั้งคำถาม แต่ผมไม่เห็นมีการติดต่ออะไรเลย ทั้งนูปส์และผมไม่เคยได้รับโอกาสได้แสดงความเห็นกับ เดอะ เนชั่น ซึ่งอาจทำให้พวกเขาได้แสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าจุดประสงค์ของพวกเราคือการแสดงให้เห็นถึงสิทธิโดยพื้นฐานของผู้ชุมนุม นปช. และพิสูจน์หลักฐานความจริงที่ถูกปิดกั้นไว้ กลุ่มเฝ้าระวังอย่างองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) และฮิวแมนไรท์วอทช์ ก็เคยวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้ และการเรียกร้องของพวกเราก็ใกล้เคียงกันมาก พวกเราสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้มีการเรียกร้องการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระของคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ นาวี พิลเลย์ และยินดีอย่างยิ่งหากมีการช่วยเหลือในการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตามพวกเรามีสิทธิโดยชอบธรรมในการสืบสวนอย่างเป็นอิสระ ไม่ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารปฏิเสธข้อเสนอเจรจาของ นปช. โดยไม่มีเงื่อนไขและเมื่อพวกเขาบอกปัดข้อเสนอให้มีตัวกลางในการเจรจา ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ทำตัวเหมือนกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ ผมเป็นผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจากในที่ชุมนุมของเสื้อแดงวันสุดท้าย

พวกเราเริ่มตั้งคำถามเมื่อได้เห็นการโกหกอย่างหน้าด้าน ๆ ของสื่อรัฐ พวกเขากลัวว่าพวกเราจะเจออะไรหรือ? ถ้าหากมีความไม่แน่ชัดเกิดขึ้นมากมายเช่นที่เสียงของคนกลาง ๆ ว่าเอาไว้จริง ดังนั้นจะไปกลัวอะไรกับการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระ แต่แทนที่จะเป็นแบบนั้นพวกเรากลับได้เห็นอะไรที่ดูเหมือนแสดงออกเกินจริง (Hysteria) จากการที่รัฐบาลพูดเน้นย้ำอย่างออกหน้าออกตาเรื่องความไม่สงบทุกครั้ง เพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้ถูกความจริงที่เจ็บปวดทิ่มแทง พวกเขาไม่อาจทนรับกับการถกเถียงอย่างเสรีและเปิดกว้างได้ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่เสียงของคนชายขอบที่สุดไปจนถึงทนายความและผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่แค่ทำงานของตนเท่านั้น

แต่ก็โชคดีว่าทุกคนสามารถอ่านข้อเขียนเต็ม ๆ ของบทบรรณาธิการนี้ได้ เพราะไม่มีรัฐบาลเผด็จการที่ไหนมาสั่งปิด โชคดีจริง ๆ ที่ทุกคนได้รับรู้ถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพวกกองทัพที่กำลังยิ้มร่าไปกับนักเรียนอ็อกฟอร์ตที่มาเป็นนายกฯ โดยไม่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะไม่มีใครเลยที่ส่งข้อความข่มขู่ทนายของเขาและให้ที่อยู่ของพวกเขากับพวกกลุ่มเสียบประจาน จากที่เคยทำงานในรัสเซีย ไนจีเรีย และ เวเนซุเอลลามาแล้ว ผมก็ยังไม่เคยเห็นอะไรที่หยาบช้าเท่านี้มาก่อนเลย

ปัญหาก็คือ พอรัฐบาลเผด็จการทหารควบคุมสื่อและใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามแล้ว พวกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ก็เริ่มสูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่างความจริงที่แท้และสิ่งที่ดูสมจริงอย่างมาก (Hyperreality) [2] พวกเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาเมื่อกรณ์ จาติกวาณิช คนเดียวกับที่เคยปฏิเสธมาตรฐานประชาธิปไตยแบบตะวันตก บอกว่า "ต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน คือการที่กองกำลังติดอาวุธของเสื้อแดงจงใจยิงพวกเดียวกันเองเพื่อใส่ร้ายรัฐบาล" พูดอีกอย่างหนึ่งคือ พวกเราถูกชวนเชื่อว่าเสื้อแดงยิงพวกเดียวกันเอง

ถ้าหากพวกชนชั้นนำกองทัพเชื่อคำโกหกเหล่านี้จริง ๆ พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมอย่างมากในการปกป้องปฏิบัติการของตนเองก่อนจะมีการสืบสวนอย่างอิสระเกิดขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะคืนความน่าเชื่อถือให้ตัวเองได้อย่างไร เมื่อมีการพบเจอหลักฐานจากการปฏิบัติการของพวกเขา

เชิงอรรถ
[1] มาจากประโยค ....Furthermore, Thaksin's hiring of a lawyer (or a team of lawyers) to gather evidence to support his own case is one thing. Even the most evil person has that right....

"...นอกจากนี้แล้ว ทักษิณ ยังได้จ้างทีมทนายเพื่อเก็บหลักฐานสนับสนุนคดีของตัวเขาเอง แม้แต่คนที่ชั่วร้ายที่สุดก็มีสิทธิ์นั้น..."

[2] คำว่า Hyperreality (ไม่มีศัพท์เฉพาะในภาษาไทย) มาจากแนวคิดสัญวิทยาและปรัชญาหลังสมัยใหม่ อธิบายถึงการที่จิตสำนึกของคนเราอยู่ในสภาพไม่สามารถแยกแยะโลกความจริงกับโลกแฟนตาซีได้ โดยเฉพาะในภาวะหลังสมัยใหม่ คำว่า Hyperreality จึงหมายถึงวิธีการที่จิตสำนึกของเราเป็นผู้ให้ความหมายว่าอะไรคือ "ความจริง" ภายในโลกที่มีสื่อมากมายหลายระดับคอยดัดแปลงรูปร่างและกลั่นกรองเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

Jean Baudrillard นักคิดคนสำคัญของแนวคิดนี้ให้ความหมายของ Hyperreality ไว้ว่า "เป็นการจำลองบางสิ่ง ที่ไม่เคยมีอยู่จริง"

5 มิถุนายน 2553

TIME-BBCตีข่าวทั่วโลกเสื้อแดงถูกบีบลงใต้ดิน เตือนระวังซ้ำรอยจังหวัดชายแดนภาคใต้


สู่สายตาโลก-ขณะที่สื่อกระแสหลักของไทยพากันรายงานความสูญเสียตึกที่ถูกเผา และความเดือดร้อนของผู้ค้าที่ถูกเพลิงไหม้ห้าง แต่ละเลยเพิกเฉยต่อการที่เสื้อแดงตายมากกว่า80ศพ บาดเจ็บ1,900คน สื่อระดับโลกอย่างนิตยสารTIME และBBCได้แสดงให้เห็นว่า"มืออาชีพ"นั้นต้องทำงานแบบไหน โดย2สื่อมวลชนที่ทรงอิทธิพลของโลกได้เดินทางลงไปทำข่าวที่หมู่บ้านชนบทภาคอีสาน แล้วรายงานความจริงออกไปสู่สายตาของคนทั่วโลก พร้อมได้เตือนว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลงใต้ดินต่อต้านรัฐบาลด้วยอาวุธแบบเดียวกับชายแดนภาคใต้ เพราะมีปัญหาคล้ายกันคือเรื่องเศรษฐกิจ กับความแตกต่างทางเชื้อชาติ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา นิตยสารTIME และสำนักข่าวBBC
5 มิถุนายน 2553

นิตยสารTIME ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2553 รายงานข่าวเรื่องชูธงแดงในประเทศไทย เขียนโดยฮันนาห์ บีซ รายงานจากจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย ดังต่อไปนี้


ระหว่างปั้นข้าวเหนียวเปิบลงไปในจานส้มตำรสจัด หญิงเสื้อแดงคนนี้พยายามฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่ใช่เพราะความเผ็ดจากพริกของอาหารอีสานที่ทำให้เธอน้ำตาไหล "ฉันกำลังรันทดใจกับเพื่อนผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกรัฐบาลฆ่าเหมือนผักเหมือนปลา"หญิงอายุ50ปีที่มีภูมิลำเนาอยู่อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคามกล่าว

ทั้งนี้เกิดสมรภูมิเผชิญหน้ากันนาน6สัปดาห์ในกรุงเทพฯระหว่างกลุ่มผู้เดินขบวนประท้วงเสื้อแดงกับกองกำลังรักษาความมั่นคงฝ่ายรัฐบาล อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 85 ศพ ซึ่งนับเป็นความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดของไทยในระยะหลายทศวรรษ"คอยดูเถอะ"เธอพูดแสดงท่าทีเป็นการกล่วเตือนด้วยกริยาเอียงอาย"ประชาชนกำลังจะลงใต้ดินและต่อสู้ด้วยอาวุธ นี่จะเป็นการเริ่มต้นของสงครามที่ยืดเยื้อ"

เมื่อวันที่19พฤษภาคม ทหารของรัฐบาลเปิดศึกสุดท้าย กำหนดเป็นเส้นตายที่จะเคลียร์ผู้ประท้วงออกไปจากแคมป์จัดการการชุมนุมในย่านใจกลางกรุงเทพฯ แกนนำเสื้อแดงยอมจำนนทั้งน้ำตาต่อผู้กุมอำนาจรัฐ แต่ที่อีสานภูมิภาคที่มีการต่อต้านรัฐบาลอย่างกว้างขวาง ภูมิภาคที่สนับสนุนฝ่ายประท้วงอย่างเร่าร้อนที่สุด ไม่มีการยกธงขาวยอมแพ้ ความโกรธเกรี้ยวและคุคั่งเป็นคลื่นอารมณ์ในยามนี้

การยอมรับข้ออ้างของรัฐบาลว่าเพื่อสร้างการประนีประนอมกันภายในชาติก็เปรียบเสมือนกับอาหารที่ขาดรสชาติของพริก ในตัวเมืองขอนแก่น ป้ายบนถนนสายหลักที่มีรูปของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในชุดฟอร์มแบบที่หมอใส่ก็ยิ่งย้ำบอกว่าเขาเป็นพวกอำมาตย์อภิสิทธิ์ชนในสายตาของคนอีสาน"ผมเกรงว่าอีสานจะกลายเป็นฐานในการเคลื่อนไหวใต้ดินต่อต้านอำนาจรัฐ"สุทิน คลังแสง อดีตส.ส. "ประชาชนเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเราต้องเตรียมการรับมือกับการก่อการร้าย"
(ดู TIME's video "Bangkok Before the Surrender: Inside the Red Camps.")

ดินแดนแห่งรอยยิ้มได้เปลี่ยนเป็นประเทศแห่งความเกลียดชังไปได้อย่างไร? ไทยเป็นประเทศที่มักโอ้อวดว่าเป็นเพียงประเทศเดียวที่รอดพ้นไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตกในยุคล่าเมืองขึ้น

ทว่าการลุกฮือต่อสู้ก็เป็นรอยด่างให้กับประเทศไทยมาหลายศตวรรษท ซึ่งก็รวมทั้งเหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น ช่วงไม่กี่ปีมานี้จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อสายมาเลย์และนับถือศาสนาอิสลามก็เกิดการจลาจลขึ้นเป็นเหตุให้มีผู้ถูกสังหารไปแล้วมากกว่า 4,000 ศพ

ส่วนอีสาน มีเชื้อสายลาวเป็นหลัก และมีประชากรมากเป็น1ใน3ของประชากรทั้งประเทศ ภูมิภาคนี้เคยเป็นฐานที่มั่นของกองโจรคอมมิวนิสต์ในระหว่างช่วงทศวรรษ1960และทศวรรษ1970

ทั้งสองภูมิภาคอยู่ในเขตที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย"ทั้งการถูกละเลยที่จะได้ประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และมีความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะมีประเด็นเรื่องชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวด้วยอีก"เดวิด สเตร็คฟัสส์ นักวิชาการชาวอเมริกันที่มีฐานทำงานอยู่ในขอนแก่นกล่าว "อย่าเพิกเฉยว่าจะเป็นประเด็นคุกคามประเทศให้แยกออกเป็นส่วนๆ"

การต่อสู้ล่าสุดที่เกิดขึ้นในภาคอีสานเริ่มขึ้นในปี2549 เมื่อทหารทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐีโทรคมนาคมเชื้อสายจีน ผู้ที่เป็นเสมือนวีรบุรุษของคนยากทั้งในหมู่เกษตรกรชาวต่างจังหวัด และบรรดาผู้ใช้แรงงาน( ซึ่งทักษิณที่บัดนี้อยู่ต่างประเทศไม่ยินยอมถูกจำคุกในข้อกล่าวหาพัวพันการคอรัปชั่น)ได้เปิดตัวนโยบายประชานิยมที่เอาชนะใจผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่เป็นชาวบ้านในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งโครงการ 30 บาท(1ดอลลาร์)รักษาทุกโรคและโครงการปล่อยสินเชื่อสู่ชนบท โดยผู้ออกเสียงเหล่านี้มักมองข้ามข้อครหาเรื่องคอรัปชั่นและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในยุคทักษิณเป็นรัฐบาล

(See pictures of the showdown in Bangkok.)
เมื่อทักษิณถูกกองทัพโค่นล้มหลังจากการจัดประท้วงของคนเสื้อเหลือง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ แต่แล้วคนในภาคอีสานก็ช็อคเงียบประเทศด้วยการเทคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหารด้วยการเทคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคของทักษิณ เนื่องจากว่าผู้ออกเสียงในชนบทมีจำนวนมากกว่าพวกกรุงเทพฯหรือคนในเมือง ก็เลยทำให้พรรคทักษิณชนะ แต่ต่อมาในเดือนธันวาคม 2551ศาลก็ตัดสินสวนทางการเลือกตั้งของพวกเขาด้วยการยุบพรรคการเมืองนี้ โดยให้เหตุว่าเพราะมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทำให้อภิสิทธิ์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากอ๊อกฟอร์ดก้าวขึ้นสู่อำนาจผ่านทางกระบวนการรัฐสภา คนอีสานนับแสนๆก็เริ่มต้นใส่เสื้อแดงเพื่อประท้วงมานับแต่นั้น

ผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้น โดยเชื่อว่าประชาชนที่ศรัทธาทักษิณจะเอาชนะได้ เหมือนกับการเลือกตั้งหนที่ผ่านมา ทว่าการประท้วงนี้กลายเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเพราะมีการยกเรื่องอุดมคติอันสูงส่งของประชาธิปไตย ความเสมอภาค และความยุติธรรมเข้ามาผสมด้วย โดยพวกเขาเคลื่อนขบวนลงไปประท้วงยังกรุงเทพฯ ในชั้นเรียนเรื่องชนชั้นที่สอนกันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ผู้นำเสื้อแดงอาจส่งผู้ที่นิยมลัทธิมาร์กซ์ด้วยการบรรยายบนกระดาษเพื่อเปิดหูเปิดตาชาวนาแต่ก็ไม่เท่ากับว่าไปสัมผัสด้วยตาที่กรุงเทพฯเมื่อมาเห็นความมั่งคั่งของคนกรุง ห้างสรรพสินค้าอร่ามไปด้วยเพชรพลอย ผู้หญิงที่โบ๊ะครีมผิวขาว --และกังขาว่าทำไมสิ่งมหัศจรรยย์พรรค์นี้เกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าถึงมันได้

สำหรับชาวกรุง--บางคนที่กล่าวหาว่าชาวอีสานเป็น"ควาย"อพยพเข้ามาเมืองหลวงก็เพียงเพื่อจะทำงานเป็นคนรับใช้,พวกขายของเร่ หรือโสเภณี--องค์การคนเสื้อแดงมีวินัยลับว่าเป็นเป้าหมายอันตราย หากคนต่างจังหวัดปรับเปลี่ยนไปเป็นขบวนการใต้ดิน ชนชั้นนำในกรุงเทพฯจะพบความจริงอันน่าตกใจ โดยในเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคมในชั่วโมงที่พวกเขาถูกสลายการชุมนุม โดยรู้สึกโดนหักหลัง ได้มีการเผาตึกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่สุด ธนาคารกรุงเทพหลายแห่ง และนับแต่นั้นมาโรงเรีบนหลายแห่งและอาคารอื่นๆได้ถูกทำลายไปทั่วประเทศ รวมถึงระเบิดเวลาในตอนกลางคืน ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงถูกจับกุมโดยไม่ให้ประกันตัวไม่มีใครรู้ว่าใครคือผู้กำกับการก่อความรุนแรง"รัฐบาลบีบบังคับพวกเราให้จนตรอกและหันมาจับปืน"สะอาด เกษตรกรปลูกข้าวและมันสำปะหลัง ซึ่งเข้าร่วมประท้วงที่กรุงเทพฯรายหนึ่งกล่าว"แผ่นดินจะร้อนเป็นไฟ"
(See pictures of the violent end to the standoff in Bangkok.)

ก็อาจเป็นไปไดว่าวาทกรรมอันร้อนแรงของชาวอีสานอาจคลายความคุกรุ่นลง ภายหลังการทำพิธีศพเสื้อแดงรายสุดท้ายที่ถูกสังหาร และชาวนาเริ่มกลับสู่ท้องทุ่งนาอีกหนเมื่อฤดูฝนเยี่ยมกรายมาถึง แต่ที่กรุงเทพฯนั้น--เสมือนว่าเป็นทั้งหมดของประเทศ--ความขนขื่นแยกแยกระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง"ความแยกแยกมีไปทั่วทั้งสังคม ทั้งในชุมชน ครอบครัว ที่ทำงาน และแม้กระทั่งสถานที่ราชการ"ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สุขุมพันธุ์ บริพัตร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ลูกพรรคของอภิสิทธิ์กล่าว"คุณไม่สามารถที่จะจ่ายสำหรับค่าเสียหายทางจิตวิทยาที่ถูกกระทำลงไปได้"

วันที่23พฤษภาคม ก็มีสิ่งหนึ่งที่พอจะแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี ชาวกรุงเทพฯนับพันทั้งจนและรวยพากันขัดพื้นถนนบริเวณที่เคยเป็นที่ประท้วงนานหลายสัปดาห์ สุคัคกุล อรุณชัย เจ้าของร้านDVDในห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ที่โดนเผามในการจลจลกล่าวว่า"ผมสูญเสียทุกอย่างไปในกองไฟ"เขากล่าว"แต่ผมก็อยากช่วยเยียวยาสังคม และการมาช่วยขัดถูท้องถนนก็เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมสามารถทำได้"


ขณะที่คนเสื้อแดงโศรกเศร้ากับการเสียชีวิตของผู้ประท้วง ชาวกรุงเทพฯจำนวนมากก็พากันโศรกเศร้ากับการเผาห้างสรรพสินค้า มีเฟซบุ๊คอันหนึ่งเรียกว่า"RIP CentralWorld"(ไว้ทุกข์ให้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์)โดยมีแฟนมากมายหลายพันสมาชิก--ความโศรกสลดต่อการสังหารของเสื้อแดงในสัปดาห์แห่งการต่อสู้ดูจะไม่ปรากฎจนดูผิดปกติ แล้วเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม รัฐบาลก็ตัดสินใจดำเนินคดีออกหมายจับต่อทักษิณในคดีก่อการร้าย--อาชญากรรมที่มีโทษฐานถึงประหารชีวิต--ดูเหมือนว่าจะเติมความโกรธให้กับคนเสื้อแดงหนักยิ่งขึ้น เสื้อแดงที่ยังยืนกรานว่าไม่มีอะไรอย่างอื่น นอกเสียจากรัฐบาลต้องลาออกไปทันที จึงจะพอระงับความไม่พอใจของพวกเขาลงได้

การแสดงท่าทีต่อเสื้อแดงหนล่าสุดของอภิสิทธิ์ก็คือคำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน แลกกับการยกเลิกการชุมนุมในกรุงเทพฯ แต่เมื่อเสื้อแดงปฏิเสธ ข้อเสนอดังกล่าวก็เป็นอันเลิกไป และตอนนี้อภิสิทธิ์บอกว่าเขามีหน้าที่นำความสสงบกลับสู่ประเทศไทย ซึ่งคงไม่ได้เกิดขึ้นเร็วนัก

"ในอนาคตจะเป็นอันตรายมากสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะมาหาเสียงในภาคอีสาน"อดีตส.ส.สุทิน คลังแสง ซึ่งมีบ้านพักที่ขอนแก่นกล่าว"ความปลอดภัยของพวกเขาไม่สามารถที่จะรับประกัน" แม้แต่ผู้ที่อยู่อาศัยในอีสานที่มีจุดยืนกลางๆอย่างเจริญรักษ์ เพชรประดับ ซึ่งเป็นบรรณาธิการของหนังสืออีสานบิซวีคก็ยังมองไม่เห็นสะพานเชื่อมระหว่างสองฝ่าย"ผมไม่พบพื้นที่กลางๆเลย"เขากล่าว"มันไร้ความหวัง"

ตามประเพณีที่เคยเป็นมา พื้นที่ต่างจังหวัดของประเทศไทยมักจะมีการจุดไฟในหน้าหนาวเพื่อปรับพื้นนา แต่เวลานี้เกรงว่ามันอาจเผาไหม้ตลอดปี

000000000000



บีบีซีเดินทางไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน "แดงอุดร" ชี้ผู้ชุมนุมรู้สึกขมขื่นและสับสน แต่ยังยืนยันพร้อมสู้ต่อ


มติชนออนไลน์รายงานว่า ราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปทำรายงานข่าวที่มีชื่อเรื่องว่า Thailand's red-shirts still reeling after protests (กลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศไทยยังคงเคว้งคว้างภายหลังการชุมนุมประท้วง) ที่จังหวัดอุดรธานี

รายงานดังกล่าวมีเนื้อหาโดยสังเขปว่า แม้ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครจะได้รับการฟื้นฟูแล้วภายหลังการชุมนุมอันต่อเนื่องยาวนานของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย กลุ่มคนเสื้อแดงกลับยังคงดำรงอยู่อย่างเคว้งคว้าง

ชาวบ้านที่ฮาร์วีย์เดินทางไปสัมภาษณ์มีชื่อว่า "ทองศรี" (Tongsri) และ "ประจบ" (Prachob) เธอเจอพวกเขาครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ขณะที่ทั้งคู่กำลังเตรียมตัวเดินทางมาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ จากนั้นฮาร์วีย์ได้พบกับทั้งสองคนอีกครั้งหนึ่งในสถานที่ชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์

ทองศรีและประจบอยู่ที่กทม.จนถึงช่วงยุติการชุมนุม พวกเขาได้เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์สงครามกลางเมือง ซึ่งมีกระสุนปืนจากฝ่ายทหารถูกยิงไปยังกลุ่มคนเสื้อแดง

หลังจากเดินทางกลับถึงบ้านที่จังหวัดอุดรธานีด้วยความปลอดภัย ทั้งคู่ก็รู้สึกว่าตนเองต้องพยายามต่อสู้อย่างหนักที่จะให้คำอธิบายต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ในขณะที่พายุฝนในหน้ามรสุมกำลังซัดกระหน่ำเข้าใส่หลังคาบ้านอันประกอบไปด้วยสองห้องของพวกเขา ทองศรีและประจบนั่งอยู่บนพื้นคอนกรีตด้านล่างที่รายล้อมไปด้วยเสื้อแดงจำนวนมาก ผ้าคาดหัวสีแดง และธงแดง ซึ่งเป็นเครื่องแบบที่กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลชุดปัจจุบันรักและหวงแหนเป็นอย่างยิ่ง

"ทำไมมันจึงยากเย็นนักกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง?" "อะไรเกิดขึ้นกับประเทศไทย?" ทองศรีถามฮาร์วีย์ ด้วยสีหน้าที่ผสมปนเปกันระหว่างความขมขื่นและความสับสนงุนงง ก่อนจะกล่าวว่า "ฉันรับไม่ได้ที่พวกเขาใช้ทหารออกมาเข่นฆ่าประชาชน"

ในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากข่าวการใช้กองกำลังทหารปฎิบัติการยึดพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์แพร่กระจายออกไป กลุ่มคนเสื้อแดงในอุดรธานีก็ได้ระบายความไม่พอใจทั้งหมดลงไปที่สัญลักษณ์ของอำนาจแห่งรัฐบาลซึ่งปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดที่สุดในจังหวัดแห่งนี้ นั่นคือ ศาลากลางจังหวัด ที่ถูกเผาไหม้เสียหายในเวลาต่อมา

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าความรุนแรง ณ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้นโดยไตร่ตรองเอาไว้ก่อน หรือเกิดขึ้นเองโดยสัญชาตญาณอย่างฉับพลันทันใด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังอย่างแท้จริงที่ดำรงอยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงดังกล่าว

"พวกเขาเก็บกักอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ไว้มาเนิ่นนานหลายปี" วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีกล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซีและว่า "จังหวัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเสื้อแดง จึงต้องใช้เวลาอีกนานในการจัดการกับขบวนการดังกล่าว"

ย้อนหลังกลับไปในเดือนมีนาคม คนเสื้อแดงที่อุดรธานีต่างรู้สึกกระตือรือร้น และเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ในปัจจุบัน แม้แต่ศูนย์กลางชุมชนที่ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมของบริจาคให้แก่คนเสื้อแดง รวมทั้งเป็นที่ประชุมวางแผนในการเคลื่อนไหว ก็แทบจะถูกทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า

รูปภาพของฝูงชนเสื้อแดงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มยังคงถูกติดไว้ที่ฝาผนังห้องของศูนย์กลางชุมชนดังกล่าว หลายรูปเป็นภาพของประธานชมรมคนรักอุดรฯ "ขวัญชัย ไพรพนา" ที่กำลังถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะเดียวกัน ประตูของสถานีวิทยุท้องถิ่นก็ถูกปิดตาย ด้วยคำสั่งของรัฐบาลภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

มีผู้หวาดกลัวว่าเมื่อปราศจากที่นัดพบปะกันอย่างเปิดเผยเป็นทางการแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงจะตัดสินใจ "ลงใต้ดิน" และดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองอย่าง "ถอนรากถอนโคน" มากยิ่งขึ้น

แม้รัฐบาลได้ประกาศว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ตนเองนิยามว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เพียงเท่านั้น และจะดำเนินการเจรจากับกลุ่มผู้ประท้วงที่รักสันติ ซึ่งมีเรื่องราวอึดอัดคับข้องใจอย่างแท้จริง ตามโรดแมปแผนปรองดองแห่งชาติ

ทว่าในความเห็นของฮาร์วีย์ หากหวังจะให้โรดแมปดังกล่าวเดินทางไปสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จ รัฐบาลก็ต้องพยายามโน้มน้าวใจชาวบ้านอย่างทองศรีและประจบให้ได้เสียก่อน

ย้อนกลับไปยังที่ดินส่วนตัวขนาดเล็ก ๆ ของทองศรีและประจบ ประจบกำลังเล่นดนตรีพื้นบ้านให้ฮาร์วีย์ได้รับฟัง ด้วยพิณสองสายซึ่งเขาประดิษฐ์ขึ้นเอง

บางครั้ง ชาวกรุงเทพฯก็ดูถูกเยาะเย้ยเพลงชนิดนี้ว่าเป็น "ดนตรีของคนบ้านนอก" แน่นอนนี่เป็นอีกหนึ่งความอึดอัดคับข้องใจที่ชาวบ้านแถวภาคอีสานรู้สึก

ทองศรี:If there's another red-shirt rally I'll go - I can't stop now


"ฉันพร้อมที่จะต่อสู้อีกครั้ง" ทองศรีกล่าวขณะกำลังกำจัดวัชพืชบนที่ดินของตนเอง "ถ้ามีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้ง ฉันก็จะไปเข้าร่วม ฉันไม่สามารถหยุดยั้งการต่อสู้ของตนเองเอาไว้ได้ในตอนนี้"

ฮาร์วีย์สรุปปิดท้ายรายงานข่าวของเธอว่า ความแตกแยกร้าวลึกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งถูกเปิดเผยออกมาผ่านความโหดร้ายรุนแรงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนโดยกลุ่มผู้ประท้วงที่มีความรู้สึกขมขื่นนั้น ยังคงดำรงอยู่อย่างห่างไกลจากสภาวะที่จะได้รับการรักษาเยียวยา