3 พฤศจิกายน 2554
สื่อกำลัง"จมน้ำ"
โดย ผศ.รุจน์ โกมลบุตร คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา มติชนรายวัน
น้ำท่วมคราวนี้ได้เห็น "ฝีมือ" ของสื่อมวลชนหลายแห่ง แต่ก็เป็นโอกาสเห็นบทบาท "แปลก" ของสื่อมวชนเช่นกัน
ประการแรก เราได้เห็นคนทำงานสื่อหลายคนขอบคุณบุคคล หรือหน่วยงานที่ได้ให้ความช่วยเหลือสื่อให้พ้นจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหากพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า เป็นการช่วยเหลือ "เฉพาะบุคคล"
ไม่ใช่การช่วยเหลือ "สาธารณะ" เช่น คนทำงานสื่อขอบคุณหน่วยงาน ก.ที่ช่วยเหลือเอากระสอบทรายไปกันน้ำที่บ้านส่วนตัวของสื่อ
คำถามคือ หากบุคคลที่หน่วยงานเข้าไปช่วยเป็น "ชาวบ้านธรรมดา" ไม่ใช่ "สื่อ" จะได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว หรือมีประสิทธิภาพมากเท่านี้หรือไม่ เพียงใด
ที่น่าสนใจคือ คนทำงานสื่ออาจไม่รู้ว่ากำลังสุ่มเสี่ยงต่อการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อยังประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ
คนทำงานสื่อ (ที่ดี) นั่นถูกฝึกมาว่าต้องถือประโยชน์สาธารณะ ละเว้นอภิสิทธิ์หรือประโยชน์ส่วนตัวเสมอ
(เว้นแต่สื่อจะได้รับอภิสิทธิ์ก็ต่อเมื่อกำลังทำหน้าที่ "แทน" สาธารณะ เช่น ได้ผ่านเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เพื่อสัมภาษณ์นักการเมือง ฯลฯ)
ประการถัดมาคือ การทำหน้าที่ของสื่อในการระดม และบริหารจัดการของบริจาคให้แก่ผู้ประสบภัย
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในภาวะวิกฤต ใครช่วยอะไรได้ก็ต้องทำ รวมทั้งการลงมือลงแรงของสื่อในเรื่องของบริจาค เพราะความโกลาหลและรุนแรงของเหตุการณ์
ดังนั้นเราจึงได้เห็นสื่อประชาสัมพันธ์ตัวเองในการระดมของบริจาค และประชาสัมพันธ์ตัวเองในการกระจายของบริจาคไปยังผู้ประสบภัย
คำถามคือ ในการทำงานประชาสัมพันธ์ "เชิงรุก" ดังกล่าวนั้น สื่อได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารเรื่อน้ำท่วมแก่ประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของสื่อได้ดีเพียงพอหรือยัง
เช่น เวลาสื่อรายงานข่าว มวลน้ำขนาดใหญ่กำลังหลากลงมาถึงแม่น้ำสายนั้น คลองสายนี้ ประตูน้ำบานโน้น..
คิดว่าประชาชนทั่วไปเข้าใจหรือรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด และข้อมูลเหล่านั้นช่วยให้ประชาชนประเมินโอกาสเสี่ยงได้แม่นยำเพียงใด
จะดีกว่าไหม หากสื่อนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปทำหน้าที่ด้านข้อมูลข่าวสารตามภารกิจ "การสื่อสาร" ของตัวเอง
หรือหากสื่อยังสนใจจะช่วยเรื่องการบริจาคก็น่าจะนำเสนอในเชิงข้อมูล เช่น พื้นที่ไหนได้รับของบริจาคซ้ำซาก หรือพื้นที่ไหนของบริจาคยังไปไม่ถึง ฯลฯ
ประการที่สาม คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ข้อมูลข่าวสารเรื่องวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้สับสนวุ่นวายจริง ๆ ข้อมูลส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง "การวิเคราะห์" ของนักวิเคราะห์ที่มีข้อมูลน้ำ และวิธีการวิเคราะห์ที่ต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่ยอมได้รับผลการวิเคราะห์ที่ต่างกัน
ในด้านนี้จึงเป็นหน้าที่ของสื่อใช่หรือไม่ ในการย่อยการวิเคราะห์อันยุ่งยากเหล่านั้นให้เป็นเรื่องง่าย ชี้ให้เห็นว่านักวิเคราะห์แต่ละคน
หรือแต่ละสำนักมีการวิเคราะห์ต่างกันอย่างไร เพราะอะไร แล้วทิ้งให้ประชาชนได้ติดต่อเพื่อประเมินว่าประชาชนควรจะเชื่อถือใคร อย่างไร
และจะตัดสินใจดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร
ต้องยอมรับว่าการช่วยย่อยข้อมูลเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ในเมื่อมีอาชีพเป็น "สื่อมวลชน" ก็ย่อมหลีกเลี่ยงภาระนี้ไม่ได้
ประการสุดท้าย คือ ภารกิจของสื่อในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล หากรัฐบาลทำดีก็ต้องชื่นชมให้กำลังใจด้วยความสุจริต หากรัฐบาลออกนอกลู่นอกทางก็ต้องท้วงติงชี้แนะโดยคำนึงถึงประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก
แต่ในช่วงน้ำท่วม เรายังเห็นสื่อ "เลือกข้าง" ตามความเสน่ห์หา
ข้างหนึ่ง ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ดีไปหมด หรือหากรัฐบาลทำไม่ดีจนยากจะปฏิบัติ เช่น การแถลงข่าวการอพยพที่สับสน หรือการปล่อยให้ของบริจาคจำนวนมากจมน้ำที่ดอนเมือง ฯลฯ สื่อสารนี้ก็จะคอยหา "คำอธิบาย" มากลบเกลื่อนให้เสร็จสรรพ
อีกข้างหนึ่ง ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็มืดไปหมดนายกฯ น้ำตาคลอ ก็ถูกตีความว่าอ่อนหัดอ่อนแอ
กรณีสื่อเลือกข้างนี้ เป็นผลพวกควบคู่มาจาก "การเมืองเรืองสี"
ใช่หรือไม่ว่า โดยหลักการแล้ว เราควรประเมินคนจาก "เจตนา-พฤติกรรม" ว่าขอบหรือมิชอบ มากกว่าจะมองว่า "ใคร" เป็นคนทำ
มิฉะนั้นแล้ว อคติก็จะบังตา มันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สื่อจำนวนไม่น้อยกำลังใช้วิธีประเมินจาก "ใคร" ทำ มากกว่าประเมินจาก"สิ่งที่ทำ"
เราจึงได้เห็นสื่อกลุ่มหนึ่งที่ชมรัฐบาลเรื่อยเปื่อย และอีกกลุ่มที่ด่ารัฐบาลเรื่อยเจื้อย
ความน่าเชื่อถือของสื่อกำลังจมดิ่งลงไปพร้อมกับสายน้ำเชี่ยวกราก
++++++++
