29 กุมภาพันธ์ 2555

ลิ้มขื่นขำศาลจำคุก20ปี ที่ขำกว่าคือASTVปิดข่าวสนิท ลิ่วล้อครางเหมือนโลกจะล่มสลายก็ไม่ปา่น



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กุมภาพันธ์ 2555

ข่าวประหลาด สื่อเครือASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงของกลุ่มกดดันการเมืองปฏิกริยา่ล้าหลังขวาจัดพันธมิตรฯ ไม่ได้นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดพันธมิตรและนายใหญ่เครือผู้จัดการASTVถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี และให้ประกันตัวในวงเิงิน 10 ล้านบาทแต่อย่างใด จนกระทั่งเช้าวันนี้(29ก.พ.)

ตลอดเมื่อวานนี้ืที่ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ช่วงสายเมื่อศาลตัดสินจำคุกนายสนธิ 20 ปี สื่อแขนงต่างๆพากันนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนสนใจทั่วประเทศ แต่ไม่ปรากฎข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้ซักแอะ ตลอดจนช่วงบ่ายไปยันค่ำที่นายสนธิยื่นขอประกันตัวและได้ประกันตัว ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆอย่างคึกโครม ก็ไม่ปรากฎวี่แววข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้แต่นิดเดียว

จนถึงเช้าวันต่อมา ก็ยังไม่มีข่าวนี้ในสื่อกระบอกเสียงที่สนธิเป็นเจ้านายใหญ่เลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นในโลก เดชะบุญชาวพันธมิตรที่ประกาศจะเสพเฉพาะสื่อค่ายนี้ก็ไม่ถึงกับตกข่า่วซะทีเดียว เพราะยังมีกระโถนปากแตรอีกรายทำหน้าที่แทนในจังหวะนี้พอดี

ลิ่วล้อเผยพร้อมนอนคุก อ้างศาลให้ประกันเพราะไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ลิ่วล้อใกล้ชิดนายใหญ่พันธมิตรและนายใหญ่ค่ายผู้จัดการ ยืนประกบเจ้านายแจด้านหลังตอนไปศาลวานนี้

มีเพียงการโพสต์ลงบนเฟซบุ๊คของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรและคนใกล้ชิดนายสนธิเท่านั้นที่ให้ร่องรอยว่า ชาวพันธมิตรก็ได้รับรู้ข่่าวนี้กับคนอื่นเขาเหมือนกััน แม้กระบอกเสียงASTVผุ้จัดการจะปิดปากสนิท

ผมได้มีโอกาสนั่งอยู่กับคุณสนธิในระหว่างรอการประกันตัว คุณสนธิดูนิ่งสงบ และเตรียมตัวที่จะนอนในเรือนจำโดยไม่สะทกสะท้าน คุณสนธิบอกว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเพราะมันแค่ "เปลี่ยนที่นอน"เท่านั้น และชีวิตก็ผ่านความตายที่ถูกยิงมากว่า 200 นัดมาแล้ว และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคุณสนธิสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวันอย่างต่อเนื่อง จึงพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ

นายปานเทพรายงานพร้อมกับกล่าวแก้ให้เจ้านายว่า หลังได้รู้คำพิพากษาของศาลอาญาในวันนี้แล้ว ในระหว่างการรอประกันตัวพวกเราได้คิดต่อว่าหากไม่ได้รับการประกันตัว ขบวนการที่แข็งแรงพอต่อกรกับระบอบทักษิณก็คงจะจบลงโดยทันที เพราะ ASTV มีรายได้หลักจาการหาเงินโดยคุณสนธิเป็นหลักเดือนละ 20 ล้านบาท หากคุณสนธิต้องติดคุกและออกมาไม่ได้ ก็เชื่อได้ทันทีว่า ASTV คงต้องปิดตัวลง พนักงานหลายคนจำเป็นต้องแยกย้ายออกไปที่อื่น แม้แต่ขบวนการของพันธมิตรฯก็จะอ่อนแอลง ในขณะที่ภาคประชาชนกลุ่มอื่นๆก็ยังไม่แข็งแรง ดุลอำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่โดยทันที

คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ถูกดำเนินคดี M Group ที่ไปค้ำประกันบริษัทในเครือโดยที่ไม่แจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2538 แม้ว่าในเวลานั้นคุณสนธิ จะไม่ได้เป็นคนจัดการเรื่องเอกสารโดยตรง แต่เมื่อมีการลงนามจากคุณสนธิ คุณสนธิจึงกันกรรมการทุกคนออกจากปัญหานี้และรับเรื่องเอาไว้เอง เมื่อเข้่าสู่กระบวนการในชั้นศาลคุณสนธิจึงยอมรับสารภาพผิดเองในชั้นศาลเช่นเดียวกับกรรมการที่ลงนาม วันนี้ศาลตัดสินจำคุกคุณสนธิสูงสุด 20 ปี คุณสนธิก็ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ต่อในโทษที่ได้รับ และประกาศว่าพร้อมรับคำตัดสินท้ายสุดไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาระบบนิติรัฐให้ดำรงอยู่ต่อไป

เราได้คำนวณเงินที่คุณสนธิ ต้องหามาหล่อเลี้ยง ASTV เดือนละ 20 ล้านบาท ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคุณสนธิหาเงินลงกับ ASTV ไปแล้วประมาณเกือบ 2 พันล้านบาท (ทั้งขายทรัพย์สิน กู้ยืมเงิน) ทั้งๆที่สมัยหนึ่งนักการเมืองในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจพยายามจะเข้ามาช่วยเหลือแต่ขอให้เครือผู้จัดการหยุดโจมตี หรือสมัยรัฐบาลทักษิณมีความพยายามจะเข้ามาซื้อ ASTV แลกกับการหยุดโจมตีรัฐบาล แต่คุณสนธิกลับเลือกหนทางอย่างที่เป็นอยู่ แค่คิดเล่นๆว่าหากเพียงแค่คุณสนธิไม่มาทำ ASTV คุณสนธิคงจะเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งในประเทศไทย คดีต่างๆที่นักการเมืองเสนอตัวอาสาที่จะเคลียร์ให้ก็คงจบลง แต่คุณสนธิบอกว่าถ้าชีวิตเป็นเช่นนั้นคงมีแต่การมุ่งแสวงหาเงินตราและคงไม่ได้มีความสุขอะไร และสิ่งที่มีค่ากว่าสิ่งเหล่านั้นคือได้่เจอคนอย่างพวกเราที่เงินซื้อไม่ได้

วันนี้คุณสนธิได้รับอนุญาตจากศาลอาญาให้ประกันตัว เพราะไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี และแสดงออกในการเคารพกระบวนการยุติธรรมโดยตลอด คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จึงขอฝากขอบพระคุณเป็นอย่่งสูงสำหรับกำลังใจทุกท่านที่ส่งให้มา ณ โอกาสนี้ ด้วยครับ

"สนธิ" บอกหลุดขำ หลังศาลตัดสินจำคุก

Voicte TV รายงานโดยมีคลิปข่าวจากมติชนออนไลน์ประกอบว่า "สนธิ ลิ้มทองกุล" ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวต่อศาลอาญารัชดา ในคดีฐานผิดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหลักทรัพย์จำนวน 10 ล้านบาทการยื่นประกันตัวต่อศาลอาญา รัชดา ในคดีฐานผิดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีรับรองเอกสารในฐานะกรรมการบริษัทอันเป็นเท็จเพื่อให้บริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ไปกู้เงินกับธนาคารกรุงไทยฯจำนวน1,078 ล้านบาท ศาลสั่งจำคุก85ปีนายสนธิรับสารภาพและโทษสูงสุดในฐานความผิดดังกล่าวจำคุกไม่เกิน20ปี ว่า คดีความนี้เป็นคดีความที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2538 เป็นคดีความเรื่องของผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องการนำบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปค้ำประกันอีกบริษัทหนึ่ง คดีนี้ดำเนินคดีสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2539 กระทั่งถึงวันนี้(28 ก.พ.)

"ในการต่อสู้คดีนั้น ผมปฏิเสธที่จะต่อสู้คดี ผมยอมรับผิดจะไม่พูดเบื้องหลังว่าใครเป็นคนทำ เอาเป็นว่าผมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของไทย วันนี้เป็นวันที่พิสูจน์ชัดเจน ว่าผมพร้อมจะเดินเข้าศาล ผมโดนลงโทษทั้งหมดเบ็ดเสร็จ 85 ปี แล้วในที่สุดลดเหลือ 20 ปี เพราะว่าในกฎหมายไม่ให้เกิน 20 ปี ผมใช้สิทธิ์ของผมอุทธรณ์ ขอความเมตตาต่อศาลว่า คดีความผมไม่ใช่คดีความค้ายาเสพติด หรือไม่ใช่คดีความของการปล้นสดมภ์ ฆ่าผู้คน เป็นคดีที่ผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ไม่มีโจทก์ร่วม ไม่มีผู้เสียหายมาฟ้องร่วม ในขั้นอุทธรณ์ต้องชี้ให้เห็นประเด็นหลักๆ หลายประเด็น แต่ประเด็นการอุทธรณ์กลับไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผม ประเด็นสำคัญสำหรับผมก็คือว่า ผมได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่าผมยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน"นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า ระหว่างที่ฟังคำพิพากษานั้น อดไม่ได้ที่จะขำ ขำตรงที่ว่าโดนตรงนู้นโดนตรงนี้ เอาให้ถึง 100 ปี เลยดีไหม

"ผมเป็นเพียงแต่ขำเท่านั้นเองว่าผมผิด พรบ.หลักทรัพย์ ผมโดนไป 80 ปี ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนที่ค้ายาเสพติด หรือไม่ได้ไปเผาบ้านเผาเมืองใคร แต่ไม่เป็นไร ในฐานะที่ผมรับสารภาพก่อนการสืบคดีสิ้นสุด ศาลสถิตยุติธรรมมีมติจะพิพากษาผมอย่างไร ผมยอมรับในมตินั้น ไม่ตัดพ้อต่อว่า เพราะผมต้องการทำให้ผมเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อผิดต้องยอมรับผิด และเมื่อต้องคดี ศาลพิพากษามา จะอย่างไรก็ตามที่ศาลพิพากษามาจะยอมรับหมดทุกเรื่อง ไม่มีข้อแม้ ไม่เคยที่จะต้องมาประท้วงศาลว่าไม่ยุติธรรม ผมเป็นคนที่เคารพศาลไทยมาตั้งแต่ต้น มาศาลผมก็มาผมไม่เคยหนีศาล ไม่เคยเลยแม้แต่นิดเดียว"นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า ต้องการทำตามหลักนิติรัฐให้คนเห็น ว่าถ้าคนยอมรับหลักนิติรัฐแล้ว ทุกอย่างแก้ปัญหาได้ เพราะว่าคดีนี้ยังมีอุทธรณ์และฎีกาต่อและเชื่อว่าในการอุทธรณ์นั้น จะมีผลที่ดีขึ้น หรือเลวลง หรือเท่าเดิม ก็ยอมรับ ถ้าไม่พอใจผลของศาลอุทธรณ์ จะฎีกาต่อไป ในที่สุดศาลฎีกามีผลอย่างไรก็ตาม จะยืดตัวเชิดหน้ายอมรับคำพิพากษาของศาล อย่างไม่ยี่หระ และยอมรับไปทุกกรณี

"วันนี้ออกมาแถลงข่าวเพื่อให้ทราบว่าผมเคารพในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยไม่เคยตีโพยตีพายไม่ว่าจะโดนคดีกี่คดีโดนสั่งจำคุกมาแล้วกี่คดี ไม่เคยตีโพยตีพาย ผมถือว่านี่คือที่พึ่งสุดท้ายของประเทศ แล้วถ้ากระบวนการยุติธรรมซึ่งคนไทยจะต้องพึ่ง แล้วคนไทยไม่เคารพกระบวนการของศาลยุติธรรม ประเทศไทยไปไม่รอด ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมต้องมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพร้อมให้ความยุติธรรมจริงๆ ด้วยความเมตตาธรรม ผมมีเพียงแค่นี้ครับ"แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวทิ้งท้าย

เปิดเส้นสนกลในคดีฉาวก่อนตัดสินจำคุกลิ้ม20ปี
แทนที่จะถูกลงโทษคดียึดสนามบิน สนธิกลับโดนคดีนี้ ความเป็นไปเป็นมาของคดีเป็นอย่างไร เดี๋ยวไปรู้จักเส้นทาง และเส้นสนกลไนของคดีนี้ อันนับเป็นจุดตายของสนธิลิ้มกันครับ

คดีนี้ สนธิ ลิ้ม (โกตั๊บ) ประมุขคนสำคัญของกลุ่มมวลชนขวาจัดเสื้อเหลือง ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาโทษตัดสินจำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา กับความผิดถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริต ลงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากรอวันถูกลบชื่อทิ้งในตลาดหลักทรัพย์

โกตั๊บ ตกเป็นจำเลยร่วมกับพวกอีก 3 คน ในคดีหมายเลขดำ อ.1036/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง ในความผิดในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กรณีระหว่างวันที่ 8-31 ตุลาคม39 โดยร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท

คดีนี้ เป็นคดีฉ้อโกงที่เกิดจากเมื่อครั้งโกตั๊บทำการฉ้อฉลโดยมีหลักฐานพร้อมเพรียง และก็รู้ดีว่า หมิ่นเหม่ที่จะถูกลงโทษอย่างยิ่ง จึงได้พยายามดิ้นรนซื้อเวลาเพื่อหาทางหลุดพ้นอย่างสุดฤทธิ์

โดยมีทนายคู่ใจคือสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นทนายคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองมาตลอดคอยแก้ต่างให้ ทั้งในการสืบพยาน และมีกระแสข่าวเรื่องล็อบบี้ทั้งบนโต๊ะ-ใต้โต๊ะให้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมถึงการใช้เพทุบายในการพิจารณาความในศาลอ้างเหตุเลื่อนยื้อมายาวนาน

จนกระทั่งล่าสุด ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าโกตั๊บ ได้ส่งทนายมาขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษา โดยอ้างว่าต้องเดินทางไปรักษาตัวด้วยวิธีฝังเข็มที่ประเทศจีน (จริงๆแล้ว ไม่ได้ไปรักษาตัว แต่ไปดูแลกิจการที่ซุกเอาไว้ในจีน หลังจากที่ล้มบนฟูก และฉ้อฉลเจ้าหนี้ไปจำนวนมาก เพราะไม่ต้องการใช้หนี้ และข่าวนินทาไล่หลังว่าพากิ๊กสาวคนใหม่ไปทัวร์จีนตามประสาคนวัยทองที่ยังมีไฟราคะ)

แต่ศาลเห็นว่าจำเลยเลื่อนฟังคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายสนธิ พร้อมนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 ก.พ. เวลา 09.00 น.

หลังจากถูกออกหมายจับ สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องจำยอม เข้ามอบตัวต่อศาล เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม โดยศาลมีคำสั่งปรับเงินนายสนธิจำนวน 4,000 บาท พร้อมกำชับให้ไปฟังคำพิพากษาตามวันที่นัดหมายด้วย

ก่อนเข้ามอบตัวต่อศาลหลังถูกออกหมายจับโกตั๊บ ยังออกลีลาดิ้นรนครั้งใหม่แบบเดิม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการโกหกคำโตชูการเมืองขึ้นมากลบเกลื่อนเสมอ โดยครั้งนี้ได้โทรศัพท์จากจีนมาปราศรัยกับแกนนำพันธมิตรที่สุมหัวกันอย่างเบาบางแบบแผ่นเสียงตกร่อง ในงานตรุษจีนปีใหม่ที่ลานสำนักงานASTVถนนพระอาทิตย์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม เรียกร้องให้กองทัพออกมายึดอำนาจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีอาญาดังกล่าว

คำพูดทางโทรศัพท์อันชาชินมายังพลพรรคที่สุมหัวกันอยู่
”...ผมเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะออกมาสู้ และสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่ประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด ผมเป็นคนแรกที่บอกว่าทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำพระเจ้าอยู่หัว และถ้าออกมาครั้งนี้ ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการให้แมลงสาปตีกินพวกเราอีก......"
ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเขาเจ้าเล่ห์มากพอที่รู้ดีว่าสื่อมวลชนไทยกระแสหลักนั้นโง่เง่า และหวาดกลัวอิทธิพลของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังเขามากเพียงใด

ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นแค่การดิ้นรนเอาตัวรอดของสุนัขที่จนตรอกเท่านั้น ไม่มีอะไรพิสดาร การพยายามจุดเชื้อไฟของผู้โหยหาการรัฐประหารเพื่อเสวยสุขจากอำนาจดิบ โดยอาศัยปมเงื่อนสำคัญ 2 เรื่อง คือ

1.สร้างเงื่อนไขเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

2. สร้างความหวาดระแวงเรื่องจะโดนปลดให้เกิดกับนายทหารที่กุมอำนาจอยู่ เป็นพฤติกรรมที่สิ้นมนต์ขลังไปนานแล้วเพราะมีคนรู้เท่าทันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การดิ้นรนของโกตั๊บเพื่อหลุดจากคดีอาญาที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำการยักยอกเงินหลายพันล้านไปใช้เพื่อสร้างความร่ำรวยผ่านความพินาศของกลุ่ม เอ็ม กรุ๊ป เมื่อครั้งฟองสบู่เศรษฐกิจ เป็นความพยายามทำให้คนไทยที่โง่เขลาและไร้เดียงสาลืมความผิดอันร้ายแรงที่เขาและพวกก่อขึ้นมาอย่างดื้อรั้นมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ผ่านวิชามารในการสร้างความเป็นจริงเทียมอย่างช่ำชอง

ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2539-2540 โดย สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท รวม 4 คน ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ( MGR) เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการ(ปัจจุบันแปลงร่างมาเป็นเอเอสทีวี) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 เพื่อ ค้ำประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัทเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ

เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป คือบริษัทส่วนตัวของโกตั๊บ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโฮลดิ้งของกลุ่มมีภารกิจลงทุนเพื่อสร้างอาณาจักรของ โกตั๊บทั้งในและต่างประเทศในวงเงินหลายพันล้านบาททั้งในธุรกิจสื่อ (Asia Inc, Asia Times, Buzz และ A&M) และโรงแรม โทรคมนาคม ทั้งในจีน ลาว เวียดนาม และไทยหลายโครงการซึ่งล้มเหลวทั้งหมด

โดยที่เมื่อถึงเวลาขาดสภาพคล่อง ก็ใช้วิศวกรรมการเงินเอาสินทรัพย์ของบริษัทในเครือมาค้ำประกันกันจ้าละหวั่นอย่างซับซ้อนเพื่อหลอกลวงเจ้าหนี้

เมื่อเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ใกล้จะล่มสลายโดยเริ่มผิดนัดชำระเงินกู้ โกตั๊บ ได้พยายามให้บริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีช่องทางระดมเงินได้สะดวกกว่าบริษัททั่วไปที่อยู่ในโครงข่ายของตนเอง เข้าไปค้ำประกันหนี้ของสถาบันการเงินอย่างสุดฤทธิ์ โดยการใช้ข้อความเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัท และตลาดหลักทรัพย์

แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถกอบกู้ได้ พร้อมกับเกิดปฏิบัติการ”ชักดาบ”ล้มบนฟูกของโกตั๊บ อันเป็นที่ทราบกันดีในวงการการเงินและธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน
จนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินที่ไหนๆได้อีก ยกเว้นแต่จะอาศัยสายสัมพันธ์ทางอำนาจการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลและที่มาของพฤติกรรมการเข้ามาเป็นประมุขของพันธมิตรฯเสื้อเหลืองจนถึงปัจจุบัน

กรณีอื้อฉาวนับจากวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 โดย ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษสุรเดช มุขยางกูร ลิ่วล้อคนสำคัญผู้นั่งบัญชาการในฐานะตัวแทนของโกตั๊บ ในวิศวกรรมการเงินหลายครั้งในช่วงฟองสบู่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน)
หรือIEC ที่โกตั๊บ และทักษิณ ชินวัตร ร่วมซื้อกันต่อมาจากกลุ่มปูนซีเมนต์ไทยที่ขายทิ้งออกมาเพื่อเอามาปั้นแต่งเข้าจดทะเบียนในตลาดทำกำไรหลายพันล้าน ก่อนที่จะแตกหักกับทักษิณในครั้งแรก (แล้วมาคืนดีกันหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อแตกหักกันต่อมาในปี 2548อีกครั้ง)

ในยุคนั้น สุรเดช กร่างถึงขนาดชมชอบแสดงท่าทีอหังการตามนายอย่างสามหาวไม่ผิดแผกกัน ถึงขนาดเล่ากันเป็นตำนานว่า เวลามีการเจรจาธุรกิจหรือประชุมบริษัท สุรเดชจะนั่งยกเท้าพาดขอบโต๊ะและสูบซิการ์ควันโขมง พร้อมกับสบถถ้อยคำถ่อยๆ แบบเดียวกับ"เจ้าพ่อตลาดหุ้น"กอร์ดอน เก็กโก้ ในภาพยนตร์เรื่อง วอลล์ สตรีท ของฮอลลีวูดทีเดียว

ก.ล.ต. กล่าวหาว่า กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่าที่ ประชุมคณะกรรมการของ IEC ได้อนุมัติให้ IEC เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปฯ ต่อธนาคารกรุงไทย ในนามของ IEC อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของ IEC ได้กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ IEC ก่อนระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ทำให้ IEC มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,198 ล้านบาท

ที่น่าสนใจ การกู้เงินรายนี้ของเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด มีบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วยอีกวงเงินหนึ่ง 1,078 ล้านบาท ลงนามโดยคน 4 คน รวมทั้งสุรเดช ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม โดยเรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งในการทำสัญญาประกันดังกล่าว

บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกัน

ในกรณีของ IEC นั้น การสอบสวนพบว่า เป็นการดำเนินงานของสุรเดช เพียงผู้เดียว โดยยอมรับว่า บริษัทไออีซีค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2539 เพราะบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางสุรเดช และตัดสินใจโดยพลการว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะเอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทใน เครือเดียวกัน

ในช่วงเวลานั้น ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น) และเป็นประธานกรรมการ IEC ซึ่งถนัดกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะกุนซือคนสำคัญของโกตั๊บมายาวนาน ในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการ IEC ไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ IEC ปลอมมติคณะกรรมการ

สุรเดช หายหน้าไปจากสังคม หลังจากที่ลาออกจากตำแหน่งใน IEC ก่อนที่จะโผล่มาอีกครั้งเป็นบางเวลา ในตำแหน่งที่ปรึกษาเครือสหวิริยา ในขณะที่การดำเนินคดีทั้งสองกรณี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างล่าช้า

(หมายเหตุ ต่อมา IEC ได้ถูกสนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ผ่องถ่ายขายกิจการต่อไปให้กับกลุ่มเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ไปดำเนินการต่อ และก็กลายเป็นซากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบันเช่นกัน)

จนกระทั่งวันที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาออกมาลงโทษในฐานะอาชญากรทางเศรษฐกิจล่าสุด

คำพิพากษาระบุว่าสุรเดช มีความผิดหลายมาตรานับแต่มาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษหลายฐานความผิด ได้แก่

(1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา 312(2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท

(2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล

(3) ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 307 311 ประกอบ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

ชะตากรรมของลิ่วล้อคนสำคัญอย่างสุรเดช ยังน้อยเกินไป เพราะกรณีของแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปนั้น สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ไม่สามารถดิ้นรนหนีข้อกล่าวหาไปได้

พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแทน ก.ล.ต. กล่าวหา สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ พร้อมกับ สุรเดช จำแลยคดี IEC เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เลขาหน้าห้องของสนธิ ที่กุมความลับและความริยำทุกอย่างไว้ในกำมือ และ ยุพิน จันทนา สมุหบัญชีคนเก่าแก่ ในฐานะกรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ( MGR) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540

การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้ อำนาจที่ตนได้รับมอบหมาย แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 และ 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268

หลังพนักงานอัยการ และ ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของโกตั๊บ และบริษัท เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ในคดีนี้ก็เงียบหายไปจากหน้าสื่ออย่างมีเจตนา นานกว่า 10 ปี แต่การดำเนินการในศาลอาญายังไม่จบสิ้น พร้อมกับความพยายามยืดเวลาการสืบพยานออกไปให้ล่าช้าที่สุ


โดยมีเรื่องการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองเข้ามากลบเกลื่อน โดยโผล่มาเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 มีข่าวเล็กๆระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยในเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โดยโกตั๊บ มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่า อยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ

การที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาทั้งปรับและจำคุกลิ่วล้ออย่างสุรเดชในคดีที่เชื่อมโยงกันถึง 5 ปี ต่อเนื่อง ถึงการที่สุรเดชยังเป็นจำเลยร่วมในคดีเดียวกับสนธิ ลิ้ม โกตั๊บด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องลุ้นระทึกอย่างหนัก เพื่อมิให้ คดีของตัวเองจะออกมาเช่นเดียวกับลิ่วล้อเก่าอย่างสุรเดช

หลายครั้งที่ต้องมาขึ้นศาลในคดีอาญาเรื่องนี้โกตั๊บ จะออกมาให้ข่าวหน้าศาลในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี โดยกล่าวถึงความชั่วช้าของทักษิณ ชินวัตร หรือ การปกป้องเขาพระวิหาร เพื่อเลี่ยงประเด็นให้สื่อนำไปพาดหัวข่าวใหญ่ กลบเกลื่นความชั่วที่ตนเองถูกกล่าวหาอย่างซ้ำซาก และที่น่าสนใจก็คือ มักจะได้ผลเสียด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ย่ามใจเสมอมา

คำพูดชี้ชวนให้ทหารออกมายึดอำนาจทำรัฐประหารครั้งล่าสุด จึงเป็นหมากตาจนที่งัดขึ้นมาใช้แก้ขัด ก่อนจะถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แต่คงจะไม่ใช่หมากเดียวในหน้าตักของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์โกตั๊บอย่างแน่นอน

เมื่อผลคำตัดสินของศาลออกมาฉะนี้แล้ว ก็อย่าได้คาดหวังมากนักว่า มวลชนเสื้อเหลืองจะตาสว่างเพิ่มขึ้นสักกี่คน