29 กุมภาพันธ์ 2555

24ชั่วโมงที่กระบอกเสียงลิ้มเงียบฉี่ข่าวคุก20ปี แสร้งว่าNOTHING HAPPENมันคือPROPAGANDAชนิดหนึ่ง



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กุมภาพันธ์ 2555

ข่าวประหลาด สื่อเครือASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงของกลุ่มกดดันการเมืองปฏิกริยา่ล้าหลังขวาจัดพันธมิตรฯ ไม่ได้นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดพันธมิตรและนายใหญ่เครือผู้จัดการASTVถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี และให้ประกันตัวในวงเิงิน 10 ล้านบาทแต่อย่างใด จนกระทั่งเวลา13.57 น.ของวันนี้(29ก.พ.)ค่อยนำเสนอข่าวพาดหัวเรื่องนี้

ตลอดเมื่อวานนี้ืที่ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ช่วงสายเมื่อศาลตัดสินจำคุกนายสนธิ 20 ปี สื่อแขนงต่างๆพากันนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนสนใจทั่วประเทศ แต่ไม่ปรากฎข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้ซักแอะ ตลอดจนช่วงบ่ายไปยันค่ำที่นายสนธิยื่นขอประกันตัวและได้ประกันตัว ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆอย่างคึกโครม ก็ไม่ปรากฎวี่แววข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้แต่นิดเดียว

จนถึงเช้าวันต่อมา ก็ยังไม่มีข่าวนี้ในสื่อกระบอกเสียงที่สนธิเป็นเจ้านายใหญ่เลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นในโลก เดชะบุญชาวพันธมิตรที่ประกาศจะเสพเฉพาะสื่อค่ายนี้ก็ไม่ถึงกับตกข่า่วซะทีเดียว เพราะยังมีกระโถนปากแตรอีกรายทำหน้าที่แทนในจังหวะนี้พอดี ผ่านทางเฟซบุ๊คของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

แต่สาวกของพันธมิตรพากันตามหาข่าวนี้กันระงม ในที่สุดเมื่อเวลา 13.57 น.วันนี้เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ ได้นำเสนอข่าวพาดหัวเรื่อง คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจ หลังศาลสั่งจำคุกกรณีผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

ผู้จัดการASTVไม่ได้บอกว่า ตกข่าว หรือทำแบบสื่อกระบอกเสียงของประเทศเผด็จการทั้งหลายที่มักปิดข่ืาวด้านลบของเจ้านายสูงสุดของตน แต่ขึ้นมาลอยๆ ดังต่อไปนี้
ASTVผู้จัดการ - “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจเคารพศาลและกระบวนการยุติธรรม ยอมรับความผิดหลังศาลสั่งจำคุกกรณีทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ยืนยันไม่เคยหนีแม้จะมีคำสั่งจำคุก 20 ปี เผยอุทธรณ์ขอความเมตตาต่อศาลต่อไป เพราะไม่ได้ “ค้ายา-ปล้นสะดม-เผาเมือง” ชี้ถ้าคนไทยไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมประเทศชาติไปไม่รอด

จากกรณีที่วานนี้ (28 ก.พ.) ศาลอาญารัชดา พิพากษาจำคุก 20 ปี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ จากกรณีการกระทำเมื่อครั้งเป็นกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในปี 2539 หลังศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวเมื่อช่วงเย็นวานนี้ นายสนธิได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยมีรายละเอียดดังนี้


“คดีความนี้เป็นคดีความที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2538 เป็นคดีความเรื่องของผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องของการเอาบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปค้ำประกันอีกบริษัทหนึ่ง คดีนี้ได้มีการดำเนินคดีมาสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2539 จนกระทั่งถึงวันนี้ ในการต่อสู้คดีนั้นผมปฏิเสธที่จะต่อสู้คดี ผมยอมรับผิด ผมจะไม่พูดเบื้องหลังว่าใครเป็นคนทำก็แล้วกัน เอาเป็นว่าผมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของไทย วันนี้เป็นวันที่พิสูจน์ชัดเจน ว่าผมพร้อมจะเดินเข้าศาล

ผมโดนลงโทษทั้งหมดเบ็ดเสร็จ 84 ปี (หัวเราะ) 84 ปี (ปานเทพ : 85 ปี) 85 ปี แล้วในที่สุดก็ลดเหลือ 20 ปี ก็เพราะว่าในกฎหมายไม่ให้เกิน 20 ปี ผมใช้สิทธิของผมในการอุทธรณ์เพื่อขอความเมตตาต่อศาลว่า คดีความผมไม่ใช่คดีความค้ายาเสพติดหรือไม่ใช่คดีความของการปล้นสะดม ฆ่าผู้คน เป็นคดีที่ผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ไม่มีโจทก์ร่วม ประเด็นสำคัญสำหรับผมก็คือว่า ผมได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่า ผมยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

ระหว่างที่ผมฟังคำพิพากษานั้น ผมอดไม่ได้ที่จะขำ ผมขำตรงที่ว่าโดนตรงโน้น โดนตรงนี้ ผมนึกในใจว่า เอ๊ะ! เอาให้ถึงร้อยปีเลยดีไหม ผมเป็นเพียงแต่ขำอย่างเดียวเท่านั้นเอง ว่าผมผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ผมโดนไป 80 ปี ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนที่ค้ายาเสพติด หรือไม่ได้ไปเผาบ้านเผาเมืองใคร แต่ไม่เป็นไร ในฐานะที่ผมรับสารภาพก่อนการสืบคดีสิ้นสุด ศาลสถิตยุติธรรมมีมติที่จะพิพากษาผมอย่างไร ผมก็ยอมรับในคำพิพากษานั้น ไม่ตัดพ้อต่อว่า เพราะผมต้องการทำให้ผมเป็นตัวอย่างให้เห็น ว่าเมื่อผิดต้องยอมรับผิด

และเมื่อต้องคดี ศาลพิพากษามาจะอย่างไรก็ตามที่ศาลพิพากษามา จะยอมรับหมดทุกเรื่อง ไม่มีข้อแม้ ไม่เคยที่จะต้องมาประท้วงศาลว่าศาลไทยไม่ยุติธรรม ไม่เคยที่จะมาตั้งกลุ่มชุมนุมติดป้ายด่าศาล ผมเป็นคนที่เคารพศาลไทยมาตั้งแต่ต้น มาศาลผมก็มา ผมไม่เคยหนีศาล ไม่เคยเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะผมต้องการทำตัวอย่างหลักนิติรัฐให้คนเห็น ว่าถ้าคนยอมรับหลักนิติรัฐแล้วทุกอย่างแก้ปัญหาได้ เพราะว่าคดีผมยังมีอุทธรณ์และฎีกาต่อ และผมก็เชื่อว่าในการอุทธรณ์ของผมนั้นจะมีผลที่ดีขึ้น หรือเลวลง หรือเท่าเดิม ผมก็ยอมรับ

ถ้าผมไม่พอใจผลของศาลอุทธรณ์ ผมก็จะฎีกาต่อไป ในที่สุดศาลฎีกามีผลอย่างไรก็ตาม ผมจะยืดตัวเชิดหน้ายอมรับคำพิพากษาของศาลอย่างไม่ยี่หระ และยอมรับไปทุกกรณี วันนี้ผมออกมาแถลงข่าวเพื่อให้ทราบว่า ผมเคารพในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ผมไม่เคยตีโพยตีพาย ไม่ว่าผมจะโดนคดีกี่คดี โดนสั่งจำคุกมาแล้วกี่คดี ผมไม่เคยตีโพยตีพาย ผมถือว่านี่คือที่พึ่งสุดท้ายของประเทศ
แล้วถ้ากระบวนการยุติธรรมซึ่งคนไทยจะต้องพึ่ง แล้วคนไทยไม่เคารพในกระบวนการยุติธรรม ประเทศชาติไปไหนไม่รอด ในขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมก็ต้องมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพร้อมที่จะให้ความยุติธรรมอย่างยุติธรรมจริงๆ ด้วยความเมตตาธรรมนะครับ ผมมีเพียงแค่นี่ล่ะครับ ขอบคุณมากครับ”

จากนั้นท้ายข่าวก็เปิดให้คนอ่านเขียนแสดงความเห็น แน่นอนว่าเป็นความเห็นที่สื่อค่ายนี้กรองมาแล้วว่าเชียร์นายสนธิเป็นวีรบุรุษทั้งนั้น อาทิเช่น


ความคิดเห็นที่ 42

ยังไงก็เชียร์ต่อไปครับเพราะ

1. คดีนี้ไม่ใช่การโกงประเทศ ขายชาติ
2. คดีนี้เกิดตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว เป็นไปได้ที่คนทำธุรกิจอาจจะมีการกระทำใดๆที่ผิดพลาดกันได้โดยสุดวิสัย หรือถ้าผิดจริงแต่กลับตัวกลับใจถ้าไม่ได้กระทำซ้ำๆเป็นนิสัยเหมือนคนที่หนีไปดูไบ

รีบๆมาสู้เร็วคับ

ส่วนใครเขียนวิจารณ์ แม้แต่ถามว่าทำไมเพิ่งมานำเสนอข่าว ก็ถูกกรองด้วยการลบเกลี้ยง

นี่คือสื่อกระบอกเสียงของพันธมิตร เลือกที่จะนำเสนอเฉพาะอยากที่ให้ผู้รับสื่ออยากรู้ ปิดข่าวที่เป็นด้านลบแก่ผู้นำของตนเอง เป็นสื่อประเภทที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในบางประเทศ เช่น เกาหลีเหนือ เป็นต้น เราเรียกว่าเป็นpropaganda หรือกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่สื่อสารมวลชน

เสียดายว่าเรื่องนี้มาเกิดในเมืองไทย สื่อสารพัดค่ายเลยนำเสนอไปหมดตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วว่า อะไรเป็นอะไร

เสียดายว่าหากอำนาจรัฐอยู่ในมือพันธมิตร ประเทศนี้ก็คงจะเพิ่งรู้ข่าวชั่วๆของสนธิลิ้มเอาก็เมื่อ 24 ชั่วโมงผ่านไป หรืออาจจะไม่เลย

ลิ้มขื่นขำศาลจำคุก20ปี ที่ขำกว่าคือASTVปิดข่าวสนิท ลิ่วล้อครางเหมือนโลกจะล่มสลายก็ไม่ปา่น



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กุมภาพันธ์ 2555

ข่าวประหลาด สื่อเครือASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงของกลุ่มกดดันการเมืองปฏิกริยา่ล้าหลังขวาจัดพันธมิตรฯ ไม่ได้นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดพันธมิตรและนายใหญ่เครือผู้จัดการASTVถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี และให้ประกันตัวในวงเิงิน 10 ล้านบาทแต่อย่างใด จนกระทั่งเช้าวันนี้(29ก.พ.)

ตลอดเมื่อวานนี้ืที่ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ช่วงสายเมื่อศาลตัดสินจำคุกนายสนธิ 20 ปี สื่อแขนงต่างๆพากันนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนสนใจทั่วประเทศ แต่ไม่ปรากฎข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้ซักแอะ ตลอดจนช่วงบ่ายไปยันค่ำที่นายสนธิยื่นขอประกันตัวและได้ประกันตัว ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆอย่างคึกโครม ก็ไม่ปรากฎวี่แววข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้แต่นิดเดียว

จนถึงเช้าวันต่อมา ก็ยังไม่มีข่าวนี้ในสื่อกระบอกเสียงที่สนธิเป็นเจ้านายใหญ่เลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นในโลก เดชะบุญชาวพันธมิตรที่ประกาศจะเสพเฉพาะสื่อค่ายนี้ก็ไม่ถึงกับตกข่า่วซะทีเดียว เพราะยังมีกระโถนปากแตรอีกรายทำหน้าที่แทนในจังหวะนี้พอดี

ลิ่วล้อเผยพร้อมนอนคุก อ้างศาลให้ประกันเพราะไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ลิ่วล้อใกล้ชิดนายใหญ่พันธมิตรและนายใหญ่ค่ายผู้จัดการ ยืนประกบเจ้านายแจด้านหลังตอนไปศาลวานนี้

มีเพียงการโพสต์ลงบนเฟซบุ๊คของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรและคนใกล้ชิดนายสนธิเท่านั้นที่ให้ร่องรอยว่า ชาวพันธมิตรก็ได้รับรู้ข่่าวนี้กับคนอื่นเขาเหมือนกััน แม้กระบอกเสียงASTVผุ้จัดการจะปิดปากสนิท

ผมได้มีโอกาสนั่งอยู่กับคุณสนธิในระหว่างรอการประกันตัว คุณสนธิดูนิ่งสงบ และเตรียมตัวที่จะนอนในเรือนจำโดยไม่สะทกสะท้าน คุณสนธิบอกว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเพราะมันแค่ "เปลี่ยนที่นอน"เท่านั้น และชีวิตก็ผ่านความตายที่ถูกยิงมากว่า 200 นัดมาแล้ว และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคุณสนธิสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวันอย่างต่อเนื่อง จึงพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ

นายปานเทพรายงานพร้อมกับกล่าวแก้ให้เจ้านายว่า หลังได้รู้คำพิพากษาของศาลอาญาในวันนี้แล้ว ในระหว่างการรอประกันตัวพวกเราได้คิดต่อว่าหากไม่ได้รับการประกันตัว ขบวนการที่แข็งแรงพอต่อกรกับระบอบทักษิณก็คงจะจบลงโดยทันที เพราะ ASTV มีรายได้หลักจาการหาเงินโดยคุณสนธิเป็นหลักเดือนละ 20 ล้านบาท หากคุณสนธิต้องติดคุกและออกมาไม่ได้ ก็เชื่อได้ทันทีว่า ASTV คงต้องปิดตัวลง พนักงานหลายคนจำเป็นต้องแยกย้ายออกไปที่อื่น แม้แต่ขบวนการของพันธมิตรฯก็จะอ่อนแอลง ในขณะที่ภาคประชาชนกลุ่มอื่นๆก็ยังไม่แข็งแรง ดุลอำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่โดยทันที

คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ถูกดำเนินคดี M Group ที่ไปค้ำประกันบริษัทในเครือโดยที่ไม่แจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2538 แม้ว่าในเวลานั้นคุณสนธิ จะไม่ได้เป็นคนจัดการเรื่องเอกสารโดยตรง แต่เมื่อมีการลงนามจากคุณสนธิ คุณสนธิจึงกันกรรมการทุกคนออกจากปัญหานี้และรับเรื่องเอาไว้เอง เมื่อเข้่าสู่กระบวนการในชั้นศาลคุณสนธิจึงยอมรับสารภาพผิดเองในชั้นศาลเช่นเดียวกับกรรมการที่ลงนาม วันนี้ศาลตัดสินจำคุกคุณสนธิสูงสุด 20 ปี คุณสนธิก็ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ต่อในโทษที่ได้รับ และประกาศว่าพร้อมรับคำตัดสินท้ายสุดไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาระบบนิติรัฐให้ดำรงอยู่ต่อไป

เราได้คำนวณเงินที่คุณสนธิ ต้องหามาหล่อเลี้ยง ASTV เดือนละ 20 ล้านบาท ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคุณสนธิหาเงินลงกับ ASTV ไปแล้วประมาณเกือบ 2 พันล้านบาท (ทั้งขายทรัพย์สิน กู้ยืมเงิน) ทั้งๆที่สมัยหนึ่งนักการเมืองในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจพยายามจะเข้ามาช่วยเหลือแต่ขอให้เครือผู้จัดการหยุดโจมตี หรือสมัยรัฐบาลทักษิณมีความพยายามจะเข้ามาซื้อ ASTV แลกกับการหยุดโจมตีรัฐบาล แต่คุณสนธิกลับเลือกหนทางอย่างที่เป็นอยู่ แค่คิดเล่นๆว่าหากเพียงแค่คุณสนธิไม่มาทำ ASTV คุณสนธิคงจะเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งในประเทศไทย คดีต่างๆที่นักการเมืองเสนอตัวอาสาที่จะเคลียร์ให้ก็คงจบลง แต่คุณสนธิบอกว่าถ้าชีวิตเป็นเช่นนั้นคงมีแต่การมุ่งแสวงหาเงินตราและคงไม่ได้มีความสุขอะไร และสิ่งที่มีค่ากว่าสิ่งเหล่านั้นคือได้่เจอคนอย่างพวกเราที่เงินซื้อไม่ได้

วันนี้คุณสนธิได้รับอนุญาตจากศาลอาญาให้ประกันตัว เพราะไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี และแสดงออกในการเคารพกระบวนการยุติธรรมโดยตลอด คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จึงขอฝากขอบพระคุณเป็นอย่่งสูงสำหรับกำลังใจทุกท่านที่ส่งให้มา ณ โอกาสนี้ ด้วยครับ

"สนธิ" บอกหลุดขำ หลังศาลตัดสินจำคุก

Voicte TV รายงานโดยมีคลิปข่าวจากมติชนออนไลน์ประกอบว่า "สนธิ ลิ้มทองกุล" ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวต่อศาลอาญารัชดา ในคดีฐานผิดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหลักทรัพย์จำนวน 10 ล้านบาทการยื่นประกันตัวต่อศาลอาญา รัชดา ในคดีฐานผิดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีรับรองเอกสารในฐานะกรรมการบริษัทอันเป็นเท็จเพื่อให้บริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ไปกู้เงินกับธนาคารกรุงไทยฯจำนวน1,078 ล้านบาท ศาลสั่งจำคุก85ปีนายสนธิรับสารภาพและโทษสูงสุดในฐานความผิดดังกล่าวจำคุกไม่เกิน20ปี ว่า คดีความนี้เป็นคดีความที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2538 เป็นคดีความเรื่องของผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องการนำบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปค้ำประกันอีกบริษัทหนึ่ง คดีนี้ดำเนินคดีสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2539 กระทั่งถึงวันนี้(28 ก.พ.)

"ในการต่อสู้คดีนั้น ผมปฏิเสธที่จะต่อสู้คดี ผมยอมรับผิดจะไม่พูดเบื้องหลังว่าใครเป็นคนทำ เอาเป็นว่าผมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของไทย วันนี้เป็นวันที่พิสูจน์ชัดเจน ว่าผมพร้อมจะเดินเข้าศาล ผมโดนลงโทษทั้งหมดเบ็ดเสร็จ 85 ปี แล้วในที่สุดลดเหลือ 20 ปี เพราะว่าในกฎหมายไม่ให้เกิน 20 ปี ผมใช้สิทธิ์ของผมอุทธรณ์ ขอความเมตตาต่อศาลว่า คดีความผมไม่ใช่คดีความค้ายาเสพติด หรือไม่ใช่คดีความของการปล้นสดมภ์ ฆ่าผู้คน เป็นคดีที่ผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ไม่มีโจทก์ร่วม ไม่มีผู้เสียหายมาฟ้องร่วม ในขั้นอุทธรณ์ต้องชี้ให้เห็นประเด็นหลักๆ หลายประเด็น แต่ประเด็นการอุทธรณ์กลับไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผม ประเด็นสำคัญสำหรับผมก็คือว่า ผมได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่าผมยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน"นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า ระหว่างที่ฟังคำพิพากษานั้น อดไม่ได้ที่จะขำ ขำตรงที่ว่าโดนตรงนู้นโดนตรงนี้ เอาให้ถึง 100 ปี เลยดีไหม

"ผมเป็นเพียงแต่ขำเท่านั้นเองว่าผมผิด พรบ.หลักทรัพย์ ผมโดนไป 80 ปี ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนที่ค้ายาเสพติด หรือไม่ได้ไปเผาบ้านเผาเมืองใคร แต่ไม่เป็นไร ในฐานะที่ผมรับสารภาพก่อนการสืบคดีสิ้นสุด ศาลสถิตยุติธรรมมีมติจะพิพากษาผมอย่างไร ผมยอมรับในมตินั้น ไม่ตัดพ้อต่อว่า เพราะผมต้องการทำให้ผมเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อผิดต้องยอมรับผิด และเมื่อต้องคดี ศาลพิพากษามา จะอย่างไรก็ตามที่ศาลพิพากษามาจะยอมรับหมดทุกเรื่อง ไม่มีข้อแม้ ไม่เคยที่จะต้องมาประท้วงศาลว่าไม่ยุติธรรม ผมเป็นคนที่เคารพศาลไทยมาตั้งแต่ต้น มาศาลผมก็มาผมไม่เคยหนีศาล ไม่เคยเลยแม้แต่นิดเดียว"นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า ต้องการทำตามหลักนิติรัฐให้คนเห็น ว่าถ้าคนยอมรับหลักนิติรัฐแล้ว ทุกอย่างแก้ปัญหาได้ เพราะว่าคดีนี้ยังมีอุทธรณ์และฎีกาต่อและเชื่อว่าในการอุทธรณ์นั้น จะมีผลที่ดีขึ้น หรือเลวลง หรือเท่าเดิม ก็ยอมรับ ถ้าไม่พอใจผลของศาลอุทธรณ์ จะฎีกาต่อไป ในที่สุดศาลฎีกามีผลอย่างไรก็ตาม จะยืดตัวเชิดหน้ายอมรับคำพิพากษาของศาล อย่างไม่ยี่หระ และยอมรับไปทุกกรณี

"วันนี้ออกมาแถลงข่าวเพื่อให้ทราบว่าผมเคารพในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยไม่เคยตีโพยตีพายไม่ว่าจะโดนคดีกี่คดีโดนสั่งจำคุกมาแล้วกี่คดี ไม่เคยตีโพยตีพาย ผมถือว่านี่คือที่พึ่งสุดท้ายของประเทศ แล้วถ้ากระบวนการยุติธรรมซึ่งคนไทยจะต้องพึ่ง แล้วคนไทยไม่เคารพกระบวนการของศาลยุติธรรม ประเทศไทยไปไม่รอด ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมต้องมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพร้อมให้ความยุติธรรมจริงๆ ด้วยความเมตตาธรรม ผมมีเพียงแค่นี้ครับ"แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวทิ้งท้าย

เปิดเส้นสนกลในคดีฉาวก่อนตัดสินจำคุกลิ้ม20ปี
แทนที่จะถูกลงโทษคดียึดสนามบิน สนธิกลับโดนคดีนี้ ความเป็นไปเป็นมาของคดีเป็นอย่างไร เดี๋ยวไปรู้จักเส้นทาง และเส้นสนกลไนของคดีนี้ อันนับเป็นจุดตายของสนธิลิ้มกันครับ

คดีนี้ สนธิ ลิ้ม (โกตั๊บ) ประมุขคนสำคัญของกลุ่มมวลชนขวาจัดเสื้อเหลือง ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาโทษตัดสินจำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา กับความผิดถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริต ลงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากรอวันถูกลบชื่อทิ้งในตลาดหลักทรัพย์

โกตั๊บ ตกเป็นจำเลยร่วมกับพวกอีก 3 คน ในคดีหมายเลขดำ อ.1036/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง ในความผิดในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กรณีระหว่างวันที่ 8-31 ตุลาคม39 โดยร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท

คดีนี้ เป็นคดีฉ้อโกงที่เกิดจากเมื่อครั้งโกตั๊บทำการฉ้อฉลโดยมีหลักฐานพร้อมเพรียง และก็รู้ดีว่า หมิ่นเหม่ที่จะถูกลงโทษอย่างยิ่ง จึงได้พยายามดิ้นรนซื้อเวลาเพื่อหาทางหลุดพ้นอย่างสุดฤทธิ์

โดยมีทนายคู่ใจคือสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นทนายคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองมาตลอดคอยแก้ต่างให้ ทั้งในการสืบพยาน และมีกระแสข่าวเรื่องล็อบบี้ทั้งบนโต๊ะ-ใต้โต๊ะให้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมถึงการใช้เพทุบายในการพิจารณาความในศาลอ้างเหตุเลื่อนยื้อมายาวนาน

จนกระทั่งล่าสุด ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าโกตั๊บ ได้ส่งทนายมาขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษา โดยอ้างว่าต้องเดินทางไปรักษาตัวด้วยวิธีฝังเข็มที่ประเทศจีน (จริงๆแล้ว ไม่ได้ไปรักษาตัว แต่ไปดูแลกิจการที่ซุกเอาไว้ในจีน หลังจากที่ล้มบนฟูก และฉ้อฉลเจ้าหนี้ไปจำนวนมาก เพราะไม่ต้องการใช้หนี้ และข่าวนินทาไล่หลังว่าพากิ๊กสาวคนใหม่ไปทัวร์จีนตามประสาคนวัยทองที่ยังมีไฟราคะ)

แต่ศาลเห็นว่าจำเลยเลื่อนฟังคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายสนธิ พร้อมนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 ก.พ. เวลา 09.00 น.

หลังจากถูกออกหมายจับ สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องจำยอม เข้ามอบตัวต่อศาล เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม โดยศาลมีคำสั่งปรับเงินนายสนธิจำนวน 4,000 บาท พร้อมกำชับให้ไปฟังคำพิพากษาตามวันที่นัดหมายด้วย

ก่อนเข้ามอบตัวต่อศาลหลังถูกออกหมายจับโกตั๊บ ยังออกลีลาดิ้นรนครั้งใหม่แบบเดิม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการโกหกคำโตชูการเมืองขึ้นมากลบเกลื่อนเสมอ โดยครั้งนี้ได้โทรศัพท์จากจีนมาปราศรัยกับแกนนำพันธมิตรที่สุมหัวกันอย่างเบาบางแบบแผ่นเสียงตกร่อง ในงานตรุษจีนปีใหม่ที่ลานสำนักงานASTVถนนพระอาทิตย์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม เรียกร้องให้กองทัพออกมายึดอำนาจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีอาญาดังกล่าว

คำพูดทางโทรศัพท์อันชาชินมายังพลพรรคที่สุมหัวกันอยู่
”...ผมเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะออกมาสู้ และสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่ประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด ผมเป็นคนแรกที่บอกว่าทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำพระเจ้าอยู่หัว และถ้าออกมาครั้งนี้ ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการให้แมลงสาปตีกินพวกเราอีก......"
ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเขาเจ้าเล่ห์มากพอที่รู้ดีว่าสื่อมวลชนไทยกระแสหลักนั้นโง่เง่า และหวาดกลัวอิทธิพลของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังเขามากเพียงใด

ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นแค่การดิ้นรนเอาตัวรอดของสุนัขที่จนตรอกเท่านั้น ไม่มีอะไรพิสดาร การพยายามจุดเชื้อไฟของผู้โหยหาการรัฐประหารเพื่อเสวยสุขจากอำนาจดิบ โดยอาศัยปมเงื่อนสำคัญ 2 เรื่อง คือ

1.สร้างเงื่อนไขเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

2. สร้างความหวาดระแวงเรื่องจะโดนปลดให้เกิดกับนายทหารที่กุมอำนาจอยู่ เป็นพฤติกรรมที่สิ้นมนต์ขลังไปนานแล้วเพราะมีคนรู้เท่าทันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การดิ้นรนของโกตั๊บเพื่อหลุดจากคดีอาญาที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำการยักยอกเงินหลายพันล้านไปใช้เพื่อสร้างความร่ำรวยผ่านความพินาศของกลุ่ม เอ็ม กรุ๊ป เมื่อครั้งฟองสบู่เศรษฐกิจ เป็นความพยายามทำให้คนไทยที่โง่เขลาและไร้เดียงสาลืมความผิดอันร้ายแรงที่เขาและพวกก่อขึ้นมาอย่างดื้อรั้นมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ผ่านวิชามารในการสร้างความเป็นจริงเทียมอย่างช่ำชอง

ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2539-2540 โดย สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท รวม 4 คน ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ( MGR) เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการ(ปัจจุบันแปลงร่างมาเป็นเอเอสทีวี) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 เพื่อ ค้ำประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัทเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ

เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป คือบริษัทส่วนตัวของโกตั๊บ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโฮลดิ้งของกลุ่มมีภารกิจลงทุนเพื่อสร้างอาณาจักรของ โกตั๊บทั้งในและต่างประเทศในวงเงินหลายพันล้านบาททั้งในธุรกิจสื่อ (Asia Inc, Asia Times, Buzz และ A&M) และโรงแรม โทรคมนาคม ทั้งในจีน ลาว เวียดนาม และไทยหลายโครงการซึ่งล้มเหลวทั้งหมด

โดยที่เมื่อถึงเวลาขาดสภาพคล่อง ก็ใช้วิศวกรรมการเงินเอาสินทรัพย์ของบริษัทในเครือมาค้ำประกันกันจ้าละหวั่นอย่างซับซ้อนเพื่อหลอกลวงเจ้าหนี้

เมื่อเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ใกล้จะล่มสลายโดยเริ่มผิดนัดชำระเงินกู้ โกตั๊บ ได้พยายามให้บริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีช่องทางระดมเงินได้สะดวกกว่าบริษัททั่วไปที่อยู่ในโครงข่ายของตนเอง เข้าไปค้ำประกันหนี้ของสถาบันการเงินอย่างสุดฤทธิ์ โดยการใช้ข้อความเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัท และตลาดหลักทรัพย์

แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถกอบกู้ได้ พร้อมกับเกิดปฏิบัติการ”ชักดาบ”ล้มบนฟูกของโกตั๊บ อันเป็นที่ทราบกันดีในวงการการเงินและธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน
จนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินที่ไหนๆได้อีก ยกเว้นแต่จะอาศัยสายสัมพันธ์ทางอำนาจการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลและที่มาของพฤติกรรมการเข้ามาเป็นประมุขของพันธมิตรฯเสื้อเหลืองจนถึงปัจจุบัน

กรณีอื้อฉาวนับจากวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 โดย ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษสุรเดช มุขยางกูร ลิ่วล้อคนสำคัญผู้นั่งบัญชาการในฐานะตัวแทนของโกตั๊บ ในวิศวกรรมการเงินหลายครั้งในช่วงฟองสบู่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน)
หรือIEC ที่โกตั๊บ และทักษิณ ชินวัตร ร่วมซื้อกันต่อมาจากกลุ่มปูนซีเมนต์ไทยที่ขายทิ้งออกมาเพื่อเอามาปั้นแต่งเข้าจดทะเบียนในตลาดทำกำไรหลายพันล้าน ก่อนที่จะแตกหักกับทักษิณในครั้งแรก (แล้วมาคืนดีกันหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อแตกหักกันต่อมาในปี 2548อีกครั้ง)

ในยุคนั้น สุรเดช กร่างถึงขนาดชมชอบแสดงท่าทีอหังการตามนายอย่างสามหาวไม่ผิดแผกกัน ถึงขนาดเล่ากันเป็นตำนานว่า เวลามีการเจรจาธุรกิจหรือประชุมบริษัท สุรเดชจะนั่งยกเท้าพาดขอบโต๊ะและสูบซิการ์ควันโขมง พร้อมกับสบถถ้อยคำถ่อยๆ แบบเดียวกับ"เจ้าพ่อตลาดหุ้น"กอร์ดอน เก็กโก้ ในภาพยนตร์เรื่อง วอลล์ สตรีท ของฮอลลีวูดทีเดียว

ก.ล.ต. กล่าวหาว่า กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่าที่ ประชุมคณะกรรมการของ IEC ได้อนุมัติให้ IEC เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปฯ ต่อธนาคารกรุงไทย ในนามของ IEC อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของ IEC ได้กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ IEC ก่อนระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ทำให้ IEC มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,198 ล้านบาท

ที่น่าสนใจ การกู้เงินรายนี้ของเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด มีบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วยอีกวงเงินหนึ่ง 1,078 ล้านบาท ลงนามโดยคน 4 คน รวมทั้งสุรเดช ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม โดยเรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งในการทำสัญญาประกันดังกล่าว

บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกัน

ในกรณีของ IEC นั้น การสอบสวนพบว่า เป็นการดำเนินงานของสุรเดช เพียงผู้เดียว โดยยอมรับว่า บริษัทไออีซีค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2539 เพราะบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางสุรเดช และตัดสินใจโดยพลการว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะเอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทใน เครือเดียวกัน

ในช่วงเวลานั้น ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น) และเป็นประธานกรรมการ IEC ซึ่งถนัดกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะกุนซือคนสำคัญของโกตั๊บมายาวนาน ในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการ IEC ไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ IEC ปลอมมติคณะกรรมการ

สุรเดช หายหน้าไปจากสังคม หลังจากที่ลาออกจากตำแหน่งใน IEC ก่อนที่จะโผล่มาอีกครั้งเป็นบางเวลา ในตำแหน่งที่ปรึกษาเครือสหวิริยา ในขณะที่การดำเนินคดีทั้งสองกรณี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างล่าช้า

(หมายเหตุ ต่อมา IEC ได้ถูกสนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ผ่องถ่ายขายกิจการต่อไปให้กับกลุ่มเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ไปดำเนินการต่อ และก็กลายเป็นซากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบันเช่นกัน)

จนกระทั่งวันที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาออกมาลงโทษในฐานะอาชญากรทางเศรษฐกิจล่าสุด

คำพิพากษาระบุว่าสุรเดช มีความผิดหลายมาตรานับแต่มาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษหลายฐานความผิด ได้แก่

(1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา 312(2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท

(2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล

(3) ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 307 311 ประกอบ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

ชะตากรรมของลิ่วล้อคนสำคัญอย่างสุรเดช ยังน้อยเกินไป เพราะกรณีของแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปนั้น สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ไม่สามารถดิ้นรนหนีข้อกล่าวหาไปได้

พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแทน ก.ล.ต. กล่าวหา สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ พร้อมกับ สุรเดช จำแลยคดี IEC เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เลขาหน้าห้องของสนธิ ที่กุมความลับและความริยำทุกอย่างไว้ในกำมือ และ ยุพิน จันทนา สมุหบัญชีคนเก่าแก่ ในฐานะกรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ( MGR) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540

การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้ อำนาจที่ตนได้รับมอบหมาย แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 และ 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268

หลังพนักงานอัยการ และ ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของโกตั๊บ และบริษัท เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ในคดีนี้ก็เงียบหายไปจากหน้าสื่ออย่างมีเจตนา นานกว่า 10 ปี แต่การดำเนินการในศาลอาญายังไม่จบสิ้น พร้อมกับความพยายามยืดเวลาการสืบพยานออกไปให้ล่าช้าที่สุ


โดยมีเรื่องการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองเข้ามากลบเกลื่อน โดยโผล่มาเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 มีข่าวเล็กๆระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยในเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โดยโกตั๊บ มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่า อยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ

การที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาทั้งปรับและจำคุกลิ่วล้ออย่างสุรเดชในคดีที่เชื่อมโยงกันถึง 5 ปี ต่อเนื่อง ถึงการที่สุรเดชยังเป็นจำเลยร่วมในคดีเดียวกับสนธิ ลิ้ม โกตั๊บด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องลุ้นระทึกอย่างหนัก เพื่อมิให้ คดีของตัวเองจะออกมาเช่นเดียวกับลิ่วล้อเก่าอย่างสุรเดช

หลายครั้งที่ต้องมาขึ้นศาลในคดีอาญาเรื่องนี้โกตั๊บ จะออกมาให้ข่าวหน้าศาลในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี โดยกล่าวถึงความชั่วช้าของทักษิณ ชินวัตร หรือ การปกป้องเขาพระวิหาร เพื่อเลี่ยงประเด็นให้สื่อนำไปพาดหัวข่าวใหญ่ กลบเกลื่นความชั่วที่ตนเองถูกกล่าวหาอย่างซ้ำซาก และที่น่าสนใจก็คือ มักจะได้ผลเสียด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ย่ามใจเสมอมา

คำพูดชี้ชวนให้ทหารออกมายึดอำนาจทำรัฐประหารครั้งล่าสุด จึงเป็นหมากตาจนที่งัดขึ้นมาใช้แก้ขัด ก่อนจะถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แต่คงจะไม่ใช่หมากเดียวในหน้าตักของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์โกตั๊บอย่างแน่นอน

เมื่อผลคำตัดสินของศาลออกมาฉะนี้แล้ว ก็อย่าได้คาดหวังมากนักว่า มวลชนเสื้อเหลืองจะตาสว่างเพิ่มขึ้นสักกี่คน

23 กุมภาพันธ์ 2555

ตรรกะ ๑๐ ประการของโซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดียตอบสนองโดยตรงต่อความพยายามเรียกร้องหรือโหยหาเสรีภาพและอิสรภาพในการสื่อสาร ที่ปัจเจกชนในฐานะของสมาชิกในกลุ่มหรือเครือข่ายทางสังคมต่างๆ ปรารถนามานาน เท่าที่ผ่านมารัฐและกลุ่มทุนผูกขาดในนามขององค์ธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นผู้ควบคุมการสื่อสารทางสังคมแต่เพียงฝ่ายเดียว

โดย ผศ. ดร. พัฒนา กิติอาษา
ภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์


ผมมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย (social media) และเครือข่ายทางสังคมบนโลกออนไลน์ค่อนข้างจำกัด ด้วยความที่ตัวเองเกิดและเติบโตในโลกก่อนยุคการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายปี

ผมรู้สึกได้ถึงความล้าสมัย หงุดหงิด และงุ่นง่านพอสมควร เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารบนโลกออนไลน์โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียในรูปแบบต่างๆ

ผมบอกตัวเองและคนรอบข้างบ่อยๆ ว่าโลกนี้ สังคมนี้ และชีวิตนี้ มันช่างซับซ้อนขึ้นทุกวัน

ในสังคมโลกที่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นใหญ่ ผมตระหนักว่าโซเชียลมีเดียทั้งหลายได้ทวีความสำคัญจนถึงขั้นรุกเข้ามาครอบงำชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเป็นลำดับ

เราจะปฎิเสธโลกเทคโนโลยีและอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ก็เห็นจะเป็นไปไม่ได้

เราจะปลีกวิเวกตัวเองตัดขาดจากการสื่อสารดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงก็เห็นจะไม่ไหว เพราะว่าวิชาชีพ หน้าที่การงาน และสังคมที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ได้เปลี่ยนแปลงหมุนไปตามโลกของนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกขณะจิต

เอาวะ... ยังไงก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีกันบ้าง

ผมพยายามทำความเข้าใจบทบาทและความสำคัญของโซเชียลมีเดียผ่านสิ่งที่ผมเรียกว่า “ตรรกะ” หรือความเป็นเหตุเป็นผลบางอย่างของเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ที่กำลังดาหน้าเช้าครอบงำชีวิตทางสังคมของผู้คนทั่วโลกในขณะนี้

ผมควรจะเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจเสียก่อนว่า โซเชียลมีเดีย หรือสื่อออนไลน์ที่เน้นการสร้างระบบการสื่อสารผ่านเครือข่ายทางสังคมนั้น มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ทำงานอย่างไร รวมทั้งมีผลกระทบต่อสังคมและชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างไรบ้าง

ผมค้นข้อมูลเรื่องโซเชียมีเดียผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้นของกูเกิ้ลเดี๋ยวเดียวก็ได้เรื่อง ผมไม่มีเวลาลงลึกมากมาย แต่ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ เช่น Wikipedia, Slideshare, หรือข้อเขียนตามเว็ปต่างๆ ก็ช่วยให้ภาพและรายละเอียดการทำงานของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เราเรียกว่า โซเชียลมีเดีย อย่างมากมายทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาไทย

ในบทความเรื่อง “Users of the World, Unite: the Challenges and Opportunities of Social Media” แอนเดรียส เคปลานและไมเคิล แฮนเลน (Andreas Kaplan and Michael Haenlein) (๒๐๑๐) นำเสนอว่า
โซเชียลมีเดียเป็นรูปแบบการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พลิกเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกการสื่อสารของมนุษยชาติจากการสื่อสารทางเดียวที่ควบคุมโดยสื่อกระแส่หลัก เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ ฯลฯ ให้เป็นการสื่อสารสองทางหรือหลายทางที่มีการตอบโต้แลกเปลี่ยนกันในทันทีทันใด โซเชียลมีเดียอาศัยฐานของเว็ปไซท์และเทคโนโลยีการสื่อการเคลื่อนที่ (web-based and mobile technologies) และเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเว็ปในรุ่นที่ ๒.๐ (application of Web 2.0)

ผู้เขียนบทความทั้งสองท่าน (เคปลานและแฮนเลน) ยังได้แบ่งรูปแบบของโซเชียลมีเดียออกเป็น ๖ ประเภทด้วยกัน ได้แก่

๑) โครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างเจ้าของเว็ปกับผู้ใช้งาน เช่น วิกิพีเดีย

๒) บล็อกส์และไมโครบล็อกส์ เช่น ทวิตเตอร์

๓) ชุมชนที่เน้นเนื้อหาสาร เช่น ยูทูป

๔) เว็ปไซท์เครือข่ายทางสังคม เช่น เฟสบุคส์

๕) เกมส์ในโลกความจริงเสมือน เช่น เวิลด์ ออฟ วอร์คราฟ และ

๖) โลกในสังคมเสมือนจริง เช่น เซคั่น ไลฟ์

เราเรียกสื่อเหล่านี้ว่า สื่อทางสังคมหรือโซเชียลมีเดียเพื่อเน้นความแตกต่างตามธรรมชาติของตัวสื่อที่แยกตัวออกจากสื่อกระแสหลัก ซึ่งเป็นสื่อที่ประกอบการในรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรม (industrial media) อย่างชัดเจน

ส่วนข้อมูลในภาคภาษาไทยที่ให้ความรู้สังเขปเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียได้ชัดเจนมาก ได้แก่ สไลด์ประกอบการบรรยายเรื่อง “โซเชียลมีเดีย” ของ ผศ. ดร. กานดา รุณนะพงศา สายแก้ว ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(http://www.slideshare.net/krunapon/social-media-5661152)

สไลด์ชุดนี้ให้ภาพของโซเชียลมีเดียได้กระชับ ชัดเจน และเข้าใจง่าย

ท่านนำเสนอว่า
โซเชียลมีเดีย หมายถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ผู้ใช้แสดงความเป็นตัวตนของตนเอง เพื่อมีปฎิสัมพันธ์กับหรือแบ่งปันข้อมูลกับคนอื่น โซเชียลมีเดียต่างกับมีเดียรูปแบบอื่นก็คือ เป็นการสื่อสาร ๒ ทางและผู้ใช้มีแนวโน้มที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนบทความสั้นๆ ที่สื่อสิ่งพิมพ์รายงานไว้ เช่น สกู้ปพิเศษของ “คมชัดลึก” เรื่อง “โซเชียลเน็ตเวิร์ค-โซเชียลมีเดีย” (http://www.komchadluek.net/detail/) ได้ชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่า
ความนิยมอย่างสูงของโซเชียลมีเดียในรูปแบบต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของระบบการสื่อสารจากการสื่อสารทางเดียวเป็นการสื่อสารสองทาง รวมทั้งได้อธิบายให้เห็นถึงความเป็นดาบสองคม หรือด้านบวกและลบของโซเชียลมีเดีย

ส่วนข้อเขียนสั้นๆ เรื่อง “๗ เทคนิคใช้โซเชียลมีเดีย”(http://www.thaibizcenter.com/KnowledgeCenter.asp?kid=9458) ก็เป็นการแนะนำวิธีใช้งานที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านหรือผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วไป

โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อชีวิตทางสังคมสมัยใหม่อย่างมหาศาล เพราะสื่อดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้คนผู้ใช้สื่อมีบทบาทในการผลิตตัวสารด้วยตนเอง นำเสนอ เผยแพร่สรรพสาระหรือเนื้อหาต่างๆ ผ่านสื่อด้วยตัวเองไปยังกลุ่มคนหรือเครือข่ายชุมชนออนไลน์ที่ตัวเองต้องการ รวมทั้งตอบสนองต่อสรรพสาระต่างๆ ด้วยการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวอย่างอิสระเสรี ที่สำคัญ การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย (ส่วนใหญ่) ปลอดพ้นจากอำนาจตรวจสอบควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐ

กล่าวให้กระชับก็คือ โซเชียลมีเดียตอบสนองโดยตรงต่อความพยายามเรียกร้องหรือโหยหาเสรีภาพและอิสรภาพในการสื่อสารที่ปัจเจกชนในฐานะของสมาชิกในกลุ่มหรือเครือข่ายทางสังคมต่างๆ ปรารถนามานาน เท่าที่ผ่านมารัฐและกลุ่มทุนผูกขาดในนามขององค์ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นผู้ควบคุมการสื่อสารทางสังคมแต่เพียงฝ่ายเดียว


ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่และให้โอกาสแก่ปัจเจกชน กลุ่มทางสังคม หรือองค์กรธุรกิจขนาดต่างๆ ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของตัวเอง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมต่างๆ ด้วยตนเองได้ เข้าถึงผู้รับสารหรือผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย หรือต้องรอไฟเขียวจากบรรดาหน่วยงานที่มีอำนาจอาญาสิทธิ์หรือกลุ่มทุนผูกขาดสื่ออุตสาหกรรมกระแสหลัก

ในสังคมโลกยุคออนไลน์ เรามีความจำเป็นบางอย่างที่จะต้องทำความเข้าใจถึงตรรกะของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของเรา โซเชียลมีเดียนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่มีผลต่อการมองโลก การติดต่อสื่อสาร การทำงาน และการใช้ชีวิตทางสังคมของพวกเราโดยตรง

ผมพยายามครุ่นคิดถึงบทบาทและความสัญขอองโซเชียลมีเดียในสังคมโลกทุกวันนี้ ในที่นี้ผมจะนำเสนอตรรกะ ๑๐ ประการของโซเชียลมีเดียดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง โซเชียลมีเดียเป็นผลผลิตของนวัตกรรมหรือเทคโนโลยียุคดิจิตอล (digital innovation) ที่สามารถย่อโลก ย่นกาลเวลา นำพาผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ใช้ชีวิตในสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

รวมทั้งมีวิถีชีวิต รสนิยม สถานภาพทางสังคม และหน้าที่การงานที่แตกต่างกันให้มาพูดคุยกันหรือมีปฎิสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้นบนโลกออนไลน์ ด้วยนวัตกรรม เช่น โซเชียลมีเดียในรูปแบบต่างๆ ภูมิศาสตร์หรือสถานที่และกาลเวลาจึงไม่ใช่อุปสรรคของการติดต่อสื่อสารของมวลมนุษย์อีกต่อไป

ประการที่สอง โซเชียลมีเดียได้สร้างโลกของความจริงเสมือน(virtual reality) ขึ้นมาและดึงดูดผู้คนจำนวนมหาศาลเข้าติดต่อสื่อสารกันอยู่ในโลกเสมือนจริง

ความจริงที่ว่านี้มันคลับคล้ายคลับคลา เราติดต่อพูดคุยกับคนที่เรารู้จักและไม่รู้จักอยู่คนละขอบฟ้าได้จริง แต่เราก็รู้สึกว่ามันไม่จริงอย่างที่เราคุ้นเคย ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปปรากฎตัวอยู่ในโลกความจริงทั้งในสถานที่และกาลเวลาจริงๆ จึงจะติดต่อธุรกิจหรือพูดคุยเล่นหัวกันได้

ประการที่สาม หัวใจของการติดต่อสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียคือ การไหลเวียนอย่างอิสระของข้อมูลข่าวสาร (autonomous and free flow of information) อิสรภาพและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ถ้าหากการสื่อสารผ่านสื่อประเภทนี้เต็มไปด้วยการเซ็นเซอร์ ข้อห้าม หรือกฎกติกาที่เข้มงวดเกี่ยวกับการผลิตหรือเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เราไม่อาจเรียกสื่อนั้นได้ว่าเป็นโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกสื่อที่เป็นช่องทางในการสื่อสารของตัวเอง ด้วยตัวเอง และเพื่อตัวเองเป็นสำคัญ

ประการที่สี่ ความงามของโซเชียลมีเดียอยู่ที่ความสามารถในการดึงเอาบรรดาผู้ใช้ “คอเดียวกัน” (similar social taste and lifestyle) มาพบปะสนทนาหรือแลกเปลี่ยนปฎิสัมพันธ์กันในปริมณฑลของชุมชนออนไลน์เหมือนกัน

อันที่จริง คำว่า “คอเดียวกัน” เป็นภาษาของวงการน้ำเมา หมายถึงกลุ่มคนที่มีความคิดความอ่าน รสนิยม พื้นฐานทางครอบครัวและสังคม วิชาชีพ ความสนใจ รวมทั้งไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กัน ชอบอะไรคล้ายๆ กัน

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียย่อมผลิตและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารจากพื้นฐานความสนใจเฉพาะของตนเองเป็นสำคัญ จิตวิญญาณของการถกเถียง แลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันย่อมเริ่มต้นจากพื้นฐานทางสังคมของตนเอง แล้วแสวงหาบรรดาเพื่อนหรือญาติพี่น้องสมมติในพื้นที่ของสังคมออนไลน์ที่ชื่นชอบกิจกรรมหรือประเด็นอะไรที่เรียกได้ว่า “คอเดียวกัน”

ประการที่ห้า โซเชียลมีเดียขับเน้นความเป็นปัจเจกชนนิยม (individualism) ของผู้ใช้ให้เด่นชัดมากขึ้น การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า ความแตกต่างหลากหลายทางบุคลิกภาพ รสนิยม ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือเพศสภาพไม่ใช่ปัญหาอุปสรรค

หากแต่เป็นต้นทุนทางสังคมที่ต้องนำมาเปิดเผย แลกเปลี่ยนหรือปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆ ในพื้นที่ความจริงเสมือนสังคมออนไลน์ การเปิดเผยอัตลักษณ์ทางสังคมหรือข้อมูลส่วนตัวที่แตกต่างหลากหลายและเป็นปัจเจกชนนิยมกลับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียถือคติที่ว่า คนเรามีดีก็ต้องอวดต้องโชว์ให้คนอื่นได้รับรู้บ้าง การอวดการโชว์หรือการอัพเดทสถานะของตัวเองไม่ใช่เรื่องที่น่าอายหรือต้องแอบทำแบบเขินๆ ลับๆ ล่อๆ อีกต่อไป หากแต่ต้องทำด้วยความมั่นใจและด้วยสไตล์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจหรือการตอบสนองจากบรรดามิตรแฟนเพลงร่วมเครือข่ายเดียวกัน

ประการที่หก สมาชิกผู้ใช้โซเชียลมีเดียมีบทบาท สไตล์หรือแนวการผลิตและแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลแตกต่างกัน (diverse roles, styles, and approaches) บางคนรู้หน้าที่ กฎ กติกา มารยาทเป็นอย่างดีก็เป็นผู้นำ หรือสมาชิกที่ดี ส่วนคนที่มาร้าย ดุดัน หรือก่อความโกลาหลวุ่นวาย ต่อต้านสังคมก็ทำหน้าที่เป็นตัวป่วนไป

บางคนก็เลือกที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ชมผู้อ่าน ผู้ใช้บริการ คอยสังเกตการณ์หรือติดตามอยู่ห่างๆ โยไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือปฏิสัมพันธ์โดยตรง

ประการที่เจ็ด สังคมโซเชียลมีเดียมีความเป็นอิสระและประชาธิปไตยที่ค่อนข้างเปิดกว้าง (open, democratic, users-friendly properties) ผู้ใช้หรือสมาชิกต่างก็มีความเป็นอิสระ เป็นเอกเทศ เป็นตัวของตัวเอง และตัดสินใจต่างๆ ด้วยตนเอง แต่ละสื่ออาจมีกฎ กติกา มารยาทของตนเอง มีบทลงโทษหรือบทตอบแทนสมาชิกที่ทำความดีเป็นของตัวเอง

แต่ธรรมชาติของการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์มักจะปรากฏในลักษณะของการชื่นชม ให้กำลังใจ แซว เล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน ทักท้วงหรือประท้วงอย่างสุภาพ ต่อว่าอย่างตรงไปตรงมา ด่าว่าประณาม ไปจนถึงแอดมินและสมาชิกส่วนใหญ่รวมหัวกันลงประชามติขับไล่ออกจากการเป็นสมาชิกของชุมชน

แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเปิดกว้างและมีการควบคุมที่ค่อนข้างหละหลวม แต่ชีวิตและความเป็นไปของสังคมออนไลน์ก็สะท้อนโลกความเป็นจริงแท้ในแง่ที่ว่า มารยาทและกฎกติกาทางสังคมเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นพอสมควรในการจัดระเบียบการใช้งานของมวลสมาชิกในชุมชนออนไลน์เดียวกัน

ประการที่แปด โซเชียลมีเดียทำงานอย่างได้ผลเมื่อมวลสมาชิกมีน้ำใจเป็นนักกีฬา อารมณ์ขัน และจิตวิญญาณในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และแบ่งปันอย่างแท้จริง (courtesy, humor, and cheerful spirit) มารยาททางสังคมเป็นสิ่งสำคัญ แต่จิตวิญญาณของมวลสมาชิกในสังคมออนไลน์นั้นเน้นความสำคัญของน้ำจิตน้ำใจ อารมณ์ขันหรือความตื่นตัวปรารถนาดีต่อเพื่อนหรือพี่น้องร่วมชุมชนเดียวกันไม่แพ้หลักจริยธรรมของการอยู่ร่วมกันในชุมชนปกติทั่วไป

ประการที่เก้า แม้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจะได้ประโยชน์หรือใช้งานนวัตกรรมในโลกความจริงเสมือนอย่างจริงจัง แต่ในชีวิตประจำวันพวกเรากลบใช้คำว่า “เล่น” (play) นำหน้ากิจกรรมออนไลน์เสมอ เช่น เล่นเน็ต เล่นเฟสบุค เล่นเกมส์ออนไลน์ ฯลฯ

โซเชียลมีเดียในแง่นี้จึงมีสถานภาพเหมือนกับของเล่น ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้งานในการสื่อสารเพื่อธุรกิจการงาน แหล่งบันเทิง ช่องทางในการพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มคอเดียวกัน ค้นหาความรู้หรือติดตามข่าวสารสถานการณ์โลก ฯลฯ ในแง่นี้โซเชียลมีเดียทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของพื้นที่ชีวิตประจำวันเข้าไปในจินตนาการและปฎิสัมพันธ์ทางสังคมในโลกความจริงเสมือนได้อีกทางหนึ่ง

ประการสุดท้าย โซเชียลมีเดียช่วยให้คำนิยาม พื้นที่ และเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์ทางสังคม (definition, space, and marker of social identity) ของปัจเจกบุคคลในสังคมโลกยุคออนไลน์ ตัวตนของผู้คนในโลกที่เต็มไปด้วยการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่เข้มข้นผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับสื่อโซเชียลมีเดียที่ตนเองเลือกใช้

โซเชียลมีเดียจึงทำหน้าที่เสมือนหน้าต่างบานสำคัญที่ผู้ใช้แต่ละคนใช้สำหรับเปิดส่องดูความเป็นไปของโลก หรือต้อนรับเพื่อน พี่น้อง หรือคนแปลกหน้าให้เข้ามาชมความลึกตื้นหนาบางของตัวเอง

กล่าวโดยสรุปแล้ว ตรรกะของโซเชียลมีเดีย แท้ที่จริงคือตรรกะของการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยุคเทคโนโลยีการสื่อสารออนไลน์ ตรรกะหรือความเข้าใจเชิงเหตุผลของสังคมโลกทุกวันนี้นับว่าถูกกำหนดโดยตัวนวัตกรรมการสื่อสารไม่น้อยไปกว่ากฎ กติกา และมารยาททางสังคมวัฒนธรรมของคนเรา

ชีวิตทางสังคของเราทุกวันนี้ต่างจากอดีตมากน้อยเพียงใด ตัวตนของเราทุกวันนี้ผูกติดกับอะไรบ้าง รูปแบบและสไตล์การใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้ซับซ้อน เปราะบาง หรืออ่อนไหวมากน้อยเพียงใด

เราสามารถอธิบายได้ผ่านตรรกะเล็กๆ แต่มีอิทธิพลในการปฏิวัติหรือจัดระเบียบการสื่อสารของมวลมนุษย์ครั้งสำคัญของโซเชียลมีเดียทั้ง ๑๐ ประการที่ผมนำเสนอในที่นี้

ตรรกะของโซเชียลมีเดียช่างสื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงตรรกะของชีวิตทางสังคมของผู้คนในโลกยุคต้นศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างลึกซึ้งน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

*******
เกี่ยวกับผู้เขียน
ผศ.ดร.พัฒนา กิติอาษา จบปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยา จาก University of Washington ปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ Email: seapk@nus.edu.sg

17 กุมภาพันธ์ 2555

ดูมันทำ! สภาการหนังสือพิมพ์มุดหัวอยู่ไหน..?


"เศรษฐา" รับนัดพบ "ปู" ที่โฟร์ซีซั่นส์จริง แต่ไปเป็นกลุ่ม พูดคุยเรื่องการเมือง-ศก. วอนทุกฝ่ายให้เกียรติท่านนายกฯ โดยเฉพาะเป็นสุภาพสตรี

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นายเศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารแสนสิริกรุ๊ป ชี้แจงถึงกรณีตนเองตกเป็นข่าวว่าเป็นบุคคลที่เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ จนกลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ อีกทั้งยังตกเป็นเป้าในการตั้งกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา และเกิดเหตุสภาล่มตามมา

นายเศรษฐา ได้กล่าวยอมรับในระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดตัวพรีเซลโครงการแสนสิริ ณ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนว่า ได้พบนายกรัฐมนตรีที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์จริง แต่เป็นการเข้าพบกันหลายคน เป็นกลุ่ม 6-7 คน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันในหลายเรื่องหลายประเด็น ทั้งเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย การเงิน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า

"ผมอยากให้ทุกฝ่ายให้เกียรติท่านนายกฯ โดยเฉพาะเป็นสุภาพสตรีด้วย และเป็นนายกฯของประเทศไทย ส่วนเรื่องดังกล่าวก็เป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยให้ข่าวไปแล้ว" ผู้บริหารแสนสิริกรุ๊ป ชี้แจง

รายการ Divas Cafe ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555

3 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รายการสายล่อฟ้า พูดถึง กรณี ว.5 และยังเปิดประเด็น SMS ถามผู้ชมรายการว่า คิดว่านายกรัฐมนตรีไปทำอะไร ดีวา คาเฟ่ วันนี้เปิดมุมมอง 3 สาวดีวาต่อกรณีข้างต้น

15 กุมภาพันธ์ 2555

เว็บgo6TVถูกสอยหลังแพร่คลิปป๋าลดกระจกเรียกปู


เว็บบล็อคโกซิกส์ทีวี http://www.go6tv.com

โดย ทีมงานเว็บ go6TV

เว็บ go6TV ถูกสอยร่วง หลังเผยแพร่ คลิป “ป๋า” ลดกระจกเรียก “ปู”

เว็บบล็อกข่าวการเมืองในฝ่ายประชาธิปไตยถูก “กูเกิ้ล” ระงับการเข้าถึงอย่างไม่มีสาเหตุในช่วงบ่ายของวานนี้ (14 กุมภาพันธ์) หลังจากเนื้อหาสุดท้ายของเว็บไซท์เสนอภาพวีดิทัศน์ แสดงสีหน้าของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ระหว่างที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ลดกระจกรถยนต์เรียก นายกฯรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อสนทนาเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่รถของพลเอกเปรมจะขับออกไปจากทำเนียบรัฐบาล ในงานรักเมืองไทย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยเมื่อผู้อ่านคลิ้กเข้าไปใน http://www.go6tv.com แทนที่จะเข้าไปอ่านเนื้อหาได้ ก็ปรากฎข้อความว่า

404. That’s an error.
The requested URL /2012/02/blog-post_1593.html was not found on this server. That’s all we know.

โดยทางกูเกิ้ล ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครื่องแม่ข่ายให้กับ เว็บไซท์โกซิกส์ทีวี ไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น ในขณะที่ในวันรุ่งขึ้น (15 กุมภาพันธ์ 2555) เว็บไซท์ go6TV จะมีการจัดกิจกรรมจัดฉายภาพยนตร์ The Lady รอบการกุศล ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิล์ด ลาดพร้าว โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดง และ ผู้มีชื่อเสียงในฝ่ายประชาธิปไตยมาร่วมงานดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อาทิ ผศ. ดร.จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมเพื่อสังคม, นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย, นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฯลฯ

ทั้งนี้ เว็บบล็อกโกซิกส์ทีวี เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010 รำลึกเหตุการณ์การสลายการชุมนุม 10 เมษายน โดยมีการจัดกิจกรรม The Red Letter ให้ประชาชนเขียนจดหมายให้กำลังใจผู้ต้องขังที่เป็นนักโทษการเมือง และมีผู้มาร่วมงานในวันดังกล่าว อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัวอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, นางสาวขัตติยา สวัสดิผล อดีตหัวหน้าพรรคขัตติยะธรรม บุตรสาวพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง), นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ,นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่มแดงสยาม, นายนที สรวารี แกนนำกลุ่มอาทิตย์ซาบซึ้ง ฯลฯ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าวที่ถนนราชดำเนินกว่าหนึ่งหมื่นคน

ล่าสุดทางด้าน กองบรรณาธิการเว็บบล็อกโกซิกส์ทีวี ทั้ง 4 คน ได้แก่ “เจเจ สาทร”, “Katai Noi”, “อุลตร้าแดง สมุนนิติราษฎร์” และ Palrak ยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

อ้างอิง
go6 คลิปข่าวสามมิติ กิจกรรม The Red Letters เขียนจดหมายจากเพื่อนถึงเพื่อน ครั้งที่1
http://www.youtube.com/watch?v=7kAqNjMxBII

"ป๋าเปรม" ลดกระจกเรียก "ยิ่งลักษณ์"
http://www.youtube.com/watch?v=TR3WLOFTP6o

9 กุมภาพันธ์ 2555

คลิปเหล่จัญไรไฟไหม้ที่ไม่เคยออกสื่อ


ฤกษ์หามยามซวย-ขุนทหารใหญ่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย นครปฐม ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่าอาจสุมหัวสมคบคิดเอาฤกษ์เอาชัยก่อการรัฐประหาร แต่ดูเหมือนฟ้าดินไม่เป็นใจ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้เตาหลอมพระในพิธีขึ้น เคราะห์ดีไม่มีใครตายซักคน (คลิกชมคลิปนาทีระเบิด ที่สื่อต่างๆทำเป็นเฉย ไม่เคยนำไปออกอากาศ)

5 กุมภาพันธ์ 2555

บันทึกกรณีกรุงเทพธุรกิจตีข่าว "นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี"

ข่าวต้นฉบับที่สื่อมวลชนไทยตีข่าวซึ่งทำให้เกิดความเสียหายโดยกระทำดังกล่าวปราศจากความรู้ จรรยาบรรณ ความไม่เป็นอาชีพ

นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้ฟอร์เวิร์ดเมลล์ภาพนามบัตรของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat” โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตรด้วย

ทั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสนอกกฎหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่มีตำแหน่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องในสำนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ตั้งข้อสงสัยว่านามบัตรดังกล่าวนี้เป็นของจริงหรือมีการปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเกิดความเสียหาย

แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นามบัตรดังกล่าวที่แพร่หลายอยู่ในขณะนี้นั้นเป็นของจริง ซึ่งจัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสใช้แจกให้กับแขกที่มาร่วมงานสโมสรสันนิบาต ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้มอบให้คู่สมรสใช้เมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ฟื้นฟูน้ำท่วมในหลายๆ จุด ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนทำนามบัตรดังกล่าวขึ้นมาเอง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีก็ทราบเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


ข้อเท็จจริงตีพิมพ์ในอินเตอร์เน็ต

"จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน"
Started by Red Freedom


จากกรณีเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก ได้เปิดเผยเรื่องราวที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ หลังมีการโพสภาพและฟอร์เวิร์ดเมลล์นามบัตรของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า
“Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat”
โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตรนั้น
จน ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนามบัตรดังกล่าว มีชื่อของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ในสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่ออยู่ในนั้นด้วย
ล่าสุด มีผู้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า InsiderNews Editorial ได้นำภาพนามบัตรของอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่น ออกมาเปรียบเทียบ พร้อมระบุข้อความว่า
“จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน จิตอคติคิดแต่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามจะไม่แคร์ว่าอะไรถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ประชาชนคนอ่านเป็นคนตัดสิน”