23 เมษายน 2555

ไขปริศนาภาพโป๊ในโทรทัศน์กลางประชุมรัฐสภาโดยทีมงานแบไต๋ไฮเทค


คลิปรายการพิเศษของแบไต๋ไฮเทคในเทป "ผ่าเทคโนโลยีป่วนรัฐสภาไทย" ให้รายละเอียดเรื่องนี้ชัดเจนทีเดียว ทำให้พอจะสรุปได้อย่างเป็นทางการว่า ภาพที่ขึ้นมาบนจอโทรทัศน์ของรัฐสภานั้นถูกส่งผ่านอุปกรณ์ซักชิ้น ที่เชื่อมต่อเครือข่ายเดียวกับโทรทัศน์ และใช้ DLNA ได้ ทำให้ผู้ต้องสงสัยในตอนนี้กลายเป็นเหล่าสส. และเจ้าหน้าที่ผู้มีสิทธิ์ในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของรัฐสภานั่นเอง


ข่าวฮือฮาในรอบสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นภาพโป๊ที่โผล่ขึ้นมากลางโทรทีศน์ในที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างการอภิปรายของนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นระยะเวลาสั้นๆ ประมาณห้าวินาที ซึ่งถูกสำนักข่าวหลายแห่งเก็บภาพไว้ได้ (อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมได้จากมติชน)
ในเบื้องต้นได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าภาพที่ขึ้นบนจอโทรทัศน์ดังกล่าวน่าจะมาจากการแฮคผ่าน Wi-Fi เนื่องจากโทรทัศน์ดังกล่าวเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตของรัฐสภาอยู่ด้วย ในขณะนั้นยังไม่ได้มีการให้ความเห็นว่าการแฮค Wi-Fi เพื่อส่งภาพไปยังโทรทัศน์สามารถทำได้จริงหรือไม่
เพื่อเป็นการพิสูจน์ ทางทีมงานแบไต๋ไฮเทคได้ทำการทดสอบโดยก่อนที่จะไปพูดถึงวิธีการทดสอบ ลองมาดูจุดน่าสงสัยจากวิดีโอคลิปที่สำนักข่าวได้ทำการถ่ายไว้ ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นสองจุดได้แก่
ตัวอักษรปริศนาที่มุมซ้ายบนของจอโทรทัศน์
เจ้าหน้าที่ (ผู้ต้องสงสัยแรก) ที่วิ่งออกจากห้องควบคุม
จากภาพทั้งสองพอจะคาดการณ์ได้ในเบื้องต้นว่าเจ้าหน้าที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับภาพที่ขึ้นมาบนจอโทรทัศน์ (เพราะยังต้องวิ่งออกมาดู) และตัวหนังสือที่โผล่ขึ้นมานั้นน่าจะเป็นตัวแปรหลักที่นำไปสู่คำตอบได้
เริ่มการทดสอบ
ในเบื้องต้นทางทีมงานแบไต๋ไฮเทคได้พูดถึงเทคโนโลยีที่สามารถส่งภาพผ่านทางเครือข่าย Wi-Fi ได้ (เพราะเจ้าหน้าที่ระบุว่าโทรทัศน์รุ่นดังกล่าวต่อกับเครือข่ายผ่าน Wi-Fi เพื่อใช้งาน) และมีเทคโนโลยีที่เข้าเค้าเพียงแค่ DLNA หรือเทคโนโลยีเพื่อส่งข้อมูลร่วมกับระหว่างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีพันธมิตรเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำทั่วโลกDLNA
การส่งข้อมูลผ่าน DLNA นั้นสามารถทำได้ผ่านอุปกรณ์อย่างโน๊ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ฯลฯ โดยมีจุดสำคัญคือต้องเชื่อมต่อเครือข่ายเดียวกัน
เพื่อให้การทดสอบใกล้เคียงสถานการณ์จริงที่สุด ทางทีมงานแบไต๋ได้ซื้อโทรทัศน์รุ่นเดียวกับที่ใช้ในรัฐสภาคือรุ่น LG LW6000 Series ที่สั่งซื้อเข้ามาใช้ในรัฐสภาทั้งสิ้น 4 เครื่อง และทำการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเดียวกับอุปกรณ์ที่สามารถส่งข้อมูลผ่าน DLNA ได้อย่างสมาร์ทโฟน ได้ผลออกมาเป็นดังนี้ครับ
จะเห็นได้ว่ามีข้อมูลของไฟล์อย่าง ชื่อ ขนาด และความละเอียด ปรากฏขึ้นในจุดเดียวกันกับที่เกิดในรัฐสภา (ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างไปตามแต่ละรุ่น) ทำให้พอจะสรุปได้อย่างเป็นทางการว่า ภาพที่ขึ้นมาบนจอโทรทัศน์ของรัฐสภานั้นถูกส่งผ่านอุปกรณ์ซักชิ้น ที่เชื่อมต่อเครือข่ายเดียวกับโทรทัศน์ และใช้ DLNA ได้ ทำให้ผู้ต้องสงสัยในตอนนี้กลายเป็นเหล่าสส. และเจ้าหน้าที่ผู้มีสิทธิ์ในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของรัฐสภานั่นเอง
สรุป
ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หรือตั้งใจก็แล้วแต่ คนที่มีส่วนผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้คือเจ้าหน้าที่ผู้ปล่อยให้ผู้ใช้อื่นในวงเครือข่ายสามารถส่งภาพขึ้นมายังโทรทัศน์ได้ในทันที (ปกติแล้ว DLNA สามารถปิดได้จากเมนูตั้งค่า) และเลินเล่อสองชั้นด้วยการไม่แยกเครือข่ายสำหรับใช้งานโทรทัศน์ ออกจากเครือข่ายที่ให้ผู้ใช้อื่นใช้งาน ก็เป็นบทเรียนให้ปรับปรุงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในครั้งต่อไปครับ

12 เมษายน 2555

เกิดอะไรขึ้นกับฟรีทีวีไทยทำไมยังถ่ายทอดสดพระราชพิธี ทั้งที่ต้องรีบรายงานเตือนภัยสึนามิ





หน้าเพจ facebookของศูนย์วิทยุพระนคร มูลนิธิร่วมกตัญญูรายงานเรื่องนี้เมื่อเวลาประมาณ 19.25 น. อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานใดๆยืนยันข่าวนี้

คราวเคราะห์ดีสำหรับคนไทยก็คือว่า ไม่ได้เกิดพิบัติภัยสึนามิขึ้นแต่อย่างใด แต่หากการณ์ตรงกันข้ามหละ?...

สื่อฝรั่งยอมรับไม่ได้ทีวีไทยถ่ายทอดสดพระีราชพิธีไม่ยอมตัดเข้ารายงานด่วนเตือนสึนามิ

Andrew MacGregor Marshall อดีตผู้สื่อข่่าวรอยเตอร์ เขียนในfacebookของเขาว่า เหตุแผ่นดินไหวและอาจเกิดพิบัติภัยสึนามิ ในฐานะเขาเป็นนักสื่อสารมวลชนอยากถามว่าเพราะเหตุใดโทรทัศน์ของไทยจึงไม่ออกข่าวเตือนภัยเรื่องสึนามิอย่างทันท่วงที แต่กลับไปถ่ายทอดสดพระราชพิธีในกาารพระราชกุศลพระอัฐิเจ้าฟ้าเพ็ชรัตน์ฯแทน นี่เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เอาซะเลย


With the tsunami risk now receded in Thailand, it is time to start asking the question of why national terrestrial TV stations all failed to broadcast timely tsunami warnings earlier today, instead broadcasting blanket coverage of the royal cremation aftermath. This could have put lives at risk had there been a tsunami. It was totally unacceptable.


กสทช.เผยทำหนังสือขอความร่วมมือเจ้าของฟรีทีวีแล้วให้เสนอข่าวเตือนภัย

ซึ่งนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช.ได้ให้ข้อมูลในโพสต์ของAndrew MacGregor Marshall ว่า กสทช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการโทรทัศน์ ฟรีทีวีทุกช่องขอความร่วมมือให้นำเสนอข่าวเรื่องสึนามิอย่างต่อเนื่อง และร้องขอให้แจ้งข่าวเตือนภัยให้ประชาชนทราบ(ตามหนังสือด้านล่างนี้)



อย่างไรก็ตามAndrew MacGregor Marshall ตั้งข้อสังเกตว่า กสทช.แจ้งหนังสือถึงฟรีทีวีช้าไปไม่ทันการ โดยก่อนหน้านี้มีผู้ให้ข้อสังเกตว่าหนังสือนี้ออกมาในเวลา20.00 น.(ซึ่งมีข่วแพร่ตามอินเตอร์เน็ตว่ามีโอกาสสึนามิเข้าจุดต่างๆตั้งแต่เวลา17.00-20นาฬิกาเศษ)

ผู้บริหารTPBSเผยยกเลิกถ่ายสดพระราชพิธีไปรายงานสึนามิต้องใช้ความกล้าหาญ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้บริหารTPBSซึ่งเป็นฟรีทีวีเพียงช่อวเดียวที่หยุดถ่ายทอดสดพระราชพิธีไปรายงานข่าวสึนามิ เปิดเผยในfacebook Vanchai Tantivitayapitakว่า

การที่ไทยพีบีเอสยกเลิกการถ่ายทอดสดในพระราชพิธีสำคัญ. เพื่อรายงานข่าวเตือนภัยเป็นเรื่องไม่ง่าย. ต้องใช้สติและความกล้าหาญ ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ร่วมกันทำให้ทีวีสาธารณะทำหน้าที่ได้จริงๆ





9 เมษายน 2555

บางตอนของ ′ใบตองแห้ง′ ออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ SAGA: สมจิตต์ ช่อง 7


(ชื่อเต็ม: ข้อคิดเรื่องการทำหน้าที่สื่อ จากกรณีสมจิตต์ ช่อง 7)


โดย ใบตองแห้ง


งานนี้ต้องมีชื่อเต็ม เพราะอยากทำความเข้าใจให้ชัดเจนแต่แรกว่า ผมไม่ได้เขียนวิพากษ์สมจิตต์ นวเครือสุนทร แต่ยกกรณีของเธอมาตั้งคำถามถึงขอบเขตของการทำหน้าที่สื่อ

.........................................

สมจิตต์ไม่เคยมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ มีนอกมีใน แม้ชื่นชมพรรคแมลงสาบอย่างแรงกล้า เหม่อมองหน้ามาร์คจนสะดุดหัวปักหัวปำ แต่ก็ไม่เคยมีข่าวร่ำลือในวงการว่าเธอได้อะไรจาก ปชป. ไม่เคยมีข่าวไปรับเลี้ยงดูปูเสื่อในคอนโดของรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (แหงอยู่แล้ว เธอเป็นผู้หญิง “ปูเสื่อ” เขามีไว้รับรองนักข่าวชาย) ไม่เคยรับโฆษณาหน่วยงานรัฐแล้วได้เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยรับซองรายเดือน... 



แล้วก็ไม่เคยจัดทอดกฐินวัดบ้านตัวเอง แจกการ์ดตั้งแต่รัฐมนตรียันปลัดกระทรวง อธิบดี คนละปึก เหมือนสื่อบางคนที่ชอบออกมาโวยวายเรื่องเสรีภาพสื่อ

แต่แน่นอน สมจิตต์เลือกข้างชัดเจน รัก ปชป. เกลียดทักษิณ เพื่อไทย เลือกข้างจนอาจกล่าวได้ว่าในหัวเธอรับข้อมูลด้านเดียว

คำถามคือนักข่าวเลือกข้างได้ไหม รักเกลียดได้ไหม ผมว่าได้ นักข่าวเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่อยู่ที่เลือกข้างแล้วจะทำหน้าที่ให้ดีได้อย่างไร

ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามา สมจิตต์ตั้งคำถาม เสียจนโด่งดังตกเป็นข่าวเสียเอง เมื่อมีคนเสื้อแดงส่งเมล์ใช้ถ้อยคำไม่พอใจ เข้าข่าย “คุกคาม” (แต่การไปประท้วงช่อง 7 ให้ย้ายเธอออกจากหน้าที่ ไม่ถือเป็นการคุกคามสื่อนะครับ ประชาชนผู้เสพย์สื่อย่อมมีสิทธิแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจการทำหน้าที่ของสื่อ ตราบเท่าที่ไม่ใช้กำลัง)

กรณีสมจิตต์ไม่ได้ตามนายกฯ ไปประชุมที่กัมพูชา ต้องอธิบายให้คนนอกเข้าใจว่า (ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจ) เวลานายกฯ หรือรัฐมนตรีคนสำคัญไปต่างประเทศ ทีวีพูล (ซึ่งเก็บเงินลงขันจากทุกช่อง) จะจัดคิวหมุนเวียนให้ช่องใดช่องหนึ่งไปทำข่าว แล้วเอาข่าวมาออกทุกช่อง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยรัฐบาลก็อำนวยความสะดวกให้ เพราะเสมือนไปทำข่าวประชาสัมพันธ์ให้รัฐบาล (พูดง่ายๆว่านักข่าวที่ไปแบบนี้ไม่ได้มีเสรีภาพที่จะมาทำข่าวด่ารัฐบาลหรอก ทีวีพูลคุณก็รู้อยู่)

บังเอิญรอบนี้ คิวมาลงช่อง 7 และคิวนักข่าวก็ลงสมจิตต์พอดี พูดอย่างให้ความเป็นธรรม รัฐบาลก็สะดุ้ง นักข่าวที่จะตามนายกฯ ดันเป็นสมจิตต์ ที่รู้กันอยู่ว่ามีอคติกับรัฐบาล รัฐบาลขอเปลี่ยนตัว ช่อง 7 ไม่ยอม รัฐบาลก็เลยบอกว่างั้นไม่ต้องไปแล้ว โดยอ้างทางกัมพูชา

ถามว่านี่คือการแทรกแซงสื่อไหม พูดตรงไปตรงมาก็เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะ แต่เรียกให้ถูก น่าจะเรียกว่าปฏิเสธสื่อ คือไม่ใช่รัฐบาลเอาช่อง 3,5,9,11 ไปแต่ไม่ยอมให้ช่อง 7 ไป แบบนั้นถือว่าปิดกั้น แต่แบบนี้คือ เมื่อมีสมจิตต์ให้เลือกคนเดียว กรูก็ไม่เลือก ไม่เอานักข่าวตามไปซะเลย ถามว่ามีสิทธิไหมครับ

แต่แน่นอนรัฐบาลเสีย คือแทนที่จะได้ประชาสัมพันธ์ผลงาน ก็ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ นักข่าวก็เสีย คือแทนที่จะได้ข่าว ก็ไม่ได้ข่าว

พูดอย่างให้ความเป็นธรรมกับสมจิตต์ เธอบอกเพื่อนๆ ว่ารู้หรอกน่า ไปในนามทีวีพูล ทำข่าวการประชุมนานาชาติ เธอก็ต้องทำตัวให้เหมาะสม ไม่ไปทำวงแตกหรอก ผมว่ารัฐบาลน่าจะให้โอกาสเธอ เพราะถ้าเธอทำวงแตก รัฐบาลก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะจี้ทีวีพูลและช่อง 7 เล่นงาน

หน้าที่กับทัศนะ
ถ้าเรายอมรับว่านักข่าวเลือกข้างได้ มีเสรีภาพที่จะเป็นเหลืองแดง เลือกนิยมพรรคใดพรรคหนึ่ง ประเด็นที่ควรถกกันในแวดวงวิชาชีพสื่อคือ เราสามารถเอาทัศนะส่วนตัวเข้าไปสอดแทรกในการทำหน้าที่มากน้อยเพียงใด

ถ้าเป็นคอลัมนิสต์ เป็นคอมเมนเตเตอร์ โอเค ไม่มีปัญหา คุณจะใส่ความเห็นอย่างไรในคอลัมน์ ชัดเจนว่าเป็นความเห็นส่วนตัว (แต่ถ้าปลุกความเกลียดชัง ปลุกให้คนไร้สติ ก็คือสื่อรวันดา สมควรถูกประณาม ไม่สามารถปกป้องว่าเป็นเสรีภาพสื่อ)

ถ้าเป็นหัวหน้าข่าว รีไรเตอร์ สื่อไทยพยายามขีดวงว่าไม่ใส่ความเห็นในเนื้อข่าว (แต่มันก็มีวิธีสอดแทรก) ส่วนโปรยข่าว พาดหัวข่าว หลายสำนักละเลงกันสะใจ นี่ก็แยกคนอ่านอยู่ในตัว ฉบับไหนเป็นสื่อเหลือง สื่อแดง สือสลิ่ม หรืออีแอบ

ผมยืนยันเสมอว่าสื่อเลือกข้างได้ แต่คุณต้องยอมรับผลของการกระทำนั้น ไม่ใช่สื่อคุกคามคนแต่ห้ามคนเขาตอบโต้สื่อ สื่อเลือกข้างก็ต้องยอมรับว่าคุณจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกแสดงความไม่พอใจ ประท้วง ด่าทอได้ ตราบใดที่ไม่ใช้กำลังและไม่เข้าข่ายดูหมิ่นเหยียดหยามหรือหมิ่นประมาท (แบบเดียวกับหนัง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ของสลิ่มตัวแม่ อิ๋ง กาญจนวณิชย์ ควรมีเสรีภาพในการฉาย แต่ฉายแล้วคนดูด่าขรม เสื้อแดงเกลียดชัง ผู้กำกับก็ต้องยอมรับ)

ปัญหาน่าคิดคือบทบาทของนักข่าวภาคสนามนี่สิ บทบาทของนักข่าวภาคสนามไม่ได้อยู่ที่การเขียนคอลัมน์หรือพาดหัว แต่อยู่ที่การตั้งประเด็นคำถาม ไม่ว่าจะถามนำ ถามตาม ถามต้อน ต้องทำการบ้านมาอย่างแม่นยำ นักข่าวเก่งๆ อย่างสมชาย มีเสน ไม่ได้ส่งผลสะเทือนเฉพาะหนังสือพิมพ์ฉบับที่ตัวเองอยู่ แต่เป็นผู้กำหนดประเด็นข่าวทำเนียบในวันนั้นของทุกสื่อได้เลย (นักการเมืองถึงได้กลัว)

ฉะนั้น ถ้าเราเลือกข้างแล้วเราสามารถสอดแทรกทัศนะเข้าไปในการตั้งคำถามมากน้อยเพียงไร

นักข่าวตัวอย่างในกรณีคล้ายสมจิตต์ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม สุทิน วรรณบวร ผู้สื่อข่าวเอพี ผู้ตั้งคำถาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตอนที่พันธมิตรบุกทำเนียบแล้วรัฐบาลสมัครประกาศภาวะฉุกเฉินว่า “ระหว่างชีวิตเลือดเนื้อประชาชนกับนายกฯ เฮงซวย จะเลือกฝ่ายไหน”

ใครที่ดูทีวีถ่ายทอดสดตอนนั้นคงจำได้ ไม่ใช่ถามธรรมดานะครับ แต่คุณสุทินใส่อารมณ์โกรธแค้นรุนแรงจนตัวสั่น

ถ้าคนไม่รู้จักมาก่อน คงเข้าใจว่าคุณสุทินเป็นแกนนำพันธมิตรหลุดเข้ามาในที่แถลงข่าว ไม่ใช่นักข่าว ซึ่งตอนหลังคุณสุทินก็ลาออกจากนักข่าว แล้วโดดขึ้นเวทีพันธมิตรจริงๆ

คุณสุทินเจ้าของหนังสือ “นักข่าวสายโจร” เป็นนักข่าวแบบที่สามารถใช้ภาษากำลังภายในว่า “ชิงชังความชั่วร้ายยิ่งกว่าความอาฆาตแค้น” เก่ง กล้า ตรงไปตรงมา อัตตาสูง แสดงออกอย่างร้อนแรงทุกยุคทุกสมัย เท่าที่จำความได้ก็ตั้งแต่สมัย รสช.เช่นถามบรรหารเรื่องที่พูดในสภาว่ามีนักการเมืองตระบัดสัตย์ "อยากรู้ว่าใครเป็นสัตว์ ใครเป็นคน คุณเป็นสัตว์หรือไม่" ตอนทักษิณเรียกพรรคเล็กมาลงสัตยาบัน ก็ถามว่า "นี่สภาจริงหรือสภาโจ๊ก"

“คุณดูสิครับว่าไอ้คนที่ได้รับคำถามจากเราน่ะ มันเหมาะสมที่จะได้รับคำพูดที่ไพเราะเพราะพริ้งไหม คุณคิดว่านักการเมืองพวกนี้ ควรได้รับคำถามแบบไหน คำถามที่นอบน้อมไหม ถ้าคนเลว เราต้องถามด้วยคำถามเลวๆ นักการเมืองที่คนทั้งประเทศเรียกมันว่าไอ้ จะให้คนเรียกว่าท่านเหรอ อย่างนี้แหละ ประชาชนถึงได้ถูกขี่คอมาตลอด”

ฟังแล้วน่าปรบมือให้ ถ้าไม่ฉุกคิดว่านี่ผู้นำม็อบหรือนักข่าว (กันแน่วะ)

“ผมถามว่าคุณสมัครเมื่อเกิดเหตุนองเลือดขึ้นแล้วเนี่ย พรรคประชากรไทยของคุณจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลไหม แกก็บอกว่า เออ..ทีจอร์จบุชมันฆ่าคนในเหตุจลาจลในอเมริกาไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย ผมก็บอกว่ามันคนละเรื่องกัน ผมถามว่าคุณจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลไหม แกก็เห็นนักข่าวฝรั่งเยอะแกก็บอกให้ฝรั่งถามบ้าง ปีเตอร์ซึ่งเป็นนักข่าวฝรั่งเขาก็บอกว่าผมก็จะถามเหมือนที่คุณสุทินถามน่ะแหล่ะ ผมก็ถามย้ำว่าจะถอนตัวหรือเปล่า แกหันขวับมาบอกว่าคุณหุบปากได้แล้ว ผมก็เลยสวนไปว่ามึงก็หุบปากสิวะ แกก็บอกว่าถ้างั้นคุณมาถามผมทำหอกอะไร ผมก็บอกว่าแล้วคุณมาเป็นรองนายกทำส้น....อะไร เท่านั้นแหละวงแตกเลย ตอนนี้พอแกมาเป็นนายกฯก็เลยมีคนตั้งฉายาแกว่า ‘นายกฯหอกหัก’ (หัวเราะขำ)”

คุณสุทินเล่าในผู้จัดการย้อนอดีตหลังพฤษภาทมิฬ

นี่ไม่ใช่เรื่องสีนะครับ ไม่ใช่เพราะเป็นสีเหลือง แต่สมมติกลับข้างกัน นักข่าววอยซ์ทีวีลุกขึ้นมากำหมัดกัดฟันหน้าแดงก่ำตะโกนถาม พล.อ.อนุพงษ์ในเดือนพฤษภาคม 2553 ว่า “ระหว่างชีวิตเลือดเนื้อประชาชนกับนายกฯ ฆาตกร จะเลือกฝ่ายไหน” ผมก็ว่าคุณมีปัญหาแล้ว คุณจะเป็นนักข่าวหรือเป็นเสื้อแดง เส้นแบ่งมันเลอะเลือน เวลาทำหน้าที่ คุณต้องชัดเจนว่าเป็นนักข่าว

ถ้าเปรียบเทียบให้ Extreme อีกหน่อยก็คือ นักข่าวอิรักขว้างรองเท้าใส่จอร์จ บุช ในความเป็นชาวอิรักผู้ถูกรุกรานเขาคือฮีโร่ แต่ในความเป็นนักข่าว เขาล้ำเส้นจรรยาบรรณ

หลังคำถาม “นายกฯ เฮงซวย” คุณสุทินมีปัญหากับเอพีต้นสังกัด ท้ายที่สุดก็ลาออก (มาอยู่ ASTV พักหนึ่งแล้วลาออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุ) คุณสุทินโทษว่ามีคนอีเมล์ไปฟ้อง พวกพันธมิตรพูดทำนองว่าเอพีถูกซื้อ หรือมีอิทธิพลล็อบบิ้ยิสต์ แต่ว่ากันตามเนื้อผ้า ถ้าผมเป็น บก.ข่าวเอพี ผมก็มองว่าคุณสุทินเลือกข้างแล้วใช้อารมณ์จนมีปัญหาในการทำข่าว ไม่เหมาะสมจะทำหน้าที่อีกต่อไป

สำนักข่าวใหญ่ระดับโลกนะครับ เขามีกรอบเกณฑ์ของเขาอยู่ ถึงไม่จำกัดว่าต้อง “เป็นกลาง” อย่างเคร่งครัด แต่ก็อย่าแสดงอารมณ์จนกระทบกระเทือนเครดิตของต้นสังกัด

จะหาเรื่องหรือหาข่าว
ย้อนมาที่สมจิตต์ เธอยังไม่ตั้งคำถามรุนแรงขนาดคุณสุทิน แต่อาจเป็นเพราะเธอ “แหลม” อยู่คนเดียวในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล (อันที่จริงเท่าที่สอบถาม มีนักข่าว 3-4 คนที่มักตั้งคำถามซักไซ้ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามร้อนเท่าสมจิตต์ รายหนึ่งอยู่สำนักข่าวต่างประเทศ แต่ประเด็นที่สำนักข่าวต่างประเทศต้องการก็แตกต่างไป)

นักข่าวที่สนิทกันรายหนึ่งยังบอกว่า สมจิตต์ตั้งคำถามคล้ายๆ ผมสัมภาษณ์ไทยโพสต์แทบลอยด์นั่นแหละ อย่างน้อยก็มีส่วนคล้ายกัน 50% ขึ้นไป คือต้อนจนกว่าจะได้ประเด็นที่ต้องการ

อ้าว งั้นเหรอ แต่ผมว่าไม่เหมือนกัน บรรยากาศต่างกัน ผมสัมภาษณ์พิเศษ 2 ต่อ 2 ไม่ว่าจะมีความเห็นตรงกันหรือตรงข้าม ยังเป็นการโอภาปราศรัยในบรรยากาศที่เอื้อ ไม่เหมือนยืนแย่งกันถามในทำเนียบ บางครั้งผมถามแรงในเนื้อหา แต่ก็ระวังท่าที และมักจะมาในช่วงท้ายๆ หลังจากปรับทุกข์ผูกมิตรแล้ว ไม่ใช่นั่งลงปุ๊บก็ชวนทะเลาะ ผมมีเวลาต้อน ยั่วยุ หรือยกยอ จนได้ประเด็นที่ต้องการ อย่างน้อยผมก็ไม่เคยลงเอยด้วยการหวิดฟาดปากกับแหล่งข่าวหรือโดนด่าไล่หลัง ส่วนใหญ่ชอบด้วยซ้ำ เพราะผมให้เขาพูดในสิ่งที่เขาอยากพูด พร้อมๆ กับถามในประเด็นที่ผมอยากถาม และประเด็นที่ผมคิดว่าคนอ่านอยากรู้

พูดแล้วจะหาว่าคุย งานสัมภาษณ์ที่ผมภาคภูมิใจคือสัมภาษณ์สนธิ ลิ้ม ในฉบับท้ายๆ ก่อนเลิกทำไทยโพสต์แทบลอยด์ สนธิก็รู้ว่าผมคิดอย่างไร แต่ผมให้สนธิพูดให้หมด และผมก็ถามสิ่งที่ผมอยากถามจนหมด สนธิอ่านแล้วชอบใจจนเอาไปพิมพ์เป็นเอกสารประกอบการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ พันธมิตรอ่านแล้วปลื้ม เสื้อแดงอ่านแล้วยิ่งชิงชัง มันออกมาสมบูรณ์แบบทั้งสองด้าน

ไม่ใช่ว่าผมสัมภาษณ์แล้วไม่ชวนทะเลาะ มียกเว้นบางราย เช่น พี่เปี๊ยก พิภพ ธงไชย เนื่องจากสนิทกัน ผมตั้งคำถามชวนทะเลาะ ประชดประเทียดเสียดสีอีกต่างหาก แต่ให้รสชาติไปอีกแบบ เป็นการเอาตัวตนของผมใส่เข้าไปในงานสัมภาษณ์ (เคยสัมภาษณ์ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จนลูกสาว อ.สมเกียรติที่นอนอยู่ข้างวงหายง่วงลุกขึ้นมาถามว่านี่จะทะเลาะกันหรือสัมภาษณ์กัน)

ที่ยกหางตัวเองมายืดยาว คริคริ คือผมจะบอกว่าการตั้งคำถามมันเป็นศิลปะ ที่ต้องทำให้สอดคล้องกับกาลเทศะ ไม่ใช่ว่าผมเก่งหรอก ให้ผมไปยืนถามในทำเนียบก็คงใบ้กิน แต่หลักการเดียวกัน ถ้าเราอยากได้คำตอบ หรือแม้แต่อยากซักให้จน บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามแรง แต่หาวิธีไล่เรียงเอา

สมมติเช่น แทนที่จะถามว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คิดจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติและประชาชนบ้างหรือไม่” คุณก็อาจจะถามว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ รัฐบาลต้องการแก้ไขประเด็นไหนบ้าง” ถ้าคุณมี agenda คุณก็ต้องพยายามล่อให้เขาตอบ เช่น ต้องการแก้ ม.237 เรื่องยุบพรรคใช่หรือไม่ จากนั้นค่อยลงท้ายว่าต้องการแก้ ม.309 ใช่หรือไม่

แต่พอถามว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คิดจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติและประชาชนบ้างหรือไม่” คุณอยากให้ยิ่งลักษณ์ตอบว่าอะไร “ไม่คิดค่ะ” กระนั้นหรือ มันคือคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ และจริงๆ มันไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำประณามที่มาในรูปของคำถาม ฉะนั้นไม่แปลกหรอกที่ยิ่งลักษณ์เดินหนี

แล้วมันก็เป็นสิทธิของรัฐบาลที่เขาจะวิจารณ์กลับ เป็นสิทธิของสุรนันท์ เวชชาชีวะ ที่จะวิจารณ์สมจิตต์ หรือวิจารณ์ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ หรือจะวิจารณ์ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่พรรคแมลงสาบมีสิทธิตอบโต้ผม สื่อจะถือสิทธิวิจารณ์นักการเมืองข้างเดียวไม่ได้

ผมพยายามจะแยกเรื่องสีเสื้อ ทัศนะ ออกไปแม้คงแยกไม่ได้เด็ดขาด แต่ลองสมมติตัวเองว่าถ้าผมเป็นบรรณาธิการข่าวทีวี ที่มีนักข่าวทำเนียบเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาล ผมจะทำอย่างไร ถ้านักข่าวของผมใช้วิชาชีพเป็นเครื่องมือแสดงทัศนะทีเกลียดชัง อคติ จนฝ่ายรัฐบาลต่อต้าน ถามอะไรก็ไม่ตอบ หรือตอบก็กลายเป็นทะเลาะกัน จะโทษนักข่าวฝ่ายเดียวไหม ก็คงไม่ แต่ถามว่าเขาทำหน้าที่นักข่าวได้เต็มที่ไหม คำตอบก็คือไม่

เอาง่ายๆ ถ้านักข่าววอยซ์ทีวีประณามอภิสิทธิ์ “ฆาตกร” ถ้าผมเป็น บก.ข่าวผมก็ต้องเรียกมาอบรม คุณแสดงอารมณ์อย่างนี้ไม่ได้ มันมีขีดคั่นของจรรยาบรรณอยู่ คุณไปยืนตรงนั้นไม่ได้ไปในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ไปในฐานะวอยซ์ทีวีด้วยซ้ำ แต่ไปในฐานะนักข่าวที่ต้องตั้งคำถามแทนประชาชน ถามในสิ่งที่ประชาชนอยากรู้ คุณไม่มีหน้าที่ไปแสดงความเห็นหรืออารมณ์ของตัวเอง ถ้ามีความเห็น ก็ใช้สมองของคุณแปรมันออกมาเป็นคำถามที่สอดคล้องกับความอยากรู้ของสาธารณชน

พูดอีกอย่างในฐานะที่เราทำงาน เราก็ต้องอยากได้งาน เราตั้งคำถาม เราย่อมอยากได้คำตอบ ถ้าถามแล้วทำให้ไม่ได้คำตอบ ไม่ได้ข่าว เพียงแต่เป็นข่าวว่านายกฯ เดินหนีนักข่าวปากกล้า กลายเป็นตัวเราเป็นข่าวเสียเอง อย่างนี้ถือว่าบรรลุเป้าหมายของงานข่าวหรือไม่

ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ผมจะบอกว่าช่อง 7 ควรเปลี่ยนสมจิตต์ไปทำข่าวบันเทิง เพราะผมมองว่าสมจิตต์เป็นนักข่าวที่เก่ง เราควรมีนักข่าวเก่งๆ ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ใช่มีแต่นักข่าวที่เช้ามาก็ชมว่า วันนี้ท่านนายกฯ แต่งตัวสวยจัง แต่ปัญหาคือสมจิตต์ต้องหาจุดลงตัว หาจุดที่ทำหน้าที่ได้อย่างมีเหตุผล มีประโยชน์ รู้ประมาณ

ผมไม่ได้บอกว่านักข่าวจะต้องไปเอาอกเอาใจนักการเมือง ทหาร แต่ดูอย่างวาสนา นาน่วม ผบ.เหล่าทัพยัวะเธอก็หลายครั้ง แต่วาสนายังอยู่ ยังตั้งคำถามให้ ผบ.เหล่าทัพต้องตอบ เธอต้องมีศิลปะ ทีแข็งทีอ่อน ไม่งั้นก็ทำข่าวไปด้วยเขียนลับลวงพรางไปด้วยไม่ได้หรอก

ขอย้ำว่านี่ผมไม่ได้พูดเรื่องสมจิตต์คนเดียว แต่เธอเป็นตัวอย่างของกรณีที่นักข่าวเลือกข้างแล้ว จะทำหน้าที่อย่างไรให้เหมาะสม นี่เป็นประเด็นที่วงวิชาชีพสื่อควรขบคิด ไม่ใช่พอมันเป็นเรื่องแล้วก็สะใจ “ยุน้องออกมาตายดาบหน้า”

อันที่จริงผมเชื่อว่าเรื่องสีเสื้อมีส่วน เพราะมันทำให้คนสุดขั้วสุดโต่ง โดยเฉพาะสื่อ สุดโต่งอย่างไม่เคยเห็นกันมาก่อน เพราะความเชื่อที่ว่าตัวเองเป็นฝ่ายดี ฝ่ายถูก มีคุณธรรมจริยธรรม ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือความชั่วร้าย

สมจิตต์เองก็ทำหน้าที่ตรวจสอบมาทุกรัฐบาล ตั้งคำถามร้อนแรงกับทุกนายกฯ กระทั่งชวน หลีกภัย ยังเคยตอบโต้เธอว่ากลับไปถามพ่อถามแม่ที่บ้านสิ

แต่ในวิกฤติที่ไม่ปกตินี้ เธอก็น่าจะรู้ตัวเองดี ว่าอยู่ในอุณหภูมิปกติหรือไม่ เธอตรวจสอบรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในมาตรฐานเดียวกับรัฐบาลชวน หรืออย่างน้อยก็รัฐบาลบรรหารหรือเปล่า ถ้าอยู่ในระดับอารมณ์เดียวกันถึงมันจะมีปัญหา แต่ก็ไม่น่ามากขนาดนี้

1 เมษายน 2555

สัมภาษณ์นักเขียน'ต้องห้าม'เปิดตัวหนังสือ'ต้องอ่าน'




ในวาระสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำปีนี้(29มีนาคม-8เมษายน) ไทยอีนิวส์ได้สัมภาษณ์ จรรยา ยิ้มประเสริฐ ( เล็ก ) ผู้เขียนหนังสือ"แรงงานอุ้มชาติ"ที่กำลังเปิดตัวในขณะนี้ จรรยา ตัดสินใจใช้ชีวิตที่ต่างแดน เพื่อทำงานรณรงค์ประชาธิปไตยในประเทศไทย นับตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 53 เมื่อเธอไปแตะเรื่อง"ต้องห้าม"สำหรับประเทศไทยเข้า...
1. ทำไมคุณจรรยาเขียนเล่มนี้ออกมา และพล็อตสำคัญของหนังสือนี้คืออะไร และเพราะอะไรคนควรควัก 300 บาท ไปซื้อมาอ่าน

เล็กเชื่อและพูดมาโดยตลอดว่า “ประเทศจะพัฒนาก้าวหน้า ไม่ได้ต้องการผู้นำเก่งเท่านั้น แต่ต้องการประชาชนที่เก่งและรู้เท่าทันผู้นำที่เก่งด้วย”

แต่การเมืองไทยหรือจะพูดว่า วิธีการเมืองไทยที่เห็นและสัมผัสมาตลอดชีวิต เป็นเรื่องของการล่อหลอกและกล่อมเกลาประชาชนด้วยข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อ “เท็จปนจริง” ที่แยกกันไม่ออก และมักจะนำเสนอข้อมูลเฉพาะ “ด้านเดียว" และ "ด้านดี” ของผู้นำ

ไม่ว่าจะมาจากสถาบันระดับสูง และ/หรือสถาบันนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารบ้านเมือง ที่อัดฉีดแคมเปญต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคจอมพลป. ที่ว่า “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” เป็นวิถีการเมือง “บนลงล่าง รองรับด้วยโครงสร้างชนชั้นในสังคมวิถี “ไพร่-ผู้ดี-สมมุติเทพ” ที่ให้ค่าและความสำคัญกับชนชั้นสูงมากกว่าประชาชนทั่วไป

ดูได้จากคำกล่าวของทักษิณที่นั่งเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัว และได้รับการต้อนรับอย่างหรูหราในทุกประเทศที่ไปเยือน แล้วบอกว่า "ผมคือผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด" นี่คือตัวอย่างของการให้คุณค่าตัวเองของผู้นำ

ซึ่งภาพที่ได้เห็นมันต่างกันอย่างสุดขั้วกับภาพของประชาชนที่ออกมาต่อสู้จริงตลอดหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 หลายคนเสียสละเงินทองกันจนหมดเนื้อหมดตัวเพื่อการต่อสู้ แม้จะยากจนกว่าทักษิณหลายร้อยหลายพันเท่า

หลายคนต้องสูญเสียชีวิต บางคนเสียหัวหน้าครอบครัว และยังมีอีกนับร้อยที่ "สูญเสียอิสระภาพอยู่ในเรือนจำ" และ "อีกไม่ทราบจำนวนที่ต้องลี้ภัยในต่างแดน" เป็นการอยู่ที่ต่างแดนยากลำบากแสนสาหัสกว่าผู้ที่อ้างว่า "ได้รับผลกระทบมากที่สุด" เสียด้วย
ถ้าจะพูดแรงๆ ก็คงขอบอกว่าทักษิณพูดโดยไม่มีความรับผิดชอบมากๆ ซึ่งถ้าเป็นผู้นำมวลชนที่มีวุฒิภาวะ จะไม่มีทางอ้างว่า "ผมได้รับผลกระทบที่สุด" เพราะ ความสูญเสียของประชาชนที่ไม่มีอะไรจะเสีย แต่ยอมเสีย มันเป็นอะไรที่ผู้นำต้องตระหนักถึงก่อนเสมอ
การเมืองชนชั้นสูงและนายทุนของไทย จึงเป็นการเมืองที่หล่อเลี้ยงประชาชนด้วยความฝัน ให้อยู่ด้วยการฝากความหวัง และรอคอยความช่วยเหลือไว้ ภายใต้วิถีการเมืองระบอบ “พ่อขุนอุปภัมภ์เผด็จการ” ที่ อ.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ให้คำนิยามนี้ไว้ดียิ่ง

วิถีคิดแบบนี้มันควรจะเปลี่ยนได้แล้วในทศวรรษที่ 21 ที่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมีได้หลายทาง และก็ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนควรจะต้องขวนขวายศึกษาและทำความเข้าใจสังคมและการเมืองด้วยตัวเอง ไม่ใช่จากการรับเพียงชุดข้อมูลด้านเดียวที่ถูกยัดเยียดให้ เพื่อการหวังผลทางการสร้างมวลชนสนับสนุนของผู้มีอำนาจ

อีกทั้งไม่ต้องพูดกันถึงลักษณะของข้อมูลที่แทบจะไม่เคยตีแผ่เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนระดับล่างที่ไม่ยอมจำนน

การนำเสนอของกระแสหลักทั้งรัฐบาลและสื่อมวลชน ทั้งหมดทั้งมวลพุ่งไปที่ความสูญเสีย(ในผลประโยชน์และอำนาจ) ของชนชั้นสูงเพียงเท่านั้น

เป็นการเมืองที่ไม่ว่า “ทักษิณจะไป อภิสิทธ์จะมา” หรือไม่ว่า “อภิสิทธิ์จะไป ยิ่งลักษณ์จะมา” ประชาชนก็ยังต้องเผชิญกับปัญหามากมายอยู่ดี


หนังสือต้องอ่านโดยนักเขียนต้องห้าม-จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมแรงงานที่อยู่ระหว่างลี้ภัยการเมืองพิกลพิการในต่างประเทศเขียนหนังสือ"ต้องอ่าน"ผ่าลึกประเทศไทยผ่านมิติด้านแรงงาน ท่านสามารถสนับสนุนนักสู้ที่อุทิศตัวเพื่อการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยให้อยู่ได้อย่างยืนหยัด สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ โดยโอนจ่ายผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาบิ๊กซีรามอินทรา เลขที่864-2-07040-2 ชื่อบัญชี ประเวศ ประภานุกูล จำนวน 330 บาทหนังสือราคา300 บวกค่าจัดส่ง30บาท (คำประชาสัมพันธ์จากคอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดง;ไทยอีนิวส์)

หนังสือเรื่อง "แรงงานอุ้มชาติ" เล่มนี้ จึงเป็นหนังสือที่ตีแผ่เรื่องราวของความเดือดร้อน การต่อสู้ และการไม่ยอมจำนนต่อนายทุน และรัฐ (รัฐบาลและลูกจ้างรัฐ) ของคนที่ถูกเรียกว่าชนชั้นล่าง - คนงาน กรรมกร ชาวไร่ชาวนาตาสีตาสา - จากบทเรียนการทำงานกว่ายี่สิบปี

และเป็นเรื่องราวที่เล็กได้เขียนไว้ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา บางเรื่องอาจจะผ่านตาผู้อ่านแล้ว แต่หลายเรื่องมั่นใจว่าผู้อ่านยังไม่เคยเห็น

และยิ่งไม่นับว่าเป็นหนังสือเล่มแรกที่รวมข้อเขียนกว่า 30 เรื่องไว้ด้วยกัน ที่หนาถึง 430 หน้า ซึ่งจริงๆ คววรจะตั้งราคาขายที่สูงกว่านี้ แต่ด้วยเราไม่ใช่ต้องการค้ากำไรเกินควร และต้องการร่วมแสดงสัญลักณ์เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ จึงตั้งราคาแค่ 300 บาท
ถ้าคนงานไทยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาจะเข้าใจได้ทันทีว่า “การทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้นั้น จะได้มาด้วย “การรวมตัวต่อรองทั้งกับนายจ้างและรัฐ ไม่ใช่ได้มาด้วยการร้องขอ” และการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็มาจากการสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐ ทุนและนักการเมืองมาโดยตลอด

ไม่ใช่จากความอนุเคราะห์จากนักการเมืองผู้เก่งกาจ นายทุนที่ใจดี หรือโดยปรีชาชาญของสมมุติเทพองค์ใดเท่านั้น

2.มีนักกิจกรรม เอ็นจีโอ นักแรงงานที่เกลียดกลัวทักษิณและคนเสื้อแดงซะส่วนมาก เลยพลอยหันไปสนับสนุนเผด็จการ คุณจรรยาน่าจะเป็นเพียงในไม่กี่คนที่โปรประชาธิปไตย อะไรคือความแตกต่างและมีผลสะเทือนอย่างไรตามมา


ใช่ค่ะ เล็กตัดสินใจไม่ร่วมกับ NGOs ที่มีการประชุมกันเมื่อปลายปี 2548 ว่าควรจะเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนของสนธิ ลิ้มทองกุล เพราะ “สนธิมีมวลชน” และก็ตัดสินใจไม่ร่วมกับกลุ่มที่ก่อร่างมาเป็น นปช. ในปี 2552 ที่บอกว่า “ต้องรวมตัวกับค่ายเพื่อไทยเพราะมีมวลชน”

แต่สุดท้ายทั้งสองทางเลือก ก็ใช้วิถีการโฆษณาและระดมมวลชนแบบเดียวกัน คือการอัดฉีดความดี และความเป็นสุดยอดมนุษย์ ของคนๆ เดียว ที่แต่ละฝ่ายเชิดชู และ/หรือชูและเชิด

ทั้งสองฝ่ายอ้าง “เพื่อประชาธิปไตยคนดี” กับ “เพื่อประชาธิปไตยคนเก่ง” แต่ไม่ได้พยายามกันเลยที่จะเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมแห่งการหล่อหลอมหลักการ "ประชาธิปไตยประชน"

อีกทั้งการประท้วงก็ใช้รูปแบบรวมศูนย์ ด้วยเวทีปราศรัยของแกนนำ และสั่งการเคลือนไหวจากแกนนำเท่านั้น ไม่มีการเลือกตั้งแกนนำโดยมวลชน ไม่มีการสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ ในที่ชุมนุม

พันธมิตรนี่ไม่มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำ นปช. ก็เป็นการตั้งกันเองช่วงแรก พอถูกดันหนักขึ้นมาประกาศเลือกตั้งประธาน นปช. เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ล็อคสเปคชิงเลือกตั้งแกนนำระดับชาติก่อนแบบไร้คู่แข่งขัน (อ. ธิดา) แทนที่่จะเปิดให้มีการเลือกตั้งแกนนำระดับฐาน (หมู่บ้าน จังหวัด) ก่อนที่จะจัดเลือกตั้งแกนนำระดับชาติ ตามครรลองประชาธิปไตย “ล่างขึ้นบน” ที่ควรจะส่งเสริม

การเมือง 6 ปี ที่ผ่านมา จึงน่าเสียดายตรงที่การจัดตั้งหรือนำมวลชน เลือก “ยุทธวิธีทางการเมือง” มากกว่า “การเมืองหลักการ” เป็นการเมืองที่มุ่งจัดตั้งมวลชนขนาดใหญ่ และแม้ว่ามวลชนร่วมลงขันมาต่อเนื่องตลอดหลายปี แต่่แกนนำก็ไม่เคยวางใจและดูถูกมวลชนมาแบบเดียวกันนี้ทุกยุค ทุกสมัยไม่เปลี่ยนแปลง

ที่สำคัญไม่น่าเชื่อว่า นปช. ที่ดึงมวลชนใส่เสื้อแดงได้มากที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ กลับไม่สามารถหล่อหลอมวิถี “การเมืองประชาธิปไตยแห่งการมีส่วนร่วมของประชาชน” และเลือกยุทธวิธีการทำงานเป็นกองกำลังของพรรคเพื่อไทย อย่างแยกไม่ออก

ผลสะเทือนและเป็นจุดหักเหของตัวเอง คือ การสังหารประชาชนเดือนเมษาและพฤษภา 2553 ที่ทำให้เล็กลุกขึ้นมาเขียนบทความ “ทำไมถึงไม่รักXXX” แล้วมีปฏิกริยาของทั้งคนรอบตัว และคนอ่านค่อนข้างแรงทั้งในด้านบวกและด้านลบ

จนต้องตัดสินใจลาออกจากงานทั้งๆ ที่ไม่มีงานใหม่รองรับ ตัดสินใจไม่ติดต่อครอบครัวอีกต่อไป และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาธิปไตยของประเทศไทยจากต่างแดน ที่ให้พื้นที่เสรีภาพในการคิด เขียน และพูด ได้ดีกว่า “ยอมลำบากกาย แต่มีอิสระทางความคิด”

เล็กมองว่าประเทศจะก้าวหน้า วิถีการเมืองของทุกฝ่ายจะต้องไม่ผูกติดแค่ว่า "คนดีแต่ไม่เก่ง ไม่เป็นไร" หรือ "คนโกงแต่เก่ง ไม่เป็นไร" เราบอกไม่ได้ว่าคนดีนั้นดียังไง คนโกงนั้นโกงจริงหรือเปล่า คนเก่งนั้นเก่งอะไร เก่งแค่ไหน เรื่องพวกนี้มันกลายเป็นเหมือมายาคติมากกว่าที่จะยืนอยู่บนการตรวจสอบ และมาตรฐานด้านกระบวนการศาลสถิตยุติธรรมของไทยก็ถูกตั้งคำถามอีกเช่นกัน

เพื่อวิถีการเมืองที่จะหลุดพ้นจากวงจรอุบาดเดิมๆ สังคมต้องพร้อมที่ยอมรับว่า
1. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหัวใจที่ขับเคลื่อนประเทศ และต้องไม่มีกฎหมายปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งหลาย โดยเฉพาะข้อเขียนในรัฐธรรมนูญที่ต้องไม่ละเมิดความเสมอภาคของประชาชน และมาตรา 112 ต้องถูกยกเลิก - ต้องไม่มีนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถ้าประเทศเปิดรับฟังความคิดเห็นและการแสดงออกของประชาชน

2. สิทธิในการรวมตัวในนามสหภาพแรงงาน องค์กร สมาคม และสิทธิการเจรจาต่อรองร่วมกับนายจ้างหรือกับรัฐบาล เป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริม และการประท้วงของทั้งคนงานและเกษตร ไม่ใช่เรื่อง “ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายต่อนายทุน” เช่นที่รัฐบาล รัฐมนตรีและข้าราชการกระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งสื่อต่างๆ พยายามจะโจมตีทุกครั้งที่คนงานหรือเกษตรกรประท้วง

3. การยอมรับและส่งเสริมให้ประชาชนแต่ละกลุ่มสาขาอาชีพตั้งพรรคการเมืองของตัวเองเข้ามาต่อสู้ในครรลองประชาธิปไตยในรัฐสภาตัวแทนของประชาชน

4. ปรับปรุงคุณภาพ ศักยภาพและการควบคุมราคาด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมทั้งวางระบบสวัสดิการสังคมที่จำเป็นต่อประชาชน ที่ครอบคลุมประชาชนทุกคนในประเทศ

5. ประเทศไทยจำเป็นต้องให้สัตยาบันและเคารพกติกาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน สิทธิการมีส่วนร่วมของพลเมือง และบรรจุเรื่องสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศที่ครอบคลุมเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองประชาชน ไว้ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งยกเลิกกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน อาทิ พรก. ฉุกเฉิน และ พรก. ความมั่นคง

6. จำเป็นที่จะมีการปฏิรูปการศึกษา การศาสนา การทหาร สถาบันข้าราชการ สถาบันการเมือง และโดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมมานับตั้งแต่ 2549 ให้สอดรับกับอารยประเทศทั้งหลาย

7. การเมืองที่เคารพเสียงส่วนใหญ่ และสังคมต้องถูกหล่อหลอมให้เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และการต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

8. ต้องให้คำนิยามร่วมกันของคนในชาติใหม่ในเรื่อง "ชาติ" และ "ความมั่นคงของชาติ" ที่ปัจจุบันผูกขาดคำนิยามโดย "ทหาร" และ "ชนชั้นสูง" เท่านั้น

ฯลฯ




3. ทราบว่าได้ลี้ภัยการเมือง(self exile)ในต่างประเทศตั้งแต่ 19 พฤษภา 53 ไปอยู่ต่างประเทศ ฟังแล้วก็น่าจะดูดีเพราะไปอยู่ทางยุโรปคงสุขสบายดี ตอนนี้ยังทำงานในตำแหน่งเดิมก่อนลี้ภัยไหม หรือมีองค์กรใดสนับสนุนการทำงานเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิืปไตยบ้าง หรือมีผลกระทบต่อเรื่องการงาน การเงิน ครอบครัวอย่างไรบ้าง
มันเป็นความเข้าใจผิดของคนไทยว่าการอยู่ยุโรปนั้นสุขสบายดี เพราะยุโรปดูพัฒนาและเจริญรุ่งเรือง คนที่นี่จำนวนมากอิจฉาคนไทยที่ “โยนเมล็ดพืชผักอะไรตรงไหนก็งอกงาม” และ “มีอาหารกินกันอย่างหลากหลายเหลือเฟือ” ไม่นับว่าเล็กอยู่ที่ฟินแลนด์ ประเทศที่ค่าครองชีพแพงอันดับสามในยุโรปได้กระมังตามการสังเกตของตัวเองที่เดินทางทั่วยุโรป (รองจาก นอรเวย์ และสวิสเซอร์แลนด์)
แน่นอนว่าสองปีที่ผ่านมาเล็กต้องเผชิญกับความยุ่งยากและลำบากมากมาย ทั้งเรื่องอยู่เรื่องกิน และเรื่องขอวีซ่าอยู่ยุโรป ในขณะที่ไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ แต่ก็ถือว่าเป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนไทยจำนวนมากที่เผชิญกับปัญหาการล้มละลาย และความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เพราะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย

แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมา เล็กก็ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหวในทุกทางที่สามารถทำได้ ทั้งทำการศึกษาและเขียนบทความการเมืองไทยต่อเนื่อง ทั้งติดตามปัญหาคนงานไทยที่ถูกพามาเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์ จัดผลิตสารคดีหลายเรื่องด้านแรงงานและการเมือง

และไม่นับว่าช่วยดูแลเวบไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกสองสามแห่งโดยเฉพาะ www.timeupthailand.net อีกทั้งยังได้พยายามทำงานกับกลุ่มคนไทยที่ยุโรป และจัดรายการวิทยุทางอินเตอร์เนทอีก ทำให้ไม่มีเวลาไปทำงานหารายได้อื่นๆ
และนี่ก็เป็นปัญหาที่ส่งผลมาถึงปัจจุบันนี้คือการไม่สามารถผ่อนส่งคืนเงินกู้กับธนาคารได้ จนธนาคารที่ประเทศไทยกำลังดำเนินเรื่องยึดทรัพย์ สมบัติชิ้นเดียวที่มีคือ "ไร่เปิดใจ" และก็เป็นที่มาของการต้องผลิตหนังสือเรื่อง “แรงงานอุ้มชาติ” เล่มนี้ เพื่อขายสร้างรายได้ทำกิจกรรมการเมืองเช่นที่ทำนี้ต่อไป และหวังว่าจะมีรายได้มากพอจะทำให้ไปจ่ายธนาคารไม่ได้ยึดบ้านตัวเองได้

บ้าน"ไร่เปิดใจ"

และคงต้องขออนุญาตใช้โอกาสนี้ กล่าวขอบคุณคนตัวเล็กตัวน้อยจำนวนไม่น้อยเลย ทั้งที่เมืองไทยและที่ต่างประเทศ ทั้งคนไทยและเพื่อนฝูงคนต่างชาติ ที่ช่วยกันลงขันและสนับสนุนด้านการเงินมาบ้าง (เป็นการช่วยของผู้รักประชาธิปไตย โดยไม่มีนายทุนใหญ่ใดๆ หนุนหลังทั้งสิ้น) และแม้จะไม่พอกับค่าใช้จ่าย แต่ก็ทำให้อยู่และทำงานได้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ก็ต้องขอกราบขอบคุณทุกท่านที่อาจจะไม่สามารถเอ่ยนามได้มา ณ ที่นี้ด้วย

แม้แต่หนังสือเล่มนี้ก็ต้องขายแบบ "สั่งจองและจ่ายเงินล่วงหน้า" เพราะเล็กไม่มีเงินจ่ายค่าพิมพ์หนังสือ ต้องรวบรวมเงินจากผู้สั่งจองไปจ่ายค่าพิมพ์ เป็นการทำงานที่พึงพิงมวลชน (ไม่ใช่นายทุน) อย่างแท้จริง
ก็หวังว่าการตอบรับหนังสือจะเป็นไปด้วยดี ไม่ใช่เพราะต้องช่วยเล็ก แต่เพราะว่าหนังสือเรื่องแรงงานที่ให้ภาพองค์รวมของปัญหาแรงงานและโยงถึงต้นตอของการเมืองไทยเช่นนี้ ไม่ค่อยมีการผลิตออกมา การต่อสู้ของแรงงาน ปัญหาแรงงานเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในความสนใจของทั้งสาธารณชนและรัฐบาลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมสหภาพแรงงานไม่ได้รับการส่งเสริมในประเทศไทย
4.มีคนที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับคุณจรรยามากไหม ที่ยังกลับประเทศไม่ได้ และต้องการหนุนช่วยอย่างไรบ้างจากองค์กรต่างๆหรือเพื่อนมิตร

เท่าที่ทราบและติดต่อกันอยู่บ้าง ก็มีกว่าสิบคน ทุกคนลำบากกันถ้วนหน้า ทั้งเรื่องการทำเรื่องขอสถานภาพผู้ลี้ภัยกับ UNHCR ก็ไม่ได้ง่าย เรื่องการขอวีซ่าอยู่อย่างถูกกฎหมายในประเทศที่เขาเลือกอยู่ก็ยุ่งยาก เรื่องเศรษฐกิจไม่ต้องพูดถึง ต้องขายบ้าน ขายรถ และทรัพย์สินที่ขายได้เพื่ออยู่กินที่เมืองนอก หลายคนอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่กว่าเล็กมาก – ฟังเรื่องของเขาแล้ว ไม่บ่นเรื่องตัวเองเลยค่ะ สงสารพวกเขาแทน
อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจช่วยกันตั้งกองทุนอะไรซักอย่างเพื่อผู้ลี้ภัยทางการเมืองของประเทศไทย มันจำเป็นยิ่งที่การเมืองไทยยังไม่สามารถปล่อยวางได้ ที่จะมีกองทุนตรงนี้ ให้คนกลุ่มนี้ที่ลี้ภัยสามารถทำงานเพื่อประชาธิปไตยของไทย แม้ว่าต้องอยู่ต่างแดนก็ตาม
ไม่ใช่ให้พวกเขาต้องอยู่อย่างปิดตัวและความวิตกกังวลว่าจะเอาชีวิตรอดที่ต่างแดนได้อย่างไร ในสภาพที่หลายคนไม่เคยใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก และภาษาอังกฤษก็ไม่เก่ง และที่สำคัญเล็กมองพวกเขาเป็น "ทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญยิ่งกับประเทศไทย" ที่ควรสนับสนุนให้ได้ทำงานเพื่อสร้างการตื่่นรู้ทางการเมืองไทยกันต่อไป
เสียดายทุกครั้งที่เวลาและสมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกใช้คุ้มค่ากับสิ่งที่เขาควรจะทำ และถูกใช้ไปเฉพาะความสุขส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อความสุขของมนุษยชาติ
5.ในอดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ใช้ฐานในต่างประเทศรณรงค์ปฏิวัติใหญ่ทั้งยุคเลนิน ซุนยัดเซ็็น โฮจิมินห์ รวมทั้งปรีดี พนมยงค์กับคณะราษฎร์ คิดว่าเวลานี้ขบวนทำนองนี้ของไทยมีหรือไม่และมีศักยภาพเพียงใด

เล็กคิดเรื่องนี้อยู่มากเช่นกัน และคิดว่าจะทำได้ไหมในศตวรรษที่ 21

ข้อสรุป ณ ตอนนี้ คือ การจัดตั้งจากต่างประเทศในยุคนี้ไม่ประสบความสำเร็จแน่ เพราะว่านักการเมืองแบบพรรคนายทุน และพรรคชนชั้นสูงก็รู้เกมส์นี้ และใช้การจัดตั้งมวลชนคนไทยจากต่างแดนเป็นฐานหนุนวิถีการเมืองของพรรคพวกตนเช่นกัน และพวกเขามีทุนมากกว่า และทำได้สำเร็จกว่า และไม่ปล่อยให้คนไทยในเอเชีย ยุโรปและอเมริกาเป็นอิสระจากวิถีการเมืองของเขา

เล็กได้เดินทางไปพบคนไทยที่ยุโรปในหลายประเทศ เพื่อพูดคุยกันเพื่อร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยและเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองในประเทศไทย ทั้งยังได้พยายามเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งที่ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมัน แต่ก็พบสภาพที่ว่าคนไทยในต่างประเทศก็ไม่ต่างจากในประเทศนักคือมีกลุ่ม “รักทักษิณ” มีเงินทุนจัดตั้งดีกว่า และมีทักษิณเป็นตัวพรีเซนเตอร์ จึงเป็นขบวนใหญ่กว่ากลุ่มที่เอาเรื่องประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมจากประชาชน

ต้องยอมรับว่าคนไทยที่มาตั้งรกรากหรือทำงานที่ยุโรปมีฐานครอบครัวมาจากชนบท โดยเฉพาะจากอีสาน พวกเขาก็ฝากความหวังไว้กับทักษิณเยอะว่า อาจจะช่วยดันหรือเทงบประมาณมาช่วยพวกเขาสร้างเศรษฐกิจที่ยุโรปด้วย โดยเฉพาะทำร้านอาหารไทย นอกเหนือไปจากเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยในประเทศไทย
กระนั้น เล็กก็เชื่อว่า การก่อร่างของการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการเมืองไทย ได้เริ่มขึ้นแล้วและต่อเนื่องที่ประเทศไทย นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 และเป็นการก่อตัวของกลุ่มการเมืองที่มีจำนวนไม่ใช่ไม่กี่คนเหมือนอดีต

ไม่ใช่การนำด้วยนักคิดที่โดดเด่นคนใดคนหนึ่งเช่นในอดีต แต่มีมากมายมหาศาลมากกว่าที่ผ่านมา และแต่ละกลุ่มก็เลือกยุทธศาสตร์การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นยุทธวิถีของตัวเอง ไม่ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง
เป็นการผลักดันให้การเมืองประเทศไทยหลุดพ้นจากวิถี “การเมืองเรื่องบุคคลและตระกูล” สู่ “การเมืองเรืองระบอบและหลักการ” และจากคนหลากหลายแนวคิดมาก และไม่มีตัวผู้นำโดดเด่นคนใดคนเดียว แต่เป็นขบวนการผู้ให้แนวคิดทางความรู้มากกว่า

เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่ควรจะเป็น และสอดคล้องกับยุคสมัยแห่งโลกศตวรรษที่ 21 ที่วุฒิภาวะของคนส่วนใหญ่ในสังคมหลุดพ้นจากวิถีการเมืองผู้นำเผด็จการไปกันมากแล้ว และกระแสเทพนิยายและสมมุติเทพก็เป็นเพียงนิทานก่อนนอน ที่ก็ไม่ค่อยมีใครอ่านให้ลูกฟังกันก่อนนอนกันแล้วเช่นกัน

สังคมต้องการความเป็นเหตุเป็นผล เป็นประชาธิปไตย มีความหลากหลาย และยอมรับความแตกต่างกันได้

และการเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มแล้วมากมาย จากหลายกลุ่ม อาทิ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ การรณรงค์ของครอบครัวและเพื่อนนักโทษการเมือง และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่วมสองปีของกลุ่มญาติวีรชน 2553 ฯลฯ

มันเป็นวิถีการปูทางลงของการเมืองผู้นำเทวดา ตามวิถีสมมติเทพที่มีอัตตาสูงเทียบเขาพระสุเมรุ อย่างไม่หักโค่น เป็นการพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงจากการศึกษาจากชุดข้อมูลความรู้ของประเทศอื่นๆ “ถ้าอำมาตย์ไม่ลงตอนนี้ก็ถึงคราวแตกหัก” ซึ่งไม่มีใครต้องการให้ไปถึงขั้นนั้น

เพราะมันจะต้องมีคนล้มตาย และไม่มีใครอยากเห็นและเจ็บปวดไปกับการเสียชีวิตในประเทศไทยอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีบทเรียนการยอมรับการเมืองวิถี "คนเท่ากัน" ด้วยสันติวิธี ในหลายประเทศให้เห็นและศึกษาเป็นตัวอย่าง

6.คุณอยากบอกอะไรที่สุดในเวลานี้

ในฐานะของคนทำงานเขียน ก็คงบอกว่าอยากให้หนังสือขายได้ ฮา . .

ต้องขอบคุณทนายประเวศ ประภานุกูลมา ณ ที่นี้ เป็นอย่างยิ่ง ที่รับอาสาโดยไม่เอาค่าใช้จ่ายในการติดตามเรื่องคดียึดบ้าน และเปิดบัญชีให้เพื่อใช้ในการขายหนังสือเล่มนี้ และดูแลค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นที่เมืองไทยให้

อยากบอกว่า สองปีที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ตัวเองหยุดนิ่ง ศึกษา และวิเคราะห์บทเรียนและข้อมูลต่างๆ ที่ตัวเองสั่งสมมาตลอดกว่า 20 ปีของการเป็นคนทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ ที่ได้มีโอกาสมากกว่าคนจำนวนมาก ในการเดินทางลงศึกษาปัญหาและการพัฒนาในร่วม 70 จังหวัดทั่วประเทศไทยและหลายสิบประเทศทั่วโลก

ซึ่งเมื่อคิดในแง่นี้ เล็กก็ใช้ทรัพยากรโลกไปเป็นจำนวนมาก เพื่อการศึกษาเรียนรู้ และก็ควรจะใช้มันอย่างคุมค่า และจำเป็นจะต้องร่วมเป็นหนึ่งในประชากรไทยและประชากรโลก ที่ร่วมใช้สมอง สองมือและสองเท้า เพื่อแก้ปัญหาความยากจน การละเมิดสิทธิ และการเอารัดเอาเปรียบคนชั้นล่างในสังคม หรือที่เรียกว่าประชาชนกลุ่มใหญ่ "กลุ่ม 99%"

เล็กทำงานด้วยความเชื่อว่า "จะต้องไม่ทำตัวเป็นผู้นำ" แต่เป็นคนทำงานการศึกษาให้ประชาชนเห็นปัญหาและตัดสินใจหาทางแก้ปัญหาร่วมกันตามวิถีการศึกษามวลชนของเปาโล แฟร์ นักปฏิวัติชาวบราซิล และก็ไม่ได้เชื่อว่าชาวบ้านบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไม่เล่นเกมส์ไปกับการเมืองด้วย

จากบทเรียนการคลุกคลีและทำงานต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านและคนงานมากมาย ทำให้ตระหนักว่า ประชาชนหรือคนที่ถูกเรียกว่าชาวบ้านนั้นฉลาดและเล่นเกมส์การเมืองต่อรองกับอำนาจตลอดเวลา ด้วยวิถีของเขา คือ "เมื่อการต่อรองและพูดกันตรงๆ มันมาด้วยลูกปืน พวกเขาก็ใช้ยุทธิวิถีขอความเมตตา ขอความช่วยเหลือ"
แต่สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ ประชาชนคนไทยเปลี่ยนวิถีการต่อรองกับอำนาจเบื้องบนด้วย วิถีการร้องขอ ฟูมฟาย และปรักปรำกันไปมา แบบนี้เสีย ซึ่งเป็นวิถีที่ชาวบ้านได้ประโยชน์ระยะสั้น แต่ไม่ส่งผลต่อพัฒนาการประเทศในระยะยาวและอย่างยั่งยืน

จากบทเรียนการพบเห็นบรรยากาศการเมืองในหลายประเทศ ทำให้ตระหนักว่าเพื่อประเทศก้าวหน้าและพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน "การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีวุฒิภาวะ และอย่างเสรี" คือ หัวใจของการพัฒนาที่แท้จริง

ประชาชนต้องหยุดกันตัวเองออกจากความรับผิดชอบในการบริหารประเทศมาสู่การคิดแบบใหม่ ที่ “ต่อรอง นำเสนอข้อเรียกร้อง และร่วมรับผิดชอบในทิศทางการพัฒนาของประเทศ" ไม่ใช่ลอยตัวทุกครั้งที่มีปัญหาด้วยข้ออ้างว่าเป็นเพราะ “ผู้นำไม่เก่ง นักการเมืองคอรัปชั่น หรือเพราะข้าราชการโกงกิน”
เป็นการเมืองที่คนทั้งประเทศก็ร่วมเหนื่อยด้วย สนุกด้วย และไม่ได้ฝากภาระการคิด การลงมือทำ การนำพาประเทศไว้กับผู้นำ และนักการเมือง หรือข้าราชการเท่านั้น
การทำให้คนในสังคมอยู่ได้อย่างเคารพศักดิ์ศรีในตัวเอง และศักดิ์ศรีของคนอื่นอย่างเท่าเทียม เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคนในสังคมต้องอ่อนไหวต่อประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เคารพกติกาประชาธิปไตย และต้องขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา

และไม่ใช่ไม่มีคน "รู้ทันชาวบ้าน" และ ยังหลงคิดว่าชาวบ้านใสซื่อบริสุทธิ์และเดียงสา เช่นที่ NGOs หรือคนโปรชาวบ้าน เอาชาวบ้านเป็นฐานกิจกรรมทั่วไปมักจะนำเสนอภาพชาวบ้านกันแบบนั้นBlockquote
อาจจะไม่ถูกใจคนอ่านเหมือนกันว่าถ้าจะบอกประชาชนคนไทย "ที่ไม่สี" หรือ "สีใด" ก็ตามว่า “หยุดเล่นการเมืองลอยตัวเหนือปัญหาและไม่ต้องรับผิดชอบ” แล้วลงมาร่วม "รับผิดชอบกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ” กันเสียที เพื่อรวมกันนำพาประเทศไปข้างหน้าอย่างเท่าเทียมกันโดยทุกคนในประเทศไทย

ท้ายนี้ อยากบอกนักศึกษา คนงาน นักสหภาพ หรือผู้ขายหนังสือทางเลือกและร้านขายหนังสือทางเลือกว่า ถ้าการรับหนังสือไปขายว่าให้ติดต่อสั่งจองมาได้เลย และท่านจะได้รับส่วนลด 40% เช่นเดียวกับสายส่งไปยังร้านทั่วไป

0 0 0 0 0


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
1 เมษายน 2555

หนังสือต้องอ่านโดยนักเขียนต้องห้าม-จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมแรงงานที่อยู่ระหว่างลี้ภัยการเมืองพิกลพิการในต่างประเทศเขียน หนังสือ"ต้องอ่าน"ผ่าลึกประเทศไทยผ่านมิติด้านแรงงาน ท่านสามารถสนับสนุนนักสู้ที่อุทิศตัวเพื่อการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยให้อยู่ ได้อย่างยืนหยัด

สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ โดยโอนจ่ายผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาบิ๊กซีรามอินทรา เลขที่864-2-07040-2 ชื่อบัญชี ประเวศ ประภานุกูล จำนวน 330 บาท (หนังสือราคา300 บวกค่าจัดส่ง30บาท) และส่งอีเมลแจ้งรายละเอียดที่อยู่และการสั่งจองไปที่ ACT4DEM@gmail.com